The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by keerati6861, 2022-05-31 10:38:03

ประกันภัย-622081023

ประกันภัย-622081023

ประกันวินาศภัย

การประกนั ภยั หมายถึง การโอนความเส่ียงหรือความรับผดิ ต่างๆ ท่อี าจเกิดข้นึ แกผ่ ูเ้ อา
ประกนั ภยั โอนไปยงั ผรู้ ับประกนั ภยั โดยสญั ญาว่าเมอ่ื มคี วามเสียหายเกิดข้นึ ตามทต่ี กลงกนั ไว้
ในอนาคต ผรู้ ับประกนั จะชดใชค้ ่าเสียหายให้ตามความวนิ าศภยั ที่เกิดข้ึนจริงซ่ึงไม่เกินจานวนท่ี
รบั ประกนั ภยั ไว้ โดยผรู้ บั ประกนั ตอ้ งส่งเงนิ จานวนหน่ึงใหผ้ รู้ ับประกนั เป็นเบ้ียประกนั ซ่ึงอาจ
หมายถงึ วิธีการเฉลย่ี ความเสียหายของบุคคลหน่ึงไปให้แกบ่ คุ คลอื่นอีกหลาย ๆ คน เพื่อแบ่ง
ภาระความเดือดร้อนทีเ่ กิดข้นึ น้นั ให้หมดไปหรือเบาบางลง

มาตรา 861 บญั ญตั วิ ่า “อนั วา่ สญั ญาประกนั ภยั น้นั คอื สญั ญาซ่ึงบุคคลหน่ึงตกลงจะใชค้ า่
สินไหมทดแทน หรือใชเ้ งนิ จานานหน่ึงใหใ้ นกรณีวนิ าศภยั หากมขี ้ึน หรือในเหตุอยา่ งอืน่ ใน
อนาคตดง่ั ไดร้ ะบุไวใ้ นสัญญา และในการน้ีบุคคลอีกคนหน่ึงตกลงจะส่งเงนิ ซ่ึงเรียกว่า เบ้ยี
ประกนั ภยั ” ซ่ึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยไ์ ดว้ างหลกั กฎหมายเก่ียวกบั การประกนั ภยั
เอาไวโ้ ดยแบ่งการประกนั ภยั ออกเป็น สองประเภท คอื กรประกนั ภยั และการประกนั ชีวิต ซ่ึง
โดยส่วนใหญจ่ ะเป็นการอธิบายถึงสิทธิ หนา้ ท่ี ความรบั ผดิ ตลอดจนขอ้ ยกเวน้ ความรับผดิ ต่างๆ
เอาไวท้ ้งั น้ี ในส่วนแรกท่ีอธิบายไปแลว้ ขา้ งตน้ น้นั ถอื เป็นสาระสาคญั ที่เป็นการวางรากฐานหรือ
หลกั สาคญั ของการประกนั ภยั อนั เป็นบทเบ็ดเสร็จทว่ั ไป (ต้งั แตม่ าตรา 861-868) ท่ีจะตอ้ ง
นามาใชก้ บั การประกนั ภยั ท้งั ระบบ ไมว่ ่าจะเป็นการประกนั วินาศภยั หรือการประกนั ชีวิต เช่น
คานิยามของสัญญาประกนั ภยั คานิยามของบุคคลทเ่ี ก่ียวขอ้ งในสัญญาประกนั ภยั หลกั ส่วนได้
ส่วน หลกั สุจริต หลกั สุจริตอยา่ งยงิ่ ความรับรูข้ องผูป้ ระกนั ภยั กรมธรรมป์ ระกนั ภยั เป็นตน้

การประกนั วินาศภยั แบง่ ออกเป็นประกนั วินาศภยั ทว่ั ๆ ไป การประกนั ภนั การรับขน และ
การประกนั ภยั ค้าจนุ

1.ประกนั วินาศภยั ทั่ว ๆ ไป (มาตรา 869-882) หมายถึง การประกนั วินาศภยั ในบรรดา
ความเสียหายอยา่ งใด ๆ ในอนาคตทจ่ี ะพึงประมาณเป็นเงินได้ เชน่ การประกนั ภยั รถยนตก์ ร
ประกนั ภยั รถจกั รยานยนต์ กราประกนั อคั คีภยั การประกนั อุบตั ิเหตุส่งนบคุ คล เป็นตน้ สาหรบั
ความเสียหายท่ไี ม่อาจคานวนเป็นเงนิ ได้ เช่น ความเศร้าโศก เสียใจ ไม่สามารถตีราคาเป็นเงนิ จงึ
ไม่อาจเอาประกนั วินาศภยั ไดแ้ ต่อยา่ งใด

