The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by แดเนียล, 2018-07-07 09:34:45

คำแปลบาลีไทย, อิติปิโส, พาหุง, มะหาการุณิโก, ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก, พระไตรปิฎก, มงคลสูตร, กะระณียะเมตตะสุตตัง, อุปมาใบประดู่ลาย, ปฏิจจสมุปบาท, , คาถาพระพุทธเจ้า 5 องค์ตอนชนะมาร,

สารบัญ



อิติปิโส ........................................................................................................................................................ 3


พาหุง ........................................................................................................................................................... 4

มะหาการุณิโก ........................................................................................................................................... 5


ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ................................................................................................................ 6

พระไตรปิฎก .................................................................................................................................. 12


มงคลสูตร ..................................................................................................................................... 14

กะระณียะเมตตะสุตตัง แปล ......................................................................................................... 16

อุปมาใบประดู่ลาย ......................................................................................................................... 18


ปฏิจจสมุปบาท ....................................................................................................................................................... 23

๗. อาณิสูตร - สังยุตตนิกาย นิทานวรรค โอปัมมสังยุตต์ ...................................................................... 24


คาถาพระพุทธเจ ้า 5 องค์ตอนชนะมาร ..................................................................................................... 25

คาถามหาวิเศษ ....................................................................................................................................................... 25

กาลามสูตร .................................................................................................................................... 26

คาถาบูชาหลวงปู่ ใหญ่พระครูธรรมเทพโลกอุดร .......................................................................... 27


บทกรวดน ้า อิมินา ................................................................................................................................................. 28


มงคลจักรวาลน้อย สัพพะพุทธา ................................................................................................................... 29

บทสวดมงคลจักรวาลใหญ่ .............................................................................................................................. 30

อานาปานสติสูตร (๑๑๘) ................................................................................................................................. 32

อานาปานสติสุตฺต .......................................................................................................................... 38


หัวใจ ๑๐๘ (บ ้านเฮาเอิ้นว่า ตับ ๑๐๘) ........................................................................................ 44

ค าแผ่เมตตา ................................................................................................................................ 47

บทแผ่เมตตา......................................................................................................................... 47


แผ่เมตตาให ้ตนเอง ............................................................................................................. 47

บทแผ่เมตตา......................................................................................................................... 47


แผ่เมตตาพรหมวิหารสี่ ........................................................................................................... 48

นวหรคุณ (อิติปิโส เก ้าห ้อง) ................................................................................................................................ 49

พระคาถาถวายพระพรชัยมงคล ๗ รอบ ๘๔ พรรษ ........................................................................... 51

อิติปิโส-พาหุง-มะหาการุณิโก



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได ้โดยพระองค์เอง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได ้โดยพระองค์เอง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได ้โดยพระองค์เอง


พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระพุทธเจ ้าเป็นสะระณะ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระธรรมเจ ้าเป็นสะระณะ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระสงฆเจ ้าเป็นสะระณะ


ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สอง ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระพุทธเจ ้าเป็นสะระณะ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สอง ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระธรรมเจ ้าเป็นสะระณะ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สอง ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระสงฆเจ ้าเป็นสะระณะ


ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สาม ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระพุทธเจ ้าเป็นสะระณะ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สาม ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระธรรมเจ ้าเป็นสะระณะ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
แม ้ครั้งที่สาม ข ้าพเจ ้าขอถือเอา พระสงฆเจ ้าเป็นสะระณะ



อิติปิ โส

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
พระผู้มีพระภาคเจ ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ทรงแจกจ่ายธรรม เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ดีโดยชอบด ้วยพระองค์เอง ทรงถึง
พร ้อมด ้วยวิชชา และ จรณะ (ความรู้และความประพฤติ) เสด็จไปดี (คือไปที่ใดก็ยังประโยชน์ให ้ที่นั้น) ทรงรู้
แจ ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก หาผู้อื่นเปรียบมิได ้ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรง
เป็นผู้ตื่น ทรงเป็นผู้แจกจ่ายธรรม


สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ ้าตรัสดีแล ้ว อันผู้ปฏิบัติเห็นชอบได ้ด ้วย
ตนเอง ไม่ประกอบด ้วยกาลเวลา ควรเรียกมาดูได ้ ควรนอบน้อมเข ้าไปหา อันผู้รู้พึงรู้ได ้ด ้วยตนเอง


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญา
ยะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง

โลกัสสาติฯ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล ้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้
ปฏิบัติตรง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้
ปฏิบัติชอบ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น จัดเป็นบุรุษสี่คู่ เป็นบุคคลแปด เป็นผู้ควรบูชา เป็นผู้ควร
รับทิกษิณา เป็นผู้ควรกราบไหว ้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก หาสิ่งอื่นเปรียบมิได ้


พาหุง


พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นจอมของนักปราชญ์ ทรงชนะพญามารพร ้อมด ้วยเสนา ซึ่งเนรมิตแขนได ้ตั้งพัน มี
มือถืออาวุธครบทั้งพันมือ ขี่ช ้ างคิรีเมขล์ ส่งเสียงสนั่นน่ากลัว ทรงชนะด ้วยธรรมวิธีมีทานบารมี เป็ นต ้น และด ้วย
เดชะของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะอาฬวกยักษ์ผู้โหดร ้ายบ ้าคลั่ง น่าสพึงกลัว ซึ่งต่อสู้ กับพระองค์
ตลอดทั้งคืนรุนแรงยิ่งกว่าพญามาร จนละพยศร ้ายได ้สิ้น ด ้วยขันติธรรมวิธีอันพระองค์ได ้ฝึกไว ้ดีแล ้ว และด ้วย
เดชของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะพญาช ้ าง ชื่อ นาฬาคิรี ซึ่งก าลังตกมันจัด ทารุณโหดร ้ายยิ่งนัก ดุจ
ไฟป่ าจักราวุธและสายฟ้า ด ้วยพระเมตตาธรรม และด ้วยเดชของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคล
ทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะมหาโจร ชื่อ องคุลีมาล ในมือถือดาบเงื้อง่าโหดร ้ายทารุณยิ่ง วิ่งไล่
ตามพระองค์ห่างออกไปเรื่อย ๆ เป็นระยะทางถึง ๓ โยชน์ ด ้วยทรงบันดาลมโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) และด ้วย
เดชของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะค ากล่าวใส่ร ้ายท่ามกลางชุมชน ของนางจิญจมาณวิกา ผู้ผูกท่อนไม ้
ซ่อนไว ้ที่ท ้องแสร ้งท าเป็นหญิงมีครรภ์ ด ้วยความจริง ด ้วยความสงบเยือกเย็นด ้วยวิธีสมาธิอันงาม และด ้วยเดช
ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้เชิดชูลัทธิของตนว่าจริงแท ้อย่างเลิศลอย ราวกับชู
ธงขึ้นฟ้า ผู้มุ่งโต ้วาทะกับพระองค์ ด ้วยพระปัญญาอันเป็นเลิศดุจประทีปอันโชติช่วง ด ้วยเทศนาญาณวิถี และ
ด ้วยเดชของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะพญานาคชื่อนันโทปนันทะ ผู้หลงผิดและมีฤทธิ์มาก ด ้วยทรงแนะน า
วิธี และ อิทธิฤทธิ์แก่พระโมคคัลลานะ พระเถระภุชงค์ พุทธบุตร ให ้ไปปราบจนเชื่อง และด ้วยเดชของพระผู้มี
พระภาคพระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระจอมมุนีทรงชนะพรหม ชื่อ ท ้าวพูกะ ผู้รัดรึงทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดไว ้แนบแน่น โดย
ส าคัญผิดว่าตนบริสุทธิ์มีฤทธิ์รุ่งโรจน์ด ้วยวิธีวางยาอันวิเศษ คือ เทศนาญาณ และด ้วยเดชของพระผู้มีพระภาค
พระองค์นั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข ้าพเจ ้า


เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
แม ้นรชนใดไม่เกียจคร ้าน สวดก็ดี ระลึกก็ดี ซึ่งพุทธชัยมงคลคาถา ๘ บทนี้ ทุกวัน ย่อมเป็นเหตุให ้พ ้นอุปัทว
อันตรายทั้งปวง นรชนผู้มีปัญญาย่อมถึงซึ่งความสุขสูงสุดแล สิวโมกข์นฤพานอันเป็นเอกันตบรมสุข


มะหาการุณิโก


มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ

มุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
พระพุทธเจ ้าผู้ทรงมีพระมหากรุณา เป็นนาถะของสัตว์ทรงบ าเพ็ญบารมีทั้งปวง เพื่อเกื้อกูลแก่มวลสัตว์ทั้งหลาย
ทรงบรรลุพระสัมโพธิฐาณอันสูงสุดด ้วยสัจวาจา ภาษิตนี้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแดท่านเถิด

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ

ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง

อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ ขอท่านจงมีชัยชะในชัยมงคลพิธีเหมือนพระจอมมุนี ผู้เพิ่มพูนความยินดีแก่
ชาวศากยะทั้งหลาย ทรงช านะมาร ณ โคนโพธิพฤกษ์ ทรงถือความเป็นผู้เลิศบรรเทิง อยู่บนอปราชิตบังลังก์



เหนือพื้นปฐพี อันเป็นที่แรกเกิดแห่งดอกบัว เป็นจอมดินซึ่งเป็นที่อภิเษกแห่ง
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะ

จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง
ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
พระพุทธเจ ้าทุกๆพระองค์ฉะนั้นเถิด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันสุจริต เป็นฤกษ์ดี มงคลดี แข็งดี รุ่งดีขณะ
ดี ครู่ดี และเป็นการบูชาดี ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คนท ากรรมที่สุจริตย่อมได ้ผลเจริญดี


ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี

ภะวันตุ เตฯขอสรรพมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้า อเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาข ้าพเจ ้า ด ้วยอานุภาพแห่ง
พระพุทธเจ ้า ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข ้าพเจ ้าทุกเมื่อเทอญ


ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี

ภะวันตุ เตฯ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้า อเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาข ้าพเจ ้า ด ้วยอาณุภาพแห่งพระ
ธรรมเจ ้าทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข ้าพเจ ้าทุกเมื่อเทอญ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี

ภะวันตุ เต ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้า อเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาข ้าพเจ ้า ด ้วยอาณุภาพแห่งพระสงฆ์
ทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข ้าพเจ ้าทุกเมื่อเทอญ

คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก


ยอดพระกัณฑ์ฉบับนี้ ได ้มาจากต ้นฉบับเดิมที่จารไว ้บนใบลานเป็ นอักษรขอมซึ่ ง เปิดกรุ
ครั้งแรกที่เมืองสวรรคโลก มีบันทึกเอาไว ้ว่าผู ้ใดสวดมนต์เป็ นประจ าทุกเช ้ าเย็น จะป้องกัน

ภัยอันตรายต่างๆได ้รอบด ้าน ภาวนาพระคาถาอื่นสัก ๑๐๐ ปีก็ไม่เท่ากับอานิสงส์ของการ
สวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิ ฎกนี้เพียงครั้งเดียว ผู ้ใดที่สวดครบ ๗ วัน หรือครบอายุ
ปัจจุบันของตัวเอง จะมีโชคลาภ ท ามาค ้าขายรุ่งเรือง ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวง


๑. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู้ไกลจากกิเลส

อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรง
ถึงพร้อมด ้วยความรู้และความประพฤติ

อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู้รู้แจ ้งโลก
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู้ตรัสรู้

เองโดยชอบ อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู้เสด็จ
ไปดีแล ้ว


๒. อะระหัง ตัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็ นพระอรหันต์ว่า เป็ นที่พึ่งก าจัดภัย
ได ้จริง อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็ นพระอรหันต์ ด ้วยเศียรเกล ้า

สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เองโดยชอบว่าเป็ นที่พึ่ง
ก าจัดภัยได ้จริง สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เอง ด ้วย

เศียรเกล ้า วิชชาจะระณะ สัมปันนัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้ถึงพร้อมด ้วย
ความรู้และความป ระพฤติ ว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง วิชชาจะระณะ สัมปันนัง สิระสา นะมามิ
ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ถึงพร ้อมด ้วยความรู้และค วามประพฤติ ด ้วยเศียรเกล ้า
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล ้ว ว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง

สุคะตัง สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล ้ว ด ้วยเศียรเกล ้า
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้รู้แจ ้งโลก ว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง

โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้รู้แจ ้งโลก ด ้วยเศียรเกล ้า


๓. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นอนุตตะ
โร คือ ยอดเยี่ยม อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้
มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะ
สาระถิ วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ อิติปิ โส ภะคะวา

พุทโธ วัจจะ โส ภะคะวาฯ พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู้ตื่นจากกิเลส


๔. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ด ้วยเศียรเกล ้า
ปุริสะธัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็ นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ว่าเป็ นที่

พึ่งก าจัดภัยได ้จริง ปุริสะธัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็ นนาย
สารถีผู้ฝึกบุรุษ ด ้วยเศียรเกล ้า สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึง
พระองค์ผู้เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง

สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็ น ศาสดาของเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ด ้วยเศียรเกล ้า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส

ว่าเป็ นที่พึ่งก าจัดภัยได ้จริง พุทธัง สิระสา นะมามิ อิติปิ โส ภะคะวาฯ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อม
พระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส ด ้วยเศียรเกล ้า


๕. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน

พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น รูปขันธ์ เป็ นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร ้อมแล ้ว
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น เวทนาขันธ์ เป็ นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร ้อมแล ้ว
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น สัญญาขันธ์ เป็ นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร ้อมแล ้ว
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น สังขารขันธ์ เป็ นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร ้อมแล ้ว
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิ

