โครงงานคณุ ธรรม
“พม่ี กี ลอ่ ง น้องขอนะ”
ผู้จดั ทา
นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑/๒
ครทู ่ีปรกึ ษา
คณุ ครสู ทิ ธพิ งษ์ คาพรม
คุณครอู จั ฉรา นาพมิ พ์
โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๕๐
สานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก
คำนำ
โครงงาน “พี่มีกล่อง น้องขอนะ” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 นี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัด
กิจกรรมตามครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของ
นักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนทุกคนรักษาความสะอาดและมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะ
เสริมสร้างใหน้ ักเรียนรูจ้ ักความพอเพียง ความมีจติ สำนกึ ท่ีดใี หแ้ ก่ทุกคน
คณะผจู้ ัดทำตอ้ งขอขอบคุณคุณครูที่ปรกึ ษาทุกท่านที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน คณะผู้จัดทำ
หวงั เป็นอยา่ งยิ่งว่าผู้ทีอ่ ่านโครงงานนี้จะได้รับความรู้จากโครงงาน และคงจะเปน็ ประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกๆ
ทา่ น โครงงานเลม่ นีอ้ าจมสี ิง่ ใดผดิ พลาดก็ขออภัยมา ณ โอกาสน้ี
นกั เรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1/2
ผู้จดั ทำ
สารบัญ ข
คำนำ หน้า
ก
สารบญั ค
บทท่ี 1 บทนำ 1
4
บทที่ 2 เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ ง 9
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนนิ การ 10
บทที่ 4 ผลการศึกษาคน้ ควา้ 11
12
บทท่ี 5 สรปุ ผล
ภาคผนวก
บทที่ 1
บทนำ
1.ทม่ี าและความสำคญั
ในปจั จบุ ันโรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 50 ได้มขี ยะเป็นจำนวนมากเนอ่ื งจากนักเรยี นมีจำนวนที่เพ่ิม
มากข้ึน และมกี ารท้งิ ขยะประเภทกล่องนม ไม่ร้จู ักวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกตอ้ ง ดังน้นั นักเรียนจงึ ทง้ิ ขยะต่าง ๆ
ลงไปรวมกันนถังเดียวกัน จึงทำให้เกิดปัญหาขยะล้น สกปรกโรงเรียนไม่น่าอยู่ อีกทั้งปัญหาขยะทำให้เกิด
ปัญหาอื่นๆตามมามากมาย เช่น ปัญหาเชื้อโรคที่มาจากขยะ ปัญหาเรื่องกลิ่น เพราะขยะที่ส่วนมากเป็น
พลาสติก กล่องนม ซง่ึ เป็นปัญหากอ่ ใหเ้ กดิ แก๊สทก่ี ่อให้เกดิ ภาวะโลกรอ้ น ทกุ คนสามารถที่จะชว่ ยกันลดขยะได้
แม้แตเ่ ด็กอยา่ งเรากท็ ำได้เช่นกนั โดยเร่ิมจากตนเอง ครอบครัว โรงเรยี น ตลอดจนพฒั นาไปถึงประเทศชาติ
จากสภาพปญั หาดังกล่าว จงึ ได้มกี ารนำปญั หาจากการพูดคุยอภิปรายกับนักเรียนดงั กลา่ ว พร้อมร่วม
วางแนวทางในแกไ้ ขปัญหาต่อการดำเนนิ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสรมิ ให้กับนักเรียนจัดทำโครงงานคุณธรรมเร่ือง
“พี่มีกล่อง น้องขอนะ” ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ปีการศึกษา 2565 จากการศึกษาค้นคว้าได้พบเหน็
ปญั หาขยะท่เี กิดจากกล่องนมเป็นจำนวนมาก เพื่อลดปัญหาเกยี่ วกบั ขยะจากกล่องนม เราจงึ ไดค้ ดิ ไอเดยี ข้ึนมา
โดยเอากล่องนมมาทำกระเป๋า จะไดล้ ดปัญหาเก่ยี วกับขยะให้น้อยลง และลดคา่ ใช้จา่ ยภายในครัวเรอื นและยัง
ช่วยสร้างรายได้ให้กับตนเอง บนพื้นฐานความพอเพียงขึ้นเพื่อเป็นการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมา
ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน เพ่ือกอ่ ใหเ้ กดิ ความอยเู่ ยน็ เป็นสุข คณะผจู้ ัดทำจงึ ไดจ้ ัดทำโครงงานนข้ี ึน้
2. วัตถุประสงค์
1. เพอื่ ให้หอ้ งเรียนมีบรรยากาศทีดแี ละไม่มกี ลิ่นเหมน็ ถกู สุขอนามยั
2. เพื่อนำกล่องนมทีใ่ ช้แล้วนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกลอ่ ง
นม
3. เพอ่ื ฝึกทักษะอาชีพระหวา่ งเรยี น และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
3. ปญั หา
1. ห้องเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1/2 หอ้ งเรียนไมส่ ะอาด มีกลน่ิ เหม็น
4. สาเหตขุ องปัญหา
1. นักเรียนนำนม และขนมไปปกนิ บนห้องเรยี น
2. นักเรียนทงิ้ กล่องนม และขยะไวใ้ ต้ช่องโตะ๊ เรียน
3. นกั เรยี นไมน่ ำขยะไปทง้ิ ลงถงั ขยะ และไม่นำถังขยะไปเทหลังเลกิ เรียน
5. เปา้ หมาย
5.1 เชงิ ปริมาณ
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จำนวน 36 คน