2.การประกนั ภยั การรับขน (มาตรา 883-886) หมายถงึ การรับประกยั วนิ าศภยั ในบรรดา
ความเสียหายอยา่ งใด ๆ อนั เป็นความวินาศภยั ในอนาคตท่พี ึงประมาณเป็นเงนิ ได้ แต่จะตอ้ งเป็น
ความวนิ าศภยั อนั เกิดจากการขนส่งจากสถานทีท่ ีห่ น่ึงไปยงั อกี สถานท่ีหน่ึง ซ่ึงจะมี “สัญญารบั

ขน” แยกตา่ งหาก โดยตอ้ งพจิ ารณาไปตามาตรา 608 ซ่ึงบญั ญตั วิ ่า สญั ญารับขน คอื สญั ญาทมี่ ี
คสู่ ญั ญาทฝ่ี ่ายหน่ึงเรียกวา่ “ผขู้ นส่ง” ตกลงวา่ จะทาการขนของหรือคนโดยสารจากท่หี น่ึงไปยงั
อีกทห่ี น่ึงโดยเรียกสินจา้ งตอบแทน ซ่ึงเป็นคา่ ระวางพาหนะหรือคา่ โดยสารแลว้ แต่กรณีจาก
คูส่ ญั ญาอีกฝ่ายหน่ึงเรียกวา่ “ผสู้ ่ง” โดยผขู้ นส่งจะตอ้ งทาการรับขนเพ่ือบาเหนจ็ ทางการคา้ ปกติ

ท้งั น้ี มาตรา 883 ไดบ้ ญั ญตั คิ วามหมายของสญั ญาประกนั ภยั ในการรับขน คอื สญั ญาที่
คมุ้ ครองความวนิ าศภยั ทุกอยา่ งซ่ึงอาจเกิดข้นึ แกของทขี่ นส่งในระหว่างเวลาต้งั แต่ผูข้ นส่งไดร้ ับ
ของไปจนไดส้ ่งมอบของน้นั แกผ่ ูร้ ับตราส่ง และจานวนค่าสินไหมทดแทนน้นั ยอ่ มกาหนดตามที่
ของซ่ึงขนส่งน้นั จะไดม้ ีราคาเม่อื ถงึ การประกนั ภยั รบั ขนของทางทะเล เนื่องจากสัญญารับขน
ของทางทะเลน้นั ตอ้ งพิจารณาตามพระราชบญั ญตั ิการรบั ขนของทางทะเล พ.ศ 2534

3. ประกนั ภยั คา้ จนุ (มาตรา 887-888) หมายถึง สัญญาประกนั ภยั ซ่ึงผรู้ ับประกนั ภยั ตกลง
ว่าจะใชค้ ่าสินไหมทดแทนในนามของผเู้ อาประกนั ภยั เพอ่ื ความวินาศภยั อนั เกิดข้ึนแก่บุคคลอีก
คนหน่ึง และซ่ึงผเู้ อาประกนั ภยั จะตอ้ งรบั ผิดชอบ ไมว่ า่ จะเป็นความรบั ผิดจากการดาเนินชีวิต
การประกอบวิชาชีพหรือการประกอบรุ กิจ

สัญญาประกันวินาศภยั
สัญญาประกนั วนิ าศภยั หมายถงึ สญั ญาซ่ึงผรู้ ับประกนั วินาศภยั ตกลงจะใชค้ า่ สินไหม

ทดแทนในกรณีวนิ าศภยั หากมีข้นึ ในอนาคตดงั ที่ระบุไวใ้ นสญั ญา โดยวินาศภยั น้นั ตอ้ งเป็น
ความเสียหายอยา่ งใด ๆ บรรดาที่พึงจะประมาณเป็นเงนิ ไดแ้ ละรวมถึงความสูญเสียในสิทธิ
ผลประโยชน์ หรือรายไดด้ ว้ ย ท้งั น้ี ผูเ้ อาประกนั วินาศภยั ตกลงจะส่งเงินซ่ึงเรียกวา่ เบ้ียประกนั ภยั
เป็นการตอบแทนทยี่ อมรับการเส่ียงภยั แทนผเู้ อาประกนั ภยั จงึ เห็นไดว้ ่า การประกนั วินาศภยั
ไม่ใชก่ ารประกนั ชีวิต ความแตกตา่ งกบั ระหว่างสญั ญาประกนั ภยั กบั ประกนั ชีวติ เบ้ืองตน้ ไดแ้ ก่
สัญญาประกนั วินาศภยั มงุ่ ชดใชค้ ่าเสียหายตามความเสียหายทแี่ ทจ้ ริง สญั ญาประกนั วนิ าศภยั ผู้
เอาประกนั ภยั สามารถบอกเลกิ สัญญาไดต้ อ่ เมือ่ ยงั ไมเ่ ร่ิมเสี่ยงภยั หรือมคี าพพิ ากษาของศาลสง่ั
ใหผ้ รู้ ับประกนั ภยั ตกเป็นบุคคลลม้ ละลาย นอกจากน้นั สัญญาประกนั วินาศภยั เป็นสัญญา
เฉพาะตวั เวน้ แต่จะโอนโดยผลของกฎหมายหรือโดยพินยั กรรม การฟ้องรอ้ งเรียกค่าสินไหม
ทดแนนใชเ้ งนิ อาศยั อายคุ วามที่แตกตา่ งกนั เป็นตน้