โสภะคะวาฯ
พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น วิญญาณขันธ์ เป็ นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร ้อมแล ้ว

๖. อิติปิโสภะคะวา ปะฐะวีจักกะวาฬะ จะตุมะหาราชิกา ตาวะติงสาธาตุสัมมาทิ

ยานะ สัมปันโน พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ดินจักรวาล เทวโลกชั้น
จาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จะตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยา

นะ สัมปันโน พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ไฟจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุ
มหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จะตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยา

นะ สัมปันโน พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ลมจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุ
มหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จะตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยา

นะ สัมปันโน พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ น ้าจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุ
มหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จะตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิ

ยานะ สัมปันโน พระผู้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ อากาศจักรวาล เทวโลก
ชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

๗. อิติปิ โส ภะคะวา ยามา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นยามา
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นดุสิต
อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี

อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ อันเป็ นไปในกามาวจรภูมิ
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ อันเป็ นไปในรูปาวจรภูมิ

๘. อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ปฐมญาน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ทุติยญาน

อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ตติยญาน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ จตุตถญาน

อิติปิ โส ภะคะวา จะตุถะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ ปัญจมญาน

๙. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ อะรู

ปาวะจะนะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรม
ที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากาสานัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ อะรูปา

วะจะนะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่
เป็ นธาตุ อันเป็ นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญาจายะตะนะ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ อะรู

ปาวะจะนะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรม
ที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากิญจัญญายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ

๑๐. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระโสดาปัตติมรรค

อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระสกิทาคามิมรรค

อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระอนาคามิมรรค
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระอรหัตตมรรค

๑๑. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะปะฏิผะละ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระโสดาปัตติผล และ พระ
อรหัตตผล อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะปะฏิผะละ ธาตุสัมมาทิยานะ

สัมปันโน พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็ นธาตุ คือ พระสกิทาคามิผล
และ พระอรหัตตผล อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะปะฏิผะละ ธาตุสัมมาทิ
ยานะ สัมปันโน พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ทรงถึงพร ้อมด ้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระ

อนาคามิผล และ พระอรหัตตผล

๑๒. กุสะลา ธัมมา อิติปิ โส ภะคะวา อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ชมภูทิปัญจะอิสสะโร ธรรมะฝ่ ายกุศล พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า
ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระผู ้มีพระภาคเจ ้า ผู ้เป็ นอิสสระแห่งชมภูทวีป


กุสะลา ธัมมา นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ ธรรมะฝ่ ายกุศล ขอ
นอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ ้า
ปัญจะพุทธา นะมามิหัง ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้าห ้าพระองค์


อา ปา มะ จุ ปะ ด ้วยหัวใจพระวินัยปิฎก
ที มะ สัง อัง ขุ ด ้วยหัวใจพระสุตตันตปิฎก
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ด ้วยหัวใจพระอภิธรรมปิฎก

อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ ด ้วยมนต์คาถา
โส โสสะ สะ อะ อะ อะ อะ ด ้วยหัวใจมรรคสี่ ผลสี่ และ นิพพานหนึ่ง

นิ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
ด ้วยหัวใจพระเจ ้าสิบชาติทรงแสดงการบ าเพ็ญบารมีสิบ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ ด ้วยหัวใจพระพุทธคุณเก ้า

พะ อิ สะ วา สุ สุ สะ วา อิ ด ้วยหัวใจพระไตรรัตนคุณ
กุสะลา ธัมมา จิตติ วิอัตถิ ธรรมะฝ่ ายกุศล มีนัยอันวิจิตรพิสดาร


๑๓. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามี สา

โพธิปัญจะ อิสสะโร ธัมมา พระผู ้มีพระภาคเจ ้านั้น เป็ นผู ้ไกลจากกิเลส ข ้าพเจ ้าขอถึง
พระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต

๑๔. กุสะลา ธัมมา นันทะวิวังโก อิติ สัมมาสัมพุทโธ สุคะลาโน ยาวะชีวัง

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธรรมะฝ่ ายกุศล ของผู ้มีพระภาคเจ ้า เป็ นผู ้ตรัสรู ้เองโดยชอบ
ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต

จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา อิติ วิชชาจะระณะ สัมปันโน อุ อุ ยาวะ

ชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เป็ นอิสสระถึงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา ธรรมะฝ่ ายกุศล
พระผู ้มีพระภาคเจ ้า เป็ นผู ้ถึงพร ้อมด ้วยความรู ้และความประพฤติ ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า
ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต
ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นันทะปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ

ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เป็ นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ธรรมะฝ่ ายกุศล
พระพุทธเจ ้าเป็ นผู ้เสด็จไปดีแล ้ว เป็ นผู ้รู ้แจ ้งโลก ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่ง
ตลอดชีวิต
ยามา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา พรัหมมา สัททะปัญจะ สัตตะ สัตตาปาระมี อะนุต

ตะโร ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เป็ นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นยามา
ธรรมะฝ่ ายกุศล ด ้วยความศรัทธาต่อพระพรหม ด ้วยพระบารมีอันยอดเยี่ยมของพระโพธิสัตว์
ทั้งห ้า ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต

๑๕. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา ปุ กะ ยะ ปะ ปุริสะธัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธรรมะฝ่ ายกุศล พระผู ้มีพระภาคเจ ้า ผู ้เป็ นนายสารถีผู ้ฝึกบุรุษ
ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็ นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดุสิต


๑๖. นิมมานะระติ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะ
ถะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธรรมะฝ่ ายกุศล พระผู ้มีพระภาคเจ ้า พระองค์ผู ้
เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต
เป็ นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี


๑๗. ปาระนิมมิตะ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัต
ตา รูปะขันโธ พุทธะปะผะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ธรรมฝ่ ายกุศล พระผู ้มี

พระภาคเจ ้า เป็ นผู ้รู ้แจ ้ง สังขารขันธ์ รูปขันธ์ เป็ นของไม่เที่ยง เป็ นความทุกข์ มิใช่เป็นตัวตน
ของเราจริง ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็ นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็ นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นปรนิม
มิตตวสวัสดี

๑๘. พรัหมา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะ
นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ

พุทธิ ลาโภ กะลากะระกะนา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวา

หายะ ธรรมะฝ่ ายกุศล ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็ นอิสสระถึง
สวรรค์ชั้นพรหมโลก ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ ้า ขอ
นอบน้อมแด่พระสังฆเจ ้า ด ้วยค าสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ข ้าพเจ ้าด ้วยเถิด
ข ้าพเจ ้าขอถึงพระพุทธเจ ้าว่าเป็ นที่พึ่งตราบเข ้าสู่พ ระนิพพาน

๑๙. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู

หุลู สะวาหายะ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ ้า ขอนอบ
น้อมแด่พระสังฆเจ ้า ด ้วยการสวดมนต์พระคาถานี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าด ้วยเถิด


๒๐. อินทะสาวัง มะหาอินทาสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง

สัปปุริสะสาวัง มะหาสัปปุริสะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิ วิชชาธะรานังสาวัง

พรัหมมะสาวัง มะหาพรัหมมะสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง

พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ

ด ้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด ้วยการกล่าวค าสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดี
จงมีแก่ข ้าพเจ ้าด ้วยเถิด

๒๑. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง ปุญญังภาคะยัง

ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวิสะติเทสะนัง โมกขัง คุยหะกัง ฐานัง สีลัง ปัญญานิก

ขัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ด ้วยการสวดพระคาถา
มหาทิพมนต์นี้ และด ้วยการกล่าวค าสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าด ้วย
เถิด

๒๒. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญา

ขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ผู ้เข ้าถึงรูป
ขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็ นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเรา

จริง นะโม อิติปิ โส ภะคะวาฯ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระผู ้มีพระภาคเจ ้าพระองค์นั้น

๒๓. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญา
ขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ผู ้เข ้าถึงรูป

ขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็ นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเรา
จริง นะโม สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระธรรม ที่
พระพุทธเจ ้าตรัสไว ้ดีแล ้ว

๒๔. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญา

ขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ ้า รูปขันธ์
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็ นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง

ข ้าพเจ ้า นะโม สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ขอนอบน้อมพระธรรมที่พระพุทธเจ ้า
ตรัสไว ้ดีแล ้ว

๒๕. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญา

ขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ ้า รูปขันธ์
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็ นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของ
พระพุทธเจ ้า ผู ้ปฏิบัติดีแล ้ว


๒๖. นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญา
ขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ ้า รูปขันธ์
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็ นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง

นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อม
พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ ้า ผู ้ปฏิบัติดีแล ้ว

๒๗. นะโม พุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะ ตัสสะ หาโย โม

นะ อุ อะ มะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ด ้วยค า
สอนของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง
อุ อะ มะ อา วันทา นะโมพุทธายะ นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ

อะ อุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ข ้าพเจ ้าขอกราบไหว ้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ ้า ด ้วยพระธรรมค าสั่งสอน ความไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ มิใช่
ตัวตนของเราจริง

พระไตรปิฎก


อา ปา มะ จุ ปะ ที มะ สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ

วินัยปิฎก อา ปา มะ จุ ปะ สิกขาบท หรือ ศีล - วิภังค์ – สุตตวิภังค์ ปาฏิโมกข์

อา อาทิกัมมิกะ -ปาราชิก 4, สังฆาทิเสส 13, อนิยต 2

ปา ปาจิตติยะ
ขันธกะ
มะ มหาวรรค

จุ จุลวรรค
ปะ ปริวาร

สุตตันตปิฎก ที มะ สัง อัง ขุ

ที ทีฆนิกาย
มะ มัชฌิมนิกาย
สัง สังยุตตนิกาย

อัง อังคุตตรนิกาย
ขุ ขุททกนิกาย

อภิธัมมปิฎก สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
สัง ธัมมสังคณี - สังคณี
วิ วิภังค์

ธา ธาตุกถา
ปุ ปุคคลบัญญัติ

กะ กถาวัตถุ
ยะ ยมก
ปะ ปัฏฐาน - มหาปกรณ์


โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ - โลกุตตรธรรมเก ้า มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง

โส โสดาปัตติมรรค


โส โสดาปัตติผล
สะ สกทาคามิมรรค
สะ สกทาคามิผล

อะ อนาคามิมรรค
อะ อนาคามิผล

อะ อรหัตตมรรค
อะ อรหัตตผล
นิ นิพพาน

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

10 ทศชาติชาดก - หัวใจพระเจ ้าสิบชาติ (หัวใจทศชาติ) ทรงแสดงการบ าเพ็ญบารมีสิบ


เต พระเตมีย์ใบ ้ – เนกขัมมบารมี
ชะ พระมหาชนก – วิริยบารมี
สุ พระสุวรรณสาม – เมตตาบารมี

เน พระเนมิราช – อธิษฐานบารมี
มะ พระมโหสถ – ปัญญาบารมี

ภู พระภูริทัต – ศีลบารมี
จะ พระจันทกุมาร - ขันติบารมี

นา พระมหานารทกัสสปะ – อุเบกขาบารมี
วิ วิธุรบัณฑิต – สัจบารมี

เว พระเวสสันดร – ทานบารมี

อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ นวหรคุณ -อิติปิโส เก ้าห ้อง

๑.อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช ้ ด ้านกันไฟทั้งปวง

๒.สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได ้ด ้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช ้ เป็นตบะเดชะเสริมสร ้างสง่าราศี

๓. วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร ้อมด ้วยวิชาและจรณะ บทนี้ใช ้ ด ้านโภคทรัพย์โชคลาภ

๔. สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ด าเนินไปได ้ด ้วยดี บทนี้ใช ้ ในด ้านการเดินทาง ทั้งทางบก น ้า อากาศ

๕.โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ ้ง บทนี้ใช ้ ภาวะนาเมื่อเข ้าป่ าหรือที่มืด

๖. อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได ้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช ้ ทางมหาอ านาจ
ตวาดผี

๗. สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บทนี้ใช ้ ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุน
นางเอ็นดู

๘. พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บทนี้ใช ้ ภาวนาอารมณ์ ท าให ้ไม่ตกต ่าอับจน

๙. ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จ าเริญ จ าแนก ธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้ บทนี้ใช ้ ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะ
กระท าแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์

มงคลสูตร


น า (หันทะ มะยัง มังคะละสุตตะคาถาโย ภะนามะ เส.)

