Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 1
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 2 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน นางเสมา บุ้งทอง กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2566
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 3 สารบัญ บรรณานุกรม 34 ภาคผนวก 38 ภาคผนวก ก การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 38 ภาคผนวก ข แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และ ความต้องการจำเป็น 38 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์เครื่องมือการดำเนินงาน 39 ภาคผนวก ง คู่มือการใช้รูแบบการนิเทศภายในฯ 40 หน้า บทคัดย่อ 4 บทนำ 5 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 5 2. วัตถุประสงค์ 8 3. การทบทวนวรรณกรรม 8 4. ขอบเขตของการดำเนินงาน 10 5. วิธีการดำเนินงาน 11 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล 13 7. ผลการดำเนินงาน 16 8. สรุปผลการดำเนินงาน 32 ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรม 41 ภาคผนวก ช การขยายผล/การใช้นวัตกรรมการศึกษา 42 ภาคผนวก ซ แผนการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการ สอนของครู 43 ภาคผนวก ญ โครงการที่สอดคล้องกับนวัตกรรมการพัฒนารูปแบบการนิเทศ ภายในฯ 43 ภาคผนวก ฎ ผลการประเมินความพึงพอ ใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 43
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 4 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน ชื่อผู้วิจัย นางเสมา บุ้งทอง สังกัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น อีเมล์ [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และ ความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการ จัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน 4) ประเมินผลรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน ประชากร ได้แก่ โรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 845 โรงเรียน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejecie & Morgan ได้กลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 165 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.985 โดยมีการดำเนินการวิจัย เป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของ การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน โดยการยืนยันรูปแบบการนิเทศ ของผู้เชี่ยวชาญที่เลือกแบบเจาะจง (Purpose Sampling) จำนวน 13 คน ด้วยวิธีการอภิปรายกลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการ จำเป็นของการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน พบว่า สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีสภาพปัจจุบันสูงสุด ได้แก่ ด้านการ ยกระดับผลสัมฤทธิ์และด้านที่มีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา สภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีสภาพที่พึงประสงค์สูงสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และด้านที่มีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับ ต่ำสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การประเมินความต้องการจำเป็น พบว่า ค่าดัชนี ความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และค่าดัชนีความ ต้องการจำเป็นต่ำสุด ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้Technology Digital 2) ผลการพัฒนารูปแบบ การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน พบว่า รูปแบบการนิเทศ ภายในฯได้ผ่านการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการนิเทศและคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ ในด้านความ สอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 5 การนิเทศฯในภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน พบว่า ผู้บริหาร หัวหน้าวิชาการและครูที่ได้รับการ อบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สามารถพัฒนานวัตกรรมด้าน การจัดการเรียนการสอนอย่างน้อยคนละ 1 เรื่องต่อปีการศึกษา และผลการประเมินความพึงพอใจ ของการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชนของผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชนใน พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในฯจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ มีผลการประเมินทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้อง ความ เหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คำสำคัญ : รูปแบบการนิเทศภายใน,ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ,นวัตกรรมด้านการจัดการเรียน การสอน,โรงเรียนเอกชน บทนำ การนิเทศการศึกษาคือกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบุคลากรเกี่ยวข้องกับ การศึกษา เพื่อการพัฒนา ปรับปรุง ประสิทธิภาพการศึกษาและการเรียนการสอน โดยการแนะนำ ช่วยเหลือจากผู้นิเทศ ไปสู่ผู้รับการนิเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ เพื่อพัฒนาและปรับปรุง คุณภาพของการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน ดังนั้น การนิเทศการศึกษาจึงยังคงมีความจำเป็นที่ต้องดำรงอยู่ในระบบการศึกษา เพื่อช่วยให้เกิดความ เคลื่อนไหวทางการศึกษา ช่วยรักษามาตรฐานการศึกษาและเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น อัน จะส่งผลให้การศึกษาเกิดการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา (เสาวนี สิริสุขศิลป์, 2564) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ เชิงวิชาชีพมีความสำคัญเป็นกลยุทธ์ในการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญ หลายพื้นที่ได้นําแนวทาง ของชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยเฉพาะช่วงแห่งการ ปฏิรูปการศึกษาของแต่ละประเทศ หรือช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ชุมชน แห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพเป็นปัจจัยและเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มครู นักการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ (DuFour et al., 2006) ที่ได้นํากลยุทธ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพครูเป็น เครื่องมือขับเคลื่อนดำเนินการจนเกิดผลที่น่าพึงพอใจ แต่จากสภาพปัจจุบัน ปัญหาการนิเทศใน ประเทศไทย พบว่า ในส่วนของผู้นิเทศภายนอกหรือศึกษานิเทศก์ที่ปฏิบัติงานในระดับเขตพื้นที่ การศึกษา มีความขาดแคลนศึกษานิเทศก์ ต่อกรอบอัตรากําลังการนิเทศการศึกษา ภารกิจของ ศึกษานิเทศก์มีจำนวนมากทำให้ไม่สามารถนิเทศครูในชั้นเรียนได้ทั่วถึง เฉลี่ยเพียง 1-2 ครั้ง/ปี/เรื่อง และนอกจากนี้เมื่อพิจารณาการนิเทศภายในโรงเรียนก็พบว่า การนิเทศภายในโรงเรียนยังไม่เข้มแข็ง จากรายงานข้อมูลของการประเมินคุณภาพภายนอกพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่งละเลยการ นิเทศภายใน และบางแห่งไม่ได้ดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน ขาดการแนะนําช่วยเหลือให้การ จัดการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนิเทศในชั้นเรียนที่เป็นหัวใจในการ ปฏิรูปการศึกษา จําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อํานวยการโรงเรียนจะต้องนิเทศครู หรือครูเป็นผู้นิเทศกันเอง ภายใต้การปฏิบัติงานร่วมกันจนเกิดการนิเทศภายในที่มีประสิทธิภาพเป็นวงจรการปฏิบัติงานที่เกิดใน ชั้นเรียนหรือโรงเรียน ก่อให้การรวมตัวกันของสมาชิกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 6 (เรวณี ชัยเชาวรัตน์, 2559) สถานการณ์ภายในของระบบการศึกษาเอกชน แม้ว่าจะมีพัฒนาการและมี จุดแข็งหลายประการ แต่ก็ยังต้องประสบกับปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับ คุณภาพของผู้เรียน โอกาสของผู้เรียน ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน การมีส่วนร่วมใน การจัดและสนับสนุนการศึกษา และระบบการบริหารจัดการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ต้องเร่งแก้ไข และพัฒนาอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมระบบวิชาชีพครูในโรงเรียนเอกชนยังขาดประสิทธิภาพ ครู ส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาความรู้และทักษะการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 หรือการสอน แบบ Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดและการเรียนรู้ด้วย ตัวเองอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, 2560) สถานการณ์ภายในของระบบการศึกษาเอกชน แม้ว่าจะมีพัฒนาการและมีจุดแข็งหลาย ประการ แต่ก็ยังต้องประสบกับปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพของผู้เรียน โอกาสของผู้เรียน ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน การมีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุน การศึกษา และระบบการบริหารจัดการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ต้องเร่งแก้ไขและพัฒนาอย่างเป็น ระบบการส่งเสริมระบบวิชาชีพครูในโรงเรียนเอกชนยังขาดประสิทธิภาพ ครูส่วนใหญ่ยังขาดการ พัฒนาความรู้และทักษะการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 หรือการสอนแบบ Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดและการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, 2560) ดังนั้น ครูในโรงเรียนเอกชนจึง จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาซึ่งการนิเทศการศึกษาจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนา ปรับปรุงและเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการการศึกษาในสถานศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจใน ด้านการบริหารจัดการด้านหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จากผลการวิเคราะห์มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีค่าเฉลี่ยระดับยอดเยี่ยมต่ำสุด คือ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน ประเด็นพิจารณาย่อยที่ 2 มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ มีวิจารณญาณ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ปัญหา โดยให้ครูมีความรู้ ความ เข้าใจและทักษะการสอนที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดในรูปแบบที่หลากหลายเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนควรส่งเสริมการนิเทศ ให้คำปรึกษา ครูและ ผู้บริหาร และติดตามผลการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา เอกชน, 2563) โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากการทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ ในปีการศึกษา 2563 พบว่า ผลวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยคะแนนการ ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 ของ โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ มีรายละเอียดดังนี้วิชา ภาษาอังกฤษ มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 38.71 วิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 28.33 วิชาวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 37.35 (สถาบันทดสอบทาง การศึกษาแห่งชาติ [องค์การมหาชน], 2563) และจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยพบว่า การนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ เป็นรูปแบบการนิเทศภายในที่เหมาะสมกับบริบทของ โรงเรียนเอกชนอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพปัญหาที่พบ โรงเรียนเอกชนควรพัฒนาครูผู้สอนในโรงเรียนให้ เป็นผู้นิเทศได้ เพื่อดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนเอกชนให้มีความเข้มแข็งในพัฒนาครูให้เป็นครูมือ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 7 อาชีพได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อัญชัน ขุนนาแก้ว (2560) ที่กล่าวไว้ว่า การพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนเอกชนให้มีคุณภาพและโดดเด่น เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องหารูปแบบการพัฒนา คุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นและยั่งยืน จึงจะสามารถจัดการศึกษาให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักเรียน และผู้ปกครองต่อไป จากสภาพปัจจุบัน ปัญหาการนิเทศในประเทศไทย พบว่า ในส่วนของผู้นิเทศภายนอกหรือ ศึกษานิเทศก์ที่ปฏิบัติงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา มีความขาดแคลนศึกษานิเทศก์ ต่อกรอบ อัตรากําลังการนิเทศการศึกษา ภารกิจของศึกษานิเทศก์มีจำนวนมากทำให้ไม่สามารถนิเทศครูในชั้น เรียนได้ทั่วถึง เฉลี่ยเพียง 1-2 ครั้ง/ปี/เรื่อง และนอกจากนี้เมื่อพิจารณาการนิเทศภายในโรงเรียนก็ พบว่า การนิเทศภายในโรงเรียนยังไม่เข้มแข็ง จากรายงานข้อมูลของการประเมินคุณภาพภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่งละเลยการนิเทศภายใน และบางแห่งไม่ได้ดำเนินการนิเทศ ภายในโรงเรียน ขาดการแนะนําช่วยเหลือให้การจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนิเทศในชั้นเรียนที่เป็นหัวใจในการปฏิรูปการศึกษา จําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อํานวยการ โรงเรียนจะต้องนิเทศครู หรือครูเป็นผู้นิเทศกันเอง ภายใต้การปฏิบัติงานร่วมกันจนเกิดการนิเทศ ภายในที่มีประสิทธิภาพเป็นวงจรการปฏิบัติงานที่เกิดในชั้นเรียนหรือโรงเรียน ก่อให้การรวมตัวกัน ของสมาชิกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น (เรวณี ชัยเชาวรัตน์, 2559) สถานการณ์ ภายในของระบบการศึกษาเอกชน แม้ว่าจะมีพัฒนาการและมีจุดแข็งหลายประการ แต่ก็ยังต้อง ประสบกับปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพของผู้เรียน โอกาสของผู้เรียน ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน การมีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุนการศึกษา และ ระบบการบริหารจัดการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ต้องเร่งแก้ไขและพัฒนาอย่างเป็นระบบ การ ส่งเสริมระบบวิชาชีพครูในโรงเรียนเอกชนยังขาดประสิทธิภาพ ครูส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาความรู้ และทักษะการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 หรือการสอนแบบ Active Learning ที่เน้นให้ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดและการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง (สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, 2560) จากข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการจัดการเรียนการสอน พบว่า มีข้อเสนอแนะว่าสถานศึกษาควรจัด กิจกรรมจัดแบบบูรณาการ หรือจัดกิจกรรมที่หลากหลายหรือมีการวางแผนพัฒนาผู้เรียนตามความ แตกต่างของบุคคล สถานศึกษา และควรออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนการสอนด้วยวิธีการ ที่หลากหลายตามสภาพจริงด้วยเครื่องมือที่มีคุณภาพ นอกจากนั้นสถานศึกษาควรจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการหรือความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคล หรือ ควรให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และควรส่งเสริมให้ครูทำวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนการสอนหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน (รายงานประจำปีของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) , 2564) จากปัญหาและความสำคัญของการนิเทศการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงให้เห็นความสำคัญ และประโยชน์ของโรงเรียนที่จะได้รับจากการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนเอกชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 8 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการดำเนิน การนิเทศภายในของโรงเรียนเอกชน 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน 3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน 4. เพื่อประเมินผลรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนเอกชน การทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสาร งานวิจัยจากหลากหลายแหล่งที่มา และทฤษฎีทางการ ศึกษาที่เกี่ยวข้อง นำมาสรุปในงานวิจัย ดังนี้ 1) กระบวนการในการนิเทศภายในเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการนิเทศ ภายในนั้น เพื่อให้สำเร็จดำเนินไปด้วยดีมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล จะต้องอาศัยกระบวนการ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน และมีระเบียบแบบแผน ซึ่งนักการศึกษาหลาย ท่านได้นำเสนอกระบวนการนิเทศภายใน ไว้ดังนี้ สงัด อุทรานันท์(2530) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนไว้5 ขั้นตอน (PIDRE) คือ 1. การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) 2. การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำตามแผน (I-Informing) 3. การ ปฏิบัติตามแผน โดยผู้รับการนิเทศเป็นผู้ดำเนินการ (D-Doing) 4. การส่งเสริม และสนับสนุนด้าน ขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติงาน (R-Reinforcing) 5. การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (E-Evaluating) วัชรา เล่าเรียนดี(2553) ได้นำเสนอกระบวนการนิเทศการสอนไว้7 ขั้นตอน คือ 1. การ วางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ (ครูหรือคณะครู) 2. การเลือกประเด็นหรือเรื่องที่ สนใจจะปรับปรุงและพัฒนา 3. การนำเสนอโครงการพัฒนาและขั้นตอนการปฏิบัติให้ผู้บริหาร โรงเรียนได้รับ ทราบเพื่ออนุมัติการดำเนินการ 4. การให้ความรู้หรือการแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆ และการ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอน 5.การจัดทำแผนการนิเทศกำหนดวัน เวลาที่จะนิเทศ 6.การดำเนินการตามแผน 7. การสรุปผล ประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนาแล้วรายงานผลสำเร็จ Harris (1985) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนในโรงเรียนไว้ว่ามี6 ขั้นตอน คือ 1. ประเมินสภาพการทำงาน (Assessing) 2. จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3. ออกแบบ วิธีการทำงาน (Designing) 4. จัดสรรทรัพยากร (Allocating resources) 5. ประสานงาน (Coordinating) 6. นำการทำงาน (Directing) สรุปได้ว่า การนิเทศภายใน หมายถึง การปฏิสัมพันธ์ทางการนิเทศระหว่างผู้บริหาร สถานศึกษา ศึกษานิเทศก์และครู ในกระบวนการนิเทศการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียน การสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning–P)
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 9 ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำ (Informing-I) ขั้นที่ 3 การปฏิบัติงาน (Doing-D) ขั้นที่ 4 การสร้าง ขวัญและกำลังใจ (Reinforcing-R) ขั้นที่ 5 การประเมินผลผลิตของการดำเนินงาน (Evaluating-E) 2) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นการร่วมเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหารและนักการ ศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรม ความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมายและภารกิจ ร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันแบบทีม และพัฒนาวิชาชีพเปลี่ยนแปลงคุณภาพตนเองสู่คุณภาพการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญและความสุขของการทำงาน ร่วมกันของสมาชิก ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้นำเสนอองค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ ไว้ดังนี้ อธิศ ไชยคิรินทร์ (2562) ได้สรุปองค์ประกอบชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไว้6 องค์ประกอบ คือ วิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วมแรงร่วมใจ ภาวะผู้นำร่วม การเรียนรู้พัฒนาวิชาชีพ ชุมชน กัลยาฯมิตร และโครงสร้างสนับสนุนชุมชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2559) ได้สรุปองค์ประกอบของชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพไว้ 6 องค์ประกอบ ดังนี้วิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วมแรงร่วมใจ ภาวะผู้นำร่วม การเรียนรู้ และพัฒนาวิชาชีพ ชุมชนกัลยาณมิตร และโครงสร้างสนับสนุนชุมชน Hord (1997) ได้อธิบายว่าการใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพส่งเสริมให้เกิดพลังในการ เรียนรู้ powerful Learning ซึ่งประกอบด้วยกรอบการเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพดังนี้ 1. การสนับสนุนและการเป็นผู้นำร่วมกัน (Supportive and Shared Leadership) 2. การรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ (Collective Cavity) 3. การกำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมร่วม (Shared Values and Vision) 4. การจัดสภาพที่เอื้ออำนวยการแบ่งปันบทเรียนส่วนบุคคล (Supportive Conditions) 5. การแบ่งปันบทเรียนส่วนบุคคล (Shared Personal Practice) สรุปได้ว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การร่วมเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรม ความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมายและภารกิจร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันแบบทีม และพัฒนาวิชาชีพเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ตนเองสู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญและ ความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิก ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้วิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วม แรงร่วมใจ ภาวะผู้นำร่วม การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ชุมชนกัลยาณมิตร และโครงสร้างสนับสนุน ชุมชน
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 10 ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย การสัมภาษณ์ เชิงลึก ได้ดังนี้ + ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ขอบเขตการดำเนินงาน การดำเนินงานในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการดำเนินงานไว้ดังนี้คือ 1) ขอบเขตด้านประชากร 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 1 ได้แก่ 1.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภท สามัญศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตาม เขตตรวจราชการ 5 เขต ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย เขตตรวจราชการที่ 10, 11, 12, 13 และ 14 1.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนเอกชน ในระบบ ประเภทสามัญศึกษา จำนวน 165 โรงเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) 1.1.3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองและประเมินรูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ระยะที่ 2 และ 3 คือ โรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 แห่ง ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เป็นเวลา 3 เดือน ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของ จุดเน้นการนิเทศ จุดเน้นการนิเทศสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (2562) 1) การพัฒนาและใช้หลักสูตร สถานศึกษา 2) การอ่านออกเขียนได้ 3) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 4) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อ เทคโนโลยีทางไกล (DLTV/DLIT) 5) การยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียน 6) การประกันคุณภาพ การศึกษา กระบวนการนิเทศภายใน 5 ขั้นตอน (PIDRE) ตาม แนวคิดของ สงัด อุทรานันท์(2530) คือ 1. การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) 2. การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำตามแผน (I-Informing) 3. การปฏิบัติตามแผน โดยผู้รับการนิเทศเป็น ผู้ดำเนินการ (D-Doing) 4. การส่งเสริม และสนับสนุนด้านขวัญ และกำลังใจใน การปฏิบัติงาน (R-Reinforcing) 5. การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (EEvaluating) องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพตาม แนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (2562) 6 องค์ประกอบ คือ 1) วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) 2) ทีมร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative Teamwork) 3) ภาวะผู้นำร่วม (Shared Leadership) 4) การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning and Development) 5) ชุมชนกัลยาณมิตร (Caring Community) 6) โครงสร้างสนับสนุนชุมชน (Supportive Structure) รูปแบบการนิเทศภายในฯ 1) หลักการและแนวคิด พื้นฐานของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการดำเนินงาน 4) ตัวชี้วัดความสำเร็จของ รูปแบบการนิเทศภายในฯ ประเมินและปรับปรุง รูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 ด้าน คือ ความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนา รูปแบบการนิเทศภายในฯ คือ นวัตกรรมด้านการจัด การเรียนการสอน
