The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by keerati6861, 2022-05-23 13:13:55

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา2

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา2

หนังสือ

การการพิพากษา
ในคดีอาญา

มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

คำนำ

ผู้จัดทำหนังสือฉบับนี้สร้างมาเพื่อบุคคลที่มีความสนใจ
ค้นคว้าข้อมูลในรายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา2ในส่วน
ของหัวข้อ " การพิพากษา " ทางคณะผู้จัดทำหวังว่าท่าน
ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่มาก

ก็น้ อย

จัดทำโดย



นาย กีรติ กียะ รหัสนิสิต 622081051
คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยทักษิิณ วิทยาเขตพัทุลง

สารบัญ หน้า
เรื่อง
1
การพิพากษา 2
3
การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล 4-5
หลักทั่วไป 5
6
กรณีที่ศาลพร้อมและนัดคู่ความแล้ว
7
แบบของคำพิพากษาและคำสั่ง
8
เหตุยกฟ้ อง

กรณีการกระทำของจำเลยไม่
เป็ นความผิด

กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควร
ต้องรับโทษ

หลักเกณฑ์การแก้ไขคำพิพากษา 9
หรือคำสั่ง
10
การห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอ 12
หรือที่มิได้กล่าวในฟ้ อง 14
17
หลักเกณฑ์ มาตรา 192วรรคหนึ่ง 18
20
หลักเกณฑ์ มาตรา 192 วรรคสอง 22
24
ข้อแตกต่างตามมาตรา 192 วรรคสาม

ข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาและสถานที่
กระทำความผิด

มาตรา 192 วรรคสี่

การขอที่มิได้เกินคำขอ
(มาตรา192 วรรค5)

มาตรา 192 วรรคหก

1

การพิพากษา

การมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีและการอ่านคำพิพากษา
หรือคำสั่งของศาล
มาตรา 182 คดีที่อยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้ องหรือพิจารณา
ถ้ามีคำร้องระหว่างพิจารณาขึ้นมา ให้ศาลสั่งตามที่เห็นควร
เมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้พิพากษาหรือสั่งตามรูปความ

การมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี
•คำวินิจฉัยของศาลทาได้ใน2รูปแบบ คือ คำสั่งและคำ
พิพากษา
•คำสั่ง ทำได้ใน 2กรณี คือ

-คำสั่งคำร้องในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้ องและการพิจารณา
เช่น
•คำสั่งเมื่อโจทก์หรือจาเลยขอแก้คาฟ้ องหรือคาให้การ
(มาตรา 163)
•คาสั่งเมื่อโจทก์ร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้ องหรือ
พิจารณาใหม่ เนื่องจากศาลยกฟ้ องเพราะโจทก์ไม่มาตามกา
หนดนัดในวันไต่สวนมูลฟ้ อง หรือพิจารณา (มาตรา 166
วรรคสอง)
ฯลฯ
-คำสั่งคาร้องเมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว

2

การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล



มาตรา 182วรรคสอง วรรคสาม และวรรคท้าย ให้อ่านคา
พิพากษาหรือคาสั่งในศาลโดยเปิ ดเผยในวันเสร็จการ
พิจารณา หรือภายในเวลาสามวันนับแต่เสร็จคดี ถ้ามีเหตุ
อันสมควร จะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้ แต่ต้องจดรายงาน
เหตุนั้นไว้เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลง
ลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มา จะอ่านโดย
โจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จาเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัย
ว่าจาเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้
จนกว่าจาเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจาเลยหลบหนี
หรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจาเลย เมื่อได้ออก
หมายจับแล้วไม่ได้ตัวจาเลยมาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วัน
ออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคาพิพากษาหรือคาสั่งลับหลังจา
เลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจาเลย แล้วแต่กรณี ได้ฟัง
คาพิพากษาหรือคาสั่งนั้นแล้วในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำ
สั่งต้องเลื่อนอ่านไปโดยขาดจำเลยบางคน ถ้าจำเลยที่อยู่
จะถูกปล่อย ให้ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราวระหว่างรออ่าน
คาพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

