รายงาน
เรื่อง ฝากทรัพย์
วิชา กฎหมายธุรกิจ (Business Law)
โดย
นางสาวกัญญารัตน์ มือแข็ง เลขที่ 4
นางสาวสิดาพร ดอนทองดี เลขที่28
เสนอ
อาจารย์ ชนาภา ข ากล่อม
แผนกการบัญชี ปีการศึกษา 2561
วิทยาลัยเทคนิคระยอง
ค าน า
รายงานฉบับนี้จัดทําขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียน วิชากฎหมายธุรกิจ ซึ่งได้
รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ สัญญาฝากทรัพย์ หน้าที่ของผู้รับฝาก ความระงับของสัญญา
ฝากทรัพย์ อายุความ วิธีเฉพาะการฝากเงิน วิธีเฉพาะสําหรับเจ้าสํานักโรงแรม โดย
ผู้จัดทําได้คํานึงถึงความเป็นจริงและการนําไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจําวันของผู้บริโภค
ได้
หวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะใช้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมที่จะได้
นําเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ไปใช้ในการศึกษาต่อไปและหวังว่าจะได้รับความรู้ไม่มาก
ก็น้อยในรายงานฉบับนี้
ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
สารบัญ
เรื่อง หน้า
- ความหมายและสาระสําคัญของสัญญาฝากทรัพย์ 1
- หน้าที่ของผู้รับฝาก 2
- หน้าที่ของผู้ฝาก 7
- ความระงับของสัญญาฝากทรัพย์ 8
- อายุความ 8
- วิธีเฉพาะการฝากเงิน 11
*หลักเกณฑ์การฝากเงิน 11
*อายุความเรียกเงินคืน 12
- วิธีการเฉพาะเจ้าสํานักโรงแรม 12
- บรรณานุกรม 18
ฝากทรัพย์
สัญญาฝากทรัพย์ คือ สัญญาที่คู่กรณีสองฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ฝาก กับผู้รับฝากทรัพย์สิน โดยตกลงจะ
รักษาทรัพย์สินที่ฝากไว้แล้วจะคืนให้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ สุดแต่คู่สัญญาจะตกลงกัน แต่ถ้า
ผู้รับฝากเรียกเก็บค่าบําเหน็จ ค่ารับฝากนั้น ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้รับฝากทีหน้าที่ต้องรักษาสงวน
ทรัพย์สินนั้นอย่างระมัดระวังเช่นวิญญูชนที่พึงประพฤติและต้องส่งคืนผู้ฝากเมื่อครบกําหนดหรือเมื่อผู้ฝาก
เมื่อผู้ฝากเรียกคืน และถ้ามีค่าฝากหรือค่าบํารุงรักษาทรัพย์ผู้รับฝากมีสิทธิเรียกจากผู้ฝากได้
ส่วนการรับฝากเงินนั้นแตกต่างจากการการฝากทรัพย์อื่น คือผู้รับฝากไม่ต้องคืนเงินตรา อันเดียวกัน
กับที่รับฝากและสามารถเอาเงินที่ฝากนั้นออกใช้ได้
1. ความหมายและสาระส าคัญของสัญญาฝากทรัพย์
มาตรา 657 อ่านว่าฝากทรัพย์นั้นคือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สิน
ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับฝาก รับผู้รับฝากต้องว่าจะเก็บรักษาทรัพย์นั้นไว้ในอารักขาแห่ง
ตนแล้วจะคืนให้
สาระสําคัญของสัญญาฝากทรัพย์
1) เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ ผู้ฝากกับผู้รับฝาก ผู้ฝาก คือ ผู้ที่ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับ
ฝากเพื่อให้ผู้รับฝากเก็บรักษาทรัพย์สินไว้แทนตน ส่วนผู้รับฝาก คือ ผู้ที่ตกลงเก็บรักษาทรัพย์สินที่ผู้ฝากส่ง
มอบไว้ในอารักขาแห่งตนและจะคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ฝาก
การฝากทรัพย์ทั่วไป กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่โอนไปที่ผู้รับฝาก เว้นแต่การฝากเงินที่กรรมสิทธิ์ใน
เงินที่ฝากโอนไปยังผู้รับฝาก
2) วัตถุประสงค์ของสัญญาฝากทรัพย์ คือ การเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เพื่อผู้ฝาก และผู้รับฝากจะคืน
ทรัพย์ให้ หากว่าสัญญาใดไม่มีวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาและดูแลทรัพย์สินที่ฝากแล้ว สัญญานั้นมิใช่
สัญญาฝากทรัพย์
3) วัตถุแห่งสัญญาฝากทรัพย์ คือ ทรัพย์สิน – ทรัพย์ (สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์) และวัตถุ
ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
4) สัญญาฝากทรัพย์จะมีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้ – ถ้ามีบําเหน็จ มาตรฐานในการ
ดูแลทรัพย์สินที่ฝากย่อมมากขึ้นกว่าไม่มีบําเหน็จ
5) ผู้รับฝากจะคืนทรัพย์ให้แก่ผู้ฝาก – จะต้องคืนทรัพย์ที่ฝาก จะคืนทรัพย์อื่นไม่ได้ เว้นแต่การฝาก
เงิน
6) สัญญาฝากทรัพย์บริบูรณ์โดยการส่งมอบทรัพย์สินที่ฝาก – ถ้ายังไม่ส่งมอบสัญญาฝากทรัพย์ยัง
ไม่เกิดขึ้น
2. หน้าที่ของผู้รับฝาก
2.1 หน้าที่ในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ฝาก
วัตถุประสงค์ของสัญญาฝากทรัพย์ คือ การที่ผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินที่ผู้ฝากน ามาฝาก
ไว้ในอารักขาแห่งตน
ดังนั้น ผู้รับฝากมีหน้าที่ในการดูแลและเก็บรักษาทรัพย์สินที่รับฝาก
2.2 หน้าที่ที่จะไม่เอาทรัพย์สินที่รับฝากออกใช้สอยเอง เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ หรือเอาไปให้
บุคคลภายนอกเก็บรักษา
มาตรา 660 “ถ้าผู้ฝากมิได้อนุญาต และผู้รับฝากเอาทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นออกมาใช้สอยเอง หรือเอาไปให้