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 11 2) ขอบเขตเนื้อหา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาที่ผู้วิจัยมุ่งพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนา วิชาชีพโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองในการศึกษาครั้งนี้ คือ แนวความคิดกระบวนการนิเทศภายใน ตามแนวคิดของสงัด อุทรานันท์ (2530) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) ขั้นตอนที่ 2 การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำตามแผน (I-Informing) ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติตามแผน โดยผู้รับการนิเทศเป็นผู้ดำเนินการ (D-Doing) ขั้นตอนที่ 4 การส่งเสริม และสนับสนุนด้านขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติงาน (R-Reinforcing) ขั้นตอนที่ 5 การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (E-Evaluating) และ ขับเคลื่อนโดยใช้องค์ประกอบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ตามแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ในขั้นตอน ของกระบวนการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ ทั้ง 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) 2) ทีมร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative Teamwork) 3) ภาวะผู้นำร่วม (Shared Leadership) 4) การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning and Development) 5) ชุมชนกัลยาณมิตร (Caring Community) 6) โครงสร้างสนับสนุนชุมชน (Supportive Structure) วิธีการดำเนินงาน การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการนิเทศการศึกษาจากสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และ ความต้องการจำเป็นของการรูปแบบการนิเทศภายในฯ (R1) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการรูปแบบการนิเทศภายในฯ (D1) ระยะที่ 3 เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ (R2 และ D2)
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 12 ผู้วิจัยได้กำหนดระเบียบวิธีวิจัย โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยสรุปได้ดังภาพที่ 2 ระยะที่ 1 (R1) ศึกษาสภาพ ปัจจุบัน สภาพที่พึง ประสงค์และความ ต้องการจำเป็นของ การนิเทศภายใน ของโรงเรียนเอกชน ขั้นตอนที่ 1 กำหนดกรอบแนวคิดในการ วิจัย โดยการศึกษาและสังเคราะห์เอกสาร หลักการ แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Document Analysis) ขั้นตอนที่ 2 สัมภาษณ์เชิงลึก(In-depth Interview) ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่ พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของ การนิเทศภายในของโรงเรียนเอกชน 1. กรอบแนวคิดการวิจัย รูปแบบการนิเทศภายในฯ 2. ผลของการศึกษาสภาพ ปัจจุบัน สภาพที่พึง ประสงค์ และความ ต้องการจำเป็นของการ นิเทศภายใน ระยะที่ 2 (D1) พัฒนารูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ขั้นตอนที่ 4 ยกร่างและพัฒนารูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ขั้นตอนที่5 ตรวจสอบร่างรูปแบบและคู่มือ การใช้รูปแบบการนิเทศฯ ด้านความ สอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะก่อนใช้ ในสถานการณ์จริง 1. ร่างรูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน 2. คู่มือการใช้ร่างรูปแบบ การนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ระยะที่ 3 (R2 และ D2) ศึกษาผลการใช้ รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ขั้นตอนที่ 6 ทดลองใช้รูปแบบ (R2) การ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน จำนวน 1 โรงเรียน ขั้นตอนที่ 7 การประเมินและปรับปรุง (D2) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบการนิเทศฯ หลังการทดลองใช้โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฯ และปรับปรุงเพื่อนำเสนอเป็นรูปแบบการ นิเทศฯที่สมบูรณ์ต่อไป รูปแบบการนิเทศภายในโดย ใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ภาพที่2 ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 13 การเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 1 (R1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของ การนิเทศภายในของโรงเรียนเอกชน ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยการศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร หลักการ แนวคิดและงานวิจัย (Document Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรูปแบบการนิเทศฯ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จำนวน 20 แหล่งที่มาเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐาน สำหรับ ใช้เป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการรูปแบบการนิเทศภายในฯ ขั้นตอนที่ 2 สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ผู้บริหารสถานศึกษา และครูจำนวน 9 คน โดยผู้วิจัยได้กำหนดคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศ ฯ โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อวิเคราะห์ช่วงว่าง (gap) ระหว่างสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์และจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการ นิเทศฯ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนเอกชน ในระบบ ประเภทสามัญศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามเขตตรวจราชการ 5 เขต ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย เขตตรวจราชการที่ 10, 11, 12, 13 และ 14 ซึ่ง จำแนกกลุ่มโรงเรียนตามเขตตรวจราชการเป็น 5 กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน จำนวน 1 คน และหัวหน้างานวิชาการโรงเรียน เอกชน จำนวน 1 คน รวม 2 คน รวมทั้งสิ้น 845 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนเอกชน ในระบบ ประเภทสามัญศึกษา จำนวน 165 โรงเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (MultiStage Random Sampling) ได้จังหวัดที่เป็นตัวแทนของแต่ละเขตตรวจราชการ ได้แก่ จังหวัด อุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดศรีษะเกษ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน จำนวน 1 คน และ หัวหน้างานวิชาการโรงเรียนเอกชน จำนวน 1 คน รวม 2 คน การสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยได้ศึกษา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจุดเน้นการนิเทศของโรงเรียนเอกชน จากเอกสารแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อให้ได้กรอบแนวคิดขององค์ประกอบด้านกระบวนการนิเทศ ภายใน หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกมายกร่างเป็นแบบสอบถามความเห็น เกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการนิเทศภายในฯ นำ แบบสอบถามไปตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความตรงของข้อคำถาม โดยการหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามเชิงปฏิบัติการ (Index of ItemObjective Congruence: IOC) แล้วคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป รวบรวมเป็น แบบสอบถามเพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสม ซึ่งผลการตรวจสอบ พบว่า ข้อคำถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมี ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.56-1.00 ที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ใช้แบบมาตราส่วนการประมาณ ค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท พร้อมทั้งปรับปรุงข้อคำถามของผู้เชี่ยวชาญ จัดทำ เป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์และนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 14 ตารางที่ 1 ระยะที่1ศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศ ภายในของโรงเรียนเอกชน (R1) ระยะการวิจัย วิธีดำเนินการ แหล่งข้อมูล เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ระยะที่ 1 (R1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการ จำเป็นของการนิเทศ ภายในของโรงเรียน เอกชน ขั้นตอนที่1 ศึกษา และวิเคราะห์เอกสาร หลักการ แนวคิดและ งานวิจัย (Document Analysis) และ ตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบสอบถามโดย ใช้เทคนิค IOC (Index of Congruence ) หา ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) ซึ่ง แสดงว่ามีความ สอดคล้องโดย ผู้เชี่ยวชาญได้มาจาก การพิจารณาเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขั้นตอนที่ 2 สัมภาษณ์ เชิงลึก (In-depth Interview) โดย สัมภาษณ์ผู้บริหาร การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร สถานศึกษา และครู จำนวน 9 คน โดย ผู้วิจัยได้กำหนด คุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้มาจากการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบ สัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น ขั้นตอนที่ 3 ศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพ ที่พึงประสงค์และ ความต้องการจำเป็น -เอกสาร ตำรา รายงานการวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับการ นิเทศแบบร่วม พัฒนาวิชาชีพโดยใช้ PLC - ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร สถานศึกษา และครู จำนวน 9 คน - ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ กรม,ระดับภาค, ระดับจังหวัดและ ระดับสถานศึกษา -แบบบันทึกการ วิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสาร วรรณกรรม งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - แบบสัมภาษณ์เชิง ลึก -แบบสอบถาม สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการ 1. กรอบแนวคิด รูปแบบการนิเทศแบบ ร่วมพัฒนาวิชาชีพโดย ใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) 2. ผลของการศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพ ที่พึงประสงค์ของการ นิเทศของโรงเรียน เอกชนในเขตภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 15 ระยะการวิจัย วิธีดำเนินการ แหล่งข้อมูล เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ของการนิเทศของ โรงเรียนเอกชนในเขต ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้การวิจัยเชิง สำรวจ สช.