ห น้ า 50 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ รูปแบบที่ 2 “โรคหัวใจและหลอดเลือด”. 2552. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://kucitypic.kasetsart.org สืบค้น 13 กุมภาพันธ์ 2552. รูปแบบที่ 1 กระทรวงพาณิชย์. “ เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการค้าของไทยและประเทศคู่ค้าส าคัญ”. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.moc.go.th/ ม.ป.ป. สืบค้น 15 ตุลาคม 2552. รูปแบบที่ 2 กระทรวงพาณิชย์.ม.ป.ป. “ เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการค้าของไทยและประเทศคู่ค้าส าคัญ”. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.moc.go.th/ สืบค้น 15 ตุลาคม 2552. รูปแบบที่ 1 Weisz, Morris. “Trade Union”. Microsoft Encarta 98 Encyclopedia. Disc 1. [CD-ROM]. Available : Microsoft Encarta 98 Encyclopedia. 1998. Retrieved October 15, 2009. รูปแบบที่ 2 Weisz, Morris. 1998.“Trade Union”. Microsoft Encarta 98 Encyclopedia. Disc 1. [CDROM].Available: Microsoft Encarta 98 Encyclopedia. Retrieved October 15, 2009. 16. โสตทัศนวัสดุ ในการท ารายงาน อาจได้ข้อมูลจากโสตทัศวัสดุประเภทต่างๆ เช่น สไลด์ เทปบันทึกภาพยนตร์ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น ในรายการบรรณานุกรม ให้ระบุชื่อผู้จัดท า และวงเล็บหน้าที่ที่รับผิดชอบ (ถ้ามี) และระบุ ลักษณะของโสตทัศนวัสดุไว้ในวงเล็บ [ ] ต่อจากชื่อเรื่อง ตามด้วยชื่อสถานที่ผลิตหน่วยงานที่เผยแพร่ (ถ้ามี) และปีที่ เผยแพร่ รูปแบบที่ 1 ชื่อผู้จัดท า. (หน้าที่ที่รับผิดชอบ). ชื่อเรื่อง. [ประเภทของโสตทัศนวัสดุ]. สถานที่ผลิต: หน่วยงานที่เผยแพร่, ปีที่เผยแพร่. รูปแบบที่ 2 ชื่อผู้จัดท า. (หน้าที่ที่รับผิดชอบ). ปีที่เผยแพร่. ชื่อเรื่อง. [ประเภทของโสตทัศนวัสดุ]. สถานที่ผลิต: หน่วยงานที่เผยแพร่. ตัวอย่ำงโสตทัศนวัสดุ รูปแบบที่ 1 ส านักวิทยบริการและสารสนเทศ. คืนแห่งวัฒนธรรม. [เทปบันทึก]. สระบุรี : ศูนย์โสตทัศนะศึกษา, 2551. รูปแบบที่ 2 ส านักวิทยบริการและสารสนเทศ. 2551. คืนแห่งวัฒนธรรม. [เทปบันทึก]. สระบุรี : ศูนย์โสตทัศนะ ศึกษา. กำรเขียนเชิงอรรถ มี 3 ประเภท 1. เชิงอรรถอ้างอิง คือ เชิงอรรถที่แจ้งให้ทราบว่าข้อความที่ยกมานั้นอยู่ในหนังสือ หรือสิ่งพิมพ์เล่มใด หน้าใด เพื่อ ผู้อ่านสามารถตรวจสอบ และอ่านเพิ่มเติมได้ 2. เชิงอรรถเสริมความ คือ เชิงอรรถอธิบายค าหรือข้อความเพิ่มเติมจากเนื้อเรื่องในตอนนั้น 3. เชิงอรรถโยง คือ เชิงอรรถที่โยงให้ผู้อ่านดูเพิ่มเติมเรื่องราวตอนนั้นจากหน้าอื่นในเรื่องเดียวกัน ก่อนเขียนเชิงอรรถต้องเขียนตัวเลขโดดๆ ไว้ท้ายข้อความที่คัดมา หรือสรุปใจความมาจากหนังสืออื่นๆ ให้ตัวเลข ลอยอยู่เหนือตัวอักษร เริ่มให้เลขล าดับตั้งแต่เลข 1 เป็นต้นไป แล้วจึงเขียนเชิงอรรถไว้ท้ายหน้านั้น ใช้เลขหมาย เดียวกัน จะขึ้นต้นเลข 1 ทุกครั้งที่ขึ้นหน้าใหม่ เชิงอรรถทั้งหมดอยู่ตอนท้ายสุดของหน้า จ านวนหมายเลขมีเท่ากับหมายเลขในข้อเขียนรายงานนั้นๆ ในแต่ละ หน้า แยกให้เห็นชัดระหว่างข้อเขียนกับเชิงอรรถโดยขีดเส้นยาว ประมาณ 2 นิ้วจากขอบซ้ายของกระดาษคั้นไว้ เว้น 1 บรรทัดก่อนแล้วจึงเริ่มเขียนเชิงอรรถบรรทัดแรกโดยย่อหน้า 8 ระยะของช่องตัวอักษร เขียนตัวเลขก ากับที่ หน้าข้อความตอนบนเหนือบรรทัดให้ตรงกับเลขในข้อเขียน ถ้ามีหลายเชิงอรรถในหน้าเดียวกันให้เว้นห่างกัน 1
ห น้ า 51 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ บรรทัด และขึ้นบรรทัดใหม่ทุกรายการ ถ้าเชิงอรรถลงในบรรทัดเดียวไม่พอ ในบรรทัดที่ 2 ให้เริ่มเขียนชิด ขอบกระดาษที่เว้น ประมาณ 1.5 นิ้ว หลักเกณฑ์และแบบแผนของกำรเขียนเชิงอรรถ การเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรมใช้แบบแผนเดียวกัน แต่การจัดเรียงล าดับรายการบางอย่างและ เครื่องหมายวรรคตอนบางแห่งที่แตกต่างกัน 1. ผู้แต่ง เรียงล าดับตามชื่อและนามสกุลทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ผู้แต่งที่มีราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ สมณะศักดิ์ ให้ใส่ไว้ข้างหน้าชื่อ และที่หลังชื่อผู้แต่งใส่เครื่องหมายจุลภาค 2. ชื่อเรื่อง ล าดับต่อจากผู้แต่ง ถัดมาเป็นสถานทีพิมพ์ไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาค แต่ถ้ามีรายการครั้งที่ พิมพ์ต้องใส่เครื่องหมายจุลภาคคั่น และถ้าเป็นชื่อบทความต้องใส่เครื่องหมายจุลคั่น 3. ครั้งที่พิมพ์ ถ้าพิมพ์ครั้งที่ 2 ขึ้นไปให้ล าดับไว้หลังชื่อเรื่องคั่นด้วยจุลภาค 4. สถานที่พิมพ์ ส านักพิมพ์ ปีทีพิมพ์ ล าดับไว้หลังชื่อเรื่อง หรือครั้งที่พิมพ์ ให้ใส่ไว้ในวงเล็บ แล้วตามมาด้วย เครื่องหมายจุลภาค 5. เลขหน้า ล าดับไว้หลังปีพิมพ์ ระบุเลขหน้าในตอนที่อ้างถึงเท่านั้น ส าหรับหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ และเอกสารอื่นๆ ให้ระบุค าว่า หน้า (p. หรือ pp.) ไว้ข้างหน้าเลข หน้าด้วย แต่ถ้าเป็นบทความในวารสาร ไม่ใส่ค าว่า หน้า แต่ให้ใส่เลขหน้าได้ทันที กรณีที่หนังสือมีหลายเล่มจบ ให้อ้างเฉพาะเลขหน้าที่ใช้เท่านั้น เช่น 1:27 หรือ 12 : 7-27 6. การอ้างเอกสารซ้ า ในการเขียนเชิงอรรถของเอกสารที่อ้างถึงเป็นครั้งแรก ให้ลงรายการอย่างสมบูรณ์ แต่ ถ้าเอกสารเรื่องเดียวกันนั้นมาจากหน้าที่อ้างถึงต่างหน้ากัน ให้ระบุเลขหน้าลงไปด้วย เช่น เรื่องเดียวกัน, หน้า 13. กรณีที่การเอกสารนั้นซ้ าโดยมีเอกสารอื่นมาคั่น ให้ลงรายการย่อโดยตัดข้อความส่วนที่เป็น สถานที่พิมพ์ ส านักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ออก เหลือไว้แต่เพียงชื่อผู้แต่งและชื่อเรื่อง บทที่6 กำรพัฒนำทักษะเพื่อกำรศึกษำค้นคว้ำและเขียนรำยงำน การศึกษา หมายถึง การเสาะแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่างๆ อย่างถ่องแท้ จนสามารถน า ความรู้นั้น มาปรับปรุงตนให้ด ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การศึกษาเป็นรากฐานที่ส าคัญในการพัฒนาประเทศ การศึกษาจึงมีความจ าเป็นส าหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย ศึกษาเล่าเรียน สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่า เป็นยุค ของข่าวสาร ความรู้ หรือสารสนเทศ การศึกษาหา ความรู้ จึงมีความจ าเป็นในการพัฒนาชีวิต ให้ทันต่อสังคมโลก วิธีศึกษำหำควำมรู้ วิธีการศึกษาหาความรู้ขั้นพื้นฐานมี 4 วิธี คือ การอ่าน การฟัง การไต่ถาม และการจดบันทึก 1.กำรอ่ำน การอ่านหมายถึง ความสามารถในการใช้ประโยชน์ของการผสมผสานของตัวอักษรแล้วได้รับความรู้ ที่มาจาก ผู้เขียนที่ได้สื่อถึงผู้อ่าน โดยอาศัยทักษะในการอ่านเพื่อศึกษาค้นคว้า อย่างไตร่ตรองก่อนเก็บเป็นความรู้แห่งตน การอ่านเป็นการรับรู้ข้อเขียนที่เรียบเรียงขึ้นในรูปแบบของสื่อการอ่านประเภทต่างๆ การอ่านเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและการเขียนรายงานให้ได้ประโยชน์สูงสุด (ประภาวดี สืบสนธิ์ และ สุพรรณี วราทร : 2545) การเป็นนักอ่านที่ดี หมายถึง ผู้ที่อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหามากที่สุด มีจุดมุ่งหมายว่าต้องการชัดเจนโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งข้อแนะน าส าหรับการ เป็นนักอ่านที่ดีมี 4 ประการ คือ
ห น้ า 52 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 1.1 การอ่านอย่างคร่าวๆ (Skimming) เป็นการอ่านอย่างเร็วๆ โดยดูว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง เป็น การอ่านไม่ต้อง การรายละเอียดแต่ต้องการความรู้ความเข้าใจบ้างเท่านั้น เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ 1.2 การอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง (Scanning) เป็นการอ่านเพื่อค้นหาค าตอบเฉพาะเรื่อง เช่น การ ค้นหา ความหมายของค าในพจนานุกรม การค้นหาสถานที่ตั้งของเมืองเป็นต้น ซึ่งการอ่านในลักษณะนี้ ใช้กับการค้นหา ความรู้จากหนังสืออ้างอิง เช่น การอ่านหนังสืออ้างอิงประเภทสารานุกรม 1.3 การอ่านเพื่อศึกษารายละเอียด (Through Reading) เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจความหมาย ทั้งหมดของผู้เขียน ทั้งข้อความที่เป็นสาระส าคัญและข้อความที่ปลีกย่อย การอ่านแบบนี้ต้องใช้สมาธิและเวลา เป็นการ อ่านที่จ าเป็นส าหรับนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษาและนักวิชาการ เช่น การอ่านหนังสือ GENL1112 เพื่อเตรียมตัวสอบ 1.4 การอ่านอย่างวิเคราะห์ (Critical Reading) เป็นทักษะในการอ่านระดับสูง ถือเป็นสุดยอดของ กระบวน การอ่านเอาความ ซึ่งการอ่านแบบนี้ผู้อ่านต้องมีความรู้ในเรื่องที่อ่านมาก่อน เพราะเป็นการอ่านที่ต้องใช้ วิจารณญาณอย่างมาก เช่น การอ่าน วรรณกรรมซีไรท์ การอ่านบทวิจารณ์หนังสือ เป็นต้น 2. กำรฟัง การฟังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนอยู่เป็นประจ า ได้แก่ ฟังค าบรรยายในชั้นเรียน ฟังวิทยุเพื่อ การศึกษา ฟังการสัมมนา เป็นต้น ข้อแนะน าส าหรับการฟังค าบรรยาย 2.1 เตรียมตัวให้พร้อม 2.2 มีสมาธิในการฟัง 2.3 ติดตามค าบรรยาย 3. กำรไต่ถำม การไต่ถามเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการเรียนที่ฉลาดเพราะเป็นการสอบถามจากผู้รู้ โดยตรงจึงช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้อย่างแจ่มแจ้ง 4. กำรจดบันทึก การจดบันทึกควรจดเฉพาะใจความส าคัญ ใช้ค าย่อตามสมควร ผู้ที่จดบันทึกได้ดีนั้นต้องเป็น ผู้ที่มีวิธีอ่าน วิธีฟัง และวิธีซักถามที่ดีด้วย กำรเขียนรำยงำน การท ารายงานหรือภาคนิพนธ์ มีความส าคัญมากต่อกระบวนการเรียน การค้นคว้าเรียบเรียง และน าข้อมูลมา วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าแล้วมาเรียบเรียงตามล าดับขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้อง ให้ได้เนื้อหาสาระตามที่ก าหนดเรื่อง ผู้เรียนยังจ าเป็นต้องรู้กระบวนการที่ถูกต้อง เช่น การคัดลอก หรือตัดตอนข้อเขียนของผู้อื่นมาผสมผสานเป็นรายงานที่มี เนื้อหาสมบรูณ์ ก็ยังไม่อาจยอมรับได้ว่ามีคุณค่า เพราะมิได้เกิดจากความรู้ความสามารถของตัวเอง จึงจ าเป็นต้องอ้างถึง นามของเจ้าของความรู้ หรือแหล่งองค์ความรู้ปฐมภูมิ และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ควำมหมำย รายงาน (Report) หรือภาคนิพนธ์ (Term paper) คือ งานเขียนของนิสิตนักศึกษาที่เรียบเรียงขึ้นจาก การศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อที่ก าหนด โดยถือว่างานนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอนของวิชานั้นๆ โดยผู้เขียน ต้องท าอย่างมีแบบแผนของรายงานหรือภาคนิพนธ์ตามล าดับโครงเรื่องที่สถาบันก าหนด และน าไปเข้าปกเป็นเล่มอย่าง สมบรูณ์ ลักษณะของรายงานประกอบการศึกษาค้นคว้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ และขอบเขตของเนื้อหาของ รายงานเป็นอย่างดี เพื่อเป็นแนวทางเลือกสรรสื่อการอ่านต่อไปไปใช้ประกอบการเรียบเรียงรายงาน ควำมแตกต่ำงระหว่ำงรำยงำนกับภำคนิพนธ์ มีดังนี้
ห น้ า 53 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 1. รายงานเป็นการเขียน หรือ เรียบเรียงเรื่องเล็กๆ เนื้อหาไม่ยาวนัก ใช้เวลาค้นคว้าเรียบเรียงระยะสั้นๆ 2. ภาคนิพนธ์เป็นการเขียนที่มีเนื้อหาละเอียด กว้างและลึกซึ้งกว่ารายงาน ใช้เวลาในการค้นคว้าเรียบเรียง ตลอดภาคเรียนนั้นๆ และต้องมีส่วนประกอบต่างๆ โดยครบถ้วน ขั้นตอนกำรค้นคว้ำวิจัยเพื่อท ำรำยงำน 1. การเลือกหรือก าหนดหัวข้อ มีความส าคัญมากต่อการเขียนรายงานให้ส าเร็จ ผู้ท ารายงานควรเลือกหัวข้อ อย่างพิถีพิถัน และมีการวางแผนอย่างดี ซึ่งต้องอาศัยการอ่านบทความในวารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือ อ้างอิง หรือแหล่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจ ข้อมูลที่ได้จะท าให้เกิดความคิดที่จะค้นคว้าเพิ่มเติมใน เรื่องนั้นๆ 2. การก าหนดวัตถุประสงค์ หลังจากได้หัวข้อแล้ว ผู้ท ารายงานควรรู้ว่าต้องทราบอะไร เพื่อก าหนดทิศทาง ขอบเขต และโครงเรื่องของรายงาน ในการตัดสินใจเลือกแหล่งข้อมูลได้เหมาะสม 3. การเขียนโครงเรื่อง คือการวางกรอบของเรื่องที่ผู้ท ารายงานจะใช้เป็นแนวทางในการเขียนรายงาน ซึ่ง ต้องระบุส่วนต่างๆ ของเนื้อหา รวมทั้งเป็นแนวทางในการจัดล าดับเนื้อหาเป็นหัวข้อ และจัดล าดับ ความส าคัญของหัวข้อ 4. การส ารวจแหล่งและรวบรวมข้อมูล จ าเป็นต้องรู้จักแหล่งข้อมูลและวิธีการค้นคว้า เช่น สืบค้นผ่าน ห้องสมุด การรู้จักใช้เครื่องมือสืบค้นบนอินเตอร์เน็ต ฐานข้อมูลออนไลน์ ตลอดจนแหล่งข้อมูลบุคคล ผู้ เชียวชาญ เป็นต้น 5. การอ่านและการบันทึกข้อความ ผู้ท ารายงานต้องอ่านเพื่อคัดเลือก และบันทึกข้อมูลที่มีเนื้อหาตรงตาม ต้องการหรือสอดคล้องกับโครงเรื่องที่ก าหนด 6. การเรียบเรียงรายงาน คือการเรียบเรียงเนื้อหาที่บันทึกได้จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งหมดมาเป็นของรายงาน ฉะนั้นผู้เขียนรายงานต้องต้องตระหนักถึงการแสดงแนวความคิดของตนจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ท