The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by keerati6861, 2022-05-15 14:57:53

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา

E-book รายวิชาวิธีพิจารณาความอาญา

หนังสือ

การสืบสวนและ
สอบสวน

มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

คำนำ

ผู้จัดทำหนังสือฉบับนี้สร้างมาเพื่อบุคคลที่มีความสนใจ
ค้นคว้าข้อมูลในรายวิชาวิธีพิจารณาความอาญาในส่วน
ของหัวข้อ การสิบสวนและสอบสวน หวังว่าจะได้รับ

ประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่มากก็น้ อย

จัดทำโดย



นาย กีรติ กียะ รหัสนิสิต 622081051
คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยทักษิิณ วิทยาเขตพัทุลง

สารบัญ หน้า
เรื่อง
1
หลักการสอบสวนคดีอาญา 1
ความหมายของการสืบสวน 2
ความหมายของการสอบสวน 3-4
ความแตกต่างของการสืบสวน
และการสอบสวน 5-6
วัตถุประสงควของการสอบสวนคดีอาญา

หลักเกณฑ์วสำคัญของการสอบสวนคดีอาญา 7-10

ผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา 11-12

1

หลักการสอบสวนคดีอาญา



หลักทั่วไปของการสอบสวนคดีอาญานาไปใช้กับการสอบสวน
ทุกประเภท จึงเป็นหลักการอันเป็นพื้นฐานของการสอบสวน
ซึ่งจา ต้องพิจารณาให้กระจ่างชัดตามบทบัญญัติประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

1) ความหมายของการสืบสวน



ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10)
บัญญัติว่า “การสืบสวน”
หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่ง
พนักงานฝ่ ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอานาจและ
หน้ าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อ
ที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด” ซึ่งแสดงว่าอาจเป็นการ
กระทาก่อนเกิดการกระทาความผิดอาญาหรือเป็ นส่วนหนึ่ ง
ของการสอบสวนเมื่อเกิดการกระทา ความผิดอาญาขึ้นแล้ว
ก็ได้

2

2) ความหมายของการสอบสวน



ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11)
บัญญัติว่า

“การสอบสวน”

หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดาเนินการ
ทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่ง
พนักงานสอบสวนได้ทา ไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่
จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้
กระทา ผิดมาฟ้ องลงโทษ”73ดังนั้น การสอบสวน (Inquiry) จึง
เป็นกรณีที่เกิดความอาญาขึ้นแล้ว โดยพนักงานสอบสวน
(Inquiry Official) ดา เนินการเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลัก
ฐาน ซึ่งอาจจะเป็นพยานบุคคล (Witness) พยานเอกสาร
(Documentary Evidence) หรือพยานวัตถุ (Material
Evidence)และจัดการให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้น ส่วนการ
ดา เนินการอื่น ๆ เช่น การควบคุมผู้ต้องหา(Keep inCustody)
การนา ตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาล การทา บันทึกกรณีที่ผู้
ต้องหาไม่ยอมให้การเป็นต้น ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้ า
หมายเพื่อทราบข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นว่าการ
กระทา นั้นเป็นความผิดอาญาหรือไม่

3

3) ความแตกต่างของการสืบสวนและการสอบสวน




1)การสืบสวน (Investigation) มุ่งที่การแสวงหาข้อเท็จจริงและ
หลักฐานต่าง ๆ ส่วนการสอบสวนมุ่งที่การรวบรวมพยานหลัก
ฐานและการดาเนินการเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อจะทราบ
ข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทา ผิดมา
ฟ้ องลงโทษ
2)ตัวบุคคลผู้มีอานาจทาการสืบสวนได้แก่พนักงานฝ่ ายปกครอง
หรือตำรวจไม่จากัดชั้นยศตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 2 (16) เช่น เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองได้แก่
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปลัดอำเภอ และนายอำเภอเป็นต้น หรือ
ตำรวจชั้นประทวนจนถึงผู้บัญชาการตา รวจแห่งชาติ ก็มีอา
นาจสืบสวนคดีอาญาได้ส่วนผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญานั้นต้อง
กระทา โดยพนักงานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (6) และในมาตรา 17
บัญญัติว่า “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอานาจทาการ
สืบสวนคดีอาญาได้” จึงอาจกล่าวได้ว่าพนักงานสอบสวน
ซึ่งเป็ นพนักงานฝ่ ายปกครองหรือตำรวจอยู่แล้วในตัวย่อมมีอา
นาจสืบสวนคดีอาญาแต่ผู้ที่เป็ นงานสอบสวนตามกฎหมายพิเศษ
ที่ไม่ได้เป็ นพนักงานฝ่ ายปกครองหรือตำรวจเช่นอัยการสูงสุด
ซึ่งเป็ นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในความผิดที่กระทำลง
นอกราชอาณาจักรย่อมไม่มีอำนาจสืบสวน

4

3) วัตถุประสงค์ของการสืบสวนเพื่อจะรักษาความสงบ
เรียบร้อยของประชาชนและเพื่อจะทราบรายละเอียดแห่ง
ความผิดส่วนการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะ
ทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้
กระทา ความผิดมาฟ้ องลงโทษ

