0
การตรวจร่างกายทารกแรกเกิดสาหรับ
พยาบาล NICU
กนกวรรณ อนิ ทสวุ รรณโณ
สมุ าลี อน้ ประวตั ิ
จริ าภรณ์ ใจหา้ ว
รุ่งทิพย์ โรจนะมี
บรรณาธกิ าร
มีนาคม 2564
ก
คานา
คู่มือการตรวจร่างกายทารกแรกเกิดสาหรับพยาบาล NICU จัดทาขึ้นเพ่ือใช้เป็นแนวทาง
สาหรับพยาบาลในการตรวจร่างกายทารกแรกเกิด เน่ืองจาก การประเมินสภาพร่างกายตามระบบ
(systemic physical assessment) เป็นการประเมินเพื่อตรวจหาความผิดปกติ หรือความพิการแต่
กาเนิดของระบบตา่ งๆในร่างกายและเป็นเกณฑ์สาหรับเปรียบเทียบในการประเมินครั้งต่อไป ซึ่งผลท่ี
ได้จะสามารถนาไปวางแผนการดแู ลรักษาทารกตอ่ ไป
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการตรวจร่างกายทารกแรกเกิดสาหรับพยาบาล NICU จะมี
ประโยชน์ต่อการนาไปใช้สาหรับพยาบาล บุคลากรทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องและผู้ท่ีสนใจในการ
พยาบาลทารกแรกเกิดในหออภิบาลทารกแรกเกดิ ตอ่ ไป
กนกวรรณ อนิ ทสวุ รรณโณ
สุมาลี อน้ ประวตั ิ
จริ าภรณ์ ใจห้าว
รงุ่ ทิพย์ โรจนะมี
บรรณาธิการ
มนี าคม 2564
ข
สารบญั
เรอ่ื ง หน้า
คานา ..................................................................................................................................................... ก
สารบญั ..................................................................................................................................................ข
General appearance .....................................................................................................................1
Head,Fontanel & Suture.................................................................................................................3
Eyes .....................................................................................................................................................6
Face ..................................................................................................................................................... 7
Ears, Nose & Throat .........................................................................................................................7
Neck& Thorax....................................................................................................................................9
Lung...................................................................................................................................................11
Heart..................................................................................................................................................13
Gastrointestinal...............................................................................................................................16
Genitalia ..........................................................................................................................................17
Anus...................................................................................................................................................18
ระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ ................................................................................................................18
การตรวจ Reflexes............................................................................................................................20
บรรณานกุ รม ......................................................................................................................................22
1
การตรวจร่างกายทารกแรกเกดิ
1. General appearance คอื ลกั ษณะทัว่ ไปของทารกแรกเกดิ
- ดคู วามสมมาตรของร่างกาย ทา่ นอน การหนั ศีรษะ การงอและการเหยียดแขนขา การขยับของแขนขา
ความเทา่ กนั ของแขนขาท้งั สองข้าง
- สีผิวและลกั ษณะของผิวหนงั ลักษณะที่แสดงถงึ ความปกตแิ ละผดิ ปกติ
- การตืน่ ตัวและตอบสนองตอ่ ส่งิ แวดล้อม
- การร้อง
(Color , Skin , Cry ,Activity )
Color : สขี องผวิ หนงั
- pink : ชมพู
- Acrocyanosis : คอื เขียวตามปลายมอื ปลายเทา้
- Traumatic cyanosis : เป็นภาวะปกตทิ ่ีพบได้ และหายเองได้ เกิดจากส่วนนาของทารกขณะคลอด
มีการกดรัดหรือกดบีบใน pelvic cavity ถ้าศีรษะเป็นส่วนนา อาจพบจุดจ้าเลือดบริเวณใบหน้าได้
หรือใบหน้าเขียวคล้า ถ้าก้นเป็นส่วนนา อาจพบขาสองข้างหรือส่วนล่างมีรอยช้า หรือมีสีคล้ากว่า
บริเวณลาตวั อาจพบ petechiae ไดเ้ ช่นกนั
ลักษณะสีผวิ หนงั ผิดปกตทิ พี่ บบอ่ ย
- Central cyanosis : ภาวะเขียวท่ีเกิดจากเลือดมีความอิ่มตัวออกซิเจนต่า การตรวจพบเขียวทั้งเยื่อ
เมือกในปาก เล็บมือและเท้า ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจ ให้ติด O2 saturation ท่ีตาแหน่ง Preductal
หรือ แขนขวา เพ่ือ detect รว่ มด้วย
- Polycythemia ( central hematocrit > 65%) ผิวหนงั แดงผดิ ปกติ
- pallor : สีซีด พบในภาวะขาดออกซิเจน(ทารกจะมีหัวใจช้า) ภาวะเลือดจางรุนแรง(ทารกมีอัตรา
หัวใจเรว็ ) และ metabolic acidosis