า รายงาน จึงต้องเขียนด้วยส านวนของตัวเองให้มากที่สุด ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง และยกข้อความ หรืองาน เขียนอื่นประกอบในการสนับสนุนแนวความคิดของตนให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น 7. การอ้างอิง คือการบอก หรือแจ้งให้ทราบว่าถึงแหล่งที่มาของข้อความที่ผู้เรียนรายงานคัดลอกได้น ามาอ้าง เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของงาน และช่วยให้ผู้อ่านสามารถติดตามค้นหาเอกสารต้นฉบับที่สนใจได้ 8. การเขียนบรรณานุกรมและรายการอ้างอิง คือการรวมรายชื่อของทรัพยากรสารสนเทศทั้งหมดที่ได้ใช้ ค้นคว้า ส่วนรายการอ้างอิง หมายถึงรายชื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะที่ผู้ท ารายงานใช้อ้างอิงในเนื้อหาของรายงาน บรรณานุกรม/รายการอ้างอิงจะปรากฏอยู่ส่วนท้ายสุดของรายงาน โดยมีการจัดเรียงตามล าดับอักษรและ เขียนอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ส่วนต่ำงๆ ของรำยงำน แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1. ส่วนหน้า คือส่วนแรกก่อนถึงเนื้อหา ได้แก่ ปกนอก หน้าปกใน ค าน า สารบัญ สารบัญภาพ เป็นต้น 2. เนื้อหา คือส่วนที่เป็นหนาที่สุดของรายงาน แบ่งได้เป็น 3 ตอน คือ บทน า หรือความน า เนื้อเรื่อง และ บทสรุป 3. ส่วนท้ายรายงาน คือส่วนที่เสริมรายงาน ได้แก่ บรรณานุกรม ภาคผนวก อภิธานศัพท์ และดรรชนี ส่วนหน้ำรำยงำน 1. ปกนอก รายการต่างๆ ของปก และการวางรูปแบบเป็นไปตามแบบแผนที่สถานบันนั้นๆ ก าหนด (ตัวอย่างจากรูปแบบปกนอกและปกในของรายงาน) 2. ปกใน รายงานและรูปแบบเช่นเดียวกับปกนอก 3. ค าน า หน้าถัดจากหน้าปกใน และ เริ่มหน้ากระดาษด้วยค าว่า ค ำน ำ ห่างจากขอบบน 2 นิ้ว เนื้อเรื่อง กล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการเขียนรายงาน เช่น 3.1 เหตุผลที่เลือกเขียนรายงานเรื่องนั้นๆ
ห น้ า 54 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 3.2 ความมุ่งหมายหรือขอบเขตของรายงานเรื่องนั้นๆ 3.3 แสดงความขอบคุณผู้ให้ความอนุเคราะห์หรือให้ความสะดวก 3.4 เขียนรายงานต้องลงชื่อและนามสกุลก ากับไว้ท้ายค าน า 4. สารบัญ เป็นบัญชีบอกต าแหน่งของหัวข้อในโครงเรื่อง 4.1 เริ่มหน้ากระดาษใหม่กลางหัวกระดาษว่า สำรบัญ ห่างขอบบน 2 นิ้ว 4.2 หัวข้อเรื่องจัดไว้ซีกซ้าย เลขหน้าบอกต าแหน่งจัดไว้ซีกขวา 4.3 รายงานสั้นๆ หรือมีเพียงหัวข้อเดียวไม่จ าเป็นต้องท าสารบัญ 5. สารบัญภาพหรือตาราง บอกต าแหน่งของภาพ หรือตาราง การท าใช้หลักการเดียวกับสารบัญ แต่ถ้าภาพ หรือตารางมีจ านวนเล็กน้อยก็ไม่ต้องท า เนื้อหำของเรื่อง 1. บทน ำ เป็นหัวข้อเรื่องก่อนถึงบทซึ่งเป็นเนื้อหาของเรื่อง เนื้อหาขอบทน าเป็นการปูพื้นเกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เพื่อน าเข้าสู่เรื่อง การน าเข้าสู่เรื่องอาจเริ่มด้วยเรื่องที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้อง เช่น 1.1 ประวัติหรือความเป็นมาของเรื่องที่เขียน 1.2 สภาพหรือปัญหาที่ก าลังเป็นอยู่ของเรื่อง 1.3 แรงดลใจหรือความสะเทือนในเกี่ยวกับเรื่องที่เขียน 1.4 เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียน 2. เนื้อเรื่อง ประกอบด้วยหัวข้อเรื่องต่างๆ ที่จัดล าดับเข้าโครงเรื่อง และในหัวข้อเรื่องเหล่านั้น ประกอบด้วย เนื้อหาและข้อมูลอันเป็นเนื้อหาสาระของเรื่องที่รวบรวมจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบ และน ามาเรียงให้ ได้เนื้อความตามหัวข้อ ส่วนหัวข้อเรื่องจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับขอบเขตของเรื่อง โดยเรียงล าดับหัวข้อตาม ความส าคัญของประเด็น เช่น หัวข้อใหญ่ หัวข้อรอง และหัวข้อย่อย เป็นต้น กำรจัดต ำแหน่งของชื่อเรื่องและหัวข้อเรื่อง 1. ชื่อเรื่องหรือชื่อบท อยู่กลางหน้ากระดาษห่างขอบบน 2 นิ้ว 2. หัวข้อใหญ่ ชิดเส้นคั่นหน้า อยู่โดดๆ เนื้อหาสาระของหัวข้อใหญ่ให้ขึ้นบรรทัดใหม่ ย่อหน้าประมาณ 5-7 ตัวอักษร 3. หัวข้อรอง ย่อหน้าประมาณ 5-7 ตัวอักษร เนื้อหาสาระของหัวข้อรองให้เว้นวรรคแล้วเขียนต่อไปได้ 4. หัวข้อย่อย ย่อหน้าประมาณ 7-9 ตัวอักษร เนื้อหาสาระของหัวข้อย่อยให้เว้นวรรคแล้วเขียนต่อไปได้ กรณีที่เนื้อหาสาระของหัวข้อใดๆ มีความยาวเกิน 1 บรรทัด บรรทัดต่อไปให้ขึ้นชิดเส้นคั่นหน้า