5.2 เชงิ คุณภาพ
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ร้อยละ 80 ช่วยกันรักษาความสะอาดในห้องเรียน ไม่ทิ้งขยะ
กลอ่ งนมใตช้ อ่ งโตะ๊ และนำถังขยะไปเททกุ วนั หลังเลกิ เรียน
- นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/2 สามารถนำกลอ่ งนมมาสร้างส่งิ ประดษิ ฐเ์ ป็นข้าวของเคร่อื งใช้ และ
สามารถนำสิง่ ประดิษฐม์ าสรา้ งรายไดร้ ะหว่างเรยี นได้
2
- เป้าหมายระยะสั้น (ระยะเวลา 1 ภาคเรยี น) นกั เรียนระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/2 จะต้องไมม่ ีขยะ
ใตช้ อ่ งโต๊ะ และนำถงั ขยะไปเททกุ วันหลงั เลกิ เรยี น
- เป้าหมายระยะยาว (ระยะเวลา ๑ ปีการศึกษา) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 นักเรียน
สามารถประดิษฐ์ข้าวของเคร่อื งใช้จากกล่องนม และสามารถมาสร้างรายไดร้ ะหว่างเรียนได้
6. วิธีการแก้ไขปัญหา
1. ครูและนกั เรยี นประชมุ ปรึกษา ถึงสาเหตทุ ่ีทำใหห้ ้องเรียนมกี ลิน่ เหม็น และหาตน้ เหตุร่วมกัน
2. ครูและนักเรียนช่วยกันเสนอความคิดเกี่ยวกับปัญหาขยะของห้องเรียน ว่ามีแนวทางนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ โดยการ คัดแยกขยะแต่ละประเภทแล้วนำไปขาย นำกลอ่ งนมมาประดษิ ฐ์เปน็ ข้าวของเครื่องใช้ ไม่
นำขยะกล่องนมไปทิ้งใต้ช่องโต๊ะ และนำขยะไปทงิ้ ในทีเ่ กบ็ ขยะของโรงเรยี นทกุ วนั
3. ครูและนักเรียนตกลงทำข้อตกลงใจช้นั เรยี น ปิดประกาศหา้ มนำอาหารมากนิ บนหอ้ งเรยี น และจดั ตั้งเวร
ทำความสะอาดทกุ ๆ วนั เปน็ ตน้
8. หลกั ธรรมที่นำมาใช้
สปั ปุรสิ ธรรม 7 ประกอบด้วย
1. ธมั มญั ญุตา เป็นผ้รู ู้จักเหตุ
2. อตั ถญั ญุตา เป็นผรู้ ู้จักผล
3. อตั ตญั ญุตา เป็นผ้รู จู้ ักตน
4. มัตตัญญุตา เป็นผูร้ จู้ กั ประมาณ
5. กาลญั ญุตา เป็นผู้ร้จู ักกาล
6. ปรสิ ัญญุตา เปน็ ผู้รจู้ กั บริษัท
7. ปุคคลญั ญตุ า เปน็ ผู้รจู้ ักบุคคล
ความเชื่อมโยงสคู่ ณุ ธรรมอัตลักษณ์ = ความพอเพียง
9. คณุ ธรรมอตั ลกั ษณ์ (ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง)
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับ
ครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพอื่ ใหก้ ้าวทันตอ่ โลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพยี ง หมายถงึ ความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อัน
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความ
ระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และ
ขณะเดียวกันจะตอ้ งเสรมิ สรา้ งพนื้ ฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนกั ธุรกิจ
ในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สจุ ริต และให้มีความรอบรู้ท่ีเหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความ
อดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความ รอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง
อยา่ งรวดเรว็ และกว้างขวางท้ังดา้ นวัตถุ สงั คม ส่ิงแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ป็นอยา่ งดี
หลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 3 หว่ ง 2 เง่ือนไข
- ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง
ห่วง 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน
ตนเองและผู้อนื่ เช่น การผลติ และการบรโิ ภคที่อยใู่ นระดบั พอประมาณ
3
หว่ ง 2. ความมีเหตผุ ล หมายถึง การตดั สินใจเกยี่ วกบั ระดับของความพอเพียงน้ันจะต้องเปน็ ไปอยา่ งมี
เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ
อยา่ งรอบคอบ
ห่วง 3. การมีภูมิคุ้มกนั ที่ดีในตัว หมายถึงการเตรียมตัวใหพ้ ร้อมรับผลกระทบ และการเปลีย่ นแปลง
ดา้ นต่าง ๆ ทจี่ ะเกดิ ขึ้นโดยคำนงึ ถงึ ความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีคาดวา่ จะเกิดข้ึนในอนาคตท้ังใกล้
และไกล
- ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 2 เงื่อนไข
1. เงื่อนไข ความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความ
รอบคอบทจ่ี ะนำความรู้เหล่านน้ั มาพจิ ารณาให้เช่ือมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน
ขัน้ ปฏบิ ตั ิ
2. เงื่อนไข คุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความชื่อสัตย์
สจุ รติ และมคี วามอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปญั ญาในการดำเนินชวี ิต
10. พฤตกิ รรมบงชเี้ ชงิ บวก (นักเรียน)
1. นักเรียนรู้จักรกั ษาความสะอาดของโต๊ะเรยี น และห้องเรียน
2. นกั เรียนรจู้ กั บทบาทหน้าท่ีของตนเอง และมคี วามรับผิดชอบในการทำเวรประจำวนั ของตนเอง
11. ประโยชน์ท่คี าดว่าไดร้ ับ
1. นกั เรยี นเป็นผู้ทีม่ ีความรับผิดชอบ รักษาความสะอาดห้องเรียนตนเองมากขึน้
2. นักเรยี นสามารถประดิษฐข์ องใชจ้ ากกลอ่ งนม เพอื่ เพมิ่ มลู คา่ ของเหลอื ใช้ได้
3. นกั เรียนรู้จักความสามัคคี เหน็ คณุ คา่ ของการทำงานรว่ มกนั
4. นกั เรียนตระหนกั ถึงคุณธรรม ความพอเพียงที่แท้จรงิ
บทท่ี 2
เอกสารทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
ในการดำเนินโครงงานคณุ ธรรม นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/2 ไดน้ ำหลักการคณุ ธรรมมาใช้ในการ
แก้ไขปญั หาพฤติกรรมของนกั เรียน และนำไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
สปั ปุรสิ ธรรม 7
ธรรม 7 ประการ ของสัตบุรษุ ทีท่ ำใหเ้ ป็นสัตบุรษุ คือ ความเปน็ คนดีทสี่ มบรู ณ์ เป็นธรรมทีเ่ หมาะสมต่อการ
เปน็ ผูน้ ำ โดยเฉพาะผู้ทเ่ี ปน็ หวั หนา้ คน หรือ ผ้นู ำท่จี ะต้องเป็นผู้รูจ้ ักเหตผุ ล ร้จู ักตัวเอง และผอู้ ่นื รู้จกั กาลเทศะ
โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในการร้จู ักนิสัยความต้องการ ความสามารถของผู้ใต้บงั คบั บัญชา เพ่ือจะไดเ้ ลอื กใชค้ นให้ถูก
กับงานหรอื ใช้คนใหเ้ หมาะสมกบั งาน
1. ธัมมญั ญตุ า ความเปน็ ผูร้ ้จู กั เหตุ หมายถงึ ความเป็นผรู้ หู้ ลัก คอื ความเป็นผรู้ ู้จักว่าสิง่ นเ้ี ปน็ เหตขุ องส่ิงนั้น
ส่งิ น้นั เป็นเหตขุ องสิง่ น้ี เชน่ รู้วา่ เม่อื คนเราขาดอิทธบิ าท 4 ในการประกอบอาชีพทำมาหากิน หรอื ในการทำกิจ
ตา่ งๆ กจ็ ะไมป่ ระสบความสำเร็จ เป็นต้น
กลา่ วอีกนยั หนง่ึ ไดแ้ ก่ ความเป็นผรู้ ู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิง่ ทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการ
ดำเนนิ ชีวิต ในการปฏิบตั หิ น้าทีแ่ ละดำเนนิ กิจการต่างๆ โดยรู้เข้าใจสิง่ ท่ีตนจะตอ้ งประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล
เช่น ชาวพุทธรู้ว่าหลักธรรมเพื่อการสร้างตนให้มีหลักฐานมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือหลักการแสวงหาทรัพย์
ในทางทช่ี อบคืออะไร มอี ะไรบา้ ง ผู้นำประเทศทราบถงึ หลักการปกครองประเทศท่ีดีเปน็ อย่างไร มอี ะไรบ้าง รู้
ว่าจะต้องกระทำเหตุนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่มุ่งหมายหรือต้องการนั้นๆ เป็นต้น
ตลอดจนชั้นสูงสุดคือรู้เทา่ ทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติเพือ่ ปฏิบัตติ ่อโลกและชีวิตได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง มีจิตเป็นอสิ ระ ไมต่ กเปน็ ทาสของวตั ถุ
2. อตั ถัญญตุ า ความเป็นผรู้ ู้จกั ผล หมายถงึ ความเป็นผ้รู ู้จกั ว่า ผลอนั นเ้ี กิดจากเหตอุ นั น้ี เช่น เมื่อไมป่ ระสบ
ความสำเร็จในการประกอบอาชีพทำมาหากินในทางสุจริต การศึกษาเล่าเรียน หรือในการทำกิจต่างๆ ก็รู้ว่า
เป็นเพราะขาดหลักอิทธิบาท 4 กล่าวคือ ไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการประกอบอาชีพนั้น ใน
การศกึ ษาเลา่ เรียนนน้ั หรือในการทำงานน้นั เป็นต้น
กลา่ วอีกนยั หนงึ่ ไดแ้ ก่ ความเป็นผู้รูจ้ กั อรรถคือ ความหมายหรือความม่งุ หมายของหลักการท่ีตนต้อง
ปฏบิ ัติ โดยมคี วามเข้าใจประโยชน์ท่ีประสงคห์ รอื วัตถุ ประสงคข์ องกิจการที่ตนทำ รวู้ า่ ส่งิ ท่ีตนทำอยู่อย่างน้ันๆ
ดำเนนิ ชีวติ อย่างน้นั เพื่อประสงคป์ ระโยชน์อะไร หรือควรจะไดบ้ รรลุผลอะไร รวมถึงรู้จกั ผลทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ สืบเน่อื ง
จากการกระทำหรือความเปน็ ไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือพทุ ธศาสนสุภาษิตข้อนัน้ ๆ มีความหมายวา่
อยา่ งไร การทตี่ นกระทำอยูอ่ ย่างนน้ั มีความมุง่ หมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบงั เกดิ ผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น
