The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pair Sirapat, 2020-07-28 10:30:54

พราหมณ์

พราหมณ์

H ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
i
n
d
u
B
r
a
h
m
i
n

ประวตั คิ วามเป็ นมาของ ววิ ฒั นาการของศาสนาฮินดู

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ความเป็นมาของศาสนาฮินดแู บง่ ออกเป็น ๓ ยคุ โดยคานึงถึงคมั ภีร์
ทางศาสนาเป็นหลกั ไดแ้ ก่
• ศาสนาฮินดมู ีประวตั ิความเป็นมาที่ยาวนานมากกวา่ 3,000 ปี เป็น 1.ยคุ พระเวท ยดึ คมั ภีร์หลกั 3 ประเภท ไดแ้ ก่
ศาสนาที่ไมม่ ีศาสดาเป็นผปู้ ระกาศศาสนา ชาวฮินดูเช่ือวา่ ศาสนาฮินดู
สืบทอดมาจากคมั ภีร์พระเวท ซ่ึงเชื่อวา่ ฤาษีในสมยั ก่อนไดร้ ับ ก. เวทสงั หิตา ข. พราหมณะ ค. อารัณยกะ และอุปนิษทั
โดยตรงจากพระเป็นเจา้ จึงมีช่ือเรียกรวม ๆ วา่ คมั ภีร์ศรุติ 2.ยคุ อิติหาสะ ยดึ คมั ภีร์ยกยอ่ งสรรเสริญนกั รบสองคมั ภีร์ คือ รา
มายณะ และมหาภารตะ
• ศาสนาพราหมณ์เดิมเรียกวา่ “สนาตนธรรม” แปลวา่ ธรรมอนั เป็น 3. ยคุ ปรุ าณะ ยดึ คมั ภีร์ปุราณะซ่ึงมีคมั ภีร์สาคญั อยู่ ๑๘ คมั ภีร์ เช่น
ของเก่าหรือ นิรันดร์ มตั สยปุราณ วิษณุปรุ าณ สกนั ทปรุ าณ
แบ่งออกเป็น 3 สมยั คือ ภาควตปรุ าณ พรหมาณฑปุราณ ภวิษยปุราณ ครุฑปรุ าณ เป็นตน้

1. อินเดีย-อารยะสมยั โบราณ (Old Indo-Aryan) ไดแ้ ก่ ภาษาสนั สกฤตท่ี • ศาสนาพราหมณ์ (คาสอนพราหมณาจารย)์ ฮินดูธรรม
ใชใ้ นคมั ภีร์พระเวทและภาษาสนั สฤตที่ยึดหลกั ไวยากรณ์ท่ีนักไวยากรณ์ ธรรมที่สอนลทั ธิอหิงสา

กาหนดข้ึน (Classical Sanskrit) • เปลี่ยนจากนบั ถือเทพเจา้ หลายองค์ (พหุเวนิยม) มาเป็นนบั
2.อินเดีย-อารยะสมยั กลาง (Middle Indo-Aryan) ไดแ้ ก่ ภาษาปรากฤต ถือเทพเจา้ สูงสุดเพียงองคเ์ ดียวคือ พระพรหม
(รวมภาษาบาลีในพระพทุ ธศาสนาภาษาปรากฤตในศาสนาไชนะ และ

ภาษาปรากฤตในบทละคร) และภาษาอปภรังศะ
3.อินเดีย-อารยะสมยั ใหม่ (Mondern Indo-Aryan) ไดแ้ ก่ ภาษาท่ีพดู กนั ใน

ตอนกลางของอินเดียไปจนถึงภาคเหนือ ไดแ้ ก่ ฮินดู ปัญจาพี เบงคาลี
คชุ ราตี มราฐี โอริยะ เป็นตน้ ชาวอารยะมีคมั ภีร์ทางศาสนา เรียกวา่ คมั ภีร์

พระเวทซ่ึงใชภ้ าษาสนั สกฤต มี 3 เวท คือ
ฤคเวท (Rgveda)สามเวท (Samaveda)ยชรุ เวท (Yajurveda)