และคณาจารย์ ระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 9 คน - ผู้บริหารและครู ในโรงเรียนเอกชน ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ คณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษา เอกชน จำเป็น (PNImodifiled) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน เอกชน (D1) ขั้นตอนที่ 4 ยกร่างและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยนำกรอบแนวคิดที่ได้มาร่างเป็น รูปแบบการนิเทศภายในฯ จัดทำคู่มือการใช้รูปแบบและแบบประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการ นิเทศภายในฯ ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบรูปแบบโดยการยืนยันรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 คน และปรับปรุงพัฒนารูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำรูปแบบไปใช้จริง ตารางที่ 2 ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนเอกชน (D1) ระยะการวิจัย วิธีดำเนินการ แหล่งข้อมูล เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ระยะที่ 2 (D1) พัฒนารูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ขั้นตอนที่ 4 ยกร่าง และพัฒนารูปแบบ การนิเทศภายในโดย ใช้ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน ขั้นตอนที่5 ตรวจสอบร่างรูปแบบ และคู่มือการใช้ฯ ด้วย กระบวนการFocus Group จำนวน 4 ด้าน คือ ด้านความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 คน และ ปรับปรุงแก้ไขตาม -ข้อมูลสารสนเทศที่ได้ จากระยะที่ 1 นำมา ร่างเป็นรูปแบบและ จัดทำคู่มือการใช้ รูปแบบ -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ (PLC) ของ โรงเรียนเอกชน จำนวน 11 คน -แบบประเมินร่าง รูปแบบ/คู่มือการใช้ รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนเอกชน 1. ร่างรูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน 2. คู่มือการใช้รูปแบบ ฯ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 16 ระยะการวิจัย วิธีดำเนินการ แหล่งข้อมูล เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ข้อเสนอแนะจาก ผู้ทรงคุณวุฒิก่อนใช้ ในสถานการณ์จริง ระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน (R2 และ D2) ขั้นตอนที่ 6 ทดลองใช้รูปแบบ (R2) โดยการนำรูปแบบการนิเทศภายในฯ ในโรงเรียนเอกชน จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 1 โรงเรียน ขั้นตอนที่ 7 การประเมินและการปรับปรุง (D2) ผู้วิจัยและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำการประเมิน และปรับปรุงรูปแบบหลังการทดลองใช้ เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ สำหรับนำไปใช้ปรับปรุง กระบวนการรูปแบบการนิเทศภายในฯและนำเสนอเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ต่อไป ตารางที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน (R2 และ D2) ระยะการวิจัย วิธีดำเนินการ แหล่งข้อมูล เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ระยะที่ 3 (R2 และ D2) ศึกษาผลการใช้ รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน ขั้นตอนที่ 6 ทดลอง ใช้รูปแบบ (R2) การ นิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เอกชน (1 โรงเรียน) ขั้นตอนที่ 7 การประเมินและ ปรับปรุง (D2) ประเมินและ ปรับปรุงรูปแบบฯ หลังการทดลองใช้ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ฯ และปรับปรุงเพื่อ นำเสนอเป็นรูปแบบ ฯที่สมบูรณ์ต่อไป -กลุ่มเป้าหมายผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การใช้รูปแบบฯ ประกอบด้วย ผู้บริหารและครูใน โรงเรียนเอกชนใน จังหวัดขอนแก่น -กลุ่มเป้าหมายผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การใช้รูปแบบฯ ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษาและครู ในโรงเรียนเอกชน ในจังหวัดขอนแก่น -แบบสอบถาม ความพึงพอใจใน การใช้รูปแบบฯ -แบบสัมภาษณ์กึง โครงสร้าง -แบบประเมิน รูปแบบในด้าน ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็น ประโยชน์ของ รูปแบบ ปัญหา อุปสรรคและ ข้อเสนอแนะใน การใช้รูปแบบฯ รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ผลการดำเนินงาน 1. ผลการดำเนินงานระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการนิเทศการศึกษาจากสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการรูปแบบการนิเทศภายในฯ (R1) 1.1 ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ปรากฏว่าแบบสอบถามโดยภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.908 จากนั้นนำแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 17 จำนวน 165 โรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูหัวหน้าวิชาการ จำนวน 330 คน ซึ่งได้มา โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเพื่อวิเคราะห์ช่องว่าง (gap) ระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จัดลำดับความสำคัญ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนา (PNI modified) การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหา ความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) การวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังตารางที่ 4 จุดเน้นการนิเทศ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ PNI Modified ลำดับ ความ ต้องการ จำเป็น X̅ S.D. แปลความ X̅ S.D. แปลความ 1. การพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา 3.09 0.12 ปานกลาง 4.38 0.31 มาก 0.41 5 2. การส่งเสริมการอ่านออก เขียนได้ของผู้เรียน 3.16 0.44 ปานกลาง 4.51 0.39 มากที่สุด 0.42 4 3. การจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) 3.19 0.14 ปานกลาง 4.72 0.25 มากที่สุด 0.48 1 4. การจัดการเรียนรู้โดย ใช้Technology Digital 3.23 0.14 ปานกลาง 4.51 0.30 มากที่สุด 0.40 6 5. การยกระดับผลสัมฤทธิ์ 3.27 0.19 ปานกลาง 4.66 0.26 มากที่สุด 0.43 3 6. การประกันคุณภาพ การศึกษา 3.18 0.15 ปานกลาง 4.57 0.33 มากที่สุด 0.44 2 ภาพรวม 3.19 0.20 ปานกลาง 4.56 0.31 มากที่สุด 0.43 จากตารางที่ 4 พบว่า สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น (PNImodified) ของจุดเน้นการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น พบว่า สภาพปัจจุบัน ในภาพรวมของจุดเน้นการรูปแบบการรูปแบบการนิเทศภายในฯ อยู่ในระดับปานกลาง (X̅=3.19, S.D.=0.20 โดยองค์ประกอบด้านที่มีสภาพปัจจุบันสูงสุด ได้แก่ ด้านการยกระดับผลสัมฤทธิ์ (X̅=3.27, S.D.=0.19) และองค์ประกอบด้านที่มีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษา (X̅= 3.09, S.D.=0.12) 2) สภาพที่พึงประสงค์ภาพรวมของจุดเน้นการรูปแบบการนิเทศภายในฯ อยู่ในระดับ มากที่สุด (X̅=4.56, S.D.=0.31) โดยองค์ประกอบด้านที่มีสภาพที่พึงประสงค์สูงสุดได้แก่ ด้านการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) (X̅=4.72, S.D.=0.25) และองค์ประกอบด้านที่มีสภาพที่พึง ประสงค์อยู่ในระดับต่ำสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (X̅= 4.38, S.D.=0.31) 3) ความต้องการจำเป็นของจุดเน้นการรูปแบบการนิเทศภายในฯ พบว่า ค่าดัชนีความ ต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ จุดเน้นการนิเทศด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning) (PNImodified =0.48) ส่วนด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้Technology Digital (PNImodified = 0.40)
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 18 2. ผลการดำเนินงานระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน (D1) 2.1 ผลการยกร่างรูปแบบการนิเทศภายในฯ ผู้วิจัยยกร่างด้วยตัวผู้วิจัยโดยนำผลการศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นของจุดเน้นของการนิเทศที่มากที่สุด ซึ่งได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยกำหนดสาระสำคัญส่วนประกอบของรูปแบบการ นิเทศภายในฯ พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดการพัฒนา รูปแบบของ Keeves (1998) ซึ่งประกอบด้วย 1) หลักการและแนวคิดพื้นฐานของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการดำเนินงาน 4) ตัวชี้วัดความสำเร็จของรูปแบบการนิเทศ ภายใน 2.2 ผลการตรวจสอบรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯโดยการสนทนากลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ (Focus Group Discussion) เมื่อผู้วิจัยได้ยกร่างรูปแบบการนิเทศภายในฯจากนั้นจึงได้ นำร่างรูปแบบ, คู่มือการใช้รูปแบบและแบบประเมินรูปแบบให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 คน เพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยมีผลการ ประเมินทั้ง 4 ด้านในภาพรวม ระดับมากที่สุด โดยมีผลการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อร่างและคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ดังแสดงในตารางที่ 5 ข้อ รายการ ประเมิน ความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ 1 ส่วนที่ 1 หลักการแนวคิดของรูปแบบ 1. ชื่อรูปแบบ 4.55 0.69 มาก ที่สุด 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.91 0.30 มาก ที่สุด 2. ความ เป็นมาและ ความสำคัญ 4.00 0.63 มาก 4.09 0.70 มาก 4.09 0.54 มาก 4.00 0.63 มาก 3. เป้าหมาย ของรูปแบบ 4.27 0.65 มาก 4.36 0.50 มาก 4.27 0.47 มาก 4.64 0.50 มาก ที่สุด 4. วัตถุ ประสงค์ของ รูปแบบ 4.36 0.67 มาก 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.36 0.50 มาก 4.64 0.50 มาก ที่สุด 5. นิยามศัพท์ ที่เกี่ยวข้อง 3.91 0.70 มาก 4.00 0.89 มาก 4.00 0.63 มาก 4.36 0.67 มาก 6. ประโยชน์ที่ คาดว่าจะ ได้รับ 4.64 0.50 มาก ที่สุด 4.45 0.69 มาก 4.64 0.50 มาก ที่สุด 4.82 0.40 มาก ที่สุด รวม 4.29 0.49 มาก 4.36 0.50 มาก 4.35 0.35 มาก 4.56 0.35 มาก ที่สุด 2 ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในฯ 1. หลักการ ของรูปแบบ การนิเทศฯ 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.45 0.69 มาก 4.64 0.5 มาก ที่สุด 2. แนวทาง การพัฒนา 4.45 0.52 มาก 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.36 0.67 มาก 4.55 0.52 มาก ที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 19 ข้อ รายการ ประเมิน ความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ รูปแบบการ นิเทศฯ 3. ขั้นตอน กระบวนการ และจุดเน้น การนิเทศฯ 4.45 0.69 มาก 4.45 0.69 มาก 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.45 0.69 มาก 4. บุคลากรที่ เกี่ยวข้องกับ รูปแบบการ นิเทศฯ 4.64 0.50 มาก ที่สุด 4.55 0.69 มาก ที่สุด 4.45 0.69 มาก 4.82 0.4 มาก ที่สุด 5. ระยะเวลา ในการดำเนิน การตาม รูปแบบการ นิเทศฯ 4.18 0.75 มาก 4.45 0.69 มาก 4.18 0.75 มาก 4.73 0.47 มาก ที่สุด 6. กรอบ แนวคิดของ รูปแบบฯ 4.36 0.67 มาก 4.64 0.67 มาก ที่สุด 4.27 0.65 มาก 4.73 0.47 มาก ที่สุด รวม 4.44 0.43 มาก 4.53 0.54 มาก ที่สุด 4.38 0.54 มาก 4.65 0.35 มาก ที่สุด ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 3.1 ขั้นตอนการดำเนินการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 1. การศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึง ประสงค์และ ความต้องการ จำเป็น 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.64 0.67 มาก ที่สุด 4.55 0.69 มาก ที่สุด 2. การ วางแผนและ การกำหนด ทางเลือก 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.64 0.50 มาก ที่สุด 3. การสร้าง สื่อและ เครื่องมือ 4.64 0.50 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4. การปฏิบัติ การนิเทศฯ 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.73 0.47 มาก ที่สุด 4.64 0.50 มาก ที่สุด 5.การประเมิน ผลการปฏิบัติ งานและ รายงานผล 4.36 0.67 มาก 4.27 0.70 มาก 4.27 0.79 มาก 4.45 0.69 มาก 6. แนวทาง การประเมิน ผลการใช้ รูปแบบการ นิเทศภายในฯ 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.45 0.52 มาก 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.73 0.47 มาก ที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 20 ข้อ รายการ ประเมิน ความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ ̅ S.D . แปล ความ รวม 4.59 0.34 มาก ที่สุด 4.52 0.49 มาก ที่สุด 4.55 0.46 มาก ที่สุด 4.59 0.41 มาก ที่สุด รวมทั้งหมด 4.44 0.42 มาก 4.47 0.51 มาก 4.42 0.45 มาก 4.60 0.37 มาก ที่สุด ภาพรวมผลการประเมินรูปแบบฯทั้ง 4 ด้าน =4.48 , S.D.=0.06 ระดับมาก จากตารางที่ 5 พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน เอกชน โดยผลการประเมินรูปแบบฯ ในภาพรวมททั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก (x̅ =4.48, S.D.=0.06) และรายด้านพบว่ามีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.60, S.D.=0.37) รองลงมาได้แก่ มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก (x̅=4.7, S.D.=0.51) มีความ สอดคล้อง อยู่ในระดับมาก (x̅=4.44, S.D.=0.42) และมีความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก (x̅=4.42, S.D.=0.45) ตามลำดับ เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบมีความ สอดคล้องสูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.59, S.D.=0.34) รองลงมา คือ ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในฯ (x̅=4.44, S.D.=0.43) และส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.29, S.D.=0.49) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชน พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสมสูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในฯ (x̅=4.53, S.D.