ข้อสังเกต คือ หัวข้อเรื่องระดับเดียวกัน กำรย่อหน้ำจะตรงกัน และหัวข้อเรื่องยิ่งเล็ก กำรย่อหน้ำยิ่งลึก กำรใช้หมำยเลขก ำกับหัวข้อเรื่อง การก าหนดหมายเลขก ากับหัวข้อเรื่องนั้นหมายรวมการใช้ตัวอักษร หรือตัวเลขร่วมกับจุดทศนิยม เพื่อแสดงให้ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อใหญ่กับหัวข้อเล็กได้ชัดเจน บทสรุป เขียนหัวข้อเหมือนกับ บทน ำ การสรุปไม่ใช่การย่อความ แต่เป็นการประเมิลผลขั้นสุดท้ายของรายงาน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาสาระ และข้อมูลของรายงานนั้นโดยตลอดแล้วประเมินออกมาเป็นผลสรุป เช่น 1. ผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า 2. ข้อเสนอแนะหรือค าวิจารณ์ 3. ปัญหาที่ควรศึกษาค้นคว้าต่อไป ส่วนท้ำย
ห น้ า 55 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 1. บรรณานุกรม คือ รายชื่อสื่อสิ่งพิมพ์และวัสดุอ้างอิงที่ใช้ค้นคว้าเพื่อเขียนรายงาน จัดเรียงล าดับอักษรชื่อผู้ แต่ง ถ้าไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง (เช่น นิติบุคคล หรือ สถาบัน) ให้ใช้ชื่อเรื่องหรือชื่อบทความแทน (ดูเพิ่มจากบทที่ 5) 2. ภาคผนวก คือ ส่วนที่น ามาเพิ่มเสริมเนื้อหาของรายงานให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้น แต่มิใช่เนื้อหาโดยตรงของเรื่อง เป็นเพียงส่วนเกินที่ประกอบเรื่องเท่านั้น จึงแยกจากเนื้อเรื่องและจัดไว้ส่วนท้าย 3. อภิธานศัพท์ คือ บัญชีค าศัพท์เฉพาะซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายนักและถูกน ามาใช้ในรายงานนั้น ค าศัพท์จะถูกจัดเรียงตามล าดับอักษรพร้อมด้วยค าอธิบายความหมาย ถ้ามีจ านวนค าศัพท์น้อยก็อาจท า เชิงอรรถเสริมความ หรือใส่ค าอธิบายขยายความไว้ในวงเล็บหลังค านั้นก็ได้ กำรจัดหน้ำกระดำษ การจัดหน้ากระดาษรายงาน มีรูปแบบ ดังนี้ 1. ขนาดของกระดาษรายงาน ใช้ขนาด 8.5 นิ้ว x 11.5 นิ้ว และใช้หน้าเดียว 2. การเว้นขอบกระดาษรายงาน ดังนี้ o ขอบหน้า ห่างจากขอบกระดาษ 1.5 นิ้ว o ขอบหลัง ห่างจากขอบกระดาษ 1.7 นิ้ว o ขอบบน ห่างจากขอบกระดาษ 1.5 นิ้ว o ขอบล่าง ห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว 3. การใช้เลขหน้า o ส่วนหน้า 1. ให้เลขหน้าเป็นตัวอักษร ก ข ค ง ฯลฯ 2. ให้เลขหน้าเป็นตัวเลข i ii iii iv v ฯลฯ o ส่วนของเนื้อหาและส่วนท้าย ให้เลขหน้าเป็นตัวเลข 1 2 3 4 5 ต่อเนื่องกันไปจนถึงหน้าสุดท้าย 4. ต าแหน่งของเลขหน้า 1. ก าหนดเลขที่กรอบบนขวา ห่างจากขอบกระดาษลงมา 1 นิ้วและห่างจากขอบขวา 1.7 นิ้ว 2. หน้าใดมีชื่อบทหรือชื่อเรื่องอยู่กลางหัวกระดาษหน้านั้นไม่ต้องลงเลขหน้า แต่ให้นับเลขหน้า ต่อเนื่องกันไป ตัวอย่างหน้าปกนอกและหน้าปกใน 8” 2” ชื่อเรื่องรายงาน
ห น้ า 56 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ ตัวอย่างผังโครงเรื่อง 11” 1” 2” ชื่อเรื่อง หรือชื่อบท หัวข้อใหญ่(1) 1. หัวข้อรอง.............................................................. .......................................................................................................... หวัขอ้ยอ่ย 1.1............................................................ .......................................................................................................... หั 1.2 วขอ้ยอ่ ........................................................................................................... .2หัวข้อรอง ........................................................................................................... หัวข้อ2.1 ยอ่ย 8 1/2” 1 ½” (๖(หผ หร(
ห น้ า 57 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ ตัวอย่างขนาดกระดาษและการจัดหน้า 11” 1” 1 ½” ¾ ” 11 1/2” 2” เส้นกรอบนอกคือขอบกระดาษ กรอบในคือพ้ืนที่สา หรับลงเรื่อง 8 1/2” 1 ½” 1 ½” ¾ ”