- Jaundice : ภาวะตัวเหลือง
Skin : ลักษณะของผวิ หนัง ตาหนแิ รกเกดิ (birthmark) และการบวมน้า(edema)
- Gelatinous : ผวิ บางคล้ายวุ้น
- Transparent : ผวิ โปร่งใส
- Smooth : ผิวหนังเรียบและชมพู เห็นหลอดเลือดท่ีหน้าท้องไม่ชดั เจน มักเจอในชว่ งอายุครรภ์ 37-
42 wks.
2
- Desquamation หรอื peeling of the skin : ผวิ หนงั ลอก
- Acrocyanosis หรือ peripheral cyanosis : เป็นภาวะปกติ คือเขียวตามปลายมือปลายเท้า
ภาวะนอี้ าจพบในทารกท่อี ยูใ่ นส่ิงแวดล้อมที่เย็น
- Cutis marmorata : ผิวลายเหมือนร่างแห เป็นภาวะปกติ เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือด
ฝอยและเลือดดายอ่ ย นอกจากนี้ยังพบในทารกท่อี ยู่ในส่ิงแวดล้อมท่ีเยน็ หรือร้อนไป และทารกทม่ี ีการ
กาซาบของผวิ หนงั (skin perfusion)ลดลงจากหวั ใจทางานผิดปกติ หรอื ช็อคจากหวั ใจหรอื การตดิ เชือ้
หากผิวหนังของทารกมีลวดลายเหมือนร่างแหตลอดเวลา ให้วินิจฉัยแยกโรคจาก Congenital
hypothyroidism
- Macular hemangioma : ปานแดงชนดิ เรียบ ขอบเขตไมช่ ัดเจน และแดงขึน้ เวลาร้อง
- Mongolian spot : ผิวหนังท่ีมีสีเขียวเทา หรือน้าเงินดา มีขอบเขตไม่ชัดเจน เกิดจากมีเมลานินอยู่
ในช้ันผวิ หนงั มาก มกั หายกอ่ นพ้นวัยทารก
- Erythema toxicum : ลักษณะเป็นผ่ืนแดง กลางผ่ืนแดงมีตุ่มนูนสีนวลหรือซีดขนาดเท่าหัวเข็ม
หมุด อาจเป็นตมุ่ น้าหรอื ตุ่มหนอง จะจางหายไปใน 2-3 ชั่วโมง
- Miliaria (ผน่ื เกดิ จากต่อมเหง่อื ) ทพ่ี บมี 3 ลกั ษณะ คือ
- Miliaria rubra (ผดแดง) : เป็นตุ่มนูนสีแดงท่ีมีขนาดเล็กอยู่เป็นกลุ่ม พบในทารกท่ีอยู่ใน
สิ่งแวดลอ้ มท่รี ้อนและมีความช้นื สูง มักพบในทารกทม่ี อายุมากกวา่ 1 สปั ดาห์
- Miliaria crystalline (sudamina rash): เป็นตุ่มพอง ภายในเป็นน้าใส ขนาด 1-2 มม. เกิด
จากเหง่อื ค่ังอยใู่ ต้ชัน้ corneum พบบอ่ ยท่ีหนา้ ผาก
- Miliaria pustulosa : เป็นตุ่มหนองขนาดไม่เกิน 1 มม. ผิวหนังท่ีอยู่รอบๆตุ่มหนองมักไม่แดง
หากแดงจะแดงรอบตมุ่ หนองเปน็ วงแคบๆไม่เกนิ 1 มม. ตุ่มหนองมีขนาดเท่าๆกันไม่ว่าจะขึน้ ก่อนหรือ
หลัง ถา้ พบภาวะนท้ี ี่แกม้ ตาราบางเลม่ เรียกว่าสิวในทารกแรกเกิด (neonatal acne)
- Sebaceous gland hyperplasia (ต่อมไขมันงอกเกนิ ) : เป็นจุดขนาดเล็กกวา่ 0.5 มม. มสี นี วลหรอื
ขาว พบท่ีบริเวณจมูก ริมฝีปาก และแก้ม การคลาบริเวณผิวหนังที่เป็นพบว่าเรียบ จะหายไปได้เอง
ภายหลงั เกิด 1-2 สปั ดาห์
- Milia (ตุ่มขาวที่ผิวหนัง) : เกิดจากการสะสมของ keratin มีลักษณะเปน็ ตุ่มนูนจากพื้นผิว มีสีนวล
หรือขาวขนาด 1-2 มม. พบที่แก้ม ดั้งจมูก หนากผาก เหงือก หัวนม และปลายอวัยวะเพศของทารก
เพศชาย มักแตกและหายไปเมอ่ื อายุ 2-3 สปั ดาห์ หรืออยู่ไดน้ านถึง 2 เดือน
- Rashes : มผี ื่น
- Abrasion (ถลอก)
3
ลักษณะของผิวหนังผิดปกติ
1. Birth Mark : ตาหนิเม่อื แรกเกดิ ของผิวหนงั ทเ่ี ปน็ ภาวะผดิ ปกติและพบบอ่ ย คือ
- Nevus sebaceous : ภาวะน้ีพบท่ีหนังศีรษะ หน้าผาก ใบหู ใบหน้า และคอ รอยโรคเป็นแผ่นนูน
รูปวงรี ขอบเขตชดั เจน สเี หลอื งหรือออกส้ม ลวดลายคล้ายก้อนกรวด และไมม่ ีเสน้ ผม
- Aplasia cutis congenita : เป็นความผิดปกติแต่กาเนิดของผิวหนัง จากผิวหนังไม่พัฒนา ลักษณะ
เปน็ รปู กลมเมอ่ื แรกเกดิ รอยโรคคลมุ ดว้ ยเยือ่ บางๆทม่ี ีลกั ษณะมนั วาว เห็นหลอดเลอื ดฝอยชดั เจน
2. Sweating : การมเี หงอ่ื ออก
3. Epidermolysis bullosa : ผิวหนังเป็นเม็ดพองง่าย เป็นภาวะที่หนังกาพร้าติดกับหนังแท้
ไม่แน่น ทาให้เกิดเม็ดพองเอง หรือจากผิวหนังถูกทาให้บาดเจ็บต้ังแต่แรกเกิด ภาวะนี้
ถ่ายทอดทางพันธกุ รรม
4. Edema(บวมนา) : บวมน้าแบ่งเป็นบวมเฉพาะที่พบภายหลังเกิด เกิดจากภาวะหัวใจวาย
ภาวะไตวาย การให้สารน้าเกิน เป็นต้น และบวมทั้งตัว (hydrops fetalis) พบทรารกบวม
ทงั้ ตวั ตั้งแต่อย่ใู นครรภ์ และตรวจพบบวมกดบ๋มุ เมือ่ แรกเกดิ ทันที
5. Skin tags : ต่งิ เน้ือ
6. Petechiae : จุดเลอื ดออก
Cry (การรอ้ งไห้)
- Strong, Lusty cry : การร้องเสยี งดงั
- Hoarse cry : การรอ้ งเสยี งแหบ
- High pitched cry : การร้องเสยี งแหลมสงู
- No cry : ไมร่ อ้ ง
Activity= ความตึงตัวของกล้ามเนือ (muscle tone) , การเคลอื่ นไหวของรา่ งกาย
1. Head,Fontanel & Suture
Head : ศีรษะ ดลู ักษณะ ความสมมาตร มบี วมแดงหรอื ไม่
- Symmetrical : สมมาตร
- Asymmetrical : ไมส่ มมาตร
- หนังศีรษะ ความผิดปกติท่ีอาจพบ เช่น Ecchymosis (จ้าเลือดใต้ผิวหนัง) ที่หนังศีรษะ อาจพบ
ร่วมกับตุ่มพอง (bleb) แผลถลอก (abrasion) จากการคลอดด้วย vacuum หรือ forceps
extraction
4
- Molding : กะโหลกศรี ษะเกยกัน ภาวะน้ีหายได้เองภายใน 5วัน
- Caput succedaneum : หนังศีรษะส่วนที่เป็นส่วนนาบวมน้า ข้าม suture และตึง การบวมน้ีจะ
หายได้เองใน 24-48 ชั่วโมงหลงั เกิด
- Cephalhematoma : เลือดสะสมอยู่ใต้เย่ือหุ้มกะโหลกศีรษะ ลักษณะนุ่ม ไม่ข้าม suture การบวม
จะหายในหลายๆสปั ดาห์ ขน้ึ กับขนาดของก้อน
- Subgaleal hematoma : เลือดออกสะสมอยู่ใต้พังผืด ลักษณะนุ่ม ข้าม suture เลือดอาจเซาะทั่ว
ศรี ษะถึงหนา้ ผาก ขมบั ด้านข้าง และท้ายทอย
- Craniotabes : บริเวณกะโหลกศีรษะอ่อนนุ่ม อาจกดแล้วบุ๋มลงไป แล้วเด้งกลับคืนเอง มักพบใน
ทารกเกดิ ก่อนกาหนด ภาวะนีห้ ายภายใน 2-3 สปั ดาห์
- Craniosynostosis : กะโหลกศรี ษะเชอ่ื มเร็วกว่าปกติ อาจทาใหก้ ารเจรญิ เติบโตของสมองผดิ ปกติ
ศรี ษะผดิ ปกตทิ พ่ี บบ่อย
- Anencephaly : ขาดกะโหลกศีรษะสว่ นบน