นยิ ามความหมายของวนิ าศภยั
มาตรา 869 บญั ญตั ิว่า อนั คาวา่ “วนิ าศภยั ” ในหมวดน้ี ทา่ นหมายรวมเอาความเสียหาย

อยา่ งใด ๆ บรรดาซ่ึงจะพึงประมาณเป็นเนได้
แมไ้ ม่มีจากดั ความใด ๆ ท่สี ามารถอธิบายถึงคาวา่ “ความเส่ียงภยั ” เอาไวอ้ ยา่ งชดั เจนแต่

เราสามารถอธิบายไดว้ า่ ความเสี่ยงภยั ท่ีเกดิ จากความไมแ่ น่นอนของผลลพั ธ์ที่เกิดข้ึนและมี
ความเกี่ยวขอ้ งโดยตรงกบั ความเสียหาย การขาดความรู้เกี่ยวกบั อนาคต ไม่รูไ้ ดแ้ น่ชดั วา่ จะเกิด
ความเสียหายกบั ตนเองเมือ่ ใดในอนาคต ซ่ึงมนุษยส์ ามารถเสี่ยงภยั ไดต้ ลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดจาก
ภบั ธรรมชาติ ยานพาหนะ สถานทีอ่ าศยั เหตุอื่นๆ เป็นตน้

คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 2513/2518 วินาศภยั ทจี่ ะสามารถเอาประกนั ภยั ไดน้ ้นั ตอ้ งเป็น
วินาศภยั ที่อาจเกิดข้นึ ในอนาคตภายหลงั จากทาสญั ญาแลว้ จะนาเอาเหตุวนิ าศภยั ทเ่ี กิดข้นึ แลว้ มา
ประกนั ภยั ไมไ่ ด้

คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 890/2500 ตามกรมธรรมป์ ระกนั ภยั รถยนตว์ ่าผรู้ ับประกนั จะ
ยอมรับใชเ้ งินใหใ้ นกรณีมอี ุบตั เิ หตุน้นั คาว่า “อุบตั ิเหตุ” กค็ ือเหตทุ ่ีเกิดข้ึนดยไมท่ นั คิดหรือ
ความบงั เอญิ เป็นซ่ึงหมายความว่าเป็นเหตุทเี่ กิดข้ึนโดยมไิ ดจ้ งใจฉะน้นั จงึ รวมถงึ เหตทุ ่ีเกิดข้ึน
โดยปรมาทดว้ ย
การประกนั ภยั หลายราย

การประกนั ภยั หลายรายถอื เป็นสัญญาประกนั วนิ าศภยั อยา่ งหน่ึง ซ่ึงเป็นสัญญาทมี่ ี
วตั ถุประสงคม์ ุ่งคมุ้ ครองความวินาศภยั ทีอ่ าจจเกิดข้นึ ในอนาคต ผูเ้ อาประกนั ภยั จะไดร้ บั การ
ชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนตามความวินาศภยั ไมไ่ ด้ หากผเู้ อาประกนั ภยั ไดท้ าสญั ญาประกนั ภยั
เป็นจานวนต้งั แต่สองรายข้ึนไป ผูเ้ อาประกนั ภยั กจ็ ะไดร้ บั การชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนตามจริง
เท่าน้นั ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยจ์ ึงไดม้ กี ารบญั ญตั ิ กรณีการประกนั วินาศภยั หลายราย
เอาไวเ้ พิม่ เติมเพ่อื บงั คบั ใช้แกค่ กู่ รณี เนื่องจากหากไม่มกี ารบญั ญตั หิ ลกั กฎหมายดงั กลา่ วเอาไว้ ผู้
เอาประกนั ภยั ก็จะใชส้ ิทธิเรียกรอ้ งคา่ สินไหมทดแทนเอาแกผ่ ูร้ ับประกนั ภยั ทกุ ฉบบั อนั ส่งผลให้
ผเู้ อาประกนั ภยั ไดร้ ับการชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนเกินความวนิ าศภยั ท่ีแทจ้ ริง ขดั ตอ่ เจตนารมณ์
ของกราประกนั ภยั ซ่ึงประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยไ์ ดบ้ ญั ญตั ถิ งึ “การประกนั ภยั หลาย
ราย” เอาไวใ้ นการประกนั วินาศภยั โดยบญั ญตั ิเอาไว้ 2 มาตราดว้ ยกนั คอื มาตรา 870 และ 871

มาตรา 870 บญั ญตั วิ ่า “ถา้ ไดท้ าสัญญาประกนั ภยั เป็นสองรายหรือมากกว่าน้นั พร้อมกนั
เพือ่ ความวินาศภยั อนั เดียวกนั และจานวนเงินซ่ึงเอาประกนั ภยั รวมกนั ท้งั หมดน้นั ทว่ มจานวนท่ี