=0.54) รองลงมา คือ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพขอโรงเรียนเอกชน (x̅=4.52, S.D.=0.49) และส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.36, S.D.=0.50) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชนมีความเป็นไปได้สูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพขอโรงเรียนเอกชน (x̅=4.55, S.D.=0.46) รองลงมาคือ ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพฯ (x̅=4.38, S.D.=0.54) และส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน (x̅=4.35, S.D.=0.35) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชนมีความเป็นประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.65, S.D.=0.35) และรองลงมาคือ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชนใน (x̅=4.59, S.D.=0.41) ส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบ (x̅=4.56, S.D.=0.35) ตามลำดับ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 21 ผลการตรวจสอบรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนเอกชนโดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Focus Group Discussion) ผู้วิจัยได้ ปรับปรุงร่างรูปแบบการนิเทศฯ ดังภาพที่ 3 ภาพที่3 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน 3. ผลการดำเนินงานระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการรูปแบบการนิเทศภายในฯ (R2และ D2) 3.1 ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ (R2) ผู้วิจัยนำรูปแบบการนิเทศภายในฯ ไปทดลองใช้กับโรงเรียนสวนสนขอนแก่น เป็นเวลา 3 เดือนและได้ชี้แจงวัตถุประสงค์การใช้รูปแบบการนิเทศฯให้กับผู้บริหารและคณะครู และดำเนินการ ตามรูปแบบการนิเทศภายในฯ จำนวน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning–P) พบว่า สภาพปัจจุบันในภาพรวมของโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีสภาพปัจจุบันระดับสูงสุด ได้แก่ ด้านการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และด้านที่มีสภาพปัจจุบันในระดับต่ำสุด ได้แก่ ด้านการอ่านออก เขียนได้ของผู้เรียน ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำ (Informing-I) พบว่า ร้อย ละของคะแนนเฉลี่ยก่อนการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม และความพึงพอใจของผู้บริหารและครูต่อ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ขั้นที่ 3 การปฏิบัติงาน (Doing-D) พบว่า ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ ได้การนำกิจกรรมการสอน ภาษาอังกฤษเชิงรุก Active Learning ที่ได้จากการอบรมพัฒนามาใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ เป็นอย่างดี และมีการนำกิจกรรมActive Learning มาใช้ในขั้นตอนการสอนภาษาอังกฤษเชิงรุกมาก ขึ้น ขั้นที่ 4 การสร้างขวัญและกำลังใจ (Reinforcing-R) การเสริม กำลังใจของผู้บริหารเพื่อให้ผู้รับ การนิเทศมีความมั่นใจและบังเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานขั้นนี้ อาจจะดำเนินการไปพร้อมๆ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 22 กับที่ผู้รับการนิเทศกำลังปฏิบัติงานหรือการปฏิบัติงานได้สำเร็จลงแล้ว ขั้นที่ 5 การประเมินผลผลิต ของการดำเนินงาน (Evaluating-E) โดยครูดำเนินการสะท้อนคิดหลังการสอน (After Action Review: AAR) ร่วมกันในวงรอบที่ 1 สรุปรายงานผลการดำเนินงานและนำผลไปใช้ปรับปรุง พัฒนาการสอนในวงรอบที่ 2 ต่อไป จากการปฏิบัติงานตามแผนการ พบว่า ครูสามารถพัฒนา นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนได้คนละ 1 เรื่อง และมีผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ รูปแบบการนิเทศภายในฯ ในภาพรวม ระดับมากที่สุด การประเมินความพึงพอใจของครูต่อรูปแบบ การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น ตารางที่ 6 การประเมินความพึงพอใจของครูต่อรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น ข้อที่ รายการ x̅ S.D. แปลผล 1 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูให้มีความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะในการออกแบบการ จัดการเรียนรู้เชิงรุกในทุกระดับชั้น เช่น การเรียนรู้เชิง ประสบการณ์, การสอนแบบโครงงาน, การสอนและใช้ปัญหา เป็นฐาน, การสอนที่เน้นทักษะการคิด 4.75 0.46 มากที่สุด 2 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้สอดคล้อง เชื่อมโยงกับมาตรฐานหรือตัวชี้วัด 4.88 0.35 มากที่สุด 3 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูสามารถจัดการเรียนรู้โดยเน้นให้ผู้เรียน ได้ปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันและร่วมมือกัน เช่น การทำ โครงงานตามความสนใจของผู้เรียน 4.50 0.53 มากที่สุด 4 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูสามารถการประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้การ ประเมินตามสภาพจริงและนำผลการประเมินมาพัฒนาผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง 4.38 0.52 มาก 5 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูพัฒนาให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เช่น โครงงาน, นวัตกรรมการศึกษา 4.75 0.46 มากที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 23 ตารางที่ 6 การประเมินความพึงพอใจของครูคู่สัญญาต่อรูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น (ต่อ) ข้อที่ รายการ x̅ S.D. แปลผล 6 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูพัฒนานักเรียนพัฒนาทักษะ กระบวนการคิดขั้นสูงด้วย การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และนำไปประยุกต์ใช้ เช่น การ สอนที่เน้นทักษะการคิด 4.25 0.46 มาก 7 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียนสร้างสรรค์ งานด้วยตนเองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพใน อนาคต เช่น การทำโครงงานที่ตนเองสนใจ 4.13 0.64 มาก 8 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูพัฒนานักเรียนให้มีโอกาสได้นำเสนอผลงานที่เกิดจาก ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย 5.00 0.00 มากที่สุด 9 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ ครูได้แนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ 4.25 0.71 มาก 10 การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริม ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น 4.38 0.52 มาก รวม 4.53 0.19 มากที่สุด จากตารางที่ 6 แสดงผลการสอบถามความพึงพอใจของครูที่ได้รับการนิเทศภายใน โดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จำนวน 8 คน พบว่า ในภาพรวมครูมีความพึงพอใจในการใช้ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยภาพรวม มากที่สุด เมื่อพิจารณา เป็นรายประเด็น พบว่า ประเด็นที่ครูมีความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ครูพัฒนานักเรียนให้มีโอกาสได้นำเสนอผลงานที่เกิดจากความคิด สร้างสรรค์ของตนเอง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เป็นลำดับที่ 1 มีค่าเฉลี่ย 5.00 รองลงมา ได้แก่ การ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ สอดคล้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานหรือตัวชี้วัด มี ค่าเฉลี่ย 4.88 และประเด็นที่ครูมีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ การนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพส่งเสริมให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียนสร้างสรรค์งานด้วย ตนเองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต เช่น การทำโครงงานที่ตนเองสนใจ มีค่าเฉลี่ย 4.13 นอกจากนั้น การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ครูสะท้อนความพึงพอใจในการนิเทศภายใน โดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ การนิเทศภายในฯ ทำให้ครูรู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดต่อการ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 24 นิเทศ เพราะเป็นครูในโรงเรียนเดียวกัน ทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปอย่างกัลยาณมิตร เปิดใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีผู้บริหารให้การสนับสนุนในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างเข้าใจ และให้กำลังใจในการพัฒนาตนเองให้เป็นครูมืออาชีพ มีคำกล่าวที่ครูได้สะท้อนผลความพึงพอใจ ดังนี้ “รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นรูปแบบที่ช่วยใน การพัฒนางานด้านวิชาการของโรงเรียนโดยเป็นการพัฒนาที่ตัวครูและส่งผลดีต่อผู้เรียน อีกทั้งเป็น ร่วมมือร่วมใจพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” (ผู้บริหารสถานศึกษา, 22 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ทำให้ครูพัฒนาตนเอง เกิดความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาตนเอง และทำให้การบริหารงานด้านวิชาการมีความคล่องตัวมาก ขึ้น” (ครูหัวหน้าวิชาการ, 22 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อนครูมีความรักใคร่ กลมเกลียวกันมากขึ้น เพื่อได้รับรู้และเข้าใจซึ่งกันและกัน จับมือกัน ร่วมกันพัฒนานักเรียน เป็นรูปแบบการนิเทศฯที่ดีมาก” (ครูคนที่ 1, 20 ธันวาคม 2565) “การได้ร่วมสังเกตชั้นเรียนของครูทำให้เกิดมุมมองที่จะนำไปต่อยอดในการจัดการ เรียนรู้ของตนเอง และการสะท้อนตนเองร่วมกัน ทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาตนเองให้เป็นครูมือ อาชีพต่อไปได้” (ครูคนที่ 2, 20 ธันวาคม 2565) “การได้เข้าสังเกตชั้นเรียนของเพื่อทำให้ได้เทคนิคการสอนที่สามารถนำไปปรับใช้กับ ตนเองได้” (ครูคนที่ 3, 21 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศภายในฯทำให้ครูมีความเข้าใจและเห็นใจกันมากขึ้น มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและคอยช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดการพัฒนาวิชีพครูของตนเอง” (ครูคนที่ 4, 21 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศภายในฯ ทำให้ค้นพบวิธีการที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมให้กับ นักเรียน นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม ทำให้ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา มากขึ้น” (ครูคนที่ 5, 22 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศภายในฯ ทำให้ครูได้พัฒนาตนเองโดยตนเองและครูคู่สัญญาร่วม ด้วยช่วยกัน รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาให้การสนับสนุนในทุกๆด้าน ทำให้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นไปอย่างราบรื่น” (ครูคนที่ 6, 22 ธันวาคม 2565) “การวิพากษ์แผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกันก่อนลงมือปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ทำให้ครูมี ความมั่นใจในการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนมากขึ้น และการสะท้อนคิดผลการจัดการเรียนรู้เป็น
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 25 ข้อมูลป้อนกลับเพื่อนำไปวางแผนในวงรอบที่ 2 คู่สัญญาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เราไม่ตำหนิกัน เพราะเรามีวิสัยทัศน์เดียวกันคือการร่วมพัฒนาวิชาชีพครู” (ครูคนที่ 7, 22 ธันวาคม 2565) “รูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพฯทำให้มีความรู้สึกผ่อนคลายไม่เกร็ง เหมือนการนิเทศภายในที่ผ่านมา เพราะครูคู่สัญญาเราคุ้นเคยกันดี ผลจากการนิเทศฯเรานำไป ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้และเวลาการนิเทศยืดหยุ่นเหมาะกับบริบทของเราดีมาก” (ครูคนที่ 8, 22 ธันวาคม 2565) 3.2 ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในฯ (D2) จากการประเมินรูปแบบการนิเทศโดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ ได้แก่ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ ครูและตัวแทนผู้ปกครอง พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศฯ มีความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็น ประโยชน์ของการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด หลังจากที่ผู้วิจัยได้นำรูปแบบการนิเทศภายในของโรงเรียนเอกชน ไปทดลองใช้ที่ โรงเรียนสวนสนขอนแก่นเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นได้นำรูปแบบการนิเทศฯ,คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศฯ และแบบประเมินรูปแบบการนิเทศฯให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศภายในของ โรงเรียนเอกชน โดยมีทั้งหมด จำนวน 15 ท่าน เป็นผู้ประเมินรูปแบบการนิเทศฯ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน และครูผู้สอน จำนวน 8 คน ตัวแทนผู้ปกครอง จำนวน 2 คน