3

หลักทั่วไป



•การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องกระทำในศาล
โดยเปิดเผยและต่อหน้ าโจทก์จำเลยและต้องอ่านในวัน
เสร็จการพิจารณาหรือภายใน 3วันนับแต่วันนั้น
•แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรเช่นศาลตรวจสำนวนยังไม่
เสร็จหรือคู่ความยังไม่อยู่พร้อมกันในศาลในวันดังกล่าว
ศาลอาจเลื่อนการอ่านไปได้ หากศาลทำคำพิพากษาเสร็จ
และคู่ความอยู่ในศาลหรือมาศาลพร้อมกันแล้ว ศาลจะ
อ่านต่อหน้ าคู่ความ แล้วให้คู่ความลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่า
ได้รับฟั งการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว

4

กรณีที่ศาลพร้อมและนัดคู่ความแล้ว



ถ้าโจทก์ไม่มาเป็ นความผิดของโจทก์
ผล : ศาลอาจอ่านคำพิพากษาลับหลังโจทก์ได้ แต่ต้องอ่าน
ต่อหน้ าจำเลย

ถ้าจำเลยไม่มาเพราะหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟั ง
ผล: ศาลจะต้องออกหมายจับจำเลยถ้าจับได้ก็จะนัดให้
โจทก์มาฟังพร้อมกับจำเลยหากจับไม่ได้ภายใน 1เดือนนับ
แต่ออกหมายจับศาลจึงจะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย
โดยอ่านต่อหน้ าโจทก์ฝ่ายเดียวได้

เมื่อศาลอาจอ่านคำพิพากษาแล้วจะมีผลเท่ากับโจทก์หรือ
จาเลยได้ฟั งหรือทราบคำพิพากษานั้นแล้วซึ่ งจะส่งผล
สำคัญอีกประการหนึ่ง คือกำหนดเวลาในการอุทธรณ์หรือ
ฎีกาการอ่านคำพิพากษาฯ ต้องอ่านต่อหน้ าคู่ความในส่วน
ของจำเลย หมายถึงตัวจำเลยไม่ใช่ทนายความจำเลย
(ฎ. 1699/2557)

5

ถ้าออกหมายจับจำเลยให้มาฟั งคำพิพากษาแต่ไม่ได้ตัวมา
ใน 1 เดือน ศาลสามารถอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้
โดยถือว่าได้อ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้วในวันนั้น
กำหนดเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาจึงต้องนับแต่วันนั้น แม้ศาล
จะได้อ่านคาพิพากษานั้นให้จำเลยฟังอีกในภายหลัง ก็เป็น
เพียงให้จำเลยทราบคำพิพากษาเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นการ
ยืดกำหนดเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาออกไป (ฎ. 276/2504)

แบบของคำพิพากษาและคำสั่ง



มาตรา 183 คำพิพากษาหรือคำสั่งหรือความเห็นแย้งต้องทำ
เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณา ผู้
พิพากษาใดที่นั่งพิจารณา ถ้าไม่เห็นพ้องด้วย มีอำนาจ
ทำความเห็นแย้ง คำแย้งนี้ให้รวมเข้าสำนวนไว้



หลักเกณฑ์การพิพากษายกฟ้ องหรือลงโทษจำเลย (มาตรา
185)
มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าจาเลยมิได้กระทาผิดก็
ดี การกระทำของจาเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุ
ความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ
ก็ดี ให้ศาลยกฟ้ องโจทก์ปล่อยจาเลยไป แต่ศาลจะสั่งขัง
จำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้

6

เหตุยกฟ้องตามมาตรา 185



•จำเลยมิได้กระทาความผิด
•การกระทำของจาเลยไม่เป็ นความผิด
•คดีขาดอายุความ
•มีเหตุตามกฎหมายที่จาเลยไม่ควรต้องรับโทษ