วินาศจริงไซร้ ทา่ นวา่ ผรู้ ับประโชน์ชบทีจ่ ะไดร้ ับค่าสินไหมทดแทนเพยี เสมอจานวนวินาศจริง
เท่าน้นั ผรู้ ับประกนั ภยั แต่ละคนตอ้ งใชเ้ งินจานวนวนิ าศจริงแบง่ ตามส่วนมากนอ้ ยทต่ี นไดร้ ับ
ประกนั ภยั ไว้

อนั สัญญาประกนั ภยั ท้งั หลาย ถา้ ลงวนั เดียวกนั ท่านใหถ้ ือว่าไดท้ าพร้อมกนั
ถา้ ไดท้ าสญั ญาประกนั ภยั เป็นสองรายหรือกว่าน้นั สืบเนื่องเป็นลาดบั กนั ทา่ นว่าผรู้ บั
ประกนั ภยั คนแรกจะตอ้ งรบั ผดิ เพ่อื ความวินาศภยั กอ่ น ถา้ และจานวนเงนิ ซ่ึงผรู้ ับประกนั ภยั คน

แรกไดใ้ ชน้ ้นั ยงั ไมค่ ม้ จานวนวินาศภยั ไซร้ ผรู้ บั ประกนั ภยั คนถดั ไปกต็ อ้ งรับผดิ ในส่วนทย่ี งั ขาด
อยูน่ ้นั ตอ่ ๆ กนั ไปจนกวา่ จะคมุ้ วนิ าศ”

สาหรบั การทาสญั ญาประกนั ภยั น้นั ผเู้ อาประกนั ภยั สามารถทาสัญญาประกนั ภยั ไดม้ าก
นอ้ ยตามความตอ้ งการ ไม่ไดม้ กี ารหา้ มหรือขอ้ จากดั เก่ยี วกบั จานวนกรมธรรมข์ ้นั ตา่ หรือข้สั ูง
เอาไว้ ดงั น้นั ผูเ้ อารปะกนั ภยั จึงสามราถเอาทรพั ยส์ ิน เชน่ บา้ น อาคาร รถยนต์ สินคา้ ทา
ประกนั ภยั ไวก้ บั ผรู้ ับประกนั ภยั เป็นจานวนไม่กี่กรมธรรมก์ ็ไดไ้ มว่ ่าจะเป็นสัญญาทีท่ ากบั ผรู้ บั
ประกนั ภยั รายเดียวหรือหลายราย แต่หากเกิดความวินาศภยั แก่ทรัพยส์ ินทเ่ี อาประกนั ภยั ไว้ ผเู้ อา
ประกนั ภยั จะสามารถเรียกรอ้ งคา่ สินไหมทดแทนจากทกุ กรมธรรมไ์ ดห้ รือไมน่ ้นั จะตอ้ ง
พจิ ารณาจตามหลกั กฎหมายประกนั ภยั หลายรายเสียกอ่ น ไม่ใชว่ ่าจะสามารถเรียกร้องให้ผรู้ บั
ประกนั ภยั ชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนแกผ่ เู้ อาประกนั ภยั ไดท้ ุกราย อน่ึง มาตรา 870 ไดบ้ ญั ญตั ิ
เอาไวเ้ ก่ียวกบั การประกนั ภยั หลายรายโดยยดึ ถอื หลกั ว่า ผเู้ อาประกนั ภยั จะไดร้ ับกาไรจาการ
ประกนั ภยั ไม่ได้ การชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนจะตอ้ งพจิ ารณาตามความเสียหายทเี่ กิดข้ึนจริง
เท่าน้นั เมื่อผเู้ อาประกนั ภยั ไดร้ บั คา่ สินไหมทดแทนเตม็ จานวนความวนิ าศภยั แลว้ ก็ตอ้ งถอื ว่าไม่
มคี วามเสียหายเกิดข้นึ อีกต่อไป และเม่ือไมม่ ีความเสียหาย ผเู้ อาประกนั ภยั จงึ ไม่มีสิทธิไดร้ ับคา่
สินไหมทดแทนใด ๆ อีก ดงั น้นั แมผ้ เู้ อาประกนั ภยั จะไดท้ าสัญญาประกนั ภยั เอาไวห้ ลายราย แต่
หากผเู้ อาประกนั ภยั ไดร้ ับการชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนจนครบถว้ นหรือเต็มจานวนความวนิ าศ

ภยั ท่ีเกิดข้ึนแลว้ ผเู้ อาประกนั ภกั ็ไมม่ ีสิทธิไปเรียกใหผ้ รู้ บั ประกนั ภยั รายอืน่ ชดใชค้ ่าสินไหม
ทดแทนได้