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ในสมัยหนึ่ง พระอานนท์เถระเจ ้า ได ้สดับมาว่า

ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน พระผู ้มีพระภาคเจ ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเชตว
นาราม

อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี
อะถะ โข อัญญะตะรา เทวะตา ครั้งนั้นแล เทพยดาองค์ใดองค์หนึ่ง
อะภิกกันตายะ รัตติยา ครั้นเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล ้ว

อะภิกกันตะวัณณา มีรัศมีอันงามยิ่งนัก
เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง ยังเชตวันทั้งสิ้นให ้สว่าง

โอภาเสตะวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ พระพุทธเจ ้าเสด็จประทับอยู่ในที่ใดก็เข ้าไปเฝ้า
โดยที่นั้น

อุปสังกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา ครั้นเข ้าไปเฝ้าแล ้ว จึงถวายอภิวาท พระผู ้มีพระ
ภาคเจ ้าแล ้ว
เอกะมันตัง อัฏฐาสิ ยืนอยู่ในท่ามกลางส่วนข ้างหนึ่ง

เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ครั้นเทพยดานั้น ยืนในที่สมควรส่วนข ้างหนึ่ง
แล ้วแล

ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ ได ้ทูลพระผู ้มีพระภาคเจ ้า ด ้วยคาถาว่า
พะหู เทวา มะนุสสา จะ หมู่เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก

มังคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสต ผู ้หวังความสวัสดี ได ้พากันคิดถึงมงคล
ถานัง คือเหตุให ้ถึงความเจริญทั้งหลาย
พรูหิ มังคะละมุตตะมัง ขอพระองค์จงเทศนา มงคลอันสูงสุด

อะเสวะนา จะ พาลานัง การไม่คบคนพาลทั้งหลาย ๑
ปิณฑิตานัญจะ เสวะนา การคบบัณฑิตทั้งหลาย ๑

ปูชา จะ ปูชะนียานัง การบูชาชนควรบูชาทั้งหลาย ๑
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ๑

ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑
ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา การเป็นผู ้มีบุญ อันท าแล ้วในกาลก่อน๑

อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ การตั้งตนไว ้ชอบ ๑
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ๑
พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ การได ้ฟังมาแล ้วมาก ๑ ศิลปศาสตร์ ๑

วินะโย ตะ สุสิกขิโต วินัยอันชนศึกษาดีแล ้ว ๑
สุภาสิตา จะ ยา วาจา วาจาอันชนกล่าวดีแล ้ว ๑

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ๑
มาตาปิตุอุปัฏฐานัง การบ ารุงมารดาและบิดา ๑
ปุตตะทารัสสะ สังคะโห การสงเคราห์ลูกและเมีย ๑

อะนากุลา จะ กัมมันตา การงานทั้งหลายไม่อากูล ๑
เอตัมมังตะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด๑

ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ การให ้ ๑ การประพฤติธรรม ๑

ญาตะกานัญจะ สังคะโห การสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย ๑
อะนะวัชชานะ กัมมานิ กรรมทั้งหลายไม่มีโทษ ๑

เอตัมมังตะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
อาระตี วีระตี ปาปา การงดเว ้นจากบาป ๑

มัชชะปานา จะ สัญญะโม การเว ้นจากการดื่มน ้าเมา ๑
อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
คาระโว จุ นิวาโต จะ การเคารพ ๑ การไม่จองหอง ๑
สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา อุปการะ อันท่านท าแล ้วแก่ตน ๑

กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง การฟังธรรมโดยกาล ๑
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ๑

ขันตี จะ โสวะจัสสะตา ความอดทน ๑ การเป็นผู ้ว่าง่าย ๑
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง การเห็นสมณะทั้งหลาย ๑
กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา การเจรจาธรรมโดยกาล ๑

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ๑
ตะโป จะ พรัหมะ จะริยัญจะ ความเพียรเผากิเลส ๑ ความประพฤติอย่าง

พรหม ๑
อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง การเห็นอริยสัจทั้งหลาย ๑

นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ การท าพระนิพพานให ้แจ ้ง ๑
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง จิตของผู ้ใด อันโลกธรรมทั้งหลาย
ยัสสะ นะ กัมปะติ ถูกต ้องแล ้ว ย่อมไม่หวั่นไหว
อะโสกัง วิระชัง เขมัง ไม่มีโศก ปราศจากธุลี เกษม

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
เอตาทิสานิ กัตวานะ เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย กระท ามงคล

ทั้งหลายเช่นนี้แล ้ว
สัพพัตถะ มะปะราชิตา เป็นผู ้ไม่พ่ายแพ ้ในที่ทั้งปวง
สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง

ตันเตสัง มังคะละมุตตะมัง ข ้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ของเทพยดา และ
มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นแล







คัดลอกจาก......หนังสือธรรมานุสรณ์ วัดถ ้าแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

กะระณียะเมตตะสุตตัง



(หันทะ มะยัง กะระณียะเมตตะสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส)

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
-กิจอันภิกษุ(ผู้บ าเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่ า) ผู้ฉลาดในประโยชน์
ใคร่จะบรรลุสันตบทอยู่เสมอ พึงกระท าก็คือ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
-พึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นคนตรง และเป็นคนซื่อ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
-เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน และไม่เย่อหยิ่ง
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
-เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้เลี้ยงง่าย

อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
-เป็นผู้มีกิจน้อย มีความประพฤติเบาพร ้อม(คือเหมาะสม)

สันตินท๎ริโย จะ นิปะโก จะ
-มีอินทรีย์อันสงบระงับ มีปัญญารักษาตน
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
-เป็นผู้ไม่คะนอง เป็นผู้ไม่พัวพันกับชาวบ ้าน
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
-ไม่พึงประพฤติในสิ่งที่เลวทรามใดๆ
ที่เป็นเหตุให ้คนอื่นซึ่งเป็นผู้รู้ ติเตียนเอาได ้
สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
-จงเจริญเมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจ
มีแต่ความเกษมส าราญเถิด
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
-สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ทุกเหล่าหมดบรรดามี

ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
-ที่เป็นประเภทเคลื่อนไหวได ้ก็ดี ประเภทอยู่กับที่ก็ดี
ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
-เป็นสัตว์มีขนาดล าตัวยาว ปานกลาง หรือสั้นก็ดี
เป็นสัตว์มีล าตัวใหญ่ ปานกลาง หรือเล็กก็ดี
เป็นชนิดมีล าตัวละเอียด หรือมีล าตัวหยาบก็ดี

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
-เป็นจ าพวกที่ได ้เห็นแล ้ว หรือไม่ได ้เห็นก็ดี
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
-เป็นผู้อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล ้ก็ดี
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
-เป็นผู้ที่เกิดแล ้ว หรือก าลังแสวงหาที่เกิดอยู่ก็ดี
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
-ขอสัตว์ทั้งปวงนั้น จงเป็ นผู้มีความสุขกายสุขใจเถิด
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
-บุคคลไม่พึงข่มแหงกัน

นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
-ไม่พึงดูหมิ่นเหยียดหยามกัน ไม่ว่าในที่ไหนๆ

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
-ไม่พึงคิดก่อทุกข์ให ้แก่กันและกัน เพราะความโกรธและความคุ้มแค ้น
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
-มารดาถนอมบุตรคนเดียว ผู้เกิดในตน
ด ้วยการยอมสละชีวิตของตนแทน ฉันใด
เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
-พึงเจริญเมตตาจิตอันกว ้างใหญ่ อันหาประมาณมิได ้
ในสัตว์ทั้งปวง แม ้ฉันนั้นเถิด
เมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
-พึงเจริญเมตตาจิตอันกว ้างใหญ่ อันหาขอบเขตมิได ้
อันไม่มีเวร ไม่มีศัตรูคู่ภัย ไปในสัตว์โลกทั้งสิ้น ทั้งในทิศเบื้องบน
ในทิศเบื้องต ่า และในทิศขวาง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พ๎รัห๎มะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
-บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเมตตาวิหารธรรมนี้ว่า
เป็นพรหมวิหารในพระศาสนานี้
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา
-บุคคลผู้นั้น ละความเห็นผิด คือสักกายทิฐิเสียได ้เป็นผู้มีศีล
ทัสสะเนนะ สัมปันโน
-ถึงพร้อมแล ้ว ด ้วยญาณทัสสนะ
(คือการเห็นอริยสัจ ๔ ด ้วยญาณ ซึ่งเป็ นองค์โสดาปัตติมรรค)
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
-สามารถก าจัดความยินดีในกามทั้งหลายเสียได ้ (ด ้วยอนาคามิมรรค)
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
-ย่อมไม่ถึงซึ่งการนอนในครรภ์อีก โดยแท ้ทีเดียวแล (คือไม่กลับมาเกิดอีก)


วัดอรุณราชวราราม(คณะ๓) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

อุปมาใบประดู่ลาย



[๑๑/๑๗๑๒] อถ โข ภควา ปริตฺตานิ สีสปาปณฺณานิ ปาณินา คเหตฺวา
ภิกฺขู อามนฺเตสิ ต กึ มญฺญถ ภิกฺขเว กตม นุ โข พหุตร ฯยานิ วา

มยา ปริตฺตานิ สีสปาปณฺณานิ ปาณินา คหิตานิ ยทิท อุปริ สีสปาวเนติ ฯ
อปฺปมตฺตกานิภนฺเต ภควตา ปริตฺตานิ สีสปาปณฺณานิ ปาณินา คหิตานิ อถ
โข เอตาเนว พหุตรานิ ยทิท อุปริ สีสปาวเนติ ฯ



ครั้งนั้น พระผู ้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด ้วยฝ่ าพระหัตถ์ แล ้วตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายมา แล ้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจะส าคัญความข ้อนั้นเป็นไฉน ใบ
ประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด ้วยฝ่ ามือกับใบที่บนต ้นไหนจะมากกว่ากัน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ว่าข ้าแต่พระองค์ผู ้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู ้มีพระภาคทรงถือด ้วยฝ่ าพระหัตถ์มี
ประมาณน้อยที่บนต ้นมากกว่า พระเจ ้าข ้า


เอวเมว โข ภิกฺขเว เอตเทว พหุตร ย โว มยา อภิญฺญาย อนกฺขาต ฯ กสฺมา
เจต ภิกฺขเว มยา อนกฺขาต ฯ น เหต ภิกฺขเว อตฺถสญฺหิต นาทิพฺรหฺมจริยก

น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น
นิพฺพานาย ส วตฺตติ ฯ ตสฺมาต มยาอนกฺขาต ฯ


พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู ้แล ้วมิได ้บอกเธอทั้งหลายมีมากก็เพราะเหตุไร
เราจึงไม่บอกเพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด ้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต ้นย่อมไม่เป็นไปเพื่อ

ความหน่ายความคลายก าหนัด ความดับ ความสงบ ความรู ้ยิ่ง ความตรัสรู ้นิพพาน เพราะเหตุนั้น
เราจึงไม่บอก


[๑๗๑๓] กิญฺจิ ภิกฺขเว มยา อกฺขาต ฯ อิท ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว มยา อกฺขาต
อย ทุกฺขสมุทโยติ มยา อกฺขาต อย ทุกฺขนิโรโธติ มยา อกฺขาต อย
ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ มยา อกฺขาต ฯ กสฺมา เจต ภิกฺขเว มยา อกฺ

ขาต ฯ เอตญฺหิ ภิกฺขเว อตฺถสญฺหิต เอต อาทิพฺรหฺมจริยก เอต นิพฺพิทาย วิ
ราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย ส วตฺตติ ฯ ตสฺ

มาต อกฺขาต ฯ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว อิท ทุกฺขนฺติ โยโค กรณีโย ฯเปฯ
อย ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ โยโค กรณีโยติ ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได ้บอกแล ้ว เราได ้บอกแล ้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด ้วยประโยชน์ เป็นพรหมจรรย์เบื้องต ้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอกดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
แหละ เธอทั้งหลายพึงกระท าความเพียรเพื่อรู ้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคา

มินีปฏิปทา

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข ้าพเจ ้า ด ้วยอานุภาพแห่งพระ

ธรรม ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข ้าพเจ ้าทุกเมื่อ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข ้าพเจ ้า ด ้วยอานุภาพแห่ง
พระสงฆ์ ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข ้าพเจ ้าทุกเมื่อ

ขคฺควิสาณสุตฺตํ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต



[๒๙๖] |๒๙๖.๔๕๘| สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ บุคคลวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ไม่เบียดเบียนบรรดา
อวิเหฐยํ อญฺ ตรมฺปิ เตสํ สัตว์เหล่านั้นแม้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลําบาก ไม่พึงปรารถนาบุตร
น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ จะพึงปรารถนาสหายแต่ที่ไหน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๕๙| สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกัน ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตาม
เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ ความเยื่อใย บุคคลเล็งเห็นโทษอัน เกิดแต่ความเยื่อใย
อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๖๐| มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน บุคคลอนุเคราะห์มิตรสหายเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว
หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต ชื่อว่าย่อมยังประโยชน์ให้เสื่อม บุคคลเห็นภัย คือ การยัง
เอตํ ภยํ สนฺถวเปกฺขมาโน ประโยชน์ให้เสื่อมในการเชยชิดนี้
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๑| วํโส วิสาโล ว ยถา วิสตฺโต บุคคลข้องอยู่แล้ว ด้วยความเยื่อใย
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺ ในบุตรและภริยา เหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวก่ายกัน ฉะนั้น
ขา วํสากฬีโร ว อสชฺชมาโน บุคคลไม่ข้องอยู่เหมือนหน่อไม้ พึงเที่ยวไป
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ ผู้เดียว เหมือน นอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๒| มิโค อรญฺ มฺหิ ยถา อพนฺโธ เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกไว้แล้ว ย่อมไป
เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย หากินตามความปรารถนา ฉันใด นรชนผู้รู้แจ้ง เพ่งความ
วิญฺ ู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน ประพฤติตามความพอใจของตน พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๓| อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ การปรึกษาในที่อยู่ ที่ยืน ในการไป
วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย ในการเที่ยวย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย บุคคลเพ่งความ
อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน ประพฤติตามความพอใจ ที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้ว
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๔| ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ การเล่น การยินดี ย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย อนึ่ง ความรักที่
ปุตฺเตสุ จ วิปูลํ โหติ เปมํ ยิ่งใหญ่ย่อมมีในบุตรทั้งหลาย บุคคลเมื่อเกลียดชังความพลัดพราก
ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน จากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไป ผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๕| จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบาย ในทิศทั้งสี่และไม่เดือดร้อน ยินดีด้วย
สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน ปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงําเสียซึ่งอันตราย ไม่หวาดเสียว
ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี พึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๖๖| ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก แม้บรรพชิตบางพวก ก็สงเคราะห์ได้ยาก อนึ่ง คฤหัสถ์ผู้อยู่ครอง
อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา เรือนสงเคราะห์ ได้ยาก บุคคลเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตร
อปฺโปสฺสุโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา ของผู้อื่น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๖๗| โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ นักปราชญ์ละเหตุ อันเป็นเครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์
สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร ดุจต้นทองหลางมีใบ ร่วงหล่น ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ได้แล้ว
เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ พึงเที่ยวไป ผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๖๘| สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหาย ผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกัน
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ ได้ มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงําอันตราย
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ทั้งปวง เป็นผู้มีใจชื่นชม มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นหากว่าบุคคลไม่
จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา ฯ พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยว ไปร่วมกันได้ มีปรกติ
อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว
ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้นอัน