Khon Kaeตารางที่ 7 ผลการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ภายในของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น รายการประเมิน ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แคส่วนที่ 1 หลักการแนวคิดของรูปแบบ 1.1 ชื่อรูปแบบ 4.6 0.52 มากที่สุด 4.4 0.67 1.2 ความเป็นมาและความสำคัญ 4.7 0.48 มากที่สุด 4.4 0.7 ม1.3 เป้าหมายของรูปแบบ 4.7 0.67 มากที่สุด 4.3 0.67 ม1.4 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 4.7 0.48 มากที่สุด 4.6 0.7 มา1.5 นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง 4.4 0.52 มากที่สุด 4.4 0.84 ม1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4.7 0.48 มากที่สุด 4.3 0.95 มรวมเฉลี่ย 4.63 0.12 มากที่สุด 4.40 0.11 มส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพฯ 2.1 หลักการของรูปแบบการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น 4.5 0.71 มาก 4.5 0.71 ม2.2 แนวทางการพัฒนารูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น 4.6 0,70 มากที่สุด 4.6 0.7 มา
en Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 26 ้และความเป็นประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ ผลการประเมิน เฉลี่ย S.D. แปล ความ ้ ความหมาะสม ความเป็นประโยชน์ แปล วาม x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ มาก 4.7 0.48 มากที่สุด 4.9 0.32 มากที่สุด 4.65 0.21 มากที่สุด มาก 4.8 0.42 มากที่สุด 4.9 0.32 มากที่สุด 4.70 0.22 มากที่สุด มาก 4.2 0.79 มาก 5 0 มากที่สุด 4.55 0.37 มากที่สุด กที่สุด 4.5 0.71 มาก 5 0 มากที่สุด 4.70 0.22 มากที่สุด มาก 4.3 0.82 มาก 4.9 0.32 มากที่สุด 4.50 0.27 มาก มาก 4.4 0.7 มาก 4.8 0.42 มากที่สุด 4.55 0.24 มากที่สุด มาก 4.48 0.23 มาก 4.92 0.08 มากที่สุด 4.61 0.23 มากที่สุด มาก 4.6 0.7 มากที่สุด 4.6 0.7 มากที่สุด 4.55 0.06 มากที่สุด กที่สุด 4.5 0.71 มาก 4.6 0.7 มากที่สุด 4.58 0.05 มากที่สุด 236
Khon Kaeตารางที่ 7 ผลการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปไ ภายในของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น (ต่อ) รายการประเมิน ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แค2.3 ขั้นตอนกระบวนการและจุดเน้นการ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น 4.6 0.7 มากที่สุด 4.5 0.71 ม2.4 บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น 4.6 0.7 มากที่สุด 4.8 0.63 มา2.5 ระยะเวลาในการดำเนินการนิเทศ ภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น 4.5 0.71 มาก 4.6 0.7 มา2.6 กรอบแนวคิดของรูปแบบ 4.6 0.7 มากที่สุด 4.6 0.97 มารวมเฉลี่ย 4.57 0.05 มากที่สุด 4.60 0.11 มาส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 3.1 ขั้นตอนการดำเนินการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 3.1.1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่ พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น 4.5 0.71 มาก 4.55 0.95 มา
en Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 27 ได้และความเป็นประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ ผลการประเมิน เฉลี่ย S.D. แปล ความ ้ ความหมาะสม ความเป็นประโยชน์ แปล วาม x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ มาก 4.4 0.7 มาก 4.6 0.7 มากที่สุด 4.53 0.10 มากที่สุด กที่สุด 4.7 0.67 มากที่สุด 4.6 0.7 มากที่สุด 4.68 0.10 มากที่สุด กที่สุด 4.5 0.85 มาก 4.6 0.7 มากที่สุด 4.55 0.06 มากที่สุด กที่สุด 4.3 0.82 มาก 4.8 0.7 มากที่สุด 4.58 0.21 มากที่สุด กที่สุด 4.50 0.14 มาก 4.63 0.08 มากที่สุด 4.58 0.06 มากที่สุด กที่สุด 4.2 0.79 มาก 4.7 0.67 มากที่สุด 4.49 0.21 มาก 237
Khon Kaeตารางที่ 7 ผลการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ภายในของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น (ต่อ) รายการประเมิน ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แค3.1.2 การวางแผนและการกำหนด ทางเลือก 4.6 0.52 มากที่สุด 4.55 0.52 มา3.1.3 การสร้างสื่อและเครื่องมือ 4.6 0.7 มากที่สุด 4.55 0.7 มา3.1.4 การปฏิบัติการนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4.8 0.42 มากที่สุด 4.73 0.84 มา3.1.5 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Evaluation - E) และรายงานผล 4.9 0.32 มากที่สุด 4.27 0.42 ม3.2 แนวทางการประเมินผลการใช้ รูปแบบการนิเทศภายใน 4.9 0.32 มากที่สุด 4.45 0.95 มรวมเฉลี่ย 4.72 0.17 มากที่สุด 4.52 0.15 มารวมเฉลี่ยทั้งหมด 4.64 0.08 มากที่สุด 4.51 0.10 มาภาพรวมผลการประเมินรูปแบบฯทั้ง
en Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 28 ้และความเป็นประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ ผลการประเมิน เฉลี่ย S.D. แปล ความ ้ ความหมาะสม ความเป็นประโยชน์ แปล วาม x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ กที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.7 0.67 มากที่สุด 4.56 0.13 มากที่สุด กที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.9 0.32 มากที่สุด 4.61 0.21 มากที่สุด กที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.7 0.67 มากที่สุด 4.66 0.18 มากที่สุด มาก 4.5 0.85 มาก 4.8 0.63 มากที่สุด 4.62 0.29 มาก มาก 4.55 0.97 มากที่สุด 4.8 0.63 มากที่สุด 4.68 0.21 มากที่สุด กที่สุด 4.41 0.12 มากที่สุด 4.77 0.08 มากที่สุด 4.60 0.17 มากที่สุด กที่สุด 4.46 0.05 มากที่สุด 4.77 0.14 มากที่สุด 4.60 0.14 มากที่สุด ัง 4 ด้าน 4.60 0.15 มากที่สุด 238
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 29 จากตารางที่ 7 พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ โรงเรียนเอกชน โดยผลการประเมินรูปแบบฯ ในภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.60, S.D.=0.15) และรายด้านพบว่า มีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.77, S.D.=0.14) รองลงมาได้แก่ มีความสอดคล้อง อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.64,S.D.=0.08) ความเป็นไปได้ อยู่ใน ระดับมาก (x̅=4.51, S.D.=0.10) และมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก (x̅=4.46,S.D.=0.05) ตามลำดับ เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการ ใช้รูปแบบที่มีความสอดคล้องสูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.72,S.D.=0.17) รองลงมา คือ ส่วนที่ 1 ที่มาของ รูปแบบ (x̅=4.63, S.D.=0.12) และส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.57, S.D.=0.05) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่า องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบที่มีความเหมาะสมสูงสุด ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.50, S.D.=0.14) รองลงมา คือ ส่วนที่ 1 ที่มาของ รูปแบบ (x̅=4.48, S.D.=0.23) และส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.46, S.D.=0.05) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการ ใช้รูปแบบ พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบที่มีความเป็นไปได้สูงสุด ส่วนที่ 2 รูปแบบการ นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.60, S.D.=0.11) รองลงมาคือ ได้แก่ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน เอกชน (x̅=4.52, S.D.=0.15) และส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบ (x̅=4.40,S.D.=0.11) ตามลำดับ องค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่าองค์ประกอบของคู่มือการใช้รูปแบบที่มีความเป็นประโยชน์ สูงสุด ได้แก่ ส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบ (x̅=4.92, S.D.=0.08) รองลงมาคือ ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.77, S.D.=0.14) และส่วนที่ 2 นิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน (x̅=4.63, S.D.=0.08) ตามลำดับ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนเอกชนของผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนสวนสนขอนแก่น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จากการสนทนากลุ่ม ดังนี้ “...รูปแบบการนิเทศนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ที่ได้นำมาทดลองใช้ในครั้งนี้มีประโยชน์ จากการนิเทศภายในฯ พบว่า ครูผู้สอนมีความสามารถ ในการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างเต็มความสามารถและพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นิเทศได้...” (ผู้บริหารสถานศึกษา คนที่ 1) “...ขอบคุณผู้วิจัยที่ได้คัดเลือกโรงเรียนสวนสนขอนแก่น เป็นกลุ่มเป้าหมายในการ ทดลองใช้เครื่องมือในครั้งนี้ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน เอกชน ที่ได้ทดลองใช้ในครั้งนี้ มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการนิเทศภายใน โรงเรียนให้เข้มแข็ง และพัฒนาคุณครูผู้สอนให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างครูมืออาชีพ เป็นต้น ...”
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 30 (ผู้บริหารสถานศึกษา คนที่ 2) “...รูปแบบการนิเทศภายในฯที่ทดลองใช้ จากการที่ได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์เป็นส่วน หนึ่งในการทดลองใช้รูปแบบ พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสม มีความถูกต้อง มีความเป็นไปได้และเป็น ประโยชน์กับโรงเรียน ในอนาคตควรมีการนำรูปแบบนี้ขยายผลไปยังโรงเรียนเอกชนในสังกัดและ โรงเรียนในสังกัดอื่นที่สนใจ…” (ศึกษานิเทศก์ คนที่ 1) “…. จากการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ ทำให้ครูผู้สอนได้มีการพัฒนากิจกรรมการ จัดการเรียนรู้เชิงรุกที่หลากหลายมากขึ้น มาใช้ในการนำเสนอความคิด ครูมีการใช้สื่อที่หลากหลายในแต่ ละชั่วโมงที่ครูสอน มีการเตรียม PowerPoint ในการนำเสนอข้อมูลเพื่อความกระชับในการเรียนรู้ และ ช่วยในการขยายความรู้และกระตุ้นความสนใจของนักเรียนมีการใช้ใบงานและใบความรู้ ใบงานได้ฝึกให้ นักเรียน ได้เรียนรู้และได้คิดด้วยตนเอง...” (ครูผู้สอน คนที่ 1) “…การทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ ครูสามารถออกแบบ กิจกรรมในรูปแบบActive Learning โดยครูมีการออกแบบการสอน เลือกใช้สื่อประกอบในการจัดการ เรียนรู้ ทั้งใบงาน ใบความรู้ ส่งผลให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำกิจกรรม ส่งผลให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวามากขึ้น...” (ครูผู้สอน คนที่ 2) “…รูปแบบการนิเทศภายใน ทำให้ครูรู้สึกไม่กดดันในการรับการนิเทศ ภายใน เพราะครูเป็นคนคุ้นเคยกันดี ในวงรอบแรกเราจะชื่นชมกันมากกว่า เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนสอน เลย แต่ท่านศึกษานิเทศก์ได้ให้ข้อเสนอแนะและเทคนิคการนิเทศเพื่อเราจะได้เกิดการพัฒนาตนเอง ใน วงรอบที่ 2 ครูเห็นจุดที่ครูเราควรพัฒนามากขึ้น ...” (ครูผู้สอน คนที่ 3) จากการนำรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนเอกชน ไป ทดลองใช้กับโรงเรียนสวนสนขอนแก่น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ แบบอย่างที่ดี (Good Practices) ของครู คู่สัญญาจำนวน 8 คน โดยคณะครูได้ออกแบบกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเชิงรุก จำนวน 1 หน่วย การเรียนรู้ โดยการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 วงรอบ และได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ สมบูรณ์สามารถนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีและเผยแพร่ภายในสถานศึกษา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และ ประยุกต์ใช้ให้กับครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษต่อไป โดย นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนของครูจำนวน 8 คน ได้แก่ คนที่ 1 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบใช้เกม (Games) คนที่ 2 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบการเขียน บันทึก (Keeping Journals or Logs) คนที่ 3 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบแผนผัง ความคิด (Concept Mapping) คนที่ 4 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบแสดง บทบาทสมมติ (Anchored Instruction)