คัมภรี ์พระเวท

เทพเจา้ แทจ้ ริงมีเพียงหน่ึงเดียว แตแ่ บ่งออกเป็น3 ภาค คมั ภีร์พระเวทมี 4 หมวด
1.พระพรหม ไดแ้ ก่ หมวดสมั หิตา หมวดพรหมณะ หมวดอารัณยกะ หมวด
2.พระวิษณุ (พระนารายณ์)
3.พระศิวะ (พระอิศวร) อปุ นิษทั
คาวา่ ตรีมูรติ มาจากภาษาสนั สกฤต ตรี หมายถึง สาม มรู ติ หมายถึง สมั หิตา :ใชเ้ พ่ือออ้ นวอน ขบั กล่อมและสดดุ ีพระเจา้
รูปแบบ ตรีมูรติ หมายถึง รูปแบบท้งั สามหรือรูปแบบของพระผเู้ ป็น ฤคเวท : คมั ภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด
เจา้ ท้งั สามพระองค์ อนั ประกอบไปดว้ ย พระพรหม พระวิษณุ พระ ยชุรเวท : คมู่ ือพราหมณ์ในการทาพิธีบชู ายญั
ศิวะ เป็นหลกั สาคญั ในศาสนาฮินดู หากมองตามหลกั ปรัชญาสามารถ สามเวท : ใชส้ วดในพิธีถวายน้าโสมและขบั กล่อมเทพเจา้
หมายถึง พระผสู้ ร้าง พระผรู้ ักษา และพระผทู้ าลาย หรือสามารถ อาถรรพเวท : มนตร์คาถาอาคมเก่ียวกบั ไสยศาสตร์สาหรับพิธีแก้
เปรียบไดก้ บั หลกั ธรรมท่ีวา่ เกิดข้ึน คงอยู่ และ ดบั ไป
เสนียดจญั ไร

คัมภีร์ทแี่ สดงถงึ ลทั ธิอวตาร มหากาพย์

อิติสาหะ : ว่าดว้ ยวีรกรรมของวรี บุรุษ ไดแ้ ก่ มหากาพยร์ ามายณะ มหากาพยร์ ามายณะ เป็นมหากาพยช์ ิ้นแรกของโลกท่ีรจนาโดย ฤาษี
และ มหากาพยม์ หาภารตะ วาลมีกิ แต่งจานวน 24,000โศลก มีท้งั หมด 7 กานฑ (กณั ฑ)์ หรือ 7
ปุราณะ : ว่าดว้ ยตรีมูรติ โลก กาเนิดเทพเจา้ การครองโลกของ ตอน เป็นเร่ืองราวของพระรามและนางสีดา
พระมนูประวตั ิสุริยะวงศแ์ ละจนั ทรวงศ์ รามายณะ แปลว่า การไปของพระราม

มหากาพยม์ หาภารตะ เป็นมหากาพยท์ ่ีย่งิ ใหญ่ แต่งเป็นฉนั ทโ์ ดย ฤาษี
เวทวยาส หรือ กฤษณะ ไทวปายนะ แตง่ จานวน ๑ แสนโศลก มี
ท้งั หมด 18 บรรพ (ปรว) หรือประมาณ220,000บรรทดั เน้ือเร่ืองเป็น
การพรรณนาถึงการทาสงครามที่ขบั เค่ียวกนั ระหวา่ งพี่นอ้ งสอง
ตระกูล คือ ตระกูลเการพ (โกรพ) กบั ตระกลู ปาณฑพ ที่สืบเช้ือสาย
มาจากบรรพบุรุษเดียวกนั คือ ทา้ วภรต (โอรสทา้ วทศั ยนั ตก์ บั นาง
ศกนุ ตลา) เพื่อแยง่ ชิงราชสมบิติหรือแยง่ กนั ปกครองแผน่ ดินซ่ึงเป็น
เร่ืองปกติของประเทศตา่ งๆทกุ แห่ง

อาศรมสี่ ปรมาตมนั ชีวาตมัน
ปุรุษาารถะ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อวา่ ปรมาตมนั บางคร้ังเรียกวา่ พรหมนั
ปรมาตมนั กบั พรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกนั มีฐานะเป็นวิญญาณด้งั เดิมหรือ
ความจริงสูงสุดของโลกและสรรพส่ิง ในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจาก
ปรมาตมนั หรือพรหมนั ดารงอยู่ และในที่สุดกจ็ ะกลบั คืนสู่ ความเป็น
หน่ึงเดียวกบั ปรมาตมนั หรือพรหมนั

ปรมาตมนั หรือ พรหมนั เป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนเอง ไมม่ ีรูปร่างปรากฏ มีอยใู่ น
ส่ิงท้งั หลายท้งั ปวง เป็นศูนยร์ วมแห่งวิญญาณท้งั ปวง เป็นความจริงแท้
หรือสจั ธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วนโลก และสรรพสิ่งลว้ นเป็นส่ิงท่ีไมม่ ีอยู่
จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยเู่ พียงชว่ั คร้งั คราวเทา่ น้นั