|๒๙๖.๔๗๐| อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ พระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ ละโขลง
เที่ยวอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ฉะนั้น
เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา
เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี เราย่อมสรรเสริญ สหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น พึงคบสหาย
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ ผู้ประเสริฐ สุด ผู้เสมอกัน กุลบุตรไม่ได้สหายผู้ประเสริฐสุดและผู้
เสมอกันเหล่านี้แล้ว พึงเป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ
เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๗๑| ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ บุคคลแลดู กําไลทองทั้งสองอันงามผุดผ่อง ที่บุตรแห่งนายช่างทอง
กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ ให้ สําเร็จด้วยดีแล้ว กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงเที่ยวไปผู้เดียว
สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสฺมึ เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๒| เอวํ ทุติเยน สหามมสฺส การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง หรือการข้องอยู่ด้วยอํานาจ
วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา แห่งความเยื่อใย พึงมีได้อย่างนี้ บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ในอนาคต
เอตํ ภยํ อายติ เปกฺขมาโน พึงเที่ยวไป ผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๓| กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ํายีจิต
วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ ด้วยรูปแปลกๆบุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๔| อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ บุคคลเห็นภัย คือ จัญไร ผีอุปัทวะ โรค ลูกศร และความน่ากลัวนี้
โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว
เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๕| สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ บุคคลพึงครอบงําอันตรายเหล่านี้แม้ทั้งปวง คือ หนาว ร้อน
วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ หิว ระหาย ลม แดด เหลือบและสัตว์เสือกคลานแล้ว
สพฺพานิเปตานิ อภิสมฺภวิตฺวา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๖| นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา บุคคลพึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด
สญฺชาตกฺขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร เปรียบเหมือนช้างใหญ่ผู้เกิดในตระกูลปทุม
ยถาภิรนฺตํ วิหรํ อรญฺเ มีศีลขันธ์เกิดขึ้นแล้ว ละโขลงอยู่ในป่าตาม
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ อภิรมย์ ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๗๗| อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส (พระปัจเจกพุทธเจ้าได้กล่าวกึ่งคาถาว่า) บุคคลพึงใคร่ครวญถ้อยคํา
ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตํ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระ- อาทิตย์ว่า การที่บุคคลผู้ยินดี
อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม แล้วด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ จะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัยนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (พระกุมารได้กล่าวกึ่งคาถาที่พระปัจเจกพุทธ
เจ้านามว่าอาทิจจ พันธุกล่าวแล้วให้บริบูรณ์ว่า) พึงเที่ยวไปผู้เดียว
เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๗๘| ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต เราล่วงพ้นทิฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้ว ถึง ความเป็นผู้เที่ยง ได้มรรค
ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค แล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่พึงแนะนําพึงเที่ยวไปผู้เดียว
อุปฺปนฺน าโณมฺหิ อนญฺ เนยฺโย เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๗๙| นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส บุคคลผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่มีความกระหาย ไม่ลบหลู่
นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห มีโมหะดุจน้ําฝาดอันกําจัดเสียแล้ว ไม่มีความอยาก ครอบงํา
นิราสโย สพฺพโลเก ภวิตฺวา โลกทั้งปวงได้แล้ว
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๘๐| ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามกไม่พึงเสพด้วยตนเอง ซึ่งสหายผู้ชี้บอก
อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺ ความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในกรรม อันไม่เสมอ ผู้ข้องอยู่ ผู้
สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ ประมาท
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๘๑| พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มี
มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ ปฏิภาณ บุคคลรู้จักประโยชน์ ทั้งหลาย กําจัดความสงสัยได้แล้ว
อญฺ าย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๒| ขิฑฺฑํ รตึ กามสุขญฺจ โลเก บุคคลไม่พอใจการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลกแล้ว ไม่เพ่งเล็ง
อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน อยู่ เว้นจากฐานะแห่ง การประดับ มีปรกติกล่าวคําสัตย์
วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๓| ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ บุคคลละบุตร ภริยา บิดา มารดา ทรัพย์ ข้าวเปลือก พวกพ้อง
ธนานิ ธญฺ านิ จ พนฺธวานิ และกามซึ่งตั้งอยู่ ตามส่วนแล้ว
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

๒๙๖.๔๘๔| สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ บัณฑิตทราบว่า ความเกี่ยวข้องในเวลาบริโภคเบญจกามคุณนี้
อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย มีสุขน้อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ดุจหัวฝี ดังนี้แล้ว
คณฺโฑ ๑- เอโส อิติ ตฺวา มติมา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๕| สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ บุคคลพึงทําลาย สังโยชน์ทั้งหลายเสีย
ชาลํ ว เฉตฺวา สลิลมฺพุจารี เหมือนปลาทําลายข่าย เหมือนไฟ ไม่หวนกลับมาสู่ที่ไหม้แล้ว
อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน นอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๖| โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล บุคคลผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่คะนองเท้า มี อินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว
คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน มีใจอันรักษาแล้ว ผู้อันกิเลสไม่รั่วรด แล้ว และอันไฟ คือกิเลสไม่แผด
อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน เผาอยู่
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๘๗| โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ บุคคลละเพศแห่งคฤหัสถ์ ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว นุ่งห่ม
สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต ผ้ากาสายะ ออก บวชเป็นบรรพชิต
กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๘| รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล ภิกษุไม่กระทําความยินดีในรสทั้งหลาย ไม่โลเล ไม่เลี้ยงคนอื่น มี
อนญฺ โปสี สปทานจารี ปรกติเที่ยวบิณฑบาตตามลําดับตรอก ผู้มี จิตไม่ผูกพันในตระกูล
กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๘๙| ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส บุคคลละธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต ๕ อย่าง บรรเทา อุปกิเลสทั้งปวง
อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ แล้ว ผู้อันทิฐิไม่อาศัย ตัดโทษคือความเยื่อใยได้แล้ว
อนิสฺสิโต เฉตฺวา สิเนหโทสํ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๙๐| วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุกฺขญฺจ บุคคลละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนได้
ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์แล้ว
ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๙๑| อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา บุคคลปรารภความเพียรเพื่อบรรลุ ปรมัตถประโยชน์ มีจิตไม่หดหู่ มี
อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺตี ความประพฤติไม่เกียจคร้าน มีความบากบั่นมั่น ถึงพร้อมแล้วด้วย
ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน กําลังกายและกําลังญาณ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๙๒| ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน บุคคลไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปรกติประพฤติธรรม อันสมควร
ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี เป็นนิตย์ในธรรมทั้งหลาย พิจารณาเห็นโทษใน ภพทั้งหลาย
อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๙๓| ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต บุคคลผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหา พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้า
อเนลมูโค สุตวา สติมา คนใบ้ มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันกําหนดรู้แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความ
สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา เพียร
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๙๔| สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต บุคคลไม่สะดุ้งในธรรมมีความ
วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ไม่เที่ยงเป็นต้น เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียง ไม่ข้องอยู่
ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ ในข่าย ไม่ติดอยู่ด้วยความยินดีและความโลภ เหมือน
ดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ํา
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๙๕| สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห บุคคลพึงเสพเสนาสนะอันสงัด เป็นผู้เที่ยวไป
ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี ผู้เดียวเช่นกับนอแรด เหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกําลัง ข่มขี่
เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ครอบงําหมู่เนื้อเที่ยวไป เหมือน นอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๙๖| เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตํ บุคคลเสพอยู่ซึ่งเมตตาวิมุติ กรุณาวิมุติ มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติ
อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล ในกาลอันควร ไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวง
สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน นอแรด ฉะนั้น
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

|๒๙๖.๔๙๗| ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ บุคคลละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว
สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ ทําลายสังโยชน์ทั้งหลายแล้ว ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต
อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

|๒๙๖.๔๙๘| ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา มนุษย์ทั้งหลายผู้ไม่สะอาด มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ย่อมคบหา
นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา สมาคมเพราะมีเหตุเป็นประโยชน์ ผู้ไม่มีเหตุมาเป็นมิตร หาได้ยาก
อตฺตตฺถปญฺ า อสุจี มนุสฺสา ในทุกวันนี้ บุคคล
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ฯ

ปฏิจจสมุปบาท



อวิชชาปัจจะยา สังขารา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
สังขาระปัจจะยา วิญญานัง เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส เพราะสฬายตนเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
ผัสสะปัจจะยา เวทนา เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เวทะนายะปัจจะยา ตัณหา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
อุปาทานะปัจจะยา ภะโว เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

ภะวะปัจจะยา ชาติ เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี


โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ
ความโศก ความคร ่าครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค ้นใจ ก็มีพร ้อม

เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ
การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด ้วยประการฉะนี้ ฯ


อวิชชายะ เตววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ
เพราะอวิชชาส ารอกดับไปไม่เหลือ สังขารจึงดับ

สังขาระนิโรธา วิญาณะนิโรโธ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

วิญญาณะนิโรธา นามรูปะนิโรโธ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
ผัสสะนิโรธา เวทนานิโรโธ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เวทนานิโรธา ตัณหานิโรโธ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ


โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ
ความโศก ความคร ่าครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค ้นใจจึงดับ

เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ

การดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด ้วยประการฉะนี้ ฯ

๗. อาณิสูตร - สังยุตตนิกาย นิทานวรรค โอปัมมสังยุตต์


๗. อาณิสูตร
[๖๗๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได ้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล ้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า

ทสารหะได ้มีแล ้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได ้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมา
โครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม ้ฉันใด ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล ้ว อันลึก

มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด ้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง
จักไม่เข ้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่ส าคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา

แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว ้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว ้ มี
อักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จัก
ปรารถนาฟังด ้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข ้าไปตั้งไว ้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักส าคัญ

ธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ


[๖๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล ้ว
อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด ้วยสุญญตธรรม จักอันตรธาน
ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขา

กล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล ้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบ
ด ้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด ้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข ้าไปตั้งไว ้ซึ่ง

จิตเพื่อรู้ และจักส าคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯจบ สูตรที่ ๗


[๖๗๒] สาวตฺถิย วิหรติ ... ภูตปุพฺพ ภิกฺขเว ทสารหาน



อานโก นาม มุทิงฺโค อโหสิ ฯ ตสฺส ทสารหา อานเก ผฬเตอญฺญ อาณึ โอทหึสุฯ อหุ
โข โส ภิกฺขเว สมโย ย อานกสฺส มุทิงฺคสฺส โปราณ โปกฺขร ผลก อนฺตรธายิ อาณิสงฺฆาโต

จ ๑- อวสิสยิฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภวิสฺสนฺติ ภิกฺขู อนาคตมทฺธาน เย เต สุตฺตนฺตา ตถาคตภา
สิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ น สุสฺสุสิสฺสนฺติ
๒- นอญฺญาจิตฺต อุปฏฐาเปสฺสนฺติ น จ เต ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพ ปริยาปุณิตพฺพ มญฺญิสฺสนฺติฯ เย

ปน เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา เตสุ ภญฺญ
มาเนสุ สุสฺสุสิสฺสนฺติ โสต โอทหิสฺสนฺติ อญฺญาจิตฺต อุปฏฐาเปสฺสนฺติ เตจ ธมฺเมอุคฺคเหตพฺพ

ปริยาปุณิตพฺพ มญฺญิสฺสนฺติ ฯ


[๖๗๓] เอวเมว เตส ภิกฺขเว สุตฺตนฺตาน ตถาคตภาสิตาน คมฺภีราน ๑- คมฺภีรตฺถาน โลกุตฺ
ตราน สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตาน อนฺตรธาน ภวิสฺสติ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอว สิกฺขิตพฺพ เย เต
สุตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ
สุสฺสุสิสฺสาม โสต @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. ว ฯ ๒ ม. สุสฺสูสิสฺสนฺติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ โอทหิสฺสาม
อญฺญาจิตฺต อุปฏฐาเปสฺสาม เตจ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพ ปริยาปุณิตพฺพ มญฺญิสฺสามาติเอวญฺหิ

โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ สตฺตม ฯ

คาถาพระพุทธเจ ้า 5 องค์ตอนชนะมาร


ปัญจะมาเรชิโนนาโถ ปัตโตสัมโพธิมุตตะมัง


ข ้าพเจ ้าขอนอบน้อมบูชาพระพุทธองค์ ผู้ทรงชนะมารทั้งห ้า ผู้ถึงพร ้อมด ้วยปัญญาวิมุต