ตลอดจนถงึ ขัน้ สูงสุดคอื ร้คู วามหมายของคตธิ รรมดา และประโยชน์ทีเ่ ปน็ จดุ หมายแทจ้ รงิ ของชีวติ
3. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ความสามารถ
ความถนัดและคุณธรรม เป็นต้น ของตนว่ามีสภาพอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมและทำการ
ต่างๆ ให้สอดคลอ้ งถูกจุดที่จะสัมฤทธิผ์ ล ตลอดจนพรอ้ มแก้ไขปรบั ปรุงตนให้เจรญิ งอกงามถงึ ความสมบูรณ์อัน
ยิ่งขนึ้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความสามารถมองตนเองออก ว่าตนเองเป็นใคร มีฐานะและภาวะอย่างไร
กำลังต้องการอะไร เมื่อมองออกแล้วก็พยายามปรับตนเองให้เป็นอย่างที่ตนเป็นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
พยายามวางตนใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะและภาวะของตนและใชก้ ำลังความรูค้ วามสามารถของตนพัฒนาตนเองให้
5
ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในทางที่ชอบ รวมถึงความรู้จักหยุดยั้งความต้องการอันเกินขอบเขตกำลังความรู้
ความสามารถของตน และหยุดยง้ั การแสวงหาอนั เกินกำลังหรือในทางทีม่ ิชอบธรรม อนั จะทำให้ตนเดือดร้อน
ในภายหลัง
4. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง ความรู้จักพอดีในสิ่งต่างๆ เช่น รู้จักประมาณในการ
บริโภคและการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะในการพูด การปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการ
พักผ่อนนอนหลับและการสนกุ สนานร่นื เรงิ ทงั้ หลาย ทำการงานทกุ อยา่ งด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อผลดี
แท้จริงที่ พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพ่ือเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตน แต่ทำตามความพอดี
แห่งเหตปุ จั จยั หรอื องคป์ ระกอบทงั้ หลายท่ีจะลงตวั ใหเ้ กิดผลดีงามตามทีม่ องเห็นดว้ ยปัญญา
ความรจู้ กั ประมาณในสิ่งต่างๆ ดังกลา่ วนัน้ ต้องเป็นไปใน 3 ขณะ คอื ในขณะแสวงหา ในขณะรับ และ
ในขณะบริโภคใช้สอย
โดยความรู้จักประมาณในขณะแสวงหาย่อมเป็นเหตุให้ประกอบอาชีพโดยทางที่ชอบธรรมไม่ใฝ่สูง
ทะเยอทะยานจนเกนิ ประมาณ อนั จะกอ่ ใหเ้ กิดการแสวงหาในทางทจุ ริตต่อมา
ความรู้จักประมาณในขณะรับย่อมเป็นที่ยินดีและเลื่อมใสของบุคคลผู้ให้และไม่ก่อให้เกิดควา ม
เดือดร้อนแก่ตนในภายหลงั ทั้งเป็นท่สี รรเสรญิ ของบุคคลผอู้ น่ื ดว้ ย
สว่ นความรจู้ กั ประมาณในขณะบริโภคใช้สอย โดยการพจิ ารณาอย่างรอบคอบแล้วบริโภคอาหารหรือ
ใช้สอยพัสดุสิ่งของต่างๆ ให้พอเหมาะพอควร ไม่ให้มากนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ก็จักเป็นเหตุใหเ้ กิดความเจริญ
เช่น เมื่อบรโิ ภคอาหารพอเหมาะพอดี ก็จะก่อเกิดความมสี ุขภาพ ดีแก่รา่ งกาย และเมื่อร่างกายปราศจากโรค
แลว้ หากต้องการฝึกอบรมจติ ใหเ้ ปน็ สมาธิหรอื ให้เกิดปัญญา ก็ทำได้ง่ายข้นึ เป็นตน้
5. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล หมายถึง การรู้จักเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการ
ประกอบกจิ กระทำหนา้ ทีก่ ารงาน เชน่ ใหต้ รงเวลา ให้เปน็ เวลา ให้ทนั เวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น
หรือการร้จู กั กาลเวลาในอันทจี่ ะประกอบกิจนน้ั ๆ เปน็ ต้นว่า ตนมหี น้าที่การงานจะพึงทำหลายอยา่ งด้วยกัน จะ
เป็นกจิ การทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม จะต้องแบ่งเวลาให้เหมาะแกก่ ิจทจ่ี ะตอ้ งทำนั้นๆ การงานจึงจะดำเนิน
ไปโดยเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ไม่ยุ่งยิ่งยุ่งเหยิง คั่งค้างอากูล ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลา
อย่างไดผ้ ล
6. ปรสิ ัญญุตา ความเปน็ ผูร้ ู้จักประชุมชน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักถน่ิ รจู้ กั ทช่ี ุมนุม รู้จักสังคม คือรู้จักว่า
ชมุ ชนหรือสังคมน้นั เป็นอยา่ งไร จะต้องปฏิบตั ิอยา่ งไร จึงจะเหมาะกบั สังคมนน้ั เพื่อให้สามารถเข้ากับชุมชนน้ัน
โดยไมเ่ กอ้ เขนิ หรอื ประหม่า เชน่ เม่อื ไปร่วมพิธีงานศพจะต้องแตง่ กาย จะพดู และจะทำอย่างไร เมอ่ื เขา้ วดั ไปใน