ในทางปฏิบตั ิน้นั การเขา้ สญั ญาประกนั ภยั ใด ๆ ก็ดี อาจมกี ารใหก้ รอกเอกสารแบบฟอร์ม
คาขอเอาประกนั ภยั ซ่ึงผูร้ ับประกนั ภยั ตอ้ งการท่ีจะทราบวา่ ผเู้ อาปรกนั ภยั ไดเ้ คยเอาประกนั ภยั
ทรพั ยส์ ินที่จะนามาประกนั ภยั มาก่อนหนา้ น้ีหรือไม่ ซ่ึงถือเป็นประเด็นทผ่ี ูเ้ อาประกนั ภยั จะตอ้ ง

มีหนา้ ท่ีเปิ ดเผยอ้ ความจริง มฉิ ะน้นั แลว้ อาจส่งผลทางกฎหมายในเรื่องของความสมบูรณต์ ่อ
สญั ญาประกนั ภยั ได้

ข้อสังเกต การพิจาณาว่าเป็นการประกนั ภยั หลายรายตามมาตรา 870 หรือไม่น้นั จะตอ้ ง
ปรากฎว่า

1. ผู้เอาประกนั ภัยในสัญญาประกนั ภัยแต่ละรายจะต้องเป็ นบุคคลคนเดยี วกนั หากบคุ คล
หลายราย ตา่ งคนตา่ งเอาวตั ถุอนั เดียวกนั ไปทาประกนั ภยั ก็มิใชก่ รณีของประกนั ภยั หลาย
รายตามมาตรา 870 เช่น ก. เจา้ ของบา้ นเอาบา้ นไปทาประกนั อคั คภี ยั และต่อมา นาย ข. ผู้
เชา่ บา้ นหลงั เดียวกนั น้นั กน็ าเอาบา้ นหลงั ดงั กลา่ วไปสญั ญาอคั คีภยั กรณีเช่นน้ีถอื วา่ ตา่ ง
คนต่างทาประกนั ภยั เน่ืองจากผเู้ อาประกนั ภยั ในสญั ญาประกนั ภยั แต่ละรายไมบ่ ุคคลคน
เดียวกนั ดงั น้นั จงึ ไมใ่ ชก่ ารประกนั ภยั หลายรายตามบทบญั ญตั ิของมาตรา 870

2. ทรัพย์สินหรือวัตถทุ เี่ อาประกนั ภัยจะต้องเป็ นอันเดยี วกัน เช่น นาย ก. เอาตึกแถวของตน
ไปทาประกนั ภยั ไวก้ บั บริษทั เอ ต่อมา นาย ก. ก็เอาตกึ แถวหลงั เดิมไปทาประกนั ภยั ไว้
กบั บริษทั บี เช่นน้ีถือเป็นประกนั ภยั หลายราย แต่วตั ถทุ ่ีเอาประกนั ภยั ไมใ่ ชต่ กึ แถว แต่
เป็นทรพั ยส์ ินส่ิงอ่นื กไ็ ม่ใช่การประกนั ภยั หลายราย เนื่องจากทรัพยส์ ินหรือวตั ถทุ เ่ี อา
ประกนั ภยั ไมใ่ ช่อนั เดียวกนั

3. ผู้รับประกันภัยต่างรายกนั กลา่ วคอื ผรู้ ับประกนั ภยั จะตอ้ งเป็นคนละบริษทั (นิตบิ ุคคล)
กนั เช่น บริษทั เอ บริษทั บี บริษทั ซี หากทาสญั ญาประกนั ภยั กบั บริษทั เดียวกนั หลาย ๆ
คร้งั (บริษทั เดียวกนั แตห่ ลายกรมธรรม)์ กไ็ ม่ใชก่ ารประกนั ภยั หลายรายตามกฎหมาย

4. ภยั ทีร่ ับเส่ียงต้องเป็ นภยั เดียวกัน หรือประเภทเดยี วกัน เชน่ ทาประกนั อคั คีภยั เหมอื นกนั
ทกุ กรมธรรม์ ทาประกนั ภยั โจรกรรมเหมอื นกนั ทุกกรมธรรม์ เป็นตน้ ท้งั น้ี ความวินาศ
ภยั ที่เกิดข้ึนน้นั จะตอ้ งเป็นภยั เดียวกนั ทไ่ี ดเ้ อาประกนั ภยั ไวด้ ว้ ย

5. สัญญาประกนั ภัยทกุ ฉบับจะต้องมผี ลใช้บังคบั ในเวลาทีเ่ กิดความเสียหายหรือวนิ าศภัย
หากสญั ญาประกนั ภยั หรือหรือกรมธรรมฉ์ บบั ใดส้ินสุดระยะเวลาคุม้ ครองหรือตกเป็น
โมฆะตามกฎหมายแลว้ เหลอื เพียงกรมธรรมเ์ ดียว เช่นน้ีไม่ถือวา่ เป็นสัญญาประกนั ภยั
หลายรายตามฎหมาย