จตุสัจจังปกาเสสิ ธัมมจักกังปวัตตะยิ


ผู้ทรงประกาศอริยสัจสี่ ผู้ยังให ้พระธัมมจักรให ้หมุนไป

เอเตนะสัจจะวัชเชนะ โหตุเมชยมังคะลัง

ด ้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ข ้าพเจ ้าเทอญ


(หากสวดให ้ผู้อื่น ให ้เปลี่ยน เม เป็ น เต)



คาถามหาวิเศษ






























นโม พุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ มะอะอุ อิสวาสุอาปามะจุปะ ทีมะสังอังคุ สังวิธาปุกะยะปะ
สะทะวิปิปปะสะอุ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะ อัง อิติอะ
ระหังพุทธังสรณังคัจฉามิ อิติอะระหังธัมมังสะระณังคัจฉามิ อิติอะระอังสังฆังสะระณังคัจฉามิ ติติ
อุนิ จิเจรุนิจิตตัง เจตะสิกัง รูปังนิพพานัง นามะรูปังทุกขัง นามะรูปังอนิจจัง นามะรูปังอนัตตา อะ
ยังอัตตะพาโว อสุจิ อสุภัง อะระหังหะรินังหัคคะตา สัมมาสัมพุทโธ พุทธสังมิ มังคะลังโวเจติ อิ

ติอะระหัง อะระหังพุทโธ นโมพุทธายะ

เป็น คาถาที่เจ ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ใช ้ เสกผงท าพระสมเด็จ คาถานี้แก ้คุณไสย ได ้

ทุกประการและสวดบ่อยๆยังเป็นการอาราธนาคุณพระเข ้าตัวอีกด ้วย คาถานี้ สมเด็จโตได ้
ถ่ายทอดให ้กับ หลวงพ่อเงินบางคลาน และพระอาจารย์ทางพิจิตรทั้งหลายได ้สืบต่อคาถานี้มา
จนถึง พระครูพิมลธรรมานุดิษฐ์ (หลวงพ่อขวัญ ปวโร วัดบ ้านใร่ จ.พิจิตร)ท่านใด ้ใช ้ เสกตะกั่วใน
การท าตะกร ้อปรากฏว่าคงกระพันแคล ้วคลาดดีมาก ท่านจึงได ้ถ่ายทอดให ้สาธุชนได ้ท่อง
สาธยายสืบมา

กาลามสูตร





ส าหรับผู ้ที่ ไร ้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู ้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ


ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!

กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ ้านเกสปุตติยนิคม

แคว ้นโกศล เรียกว่า เกสปุตตสูตร ก็มี

กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให ้เชื่องมงายโดยไม่ใช ้ ปัญญาพิจารณาให ้เห็นจริงถึงคุณ

โทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ

๑.มา อนุสสเวนะ อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา


๒.มา ปรัมปายะ อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ท าต่อๆ กันมา


๓.มา อิติกิรายะ อย่าเพิ่งเชื่อตามค าเล่าลือ


๔.มา ปิฏกสัมปทาเนนะ อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ ้างต ารา

๕.มา ตักกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา


๖.มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา


๗.มา อาการปริวิตักเกนะ อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

๘.มา ทิฏฐินิชฌานักขันติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน


๙.มา ภุพพรูปตายะ อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได ้


๑๐.มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะผู ้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน




เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู ้ด ้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้
ท่านผู ้รู ้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให ้บริบูรณ์แล ้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ

ความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข ้าถึงธรรมเหล่านั้นเถิด

คาถาบูชาหลวงปู่ ใหญ่พระครูธรรมเทพโลกอุดร


โย อะริโย มะหาเถโร อะระหัง อะภิญญาธะโร
ปะฎิสัมภิทัปปัตโต เตวิชโช พุทธะสาวะโก

พะหู เมตตาทิวาสะโน มะหาเถรานุสาสะโก
อะมะตัญเญวะ สุชีวะติ อะภินันที คุหาวะนัง

โส โลกุตตะโร นาโม อัมเหหิ อะภิปูชิโต
อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย
ปุตตะเมวะ ปิยัง เทสี มัคคะผะลัง วะ เทสสะติ

ปะระมะสารีริกะธาตุ วะชิรัญจาปิวานิตัง
โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หิตังกะโล

อะยัง โน โข ปุญญะลาโภ อัปปะมัตโต ภะเวตัพโพ
สาธุกันตัง อะนุกะริสสามะ ยังวะเรนะ สุภาสิตัง
โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโน

โลกุตตะระคุณัง เอตัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา
มะหาเถรานุภาเวนะ สุขัง โสตถีภะวันตุเม

บทกรวดน ้า อิมินา



นะโม 3 จบ

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา
อาจะริยูปะการา จะ มาตา ปิตา จะ ญาตะกา

ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ
พรัหมมะ มาราจะ อินทา จะ ทุโลกะปาลา จะ เทวะตา

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ
ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุ ปาทานะเฉทะนัง

เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว

อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา
มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม
พุทธาทิปะ วะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง
เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมา

ปัญจะมาเร ชิเร นาโถ ปัตจะสัมโพธิ มุตตะมัง
จะตุสัจจัง ปะกาเสสิ มหาเวรัง
สัพพะพุทเธ นะมามิหัง

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ

สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

มงคลจักรวาลน้อย สัพพะพุทธา


สัพพะพุทธานุภาเวนะ
สัพพะธัมมานุภาเวนะ
สัพพะสังฆานุภาเวนะ

พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนัง ติณณัง ระตะนานัง
อานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ

ปิฏะกัตตะยานุภาเวนะ ชินะสาวะกานุภาเวนะ สัพเพ เต โรคา

สัพเพ เต ภะยา สัพเพ เต อันตะรายา สัพเพ เต อุปัททะวา

สัพเพ เต ทุนนิมิตตา สัพเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสันตุ
อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก

พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก สุขะวัฑฒะโก โหตุ สัพพะทา ฯ
ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา


อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ จะ เตชะสา
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุขัง พะลัง

สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต


ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

บทสวดมงคลจักรวาลใหญ่


บทสวดมงคลจักรวาลใหญ่ เป็นพระคาถาที่ใช ้ สวดสะเดาะเคราะห์กับให ้ตนเองได ้ครอบจักรวาล
ทั้งการเงิน การงาน ความรัก ครอบครัว หากท่านรู ้สึกว่าดวงตกมาก ท าอะไรไม่ดีเลย ป่ วยมา
ให ้สวดบทนี้บ่อย จะช่วยสะเดาะเคราะห์ ได ้ทุกอย่าง

สิริธิติมะติเตโชชะยะสิทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิการัสสะ
สัพพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ทวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ

ด ้วยอานุภาพ แห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แห่งพระผู ้มีพระภาคเจ ้าผู ้เป็นพระอรหันต์
ผู ้ตรัสรู ้ชอบโดยพระองค์เอง ผู ้มีบุญญาธิการอันก าหนดมิได ้ ด ้วยพระฤทธิ์อันใหญ่ และพระคุณ

อันใหญ่ อันส าเร็จด ้วยพระสิริ พระปัญญาเป็นเครื่องตั้งมั่น พระปัญญาเป็นเครื่องรู ้ พระเดชและ
พระชัยผู ้สามารถห ้ามเสียซึ่งสรรพอันตราย

อะสีตยาพยัญชะนานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งอนุพยัญชนะ ๘๐
อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งมงคล ๑๐๘ ประการ
ฉัพพัณณะรังสิยานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ
เกตุมาลานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระเกตุมาลา
ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระบารมี ๑๐ ประการ
ทะสะอุปะปาระมิตานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระอุปปารมี ๑๐ ประการ
ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระปรมัตถปารมี ๑๐ ประการ
ด ้วยอานุภาพแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
สีละสะมาธิปัญญานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระพุทธรัตนะ
พุทธานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระธรรมรัตนะ
ธัมมานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระสังฆรัตนะ
สังฆานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระ
เตชานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระฤทธิ์
เดชอิทธานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระก าลัง
พะลานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระเญยยธรรม
เญยยะธัมมานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์ ๘ หมื่น ๔ พัน
จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งโลกุตตรธรรม ๙ ประการ
นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ
อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่พระสมาบัติ ๘ ประการ
อัฎฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระอภิญญา ๖ ประการ
ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระญาณในสัจจะ ๔
จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระญาณมีก าลัง ๑๐ ประการ
ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระสัพพัญญุตญาณ
ด ้วยอานุภาพแห่งพระเมตตา พระกรุณา พระมุทิตา
สัพพัญญุตะญาณานุภาเวนะ พระอุเบกขา
เมตตากะรุณามุทิตาอุเปกขานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระปริตรทั้งปวง
ด ้วยอานุภาพแห่งการระลึกถึงพระรัตนตรัย
สัพพะปะริตตานุภาเวนะ
ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ


ตุยหัง สัพพะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุปายา เหล่าโรค โศก อุปัทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทั้งปวง
สาวินัสสันตุ ของท่าน จงสิ้นสูญไป
สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ แม ้เหล่าอันตรายทั้งปวง จงสิ้นสูญไป
สัพพะสังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ สรรพด าริทั้งหลายของท่านจงส าเร็จด ้วยดี

ฑีฆายุตา ตุยหัง โหตุ ความเป็นผู้มีอายุยืนจงมีแก่ท่าน
สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทาฯ ท่านจงเป็นผู้มีความพร ้อมเพรียงด ้วยความเป็นอยู่สิ้น
๑๐๐ ปี ทุกเมื่อ
อากาสะปัพพะตะวะนะภูมิคังคามะหาสะมุททา อารักขะ กา เทวะตาเทพเจ ้าทั้งหลาย ผู้คุ้มครองสถิตย์
อยู่ในอากาศและบรรพตไพรสณฑ์ ภูมิสถาน แม่น ้าคง
คามหาสมุทร
สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุฯ จงตามรักษาท่านทั้งหลายทุกเมื่อ เทอญฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะพุทธานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ ้าทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะธัมมานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะสังฆานุภาเวนะ ด ้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
นักขัตตะยักขะภูตานังปาปัคคะหะนิวาระณา ความป้องกัน บาปเคราะห์ทั้งหลาย แต่ส านักแห่ง
เหล่านักษัตร และยักษ์ และภูตได ้มีแล ้ว
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ด ้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงก าจัดเสียซึ่งอุปัทวะ
ทั้งหลาย แต่ส านักแห่งเหล่านักษัตร และยักษ์ และภูต
เหล่านั้น
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ความป้องกัน บาปเคราะห์ทั้งหลาย แต่ส านักแห่ง
เหล่านักษัตรและยักษ์ และภูตได ้มีแล ้ว
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ด ้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงก าจัดเสียซึ่งอุปัทวะ
ทั้งหลาย แต่ส านักแห่งเหล่านักษัตร และยักษ์ และภูต
เหล่านั้น
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ความป้องกัน บาปเคราะห์ทั้งหลาย แต่ส านักแห่ง
เหล่านักษัตร และยักษ์ และภูตได ้มีแล ้ว
ปะริตตัสสานุภาเวนะหันตวา เตสัง อุปัททะเวฯ ด ้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงก าจัดเสียซึ่งอุปัทวะ
ทั้งหลาย แต่ส านักแห่งเหล่านักษัตร และยักษ์ และภูต
เหล่านั้น


ค าอธิบายเกี่ยวกับบทสวดมงคลจักรวาลใหญ่
ในจักรวาลอื่นๆ ไม่มีพระพุทธเจ ้าไปบังเกิด จ าเพาะมีแต่ในจักรวาลที่เราอยู่นี้จึงเรียกว่า มงคลจักรวาล คือ เป็น
จักรวาลที่มีสิ่งเป็นสิริมงคล

อานาปานสติสูตร (๑๑๘)


[๒๘๒] ข ้าพเจ ้าได ้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู ้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา
มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี พร ้อมด ้วยพระสาวก
ผู ้เถระมีชื่อเสียงเด่นมากรูปด ้วยกัน เช่น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหา-
*โมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสป ท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ
ท่านพระมหากปิณะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และ
พระสาวกผู ้เถระมีชื่อเสียงเด่นอื่นๆ ก็สมัยนั้นแล พระเถระทั้งหลายพากันโอวาท

พร ่าสอนพวกภิกษุอยู่ คือ พระเถระบางพวกโอวาทพร ่าสอนภิกษุ ๑๐ รูปบ ้าง
บางพวกโอวาทพร ่าสอน ๒๐ รูปบ ้าง บางพวกโอวาทพร ่าสอน ๓๐ รูปบ ้าง บางพวก
โอวาทพร ่าสอน ๔๐ รูปบ ้าง ฝ่ ายภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู ้เถระโอวาทพร ่า
สอนอยู่ ย่อมรู ้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว ้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู ้มาก่อน ฯ

[๒๘๓] ก็สมัยนั้นแล พระผู ้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห ้อมล ้อมประทับนั่ง
กลางแจ ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค ่า ทั้งเป็นวัน
ปวารณาด ้วย ขณะนั้น พระผู ้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดย

ล าดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราปรารภในปฏิปทานี้
เรามีจิตยินดีในปฏิปทานี้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอจงปรารภความเพียร เพื่อถึง
คุณที่ตนยังไม่ถึง เพื่อบรรลุคุณที่ตนยังไม่บรรลุ เพื่อท าให ้แจ ้งคุณที่ตนยังไม่ท า
ให ้แจ ้ง โดยยิ่งกว่าประมาณเถิด เราจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนี้แล จนถึงวันครบ
๔ เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท ๑- พวกภิกษุชาวชนบททราบข่าว
ว่า พระผู ้มีพระภาคจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น จนถึงวันครบ ๔ เดือนแห่ง
ฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท จึงพากันหลั่งไหลมายังพระนครสาวัตถี เพื่อ
เฝ้าพระผู ้มีพระภาค ฝ่ ายภิกษุผู ้เถระเหล่านั้นก็พากันโอวาทพร ่าสอนภิกษุนวกะ
@๑. คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง
เพิ่มประมาณขึ้น คือ ภิกษุผู ้เถระบางพวกโอวาทพร ่าสอนภิกษุ ๑๐ รูปบ ้าง บาง-

*พวกโอวาทพร ่าสอน ๒๐ รูปบ ้าง บางพวกโอวาทพร ่าสอน ๓๐ รูปบ ้าง บางพวก
โอวาทพร ่าสอน ๔๐ รูปบ ้าง และภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู ้เถระโอวาท
พร ่าสอนอยู่ ย่อมรู ้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว ้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู ้มาก่อน ฯ

[๒๘๔] ก็สมัยนั้นแล พระผู ้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห ้อมล ้อมประทับนั่ง
กลางแจ ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บาน
แห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค ่า ขณะนั้น พระผู ้มีพระภาคทรง
เหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยล าดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร-

*ภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ด ารงอยู่ในสารธรรม
อันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับ
บริษัทที่ควรแก่การค านับ ควรแก่การต ้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การ
กระท าอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได ้ ภิกษุสงฆ์นี้
บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมาก
มีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลก
ยากที่จะได ้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควร
ที่แม ้คนผู ้เอาเสบียงคล ้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ

[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู ้เป็น

พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล ้ว ท ากิจที่ควรท าเสร็จแล ้ว ปลงภาระ

ได ้แล ้ว บรรลุประโยชน์ตนแล ้วโดยล าดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล ้ว พ ้นวิเศษ
แล ้วเพราะรู ้ชอบ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู ้เป็นอุปปาติกะ เพราะ
สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต ่าทั้ง ๕ จะได ้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ
มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู ้เป็นพระสกทาคามี
เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง และเพราะท าราคะ โทสะ โมหะให ้เบาบาง
มายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะท าที่สุดแห่งทุกข์ได ้ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่

ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู ้เป็นพระโสดาบัน เพราะ
สิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได ้ตรัสรู ้ใน
เบื้องหน้า แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความเพียร
ในอันเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบ
ความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน ๔ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ

เพียรในอันเจริญอิทธิบาท ๔ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญอินทรีย์ ๕ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญพละ ๕ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญโพชฌงค์ ๗ อยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ

เพียรในอันเจริญมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้
ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญเมตตาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญกรุณาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความ
เพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความเพียร
ในอันเจริญอุเบกขาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความเพียร
ในอันเจริญอสุภสัญญาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบความเพียร
ในอันเจริญอนิจจสัญญาอยู่ แม ้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู ้ประกอบ
ความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล ้ว ท าให ้มากแล ้ว ย่อม

มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล ้ว ท าให ้มากแล ้ว ย่อม

บ าเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให ้บริบูรณ์ได ้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล ้ว ท าให ้มากแล ้ว
ย่อมบ าเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให ้บริบูรณ์ได ้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล ้ว ท าให ้มาก
แล ้ว ย่อมบ าเพ็ญวิชชาและวิมุตติให ้บริบูรณ์ได ้ ฯ

[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล ้วอย่างไร
ท าให ้มากแล ้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่ าก็ดี อยู่ที่โคนไม ้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู ้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ด ารงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข ้า

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู ้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข ้ายาว ก็รู ้ชัดว่า
หายใจเข ้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู ้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจ
เข ้าสั้น ก็รู ้ชัดว่า หายใจเข ้าสั้น ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้กองลม
ทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้กองลมทั้งปวง หายใจเข ้า ส าเหนียก
อยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข ้า
ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้
ปีติ หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้สุข หายใจออก ว่าเราจัก
เป็นผู ้ก าหนดรู ้สุข หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิตสังขาร
หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิตสังขาร หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเรา
จักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่

ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิต หายใจเข ้า
ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักท าจิตให ้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักท าจิตให ้ร่าเริง หายใจ
เข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข ้า
ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข ้า
ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็น
ผู ้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณา
ความคลายก าหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความคลายก าหนัด
หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก

ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็น
ผู ้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความ
สละคืนกิเลส หายใจเข ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล ้ว
อย่างนี้ ท าให ้มากแล ้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ

[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล ้วอย่างไร ท า
ให ้มากแล ้วอย่างไร จึงบ าเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให ้บริบูรณ์ได ้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมัยใด เมื่อภิกษุหายใจออกยาว ก็รู ้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข ้า
ยาว ก็รู ้ชัดว่า หายใจเข ้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู ้ชัดว่า หายใจออกสั้น
หรือเมื่อหายใจเข ้าสั้น ก็รู ้ชัดว่า หายใจเข ้าสั้น ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้

ก าหนดรู ้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้กองลมทั้งปวง หายใจ
เข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร
หายใจเข ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกาย
มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวลมหายใจออก ลมหายใจเข ้านี้ ว่าเป็นกายชนิดหนึ่ง
ในพวกกาย เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกาย
มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้

ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้ปีติ หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเรา

จักเป็นผู ้ก าหนดรู ้สุข หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้สุข หายใจเข ้า ส าเหนียก
อยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้
จิตสังขาร หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจออก
ลมหายใจเข ้าเป็นอย่างดีนี้ ว่าเป็นเวทนาชนิดหนึ่ง ในพวกเวทนา เพราะฉะนั้นแล
ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร รู ้สึกตัว

มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนด
รู ้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ก าหนดรู ้จิต หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจัก
ท าจิตให ้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักท าจิตให ้ร่าเริง หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่
ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่
ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ
ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว
อานาปานสติแก่ภิกษุผู ้เผลอสติ ไม่รู ้สึกตัวอยู่ เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น
ภิกษุจึงชื่อว่า พิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌา

และโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณา
ความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข ้า
ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความคลายก าหนัด หายใจออก ว่าเราจัก
เป็นผู ้ตามพิจารณาความคลายก าหนัด หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้
ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความดับกิเลส
หายใจเข ้า ส าเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจ
ออก ว่าเราจักเป็นผู ้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ
ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด ้วย
ปัญญาแล ้ว ย่อมเป็นผู ้วางเฉยได ้ดี เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล ้วอย่างนี้ ท าให ้มากแล ้ว
อย่างนี้แล ชื่อว่าบ าเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให ้บริบูรณ์ได ้ ฯ

[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล ้วอย่างไร
ท าให ้มากแล ้วอย่างไร จึงบ าเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให ้บริบูรณ์ได ้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

สมัยใด ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ในสมัยนั้น สติย่อมเป็นอันเธอผู ้เข ้าไปตั้งไว ้แล ้ว
ไม่เผลอเรอ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด สติเป็นอันภิกษุเข ้าไปตั้งไว ้แล ้วไม่เผลอเรอ
ในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความ
บริบูรณ์แก่ภิกษุ เธอเมื่อเป็นผู ้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความ
พิจารณาธรรมนั้นได ้ด ้วยปัญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู ้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค ้นคว ้า

ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด ้วยปัญญา ในสมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ เธอ
เมื่อค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมด ้วยปัญญาอยู่ ย่อมเป็นอันปรารภ
ความเพียรไม่ย่อหย่อน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณา
ธรรมนั้นด ้วยปัญญา ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ในสมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์
ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์

สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ปีติ-
*ปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู ้ปรารภความเพียรแล ้ว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติปราศจากอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู ้ปรารภ
ความเพียรแล ้ว ในสมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ
และความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู ้มีใจเกิดปีติ ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได ้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู ้มีใจเกิดปีติ ระงับได ้
ในสมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า
ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ
และความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู ้มีกายระงับแล ้ว มีความสุข ย่อมมีจิตตั้งมั่น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู ้มีกายระงับแล ้ว มีความสุข
ย่อมตั้งมั่น ในสมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความ
เจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู ้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล ้วเช่นนั้น
ได ้เป็นอย่างดี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู ้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล ้วเช่นนั้นได ้
เป็นอย่างดี ในสมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึง

ความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความ-
*เพียร รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ในสมัยนั้น
สติย่อมเป็นอันเธอผู ้เข ้าไปตั้งไว ้แล ้วไม่เผลอเรอ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร
รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ในสมัยนั้น สติย่อม
เป็นอันเธอผู ้เข ้าไปตั้งไว ้แล ้วไม่เผลอเรอ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร
รู ้สึกตัว มีสติ ก าจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ้อยู่ ในสมัยนั้น สติย่อม
เป็นอันเธอผู ้เข ้าไปตั้งไว ้แล ้วไม่เผลอเรอ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด สติเป็นอันภิกษุเข ้าไปตั้งไว ้แล ้ว ไม่เผลอเรอ
ในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความ
บริบูรณ์แก่ภิกษุ เธอเมื่อเป็นผู ้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความ
พิจารณาธรรมนั้นด ้วยปัญญา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู ้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค ้นคว ้า
ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด ้วยปัญญา ในสมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ เมื่อ

เธอค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด ้วยปัญญาอยู่ ย่อมเป็นอัน
ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุค ้นคว ้า ไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรม
นั้นด ้วยปัญญา ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ในสมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อม
เป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น
วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ปีติปราศจากอามิส
ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู ้ปรารภความเพียรแล ้ว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติปราศจากอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู ้ปรารภ

ความเพียรแล ้ว ในสมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ
และความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู ้มีใจเกิดปีติ ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได ้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู ้มีใจเกิดปีติ ระงับได ้
ในสมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น ภิกษุ
ชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมถึง
ความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู ้มีกายระงับแล ้ว มีความสุข ย่อมมีจิต
ตั้งมั่น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู ้มีกายระงับแล ้ว มีความสุข
ย่อมตั้งมั่น ในสมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น

ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความ
เจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู ้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล ้วเช่นนั้น
ได ้เป็นอย่างดี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู ้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล ้วเช่นนั้นได ้
เป็นอย่างดี ในสมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล ้ว สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึง
ความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล ้วอย่างนี้ ท าให ้มากแล ้ว

อย่างนี้แล ชื่อว่าบ าเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให ้บริบูรณ์ได ้ ฯ

[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล ้วอย่างไร ท าให ้
มากแล ้วอย่างไร จึงบ าเพ็ญวิชชาและวิมุตติให ้บริบูรณ์ได ้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย
นิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย ย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ... ย่อม
เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญปัสสัทธิ
สัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล ้วอย่างนี้ ท าให ้มากแล ้ว

อย่างนี้แล ชื่อว่าบ าเพ็ญวิชชาและวิมุตติให ้บริบูรณ์ได ้ ฯ
พระผู ้มีพระภาคได ้ตรัสพระภาษิตนี้แล ้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู ้มีพระภาคแล ฯ
จบ อานาปานสติสูตร ที่ ๘

อานาปานสติสุตฺต


[๒๘๒] เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา สาวตฺถิย วิหรติ
ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท สมฺพหุเลหิ อภิญฺญาเตหิ อภิญฺญาเตหิ
เถเรหิ สาวเกหิ สทฺธึ อายสฺมตา จ สารีปุตฺเตน อายสฺมตา จ
มหาโมคฺคลฺลาเนน อายสฺมตา จ มหากสฺสเปน อายสฺมตา จ

มหากจฺจายเนน อายสฺมตา จ มหาโกฏฐิเตน อายสฺมตา จ

มหากปฺปิเนน อายสฺมตา จ มหาจุนฺเทน อายสฺมตา จ เรวเตน
อายสฺมตา จ อานนฺเทน อญฺเญหิ จ อภิญฺญาเตหิ อภิญฺญาเตหิ
เถเรหิ สาวเกหิ สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน เถรา ภิกฺขู [๑]- โอวทนฺติ
อนุสาสนฺติ ฯ อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู ทสปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ
อนุสาสนฺติ อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู วีสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ
อนุสาสนฺติ อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู ตึสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ

อนุสาสนฺติ อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู จตฺตาฬสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ
อนุสาสนฺติ ฯ เต จ นวา ภิกฺขู เถเรหิ ภิกฺขูหิ โอวทิยมานา
อนุสาสิยมานา โอฬาร ปุพฺเพนาปร วิเสส ปชานนฺติ ฯ
[๒๘๓] เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส
ปวารณาย ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต
อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข ภควา ตุณฺหีภูต ๒- ภิกฺขุสงฺฆ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. นเว ภิกฺขู ฯ ๒ ยุ. ตุณฺหีภูต ตุณฺหีภูตนฺติ ทิสฺสติ ฯ
อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อารทฺโธสฺมิ ภิกฺขเว อิมาย
ปฏิปทาย อารทฺธจิตฺโตสฺมิ ภิกฺขเว อิมาย ปฏิปทาย ตสฺมาติห
ภิกฺขเว ภิยฺโยโส มตฺตาย วิริย อารภถ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา
อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อิเธวาห สาวตฺถิย