พิธีทำบญุ ต่างๆ จะต้องปฏบิ ตั ติ วั อยา่ งไร จงึ จะเหมาะสม จะวางตัวอย่างไรเม่อื พูดคุยกับพระสงฆ์ เป็นตน้
กล่าวอีกนัยหน่ึง ได้แก่ ความรู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถ่ินที่ชมุ นุมและต่อชุมชนนัน้ ว่า ชุมชนน้ี
เม่อื เขา้ ไปหาควรทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอยา่ งน้ี ชมุ ชนน้ี มรี ะเบียบวินยั อย่างน้ี มีวัฒนธรรมประเพณอี ย่าง
นี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์อยา่ งนี้ๆ
เปน็ ต้น
7. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือรู้จักและเข้า
ใจความแตกต่างแห่งบุคคลวา่ โดยอธั ยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร
และรูจ้ กั ทจ่ี ะปฏบิ ัติต่อบุคคลนั้นๆ ว่าควรคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกยอ่ ง และแนะนำสงั่ สอนอย่างไร จึงจะ
ไดผ้ ลดี เป็นตน้
6
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ความสามารถอ่านคนออก โดยรู้จักบคุ คลแต่ละคนวา่ มีลกั ษณะนิสัยเป็นอย่างไร มี
ความสามารถในด้านใด มีคุณภาพเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ใครควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร
เปน็ ต้น เม่ือรจู้ ักลกั ษณะนิสัยของบคุ คลน้นั ๆ เปน็ อยา่ งไรแล้ว ก็สามารถทจี่ ะปฏิบตั ติ อ่ เขาไดอ้ ย่างถกู ต้อง
สัปปุริสธรรมทั้ง 7 ข้อนี้ สรุปเป็นคำจำกัดให้กำหนดง่ายๆ ว่า รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้
สังคม รู้บคุ คล เปน็ กุศลธรรมทที่ ำใหบ้ คุ คลเป็นคนดี โดยไมข่ น้ึ อยกู่ ับชาตกิ ำเนิด ฐานะ ความเปน็ อยู่ หรือความ
มกี ารศึกษาสงู บุคคลใดเป็นผูร้ จู้ ักเหตุ รู้จกั ผล รู้จกั ตน รจู้ ักความพอดี รู้จักเวลา รู้จกั ชมุ ชนหรอื สังคม และรู้จัก
เลือกคบคน บุคคลนั้นก็สามารถท่ีจะเป็นคนดี เป็นมนษุ ย์สมบูรณแ์ บบ หรือเรียกว่า เป็นคนเตม็ คน คนดีที่แท้
ซ่งึ ถือวา่ เป็นสมาชิกทดี่ ีมคี ุณค่าอยา่ งแท้จรงิ ของมนุษยชาติ
ความพอเพียง
จุดเร่มิ ตน้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ผลจากการใชแ้ นวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทนั สมยั ได้ก่อใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงแก่สังคมไทย
อย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกจิ การเมอื ง วฒั นธรรม สังคมและส่งิ แวดลอ้ ม อกี ท้ังกระบวนการ
ของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการ
เปล่ียนแปลงทั้งหมดตา่ งเปน็ ปจั จัยเชอ่ื มโยงซ่งึ กันและกนั
สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจาย
การศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสใน
สังคมน้อย แตว่ ่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เชน่ การขยายตัวของรัฐเข้า
ไปในชนบท ได้สง่ ผลใหช้ นบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ท้งั การตอ้ งพง่ึ พงิ ตลาดและพอ่ ค้าคนกลางในการ
สง่ั สินคา้ ทุน ความเสือ่ มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาติ ระบบความสมั พันธแ์ บบเครอื ญาติ และการรวมกลุ่มกัน
ตามประเพณีเพื่อการจดั การทรัพยากรทีเ่ คยมีอยู่แต่เดมิ แตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใชแ้ กป้ ัญหาและสัง่ สม
ปรับเปล่ยี นกนั มาถูกลมื เลอื นและเริ่ม สญู หายไป
สง่ิ สำคัญ ก็คือ ความพอเพยี งในการดำรงชวี ิต ซง่ึ เป็นเงอื่ นไขพื้นฐานทท่ี ำให้คนไทยสามารถพ่ึงตนเอง
และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนด ชะตาชีวิตของตนเอง
ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้อง การต่างๆ รวมทั้ง
ความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและ
สังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความ
อ่อนแอของชนบท รวมทัง้ ปัญหาอนื่ ๆ ทีเ่ กิดขนึ้ ล้วนแต่เป็นข้อพสิ จู น์และยนื ยันปรากฎการณน์ ้ไี ดเ้ ป็นอยา่ งดี
พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจำเป็นตอ้ งทำตามลำดับขน้ั ต้องสร้างพืน้ ฐานคอื ความพอมี พอกิน พอใช้ของ
ประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้
พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทาง
เศรษฐกจิ ขนั้ ท่สี งู ขึ้นโดยลำดับตอ่ ไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานาน
กวา่ ๓๐ ปี เปน็ แนวคดิ ท่ตี ัง้ อย่บู นรากฐานของวัฒนธรรมไทย เปน็ แนวทางการพัฒนาที่ต้งั บนพ้ืนฐานของทาง
สายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง
ตลอดจนใชค้ วามรูแ้ ละคุณธรรม เป็นพ้ืนฐานในการดำรงชีวติ ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปญั ญา และความเพียร”
ซ่งึ จะนำไปสู่ “ความสขุ ” ในการดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งแท้จริง
7
“...คนอื่นจะวา่ อย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยลา้ สมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีส่ิงที่สมัยใหม่
แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาทีจ่ ะให้เมืองไทย พออย่พู อกนิ มีความสงบ และทำงาน
ตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกนิ ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอยา่ งยอด แต่ว่ามี
ความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกบั ประเทศอ่นื ๆ ถา้ เรารกั ษาความพออยู่พอกินน้ีได้ เราก็จะยอด
ยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)
พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็น
หลักแต่ เพียงอย่างเดยี วอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใชข้ องประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องตน้
กอ่ น เม่อื มีพน้ื ฐานความม่นั คงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสรา้ งความเจริญและฐานะทางเศรษฐกจิ ให้สงู ขนึ้
ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้าง
ความม่ันคงทางเศรษฐกิจพนื้ ฐานกอ่ น นน่ั คือ ทำใหป้ ระชาชนในชนบทสว่ นใหญพ่ อมีพอกินก่อน เป็นแนวทาง
การพฒั นาทเี่ นน้ การกระจายรายได้ เพอ่ื สรา้ งพ้นื ฐานและความมัน่ งคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อน
เนน้ การพฒั นาในระดบั สงู ขนึ้ ไป
เศรษฐกจิ พอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะ
แนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจ และเม่ือภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพ่ือให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างม่ันคง
และยง่ั ยนื ภายใตก้ ระแสโลกาภวิ ตั นแ์ ละความ เปล่ยี นแปลงตา่ งๆ
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่
ระดบั ครอบครัว ระดบั ชุมชน จนถึงระดับรัฐ ท้ังในการพัฒนาและบรหิ ารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่ือให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิด
จากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวงั
อย่างย่ิงในการนำวิชาการตา่ งๆ มาใชใ้ นการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขน้ั ตอน และขณะเดยี วกัน จะต้อง
เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มี
สำนึกในคณุ ธรรม ความซือ่ สัตยส์ จุ ริต และให้มีความรอบรทู้ เี่ หมาะสม ดำเนนิ ชวี ิตดว้ ยความอดทน ความเพียร
มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ
กว้างขวาง ทงั้ ด้านวัตถุ สังคม ส่ิงแวดล้อม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิ ดงั น้ี
๑. ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดที ีไ่ ม่น้อยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไป โดยไม่เบยี ดเบียนตนเอง
และผอู้ ่ืน เช่น การผลติ และการบริโภคท่อี ยู่ในระดบั พอประมาณ
๒. ความมเี หตุผล หมายถึง การตดั สินใจเก่ียวกับระดับความพอเพียงนน้ั จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล
โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดข้ึนจากการกระทำนั้นๆ อย่าง
รอบคอบ
๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ
เกดิ ขนึ้ โดยคำนึงถึงความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณ์ตา่ งๆ ท่คี าดว่าจะเกิดขนึ้ ในอนาคต
8
โดยมี เงอื่ นไข ของการตดั สนิ ใจและดำเนนิ กจิ กรรมต่างๆ ใหอ้ ยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดงั นี้
๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ
รอบคอบท่จี ะนำความร้เู หล่านนั้ มาพจิ ารณาใหเ้ ชื่อมโยงกัน เพือ่ ประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน
การปฏบิ ตั ิ
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์
สจุ รติ และมีความอดทน มีความเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการดำเนินชีวติ
ประเทศไทยกับเศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต
ขอ้ จำกัดของรายได้ หรอื ทรัพยากรท่ีมอี ยู่ไปกอ่ น ซง่ึ ก็คือ หลกั ในการลดการพึง่ พา เพิม่ ขีดความสามารถในการ
ควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เศรษฐกจิ พอเพยี งมิใชห่ มายความถงึ การกระเบียดกระเสยี นจนเกนิ สมควร หากแตอ่ าจฟุ่มเฟือย
ได้เป็นครงั้ คราวตามอตั ภาพ แตค่ นส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จา่ ยเกนิ ตัว เกนิ ฐานะท่ีหามาได้
เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้ เช่น โดย
พื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร
เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบ
เศรษฐกจิ ท่ชี ่วยลดความเส่ียง หรอื ความไม่ม่ันคงทางเศรษฐกจิ ในระยะยาวได้
เศรษฐกิจพอเพยี ง สามารถประยุกตใ์ ชไ้ ด้ในทุกระดบั ทกุ สาขา ทกุ ภาคของเศรษฐกิจ ไมจ่ ำเปน็ จะตอ้ ง
จำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แมแ้ ต่ภาคการเงนิ ภาคอสังหารมิ ทรัพย์ และการค้าการลงทุน
ระหว่างประเทศโดยมีหลักการที่คล้ายคลงึ กันคอื เนน้ การเลอื กปฏบิ ัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้าง
ภูมคิ ุ้มกนั ใหแ้ ก่ตนเองและสังคม
การดำเนนิ ชวี ิตตามแนวพระราชดำรพิ อเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนว
พระราชดำริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนดว้ ย เพื่อ
ไม่ให้เกิดความขัดแยง้ ทางความคดิ ทอี่ าจนำไปสูค่ วามขัดแยง้ ในทางปฏบิ ตั ิได้
แนวพระราชดำริในการดำเนนิ ชีวติ แบบพอเพียง
๑. ยดึ ความประหยดั ตัดทอนค่าใชจ้ า่ ยในทกุ ด้าน ลดละความฟมุ่ เฟือยในการใช้ชวี ิต
๒. ยึดถอื การประกอบอาชพี ด้วยความถกู ต้อง ซอื่ สัตยส์ ุจริต
๓. ละเลกิ การแกง่ แยง่ ผลประโยชนแ์ ละแข่งขนั กนั ในทางการคา้ แบบต่อสู้กนั อย่างรนุ แรง
๔. ไมห่ ยดุ นง่ิ ท่จี ะหาทางใหช้ ีวิตหลุดพน้ จากความทกุ ขย์ าก ด้วยการขวนขวายใฝห่ าความรู้ให้มีรายได้
เพมิ่ พนู ขึ้น จนถงึ ขั้นพอเพียงเปน็ เป้าหมายสำคัญ
๕. ปฏิบตั ติ นในแนวทางทดี่ ี ลดละสงิ่ ชั่ว ประพฤตติ นตามหลักศาสนา
บทที่ 3
วธิ กี ารดำเนนิ งาน
1. ข้ันตอนการดำเนนิ งาน
1. นกั เรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1/2 รว่ มประชุมปรึกษาหารอื เกยี่ วกับการดำเนนิ งานภายในห้องเรียน
เชน่ การแตง่ ต้งั หวั หนา้ หอ้ ง การแตง่ ตั้งเวรประจำวนั ฯลฯ
2. เลอื กหัวหนา้ เวรประจำวนั และใหส้ มาชิกแต่ละคนเลือกเวรประจำวันตามความสมคั รใจ
3. จดั ทำแนวปฏบิ ัติและข้อตกลงในการปฏบิ ัตหิ น้าท่เี วรประจำวันแต่ละวัน
4. ทกุ คนปฏบิ ัติหน้าทที่ ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
5. ครูที่ปรึกษาแนะนำวิธีการ แนวทางในการนำขยะมาประดิษฐ์เป็นของใช้ต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเห็น
ความสำคัญของขยะ และมามารถนำมาแลกเป็นเงินได้
6. สังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั งิ าน และปฏิบัตติ น
7. สรุปละประเมินผล โดยใช้เครื่องมือประเมิน คือ แบบบันทึกตรวจเวรประจำวันของคณะกรรมการ
นักเรียน
8. เสนอแนะ ปรับปรงุ แก้ไข
9. จัดทำรูปเล่ม
10. จัดทำผงั โครงงาน
11. นำเสนอโครงงาน
2. ตวั ชี้วดั
1. นกั เรยี นพฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงค์ รู้จักความรับผดิ ชอบและมีวินัยในตนเองมากข้ึน
2. ผลการตรวจความสะอาดห้องเรียนในแต่ละสปั ดาหไ์ ดผ้ ลลัพธ์ ในระดับรอ้ ยละ 90
3. วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล
1. สังเกตพุ ฤติกรรม
2. แบบบันทกึ การตรวจเวรประจำวันของคณะกรรมการนกั เรียน
4. ช่วงระยะเวลาการประเมนิ
วนั ท่ี 16 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2565 ตัง้ แต่เวลา 07.30 – 08.30 น.