การสละสิทธิต่อผู้รับประกันภัย

มาตรา 871 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ ไดท้ าสัญญาประกนั ภยั เป็นสองรายหรือกวา่ น้นั พร้อมกนั ก็ดี
หรือสืบเน่ืองจากเป็นลาดบั กนั กด็ ี ทา่ นวา่ การท่ยี อมสละสิทธิอนั มีต่อผูร้ บั ประกนั ภยั ายหน่ึงน้นั
ไม่กระทบกระทง่ั ถงึ สิทธิและหนา้ ทขี่ องผรู้ ับประกนั ภยั รายอื่นๆ”

สาหรับกรณีทม่ี กี ารทาสัญญาประกนั ภยั หลายราย ผเู้ อาประกนั ภยั ยอ่ มมสี ิทธิที่จะเรียกให้
ผรู้ ับประกนั ภยั แตล่ ะรายทมี่ คี วามรับผิดชดใชค้ ่าสินไหมทดแทนตามสัดส่วนทีร่ บั ประกนั ภบั
เอาไวห้ รือชาระตามลาดบั กอ่ นหลงั โดยพจิ ารณาจากลาดบั ในการเขา้ ทาสญั ญากไ็ ด้ ซ่ึงไดอ้ ธิบาย
มาแลว้ ในมาตราก่อน แต่บทบญั ญตั ใิ นมาตรา 871 น้ีไดม้ ีการวางหลกั เกณฑถ์ ึงการ “สละสิทธิ”
ของผูร้ ับเอาประกนั ภยั เอาไว้ ซ่ึงการสละสิทธิของผูเ้ อาประกนั ภยั ตามาตราน้ีน่าจะหมายถงึ ปลด
หน้ีให้แก่ลกู หน้ีตามาตรา 340 ซ่ึงกฎหมายประกนั ภยั มไิ ด้บญั ญตั เิ อาไวช้ ดั แจง้ ว่าจะตอ้ งกระทา
โดยกรณีใดดงั น้นั เพยี งแค่ไดค้ วามว่า หากผเู้ อาประกนั ภยั ไดแ้ สดงเจตนาโดยชดั แจง้ ต่อผรู้ ับเอา
ประกนั ภยั น้นั วา่ จะไม่เรียกรอ้ งคา่ สินไหมทดแทนตามสัญญาประกนั ภยั น้นั ก็น่าจะใชไ้ ดแ้ ลว้
ดงั น้นั การสละสิทธิของผเู้ อาประกนั ภยั โดยปริยายน่าจะไมถ่ อื ว่าเป็นการสละสิทธิตามาตราน้ี
ตัวอย่าง นาย ก. ทาสัญญาประกนั ภยั บา้ นของตนเอาไวก้ บั บริษทั เอ และบริษทั บี ตอ่ เกิดเหตุ

วินาศภยั อนั เป็นตามกรมธรรม์ นาย ก. ไดส้ ละสิทธิเรียกร้องคา่ สินไหมทดแทนตอ่ บริษทั เอ ซ่ึง
นาย ก. สามารถทาไดแ้ ละส่งผลให้บริษทั เอ ไม่จาตอ้ งชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนตอ่ นาย ก. แต่
อยา่ งใดส่วนความผิดในการชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนของบริษทั บี ต่อนาย ก. น้นั ยงั คงมีอยู่
เช่นเดิม และไม่ตอ้ งรบั ผดิ เพม่ิ ข้ึนจากการท่นี าย ก. สละสิทธิต่อบริษทั เอ แตอ่ ยา่ งใด เนื่องจาก
หน้ีในการชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนของบริษทั เอ และบริษทั บี น้นั ไมใ่ ชก่ ารรบั ผิดอยา่ งลูกหน้ี
ร่วม
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 1603/2518 อ. เอาประกนั ภยั วตั ถุดิบไวก้ บั จาเลยผรู้ ับเอาประกนั ภยั แลว้

นาวตั ถดั ิบน้นั ไปประกนั ภยั ไวก้ บั บริษทั อ่นื อกี แมเ้ ม่ือเกิดความเสียหายจากอคั คภี ยั ข้นึ อ. ได้
ยอมรับค่าเสียหายจากบริษทั รับประกนั ภยั อนื่ น้นั ไปบางส่วนแลว้ ก็ไม่กระทบกระทง่ั ถึงสิทธิ
หนา้ ทีข่ องจาเลยท้งั น้ี ตามมาตรา 871 และจาเลยเป็นผรู้ ับประกนั ภยั คนแรกตอ้ งรบั ผิดเมอื่ ความ
วนิ าศภยั ก่อน ซ่ึงตอ้ งรับผดิ มากกว่าผรู้ ับปรกนั ภยั คนหน่ึงตามมาตรา 870 วรรคทา้ ย จาเลยผรู้ บั
ประกนั ภยั จึงตอ้ งรับผิดในจานวนวนิ าศภยั จริงส่วนทย่ี งั ไม่ไดใ้ ช้ (คาพิพากษาฎีกาท่ี 914/2513ได้
วินิจฉัยไวใ้ นทานองเดียวกนั )