- Hydrocephalus : ทารกมีศีรษะโต กระหม่อมหน้าโป่งตึงจากความดันในกะโหลกเพ่ิม มี setting
sun sign ส่องไฟฉายแรงสงู พบวา่ สว่างกว่าปกติ
- Microcephaly : ศรี ษะเล็กผิดปกติ ซึง่ สมั พนั ธก์ บั ปญั ญาอ่อน
- Meningoencephalocele หรือ encephalocele :หมายถึง hernia ของบางส่วนของเน้ือสมอง
และเยื่อหุ้มสมองผ่านกะโหลกศีรษะที่มีช่องโหว่ เรียกตามตาแหน่งที่พบป็น frontal ,
occipital,basal meningocele
กะโหลกศรี ษะของทารกแรกเกิดประกอบดว้ ยกระดูก 6 ชนิ ดงั นี
- Frontal bone 2
- Parietal bone 2
- Occipital bone 2
5
Suture
- Metopic suture เช่อื ม Frontal bone ทั้ง 2 ขา้ ง
- Coronal suture เช่อื ม Frontal bone และ Parietal bone
- Saggittal suture เชอ่ื ม Parietal bone ท้งั 2 ขา้ ง
- Lambdoid suture เชื่อม Parietal bone และ Occipital bone
Fontanel (กระหม่อม) ขนาดของกระหมอ่ มขึนอยูก่ ับอายุครรภ์ เชอื ชาตแิ ละขนาดของทารก
- Anterior fontanel (Bregma) เปน็ รูปสี่เหล่ียมขนมเปยี กปนู ปิดเมอ่ื อายุ 12-18 เดือน
- Posterior fontanel (Lambda) เป็นรูปสามเหล่ียม ปิดเม่ืออายุ 6-8 สัปดาห์ ขนาด 1-2ซม. หรือ
1 ft
- การวัด fontanel: คลาหาส่วนท่ีแคบที่สุด หรือมุมของ fontanel แล้ววัดระหว่างจุดที่คลาได้
รายงานในแนว X x Y
(AF ตามแนว coronal suture และ Saggittal suture)
(PF ตามแนว Saggittal suture และ Lambdoid suture)
- Bulging of anterior fontanel (กระหม่อมโป่งตึง)
6
2. Eyes
Eyes : ประเมินลักษณะภายนอก ได้แก่ ตาแหน่ง สี ขนาด และการเคล่ือนไหว ซึ่งรวมถึงเปลือกตา
ขนตา เยอื่ บุตาขาว ตาขาว ม่านตา และรูม่านตา จะมลี ักษณะเหมือนกนั ทั้ง 2 ขา้ ง โดยหัวตาและหาง
ตาจะอยู่ระดบั แนวเดียวกับใบหู ลักษณะและขนาดเทา่ กนั
- Discharge
- Subconjunctival hemorrhage : ตาขาวมีเลือดออกใต้เยื่อตา เกิดจากการเพ่ิมความดันภายใน
หลอดเลอื ดขณะผา่ นหนทางคลอด ภาวะนีจ้ ะหายเองภายใน 2-3 สปั ดาห์
- Congenital glaucoma หรือ buphthalmos : ต้อหินที่เป็นแต่กาเนิด ตรวจพบกระจกตาขนาด
ใหญ่กว่าปกตแิ ละขุ่นจากกระจกตาและส่วนตาขาวไม่สามารถทานความดันในลูกตาท่ีเพมิ่ ทารกมักมี
นา้ ตาและกลวั แสงรว่ มด้วย
- Slant eye : ตาเฉียง
7
3. Face
Face : ดูลกั ษณะ และความสมมาตร หากพบผดิ ปกติ ใหด้ วู า่ เข้ากลุ่มอาการหรอื ไม่
- Symmetry : สมมาตร
- Asymmetry : ไมส่ มมาตร
- ดูขนาดของคาง คางเลก็ (micrognathia) เกิดจากกระดกู ขากรรไกรลา่ งเล็กกว่าปกติ
ความผิดปกติของใบหน้าท่ีอาจพบ เช่น frontal meningocele และลักษณะเฉพาะของกลุ่ม
อาการ เชน่
- Trisomy 13 syndrome : ศีรษะเล็ก หน้าผากลาดลง นัยน์ตาเล็ก(microphthalmia) ปากแหว่ง
เพดานโหว่ low set ear
- Trisomy 18 syndrome: หน้าผากแคบ ท้ายทอยยื่น(prominent occiput) ปากเล็ก คางเล็ก
(micrognathia) ใบหเู ล็ก อย่ตู ่า และรปู รา่ งผิดปกติ
- Trisomy 21syndrome : ศีรษะเล็ก(microcephaly) ท้ายทอยแบน(flat occiput) จมูกเล็ก
ดัง้ จมกู แบน(low nasal bridge) ตาเฉยี ง(slant eye) ใบหูเล็ก มกั อา้ ปากและลิ้นอยู่นอกปาก
4. Ears, Nose & Throat
Ears : ดูขนาด รูปร่าง แนวและตาแหน่งใบหู ต่ิงหู รูหู ใบหู จะมีลักษณะเหมือนกันทั้ง 2
ด้าน ส่วนบนของใบหูจะอยู่ระดับเดียวกับเส้นที่ลากผ่านหัวตาและหางตา ผ่านไปด้านข้างของศีรษะ
ตั้งฉากกับแกนต้ังของศีรษะไปยังใบหู และมีระดับเท่ากันทั้ง 2 ข้าง ใบหูเอียงทามุม 10 องศากับ
เส้นแนวด่ิงท่ลี ากผา่ นหน้าใบหู
8
- Microtia : ใบหูเล็ก หมายถึง การเจริญพร่อง หรือภาวะไม่เจริญของใบหู ร่วมกับการไม่มีรูเปิดของ
ช่องหู
- Preauricular pit : เป็นรเู ปดิ ขนาดเท่าหวั เขม็ หมดุ หนา้ ใบหู อาจพบขา้ งเดยี วหรอื 2ข้าง
- Preauricular tag : ติง่ เน้อื หน้าใบหู
- Low set ear : ใบหอู ยูต่ า่ กว่าตาแหนง่ ปกติ มักพบความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมคู่ที่ 13 และ 18
Nose : ดูรูปร่าง ขนาด และความโล่งของช่องจมูก ไม่คด ไม่เอียง และความชัดเจนของ
nasolabial folds จมูก จะอยู่ในแนวตรงกลาง รูจมูก 2 ข้างเท่ากัน อาจพบจมูกแบนหรือรูจมูกไม่
เท่ากัน ซ่ึงเกิดข้ึนชั่วคราวจากถูกกดทับขณะทารกอยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะมารดาที่มีน้าคร่าน้อย หรือ
ครรภ์แฝด
- Nasolabial folds เป็นรอยพับของผิวหนังที่อยู่ข้างจมูกและมุมปาก ข้างใต้ของรอยพับตรงกับขอบ
กล้ามเนื้อ orbicularis oris และ levator anguli oris ท่ีทาหน้าที่ยกมมุ ปาก กล้ามเน้ือสองมัดน้ีเล้ียง
ด้วยประสาทสมองที่ 7 ความสาคัญของรอยพับนี้ คือ หากมีอัมพาตของกล้ามเน้ือทั้ง 2มัด
nasolabial folds จะหายไป
- Bilateral choanal atresia : รูจมูกอดุ ตันทั้ง 2 ข้าง เมื่อปิดปากทารกจะมีอาการเขียว และจะแดง
เมื่อร้องไห้ การทดสอบอีกวิธีหนึ่ง คือ การใส่สายให้อาหาร(feeding tube) no. 8 สอดเข้ารูจมูกทีละ
ขา้ ง ถา้ มรี ูจมกู อดุ ตนั จะไมส่ ามารถสอดสายใหอ้ าหารได้
การตรวจความโลง่ ของช่องจมกู
- ใช้ไฟฉายส่องดชู อ่ งจมกู ดูว่ามีน้ามูกใส นา้ มกู ท่ีแหง้ หรือเยอื่ บุจมกู บวมหรอื ไม่
- ประเมินโดยการใช้ใยสาลจี อ่ หน้าจมูกทลี ะข้าง ใยสาลีจะเคลือ่ นไหวตามการหายใจ หากคดั จมูกใยสาลี
จะไมเ่ คลอื่ นหรอื เคลอื่ นน้อย
Throat (ปากและคอหอย) : ประเมินรูปร่าง ริมฝีปากอยู่ในแนวตรงกลางและสังเกตการ
เคล่ือนของมุมปาก ขณะอ้าปาก มุมปากต้องเคล่ือนเท่ากันทั้งสองข้าง ส่วนล้ิน ควรมีขนาดได้สัดส่วน