ห น้ า 58 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ บรรณำนุกรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์. (2545) กำรค้นคว้ำและกำรเขียนรำยงำน. พิมพ์ครั้งที่5.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิพวรรณ์ หิมพูล. (2542). เทคนิคกำรค้นคว้ำหำข้อมูลกำรเขียนรำงงำนและกำรใช้ห้องสมุด. กรุงเทพฯ : ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. ผ่องพรรณ ลวนานนท์. (2545). กำรสื่อสำรในงำนสำรนิเทศ. กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสาตร์. (2005). “การอ้างอิง” (ออนไลน์) เข้าถึงจาก http://www.hum.ku.ac.th/~pks/371111/act3/lesson/ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.(2005). “ถาม-ตอบเรื่องการอ้างอิง” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://library.cmu.ac.th/faculty/econ/References%20on%web/Pages%20from%Ref-51.pht มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะอาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์. (2544). สำรนิเทศและกำรศึกษำค้นคว้ำ. ชลบุริ: มหาวิทยาลัยบรูรพา. มหาวิทยาลัยรามค าแหง. ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์.(2007). กำรใช้ห้องสมุด. (ออนไลด์) เข้าค้นได้จาก http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/is103/index.html 1”
ห น้ า 59 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ ลมุล รัตตากร.(2539). กำรใช้ห้องสมุด. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. สุกานดา ดีโพธิ์กลาง.(2542). ทรัพยำกรสนเทศเพื่อกำรศึกษำค้นคว้ำ. กรุงเทพฯ : หมวดวิชาทั่วไป มหาวิทยาลัยุรกิจ บัณฑิต. สุนัตร์ เย็นสบาย. (2543). ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหนังสืออ้ำงอิง. กรุงเทพฯ : ศิลปาบรรณคาร. สุทธิลักษณ์ อ าพันวงศ์. (2542). กำรใช้บริกำรห้องสมุดและกำรเขียนรำยงำนกำรค้นคว้ำ. กรุงเทพฯ : ไทยพัฒนา พานิช. เอื้อมพร ทัศนะประสิทธิผล. (2542). สำรนิเทศเพื่อกำรศึกษำค้นคว้ำ. กรุงเทพฯ : สุรีวิยาสาส์น. Cooper, Brian. (2000) Searching The Internet. London : Dorling Kindersley. Chan L, Lois M.(1985) Catolonging and Classification an Introduction. New York : Mc Graw Book Campany. Gates, Jean K. (1989) Guide to the Use of Libraries and Information Sources. 6th New York : Mc Graw Book Campany. Katz, Willian A. (2002) Introduction to Reference work: Volume 1 Basic Information Services. New York : Mc Graw Book Campany. The Library of Congress (no date) Library of Congress Classification Outline. Retrived September 12, 2007 from http://www.loc.gov/catdir/cpso/lcco/ Mann C. & Stewart F. (2000) Internet Communicaton and Qualitative Research. London : SAGE Publications. U.S. National Library of Medicine (2002). NLM classification 2007: worldwide source of medical library classification. Retrieved September 13, 2007 from http://wwwcf.nlm.nih.gov/class/OutlineofNLMClassificationSchedule.html แบบทดสอบท้ายบท 1. ข้อใดหมายถึงสื่อที่ใช้ในการบันทึกความรู้ เรื่องราวต่างๆ ก. ทรัพยากรสารสนเทศ ข. ศูนย์ข้อมูล ค. สารสนเทศ ง. สารนิเทศ 2. ข้อใดควรรู้ก่อนไปหยิบหนังสือบนชั้น ก. ชื่อหนังสือ และชื่อผู้แต่ง ข. เลขเรียกหนังสือ และชั้นเก็บ ค. สถานที่เก็บ และชั้นเก็บ ง. ชื่อผู้แต่ง และส านักพิมพ์ ค าสั่ง ใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบค าถามข้อ 3–5 ก. ชื่อผู้แต่ง ข. หัวเรื่อง ค. ชื่อเรื่อง ง. ค าส าคัญ 3. พิมพ์ค าว่า“พวา พันธุ์เมฆา”ในช่องสืบค้นหาหนังสือ 4. พิมพ์ค าว่า “พระคัมภีร์ใหม่” เพราะไม่ทราบ ชื่อผู้แต่งและหัวเรื่อง 5. ท ารายงานเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ควร ใช้ค าสืบค้นอะไร 6. สิ่งตีพิมพ์ชนิดใดที่ก าหนดระยะเวลาออกไว้ เป็นประจ า และน าเสนอความรู้ใหม่ๆ ก. จุลสาร ข. วารสาร ค. หนังสือทั่วไป ง. หนังสือพิมพ์ 7. ฐานข้อมูลสืบค้นอัตโนมัติของห้องสมุด (OPAC) ใช้ ค าสืบค้นจากข้อใดมากที่สุด ก. สืบค้นจาก ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง ชื่อผู้แต่ง