บุคคลภายนอกใช้สอย หรือให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาไซร้ ท่านว่าผู้รับฝากจะต้องรับผิดเมื่อทรัพย์สิน
ซึ่งฝากนั้นสูญหายหรือบุบสลายอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า
ถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”
ผู้รับฝากจะต้องไม่กระทําการดังต่อไปนี้
1. เอาทรัพย์สินที่ฝากนั้นออกมาใช้สอยเอง
2. เอาทรัพย์สินที่ฝากไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย
3. ให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาทรัพย์สินที่ฝาก
o ผลของการฝ่าฝืนหน้าที่ตามมาตรา 660
หากทรัพย์สินที่ฝากสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ ผู้รับฝากต้องรับผิดชดใช้ราคาทรัพย์สิน
รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็
ตาม
เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรทรัพย์สินนั้นจะต้องสูญหายหรือ
บุบสลายอยู่นั่นเอง
หากเป็นกรณีที่ผู้ฝากอนุญาตให้ผู้รับฝากใช้ทรัพย์สินที่ฝากได้ หรืออนุญาตให้บุคคลภายนอกใช้ หรือ
อนุญาตให้บุคคลอื่นดูแลรักษาทรัพย์สินที่ฝาก หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินที่ฝากเพราะ
เหตุสุดวิสัยหรือบุคคลภายนอก ผู้รับฝากก็ไม่ต้องรับผิด
แต่หากความสูญหายหรือบุบสลายเกิดจากการกระทําหรือความผิดของผู้รับฝาก เช่นนี้ผู้รับฝากก็ต้องรับ
ผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
2.3 หน้าที่สงวนรักษาทรัพย์สินที่รับฝาก
มาตรา 659 “ถ้าการรับฝากทรัพย์เป็นการทําให้เปล่าไม่มีบําเหน็จไซร้ท่านว่าผู้รับฝากจําต้องใช้ความ
ระมัดระวังสงวนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเหมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง
ถ้าการรับฝากทรัพย์นั้นมีบําเหน็จค่าฝาก ท่านว่าผู้รับฝากจําต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อ
สงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดั่งนั้น ทั้งนี้ย่อมรวมทั้งการใช้ฝีมืออันพิเศษ
เฉพาะการในที่จะพึงใช้ฝีมือเช่นนั้นด้วย
หน้าที่ในการสงวนรักษาทรัพย์สินตามมาตรา 659 แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1) ระดับปกติเช่นที่ผู้ฝากประพฤติปฏิบัติในกิจการของตน ถ้าเป็นการฝากทรัพย์แบบไม่มี
บําเหน็จค่าฝาก
กรณีนี้ เป็นการฝากทรัพย์ที่ไม่มีบําเหน็จหรือค่าตอบแทน ผู้รับฝากจึงดูแลรักษาทรัพย์ตามปกติดังเช่นที่
ตนปฏิบัติในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง ไม่มีหน้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
ฎ.1527/2542 โจทก์นํารถยนต์จอดฝากจําเลยไว้ที่หน้าร้านของจําเลย โดยไม่มีบําเหน็จค่าฝาก
ต่อมารถยนต์ของโจทก์หายไป ข้อเท็จจริงที่โจทก์จําเลยนําสืบรับกันว่ารถยนต์ของจําเลยจอดไว้ที่
หน้าร้านของจําเลยเป็นประจําเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจําเลยผู้รับฝากได้ใช้ความระมัดระวังสงวน
ทรัพย์สินรถยนต์ของโจทก์เหมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของจําเลยแล้ว
ในการที่ผู้รับฝากจะปฏิเสธไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหายหรือเสียหายของทรัพย์สินที่ฝากนั้น เป็นหน้าที่
ของผู้รับฝากที่จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าตนได้ดูแลรักษาทรัพย์สินที่ฝากไว้เช่นที่เคยประพฤติปฏิบัติ
ในกิจการของตนเอง
แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้รับฝากก็ต้องรับผิด
ฎ.506/2472 รับฝากทรัพย์โดยไม่มีบําเหน็จ เมื่อถูกผู้ร้ายลักทรัพย์นั้นไป ตนไม่นําสืบว่าได้ใช้
ความระมัดระวังตามสมควรแล้วต้องรับผิดต่อผู้ฝาก
2) ระดับที่วิญญูชนประพฤติปฏิบัติ กรณีเป็นการฝากทรัพย์แบบมีบําเหน็จค่าฝาก และถ้า
การดูแลรักษาทรัพย์สินนั้นต้องใช้ฝีมือความรู้ความสามารถพิเศษของตนในการดูแลรักษาทรัพย์สิน
ผู้รับฝากก็ต้องกระทําเช่นนั้นด้วย
ระดับนี้ ไม่ต้องมองที่ตัวผู้รับฝาก แต่เปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปว่าในภาวะเช่นนั้นควรใช้
ความระมัดระวังเพียงใด
ฎ.1801/2520 การฝากทรัพย์ที่มีบําเหน็จค่าฝาก ผู้รับฝากจําต้องใช้ความระมัดระวัง
และใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินที่ฝากเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์
ดังนั้น ทั้งนี้ย่อมรวมทั้งการใช้ฝีมืออันพิเศษเฉพาะการในการที่จะพึงใช้ฝีมือเช่นนั้นด้วย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสอง
จําเลยที่ 1 เจ้าของปั๊มนํ้ามันรับฝากรถยนต์ของโจทก์ไว้และรับเงินค่ารับฝาก เมื่อ
รถยนต์สูญหายโดยนําสืบไม่ได้ว่าสูญหายเพราะเหตุใด ต้องถือว่าจําเลยที่ 1 ประมาท
เลินเล่อขาดความระมัดระวัง จําเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อ
ฎ.555/2553 รถยนต์กระบะคันพิพาทเข้าซ่อมที่อู่ของจําเลยที่ 2 และในระหว่างที่
ทําการซ่อมรถยนต์ได้ถูกคนร้ายลักไป ถือได้ว่ารถยนต์กระบะพิพาทอยู่ในความ