ส่วนชีวาตมนั หรือบางคร้ังเรียกว่าอาตมนั เป็นตวั ตนยอ่ ย หรือวิญญาณที่
มีอยใู่ นส่ิงมีชีวิตไมว่ ่าจะเป็นมนุษยห์ รือสตั ว์ วิญญาณของมนุษย์ และ
สรรพสตั วย์ อ่ มเกิดมาจาก วิญญาณสากล คือ ปรมาตมนั หรือ พรหมนั
เมื่อวิญญาณที่ออกมาจากปรมาตมนั หรือ พรหมนั แลว้ ตอ้ งเขา้ ไปสิงสถิต
อยใู่ นรูปแบบตา่ ง ๆ ของส่ิงมีชีวิตนบั ชาติไม่ถว้ น และตอ้ งมีลกั ษณะ
สภาวะที่ไม่เหมือนกนั จนกว่าจะเขา้ ถึงความหลดุ พน้ กระบวนการน้ี
เรียกว่า การเวียนวา่ ยตายเกิดหรือสงั สารวฏั ดงั น้นั การท่ีอาตมนั หรือ
ชีวาตมนั ยอ่ ยน้ีเขา้ ไปรวมกบั ปรมาตมนั หรือพรหมนั จึงจะเรียกวา่ การ
พน้ จากทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกตอ่ ไป

โมกษาะ หลกั ธรรมสิบประการ

โมกษะ หมายถึง การรู้แจง้ ของชีวาตมนั เก่ียวกบั สภาพแทจ้ ริง 1.ธฤติ คือ ความพอใจ คลา้ ยกบั คาว่าสนั โดษ มีความพยายามอยดู่ ว้ ย
ของตนเองวา่ เป็นส่วนประกอบแห่งร่างกายของพระเจา้ ความมนั่ คงเสมอ ความรู้สึกยินดี และพอใจในส่ิงท่ีตนมีอยโู่ ดย
ความรู้แจง้ น้ีทาให้เกิดผล 2 ประการ คือ ปราศจากความโลภ
• ทาลายอานาจของกรรมให้หมดสิ้นเชิง อนั เป็นเหตุให้ 2.กษมา ความอดก้นั หรือความอดทน มีความพากเพียร พยายาม
อดทน โดยถือเอาเมตตากรุณาเป็นที่ต้งั
ชีวาตมนั มีความบริสุทธ์ิในภายใน 3.ทมะ คือการระงบั จิตใจ รู้จกั ข่มใจของตนดว้ ยความสานึกใน
• ทาให้ไดร้ ับความกรุณาจากพระเจา้ ซ่ึงพระองคจ์ ะทรง เมตตา และมีสติอยเู่ สมอไม่ปล่อยใหห้ วน่ั ไหวไปตามอารมณ์ไดง้ ่ายๆ
4.อสั เตยะ คือ ไมล่ กั ไม่ขโมย
บนั ดาลให้เกิดความรู้แจง้ เกี่ยวกบั พระองค์ 5.เศาจะ คือความบริสุทธ์ิท้งั กายและใจ
6.อินทริยนิครหะ คือการปราบปรามอินทรีท้งั ๑๐ ไดแ้ ก่ ประสาท
ความรู้สึกทางความรู้ ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ล้ิน และผวิ หนงั กบั ประสาท
ความรู้สึกทางการกระทา ไดแ้ ก่ มือ เทา้ ทวารหนกั ทวารเบา และลาคอ
7. ธี เหมือนกบั ธิติ ธีร หรือพุทธิ ไดแ้ ก่ปัญญา สติ ความคิด ความมนั่ คง
8.วิทยา คือ ความรู้ทางปรัชญาศาสตร์ คือรู้ลึกซ้ึง และมีความรู้เกี่ยวขอ้ ง
กบั ชีวะ กบั มายาและกบั พรหม
9.สตยะ คือ ความจริง ความเห็นอนั สุจริต ความซ่ือสตั ยต์ ่อกนั จนเป็น
ที่ไว้ วางใจกนั เช่ือใจกนั ได้
10.อโกรธะ คือ ความไมโ่ กรธ มีความอดทน สงบเสง่ียม รู้จกั ทาจิตใจ
ใหส้ งบ