การบอกเลิกสัญญาก่อนเร่ิมส่ียงภัย
มาตรา 872 บญั ญตั ิวา่ “กอ่ นเร่ิมเสี่ยงภยั ผเู้ อาประกนั ภยั จะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ แต่ผรู้ บั

ประกนั ภยั ชอบทจ่ี ะไดเ้ บ้ียประกนั ภยั ก่งึ จานวน”
สญั ญาประกนั ภยั เป็นนิติกรรมสญั ญาอยา่ งหน่ึง การสมคั รใจเขา้ ทาสญั ญาเพื่อที่จะ

กอ่ ใหเ้ กิดสิทธิ หนา้ ท่ี ความรบั ผิดตามกฎหมายถอื เป็นสิทธิส่วนตวั โดยชอบของบคุ คลน้นั ๆ
หากวนั หน่ึงเวลาใดบคุ คลน้นั ประสงคท์ จ่ี ะยกเลิกสญั ญาดงั กลา่ ว ก็ยอ่ มทีจ่ ะสามารถทาไดด้ ว้ ย
การแสดงเจตนาอนั เป็นไปตามหลกั เสรีภาพในการทาสญั ญา ท้งั น้เั พอ่ื พิจารณาตามบทบญั ญตั วิ ่า
ดว้ ยการยกเลกิ สญั ญาตามมาตรา 386-389 เป็นตน้ อยา่ งไรกด็ ี นิติกรรมสญั ญาบางเรื่อง แมข้ ณะ
เขา้ ทาสญั ญาน้นั อาจไม่มพี ิธีตรองหรือขอ้ ยงุ่ ยากใด ๆ มาก แตห่ ากประสงคจ์ ะบอกเลิกสญั ญา ก็
จาตอ้ งพจิ ารณาถึงบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายในเร่ืองน้นั ๆ เป็นขอ้ พิจารณาดว้ ย เช่น กรณีการบอก
เลิกสัญญาประกนั ภยั
ตวั อย่าง นาย ก. ตกลงทาสัญญาประกนั ภยั ในวนั ท่ี 1 มกราคม แต่กรมธรรมป์ ระกนั ภยั ระบุวนั ท่ี
เริ่มคมุ้ ครองคือวนั ท่ี 15 มกราคม 2560 (เริ่มคมุ้ ครองภายหลงั วนั ทาสญั ญา 15 วนั ) ดงั น้นั กอ่ นจะ
ถงึ วนั ที่ 15 มกราคม 2560 ยงั ไมถ่ อื ว่า นาย ก. เริ่มเสี่ยงภยั แตอ่ ยา่ งใด ดงั น้นั นาย ก. ผูเ้ อา
ประกนั ภยั จงึ มสี ิทธิบอกเลิกสัญญาประกนั ภยั ไดต้ ามมาตรา 872 อยา่ งไรก็ดี ผลของกฎหมาย
มาตรา 872 น้นั บญั ญตั ิใหผ้ รู้ ับประกนั ภยั มสี ิทธิทจ่ี ะไดร้ บั เบ้ยี ประกนั ภยั ไวก้ ่งึ จานวน หรือนาย
ก. ทาสญั ญาประกนั ภยั รถยนตเ์ อาไวห้ บั ริษทั เอ เมอ่ื วนั ท่ี 1 มกราคม 2560 โดยมรี ะยะเวลา
คมุ้ ครอง 1 ปี โดยระยะเวลาท่ีเริ่มการคุม้ ครองตามกรมธรรมน์ ้นั ระบวุ ่า “มีผลคมุ้ ครองต้งั แตว่ นั ที่
15 มกราคม 2560 เป็นตน้ ไป” ต่อมา นาย ก. เกิดขอ้ ขดั ขอ้ งทางดา้ นการเงนิ จงึ ได้ขายรถยนต์
ดงั กล่าวรวมถงึ บอกเลิกสญั ญาประกนั ภยั ในรถยนตค์ นั ดงั กลา่ ว ดงั น้ี นาย ก. กส็ ามารถทาได้ แต่
นาย ก. จะตอ้ งจา่ ยเบ้ยี ประกนั ภยั แกผ่ ูร้ บั ประกนั ภยั ก่ึงจานวนตามกฎหมาย

การลดจานวนเงนิ ซึ่งเอาประกนั ภัย
มาตรา 873 บญั ญาว่า “ถา้ ในระหว่างอายุสญั ญาประกนั ภยั น้นั มูลประกนั ภยั ไดล้ ดนอ้ ย

ถอลงไปหนกั ไซร้ ทา่ นว่าผเู้ อาประกนั ภยั ชอบท่จี ะไดล้ ดจานวนซ่ึงเอาประกนั ภยั ไว้ และลด
จานวนเงินเบ้ยี ประกนั ภยั

การลดจานวนเบ้ียประกนั ภยั น้นั ให้เป็นผลตอ่ ในอนาคต”