ครอบครองของจําเลยที่ 2 ดังนั้น จําเลยที่ 2 จะต้องเก็บรักษารถยนต์กระบะคันพิพาทไว้ใน
ที่ปลอดภัยในระหว่างการซ่อม ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้รถยนต์
กระบะคันพิพาทต้องสูญหายหรือเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจําเลยที่ 2
นํารถยนต์กระบะคันพิพาทไปจอดไว้บริเวณที่ว่างหน้าอู่โดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดอันเป็น
เครื่องป้ องกันการเคลื่อนย้ายรถยนต์และไม่ได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษารถยนต์แต่อย่างใด ทั้งเมื่อ
รถยนต์คันพิพาทหายไปจําเลยที่ 2 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ช. เจ้าของรถยนต์กระบะคัน
พิพาทเป็นเงินจํานวน 100,000 บาท
ซึ่งเท่ากับว่าจําเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเหตุที่รถยนต์กระบะคันพิพาทหายไปใน
ระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของตน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่า เป็นความ
ประมาทเลินเล่อของจําเลยที่ 2 ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้ องกันมิให้รถยนต์
กระบะคันพิพาทต้องสูญหาย การปฏิบัติต่อลูกค้าของจําเลยที่ 2 ในการนํารถยนต์ที่นํามา
ซ่อมแล้วไม่เสร็จจอดไว้บริเวณหน้าอู่ มิได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าจําเลยที่ 2 ได้ใช้ความ
ระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้ องกันมิให้รถยนต์สูญหายแต่อย่างใดและการที่ไม่เคยมีรถยนต์
สูญหายหรือได้รับความเสียหายมิได้เป็นหลักประกันว่าจําเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวัง
ตามสมควรแล้ว
แต่ถ้าผู้รับฝากใช้ความระมัดระวังและฝีมือเพื่อสงวนรักษาทรัพย์สินเหมือนเช่นวิญญูชนแล้ว
ผู้รับฝากก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือเสียหายของทรัพย์สินที่ฝาก
ฎ.10082/2551 การที่จะพิจารณาว่าจําเลยในฐานะผู้รับฝากรถยนต์ไว้โดยมีบําเหน็จค่าฝากได้
ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดย
พฤติการณ์ดังนั้นหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนทั่ว ๆ ไปในภาวะเช่นนั้นว่า
ควรจะพึงใช้ความระมัดระวังเช่นไร จําเลยใช้ห้องแถวซึ่งอยู่ติดกับถนนเป็นที่ตั้งอู่ บริเวณ
ด้านหน้าของอู่ตั้งประชิดติดกับขอบถนนแสดงว่าอู่ของจําเลยเป็นอู่ขนาดเล็กย่อมเป็นไปได้
ยากที่จะมีการกั้นรั้วหรือจัดหายามมาคอยระแวดระวังในเวลากลางคืน การที่จําเลยจอดรถยนต์
กระบะคันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าอู่ของจําเลยโดยได้ล็อกประตูและล็อกพวงมาลัยรถยนต์
คันพิพาท ส่วนตัวจําเลยก็นอนอยู่ภายในอู่ดังกล่าว เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นก็ได้ลุก
ขึ้นดู เมื่อพบว่ารถยนต์คันพิพาทหายไป ก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจสายตรวจที่ผ่านมา
ทราบและออกติดตามคนร้ายกับเจ้าพนักงานตํารวจด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจําเลยได้
ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดย
พฤติการณ์ดังนั้นแล้ว
3) ระดับที่ต้องใช้ความระมัดระวังและฝีมือที่ต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีพนั้น
เป็นการฝากทรัพย์มีบําเหน็จ และเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขาย
เป็นระดับที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด
ฎ.2092/2522 จําเลยรับเก็บรักษาลําไยในห้องเย็นของจําเลย จําเลยเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้า
ทางห้องเย็น ต้องใช้ความระวังและฝีมืออันเป็นธรรมดาและสมควรในกิจการห้องเย็น จําเลยใช้ความเย็นไม่
พอ ลําไยของโจทก์เน่าเสีย จําเลยต้องใช้ค่าเสียหาย
ฎ. 13006/2558 ข้อตกลงจะเป็นสัญญาประเภทใดนั้น จะต้องดูจากเนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็น
สําคัญ หาใช่ดูแต่เพียงชื่อของสัญญา เมื่อตามสัญญาเช่ามีข้อตกลงกําหนดให้โจทก์มีหน้าที่จัดหาวัสดุปูพื้น
คลังสินค้า จัดหาคนงานขนข้าวสารให้แก่ผู้เช่า จัดเตรียมคลังสินค้าตามสัญญาให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยพร้อม
ที่จะเก็บข้าวสารของผู้เช่าได้ทันที อีกทั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดหายามเพื่อรักษาความปลอดภัย ข้อสัญญาทั้งหลาย
เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบให้ผู้เช่าครอบครองและมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเองเยี่ยงสิทธิ
ของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแลและดําเนินการต่างๆ ภายในคลังสินค้าที่ให้
เช่าอยู่โดยตลอดในแต่ละขั้นตอน เพื่อที่โจทก์จะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์
ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม ข้อตกลงตามสัญญา
ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์