พธิ ีกรรม พธิ ีสังสการ

ขอ้ ปฏิบตั ิของวรรณะ ไดแ้ ก่ ข้นั ที่ 1 ครรภาธาน เป็นพิธีท่ีจดั ข้ึนเม่ือทราบว่าต้งั ครรภ์ ถดั จากวนั วิวาห์
• การแต่งงาน จะแตง่ งานกบั บคุ คลนอกวรรณะไมไ่ ด้ และใน ข้นั ที่ 2 ปงุ สวนั เป็นพิธีปฏิบตั ิตอ่ เดก็ ในครรภท์ ี่เขา้ ใจว่าเป็นเพศชาย
ข้นั ท่ี 3 สีมนั โตนยนั เป็นพิธีตดั ผมหญิงมีครรภ์ เม่ือครรภไ์ ด้ 4,6หรือ 8
วรรณะเดียวกนั กจ็ ากดั โคตรตระกลู ดว้ ย เดือน
• อาหารการกิน คนในวรรณะต่าจะปรุงอาหารใหค้ นวรรณะสูง ข้นั ท่ี 4 ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร
ข้นั ท่ี 5 นามกรรม พิธีต้งั ช่ือเดก็ ในวนั ที่ 12 หรือ 14 ถดั จากวนั คลอด
กินไม่ได้ ข้นั ที่ 6 นิษกรมณ์ พิธีนาเดก็ ออกไปดูแสงอาทิตยย์ ามเชา้ เม่ืออายไุ ด้ 4
• การประกอบอาชีพ บคุ คลในวรรณะใดกต็ อ้ งประกอบอาชีพที่ เดือน
ข้นั ท่ี 7 อนั นปราศนั พิธีป้อนขา้ วเดก็ เม่ืออายไุ ด้ 5 เดือน หรือ 6 เดือน
กาหนดไว้ สาหรับบคุ คลในวรรณะน้นั ข้นั ท่ี 8 จูฑากรรม พิธีโกนผมไวจ้ ุก เม่ืออายไุ ด้ 3 ขวบ
• การต้งั ถิ่นฐาน หา้ มต้งั บา้ นเรือนอยนู่ อกเขตประเทศอินเดีย ข้นั ท่ี 9 เกศานตกรม พิธีตดั ผม ถา้ เป็นวรรณะพราหมณ์ตดั เมื่ออายุ 16 ปี
ถา้ วรรณะกษตั ริยต์ ดั เมื่ออายุ 22 ปี ถา้ วรรณแพศยต์ ดั เม่ืออายุ 24 ปี
ห้ามเดิมเรือไปในทะเลหรือมหาสมุทร เป็นตน้ ข้นั ท่ี10 อุปนยั น์ พิธีเริ่มการศึกษาเพื่อเป็นพราหมณ์โดยคลอ้ งดา้ ย
ยชั โญปวีต
พธิ ีศราทธ์ ข้นั ท่ี11 สมาวรรตน์ พิธีกลบั บา้ น ปฏิบตั ิเม่ือสาเร็จการศึกษาจากสานกั
ครูแลว้
เป็นการบูชาสงั เวยบรรพบรุ ุษของตนที่ล่วงลบั ข้นั ที่12 วิวาหะ พิธีแต่งงาน
ไปแลว้ ดว้ ยการถวายขา้ วบิณฑก์ ่อนวนั เผาศพ ๑ วนั และทาใน
ระยะเวลาท่ีไวท้ กุ ขอ์ ยู่ ผทู้ ่ีทาพิธีบวงสรวงจะตอ้ งเป็น
ลูกชายเทา่ น้นั เพราะมีความเช่ือวา่ ลูกชายจะชว่ ยใหผ้ ทู้ ีล่วงลบั
พน้ จากนรก