บทที่ 4
ผลการศกึ ษาค้นควา้
จากการทำโครงงาน “ พี่มีกล่อง น้องขอนะ ” ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ประจำปี
การศึกษา 2565 โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 50 เรม่ิ จากการประชมุ ปรกึ ษาหารือเก่ียวกับการดำเนินงาน
ภายในห้องเรยี น เช่น การแต่งตั้งหัวหน้าห้อง การแต่งตั้งเวรประจำวัน การเลือกหัวหน้าเวรประจำวันและให้
สมาชกิ แตล่ ะคนเลอื กเวรประจำวันตามความสมัครใจ จัดทำแนวปฏิบตั ิและข้อตกลงในการปฏิบตั หิ น้าท่ีเวรแต่
ละวัน ทุกคนมาปฏิบัติหนา้ ที่ทีไ่ ด้รับมอบหมาย นอกจากนี้นักเรียนก็ไดเ้ ก็บขยะทีส่ ามารถขายได้ เก็บใส่ถุงดำ
เพื่อนำไปขาย บางส่วนนักเรียนก็นำมาประดิษฐ์เป็นของใช้ส่วนตัว เช่น กล่องใส่ดินสอ ตะกร้าจากกล่องนม
โดยสงั เกตุพฤติกรรมการปฏิบัตงิ าน ปฏบิ ัติตน สามารถสรุปผลการดำเนินงาน ไดด้ งั นี้
จากการศกึ ษาพบวา่
1. นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงงาน “ พี่มีกล่อง น้องขอนะ ” มีความรับผิดชอบ และมีวินัยใน
ตนเองมากขน้ึ
2. นักเรียนสามารถนำกลอ่ งนมมาประดษิ ฐ์เปน็ ของใช้ได้
3. ผลการตรวจห้องเรยี น รอ้ ยละ 90 มีความสะอาด เปน็ ระเบียบมากข้ึน
บทที่ 5
สรุปผล
สรปุ ผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินโครงงาน “ พี่มีกล่อง น้องขอนะ” ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ปี
การศึกษา 2565 เพื่อแก้ปัญหานักเรียนทิ้งขยะไม่ถกู ท่ี ไม่เก็บขยะ ไม่ทำความสะอาดห้องเรียน โดยสรุปผล
การดำเนนิ งาน ดังนี้
1. นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงงาน “ พี่มีกล่อง น้องขอนะ ” มีความรับผิดชอบ และมีวินัยใน
ตนเองมากขึ้น
2. นักเรียนสามารถนำกล่องนมมาประดษิ ฐเ์ ปน็ ของใช้ได้
3. ผลการตรวจห้องเรยี น รอ้ ยละ 90 มีความสะอาด เป็นระเบียบมากขึ้น
ข้อเสนอแนะ
1. ควรขยายผลไปยงั นกั เรียนทกุ คนในโรงเรยี น
2. ควรจดั ทำโครงงานนีอ้ ย่างตอ่ เน่อื ง เพ่ือใหน้ ักเรียนมคี วามพอเพียง และมวี ินยั ในตนเองอย่างย่ังยืน
ของลกั ษณะนิสัย
12
ภาคผนวก
13
ภาพกจิ กรรมช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1/2
นกั เรียนทำความสะอาดใต้ชอ่ งโตะ๊ เรยี น
14
ภาพนกั เรยี นช่วยกันทำความสะอาดหอ้ งตามเวรประจำวัน
15
ภาพนกั เรยี นช่วยกันทำความสะอาดหอ้ งตามเวรประจำวัน
16
ภาพหลังจากท่นี ักเรยี นทำความสะอาดหอ้ งเรยี นเสร็จ
โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 50
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