โกมุทึ จาตุมาสินึ อาคเมสฺสามีติ ฯ อสฺโสสุ ํ โข ชานปทา ภิกฺขู
ภควา กิร ตตฺเถว สาวตฺถิย โกมุทึ จาตุมาสินึ อาคเมสฺสตีติ ฯ
เต ชานปทา ภิกฺขู สาวตฺถิย โอสรนฺติ ภควนฺต ทสฺสนาย ฯ เต จ [๑]-
เถรา ภิกฺขู ภิยฺโยโส มตฺตาย นเว ภิกฺขู โอวทนฺติ อนุสาสนฺติ ฯ
อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู ทสปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ อนุสาสนฺติ
อปฺเปกจฺเจ เถรา ภิกฺขู วีสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ อนุสาสนฺติ อปฺเปกจฺเจ
เถรา ภิกฺขู ตึสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ อนุสาสนฺติ อปฺเปกจฺเจ เถรา

ภิกฺขู จตฺตาฬสมฺปิ ภิกฺขู โอวทนฺติ อนุสาสนฺติ ฯ เต จ นวา
ภิกฺขู เถเรหิ ภิกฺขูหิ โอวทิยมานา อนุสาสิยมานา โอฬาร ๒-
ปุพฺเพนาปร วิเสส ปชานนฺติ ฯ
[๒๘๔] เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส
โกมุทิยา จาตุมาสินิยา ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต
อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข ภควา ตุณฺหีภูต
ภิกฺขุสงฺฆ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อปลาปาย ภิกฺขเว
ปริสา นิปฺปลาปาย ภิกฺขเว ปริสา สุทฺธสาเร ๓- ปติฏฐิตา ฯ

ตถารูโป อย ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปาย ภิกฺขเว ปริสา
@เชิงอรรถ: ๑ ม. เอตฺถนฺตเร โขสทฺโท อตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อุฬาร ฯ
@๓ ม. ยุ. สุทฺธาสาเร ฯ

ยถารูปา ปริสา อาหุเนยฺยา ๑- ปาหุเนยฺยา ทกฺขิเณยฺยา
อญฺชลิกรณียา อนุตฺตร ปุญฺญกฺเขตฺต โลกสฺส ฯ ตถารูโป อย ภิกฺขเว

ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปาย ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปาย ปริสาย อปฺป

ทินฺน พหุ โหติ พหุ ทินฺน พหุตร ฯ ตถารูโป อย ภิกฺขเว
ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปาย ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปา ปริสา ทุลฺลภา
ทสฺสนาย โลกสฺส ฯ ตถารูโป อย ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปาย
ภิกฺขเว ปริสา ยถารูป ปริส อล โยชนคณนานิ ทสฺสนาย คนฺตุ ํ
ปูฏ เสนาปิ ๒- ฯ
[๒๘๕] สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ อรหนฺโต
ขีณาสวา วุสิตวนฺโต กตกรณียา โอหิตภารา อนุปฺปตฺตสทตฺถา
ปริกฺขีณภวสญฺโญชนา สมฺมทญฺญา วิมุตฺตา เอวรูปาปิ ภิกฺขเว

สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ
ภิกฺขุสงฺเฆ ปญฺจนฺน โอรมฺภาคิยาน สญฺโญชนาน ปริกฺขยา
โอปปาติกา ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา
เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ สนฺติ ภิกฺขเว
ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ติณฺณ สญฺโญชนาน ปริกฺขยา
ราคโทสโมหาน ตนุตฺตา สกทาคามิโน สกิเทว อิม โลก อาคนฺตฺวา
ทุกฺขสฺสนฺต กริสฺสนฺติ เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ
@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโยติ ทิสฺสติ ฯ
@๒ ม. ยุ. ปุโฏเสนาปีติ ทิสฺสติ ฯ สี. ปุฏ เสนาติ อิติ ทิสฺสติ ฯ
ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ติณฺณ

สญฺโญชนาน ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา
สมฺโพธิปรายนา เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ
สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ จตุนฺน สติปฏฐานาน

ภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู
อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ
[๒๘๖] สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ จตุนฺน สมฺมปฺปธานาน
ภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ... จตุนฺน อิทฺธิปาทาน ...
ปญฺจนฺน อินฺทฺริยาน ... ปญฺจนฺน พลาน ... สตฺตนฺน โพชฺฌงฺคาน ...

อริยสฺส อฏฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ

เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ สนฺติ ภิกฺขเว
ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ เมตฺตาภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ...
กรุณาภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ... มุทิตาภาวนานุโยคมนุยุตฺตา
วิหรนฺติ ... อุเปกฺขาภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ... อสุภภาวนานุ-
โยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ... อนิจฺจสญฺญาภาวนานุโยคมนุยุตฺตา
วิหรนฺติ เอวรูปาปิ ภิกฺขเว สนฺติ ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ ฯ
[๒๘๗] สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ
อานาปานสติภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ฯ อานาปานสติ ภิกฺขเว
ภาวิตา พหุลีกตา มหปฺผลา โหติ มหานิส สา ฯ อานาปานสติ ภิกฺขเว

ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฐาเน ปริปูเรนฺติ ๑- ฯ จตฺตาโร

@เชิงอรรถ: ๑ โป. ยุ. ปริปูเรติ ฯ
สติปฏฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ ฯ สตฺต

โพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ ฯ
[๒๘๘] กถ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อานาปานสติ กถ พหุลีกตา
มหปฺผลา โหติ มหานิส สา ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา
รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺก อาภุชิตฺวา
อุชุ ํ กาย ปณิธาย ปริมุข สตึ อุปฏฐเปตฺวา ฯ โส สโตว


อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ฯ

{๒๘๘.๑} ทีฆ วา อสฺสสนฺโต ทีฆ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆ
วา ปสฺสสนฺโต ทีฆ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ รสฺส วา อสฺสสนฺโต
รสฺส อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺส วา ปสฺสสนฺโต รสฺส ปสฺสสามีติ
ปชานาติ ฯ สพฺพกายปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิส เวที
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ปสฺสมฺภย กายสงฺขาร อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ปสฺสมฺภย กายสงฺขาร ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
{๒๘๘.๒} ปีติปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิส เวที
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ สุขปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ

สุขปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ จิตฺตสงฺขารปฏิส เวที
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
ปสฺสมฺภย จิตฺตสงฺขาร อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภย จิตฺตสงฺขาร
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
{๒๘๘.๓} จิตฺตปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิส เวที
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ อภิปฺปโมทย จิตฺต อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ อภิปฺปโมทย จิตฺต ปสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ ฯ สมาทห จิตฺต อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทห จิตฺต
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ วิโมจย จิตฺต อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
วิโมจย จิตฺต ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

{๒๘๘.๔} อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
เอว ภาวิตา โข ภิกฺขเว อานาปานสติ เอว พหุลีกตา มหปฺผลา
โหติ มหานิส สา ฯ
[๒๘๙] กถ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อานาปานสติ กถ พหุลีกตา

จตฺตาโร สติปฏฐาเน ปริปูเรนฺติ ๑- ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ

ทีฆ วา อสฺสสนฺโต ทีฆ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆ วา
ปสฺสสนฺโต ทีฆ ปสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺส วา อสฺสสนฺโต รสฺส
อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺส วา ปสฺสสนฺโต รสฺส ปสฺสสามีติ
ปชานาติ สพฺพกายปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิส เวที
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภย กายสงฺขาร อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ ปสฺสมฺภย กายสงฺขาร ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ กาเย
กายานุปสฺสี ภิกฺขเว ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน
สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ กาเยสุ กายญฺญตราห
ภิกฺขเว เอต วทามิ ยทิท อสฺสาสปสฺสาส ๒- ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว

@เชิงอรรถ: ๑ โป. ม. ยุ. ปริปูเรติ ฯ ๒ โป. ม. อสฺสาสปสฺสาสา ฯ
กาเย กายานุปสฺสี ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน
สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ
{๒๘๙.๑} ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีติปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ ปีติปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สุขปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ สุขปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิส เวที
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ปสฺสมฺภย จิตฺตสงฺขาร อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภย จิตฺตสงฺขาร

ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ภิกฺขเว ตสฺมึ สมเย

ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ
เวทนาสุ เวทนาญฺญตราห ภิกฺขเว เอต วทามิ ยทิท อสฺสาสปสฺสาสาน
สาธุก มนสิการ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ตสฺมึ
สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก
อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ
{๒๘๙.๒} ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺตปฏิส เวที อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ จิตฺตปฏิส เวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อภิปฺปโมทย จิตฺต อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ อภิปฺปโมทย จิตฺต ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทห จิตฺต

อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทห จิตฺต ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจย จิตฺต
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจย จิตฺต ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺเต
จิตฺตานุปสฺสี ภิกฺขเว ตสฺสึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน
สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ นาห ภิกฺขเว มุฏฐสติสฺส

อสมฺปชานสฺส อานาปานสตึ วทามิ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว จิตฺเต
จิตฺตานุปสฺสี ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ
{๒๘๙.๓} ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ

สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ธมฺเมสุ
ธมฺมานุปสฺสี ภิกฺขเว ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ โส ยนฺต อภิชฺฌาโทมนสฺสาน
ปหาน [๑]- ปญฺญาย ทิสฺวา สาธุก อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ ฯ ตสฺมาติห
ภิกฺขเว ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ วิหรติ อาตาปี
สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส ฯ เอว ภาวิตา
โข ภิกฺขเว อานาปานสติ เอว พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฐาเน

ปริปูเรนฺติ ๒- ฯ
[๒๙๐] กถ ภาวิตา จ ภิกฺขเว จตฺตาโร สติปฏฐานา กถ

พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว
ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย
โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส อุปฏฐิตสฺส ตสฺมึ สมเย สติ โหติ

อปฺปมฺมุฏฐา ๓- ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อุปฏฐิตา สติ


@เชิงอรรถ: ๑ โป. ม. ยุ. เอตฺถนฺตเร ตนฺติ ทิสฺสติ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ปริปูเรติ ฯ
@๓ ม. ยุ. อสมฺมุฏฐา ฯ

โหติ อปฺปมฺมุฏฐา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ

โหติ สติสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค

ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๑} โส ตถาสโต วิหรนฺโต ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินติ
ปวิจรติ ๑- ปริวีม ส อาปชฺชติ ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาสโต
วิหรนฺโต ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินติ ปวิจรติ ปริวีม ส อาปชฺชติ
ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ ธมฺมวิจย-
สมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ ฯ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๒} ตสฺส ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินโต ปวิจรโต ปริวีม ส

อาปชฺชโต อารทฺธ โหติ วิริย อสลฺลีน ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน

ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินโต ปวิจรโต ปริวีม ส อาปชฺชโต อารทฺธ โหติ
วิริย อสลฺลีน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ
วิริยสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๓} อารทฺธวิริยสฺส อุปฺปชฺชติ ปีติ นิรามิสา ฯ ยสฺมึ
สมเย ภิกฺขุโน อารทฺธวิริยสฺส อุปฺปชฺชติ ปีติ นิรามิสา ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ
ภาเวติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ

คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๔} ปีติมนสฺส กาโยปิ ปสฺสมฺภติ จิตฺตมฺปิ ปสฺสมฺภติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ปวิจยติ ฯ
ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปีติมนสฺส กาโยปิ ปสฺสมฺภติ
จิตฺตมฺปิ ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน
อารทฺโธ โหติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ
ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๕} ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน จิตฺต สมาธิยติ ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว
ภิกฺขุโน ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน จิตฺต สมาธิยติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ

ภาเวติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๖} โส ตถาสมาหิต จิตฺต สาธุก อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ ฯ ยสฺมึ
สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาสมาหิต จิตฺต สาธุก อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ
อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ
อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๗} ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ ... จิตฺเต ...
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย

โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส อุปฏฐิตสฺส ตสฺมึ สมเย สติ โหติ

อปฺปมฺมุฏฐา ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อุปฏฐิตา สติ


โหติ อปฺปมฺมุฏฐา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน

อารทฺโธ โหติ สติสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ
สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๘} โส ตถาสโต วิหรนฺโต ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินติ
ปวิจรติ ปริวีม ส อาปชฺชติ ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาสโต
วิหรนฺโต ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินติ ปวิจรติ ปริวีม ส อาปชฺชติ
ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ
ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค

ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๙} ตสฺส ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินโต ปวิจรโต ปริวีม ส
อาปชฺชโต อารทฺธ โหติ วิริย อสลฺลีน ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน
ต ธมฺม ปญฺญาย ปวิจินโต ปวิจรโต ปริวีม ส อาปชฺชโต อารทฺธ
โหติ วิริย อสลฺลีน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ
โหติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๑๐} อารทฺธวิริยสฺส อุปฺปชฺชติ ปีติ นิรามิสา ฯ ยสฺมึ

สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อารทฺธวิริยสฺส อุปฺปชฺชติ ปีติ นิรามิสา

ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน
ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๑๑} ปีติมนสฺส กาโยปิ ปสฺสมฺภติ จิตฺตมฺปิ
ปสฺสมฺภติ ฯ ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปีติมนสฺส กาโยปิ
ปสฺสมฺภติ จิตฺตมฺปิ ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ
สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน

ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๑๒} ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน จิตฺต สมาธิยติ ฯ ยสฺมึ
สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน จิตฺต สมาธิยติ
สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ
สมาธิสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ
{๒๙๐.๑๓} โส ตถาสมาหิต จิตฺต สาธุก อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ ฯ
ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาสมาหิต จิตฺต สาธุก อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ
อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน อารทฺโธ โหติ
อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺค ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุ ภาเวติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค

ตสฺมึ สมเย ภิกฺขุโน ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ เอว ภาวิตา โข ภิกฺขเว
จตฺตาโร สติปฏฐานา เอว พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ๑- ปริปูเรนฺติ ฯ

[๒๙๑] กถ ภาวิตา จ ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา กถ พหุลีกตา
วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺค
ภาเวติ วิเวกนิสฺสิต วิราคนิสฺสิต นิโรธนิสฺสิต โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ
ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ ... วิริยสมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ ...
ปีติสมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ ... ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ ... สมาธิ
สมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ ... อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺค ภาเวติ วิเวกนิสฺสิต

วิราคนิสฺสิต นิโรธนิสฺสิต โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ เอว ภาวิตา โข
ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา เอว พหุลีกตา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺตีติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. สมฺโพชฺฌงฺเค ฯ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิต
อภินนฺทุนฺติ ฯ
อานาปานสติสุตฺต นิฏฐิต อฏฐม ฯ


----------

หัวใจ ๑๐๘ (บ ้านเฮาเอิ้นว่า ตับ ๑๐๘)


หัวใจพระธรรม ๗ คัมภีร์ คือ สังวิชาปุกะยะปะ
หัวใจพระสูตร คือ ทีมะสังอังขุ

หัวใจพระวินัย คือ อาปามะจุปะ
หัวใจสัตตะโพชฌงค์ คือ สะธะวิปิปะสะอุ

หัวใจพระรัตนตรัย คือ อิสะวาสุ
หัวใจพาหุง คือ พามานาอุกะสะนะทุ
หัวใจพระพุทธเจ ้า คือ อิกะวิติ

หัวใจปฏิสังขาโย คือ จิปิเสคิ
หัวใจพระไตรปิฎก คือ สะระณะมะ

หัวใจยอดศีล คือ พุทธะสังมิ
หัวใจธรรมบท ( เปรต ) คือ ทุสะนะโส
หัวใจปถมัง คือ ทุสะมะนิ

หัวใจอิธะเจ คือ อิทะคะมะ
หัวใจตรีนิสิงเห คือ สะชะฏะตรี

หัวใจสนธิ คือ งะญะนะมะ
หัวใจแม่พระธรณี คือ เมกะมุอุ
หัวใจยะโตหัง คือ นะหิโสตัง

หัวใจพระกุกกุสันโธ คือ นะมะกะยะ
หัวใจพระโกนาคมน์ คือ นะมะกะตะ

หัวใจพระกัสสป คือ กะระมะถะ
หัวใจสังคะหะ คือ จิเจรุนิ

หัวใจนอโม คือ นะอุเออะ
หัวใจไฟ คือ เตชะสะติ
หัวใจลม คือ วายุละภะ

หัวใจบารมี คือ ผะเวสัจเจเอชิมะ
หัวใจน ้า คือ อาปานุติ

หัวใจดิน คือ ปะถะวิยัง
หัวใจวิรูปักเข คือ เมตะสะระภูมู

หัวใจพระปริตร คือ สะยะสะปะยะอะจะ
หัวใจพระนิพาน คือ สิวังพุทธัง
หัวใจยานี คือ ยะนิรัตนัง

หัวใจกรณีเมตตสูตร คือ เอตังสะติง
หัวใจวิปัสสนา คือ วิระสะติ

หัวใจมงคลสูตร คือ เอตะมังคะลัง
หัวใจอายันตุโภนโต คือ อานิชะนิ
หัวใจมหาสมัย คือ กาละกัญธามหาภิสะมา

หัวใจเสฎฐัน คือ เสพุเสวะเสตะอะเส

หัวใจปาฏิโมกข์ คือ เมอะมะอุ

หัวใจเพชรสี่ด ้าน คือ อะสิสัตติปะภัสมิง
หัวใจศีลสิบ คือ ปาสุอุชา

หัวใจอริยสัจ ๔ คือ ทุสะนิมะ
หัวใจธรรมจักร์ คือ ติติอุนิ

หัวใจนิพพานจักรี คือ อิสะระมะสาพุเทวา
หัวใจทศชาติ คือ เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว
หัวใจธาตุทั้ง ๔ คือ นะมะพะทะ

หัวใจธาตุพระกรณีย์ คือ จะภะกะสะ
หัวใจพระกรณีย์ คือ จะอะภะคะ

หัวใจปลายศีล คือ อิสะปะมิ
หัวใจกินนุสัตรมาโน คือ กะนะนะมา

หัวใจพระยายักษ์ คือ ภะยะนะยะ
หวัใจภาณยักษ์ คือ กะยะพะตัง
หัวใจอาวุธพระพุทธเจ้า คือ ปะสิสะ

หัวใจนะโม คือ นะวะอัสสะ
หัวใจกะขะ คือ กะยะนะอัง

หัวใจศีลพระ คือ พุทธสังอิ
หัวใจโลกทั้ง ๑๐ คือ โลกะวิทู
หัวใจยันต์ คือ ยันตังสันตัง

หัวใจขุนแผน คือ สุนะโมโล
หัวใจแค ้ลวคลาด คือ อะหังติโก

หัวใจเกราะเพชร คือ ภูตากังเก
หัวใจจังงัง คือ กะระสะติ
หัวใจอิทธิฤทธิ คือ อะหังนุกา

หัวใจกาสัง คือ กาละถานุ
หัวใจพระภูมิ คือ กุมมิภุมมิ

หัวใจนิพพานสูตร คือ อะนิโสสะ
หัวใจแก ้วสามประการ คือ มะติยาโน
หัวใจพระฉิมพลี คือ นะชาลีติ

หัวใจสัคเค คือ นะสะมิเห
หัวใจพระญาณรังษี คือ สะกะจะพาหุ

หัวใจสัมพุทเธ คือ สะทะปะโต
หัวใจคงคาเดือด คือ กะขะชะนะ

หัวใจพระเวสสันดร คือ สะระนะตะ
หัวใจพระวิฑูร คือ นะมะสังอิ
หัวใจพระมโหสถ คือ ปาสิอุอะ

หัวใจพระเตมีย์ คือ กะระเตจะ
หัวใจพนฃระภูริฑัต คือ มะสะนิวา

หัวใจพระสุวรรณสาม คือ อะวะสะทะ

หัวใจพระมหาชนก คือ ปะพะยะหะ
หัวใจวิปัสสิ คือ สะขิสะปิ

หัวใจพระมาลัย คือ พะลัยยะ
หัวใจพระยาร้อยเอ็ด คือ อิสิวิระ

หังใจพระยาหมี คือ สะปิระ
หัวใจทิพย์มนต์ คือ กะจะยะสะ
หัวใจงู คือ อะหิสัปโป

หัวใจเณร คือ สะสิสะอุอะวะสะหัง
หัวใจฆะเตสิก คือ ปะสิจะมิ

หัวใจพระยานาค คือ อะงะสะ
หัวใจพระยาม ้า คือ สุกเขยโย

หัวใจพระยามัจจุราช คือ กาละมัจจุ
หัวใจพระยามาร คือ นุภาวโต
หัวใจสัตว์ คือ อันตะภาโวพะ

หัวใจท ้าวเวสสุวรรณ คือ เวสสะพุสะ
หัวใจพาลี คือ หันตะนุภา

หัวใจองคต คือ พะหะวารา
หัวใจมดง่าม คือ กะสิตานะ
หัวใจไก่เถื่อน คือ ติวิกุกู

หัวใจเต่าเรือน คือ นาสังสิโม
หัวใจการเวก คือ การะวิโก

หัวใจราชสีห์ คือ สีหะทานัง
หัวใจพระเจ้า ๔ พระองค์ คือ นะกะอะปิ
หัวใจปลาไหลเผือก คือ อะยาเวยยะ

หัวใจ กอ.ขอ. คือ มอลอข ้อโข
หัวใจอุณลุม คือ อุปะสัมปะ

หัวใจโจร คือ กันหะเนหะ
หัวใจปลวก คือ วะโมทุทันตานัง

หัวใจหนุมาน คือ ยะตะมะอะ, หรือ หะนุมานะ
หัวใจมนุษย์ คือ มะนุญญัง

หัวใจหญิง คือ จิตตังภคินิเม
หัวใจชาย คือ จิตตังปุริโส
หัวใจทรหด คือ นะหิโลกัง

หัวใจมหาอุจ(เขียนแบบเดิม) คือ อุทธังอัทโธ

หัวใจลิงลม คือ ยุวาพะวา, วิงวังกังหะ, หรือ จิขะจุติ


พระคาถายอดหัวใจ ๑๐๘ คือ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ

ค าแผ่เมตตา



บทแผ่เมตตา


อิทัง ปุญญะผะลัง อานิสงส์อันใด ที่ข ้าพเจ ้าทั้งหลาย ได ้บ าเพ็ญไปแล ้วนี้ ขอผลบุญนี้
จงแผ่ไปถึง เจ ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่ข ้าพเจ ้าได ้ล่วงเกินมาแล ้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี
ขอให ้เจ ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ได ้มาอนุโมทนา เมื่ออนุโมทนาแล ้ว ขอให ้อโหสิกรรมกันตั้งแต่
บัดนี้ เวลานี้เป็นต ้นไป


ขอแผ่บุญกุศลนี้ ไปถึงเทพเจ ้าทั้งหลาย ที่รักษาตัวข ้าพเจ ้าอยู่ก็ดี นอกจากนี้ก็ดี
ทั่วสากลพิภพ จงมีความสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทพพรหมทั้งหลาย ภูผีปีศาจทั้งหลายที่อยู่ใน
นี้ก็ดี อยู่บ ้านของข ้าพเจ ้าก็ดี ขอให ้ทุกท่านจงมีความสุข

และขอแผ่บุญกุศลนี้ ไปถึงสัพพะสัตว์ทั้งหลาย มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์
ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ของข ้าพเจ ้าทั้งหลาย ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี
ขอให ้ทุกท่านจงมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสยามเทวาธิราชทุกท่าน ขอให ้ทุกท่านจงมี

ความสุข

ขอผลานิสงส์นี้ จงเป็นปัจจัยให ้ข ้าพเจ ้าทั้งหลาย ได ้อยู่ดีกินดี มีความสุขความ
เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และได ้เข ้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ด ้วยเทอญฯ


แผ่เมตตาให ้ตนเอง



อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให ้ข ้าพเจ ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ

ขอให ้ข ้าพเจ ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ

ขอให ้ข ้าพเจ ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
ขอให ้ข ้าพเจ ้าปราศจากอุปสรรค อันตรายทั้งปวง

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให ้ข ้าพเจ ้าจงมีสติสัมปชัญญะ อยู่ทุกเมื่อ รักษากาย วาจา ใจ ให ้พ้นจากความ

ทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด


บทแผ่เมตตา



สัพเพ สัตตา:
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด ้วยกันหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ:
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได ้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ:
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได ้พยาบาทเบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ:

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได ้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ:
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให ้พ ้น จากทุกข์ภัย ทั้งสิ้นเถิด


แผ่เมตตาพรหมวิหารสี่


สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกัน
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจกันเถิด
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงเป็นผู้มีสุข พ ้นจากทุกข์ภัย ทั้งสิ้นเถิด


สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น
สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
จงพ้นจากทุกข์เถิด


สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ
จงอย่าไปปราศจากสมบัติ อันตนได ้แล ้วเถิด


สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

กัมมัสสะกา เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
กัมมะทายาทา เป็นผู้รับผลของกรรม

กัมมะโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นก าเนิด

กัมมะพันธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปะฏิสะระณา เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กระท ากรรมอันใดไว ้

กัลยาญัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

นวหรคุณ (อิติปิโส เก ้าห ้อง)



คือ คุณเก ้าประการ ของพระพุทธเจ ้า จากบทพุทธคุณนั้นเอง หรือ ที่เรียกกันตามต าราว่า อิติปิ
โส เก ้าห ้อง นับตั้งแต่ห ้องที่


๑.อะระหัง หมายถึง เป็นผู ้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช ้ ด ้านกันไฟทั้งปวง


๒.สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู ้ตรัสรู ้ชอบได ้ด ้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช ้ เป็นตบะเดชะ
เสริมสร ้างสง่าราศี


๓. วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู ้พร ้อมด ้วยวิชาและจรณะ บทนี้ใช ้ ด ้านโภคทรัพย์โชค
ลาภ


๔. สุคะโต หมายถึงเป็นผู ้ด าเนินไปได ้ด ้วยดี บทนี้ใช ้ ในด ้านการเดินทาง ทั้งทางบก น ้า อากาศ

๕.โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู ้รู ้โลกอย่างแจ่มแจ ้ง บทนี้ใช ้ ภาวะนาเมื่อเข ้าป่ าหรือที่มืด


๖. อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู ้ฝึกบุรุษผู ้ควรฝึกได ้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช ้
ทางมหาอ านาจ ตวาดผี


๗. สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บทนี้ใช ้ ทางเมตามหา
นิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู


๘. พุทโธ หมายถึง ผู ้รู ้ ผู ้ตื่น ผู ้เบิกบาน บทนี้ใช ้ ภาวนาอารมณ์ ท าให ้ไม่ตกต ่าอับจน


๙. ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู ้จ าเริญ จ าแนก ธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้ บทนี้ใช ้ ในทางป้องกันภยัน
อันตรายอันจะกระท าแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์


อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉาน ป้องกันการประทุษร ้ายเหล่านั้นได ้ ทั้งสิ้นแล หรือสรุปโดยย่อ
เป็นองค์ภาวนา คาถานวหรคุณ ก็คือ "อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ" นั่นคือเป็นหัวใจพระพุทธคุณ
นั่นเอง


Click to View FlipBook Version