กรณีจำเลยมิได้กระทำความผิด
•พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไม่มีการกระทาผิดตามฟ้ อง
หรือมีการกระทำผิดแต่จำเลยไม่ได้เป็ นผู้กระทำการนั้น

เช่น โจทก์ฟ้ องว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จ
จริงตามทางพิจารณาได้ความว่า ทรัพย์ไม่ได้หายและคนใน
บ้านผู้เสียหายให้จำเลยยืมไป หรือทรัพย์ถูกคนร้ายลักเอา
ไปจริง แต่คนที่ลักเอาไปไม่ใช่จำเลย
ผล :ศาลพิพากษายกฟ้ องได้โดยถือว่าจำเลยมิได้กระทา
ความผิด

7

กรณีการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด



อาจปรากฏจากคาบรรยายฟ้ องของโจทก์เอง หรือจากพยาน
หลักฐานในชั้นพิจารณา ว่าจำเลยกระทำการดังที่โจทก์
บรรยายมาในฟ้ องจริง แต่การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดทาง
อาญา

เช่น โจทก์ฟ้ องว่าจำเลยแจ้งความเท็จ จำเลยให้การรับ
สารภาพตามฟ้ อง แต่ปรากฏตามหลักฐานว่าคาแจ้งความของ
จำเลยเป็นความจริง ศาลลงโทษจาเลยไม่ได้ ต้องยกฟ้ อง
หรือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2507โจทก์ฟ้ องว่าจำเลยมี
เจตนาทุจริตยักยอกเอาเงินค่ายาเส้นไว้เป็ นประโยชน์ส่วนตัว
มิได้ฟ้ องว่ายักยอกยาเส้น เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลย
รับฝากยาเส้นไว้จากผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับเอาไปขาย เมื่อ
ผู้เสียหายมาทวงยาเส้นที่ฝากไว้จึงทราบว่าถูกขายไปแล้ว จึง
ขอเงินค่ายาเส้นแทน แต่จำเลยไม่มีเงินให้ จึงต่อรองขอ
ชำระเงินคืนให้ในราคามัดละ 95บาท ผู้เสียหายได้ยอมตกลง
กับจำนวนเงินนั้น และยังยอมให้จำเลยผลัดชำระเงินดัง
กล่าวด้วย เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปฟ้ อง
ร้องกันในทางแพ่งการที่จำเลยยังไม่มีเงินค่ายาเส้นชำระให้
ไม่เป็นผิดทางอาญาฐานยักยอกดังฟ้ อง

8

กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควร
ต้องรับโทษ




คือ กรณีที่ตามคาฟ้ องและพยานหลักฐานได้ความว่า มีการก
ระทำซึ่งกฎหมายถือว่าเป็ นความผิดจริงและจำเลยเป็ นผู้
กระทาการนั้น แต่มีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้จาเลยไม่ต้อง
รับโทษ เช่น จำเลยกระทาผิดเพราะเหตุจำเป็น หรือเพราะ
ทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน หรือเพราะเป็นสามีหรือภริยา
โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายในความผิดต่อทรัพย์
เป็ นต้น

เหตุที่จะลงโทษ
มาตรา 185วรรคสอง เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิด
และไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ให้ศาลลงโทษแก่
จำเลยตามความผิด แต่เมื่อเห็นสมควรศาลจะปล่อยจำเลย
ชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้

9

หลักเกณฑ์การแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่ง



มาตรา 188 คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านใน
ศาลโดยเปิ ดเผยเป็ นต้นไป

มาตรา 190 ห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่าน
แล้วนอกจากแก้ถ้อยคาที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทา
ได้โดยอาศัยอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา

•เว้นแต่จะเป็ นการแก้ไขถ้อยคาที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
เช่น พิมพ์ชื่อจำเลยผิดพลาด
พิจารณา“คำบังคับ” เป็นเรื่องของการบังคับคดี ไม่ใช่คา
พิพากษาหรือคาสั่ง จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 190
จึงสามารถแก้ไขให้ถูกต้องในภายหลังได้ เช่น ศาลมีคำ
พิพากษาให้จำคุกจาเลย 3เดือน การที่จำเลยจะถูกจำคุก
เต็ม 3เดือน หรือไม่ถึง 3เดือนเพราะจำเลยต้องขังมาก่อน
แล้วในระหว่างพิจารณาเป็นเรื่องของการบังคับคดี ซึ่งอาจมี
การผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้ การแก้ไขการบังคับคดีให้
ถูกต้อง จึงทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขคำพิพากษา

10

การห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้
กล่าวในฟ้อง (มาตรา 192)



มาตรา 192 ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้
กล่าวในฟ้ องถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการ
พิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้ อง ให้ศาล
ยกฟ้ องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ
และทั้งจาเลยมิได้หลงต่อสู้ศาลจะลงโทษจาเลยตามข้อเท็จ
จริงที่ได้ความนั้นก็ได้ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็ นเพียงราย
ละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทาความผิดหรือ
ต่างกันระหว่างการกระทาผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอา
ทรัพย์ ฉ้ อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทาให้เสีย
ทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับ
ประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อ
ที่พิจารณาได้ความนั้นเป็ นเรื่ องเกินคาขอหรือเป็ นเรื่ องที่โจทก์
ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้ องผิด
ไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลย
เกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์
ฟ้ องไม่ได้ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้ อง
และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่

11

เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษ
จำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้ อง
นั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด
ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
ถ้าความผิดตามที่ฟ้ องนั้นรวมการกระทาหลายอย่าง แต่ละ
อย่างอาจเป็ นความผิดได้อยู่ในตัวเองศาลจะลงโทษจาเลยใน
การกระทำผิดอย่างหนึ่ งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

12

หลักเกณฑ์ มาตรา 192วรรคหนึ่ง



ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่ง เกินคำขอ
ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งใน ข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้ อง
มาตรา 158(5)ฟ้ องต้องบรรยาย “การกระทำทั้งหลายที่อ้าง
ว่าจำเลยได้กระทำผิด”
มาตรา 158(6)ฟ้ องต้องระบุ “อ้างมาตราในกฎหมายซึ่ง
บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็ นความผิด”

ตัวอย่าง 1

โจทก์บรรยายฟ้ องว่า จาเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลา
กลางคืน ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา 334
ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายใน
เวลากลางคืน เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335(1) เมื่อ
โจทก์มีคำขอเพียงขอให้ลงโทษตามมาตรา 334 ศาลย่อม
พิพากษาลงโทษจำเลยเพียงไม่เกินคาขอตามมาตรา
334เท่านั้น หากศาลลงโทษจาเลยตามมาตรา 335(1)ตามที่
พิจารณาได้ความ แม้จะไม่เกินข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยาย
ฟ้ องแต่ก็เกินคาขอท้ายฟ้ องของโจทก์ ต้องห้ามตามมาตรา
192วรรคหนึ่ ง

13

ตัวอย่าง 2

โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลา
กลางวัน ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา 335(1)
ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลา
กลางคืน เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335(1)แม้ข้อเท็จจริง
ที่ปรากฏตามที่พิจารณาได้ความจะตรงตามที่โจทก์ขอมาท้าย
ฟ้ องศาลก็พิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา335(1)ไม่ได้
เพราะศาลอยู่ในบังคับแห่งมาตรา192วรรคหนึ่ งที่จะพิพากษา
หรือสั่งลงโทษจาเลยในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้ องว่า
จาเลยกระทำผิดในเวลากลางคืนไม่ได้ศาลคงมีอำนาจลงโทษ
จาเลยเพียงฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันตามป.อ.มาตรา
334ซึ่งอยู่ภายในกรอบของข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้ อง
เท่านั้น

14

หลักเกณฑ์ มาตรา 192 วรรคสอง

เงื่อนไข ถ้าศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทาง
พิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังกล่าวในฟ้ อง