นิกาย 4. นิกายคณะพทั ยะ (Ganabadya) นิกายน้ีนบั ถือพระพิฆเณศเป็น
เทพเจา้ สูงสุด ถือว่าพระพิฆเนศเป็นศนู ยก์ ลางแห่งเทพเจา้
1. นิกายไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่นบั ถือพระวิษณุเจา้ เป็นเทพองค์ ท้งั หมดในศาสนา เช่ือว่าเมื่อไดบ้ ชู า
สูงสุด เชื่อวา่ วิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ ๑๐ ปางอวตารลงมาจุติ มีพระ พระพิฆเนศอยา่ งเคร่งครดั กเ็ ท่ากบั ไดบ้ ูชาเทพอื่นๆ ครบทุก
ลกั ษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายน้ีมีอิทธิพลมากในอินเดีย พระองค์
ภาคเหนือและภาคกลาง ของประเทศ นิกายน้ีเกิดเม่ือ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนา
โดยท่านนาถมุนี (Nathmuni) 5. นิกายสรภทั ธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเลก็ ในสมยั ก่อน
บชู าพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผนู้ บั ถือมากในอดีต ปัจจุบนั มีจานวน
2. นิกายไศวะ (Shiva) เป็นนิกายท่ีเก่าท่ีสุด นบั ถือพระศิวะเป็นเทพเจา้ นอ้ ย นิกายน้ีมีพิธีอยา่ งหน่ึงคือ กายตรี หรือ กายาตรี (Gayatri)
สูงสุด พระศิวะเป็นเทพทาลายและสร้างสรรคด์ ว้ ย สญั ลกั ษณ์ อยา่ งหน่ึง ถือว่ามีอานาจศกั ด์ิสิทธ์ิ คือการกลบั มาของพระอาทิตยเ์ ป็นฤๅษีวิ
แทนพระศิวะคือศิวลึงคแ์ ละโยนีกไ็ ดร้ บั การบชู า เช่น องคพ์ ระศิวะ นิกายน้ี ศวามิตร
ถือวา่ พระศิวะเทา่ น้นั เป็นเทพสูงสุดแมแ้ ตพ่ ระพรหม, พระวิษณุก็เป็นรอง
เทพเจา้ พระองคน์ ้ี นิกายน้ีเช่ือว่า วิญญาณเป็นวิถีทางแห่งการหลุดพน้ 6. นิกายสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายท่ีใหญ่พอสมควร นบั ถือ
มากกวา่ ความเชื่อในลทั ธิภกั ดี นิกายน้ีจะนบั ถือพระศิวะและพระนางอุมา ทุกเทพเจา้ ทุกพระองคใ์ นศาสนา ฮินดู ความเช่ือแบบน้ีเป็นที่
หรือกาลีไปพร้อมกนั นิยมอยา่ งแพร่หลาย เพราะสามารถบชู าเจา้ ไดต้ ามตอ้ งการ

3. นิกายศกั ติ (Shakti) เป็นนิกายท่ีนบั ถือพระเทวี หรือพระชายาของ
มหาเทพ เช่น สรัสวดี พระลกั ษมี พระอุมา
เจา้ แมท่ รุ คา และเจา้ แมก่ าลีซ่ึงเป็นชายาของมหาเทพท้งั หลาย เป็นผทู้ รง
กาลงั หรืออานาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกวา่ ศกั ติ (Power) นิกายน้ีเป็นที่
นิยมในรัฐเบงกอล และรัฐอสั สมั เป็นตน้

คมั ภรี ์ทส่ี าคญั 3.สามเวท เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมบทประพนั ธ์อนั เป็ นบทสวด

คมั ภีร์พระเวท มี 3 คมั ภีร์ เรียกวา่ "ไตรเวท" คือ ขบั ร้อง บทสวดในสามเวทสมั หิตามีจานวน 1,549 บท ใน
1.ฤคเวท เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมบทสวดสดดุ ีพระผเู้ ป็ นเจา้ จานวนน้ีมีเพียง 75 บท ที่มิไดป้ รากฏในฤคเวท ส่วนอาถรรพ
ท้งั หลาย บรรดาเทพเจา้ ที่ปรากฏในฤคเวทสมั หิตามีจานวน เวท หรือท่ีเรียกกนั ว่า อาถรรพเวท เป็นคมั ภีร์ท่ีเกิดข้ึน
33 องค์ ภายหลงั เป็นคมั ภีร์ที่รวบรวมบทประพนั ธ์ที่วา่ ดว้ ยมนตห์ รือ
ท้งั 33 องค์ ไดจ้ ดั แบง่ ตามลกั ษณะของท่ีอยเู่ ป็น 3 กล่มุ คาถาต่างๆ
คือ เทพเจา้ ที่อยใู่ นสวรรค์ เทพเจา้ ท่ีอยใู่ นอากาศ และเทพเจา้ ที่
อยใู่ นโลกมนุษย์ มีจานวนกลุ่มละ 11 องค์

2.ยชุรเวท เป็นคมั ภีร์ที่รวบรวมบทประพนั ธ์ท่ีว่าดว้ ยสูตร
สาหรับใชใ้ นการประกอบยญั พิธียชุเวทสมั หิตา แบ่งออกเป็น
2 แขนง คือ
2.1 ศุกลชุรเวท หรือ ยชุรเวทขาว ไดแ้ ก่ ยชุรเวทท่ีบรรจุมนต์
หรือคาสวดและสูตรที่ตอ้ งสวด
2.2 กฤษณยชุรเวท หรือ ยชุรเวทดา ไดแ้ ก่ ยชรุ เวทที่บรรจุ
มนตแ์ ละคาแนะนาเกี่ยวกบั การประกอบยญั พิธีบวงสรวง
ตลอดท้งั คาอธิบายในการประกอบพิธีอีกดว้ ย


Click to View FlipBook Version