บทบญั ญตั ิมาตรา 873 น้ีเป็นบทบญั ญตั ิท่อี ธิบายถงึ การลดจานวนเงนิ ซ่ึงเอาประกนั ภยั โดย
มเี หตอุ นั เนื่องมาจากการทมี่ ูลประกนั ภยั ไดล้ ดนอ้ ยถอยลงไปหนกั ซ่ึงมูลประกนั ภยั หมายถงึ
ราคาแห่งส่วนไดเ้ สียตามมาตรา 867 (3) ทผี่ เู้ อาประกนั ภยั มตี ่อวตั ถทุ เ่ี อาประกนั ภยั ซ่ึงโดยปกติ
น้นั ในกรมธรรมจ์ ะไม่ไดร้ ะบุราคาของส่วนไดเ้ สียเอาไวเ้ นื่องจากราคาของส่วยไดเ้ สียไมใ่ ช่
หน่างทน่ี าไปคดิ คา่ เบ้ียประกนั ภยั ผรู้ บั ประกนั ภยั จะคดิ ค่าเบ้ียประกนั ภยั จากจานวนเงนิ ซ่ึงเอา
ประกนั ภยั เมื่อเกิดวินาศภยั ข้นึ แลว้ จะตอ้ งมกี ารสารวจความเสียหายเพือ่ ทราบสาเหตขุ องความ
เสียหายและจานวนของความเสียหาย ในการตรี าคาความเสียหายน้ีจะทราบถงึ ราคาของส่วนได้
เสียและจานวนเงนิ ท่ีเอาประกนั ภยั ก็จะจา่ ยค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริง ซ่ึงราคาแห่งส่ว
ไดเ้ สียดงั กล่าวน้นั สามารถเพิม่ ข้ึนหรือนอ้ ยลดลงได้ ท้งั น้ีอาจแปรผนั ตามสภาพการเมือง
เศรษฐกิจ หรือสงั คม เช่น ราคาของบา้ นท่เี พม่ิ สูงข้ึนในแตล่ ะปี ราคาสินคา้ ทางการเกษตรที่เพ่มิ
สูงข้ึนหรือลดตา่ ลงเพราะนโยบายขอบรฐั บาล เป็น ซ่ึงราคาแห่งมูลประกนั ภยั ทเ่ี พ่มิ สูงข้นึ มาน้ี
กฎหมายมิไดบ้ ญั ญตั ิผลทางกฎหมายเอาไวแ้ ต่อยา่ งใด

แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี กรณีตามาตรา 873 น้ีจะตอ้ งปรากฎว่าเป็นกรณีท่ี “มลู ประกนั ภยั ลดนอ้ ย
ถอยลงไปหนกั ” หากเป็นกรณีที่มีมูลประกนั ภยั ลดนอ้ ยถอยลงไปไมห่ นกั กลา่ วคือ มลู
ประกนั ภยั ลดถอยนอ้ ยลงไปเพียงเล็กนอ้ ย กไ็ ม่ถอื วา่ ผเู้ อาประกนั ภยั เกิดสิทธิตามมาตราน้ี ท้งั น้ี
มูลประกนั ภยั อาจสามารถลดลงได้ 3 กรณี คือ

1. กรณีมมี ูลค่าของวตั ถุทเ่ี อาประกนั ภยั น้นั เองลดลงโดยจานวนของวตั ถุน้นั ยงั อยูค่ งเดิม
หรือ

2. กรณจานวนของวตั ถุท่เี อาประกนั ภยั ลดลงโดยมูลคา่ ของแต่ละหน่วยยงั มเี ทา่ เดิม หรือ
3. กรณีท่ีจานวนหรือปริมาณของวตั ถุทีเ่ อาประกนั ภยั และมลู คา่ ของวตั ถุที่เอาประกนั ภยั

ลดลง
ตวั อย่าง นาย ก. เอาบา้ นสองช้นั ของตนเอาประกนั ภยั เอาไว้ แต่ต่อมานาย ก. ไดท้ ุบทาลายช้นั
สองทิง้ ไป ซ่ึงจะเห็นไดว้ า่ ราคาแห่งมลู ประกนั ภยั ในบา้ นหลงั ดงั กล่าวยอ่ มลดนอ้ ยถอยลงไป
หากเกิดความเสียหายหรือความวินาศภยั เกิดข้นึ ผรู้ ับประกนั ภยั กจ็ ะจา่ ยคา่ สินไหมทดแทนตาม
ความวนิ าศภยั ท่ีแทจ้ ริ ซ่ึงจะเห็นไดว้ า่ ฝ่ายผเู้ อาประกนั ภยั เสียเปรียบ เนื่องจากผเู้ อาประกนั ภยั
ไดร้ ับคา่ สินไหมทดแทนลดลงจากเดิมที่ควรจะเป็น แตก่ ลบั ตอ้ งจา่ ยเป้ี ยประกนั ภยั ในอตั ราเดิม
(เบ้ยี ประกนั กนั ภยั ในอตั ราบา้ นสองช้นั )


Click to View FlipBook Version