ผล

หลัก ข้อยกเว้น

ให้ศาลยกฟ้ อง 1. ข้อแตกต่างมิใช่สาระสาคัญ
และ
2. จำเลยมิได้หลงต่อสู้
ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อ
เท็จจริงที่พิจารณาได้ ความ
นั้นก็ได้

ถ้าข้อเท็จจริงที่ฟ้ องแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้
ความ ศาลต้องพิพากษายกฟ้ อง ยกเว้นแต่จะเป็นข้อแตก
ต่างที่ไม่ใช่สาระสาคัญ และจาเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะ
ลงโทษจาเลยก็ได้
• ข้อแตกต่างที่จะเกิดขึ้นได้

• วัน เวลา สถานที่ 192 วรรคสาม
• ฐานความผิดมาตรา
• เจตนา หรือประมาท

• วัตถุ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทาความผิด
• เจตนาประสงค์ต่อผล เจตนาเล็งเห็นผล
• ฯลฯ
• ข้อที่แตกต่างนั้น(ฟ้ องผิดไป) ต้องไม่เป็นเหตุให้จาเลย
หลงต่อสู้ มิฉะนั้น ศาลจะต้องยกฟ้ องสถานเดียว
•เจตนาประสงค์ต่อผล เจตนาเล็งเห็นผล
•ฯลฯ
•ข้อที่แตกต่างนั้น(ฟ้ องผิดไป) ต้องไม่เป็นเหตุให้จาเลยหลง
ต่อสู้ มิฉะนั้น ศาลจะต้องยกฟ้ องสถานเดียว

15

ตัวอย่าง 1

โจทก์ฟ้ องว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ไปข่มขืนกระทาชำเรา
เมื่อวันที่ 10พ.ย. 56 จำเลยต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันดัง
กล่าวจาเลยไปราชการต่างประเทศโดยมีหนังสือเดินทาง
มาสนับสนุนฐานที่อยู่ของจำเลยชัดแจ้งว่าจาเลยเดิน
ทางออกจาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 56 และเพิ่ง
เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ 1 ธ.ค. 56
แม้ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ไป
ข่มขืนกระทาชำเรา เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 56ย่อมไม่อาจ
ถือว่าเป็ นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดที่จะลงโทษ
จำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ เพราะข้อที่โจทก์ฟ้ องผิด
ไปว่าเหตุเกิดในวันที่ 10 พ.ย. 56นั้น จาเลยได้หยิบยก
ขึ้นมาต่อสู้อ้างฐานที่อยู่แล้ว ย่อมถือได้ว่าข้อที่ฟ้ องผิดไป
เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้แล้ว ศาลย่อมลงโทษจำเลยไม่
ได้ ต้องพิพากษายกฟ้ อง

ตัวอย่าง 2

โจทก์บรรยายฟ้ องว่า จำเลยลักเอามือถือของผู้เสียหายไป
โดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามมาตรา
334 จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริต จำเลยโกรธผู้
เสียหายจึงหยิบเอามือถือ

16

ของผู้เสียหายมากระทืบทิ้ง โดยที่พยานโจทก์ที่นาสืบไม่
ปรากฏว่าจาเลยกระทืบมือถือของผู้เสียหายศาลจะนาข้อ
เท็จจริงที่ได้ความจากการที่จำเลยหลงต่อสู้มาลงโทษจา
เลยฐานทาให้เสียทรัพย์ โดยอ้างว่าการต่างกันระหว่าง
ความผิดฐานลักทรัพย์กับทำให้เสียทรัพย์ไม่ใช่ข้อแตกต่าง
ในสาระสำคัญตามมาตรา 192 วรรคสามไม่ได้ ต้อง
พิพากษายกฟ้ อง

17

ข้อแตกต่างตามมาตรา 192 วรรคสาม



•ข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด
•การต่างกันระหว่างการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้ อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก
รับของโจร และทาให้เสียทรัพย์
ข้อสังเกต : ไม่ระบุฐาน วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์
บุกรุก
•การต่างกันระหว่างการกระทาผิดโดยเจตนากับประมาท