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 31 คนที่ 5 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการสอนโดยใช้คำถาม (Questioning Method) คนที่ 6 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Division) คนที่ 7 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบการเขียน จดหมายข่าว (Write and Produce a Newsletter) คือ คนที่ 8 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบโต้วาที (Student debates) ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนของครูดังภาพที่ 4 ภาพที่ 17 แสดงแบบอย่างที่ดี(Good Practices) ของครูคู่สัญญา ผู้วิจัยได้สำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อนำผลการสำรวจไปยืนยันผลการดำเนินงานในการใช้รูปแบบการนิเทศ ฯ ดังตารางที่ ตารางที่8 ตารางการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดย ใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น ข้อที่ รายการ x̅ S.D. แปลผล ส่วนที่ 1 หลักการแนวคิดของรูปแบบ 1.1 ชื่อรูปแบบ 5.00 0.00 มากที่สุด 1.2 ความเป็นมาและความสำคัญ 4.73 0.46 มากที่สุด 1.3 เป้าหมายของรูปแบบ 4.87 0.41 มากที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 32 ข้อที่ รายการ x̅ S.D. แปลผล 1.4 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 5.00 0.00 มากที่สุด 1.5 นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง 5.00 0.26 มากที่สุด 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5.00 0.00 มากที่สุด ส่วนที่ 2 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2.1 หลักการของรูปแบบการนิเทศภายในฯ 4.53 0.52 มากที่สุด 2.2 แนวทางการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ 5.00 0.00 มากที่สุด 2.3 ขั้นตอนกระบวนการและจุดเน้นการนิเทศฯ 5.00 0.00 มากที่สุด 2.4 บุคลากรที่เกี่ยวข้องฯ 4.60 0.51 มากที่สุด 2.5 ระยะเวลาในการดำเนินการฯ 4.13 0.52 มาก ส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 3.1 ขั้นตอนการดำเนินการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 3.1.1 การวางแผนการดำเนินงาน (Planning-P) 4.80 0.41 มากที่สุด 3.1.2 การเสริมสร้างความรู้ในการปฏิบัติงาน(Informing-I) 5.00 0.00 มากที่สุด 3.1.3 การปฏิบัติงานตามแผน (Doing - D) 5.00 0.00 มากที่สุด 3.1.4 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Evaluation – E) 4.53 0.52 มากที่สุด 3.1.5 การเผยแพร่ขยายผล (Diffusing - D) 4.27 0.46 มากที่สุด 3.2 แนวทางการประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ 4.27 0.59 มาก ภาพรวม 4.75 0.24 มากที่สุด จากตารางที่ 8 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการต่อการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนสวนสนขอนแก่น พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจใน ภาพรวมระดับมากที่สุด และประเด็นที่ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด คือ ชื่อรูปแบบ, วัตถุประสงค์ของรูปแบบ, นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง,ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ, แนวทางการพัฒนารูปแบบ การนิเทศภายในฯ, ขั้นตอนกระบวนการและจุดเน้นการนิเทศฯ, การเสริมสร้างความรู้ในการปฏิบัติงาน (Informing-I) และการปฏิบัติงานตามแผน (Doing-D) ในส่วนที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ระยะเวลา ในการดำเนินการ สรุปผลการดำเนินงาน ผู้วิจัยได้เสนอการสรุปผลการดำเนินงานเป็นประเด็น ดังต่อไปนี้ 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ภาพรวมของขอบข่ายการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันสูงสุดภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาจุดเน้นการ นิเทศแต่ละด้านจะเห็นว่ามีระดับของสภาพปัจจุบันสูงสุด ได้แก่ ด้านการยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทั้งนี้อาจ เป็นเพราะโรงเรียนเอกชนเป็นโรงเรียนทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลาน มีพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง เพื่อไปสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆของแต่ละจังหวัด ดังนั้น โรงเรียนเอกชนจึงมีจุดเด่นในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่สูง สอดคล้องกับพา อักษรเสือ และ เอกราช
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 33 โฆษิตพิมานเวช (2563) โรงเรียนเอกชนจำนวนมากที่มีความพร้อมจึงไปใช้หลักสูตรพิเศษต่างๆจำนวน มากเพื่อใช้ในการสร้างจุดเด่นทางการตลาดเพื่อดึงดูดให้ผู้ปกครองเลือกสถานศึกษาสำหรับลูกหลาน ผลการศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ภาพรวมของจุดเน้นการนิเทศของโรงเรียนเอกชน พบว่า สภาพที่พึงประสงค์ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุดโดย เมื่อพิจารณาจุดเน้นการนิเทศแต่ละด้านจะเห็นว่า ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีระดับของสภาพที่พึงประสงค์สูงสุด ทั้งนี้เป็นเพราะการจัดการเรียนรู้เชิง รุกเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แนวทางหนึ่งที่เหมาะสำหรับนักเรียนในยุคปัจจุบัน ที่ช่วยแก้ไขและ ยกระดับคุณภาพของนักเรียน ดังนั้นการพัฒนาให้ครูผู้สอนมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจึง เป็นประเด็นที่สำคัญในการพัฒนาครูที่นักการศึกษาต่าง ๆ ได้ชี้แนะ สอดคล้องกับอนุสสรา เฉลิมศรี (2563) ได้ดำเนินการวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูประถมศึกษา ด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พบว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ครูต้องมีการเตรียมการและจัดกิจกรรมเปิด โอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ผลการประเมินความต้องการจำเป็นของจุดเน้นการนิเทศโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา พบว่าค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ จุดเน้นการนิเทศด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทั้งนี้เป็นเพราะนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการที่ ต้องการให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้น ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ด้วยกิจกรรมจะต้องส่งเสริม ทักษะ การคิด การสื่อสาร การนำเสนอ สอดคล้องกับอนุสรา เฉลิมศรี (2563) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการ เรียนรู้เชิงรุกเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ผ่าน การลงมือปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้การพูด ฟัง อ่าน เขียน และสะท้อนคิด ซึ่งนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะ การคิดขั้นสูงทั้งการวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า อันจะนำไปสู่การเชื่อมโยงความรู้หรือ สร้างความรู้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย โดยครูผู้สอนเลือกใช้กลวิธีและเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อ กระตุ้นให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กับครูผู้สอนและระหว่างนักเรียนด้วยกัน ส่วนด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำสุด ได้แก่ ด้าน การจัดการเรียนรู้โดยใช้Technology Digital ทั้งนี้เป็นเพราะโรงเรียนเอกชน มีความพร้อมในเรื่อง การจัดหาเทคโนโลยีใหม่ๆในการจัดการเรียนการสอน เพราะเป็นจุดเด่นและความพร้อมในการจัด การศึกษาของโรงเรียนเอกชนจำนวนมาก 2) ผลการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนเอกชน (D1) ผู้วิจัยได้เสนอการอภิปรายผล เป็นประเด็น ดังต่อไปนี้1) ผลการยกร่างและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ เนื่องจากรูปแบบ การนิเทศภายในฯ ได้ผ่านการตรวจสอบรูปแบบการนิเทศฯ และคู่มือการใช้รูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ2) ผลการตรวจสอบรูปแบบโดยการยืนยันรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ ในด้านความ สอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่าผลการประเมินรูปแบบฯ ใน ภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งขั้นตอนดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับวิรัลพัชร นิลแก้ว บวรวิชญ และ ธัชชัย จิตรนันท์ (2564) การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบ ร่วมพัฒนาวิชาชีพเพื่อพัฒนา งานวิชาการด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การนิเทศแบบเพื่อนร่วม พัฒนาวิชาชีพเหมาะสมกับการปฏิรูปการเรียนรู้ 2 ด้าน คือ ในด้านการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอน
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 34 สามารถวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนได้อย่างตรงจุดทำ ให้กระบวนการแก้ปัญหามีความชัดเจน โดยใช้นวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องครูผู้สอนได้รับผลประโยชน์ ทางการศึกษาคือ เกิดการพัฒนาตนพัฒนางานมีทีมงานที่เข้มแข็งช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำ ให้โรงเรียน มีศักยภาพในการทำงานสูง ผู้บริหารโรงเรียนได้รับประโยชน์ คือ สามารถใช้กระบวนการนิเทศการสอน แบบเพื่อนร่วมพัฒนาวิชาชีพสร้างทีมงานในโรงเรียนได้ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสอดคล้องกับงานวิจัยของกัมพล ขันทะวงษ์ (2565) ได้ศึกษาการ พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในด้วยเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนและกำหนดทางเลือก ขั้นตอนที่ 3 การสร้างสื่อและเครื่องมือ ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติการนิเทศภายใน ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลและรายงานผล 3) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน (R2 และ D2) ผู้วิจัยได้เสนอการอภิปรายผลเป็นประเด็น ดังต่อไปนี้ผู้วิจัยใช้กระบวนการนิเทศ ภายใน จำนวน 5 ขั้นตอนขับเคลื่อนกระบวนการนิเทศโดยใช้องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพจำนวน 6 องค์ประกอบในการขับเคลื่อนการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ ของครูผู้สอนใน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ ผลจากการปฏิบัติการนิเทศภายในฯพบว่า มี การวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 1 หน่วยการเรียนรู้ ประกอบด้วย 2 แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อดำเนินการ ปรับปรุงกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ 2W3P ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความรู้และความเข้าใจและสามารถนำกระบวนการนิเทศภายในฯ นำไปใช้ ได้จริง ครูคู่สัญญาได้นำข้อเสนอแนะจากการนิเทศภายในฯในครั้งที่หนึ่งมาปรับปรุงและพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ในครั้งที่สองได้เป็นอย่างดีและมีการนำกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเชิงรุกมาใช้ในการ จัดการเรียนรู้มากขึ้น ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศภายในฯในระดับมากที่สุด และจากการ สังเกตและสัมภาษณ์นักเรียนที่ได้ร่วมการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเชิงรุก พบว่า นักเรียนมีความเข้าใจ ในบทเรียนมากขึ้น มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ สนุกสนานและมีความสุขในการเรียนมาก สอดคล้องกับวิรัลพัชร นิลแก้วบวรวิชญ์ (2563) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนา วิชาชีพเพื่อพัฒนางานวิชาการด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ทีมนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพมีความรูความเขาใจในการใชรูปแบบการนิเทศภายในฯโดยการประเมิน