กบั ชอ่ งปาก ปลายลน้ิ สามารถย่นื พ้นเหงือกและรมิ ฝปี ากลา่ ง
- Cleft lip : ปากแหวง่
- Unilateral incomplete cleft lip : ปากแหวง่ ขา้ งเดียว
- Cleft palate : เพดานโหว่
- Complete cleft lip and palate : ปากแหวง่ เพดานโหว่
- Tongue tie : ล้นิ ถกู ตรงึ คอื ภาวะท่ี frenulum ล่างยึดใกลป้ ลายล้ินมากไป หรอื หนาไป ทารกจะไม่
สามารถแลบลิ้นพน้ ขอบเหงือกล่าง มีผลให้ทารกไม่สามารถดูดนมแม่ได้
- Macroglossia : ล้นิ โตกวา่ ปกติ พบใน Beckwith – Wiedemann syndrome
- Epithelial pearl : ตมุ่ ขาวที่เพดานปาก
9
- Natal tooth : ฟนั ทีอ่ าจเป็นฟนั น้านมท่ีขึน้ กอ่ นวยั บริเวณเหงอื กล่างตรงกับตาแหนง่ ฟันหนา้
- Tooth bud : ตุม่ ที่มฟี ันอยู่ขา้ งใต้ บริเวณเหงอื กลา่ งตรงกบั ตาแหนง่ ฟันหน้า
- Supernumerary tooth : ฟันชุดเกิน ต้องถอนออก เพราะรากฟันไม่ลึก มีผลให้ฟันหลุดง่ายและ
เสี่ยงต่อการสาลักฟนั
ภาวะผิดปกตใิ นการเคลือ่ นของมุมปาก ไดแ้ ก่
- Facial palsy มุมปากทารกไมเ่ คลอ่ื นเวลารอ้ งไห้ จากภาวะอมั พาตของเสน้ ประสาทสมองท่ี 7
- Congenital hypoplasia คือ การไม่มีกล้ามเนื้อดึงมุมปากลงแต่กาเนิด เม่ือร้องไห้ พบมุมมปาก
ด้านที่มีพยาธิสภาพไม่เคลื่อน ทาให้ใบหน้าสองข้างไม่เท่ากันขณะร้องไห้ แต่ทารกสามารถหลับตาได้
สนิท ทาหนา้ ผากย่นได้ และ nasolabial folds ปกติทั้งสองขา้ ง
- Traumatic peripheral facial nerve palsy เกิดจากการคลอดด้วย forceps extraction คีมกด
ถูกเส้นประสาทสมองที่ 7 ตรวจพบความผิดปกติของใบหน้าทงั้ สองข้างที่เส้นประสาทสมองถูกกระทบ
ทารกมีมุมปากตก หลับตาไม่สนิท ไม่สามารถย่นหน้าผาก และ และ nasolabial folds ตื้นหรือ
หายไป
5. Neck& Thorax
Neck : ดูความปกติและผิดปกติของคอ และก้อนที่คอ คอมักจะสั้นและผิวหนังย่น ลักษณะ
เท่ากันทั้ง 2 ด้าน ควรคลาดูกล้ามเน้ือ sternocleidomastoid ว่าเท่ากันท้ัง 2 ข้างหรือไม่ เอียงไป
ข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นก้อนหรือไม่ ดู trachea ว่าอยู่ในแนวกึ่งกลางหรือไม่ ไม่คด ไม่เอียง และคลา
กระดูกไหปลาร้าว่ามีการหักหรือไม่ ถ้ามีการหักข้างใด ทารกจะไม่ยอมขยับหรือใช้แขนข้างน้ัน
โดยเฉพาะทารกท่ีคลอดท่าก้นหรือติดไหล่ อาจตรวจพบคอเป็นปีก ในทารกท่ีมีความผิดปกติของ
โครโมโซม เช่น Down’s syndrome , Turner’s syndrome
ลกั ษณะความผดิ ปกตขิ องคอทีพ่ บบ่อย
- Short neck หรือ Webbed neck (คอสั้น) : การท่ีด้านหลังของคอมีรอยพับของผิวหนังที่มากเกิน
ดูจากระดับแนวเส้นผมด้านหลังจะอยู่ต่ากว่าด้านข้างของเส้นลายของผิวหนังคอ (lateral neck
crease)
- Torticollis หรือ Wry neck : คอเอียง สาเหตุท่ีพบบ่อยเกิดจากความยาวกล้ามเนื้อ
sternocleidomastoid ส้ันกว่าปกติ การตรวจจะพบศีรษะเอียงไปทางด้านที่กล้ามเนื้อผิดปกติและ
คางหนั ไปทางด้านตรงขา้ ม ทารกไม่หันหนา้ ไปทางด้านกลา้ มเนือ้ ท่ีมีพังผดื
10
- Cystic hygroma : เป็นเน้ืองอกที่เกิดจากการเจริญเติบโตของระบบน้าเหลืองผิดปกติ พบบ่อยที่
ด้านข้างของคอเหนือกระดูกไหปลาร้า ผิวหนังบนก้อนเนื้องอกอาจถูกดันให้นูนสูงขึ้น แต่เรียบ ไม่
ขรุขระ ก้อนไม่เตน้ ตามการเต้นของหัวใจ
- Cervical fistula : fistula คือ รูที่มีทางติดตอ่ จากผิวหนงั ภายนอกกับช่องภายในของทางเดนิ อาหาร
ส่ ว น ต้ น ก า ร ต ร ว จ ล า ค อ จ ะ เ ห็ น รู เ ล็ ก ๆ ท่ี ค อ อ ยู่ ต า ม แ น ว ข อ บ ห น้ า ข อ ง ก ล้ า ม เ น้ื อ
sternocleidomastoid ตั้งแต่ขอบบนของกระดูกไหปลารา้ จนถึงระดบั กระดกู hyoid
Thorax(ทรวงอก) : ลักษณะทรวงอก ดู skin , bone , breast
ทารกแรกเกิดปกติมีทรวงอกค่อนข้างกลม อัตราส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางหน้าหลัง(antero-
posterior diameter) และตามขวาง (transverse diameter ) เท่ากับ 1:1 การเคล่ือนไหวของของ
ทรวงอกและท้องเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันและพร้อมกัน โดยเวลาหายใจเข้าอกและท้องขยาย
หายใจออก อกและทอ้ งยบุ พร้อมกัน ทารกครบกาหนดมีเส้นรอบวงทรวงอกน้อยกว่าเส้นรอบวงศีรษะ
1-2 ซม. เต้านมมเี ส้นผา่ ศูนย์กลางเปน็ ต่มุ ประมาณ 1 ซม.
- Chest symmetry : หนา้ อกสมมาตร
- Chest asymmetry : หน้าอกไม่สมมาตร
- Barrel chest : อกถงั คือ ทรวงอกที่มขี นาดใหญ่กว่าปกติมีลักษณะ เหมอื นโอง่ หรือถังเบียร์
- Breast engorgement(นมเป็นเต้า) : การท่ีเต้านมนูนข้ึนมา เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจาก
มารดา เปน็ ภาวะปกติ อาจหลงั่ ของเหลวคล้ายน้านม รยี กว่า Witches” milk
- supernumerary nipples (หัวนมเกิน) : หากพบให้ตรวจเพ่ิมในแนว milk line ท้ัง 2ข้าง หาก
พบว่ามี Breast tissue เพ่ิมมา อาจต้อง consult ศัลยกรรมเพื่อร่วมประเมิน และผ่าตัดเพ่ือป้องกัน
การโตตามวยั ในระยะยาว
รูปร่างทรวงอกผิดปกติ
- Increase AP diameter ลักษณะอกโป่ง : คือ เส้นผ่าศูนย์กลางหน้าหลังของทรวงอกเพม่ิ เมื่อมอง
ทางด้านข้างเส้นสมมติทต่ี ่อจากแนวกระดูกสันอก อย่สู งู กว่าทอ้ งส่วนทอี่ ยู่เหนอื สะดอื
- หน้าอกโป่งเฉพาะขา้ งพบใน Pneumothorax , Diaphragmatic hernia
- Precordium bulge (หนา้ อกหน้าตอ่ หวั ใจโป่ง) พบใน Tricuspid regurgitation, Arteriovenous
malformation , Cardiomyopathy
11
6. Lung
Lung : ประเมินเก่ียวกับอัตราการหายใจลักษณะการหายใจ เสียงการหายใจ ฟังปอด
เปรียบเทียบกนั ทั้งสองข้าง
Pattern การหายใจ
- อัตราการหายใจในทารกแรกเกิดปกติ 40-60 ครัง้ ต่อนาที