2.4 หน้าที่บอกกล่าวแก่ผู้ฝากเมื่อมีบุคคลภายนอกอ้างว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ฝาก
มาตรา 661 “ถ้าบุคคลภายนอกอ้างว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์สินซึ่งฝากและยื่นฟ้องผู้รับฝากก็ดี หรือ
ยึดทรัพย์สินนั้นก็ดี ผู้รับฝากต้องรีบบอกกล่าวแก่ผู้ฝากโดยพลัน”
เป็นกรณีที่มีบุคคลภายนอกมาอ้างสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ฝากและยื่นฟ้องผู้รับฝาก
2.5 หน้าที่คืนทรัพย์สินที่ฝาก
มาตรา 657 บัญญัติว่า ผู้รับฝากจะต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ฝาก
1) คืนเมื่อใด
มาตรา 662 “ถ้าได้กําหนดเวลากันไว้ว่าจะพึงคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไร ท่านว่าผู้รับฝากไม่มี
สิทธิจะคืนทรัพย์สินก่อนถึงเวลากําหนด เว้นแต่ในเหตุจําเป็นอันมิอาจจะก้าวล่วงเสียได้”
ผู้รับฝากจะคืนทรัพย์สินที่ฝากก่อนถึงกําหนดเวลาที่ตกลงกันไม่ได้ เพราะการฝากทรัพย์นั้นเป็น
ประโยชน์ของผู้ฝาก
แต่หากมีเหตุจําเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ผู้รับฝากก็สามารถคืนก่อนเวลาได้
เหตุจําเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ไม่ถึงขั้นต้องเป็นเหตุสุดวิสัย แต่เป็นเหตุการณ์ที่บังคับให้ผู้รับฝากต้อง
คืนทรัพย์สินที่ฝากก่อนถึงกําหนดเวลา
แต่ในทางกลับกัน หากผู้ฝากจะเรียกทรัพย์ที่ฝากคืนก่อนครบระยะเวลา ย่อมทําได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา 663
มาตรา 663 “ถึงแม้ว่าคู่สัญญาจะกําหนดเวลาไว้ว่าจะพึงคืน ทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไรก็ตาม ถ้าว่าผู้ฝาก
จะเรียกคืนในเวลา ใด ๆ ผู้รับฝากก็ต้องคืนให้”
แต่ถ้าไม่ได้กําหนดไว้ว่าจะคืนทรัพย์สินเมื่อใด ผู้รับฝากก็สามารถคืนทรัพย์สินได้ทุกเมื่อ
มาตรา 664 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดเวลาไว้ว่าจะพึงคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไรไซร้
ผู้รับฝากอาจคืนทรัพย์สินนั้นได้ทุกเมื่อ”
2) คืนแก่ใคร
มาตรา 665 “ผู้รับฝากจําต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้น
ฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น หรือผู้รับฝากได้รับคําสั่งโดยชอบให้คืนทรัพย์สินนั้นไปแก่
ผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น
แต่หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ท่านให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท”
1) คืนแก่ผู้ฝาก
2) คืนแก่ทายาทของผู้ฝาก กรณีผู้ฝากถึงแก่ความตาย
3) คืนแก่บุคคลที่ผู้ฝากฝากทรัพย์ในนามของบุคคลนั้น
4) คืนแก่บุคคลที่ผู้ฝากสั่งให้คืน
หากผู้รับฝากคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับคืน ผู้ฝากจะต้องรับผิดต่อผู้ฝาก
ในความเสียหายที่เกิดขึ้น
ถ้ามีดอกผลระหว่างฝากทรัพย์สิน ผู้รับฝากจะต้องส่งคืนดอกผลให้แก่ผู้ฝากด้วย
มาตรา 666 “เมื่อคืนทรัพย์ ถ้ามีดอกผลเกิดแต่ทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเท่าใดผู้รับฝาก
จําต้องส่งมอบพร้อมไปกับทรัพย์สินนั้นด้วย”
ข้อสังเกต
กรณีที่ทรัพย์สินที่ฝากสูญหายหรือบุบสลายไปเพราะความผิดของบุคคลภายนอก
โดยปกติผู้รับฝากไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ผู้รับฝากเอาทรัพย์ไปใช้หรือเอาไปให้
บุคคลภายนอกเก็บรักษา
3. หน้าที่ของผู้ฝาก
1) หน้าที่จ่ายบําเหน็จค่าฝาก
- มาตรา 658 ถ้าโดยพฤติการณ์พึงคาดหมายได้ว่าเขารับฝากทรัพย์ ก็เพื่อจะได้รับ
บําเหน็จค่าฝากทรัพย์เท่านั้นไซร้ ท่านให้ถือว่าเป็นอัน ได้ตกลงกันแล้วโดยปริยายว่ามี
บําเหน็จเช่นนั้น
- มาตรา 669 ถ้าไม่ได้กําหนดเวลาไว้ในสัญญาหรือไม่มีกําหนดโดยจารีตประเพณีว่า
บําเหน็จค่าฝากทรัพย์นั้นจะพึงชําระเมื่อไรไซร้ ท่านให้ชําระเมื่อคืนทรัพย์สินซึ่งฝาก
ถ้าได้กําหนดเวลากันไว้เป็นระยะอย่างไรก็พึงชําระเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นทุกคราวไป
2) หน้าที่จ่ายค่าคืนทรัพย์สินที่ฝาก
- มาตรา 667 “ค่าคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้น ย่อมตกแก่ผู้ฝากเป็นผู้เสีย”
3) หน้าที่ออกค่าใช้จ่ายอันควรแก่การบํารุงรักษาทรัพย์สินที่ฝาก
- มาตรา 668 “ค่าใช้จ่ายใดอันควรแก่การบํารุงรักษาทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นผู้ฝากจําต้อง
ชดใช้ให้แก่ผู้รับฝาก เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้โดยสัญญาฝากทรัพย์ว่าผู้รับฝากจะต้อง
ออกเงินค่าใช้จ่ายนั้นเอง”
4. ความระงับของสัญญาฝากทรัพย์
1) เมื่อทรัพย์สินที่ฝากสูญหายไปทั้งหมด
2) เมื่อส่งคืนทรัพย์สินที่ฝาก
3) เมื่อผู้รับฝากตาย
5. อายุความ
มาตรา 671 “ในข้อความรับผิดเพื่อใช้เงินบําเหน็จค่าฝากทรัพย์ ก็ดีชดใช้เงินค่าใช้จ่ายก็ดี ใช้
ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝาก ทรัพย์ก็ดี ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้น
สัญญา”
ฎ.5072/2557 ตามคําฟ้องของโจทก์ในส่วนที่อ้างมูลเหตุให้จําเลยที่ 3 รับผิดต่อ
โจทก์ในค่าเสียหายว่า เมื่อจําเลยที่ 4 รับสินค้าจากจําเลยที่ 3 เพื่อขนส่งทางรถยนต์
ไปส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัย พบว่าสินค้าเสียหายเพิ่มอีก 1 กล่อง ในระหว่างการ
จัดเก็บโดยไม่ระมัดระวังและไม่ดูแลสินค้าในคลังสินค้าให้ดีเพียงพอของจําเลยที่
3 และการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกโดยไม่ระมัดระวังและไม่ดูแลสินค้าให้ดี
เพียงพอของจําเลยที่ 4 จึงเป็นการกล่าวอ้างถึงการทําหน้าที่ผู้รับฝากทรัพย์
บกพร่องจนเกิดความเสียหายแก่สินค้าที่จัดเก็บไว้อันเป็นการผิดสัญญาฝากทรัพย์
ที่ผู้ฝากทรัพย์ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ซึ่งมี
อายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตามที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 จึง
ไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยในความรับผิดในมูลละเมิดที่จะใช้อายุความในเรื่อง
ละเมิดแต่อย่างใด
ตัวอย่างกรณีที่เป็นการฝากทรัพย์
ฎ.1861/2522 พนักงานของภัตตาคารรับรถยนต์และกุญแจรถจากผู้มากินอาหารในภัตตาคาร ขับรถ
ไปจอดในที่จอดรถซึ่งเป็นถนนสาธารณะหน้าภัตตาคารแล้วเก็บกุญแจไว้ที่แผงเก็บกุญแจรถ มีใบรับฝากให้
โจทก์ไว้ โจทก์กินอาหารแล้วออกมา รถหายไปแล้วเป็นการฝากทรัพย์ ไม่ได้ความว่าจําเลยใช้ความระวัง
เสมือนการเก็บรักษารถของจําเลยเอง จําเลยต้องรับผิดใช้ราคารถแก่โจทก์
ฎ.9278/2542 จําเลยอาศัยที่วัดเป็นสถานที่เพื่อให้คนมาฝากรถ จึงเป็นเรื่องชัดแจ้งว่าจําเลยทําธุรกิจ
รับฝากทรัพย์ โดยจําเลยรับค่าบริการจากฝ่ายโจทก์ แล้วมอบบัตรให้มีข้อความว่า "รับฝากรถยนต์และ
มอเตอร์ไซค์ ขอบคุณที่ใช้บริการ(กรุณาอย่าทําบัตรหาย)" โดยมีหมายเลขกํากับ อันแสดงว่าฝ่ายโจทก์จะรับ
รถคืนได้ต่อเมื่อคืนบัตรให้แก่ฝ่ายจําเลย ดังนี้มีผลเท่ากับฝ่ายโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์สินไว้ในอารักขาของฝ่าย
จําเลยแล้ว การที่ไม่ได้มอบลูกกุญแจให้ไว้ด้วย หาใช่สาระสําคัญไม่ การปฏิบัติระหว่างฝ่ายโจทก์และฝ่าย
จําเลยเป็นการฝากทรัพย์ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 แล้ว
ฎ.1063/2545 โจทก์นํารถจักรยานยนต์จอดไว้ที่สถานที่รับจอดรถของจําเลยโดยจําเลยคิดค่าบริการ
วันละ 5 บาท และออกบัตรอนุญาตจอดรถจักรยานยนต์ให้ โจทก์จอดรถในบริเวณสถานที่รับจอดรถของ
จําเลยล็อกกุญแจรถและเก็บกุญแจไว้ที่โจทก์ แสดงว่าโจทก์ส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้จําเลยและจําเลย
ยอมรับรถจักรยานยนต์จากโจทก์มาอยู่ในความอารักขาของจําเลยแล้ว โดยมีพนักงานของจําเลยเป็นผู้ดูแล
รถ หากโจทก์จะนํารถออกจากสถานที่จอดรถ ต้องแสดงบัตรอนุญาตต่อพนักงานของจําเลย แม้บัตรดังกล่าว
จะระบุเพียงว่าเป็นบัตรอนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์ และไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการรับฝากรถ แต่การ
ปฏิบัติระหว่างโจทก์และจําเลยเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
657เมื่อรถจักรยานยนต์ของโจทก์หายไป จําเลยต้องรับผิดต่อโจทก์
ฎ.374/2551 จําเลยที่ 1 ทําสัญญากับจําเลยที่ 2 รับจ้างรักษาความปลอดภัยบริเวณภายในและ
ภายนอกอาคารที่กําหนดรวมทั้งลานจอดรถของจําเลยที่ 3 โดยกําหนดให้ต้องรักษาความปลอดภัยด้าน
โจรกรรม และดูแลรถของลูกค้าหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์ไม่ให้เกิดความเสียหาย ซึ่ง
ในทางปฏิบัติจําเลยที่ 1 จะจัดให้มีพนักงานประจําที่ทางเข้าลานจอดรถเพื่อคอยมอบบัตรผ่านลานจอดรถ
และเขียนหมายเลขทะเบียนกํากับไว้ก่อนมอบให้ผู้ที่จะนํารถเข้ามาจอด เมื่อจะนํารถออกผู้ขับรถจะต้องคืน
บัตรผ่านลานจอดรถและชําระค่าบริการจอดรถให้แก่พนักงานที่ประจําทางออกให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจึงขับ
รถผ่านออกไปได้ ก. และ ว. ผู้เอาประกันภัยได้นํารถที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดในลานจอดรถของ
อาคารดังกล่าว และได้รับบัตรผ่านลานจอดรถจากพนักงานของจําเลยที่ 1 แต่ไม่ได้เขียนหมายเลขทะเบียน
รถกํากับไว้จึงมีผู้นํารถยนต์พิพาทผ่านออกจากลานจอดรถได้ โดยที่บัตรผ่านลานจอดรถและหลักฐานการ
เป็นเจ้าของรถยังอยู่กับ ว. ผู้เอาประกันภัย
เหตุที่รถยนต์ของ ว. ผู้เอาประกันภัยสูญหายไปเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงาน
ของจําเลยที่ 1 ที่ไม่เขียนหมายเลขทะเบียนรถกํากับไว้ในบัตรผ่านลานจอดรถและไม่
ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่จะอนุญาตให้นํารถออกไป เป็นการละเว้นไม่
ปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ด้านหลังบัตรผ่านลานจอดรถ ถือได้ว่าพนักงานของจําเลยที่
1 กระทําโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้รถยนต์ของ ว.