4) การสืบสวนจะกระทำก่อนความผิดอาญาเกิดขึ้น เช่น เพื่อ
ป้ องกันอาชญากรรม (Crime)หรือหลังความผิดอาญาเกิดขึ้น
เพื่ อสืบสวนหารายละเอียดแห่งความผิดเพื่ อประกอบเป็ น
พยานหลักฐานในคดีหรือเมื่อคดีถึงที่สุดเช่น พนักงานอัยการ
มีคาสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้ องหรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด (Final
Judgment)ให้ยกฟ้ องหรือลงโทษจำเลยพนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจก็อาจสืบสวนได้เพื่อป้ องกันการกระทำผิด
ซ้ำหรือสืบหาผู้กระทาผิดรายอื่นในคดีเดียวกันต่อไปได้ ส่วน
การสอบสวนกระทำหลังจากความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว

5

4) วัตถุประสงควของการสอบสวนคดีอาญา



การสอบสวนมีขึ้นเมื่ อเกิดความผิดอาญาและเป็ นการกระทำ
ของพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงขอ
ความผิดอัน ได้แก่
1) การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งอาจเป็นพยานบุคคล พยาน
เอกสารหรือพยานวัตถุ
และการอื่นที่ให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน เช่น การตรวจตัวผู้
ต้องหา พิมพ์ลายนิ้วมือ (Fingerprint)ทำแผนที่เกิดเหตุ
2) การดำเนินการทั้งหลายอื่น เช่น การควบคุมตัวผู้ต้องหา การ
นา ตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาลการดำเนินการสอบสวนของ
พนักงานสอบสวนมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1) เพื่อทราบข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการ
กระทาผิดอาญาหรือไม่
เช่น ถูกคนร้ายลักเอาไปหรือเจ้าของทรัพย์ทำหายเอง เป็นต้น
2) เพื่อพิสูจน์ความผิด เช่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าถูกลักทรัพย์
ไป หรือถูกผู้อื่นทา ให้ตายแล้วก็ต้องพิจารณาพยานหลักฐานว่า
ผู้กระทา เป็นผู้กระทา ความผิดหรือไม่ เป็นต้น

6

3) เพื่อจะเอาตัวผู้กระทาความผิดมาฟ้ องลงโทษ เช่น เมื่อ
ฟังได้ว่าผู้กระทำเป็นคนร้ายต้องรวบรวมพยานหลักฐาน โดย
การออกหมายเรียก (Summons) บุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อ
ว่าถ้อยคาอาจเป็นประโยชน์แก่คดี หรือรวบรวมพยานหลักฐาน
เสนอศาลออกหมายค้น
(Warrant of Search) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยาน
หลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้
กระทา ความผิดอาญาเสนอศาล เพื่อออกหมายจับ (Warrants
of Arrest) ให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการ
ฟ้ องคดีต่อศาล เป็นต้น

7

5) หลักเกณฑ์วสำคัญของการสอบสวนคดีอาญา



1) การสอบสวนเป็นเงื่อนไขการฟ้ องคดีอาญาของพนักงาน
อัยการกฎหมายห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้ องคดีใดต่อศาลโดยมิได้
มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนซึ่งตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2886 ได้บัญญัติให้ทั้ง
พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างเป็นบุคคลที่มีอา นาจฟ้ อง
คดีอาญาต่อศาลได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้ องคดี
อาญานั้นผู้เสียหายมีสิทธิที่นา คดีมายื่นฟ้ องต่อศาลได้โดยไม่
จา เป็นต้องมีการสอบสวนความผิดอาญานั้นมาก่อน แต่คดีที่
พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น มาตรา 120 บัญญัติว่า “ห้าม
มิใพนักงานอัยการยื่นฟ้ องคดีใดต่อศาล โดยมิได้ทา กา
สอบสวนในความผิดนั้นก่อน” และตามแนวคา พิพากษาศาล
ฎีกาที่วินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสอบสวนและอา
นาจฟ้ องขอพนักงานอัยการตามมาตรา 120 นั้น หาใช่แต่
เพียงว่ามีการสอบสวนแล้วจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจ
ฟ้ องไม่หากแต่การสอบสวนนั้นต้องเป็นการสอบสวนที่ไม่
บกพร่องผิดพลาดในส่วนที่เป็ นสาระสำคัญด้วยเพราะหาก
เป็ นการสอบสวนที่กระทาโดยไม่ชอบด้วย
กฎหมาย(Illegality) ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ

8

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็ นบรรทัดฐานมาตลอดว่าเป็ นการ
สอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย(Unlawful)เท่ากับไม่มีการ
สอบสวนความผิดนั้นมาก่อนและย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการ
ไม่มีอานาจฟ้ องตามมาตรา120การสอบสวนที่จะทาให้
พนักงานอัยการมีอานาจฟ้ องคดีอาญาในคดีอาญาที่พนักงาน
อัยการเป็นโจทก์ฟ้ องจา เลยนั้น เป็นระบบการดาเนินคดีอาญา
โดยรัฐ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กาหนด
ให้มีเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายต่าง ๆ ทาหน้ าที่
ร่วมกันในการค้นหาความจริงว่าผู้ต้องหา (Alleged Offender)
มีความผิดหรือบริสุทธ์ิโดยกำหนดให้มีพนักงานสอบสวนทำ
หน้ าที่ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและเมื่ิอ
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้วก็
จะสรุปสานวนทาความเห็นควรงดการสอบสวนควรสั่งฟ้ อง
หรือสั่งไม่ฟ้ อง ส่งไปพร้อมกับสานวนการสอบสวนยังพนักงาน
อัยการเพื่อพิจารณาหากพนักงานอัยการเห็นว่าสานวนการ
สอบสวนยังขาดตกบกพร่อง ก็อาจมีคาสั่งให้พนักงาน
สอบสวนดาเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้
ซักถามเพิ่มเติมเพื่อสั่งต่อไปโดยอาจสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่ฟ้ องก็ได้

9

2) หลักเกณฑ์การสอบสวนคดีอาญาที่จะทา ให้พนักงาน
อัยการมีอำนาจฟ้ องคดีการสอบสวนซึ่งชอบด้วยกฎหมาย อัน
จะส่งผลให้พนักงานอัยการมีอานาจฟ้ องตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ
ดังนี้
(1) ต้องเป็นการสอบสวนโดยเจ้าพนักงาน (Public Officer)
ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้ าที่ทาการสอบสวน เช่น
การสอบสวนโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวน ตามมาตรา 2 (6) เพราะมิใช่เจ้า
พนักงานที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้ าที่ทำการ
สอบสวน
(2) ต้องเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจ
(3) ต้องสรุปสานวนและทาความเห็นว่าควรสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่
ฟ้ องส่งไปพร้อมสำนวน เพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140
และมาตรา 141โดยพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบ
(คำพิพากษาฎีกาที่ 1994/2539)
(4) คดีความผิดต่อส่วนตัวต้องมีคา ร้องทุกข์ ตามระเบียบ
เช่น พนักงานสอบสวน
ทาการสอบสวนในคดีความผิดต่อส่วนตัวโดยมิได้มีคาร้อง
ทุกข์ตามระเบียบ94 อันเป็นการขัดต่อมาตรา 121 แห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(5) วิธีการสอบสวนต้องไม่บกพร่อง ผิดพลาดในสาระสำคัญ
เช่น การไม่แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ

10

หลักเกณฑ์ทั้ง 5 ประการดังกล่าว เป็นสาระสำคัญของการ
สอบสวน หากผิดพลาดบกพร่องไปแม้เพียงประการใด ศาล
ฎีกา (Supreme Court) วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ว่า
มีผลทาให้การสอบสวนเสี ยไปทั้งคดีและถือเท่ากับว่าคดีนั้น
ไม่มีการสอบสวนมาก่อน ย่อมส่งผลทำให้พนักงานอัยการ
ไม่มีอานาจฟ้ องคดีนั้น หรือข้อหาความผิดนั้นไปด้วย ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 120

11

6) ผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา




ผู้ทำการสอบสวนจะต้องเป็ นพนักงานสอบสวนตามที่
กฎหมายกา หนด ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) บัญญัติว่า “พนักงาน
สอบสวน” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอา นา
จและหน้ าที่ในการสอบสวน” ซึ่งอา นาจของเจ้าพนักงานจะ
ต้องเป็ นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 16 ก่อน คือ อานาจของพนักงานสอบสวน คือ
พนักงานฝ่ ายปกครองหรือตำรวจต้องเป็ นไปตามกฎหมาย
และข้อบังคับทั้งหลาย และระบุอา นาจหน้ าที่ของ
พนักงานสอบสวนนั้น ถ้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะต้องมีการ
แต่งตั้งตามกฎหมายของตำรวจซึ่งกาหนดให้มีอานาจ
สอบสวนในเขตท้องที่นั้น ๆ เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องแต่งตั้งพนักงาน
สอบสวนไว้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัด
อำเภอและข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจ
ตรี หรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวน
ความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายใน
เขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขต
อำนาจของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 18 วรรคหนึ่งเจ้าพนักงาน (Public Officer) ที่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีอานาจสอบสวน

12

1) ความผิดที่ได้กระทำในราชอาณาจักร

(1) ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ข้าราชการตำรวจ

ซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ตาม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรค

สอง

(2) จังหวัดอื่นนอกจากพระนครและธนบุรี ได้แก่ พนักงาน

ฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการ

ตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18

วรรคหนึ่ ง

2) ความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร

ในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทาลงนอก

ราชอาณาจักรไทยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

อาญา มาตรา 20 ได้แก่

1) อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน

(2) พนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายหน้ าที่อัยการสูงสุด

หรือผู้รักษาราชการแทน

(3) พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับในเขต

อำนาจ

(4) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่นหรือบุคคลที่ได้รับ

ความเสียหายได้ร้องฟ้ องให้ทำโทษผู้ต้องหาพนักงาน

สอบสวนตาม (3) และ (4) มีอำนาจสอบสวนเฉพาะในกรณีที่

รอคำสั่งจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาราชการแทน

เป็นไงกันบ้างเอ๋ย ?


Click to View FlipBook Version