- Tachypnea : การหายใจทีเ่ รว็ เกินไป หายใจมากกวา่ 60 ครั้งต่อนาที
- Bradypnea : การหายใจทช่ี ้าเกินไป หายใจนอ้ ยกว่า 30 คร้ังต่อนาที
- Periodic breathing : คือ การหายใจท่ีไม่สม่าเสมอ มีการหยุดหายใจช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 10 วินาที
ระหว่างหยุดหายใจ ทารกจะไม่เขียว หรืออัตราการเต้นของหัวใจต่ากว่า 100 คร้ังต่อนาที ถือเป็น
ภาวะปกติทอี่ าจจะเจอได้ในทารก
- ปกติการเคล่ือนไหวของทรวงอกและท้อง เคลื่อนในทิศทางเดียวกันและพร้อมกัน โดยเวลาหายใจ
เข้าอกและท้องขยาย หายใจออก อกและท้องยุบพร้อมกัน ปกติเวลาหายใจเข้ายาวกว่าหายใจออก
สดั ส่วนประมาณ 2:1
- See-saw breathing หรอื paradoxic chest movement : ทรวงอกและทอ้ งเคล่ือนไม่พรอ้ มกนั
หมายถึง การท่ีเวลาหายใจเข้า ทารกมีอกแฟบ ท้องป่อง และเวลาหายใจออก ทารกมีอกป่อง ท้อง
แฟบ ภาวะน้ีเกิดจากทารกมีการดึงรงั้ รนุ แรงทก่ี ระดูกสนั อกและใต้ชายโครง
- Nasal flaring : ปกี จมูกบาน
- Retraction ให้ดูความลึก ดูตาแหน่ง ซึ่งหลายตาแหน่งจะแสดงถึงความรุนแรงของภาวะหายใจ
ลาบาก ไดแ้ ก่ Suprasternal retraction
- Intercostal retraction : การดงึ รง้ั ท่ีช่องระหวา่ งซี่โครง
- Subcostal retraction : การดึงรง้ั เล็กนอ้ ยทีใ่ ต้ชายโครง
- Substernal retraction : บุ๋มใตก้ ระดูกลิ้นปี่
12
การฟงั
1. ฟงั เสยี งโดยไมต่ อ้ งใช้ stethoscope คือเสยี ง moaning , grunting
2. ฟังปอดเปรียบเทียบกันทั้งสองข้าง จากบนลงล่าง ชายปอดท้ังสองข้าง ฟังว่าปอดสองข้างเท่ากัน
หรอื ไม่ , Air entry สองขา้ งเท่ากันหรือไม่
2.1 Breath sound (เสียงหายใจ) : เกดิ ขึ้นจากการเคลอ่ื นไหวของอากาศ ในหลอดลม
ในขณะท่ีหายใจเขา้ และหายใจออก
o breath sound : Clear( Equal (เทา่ กันท้ังสองข้าง), unequal: ไม่เทา่ กัน)
2.2 เสียงแซม(adventitious sound) ไดแ้ ก่ rhonchi และ crepitation
- Rhonchi : เป็นเสียงผิดปกติที่เกิดจากอากาศผ่านหลอดลมท่ีผิวขรุขระเนื่องจากหลอดลมบวม
หรือมเี สมหะเหนียวติดอยู่ทีห่ ลอดลมเป็นแหง่ ๆ เสยี งจะดังต่อเนอ่ื ง และมลี กั ษณะคลา้ ยเสียงดนตรี
- Crepitation (เสียงกรอบแกรบ) : เป็นเสียงท่ีเกิดเมื่อลมหายใจผ่านน้าเมือกในหลอดลมฝอย
หรือปอดเพื่อดันให้ถุงลมโป่งออก เป็นเสียงที่ได้ยินไม่ต่อเนื่อง จะได้ยินเสียงกรอบแกรบคล้ายใบไม้
แห้งเสียดสกี ันตรงตาแหน่งที่มีการอกั เสบ จะได้ยินเสยี งชัดตอนใกลจ้ ะสดุ ของเสยี งหายใจเข้า แบ่งตาม
ความชดั และความสมั พันธ์กบั เสยี งหายใจได้เป็น 3 ลักษณะ
- Fine crepitation : เสียงกรอบแกรบแบบละเอียด เกิดในทางผ่านลมหายใจขนาดเล็ก
ได้แก่ หลอดลมฝอย และถงุ ลมปอด ไดย้ ินชัดตอนสุดท้ายของการหายใจเข้า
- Medium crepitation : เสียงกรอบแกรบขนาดกลาง เกิดในทางผ่านหลอดลมขนาด
กลางคอื สว่ นปลายของหลอดลมขนาดใหญ่ มกั ได้ยินตอนสดุ ทา้ ยของหายใจเข้า
- Coarse crepitation : เสียงกรอบแกรบหยาบ ได้ยินเสียงในหลอดลมคอและหลอดลม
ขนาดใหญ่ ไดย้ นิ ท้ังขณะทห่ี ายใจเขา้ และหายใจออก
- Wheezing (เสียงวี๊ด) : เกิดจากมพี ยาธสิ ภาพในหลอดลม อาจเป็นการหดเกร็ง บวมหรอื คั่งค้างของ
เสมหะ อากาศหายใจผ่านหลอดท่ีตีบแคบได้ยินเสียงชัดในช่วงเวลาที่หายใจออก จะหายใจออกยาว
กวา่ หายใจเขา้ เนือ่ งจากตอ้ งออกกาลงั ให้ผ่านหลอดลมท่ีตบี แคบเล็กจากการอักเสบ
2.3 เสียงถ่ายทอด (transmitted sound) คือเสียงที่มีแหล่งกาเนิดนอก trachea และ
ปอด แตถ่ ่ายทอดมาท่ีทรวงอก เชน่
- Stridor เสียงหายใจฮืด เป็นเสียงท่ีเกิดจากลมหายใจผ่านทางเดินหายใจขนาดใหญ่ท่ีแคบลง ซึ่ง
เกิดจากการตีบแคบของกล่องเสียงและหลอดลมขนาดใหญ่ ไดย้ ินชัดในชว่ งหายใจเข้ามากกว่าหายใจ
ออก (inspiratory stridor) สามารถได้ยินโดยไมต่ อ้ งใช้หูฟัง
- Sniffle หรือ Snuffle : เสียงคัดจมูก
13
7. Heart
การดู
1. ดูสีของทารก
- ทารกครบกาหนดทปี่ กตติ ้องมีสีชมพูโดยเฉพาะลาตวั และเยือ่ บชุ ่องปาก
- ตัวลายคลา้ ยรา่ งแห (mottling/ Cutis marmorata) แยกวา่ ปกติหรือผิดปกติ อาจพบตัวลายในทารก
กล่มุ ดาวน์ ถอื วา่ ปกติ แตอ่ าจพบตัวลายที่ผดิ ปกติในทารกทีม่ ีหวั ใจลม้ เหลวหรือ sepsis
2. สงั เกต Point of maximal impulse (PMI) (ตาแหน่งที่หวั ใจเต้นแรงสุด)
- ทารกปกตหิ ลังเกิด 4-6 ชม. อาจเห็น PMI บนผนังทรวงอกหน้าหัวใจที่ช่องระหว่างซี่โครงที่ 4 หรือ 5
และซา้ ยต่อขอบสันอก (Left sternal border)
- ถ้าเหน็ PMI หลงั เกิด 12 ชม. ใหค้ ดิ ถงึ ภาวะ Volume overload
- ถา้ เหน็ PMI ในทารกเกดิ กอ่ นกาหนดเปน็ อาการแสดงของ PDA เรียกว่า hyperactive precordium
- ถ้าเห็น PMI ทีด่ ้านขวา อาจมี dextrocardia
3. สังเกตลกั ษณะทรวงอก
- หน้าอกหน้าต่อหัวใจโป่ง (Precordium bulge) พบใน Tricuspid regyrgitation , Arteriovenous
malformation , Cardiomyopathy
การฟงั
1. การฟังหัวใจต้องประเมินอัตราการเต้นของหัวใจเต็ม 1 นาที ความสม่าเสมอ ความดัง และคุณภาพ
เสียง
- Heart rate ปกติ 120-180 bpm
- Tachycardia : HR > 180 bpm
- Bradycardia : HR < 100 bpm
- Rhythm : จงั หวะ (regular , irreguar)
2. ฟังเสียงหัวใจตามตาแหน่งของ valvular area ตามลาดับในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา โดยเร่ิมจาก
ตาแหน่ง apex แล้วย้ายหูฟังขึ้นไปตามช่องระหว่างซี่โครงท่ี 4 ชิดขอบซ้ายของกระดูกสันอกสู่ base
ของหวั ใจ แลว้ ขา้ มมาทางขอบขวาของกระดูกสนั อกและลงลา่ ง แลว้ ฟังท่ีรกั แร้
ตาแหน่งการฟงั เสียงหวั ใจ มีดงั นี
- Mitral or apical area 5th ICS the sternum just medial to MCL