ผู้เอาประกันภัยสูญหาย ถือได้ว่าลูกจ้างของจําเลยที่ 1 กระทําละเมิดในทางการที่จ้างของ
จําเลยที่ 1 ดังนั้น จําเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้รับประกันภัย
เงื่อนไขที่ระบุไว้ด้านหลังบัตรผ่านลานจอดรถที่ว่า การออกบัตรนี้ไม่ใช่เป็นการรับฝากรถ
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายต่อรถใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นเงื่อนไขที่จําเลยที่
1 กําหนดขึ้นเพื่อให้จําเลยที่ 1 พ้นความรับผิดตามเงื่อนไขที่จําเลยที่ 1 กําหนดขึ้นแต่ฝ่ายเดียว
ไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการกระทําละเมิดของลูกจ้างของจําเลยที่ 1 ดังนั้น จําเลย
ที่ 1 จึงต้องร่วมกับจําเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ
ฎ.4235/2541 โจทก์นํารถยนต์ไปฝากไว้กับจําเลย จําเลยเรียกเก็บค่าฝากเป็นรายเดือน มีระเบียบว่า
เจ้าของรถต้องฝากกุญแจไว้กับจําเลยเพื่อจําเลยเลื่อนรถได้ในกรณีที่มีรถอื่นเข้ามาจอด ซึ่งโจทก์ได้มอบ
กุญแจรถให้จําเลยทุกครั้งที่มาจอดพฤติการณ์ดังกล่าว เป็นการรับฝากทรัพย์โดยมีบําเหน็จ หาใช่เป็นเรื่องให้
เช่าสถานที่จอดรถไม่
ตัวอย่างกรณีที่ไม่เป็นการฝากทรัพย์
ฎ.4757/2534 จ. นํารถยนต์เข้าไปจอดในปั๊มนํ้ามันของจําเลย เสียค่าจอดรถยนต์เป็นรายเดือนไม่มี
การส่งมอบรถยนต์ให้อยู่ในความอารักขาของจําเลย จ. สามารถนํารถยนต์เข้าออกในเวลาใดก็ได้ จําเลยไม่
สามารถรู้ได้ว่า จ. ได้นํารถยนต์เข้าไปจอดหรือไม่ ในคืนที่รถยนต์หายก็ไม่ปรากฏว่าจําเลยได้รับมอบรถยนต์
จาก จ. แต่อย่างใดพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจําเลยรับฝากรถยนต์ไว้จาก จ. แต่เป็นการให้เช่าสถานที่
จอดรถยนต์ เมื่อรถยนต์หายไป จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่ จ. โจทก์ผู้รับประกันภัยจึงไม่มี
สิทธิไล่เบี้ยจากจําเลย
ฎ. 1936/2549 การที่จําเลยที่ 2 จัดสถานที่จอดรถให้แก่ลูกค้า ผู้ที่นํารถเข้าไปจอดเป็นผู้หาที่จอดรถ
เองและเก็บลูกกุญแจรถไว้เอง พนักงานของจําเลยที่ 1 มอบบัตรจอดรถให้ตอนขาเข้า คอยดูแลจัดหาที่จอด
รถ และรับบัตรจอดรถคืนตอนขาออกเป็นการช่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่นํารถเข้าไปจอด โดยไม่
เก็บค่าจอดรถ การที่ลูกค้านํารถเข้าไปจอดดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการมอบการครอบครองรถให้แก่จําเลย
ทั้งสอง จึงไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิด
สัญญาฝากทรัพย์บัตรจอดรถของจําเลยที่ 2 ที่พนักงานของจําเลยที่ 1 แจกให้แก่ลูกค้าเมื่อนํารถเข้าจอดใน
ลานจอดรถยนต์เป็นหลักฐานสําคัญที่จะแสดงว่ารถของลูกค้า ซึ่งเข้ามาจอดในลานจอดรถสูญหายอาจเกิด
จากพนักงานของจําเลยที่ 1 ปล่อยรถออกไปโดยมิได้ตรวจและเรียกบัตรจอดรถคืน หรือเจ้าของรถประมาท
เลินเล่อลืมบัตรจอดรถไว้ในรถเป็นเหตุให้คนร้ายที่ลักรถนําบัตรจอดรถไปแสดงต่อพนักงานของจําเลยที่ 1
แล้วนํารถออกไปได้ หรือแม้แต่เจ้าของรถรู้เห็นกับคนร้ายโดยให้บัตรจอดรถแก่คนร้ายให้นํารถออกไปก็
เป็นได้ กล่าวคือ บัตรจอดรถของจําเลยที่ 2 ต้องยังอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรถ เมื่อไม่ปรากฏว่า
โจทก์มีบัตรจอดรถของจําเลยที่ 2 มาแสดงว่า บัตรจอดรถยังอยู่กับโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทแต่
พนักงานของจําเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อปล่อยรถยนต์พิพาทออกไปโดยไม่ได้ตรวจบัตรจอดรถ จึงฟังไม่ได้
ว่าจําเลยทั้งสองกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์พิพาทสูญหายไป
2. วิธีเฉพาะการฝากเงิน
1. หลักเกณฑ์การฝากเงิน
มาตรา 672 “ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอัน
เดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจํานวน
อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจําต้องคืนเงินให้ครบ
จํานวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จําต้องคืนเงินเป็น
จํานวนดั่งว่านั้น”
มาตรา 673 “เมื่อใดผู้รับฝากจําต้องคืนเงินแต่เพียงเท่าจํานวนที่ฝาก ผู้ฝากจะเรียกถอนเงินคืนก่อนถึง
เวลาที่ได้ตกลงกันไว้ไม่ได้ หรือฝ่ายผู้รับฝากจะส่งคืนเงินก่อนถึงเวลานั้นก็ไม่ได้ดุจกัน”
หลักเกณฑ์การฝากเงิน
1. ผู้รับฝากไม่ต้องคืนเงินอันเดียวกับที่ฝาก (หากไม่มีข้อตกลงเช่นนั้น)
2. ผู้รับฝากใช้เงินที่ฝากได้
3. เมื่อเงินที่ฝากหาย แม้ว่าเพราะเหตุสุดวิสัย ผู้รับฝากก็จําต้องคืนเงินเท่ากับจํานวนที่ฝากให้ผู้ฝาก
ฎ. 333/2550 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบเป็นสมาชิกกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ โดยมีเงินฝาก
ออมทรัพย์ฝากไว้กับกองทุนเงินสวัสดิการออมทรัพย์ดังกล่าวรวมเป็นเงิน 8,443,700 บาท จึงเป็นสัญญาฝาก
เงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งเงินคืน
เป็นเงินอันเดียวกับที่รับฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิที่จะเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ เงินที่ฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ
ผู้รับฝาก ผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจํานวนนั้นเท่านั้น เงินที่ฝากไว้และจําเลยยักยอกไปมิใช่เป็น
กรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้ง 150 คน จําเลยจึงมิได้กระทําละเมิดต่อโจทก์ทั้ง 150 คนตามมาตรา 420 จําเลยไม่มี
ความผูกพันเป็นหนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) โจทก์ทั้ง
หนึ่งร้อยห้าสิบจึงไม่อาจฟ้ องจําเลยให้ล้มละลาย
ฎ. 5939/2545 จําเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารโจทก์ สัญญาดังกล่าวระหว่างโจทก์
กับจําเลยเป็นสัญญาฝากทรัพย์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับฝากมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับฝากให้จําเลยเพียงเท่า
จํานวนเงินที่โจทก์รับฝากไว้จากจําเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่พนักงาน
ของโจทก์บันทึกรายการในบัญชีของจําเลยซํ้ากัน 2 ครั้ง ทําให้ยอดเงินในบัญชีสูงกว่าความเป็นจริง 35,505
บาท และจําเลยเบิกถอนเงินจํานวนดังกล่าวไปโดยอาศัยความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน
โจทก์ เป็นการกระทําผิดสัญญาฝากทรัพย์ เงินที่จําเลยเบิกถอนไปจากโจทก์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์
โจทก์จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจําเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มี
กําหนดอายุความ
2. อายุความเรียกเงินคืน
ใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ป ี
3. วิธีเฉพาะส าหรับเจ้าส านักโรงแรม
มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานอง เช่นว่านั้น...”
เจ้าสํานักโรงแรม คือ ผู้ให้บริการพักอาศัยแก่บุคคลผู้ประสงค์จะหาที่พักเป็นการชั่วคราว เช่น โรงแรม
โมเต็ล รีสอร์ท บังกะโล เป็นต้น
1.ความรับผิดของเจ้าสํานักโรงแรม
มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิดเพื่อความ
สูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”
“เจ้าสํานักโรงแรม”จะต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ ที่เกิดแก่ทรัพย์สิน
ของคนเดินทาง หรือแขกที่เข้าพักอาศัย
"คนเดินทางหรือแขกอาศัย" หมายถึง บุคคลอื่นใดที่ใช้บริการเข้าพักในโรงแรม หรือ โฮเต็ล
หรือ สถานที่อื่นทํานองเช่นนั้น
ฎ. 7790/2544 จําเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจําเลยได้จอดรถในลานจอดรถ น. ซึ่งขับรถมาส่งแขก
เข้าพักโรงแรมของจําเลยจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนํารถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าว
ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจําเลย ส่วนการที่จําเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของ
ทรัพย์สินก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึง
ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 677
น. ได้ปิดล็อกประตูรถยนต์ทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ซึ่งย่อมถือได้ว่า น. มิได้
ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675
วรรคสาม
ความรับผิดของเจ้าสํานักในทรัพย์สินของคนเดินทางที่สูญหายจํากัดไว้เพียงห้า
ร้อยบาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสอง หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมี
ลักษณะพิเศษทํานองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้น
กู้ ประทวนสินค้า อัญมณีหรือของมีค่าอื่น ๆ รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดา
ทั่ว ๆ ไป แม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่า ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 675 วรรคสอง
รับผิดเพื่อการกระทําของใคร
มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหายหรือบุบ
สลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม
โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด...”
แม้ว่าความเสียหาย หรือสูญหายจะไม่ได้เกิดจากพนักงานของโรงแรม แต่เกิดจากแขกที่เข้าออก
โรงแรม เจ้าสํานักโรงแรมก็ต้องรับผิดด้วย
ข้อจํากัดความรับผิด กรณีเป็นทรัพย์บางประเภท
มาตรา 675 วรรค 2
“...
ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น
ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้าอัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะ
ได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง
...”
กรณีเป็นของมีค่าตามมาตรานี้ ได้แก่ เงิน ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวน
สินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ
หากไม่ได้ฝากไว้กับเจ้าสํานัก และแจ้งราคาไว้ หากสูญหายหรือบุบสลาย เจ้าสํานักรับผิด
เพียง 5,000 บาท
หากฝากไว้กับเจ้าสํานักและแจ้งราคาไว้ ก็ต้องรับผิดตามที่แจ้ง แต่ไม่เกินราคาที่แท้จริง
หากแจ้งตํ่ากว่าความจริง ก็รับผิดเพียงที่แจ้ง (เทียบเคียง ม.620)
ฎ. 9437/2542
คําว่า "ของมีค่า" ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
675 วรรคสอง หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทํานองเดียวกับเงิน
ทองตรา ธนบัตรหรือตั๋วเงิน ส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์และโทรศัพท์มือถือของ
โจทก์เป็นเพียงทรัพย์สินที่นํามาใช้เป็น ปกติธรรมดา แม้จะมีราคาค่อนข้างสูงก็ไม่
จัดว่าเป็นของมีค่าตามบทกฎหมายดังกล่าว
ข้อยกเว้นความรับผิด
มาตรา 675 วรรค 3
“...
แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุ
สุดวิสัยหรือแต่สภาพแห่งทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขก
อาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขาหรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”
คนเดินทางต้องแจ้งแก่เจ้าสํานักโรงแรมทันทีที่พบว่าทรัพย์สินสูญหายหรือบุบ
สลาย
มาตรา 676 “ทรัพย์สินซึ่งมิได้นําฝากบอกราคาชัดแจ้งนั้น เมื่อพบเห็นว่าสูญหาย
หรือบุบสลายขึ้น คนเดินทางหรือแขกอาศัยต้องแจ้งความนั้นต่อเจ้าสํานักโรงแรม โฮเต็ล
หรือสถานที่เช่นนั้นทันที มิฉะนั้นท่านว่าเจ้าสํานักย่อมพ้นจากความรับผิดดั่งบัญญัติไว้ใน
มาตรา 674และ 675”
ข้อยกเว้นความรับผิด ถ้าคนเดินทางไม่ได้ตกลงโดยชัดแจ้ง เป็นโมฆะ
มาตรา 677 “ถ้ามีคําแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่น
ว่านี้ เป็นข้อความยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดของเจ้าสํานักไซร้ ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ
เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจํากัดความรับผิด
ดั่งว่านั้น”
ฎ.7790/2544 ลานจอดรถเป็นของจําเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจําเลยได้จอดรถ
น. ซึ่งเป็นคนเดินทางจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนํารถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลาน
จอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจําเลย ส่วนที่จําเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบ
หากเกิดการสูญหายของทรัพย์สิน ก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้น
ความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และในการจอดรถน. ได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้ว
เพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ย่อมถือได้ว่า น. มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญ
หาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 675 วรรคสาม
รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไป เท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็
ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามมาตรา 675 วรรคสอง น. ไม่จําต้องแจ้งฝาก
รถยนต์ไว้ต่อจําเลย
ฎ. 5005/2540 น.นํารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ในบริเวณลานจอดรถของ
โรงแรมจําเลยและรถยนต์คันดังกล่าวได้หายไป จําเลยจึงต้องรับผิดต่อ น. ตาม ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 674 แม้ น. จะมิได้แจ้งให้พนักงานของจําเลยทราบว่าได้
นํารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมจําเลยก็ตาม แต่เมื่อ น.
ทราบแน่ชัดว่ารถยนต์ของตนหายไปก็ได้แจ้งแก่ ว.ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมจําเลยทราบ
ในทันที ทั้ง น.ก็ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กรณีถือได้ว่าเป็นการแจ้งเหตุแก่
จําเลยผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 676
แล้ว ส่วนข้อจํากัดความรับผิดของจําเลยตามเอกสารซึ่งเป็นเพียงใบกรอกรายละเอียด ชื่อ ที่
อยู่ของผู้เข้าพักโรงแรมจําเลยและในตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ไว้ว่า "โรงแรมจะไม่
รับผิดชอบในทรัพย์สิน สิ่งมีค่าหรือธนบัตร ซึ่งอาจเกิดการสูญหาย"อันเป็นการยกเว้น
ความรับผิดของจําเลยนั้น เอกสารดังกล่าวจําเลยทําขึ้นฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่า น. ได้ตก
ลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดของจําเลยดังกล่าวด้วย ข้อความใน
เอกสารเช่นนี้จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 จําเลยจึง
ยังคงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด
ฎ.259/2526 โรงแรมจําเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไม่มีฐานะ
เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจฟ้ องหรือถูกฟ้องคดีได้
หุ้นส่วนทุกคนมอบอํานาจให้จําเลยที่ 2 หุ้นส่วนเป็นผู้จัดการโรงแรม
จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 จึงมีอํานาจควบคุมและจัดการโรงแรมได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสํานัก โจทก์จึงมี
อํานาจฟ้องจําเลยที่ 2 ได้
ป้ายประกาศยกเว้นความรับผิดระบุว่าทางโรงแรมจะไม่รับผิดชอบใน
ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้นนั้นเป็นเรื่องที่จําเลยทําขึ้นฝ่ายเดียว ตก
เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา677
รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่วๆไปเท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้าง
สูงก็ตาม แต่ก็ไม่มีลักษณะเป็นของมีค่าตามความหมายของม.675 วรรคสอง โจทก์ไม่
จําต้องฝากและบอกราคาชัดแจ้งกรณีไม่อยู่ในขอบข่ายที่จําเลยจะต้องรับผิดเพียง 500 บาท
2. อายุความ
มาตรา 678 “ในข้อความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อทรัพย์สินของคนเดินทางหรือของแขก
อาศัยสูญหายหรือบุบสลายนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันที่คนเดินทางหรือแขกอาศัย
ออกไปจากสถานที่นั้น”
ฎ. 5005/2540 น.นํารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมจําเลยและ
รถยนต์คันดัง กล่าวได้หายไป จําเลยจึงต้องรับผิดต่อ น. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 674
แม้ น. จะมิได้แจ้งให้พนักงานของจําเลยทราบว่าได้นํารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ใน บริเวณลานจอดรถ
ของโรงแรมจําเลยก็ตาม แต่เมื่อ น.ทราบแน่ชัดว่ารถยนต์ของตนหายไปก็ได้แจ้งแก่ ว.ผู้จัดการทั่วไปโรงแรม
จําเลยทราบในทันที ทั้ง น.ก็ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กรณีถือได้ว่าเป็นการแจ้งเหตุแก่จําเลยผู้
เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 676 แล้ว ส่วนข้อจํากัดความ
รับผิดของจําเลยตามเอกสารซึ่งเป็นเพียงใบกรอกรายละเอียด ชื่อ ที่อยู่ของผู้เข้าพักโรงแรมจําเลยและใน
ตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ไว้ว่า "โรงแรมจะไม่รับผิดชอบในทรัพย์สิน สิ่งมีค่าหรือธนบัตร ซึ่งอาจเกิดการสูญ
หาย"อันเป็นการยกเว้นความรับผิดของจําเลยนั้น เอกสารดังกล่าวจําเลยทําขึ้นฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่า น.
ได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดของจําเลยดังกล่าวด้วย ข้อความในเอกสารเช่นนี้จึง
เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 จําเลยจึงยังคงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด
บรรณานุกรม
https://lawlogistics.wordpress.com
https://nitistou.wordpress.com
http://kannikawan.blogspot.com/2018/01/blog-post_13.html