ผล
•มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญตามมาตรา 192วรรค
สอง
•มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้น
เป็นเรื่องเกินคำขอตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง หรือ เป็น
เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามมาตรา 192 วรรคสี่
เว้นแต่จะปรากฏว่าการที่ฟ้ องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลง
ต่อสู้
แต่ศาลจะลงโทษจาเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกาหนดไว้
สาหรับความผิดที่โจทก์ฟ้ องไม่ได้

18

ข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาและสถานที่กระทำความผิด




•เวลาและสถานที่ที่กระทำผิด เป็นรายละเอียดที่โจทก์ต้อง
บรรยายมาในฟ้ องตามมาตรา 158(5)เพื่อจะทำให้เลย
ทราบข้อกล่าวหาและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง และ
ตามมาตรา 164 ก็ถือว่าเวลาและสถานที่กระทาผิดเป็น
รายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้ องได้
โดยมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยจะหลง
ต่อสู้ฟ้ องว่ากระทาผิดเวลาหนึ่ง หรือสถานที่หนึ่ง แต่ทาง
พิจารณาได้ความว่ากระทำผิดเวลาอื่น หรือสถานที่อื่น

มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าเป็นข้อสาระสำคัญ เว้น
แต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่โจทก์ฟ้ องผิดไปเป็นเหตุให้
จำเลยหลงต่อสู้

19

ตัวอย่าง

โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งความ
เท็จเมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2539 ตามทางพิจารณาได้ความ
ว่าจำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุก
ที่ดินของจำเลยเมื่อ วันที่ 19 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน
โดยจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงาน
สอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยแต่จำเลยมิได้
นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยไปแจ้งความ
กรณีที่ข้อแตกต่างเป็ นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลามิให้
ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญเมื่อการที่โจทก์ฟ้ องผิดไปนั้น
มิได้เป็ นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ดังนั้นหากข้อเท็จจริงฟั งได้ว่า
จำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้ องศาลก็มีอำนาจลงโทษ
จำเลยตามฟ้ องได้ตามป.วิ.อ.มาตรา192วรรคสาม

20

มาตรา 192 วรรคสี่

เงื่อนไข

ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้ อง ที่ปรากฏในทางพิจารณา

ไม่ใช่เป็ นเรื่ องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ

ผล ห้ามมิให้ศาลลงโทษจาเลยในข้อเท็จจริงนั้น

21

มาตรา 158(5) กำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายระบุ “การก
ระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด” และมาตรา
158(6) โจทก์ต้องระบุ “อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติ
ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด” ดังนั้น การจะ
พิจารณาว่า ความผิดที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องที่
โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจาก
เรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้ องและมีคำขอให้ลงโทษจาเลยเป็น
สำคัญเช่น โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจำเลยจ้องปืนเล็งจะยิงผู้
เสียหาย ขอให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 แต่มิได้
บรรยายฟ้ องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องเล็งยิงผู้เสียหายจน
ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว หรือตกใจในการขู่เข็ญอัน
เป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ ทั้ง
คำขอท้ายฟ้ องก็ไม่ได้ระบุว่าการกระทำของจำเลยเป็น
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 392 จึงถือว่า
โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานความผิดดังกล่าว
ศาลจึงลงโทษจาเลยในฐานความผิดดังกล่าวไม่ได้ช่น
โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจาเลยกระทาผิดฐานชิงทรัพย์ ขอให้
ลงโทษตามตาม ป.อ. มาตรา 339แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่า
วิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 ในกรณีเช่นนี้ ศาล
ฎีกาวินิจฉัยว่าลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่พิจารณาได้
ความไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ
ต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคสี่ เพราะโจทก์มิได้
บรรยายฟ้ องมาหรือมิได้มีคำขอท้ายฟ้ อง