- Pulmonic area 2nd ICS to Lt of sternum (Lt upper sternal border)
- Aortic area 2nd ICS to Rt of sternum
- Tricuspid area 5th ICS to Lt of sternum
14
เสยี งหวั ใจ (Heart sound)
1. เสียงหัวใจเกิดจากการเปิดและปิดของล้ินหัวใจ และการสั่นของเลือดที่กระทบผนังหัวใจและหลอด
เลอื ด
2. เสยี งหัวใจปกตขิ องทารกประกอบดว้ ย S1 (first heart sound ) และ S2(second heart sound )
3. S1 เกิดจากการปิดของ mitral และ tricuspid valves เมื่อหัวใจห้องล่างเร่ิมต้นบีบตัว (Systole) ฟัง
ได้ยินชดั ในตาแหน่งปลายหัวใจ (apex of heart) และช่องระหวา่ งซี่โครงท่ี 5 ตัดกับเส้นกลางกระดูก
ไหปลารา้ (midclavicular line)
4. S2 เกิดจากการปิดของ aortic และ pulmonic valves ตามลาดับ ในระยะ diastole เมื่อหัวใจห้อง
บนเริ่มบีบตัว ฟังได้ยินชัดที่ base ของหัวใจชิดกับขอบขวาและซ้าย ของกระดูกสันอกที่ช่องระหว่าง
ซี่โครงท่ี 2 ฟงั ไดด้ งั ที่สุดที่ LUSB
5. เสียง murmur ต้องฟังตามตาแหน่งของ valvular area ถ้าได้ยินตาแหน่งใด ถือว่าเกิดจากล้ินหัวใจ
ของตาแหน่งนั้น และควรตรวจวินิจฉัยเพ่ิมเตมิ
เสยี ง murmur แบง่ เป็น 6 เกรด
- Grade 1 เบามาก ต้องต้ังใจฟงั ใชเ้ วลาฟังนาน
- Grade 2 เบา ฟังไดไ้ มย่ าก
- Grade 3 ดังปานกลาง ไมม่ ี thrill
- Grade 4 ดัง คลาได้ thrill
- Grade 5 ดงั มาก แต่ต้องวาง stethoscope แตะหน้าอก คลาได้ thrill
- Grade 6 ดงั มากๆๆ จนสามารถไดย้ ิน โดยไมต่ ้องวาง stethoscope แตะหน้าอก คลาได้ thrill
15
การคลา : จุดประสงค์ของการคลาหน้าอกส่วนที่อยู่หน้าหัวใจ (precordium) คือหาตาแหน่ง
apical impulse และประเมิน thrill และ heaving
1. คลาโดยวางฝา่ มอื บนหน้าอก ใช้สว่ นของ ball of hand(สว่ นของกระดูกฝ่ามอื ที่อยใู่ กล้น้ิวมือ) ซงึ่ รับรู้
แรงกระทบทม่ี ากท่ีสุด ซ่งึ เปน็ ตาแหนง่ ของ Apical impulse พร้อมกับประเมินว่ามี thrill ที่
valvular ใด หรอื หนา้ อกถูกยกข้ึน (heaving) ตามการเต้นของหวั ใจ
- Thrill(มลี กั ษณะพลิว) จะคลาได้เมอ่ื murmur มีเสยี งดังมาก
- Heaving เหมือนมีอะไรมาแตะมอื : เกิดจากหวั ใจหอ้ งขวาโต
- หากคลาไมไ่ ด้ Apical impulse ท่อี กซา้ ย และฟงั ไดย้ นิ เสียงหัวใจชดั ทางดา้ นขวาให้วินิจฉยั แยกโรค
ตอ่ ไปน้ี คอื Dextrocardia , Tension pneumothorax , Diaphragmatic hernia
2. คลา brachial artery ท้งั สองขา้ ง สงั เกตความเท่ากนั ของความแรงชพี จรและการเต้นพร้อมกนั
3. คลา brachial artery ขา้ งขวา พร้อมกบั femoral artery สังเกตความแรงของชพี จรและการเตน้
พรอ้ มกนั
- Pulse เบา พบในภาวะ hypovolemia, กล้ามเน้ือหัวใจบีบตัวไม่ดี,sepsis, และซีกซ้ายของหัวใจถูก
อุดก้ัน เช่น coarctation of the aorta และ hypoplastic left heart syndrome
- Femoral pulse เบากวา่ ชีพจรของหลอดเลอื ดแดงอ่ืนพบใน coarctation of the aorta
- Pulse แรงกวา่ ปกติ (bounding pulse) พบใน patent ductus arteriosus
4. ประเมิน capillary filling time โดยใช้น้ิวกดผิวหนังให้ซีด แล้วนับเวลาที่ผิวหนังมีเลือดไหลกลับเข้า
ไปใหม่ ค่าปกติไม่เกิน 2 วินาที หากเกิน 3 วินาทีถือว่าผิดปกติ นิยมกดที่หน้าผาก กระดูกสันอก และ
น้วิ เทา้
5. วัดความดันโลหิต โดยเลือกใช้ cuff BP ท่ีมีขนาดเหมาะสม ปกติ BP ท่ีขาเท่ากับหรือสูงกว่า BP ท่ี
แขนเล็กน้อย
- Pulse pressure คา่ ปกตใิ นทารกครบกาหนด 25-30 mmHg หาก > 30 mmHg ถอื ว่ากวา้ ง
- Pulse pressure ค่าปกติในทารกก่อนกาหนด 20-25 mmHg หาก > 25 mmHg ถือว่ากว้าง
- ถ้า BP ขาต่ากวา่ แขน นึกถงึ coarctation of the aorta
- Wide pulse pressure นึกถึง patent ductus arteriosus
16
9. Gastrointestinal
Abdomen : ดูรูปร่างของท้องและลักษณะผิวหนังหน้าท้อง การเคล่ือนไหวและลักษณะของ
สะดือโดยปกติหน้าท้องทารกมีลักษณะกลมและยื่นมากกว่าหน้าอกเล็กน้อย ดูว่ามีท้องอืด ท้องแฟบ
หรอื ไม่ มคี วามผิดปกติทีพ่ บบริเวณหนา้ ทอ้ งหรือไม่
การดู
1. สงั เกตลักษณะทอ้ ง
- Scaphoid abdomen : ท้องแฟบ มกั จะพบใน congenital diaphragmatic hernia
- ท้องใหญจ่ าก Ascites ต้งั แตใ่ นครรภพ์ บใน hydrops fetalis , urine ascites
- Prune belly syndrome : ผนังหนา้ ทอ้ งเห่ยี ว
- Omphalocele : คอื การมีลาไส้ ตับ และหรอื ม้ามออกมานอกช่องทอ้ ง โดยมี peritoneum หมุ้ และ
มีสายสะดอื อยทู่ ี่ยอดถุงห้มุ ทารกต้องตรวจหา syndrome เพ่มิ เติม เชน่ Trisomy 13, Trisomy 18
- Gastroschisis : เปน็ ภาวะท่ีลาไสอ้ ยนู่ อกชอ่ งทอ้ ง(ตบั และมา้ มยงั อยูใ่ นชอ่ งทอ้ ง) ไมม่ ถี งุ หมุ้ และสาย
สะดอื ยังติดทผ่ี วิ หนังหนา้ ท้องที่ตาแหน่งปกติ
2. สงั เกตสี ตาแหนง่ และหลอดเลือดของสายสะดอื
- สายสะดอื ปกตมิ สี ีขาวและอวบ หยุน่ ๆ
- มีหลอดเลอื ด Artery 2 (Umbilical artery ผนงั หลอดเลอื ดจะหนากว่า ขนาดเลก็ กวา่ )
Vein 1 (Umbilical vein ผนงั หลอดเลอื ดจะบางกว่า ขนาดใหญ่กว่า)
- Single umbilical artery : มักมคี วามสมั พนั ธก์ ับความผดิ ปกตขิ องระบบทางเดินปสั สาวะ
- Diastasis recti เป็นภาวะปกติ เกิดจากขอบด้านในของกล้ามเน้ือ rectus abdominis ยังไม่ติดกัน
ทาใหเ้ วลาทารกรอ้ ง อาจมกี ้อนปดู ข้ึนเหนือสะดือ หายเองเมอื่ โตขึ้น กล้ามเน้อื มาชนกันสนิท
- Supraumbilical hernia : ไส้เลอ่ื นเหนอื สะดือ
- Umbilicus cutis : สะดือมีผิวหนังยื่นออกมามากกว่าปกติ
- Umbilical hernia : สะดือจุ่น เป็นไส้เล่ือนของผนังหน้าท้องแบบหนึ่ง เกิดจากการปิดไม่สมบูรณ์