ห น้ า 60 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ ข. สืบค้นจาก เลขเรียก ส านักพิมพ์ สาขาวิชา ค. สืบค้นจากเลขมาตรฐาน ค าส าคัญ หมายเหตุ ง. สืบค้นจากชั้นหนังสือ สถานที่เก็บ 8. ข้อใดเป็นประโยชน์ของการสืบค้นผ่านระบบห้องสมุด อัตโนมัติ ก. บรรณารักษ์ท างานได้เร็วขึ้น ข. การบริการยืม-คืน ท าได้เร็วขึ้น ค. มีความทันสมัยในยุคเทคโนโลยี ง. สามารถสืบค้นหาหนังสือได้เร็วขึ้น 9. ข้อใดคือความแตกต่างของผลลัพธ์ จากการสืบค้นด้วย เทคนิคต่างๆ ก. ได้ผลลัพธ์จากการสืบค้นที่เจาะจงมากกว่า ข. ได้ผลลัพธ์จาการสืบค้นจ านวนมากกว่า ค. ได้เพิ่มทักษะในการสืบค้น การก าหนดค าส าคัญ ง. ได้เปรียบเทียบข้อมูลหลากหลาย 10. ข้อใดคือความแตกต่างของข้อมูลออนไลน์กับ ห้องสมุดมากที่สุด ก. มีผู้ตรวจสอบ คัดสรรเนื้อหาเชื่อถือได้ ข. มีการจัดการอย่างมีระบบระเบียบของข้อมูล ค. มีข้อมูลจ านวนมาก สดใหม่ทุกวัน ง. ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล 11. ข้อใคคือฐานข้อมูลที่ห้องสมุดบอกรับสมาชิก ก. EBSCO, ABI/inform, TDC ข. EBSCO, Science direct, TDC ค. EBSCO, ERIC, Scopus ง. EBSCO, LESTA, E-Book 12. ข้อใดคือข้อดีของการสืบค้นบทความจากEBSCO, ProQuest, TDC ก. อ่านบทความเต็มฉบับได้ ข. เขียนรายการอ้างอิงได้ในระบบ ค. แปลบทความภาษาไทยได้ในระบบ ง. มีรูปภาพ ตารางและเสียงประกอบ 13. ข้อใดเป็นการประเมินคุณภาพของข้อมูลก่อนน าไปใช้ ก. ความน่าเชื่อถือผู้เขียน/ผู้ผลิต ข. ความถูกต้องเที่ยงตรงของเนื้อหา ค. ความทันสมัยจากปีที่พิมพ์ ง. ถูกทุกข้อ 14. เว็บไซต์ในข้อใดเป็นบริการประเภท Search engine ก. Hotmail ข. Gmail ค. Google ง. Pantip 15. ข้อใดคือหนังสือที่รวบรวมความรู้ในแขนงสาขาวิชา ต่าง ๆ โดยผู้ช านาญในสาขานั้น ๆ ก. พจนานุกรม ข. สารานุกรม ค. นามานุกรม ง. อักขรานุกรม 16. ข้อใดคือหนังสืออภิธานศัพท์ ก. หนังสือที่รวบรวมความรู้เบ็ดเตล็ด ข. หนังสือที่รวบรวมบทความต่างๆ ค. หนังสือที่รวบรวมรายชื่อทรัพยากรสารสนเทศ ง. หนังสือที่บอกความหมายและลักษณะการ ใช้ค า 17. ข้อใดคือหนังสือรายชื่อทรัพยากรสารสนเทศ พร้อมต าแหน่งที่อยู่ ก. สารานุกรม ข. นามานุกรม ค. อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ ง. ดรรชนีและสาระสังเขป 18. เพราะเหตุใดจึงต้องมีการเขียนบรรณานุกรมไว้ ส่วนท้ายของรายงาน ก. มีผู้สนใจและศึกษารายงานเรื่องนั้นๆ ข. ตรวจสอบเนื้อหาและการคัดลอกรายงานได้ ค. เพิ่มคุณค่าและน่าเชื่อถือของรายงาน ง. แสดงถึงการค้นคว้าและทรัพยากรมากน้อย เพียงใด 19. ข้อใดคือการจัดเรียงล าดับการเขียนบรรณานุกรม ที่ถูกต้องตามแบบแผน ก. แยกประเภทสื่อสารสนเทศ เรียงล าดับตามอักษร ก-ฮ ข. ไม่แยกประเภทสื่อสารสนเทศ เรียงล าดับตาม อักษร ก-ฮ ค. แยกประเภทสื่อสารสนเทศ เรียงล าดับตาม พจนานุกรม ง. เรียงล าดับตามเนื้อหา ตามวันที่สืบค้น เรียงล าดับ ตามอักษร ก-ฮ 20. ข้อใดเป็นเทคนิคในการสืบค้นออนไลน์ ก. การใช้ค าหลัก และการใช้ภาษาพูด ข. การใช้ค าใกล้เคียง และการใช้ตัวเลข ค. บีบประเด็นให้แคบลง และหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข ง. การใช้เครื่องหมาย และก าหนดปีผลิต
ห น้ า 61 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 21. ข้อใดไม่ได้หมายถึง “อัญพจน์” ก. ข้อความที่คัดลอกมาต้องเขียนรายการอ้างอิง ข. ข้อความที่คัดลอกมาโดยตรงจากบทความเต็มรูป ค. ข้อความหรือค าพูดที่คัดลอกมาเพื่อประกอบการ เขียนรายงาน ง. ข้อความที่คัดลอกมาต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหา ไม่ให้เหมือนต้นฉบับเดิม 22. ข้อใดเป็นการเขียนตามรูปแบบมาตรฐานการเขียน บทความทางวิชาการ ก. การรวบรวมข้อมูล ข. การวางโครงเรื่อง ค. ก าหนดหัวข้อ ง. การเขียนอ้างอิงให้ถูกต้อง 23. สาเหตุใดที่ท าให้เกิดการสืบค้นข้อมูลทางวิชาการ ก. เพราะมีปัญหาที่ต้องหาค าตอบ ข. เพราะความสนใจส่วนบุคคล ค. เพราะความสนุกเพลิดเพลิน ง. เพราะต้องการท างานวิจัย 24. ข้อใดไม่ควรท าในกระบวนการสืบค้นข้อมูล ก. ให้ความสนใจกับทุกเรื่องทั้งนอกและในหัวข้อ ข. ให้ความส าคัญกับการท ารายการอ้างอิงทุกครั้ง ค. ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ง. เลือกข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด 25. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ในการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ ก. เข้าถึงข้อมูลง่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข. คัดลอก บันทึก จัดเก็บเป็นข้อมูลส่วนตัวได้ ค. มีเครื่องมือช่วยเหลือการสืบค้นในระบบ ง. ช่วยให้ประหยัดทั้งเงินและเวลาในการสืบค้น 26. ข้อใดไม่ใช่มารยาทที่ดีในการใช้ข้อมูลบน อินเทอร์เน็ต ก. ควรเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีความ น่าเชื่อถือ ข. เมื่อน าข้อมูลจากแหล่งข้อมูลใดมาใช้งานก็ ควรอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลนั้น ค. ไม่แอบอ้างข้อมูลของผู้อื่นมาเป็นข้อมูลของ ตนเอง ง. เราสามารถเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องการได้ทุก ข้อมูล 27. ข้อใดคือการประเมินค่าข้อมูลก่อนน าไปใช้อย่าง ถูกต้องที่สุด ก. ใครเขียนก็ได้แต่ข้อมูลต้องตรงตามความ ต้องการ ข. เปรียบเทียบเนื้อหาเดียวกันในแหล่งข้อมูลอื่นๆ ค. ความทันสมัยของรูปแบบเว็บไซต์ ง. แยกข้อมูลได้ตรงกับหัวข้อตาม วัตถุประสงค์การน าไปใช้ ค าสั่ง ใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบค าถามข้อ 28 –30 ก. ข. ค. ง. ในภาพรวมของการท างานวิชาการนั้น ประกอบ คุปรัตน์ และคณะ (2533: 25-30) ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับสภาพ บทบาท และ ภารกิจด้านการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา เอกชนพอสรุปได้ว่า..................... รุ่งฤดี แผลงศร. (2557). กำรเขียนบทควำม ส ำหรับสื่อสิ่งพิมพ์. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, สารสนเทศ หมายถึง “ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ ที่ผ่านกระบวนการประมวลผล มีการถ่ายทอดและการบันทึกไว้ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ รายงาน โสตทัศนวัสดุ เทปคอมพิวเตอร์ ตลอดจนถ่ายทอดในรูปแบบอื่นๆ เช่น ค าพูด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ให้ ผู้รับสารได้ทราบ” (ประภาวดี สืบสนธิ์, 2543: 6) สารานุกรมไทยส าหรับเยาวชนฯ เล่ม 19 “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”. สืบค้นจาก http://kanchanapisak.or.th วันที่ 2 มกราคม 2563
ห น้ า 62 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ 28. ข้อใดคือการเขียนบรรณานุกรมจากหนังสือ 29. ข้อใดคือการเขียนอ้างอิงแบบเน้นเนื้อหาสาระ 30. ข้อใดคือการเขียนอ้างอิงโดยเน้นผู้แต่งหรือผู้ผลิต หรือผู้ให้ข้อมูล ประวัติผู้เขียน นางสาวดวงใจ วงษ์เศษ ป.ตรี คุรุศาสตร์สาขาบรรณารักษศาสตร์ ป.โท บริหารการศึกษา เน้นสาขาบรรณารักษศาสตร์
ห น้ า 63 แหล่งขอ้มูลและการสืบคน้ ต ำแหน่งปัจจุบัน ผู้อ านวยการส านักวิทยบริการและสารสนเทศ มหาวิทยลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก ผลงำนด้ำนกำรเขียน Duangjai, W.. (2009, September).Training School to University. In Wann Fanwar, (Ed). (pp.37). Saraburi: Institute Press, Duangjai, W. (2010). Introduction to information and resources. Saraburi: Institute Press. Duangjai, W. (2011). Information-seeking behavior and information use among nursing teachers and students at AIU. (Research report) Library and Information Center, Saraburi. Online. Retrieval from https://tdc.thailis.or.th/tdc/ Duangjai, W. (2012). Information literacy behaviors of Asia-Pacific University student. (Research report). Online. Retrieval from https://tdc.thailis.or.th/tdc/ Duangjai, W. (April 2013). Information-seeking behavior and information use among nursing teachers and students at AIU. Syhiparithat Journal, (27) 82, 97-113. Malivan, P., Kulaya, S. Sarunya, R. and Duangjai, W. (2014, August). Library’s role in information literacy practice and promotion in Thai private Universities. A Poster presentation at the World Library and Information Congress : 79th IFLA General Conference and Council, Singapore. Duangjai, W. (2016).The use of information literacy and technology for lifelong learning. Presented the paper during the Proceeding of the 4th International Scholars’ Conference, Universitas Klabat, Airmadidi, Indonesia. Duangjai W., & Sairung, K. (2019). Effectiveness of Moodle E-learning for students. enrolment of GENL 1101 Learning resources and skills at Asia-Pacific University. Presented the paper during the Proceeding of the 7th International Scholars’ Conference at UNAI, Bandung, Indonesia.