จากการทำแบบทดสอบวัดความรู้โดยวัดได้จากผลการประเมินทีมร่วมนิเทศคะแนนหลังอบรมสูงกวา ก่อนการอบรม และสอดคล้องกับรัศมี ภูกันดาน (2562) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้ทีมเป็นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ทีมนิเทศภายในมีความรู้ความเข้าใจในการใช้รูปแบบ การนิเทศภายในโดยการประเมินจากการทำแบบทดสอบวัดความรู้ทีมนิเทศผ่านการประเมิน และมี ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการนิเทศภายในโดยใช้ทีมเป็นฐาน โดยวัดได้จากผลการประเมินทีมนิเทศ คะแนนหลงั อบรมสูงกว่าก่อนการอบรมทุกคน ทีมนิเทศภายในมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning โดยการประเมินตนเองด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของทีมนิเทศ ภายใน พบว่า สมาชิกทีมนิเทศทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 35 พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการพิเทศโดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมการสอนโดยทีม นิเทศภายใน ระหว่างการดำเนินการนิเทศภายใน ครูผู้รับการนิเทศมีลำดับการพัฒนาพฤติกรรมการ เรียนการสอนดีขึ้นทุกคน ครูผู้รู้บการนิเทศภายใน วิชาสังคมศึกษา วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาไทยและ วิชาศิลปะมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบแบบ Active Learning โดยการประเมินผลการ จัดการเรียนรู้โดยทีมนิเทศภายใน อยู่ในระดับมากที่สุดและครูผู้รับการนิเทศภายในมีความพึงพอใจต่อ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ทีมเป็นฐานภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้การสอนของโรงเรียนเอกชน ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนโรงเรียนเอกชน พบว่า ผลการประเมินความสอดคล้อง ความ เหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย (Stakeholders) กับรูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากรูปแบบการนิเทศภายในฯ ที่สร้างขึ้นมานั้นผ่านกระบวนการต่างๆ อย่างเหมาะสมและผ่าน การประเมินการพัฒนารูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง มี การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิดต่างๆมาอย่างลุ่มลึก จึงทำให้ผลการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของการใช้รูปแบบการนิเทศภายในฯ โดยผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด กับงานวิจัยของมณีรัตน์ เย็นสวัสดิ์ (2564) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูระดับประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่า ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ มีดังนี้ 1) ความรู้หลังนิเทศสูงกว่า ก่อนนิเทศ 2) ความสามารถด้านการเขียนแผนฯอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสามารถด้านการจัด กิจกรรมฯอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ความสามารถด้านการวัดผลประเมินผลฯ อยู่ในระดับมากที่สุด 5) หลังการใช้รูปแบบการนิเทศครูมีคุณลักษณะความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก สอดคล้องกับนวพรรณ อินต๊ะวงศ์ (2565) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนารูปแบบการนิเทศโดยใช้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อ พัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ผลการวิจัย พบว่า ผลการใช้รูปแบบ การนิเทศฯ พบว่า 1) ครูมีความสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกหลังการใช้รูปแบบฯ สูง กว่าก่อนการใช้รูปแบบฯ 2) นักเรียนมีทักษะการคิดในระดับมาก ทักษะการแก้ปัญหาในระดับมาก และ ทักษะการใช้เทคโนโลยีในระดับมากที่สุด 3) ครูมีคุณลักษณะความเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยรวมในระดับมาก
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 36 บรรณานุกรม กัมพล ขันทะวงษ์และคณะ (2565). การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการ จำเป็นในการนิเทศภายในด้วยเทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิทยาลัย บัณฑิตเอเชีย, 1-6. นวพรรณ อินต๊ะวงศ์. (2565). การพัฒนารูปแบบการนิเทศโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะใน ศตวรรษที่ 21 โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล).วารสารมหาจุฬา นาครทรรศน, 9 (3), 426-442. พา อักษรเสือ, และ เอกราช โฆษิตพิมานเวช. (2563). ประสิทธิผลการจัดการึกษาของสถานศึกษา เอกชน. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 81-88. มณีรัตน์ เย็นสวัสดิ์. (2564). การพัฒนารูปแบบการนิเทศด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูระดับประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น. วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู, 169-193. รัศมี ภูกันดาน. (2562). การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ทีมเป็นฐานในโรงเรียน มัธยมศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วัชรา เล่าเรียนดี. (2553). การนิเทศการสอน. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิรัลพัชร นิลแก้วบวรวิชญ, และธัชชัย จิตรนันท์. (2564). การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบร่วมพัฒนา วิชาชีพเพื่อพัฒนางานวิชาการด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ในสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2564), 122- 138. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน,. (2560). แผนพัฒนาการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2560- 2564. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น. (2563). รายงานผลการทดสอบความสามารถด้านการอ่าน ออกของผู้เรียน (Reading Test):RT) ปีการศึกษา 2562. ขอนแก่น. เสาวนี สิริสุขศิลป์. (2564). ภาวะผู้นําทางการนิเทศการศึกษา. ขอนแก่น: พิมพ์ครั้งที่ 1 โรงพิพม์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สงัด อุทรานันท์. (2530). การนิเทศการศึกษา:หลักการทฤษฎีและปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: บัตรสยาม. อนุสรา เฉลิมศรี. (2563). การพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูประถมศึกษา ด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. อธิศ ไชยคิรินทร์. (2562). รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 37 DuFour, R., Eakey, R., & Many, T. (2006). Learning by Doing A Handbook for Professional Learning Communities at Work. Bloomington, IN: Solution Tree Press. Harris, B.M. (1985). Supervisory Behavior in Education. New Jersey: Prentice Hall. Hord, D.J. (1997). Professional learning communities: Communities of continuous inquiry and improvement. Texas: Southwest Educational Development Laboratory.
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 38 ภาคผนวก ภาคผนวก ก การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภาคผนวก ข แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 39 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์เครื่องมือวิจัย จุดเน้นการนิเทศ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ PNI Modified ลำดับ ความ ต้องการ จำเป็น X̅ S.D. แปลความ X̅ S.D. แปลความ 1. การพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา 3.09 0.12 ปานกลาง 4.38 0.31 มาก 0.41 5 2. การส่งเสริมการอ่านออก เขียนได้ของผู้เรียน 3.16 0.44 ปานกลาง 4.51 0.39 มากที่สุด 0.42 4 3. การจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) 3.19 0.14 ปานกลาง 4.72 0.25 มากที่สุด 0.48 1 4. การจัดการเรียนรู้โดย ใช้Technology Digital 3.23 0.14 ปานกลาง 4.51 0.30 มากที่สุด 0.40 6 5. การยกระดับผลสัมฤทธิ์ 3.27 0.19 ปานกลาง 4.66 0.26 มากที่สุด 0.43 3 6. การประกันคุณภาพการศึกษา 3.18 0.15 ปานกลาง 4.57 0.33 มากที่สุด 0.44 2 ภาพรวม 3.19 0.20 ปานกลาง 4.56 0.31 มากที่สุด 0.43 รายการประเมิน ผลการประเมิน เฉลี่ย S.D. แปล ความ ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ ความหมาะสม ความเป็นประโยชน์ x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ x̅ S.D. แปล ความ 3.1.2 การวางแผน และการกำหนด ทางเลือก 4.6 0.52 มาก ที่สุด 4.55 0.52 มาก ที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.7 0.67 มาก ที่สุด 4.56 0.13 มาก ที่สุด 3.1.3 การสร้างสื่อ และเครื่องมือ 4.6 0.7 มาก ที่สุด 4.55 0.7 มาก ที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.9 0.32 มาก ที่สุด 4.61 0.21 มาก ที่สุด 3.1.4 การ ปฏิบัติการนิเทศ ภายในฯ 4.8 0.42 มาก ที่สุด 4.73 0.84 มาก ที่สุด 4.4 0.7 มาก 4.7 0.67 มาก ที่สุด 4.66 0.18 มาก ที่สุด 3.1.5 การ ประเมินผลการ ปฏิบัติงาน (Evaluation - E) และรายงานผล 4.9 0.32 มาก ที่สุด 4.27 0.42 มาก 4.5 0.85 มาก 4.8 0.63 มาก ที่สุด 4.62 0.29 มาก 3.2 แนวทางการ ประเมินผลการใช้ รูปแบบการนิเทศ ภายในฯ 4.9 0.32 มาก ที่สุด 4.45 0.95 มาก 4.55 0.97 มาก ที่สุด 4.8 0.63 มาก ที่สุด 4.68 0.21 มาก ที่สุด รวมเฉลี่ย 4.72 0.17 มาก ที่สุด 4.52 0.15 มาก ที่สุด 4.41 0.12 มาก ที่สุด 4.77 0.08 มาก ที่สุด 4.60 0.17 มาก ที่สุด รวมเฉลี่ยทั้งหมด 4.64 0.08 มาก ที่สุด 4.51 0.10 มาก ที่สุด 4.46 0.05 มาก ที่สุด 4.77 0.14 มาก ที่สุด 4.60 0.14 มาก ที่สุด ภาพรวมผลการประเมินรูปแบบฯทั้ง 4 ด้าน 4.60 0.15 มาก ที่สุด
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 40 ภาคผนวก ง คู่มือการใช้รูแบบการนิเทศภายในฯ
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 41 ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรม การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ภาพการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้รูปแบบ การนิเทศภายในฯ ของโรงเรียนสวนสน ขอนแก่น ภาพการอบรมเชิงปฏิบัติการการสอน ภาษาอังกฤษเชิงรุก สำหรับโรงเรียนสวนสนขอนแก่น ภาพกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเชิงรุก ของครู ภาพสะท้อนผลของครู ภาพการเผยแพร่ขยายผลในสถานศึกษา
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 42 ภาคผนวก ฉ การขยายผล/การใช้นวัตกรรมการศึกษา ระดับการเผยแพร่ ร่องรอยหลักฐาน 1) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และขยายผล นวัตกรรมในระดับสถานศึกษาหรือหน่วยงาน - โรงเรียนอนุบาลเพชรลดา - โรงเรียนซู่เอ็ง - โรงเรียนการกุศลวัดธาตุกุดกว้าง 2) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และขยายผลนวัตกรรม ในระดับกลุ่มสถานศึกษาหรือระหว่างหน่วยงาน - กลุ่มไลน์ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนจังหวัดขอนแก่น 3) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และขยายผลนวัตกรรม ในระดับเขตพื้นที่หรือระดับจังหวัด - เว็บไซด์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น 4) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และ ขยายผลนวัตกรรมในระดับภูมิภาค - ผลงาน/แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ/นวัตกรรมด้านการ นิเทศในงานประชุมทางวิชาการ สมาคมศึกษานิเทศก์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2566 5) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และขยายผลนวัตกรรม ในระดับประเทศหรือนานาชาติ - เว็บไซด์ครูบ้านนอกดอทคอม https://www.kroobannok.com/board_view.php?b_id=188590 &bcat_id=16 [31 ก.ค. 2566 เวลา 13:41 น.] อ่าน [63] ไอพี : 223.206.221.85 - สมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2566
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 43 ภาคผนวก ช แผนการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนของครู ภาคผนวก ซ โครงการที่สอดคล้องกับนวัตกรรมการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในฯ ภาคผนวก ญ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
Khon Kaen Innovation for Thai Education (KK IFTE) | นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา จังหวัดขอนแก่น 44