หรอื ความอ่อนแอของวงรอบสะดอื
การฟงั
1. วาง stethoscope ให้แนบสนิทกับผนังหน้าท้อง เพื่อฟังเสียง bowel sound มักไม่ค่อยได้ยินในวัน
แรกหลังเกิด หรอื ในทารกก่อนกาหนดมากๆ ทยี่ งั ไม่ได้รับนม
- Bowel sound ฟัง 10-30 วินาทีจะได้ยิน 1 ครั้ง ถ้าใน 10-30 วินาที ไม่ได้ยิน มี decrease bowel
sound
การคลา
- เริ่มคลาต้งั แต่ anterior superior iliac spine ไลข่ ึน้ ไปเรื่อยๆ
17
- คลาตับ หากคลาพบให้ดูว่าคมหรือทู่ นุ่มหรือแข็ง เรียบหรือขรุขระ วัดขนาดท่ีอยู่ต่ากว่าชายโครง ใน
แนวกง่ึ กลางกระดกู ไหปลารา้
- คลาม้าม คลาตัง้ แต่ Lt. superior iliac spine
- คลาไต ใช้ bimanual palpation ต้องคลาก่อนให้ทารกดูดนม คลาโดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดวางใต้
ท้องท่ีตาแหน่งไตแล้วยกขึ้นเพ่ือดันให้ไตใกล้ผนังหน้าท้อง วางมือข้างที่ถนัดเหนือตาแหน่งไต กดลง
เบาๆ เมอ่ื ไตอยู่ในอุ้งมือ ให้คลึงเบาๆ เพือ่ ประเมนิ ขนาดของไต
- คลาหนา้ ทอ้ งทั้ง 4 quadrants เพ่อื หากอ้ นในทอ้ ง
10. Genitalia
- ควรทราบประวตั กิ ารถ่ายปสั สาวะและถา่ ยขเี้ ทาคร้งั แรก
ทารกเพศชาย ดูขนาดและผิวหนังหุ้มปลายองคชาต หากผิวหนังหุ้มปลายเปิด ดูตาแหน่งรู
เปิดของท่อปัสสาวะ ความแรงของการพุ่งของน้าปัสสาวะ(หากถ่ายปัสสาวะ) และคลาอัณฑะในถุง
อัณฑะ
- Hydrocele : ภาวะท่ีถุงอัณฑะมีของเหลวผสมอยู่ ตรวจพบถุงอัณฑะใหญ่กว่าปกติ นุ่ม อาจเป็นข้าง
เดียวหรือสองข้าง แยกจากไส้เลื่อน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและน้ิวชี้จับข้ัวอัณฑะ จะไม่มีลาไส้แทรก
ระหวา่ งนิว้ มือ เรยี กว่า positive sign of getting above
ลกั ษณะอวัยวะเพศทารกครบกาหนดหรอื เกินกาหนด
- ความยาวขององคชาต (penis) >= 2.5 cm
- อัณฑะเลื่อนอย่ใู นถุงอัณฑะ
- ถงุ อณั ฑะสนี า้ ตาลออ่ นถึงสีน้าตาลเขม้
- ถุงอณั ฑะมรี อยย่น (rugae) ชัดเจน
- ถงุ อัณฑะยาน (pendulous scrotum)
ลกั ษณะอวยั วะเพศทารกเกิดกอ่ นกาหนด
- ถุงอัณฑะมีรอยย่นน้อยหรือไม่ชดั เจน
- ถงุ อัณฑะสชี มพู
- อัณฑะอาจยังไม่อยู่ในถงุ อณั ฑะ
ภาวะผิดปกติของทางเดนิ ปสั สาวะและอวัยวะเพศชาย
- Hypospadias : ภาวะผิดปกติของการพัฒนาท่อปัสสาวะเปิดใต้ตาแหน่งปกติ ทาให้หนังหุ้มปลาย
อวยั วะเพศไมส่ มบรู ณ์
18
- Undescended testes : อณั ฑะไมล่ งถงุ
- Exstrophy of the bladder : กระเพาะปสั สาวะอยทู่ ผี่ นงั หนา้ ท้อง
ทารกเพศหญิง ดูแคม (Labia) , clitoris , hymen และการเปิดของช่องคลอด
- ทารกครบกาหนดหรอื เกนิ กาหนด : Labia majora คลมุ Labia minora และ clitoris มดิ ชิด
- ทารกเกิดกอ่ นกาหนด : Labia minora และ clitoris เด่นชัด
- Hymenal tag : การมี Hymenal tissue มากเกนิ ทาใหเ้ ปน็ ตง่ิ ยื่นพน้ ปากชอ่ งคลอดยาว 1-15mm
- Vaginal discharge : ชอ่ งคลอดอาจมเี มือกขาวได้
- Labial adhesion : แคมเลก็ อาจติดกนั บางสว่ นหรือเกอื บทง้ั หมด
ภาวะผดิ ปกติของทางเดนิ ปัสสาวะและอวัยวะเพศหญงิ
- Hydrometrocolpos : ปากช่องคลอดมีเน้อื เยื่อปิดขวาง เกิดจาก hymen ไม่ทะลุ หากท้งิ ไว้ทาให้มี
ของเหลวคั่งค้างในโพรงมดลูกและชอ่ งคลอด ซ่งึ จะดนั hymen ใหโ้ ป่ง
- Ambiguous genitalia : อวัยวะเพศกากวม
11. Anus
Anus : สงั เกตทวารหนัก , ประวัติการถา่ ยขี้เทา
- เพศชาย anus ห่างจากถุงอัณฑะ 0.58+- 0.06 cm
- เพศหญงิ anus หา่ งจากส่วนหลังสดุ ของ vulva 0.44+- 0.05 cm
- Imperforate anus : ภาวะไม่มีรูทวาร ใหต้ รวจเพ่มิ เติมวา่ มี Anorectal malformation หรือไม่
12.ระบบกระดูกและกลา้ มเนอื
Trunk& Spine : การตรวจ จับให้ทารกนอนคว่าบนมือของผู้ตรวจหรือบนเตียง spine ใน
ทารกแรกเกิดเป็นลักษณะ C shape ตรวจดูความสมบูรณ์ของผิวหนัง สังเกตรูเปิดของโพรง ผิวหนัง
นูนหรือ มปี อยขน ดูวา่ มีก้อนนูน หรือต่งิ เน้อื (skin tag ) หรอื ไม่
ความผิดปกติของกระดกู สันหลงั
- Sacral dimple : เป็นรอยบุ๋มต้ืนๆที่แนวก่ึงกลางร่างกายบริเวณกระดูกก้นกบที่ 2 อาจมีหรือไม่มี
CSF ไหลออกมา
19
- Sacrococcygeal teratoma : เป็นกอ้ นที่อยู่ขา้ งต่อแนวกงึ่ กลางของหลงั กอ้ นตดิ แนน่ กบั ผิวหนงั
- meningocele
- meningomyelocele
Extremities : ดูความยาว ขนาด ความเท่ากันของแขนและขาทัง 2 ข้าง ขอบเขตการ
เคลอ่ื นไหวด้วยตัวเอง และเมื่อถกู กระทาให้เคลอ่ื นไหวโดยผตู้ รวจ
- ทารกปกติ ความยาวของแขนเม่อื ทารกเหยียดขา ปลายน้วิ มอื ตอ้ งแตะตน้ ขา
- ทารกท่คี ลอดทา่ ก้น อาจนอนในทา่ กางขอ้ ตะโพก หรือเหยียดขา
- ขาโก่งเกิดจากทารกอยู่ในท่าข้อตะโพกบิดออก และกระดูกหน้าแข้งบิดเข้าขณะอยู่ในครรภ์ ภาวะน้ีดี
ข้นึ ในขวบปีแรกและเป็นปกติเมอ่ื อายุ 2 ปี
ความผิดปกตทิ ่พี บได้ คอื
- Brachial plexus injury : เกดิ จากการบาดเจ็บของ Brachial plexus(spinal root ของ C5-T1)
- Erb-Duchenne palsy : การบาดเจ็บของท่ี C5 และ C6 แขนอ่อนแรงและแนบตัว หัวไหล่
internal rotated, ข้อศอกเหยียด ข้อมืองอ น้ิวมืองอไม่เต็มที่ และแขนส่วนล่างอยู่ในท่าคว่า สูญเสีย
moro , biceps และ radial reflexes แตย่ งั มี grasp reflex
- Klumpke palsy : กระทบต่อ roots ของ C8-T1 ทาให้มือเป็นอัมพาตและไม่สามารถเคล่ือนไหว
ข้อมอื ไม่มี grasp reflex ทารกยังมี moro , biceps และ radial reflexes
- Femur fracture : กระดูกต้นขาหัก จะพบได้ว่าทารกไม่ยกขาข้างที่หัก และร้องเวลาถูกยกหรือ
สัมผสั อาจบวม การคลากระดกู ต้นขาจะพบมุมและ crepitus
- Simian creases : ลายฝา่ มอื พบในกล่มุ อาการดาวน์ trisomy 13 syndrome