22

กรณีดังต่อไปนี้มิให้ถือว่าเกินคำขอ

หรือ เป็นเรื่องที่มิได้กล่าวในฟ้อง

•มาตรา 192 วรรคห้า


•มาตรา 192 วรรคหก

มาตรา 192 วรรคห้า
เงื่อนไข ถ้าศาลเห็นว่า
1. ข้อเท็จจริงตามฟ้ องโจทก์สืบสม
2. แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด

ผล

ศาลมีอานาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
•โจทก์บรรยายฟ้ องและสืบพยานหลักฐานได้ว่าจาเลย
กระทำความผิด แต่ข้อหาหรือบทมาตราที่โจทก์ขอให้ศาล
ลงโทษไม่ตรงกัน ศาลลงโทษตามฐานที่ถูกต้องได้ ไม่ให้
ถือว่าเป็ นเรื่ องนอกคำขอ
•เช่น โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจาเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย
แต่ระบุอ้างมาตราผิดเป็ นขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา
276, 80

23

หากทางพิจารณาฟั งได้จากพยานหลักฐานโจทก์ว่าจาเลย
พยายามฆ่าผู้เสียหาย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษ
จำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามมาตรา 288, 80



ฎีกาที่5188/2549

โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจาเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้
อื่ นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายอันเป็ นความ
ผิดตามป.อ.มาตรา291และมาตรา390มิใช่ได้รับอันตรายสา
หัสตามป.อ.มาตรา300ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้ องเมื่อ
ข้อเท็จจริงฟั งได้ตามคำให้การรับสารภาพว่าจาเลยกระทำ
ความผิดตามฟ้ องกรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิดศาลมี
อำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม
ป.วิ.อ.มาตรา192วรรคห้า

24

มาตรา 192 วรรคหก



เงื่อนไข ถ้าความผิดตามฟ้ อง
1. รวมการกระทำหลายอย่าง และ
2. แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง

ผล
ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่ งอย่างใด
ตามที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้

ความผิดฐานพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง
หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ.
มาตรา 317 วรรคสาม ย่อมรวมการกระทำผิดฐานพราก
เด็กไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ตาม
มาตรา 317 วรรคแรกด้วย

25

•ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 หรือ
กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15ปี ตามมาตรา 277 ย่อม
รวมการกระทำอนาจารด้วยในตัว
•ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ย่อมรวมความผิดฐานชิงทรัพย์
และลักทรัพย์อยู่ในตัว
•ความผิดฐานผลิต จำหน่าย หรือมียาเสพติดไว้ในครอบ
ครองเพื่อจาหน่าย ย่อมรวมความผิดฐานมียาเสพติดไว้ใน
ครอบครองอยู่ในตัว
•ความผิดฐานชิงทรัพย์ ย่อมรวมการใช้กาลังประทุษร้าย
อยู่ในตัว




ฎีกา 22/2539

ฟ้ องว่าผลิต หรือจาหน่าย หรือมียาเสพติดไว้ในครอบ
ครอง เพื่อจาหน่าย ย่อมรวมความผิดฐานมียาเสพติดไว้
ในครอบครองอยู่ในตัว

26

ฎีกา 110/2534

ฟ้ องว่าจาเลยข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276
แต่การกระทำชำเราย่อมรวมการกระทำอนาจารอยู่ในตัว
แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 278ฐานอนาจาร
ศาลย่อมลงโทษฐานอนาจาร ซึ่งโทษเบากว่าได้ ไม่เกิน
คำขอ ตามมาตรา192วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา
192วรรคหก

ฎีกา 2161/2531

ฟ้ องว่าจาเลยกับพวกรวม 3 คน ปล้นทรัพย์ ทางพิจารณา
ฟังได้ว่าจำเลยกับพวกรวม 2คน ชิงทรัพย์ ลงโทษจำเลย
ฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐาน
ปล้นทรัพย์ได้

จบ

มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง


Click to View FlipBook Version