- Polydactyly : จานวนนิ้วมีมากกว่าปกติ
- Hypodactyly : จานวนนว้ิ นอ้ ยกวา่ ปกติ
- Syndactyly : นิ้วมีการตดิ กันบางน้วิ หรอื ทุกน้ิว
- Bifid thumb : นว้ิ หวั แมม่ ือ ที่ปลายกระดูกน้ิวแยกเปน็ 2 ท่อนหรอื แยกเปน็ 2 งา่ ม
- Clenched hand : มือกา นิ้วชี้และนิ้วนางซ้อนบนนิ้วกลาง น้ิวก้อยซ้อนน้ิวนาง พบในทารก
trisomy 18 syndrome
- Hypoplastic nails : เ ล็ บ พั ฒ น า น้ อ ย พ บ ใ น ท า ร ก trisomy 18 syndrome trisomy 13
syndrome
- Clubfoot : เทา้ ปุก ลกั ษณะของเท้าจะมีการบิด 1 หรอื 2 ข้าง ซึง่ อาจบิดเข้าขา้ งในหรอื บิดออกนอก
- Rocker-bottom feet : ส้นเท้าเด่น มีลักษณะเหมือนเก้าอี้โยก มักพบในทารก trisomy 18
syndrome trisomy 13 syndrome
- Curly toe : นิว้ เทา้ โค้ง พบรว่ มกบั นิว้ เทา้ ไมอ่ ยู่ในระดับเดียวกัน
20
13.การตรวจ Reflexes
- รเี ฟลก็ ซ์ของทารกแรกเกิดบง่ ช้ีถงึ ความปกติของระบบประสาท
- การตรวจควรเปรยี บเทยี บความแรงของรเี ฟลก็ ซท์ ้งั สองดา้ นของร่างกาย
- รเี ฟล็กซ์ที่ตรวจพบต้งั แต่แรกเกดิ สว่ นใหญ่จะหายไปภายใน 12 เดอื นหลังเกิด
1. Moro reflex : เมื่อให้ทารกนอนหงายแลว้ กระตุน้ โดยตบท่เี บาะหรอื ดงึ มือทารกค่อย ๆ แล้วปล่อย
หรือประคองด้านหลังของทารก แล้วปล่อยมือให้ทารกหงายไปข้างหลังประมาณ 10 – 15 องศา
โดยใชฝ้ ่ามือคอยรองรับไว้ ทารกตอบสนองโดยยกแขนและขา แบมือ และกางแขนออก แลว้ โอบเข้า
หากัน ทารกอาจร้องไห้ รีเฟล็กซ์นี้จะพบบ่อยในระยะ 2 เดือนแรก และจะค่อย ๆ หายไปเม่ือทารก
อายุ 3 – 4 เดือน ถ้าไม่พบ moro reflex ในทารกแรกเกดิ หรือพบอยู่นานมากกว่า 6 เดือน
ต้องนึกถึงภาวะสมองได้รับอันตราย การกางของแขนขาไม่เท่ากันทั้งสองข้าง อาจเนื่องจาก
brachial plexus ถกู กด กระดูกไหปลาร้าหรอื กระดูกตน้ แขนหกั
2. Tonic neck reflex : จัดทารกนอนหงาย แล้วหันหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งทันที ทารกตอบสนองโดย
เหยียดแขนและขาไปด้านท่ีหันหน้า ส่วนดา้ นตรงข้ามจะงอแขนและเข่า ทารกจะไม่ตอบสนองทุกครั้ง
ท่ที ดสอบ หากตอบสนองทุกครงั้ ถอื ว่าผิดปกติ
3. Sucking reflex : ใช้จกุ นมหรอื ใสถ่ ุงมอื ให้ทารกดูดน้วิ ทารกจะดดู อย่างแรง
4. Rooting reflex : ใชน้ ้วิ เขีย่ ทีแ่ กม้ หรือมุมปากทารกเบา ๆ ทารกจะอ้าปากและหนั หาขา้ งทีถ่ ูกเขี่ย
5. Palmar grasp reflex : ใช้ปลายน้ิวชี้แตะกลางฝ่ามือของทารกแล้วกดเบาๆ ทารกจะกามือผู้ตรวจ
รีเฟล็กซ์น้ีจะหายไปเมื่ออายุ 6 สปั ดาหถ์ งึ 3 เดือน
6. Plantar reflex reflex : ทาได้ 2 วิธี คอื ใช้ปลายนิ้วกดกลางฝา่ เท้าของทารก ทารกจะงอนิว้ เทา้
หรอื ตรวจ Babinski response ใชน้ ้ิวขีดขอบฝ่าเท้าดา้ นนว้ิ กอ้ ย จากส้นเท้าขน้ึ ไป แลว้ โคง้ ไปทางน้ิว
หัวแม่เท้า ตวัดขึ้นระหว่างน้ิวโป้งและนิ้วชี้ ทารกจะตอบสนองโดยงอหัวแม่เท้า อาจพบทารกกางหัว
แม่เท้าได้เปน็ ส่วนน้อย รีเฟล็กซ์นี้มักจะหายไปเมื่อเดก็ เริ่มเดนิ หรืออายุมากกว่าหน่ึงขวบ การตรวจ
ทารกและพบว่ามีรีเฟล็กซ์เป็นปกติตามอายุท่ีกล่าวข้างต้น แสดงถึงความปกติของระบบประสาท
แต่ถ้าพบรีเฟล็กซ์เลวลง ไม่มี หรือมีมากเกินไปแสดงวา่ อาจมีความผิดปกตขิ องระบบประสาทเกิดข้ึน
ได้ ตอ้ งไดร้ ับการรักษาทนั ที
7. Galant”s reflex : ใช้มือรองหน้าอก ยกทารกข้ึนในท่านอนคว่า ใช้น้ิวเขี่ยหลังทารกที่ตาแหน่งห่าง
จากกระดูกสันหลัง 1 cm โดยเคลื่อนน้ิวช้ีจากตน้ คอไปทางก้น ขนานกับแนวกระดูกสันหลัง ทารกจะ
ตอบสนองโดยการบิดลาตัว ไหล่ เชงิ กรานให้โคง้ ไปยังด้านที่ถูกกระตุ้น
8. Placing reflex : ใช้มือประคองท่ีใต้รักแร้ท้ังสองข้าง และหัวแม่มือประคองด้านหลังของศีรษะ ยก
ทารกใหต้ ัวตง้ั ตรง ให้หลงั เทา้ สมั ผสั ขอบโต๊ะ ทารกจะยกเท้าและงอเข่าและข้อสะโพก
9. Stepping reflex : ยกทารกใหต้ วั ตั้งตรง ใหฝ้ ่าเท้าสมั ผสั พ้ืนท่ีแขง็ และโน้มตัวทารกไปขา้ งหนา้
ทารกจะยกเทา้ สลับข้างเหมอื นก้าวเดิน
21
10. Gag reflex : เม่ือใส่สายยางหรือลูกสูบยางไปกระตุ้นท่ี posterior pharynx ทารกจะทาท่าขย้อน
รีเฟลก็ ซน์ ้ีจะมีภายหลังเกิดจนถงึ ตลอดชวี ติ
รีเฟลก็ ซต์ ่างๆทก่ี ล่าวมา ไม่จาเปน็ ต้องตรวจไดท้ ุกครั้งทที่ าการตรวจ ข้นึ กบั ระดบั ของการต่ืนตัว
การตรวจรเี ฟลก็ ซ์ในทารกแรกเกิดทปี่ ฏบิ ตั เิ ปน็ กิจวตั ร จะทดสอบเพยี ง 2-3 รีเฟลก็ ซข์ องรีเฟล็กซ์
ทง้ั หมด ทท่ี ดสอบบ่อย คอื Moro reflex ซึ่งชว่ ยวินจิ ฉยั brachial plexus injury สว่ น Sucking
reflex , rooting refdlex และ palmar และ tonic neck reflexes ทอ่ี าจชว่ ยวินิจฉัยความไม่
เท่ากนั ของกาลังกล้ามเนอ้ื สองขา้ ง
รเี ฟล็กซ์ 1-9 อาจเรียกว่า primitive reflexes
22
บรรณานุกรม
1. เกรียงศักด์ิ จีระแพทย์, และวีณา จีระแพทย์.(2554). การประเมินภาวะสุขภาพทารกแรกเกิด(พิมพ์
คร้งั ที่ 3).กรุงเทพฯ: บรษิ ัทดา่ นสทุ ธาการพมิ พ์ จากัด.
2. เกรียงศักด์ิ จีระแพทย์.(2555). ภาวะปรกติและผิดปรกติท่ีพบบ่อยในทารกแรกเกิด(พิมพ์คร้ังที่ 1).
กรงุ เทพฯ: บริษทั ด่านสทุ ธาการพมิ พ์ จากดั .
3. วิไล เลิศธรรมเทวี, และสมสิริ รุ่งอมรรัตน์(2559). การประเมินภาวะสุขภาพทารกแรกเกิดท่ีมีความ
เส่ียงสูง ใน วัลยา ธรรมพนิชวัฒน์, สมสิริ รุ่งอมรรัตน์, และสุดาภรณ์ พยัคฆเรือง (บรรณาธิการ), การ
พยาบาลทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงสูง (พิมพ์ครั้งท่ี 1, หน้า 1-34). กรุงเทพฯ: โครงการตาราคณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล.