40 ขนาด 50 ml แล้วปรับปริมาตรจนถึงขีดกำหนดด้วยน้ำกลั่น จะได้สารละลายมาตรฐานกรดแกลลิกที่มี ความเข้มข้น 100 μg/ml (2) เตรียมสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิกโดยใช้ขวดกำหนดปริมาตรปรับความเข้มข้น จากสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิกที่มีความเข้มข้น 100 μg/ml ตามที่ได้เตรียมไว้ให้ มีความเข้มข้นเป็น 80, 40, 20, 10, 5 และ2.5 μg/ml ด้วยน้ำกลั่น 4) เตรียมสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้าง (1) เตรียมสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลที่ความเข้มข้น 100 μg/ml (2) เตรียมสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอลที่ความเข้มข้น 100 μg/ml 3.3.3 การตรวจวัดฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH 3.3.3.1 การตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐานบีเอชที 1) นำสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเมทานอลที่ได้เตรียมไว้ วัดค่าการดูดกลืนแสง ที่ความยาวคลื่นสูงสุด 517 nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้เมทานอลเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่าการดูดกลืนแสงที่ได้ (Acontrol) 2) ปิเปตสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลายเมทานอลแต่ละความเข้มข้น 25, 20, 15, 10, 5 และ1 μg/ml ความเข้มข้นละ 5 ml 3) เติมสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเมทานอลความเข้มข้น 0.1 mM เตรียมไว้ลงในหลอดทดลองที่มีสารละลายมาตรฐานบีเอชทีอยู่หลอดละ 5 ml เขย่าให้เข้ากันตั้งไว้ใน ที่มืด เป็นเวลา 30 นาที 4) นำสารละลายแต่ละหลอดไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นสูงสุด 517 nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้เมทานอลเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่า การดูดกลืน แสงที่ได้เพื่อนำไปสร้างกราฟมาตรฐาน 5) หาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลาย เอทานอล ด้วยวิธีเดียวกัน โดยใช้สารละลายมาตรฐานบีเอชที ที่ในตัวทำละลายเอทานอลที่ความเข้มข้น 25, 20, 15, 10, 5 และ1 μg/ml และสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเอทานอล ที่ได้เตรียมไว้ 3.3.3.2 การตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดหยาดน้ำค้าง 1) นำสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเมทานอลที่ได้เตรียมไว้ วัดค่าการดูดกลืนแสง ที่ความยาวคลื่นสูงสุด 517 nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้เมทานอลเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่าการดูดกลืนแสงที่ได้ (Acontrol) 2) ปิเปตสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้าง ในตัวทำละลายเมทานอลแต่ละความเข้มข้น ตามที่ได้เตรียมไว้ ลงในหลอดทดลองแต่ละหลอด ความเข้มข้นละ 1 ml 3) เติมสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเมทานอลความเข้มข้น 0.1 mM ที่เตรียมไว้ ลงในหลอดทดลองที่มีสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้าง อยู่หลอดละ 1 ml เขย่าให้เข้ากันตั้งไว้ในที่มืดเป็น เวลา 30 นาที
41 4) นำสารละลายแต่ละหลอดไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นสูงสุด 517 nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้เมทานอลเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่าการดูดกลืน แสงที่ได้ 5) หาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้าง ในตัวทำละลาย เอทานอลด้วยวิธีเดียวกัน โดยใช้สารละลายสารสกัดในตัวทำละลายเอทานอล ที่ความเข้มข้น 100, 50, 25, 12.5, 6.25 และ3.125 μg/ml และสารละลาย DPPH ในตัวทำละลายเอทานอลที่ได้เตรียมไว้ 3.3.4 การวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด 3.3.4.1 การวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดของสารละลายมาตรฐาน กรดแกลลิก 1) ปิเปตสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิกความเข้มข้น 80, 40, 20, 10, 5 และ2.5 μg/ml ที่ได้เตรียมไว้ ลงในหลอดทดลอง หลอดละ 0.2 ml 2) ปิเปตสารละลาย Na2CO3 ที่ได้เตรียมไว้ลงในหลอดทดลองแต่ละหลอดที่มี สารละลายมาตรฐานกรดแกลลิก หลอดละ 0.8 ml 3) ปิเปตสารละลาย Folin-Ciocalteu 10 %v/v ที่ได้เตรียมไว้ผสมลงในหลอดทดลอง แต่ละหลอดหลอดละ 1 ml 4) เขย่าหลอดทดลองแต่ละหลอดให้สารละลายผสมรวมกัน ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที 5) นำสารละลายแต่ละหลอดไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นสูงสุด 765nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้น้ำกลั่นเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่าการดูดกลืนแสง ของแต่ละความเข้มข้น เพื่อนำไปสร้างกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก 3.3.4.2 การวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดจากสารสกัดหยาดน้ำค้าง 1) ปิเปตสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้างนตัวทำละลายเมทานอลความเข้มข้น 100 μg/ml ตามที่ได้เตรียมไว้ ลงในหลอดทดลองหลอดละ 0.2 ml 2) ปิเปตสารละลาย Na2CO3 7.5 %w/v ที่ได้เตรียมไว้ผสมลงในหลอดทดลองแต่ละ หลอดหลอดละ 0.8 ml 3) ปิเปตสารละลาย Folin-Ciocalteu 10 %v/v ที่ได้เตรียมไว้ผสมลงในหลอดทดลอง แต่ละหลอดหลอดละ 1 ml 4) เขย่าหลอดทดลองแต่ละหลอดให้สารละลายผสมรวมกัน ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที 5) นำสารละลายแต่ละหลอดไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นสูงสุด 765 nm ด้วยเครื่องไมโครเพส สเปกโตโฟโตมิเตอร์ โดยใช้น้ำกลั่นเป็นแบงค์ (Blank) และบันทึกค่าการดูดกลืนแสง ของแต่ละความเข้มข้น 6) หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลาย เอทานอลด้วยวิธีเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากสารละลายสารสกัดในตัวทำละลายเมทานอลเป็นสารละลายสาร สกัดในตัวทำละลายเอทานอล 3.4 การคำนวณร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ คำนวณร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ (% Radical Scavening) จากสมการ
42 ร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ= Acontrol−Asample A control × 100 เมื่อ Acontrol คือ ค่าการดูดกลืนแสงของสารละลาย DPPH Asample คือ ค่าการดูดกลืนแสงของสารตัวอย่างผสมกับ DPPH 3.5 การคำนวณหาค่า IC50 เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างร้อยระฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระกับความเข้มข้นของ สารละลายของสารสกัด จากนั้นสร้างสมการเส้นตรงจากกราฟที่ได้และคำนวณหาค่า IC50 ได้ดังสมการ y = mx+c เมื่อ y คือ ตัวแปรแทนค่าเท่ากับ 50 m คือ ความชัน x คือ ตัวแปรที่ต้องการหา c คือ จุดตัดบนแกน y 3.6 การคำนวณปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดของหยาดน้ำค้าง เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างค่าการดูดกลืนแสงกับความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐาน กรด แกลลิก จากนั้นสร้างสมการเส้นตรงบนกราฟที่ได้และคำนวณหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดของหยาดน้ำค้าง ได้ดังสมการ y = mx+c เมื่อ y คือ ค่าการดูดกลืนแสงของสารตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่าง ๆ m คือ ความชัน x คือ ตัวแปรที่ต้องการหา c คือ จุดตัดบนแกน y
บทที่ 4 ผลการทดลอง จากการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดจากสารสกัดหยาดน้ำค้าง ได้ผลการทดลอง ดังนี้ 4.1 ผลการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH 4.1.1 ผลการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐาน บีเอชทีในตัวทำละลาย เมทานอล และตัวทำละลาย เอทานอล การตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลาย เมทานอล และ ตัวทำละลายเอทานอลความเข้มข้น 25, 20, 15, 10, 5 และ1 μg/ml ด้วยวิธี DPPH ที่ความยาวคลื่น 517 nm ได้ค่าการดูดกลืนแสง และนำมาคำนวณหาค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ นำค่าความเข้มข้น ของสารละลายมาตรฐานบีเอชทีและค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ มาสร้างกราฟแสดงความสัมพันธ์โดย กำหนดค่าความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานบีเอชทีอยู่ในแนวแกน x และค่าร้อยละของการ ต้านอนุมูลอิสระอยู่ในแนวแกน y ได้กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของ สารละลาย มาตรฐานบีเอชที กับร้อยละการต้านอนุมูลอิสระในตัวทำละลายเมทานอล และตัวทำละลายเอทานอล จากนั้นคำนวณหาค่า IC50 ของสารละลายมาตรฐานบีเอชทีในตัวทำละลายเมทานอลจากสมการเส้นตรง y = 0.9578x + 69.451 และคำนวณหาค่า IC50 ของสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลายเอทา นอลจากสมการเส้นตรง y = 0.4554x + 64.379 โดยแทนค่า y เท่ากับ 50 ได้ค่าความเข้มข้น (x) เท่ากับ -20.308 และ-31.574 μg/ml ตามลำดับ จากค่า IC50 ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลายเมทานอลมีค่ามากกว่า สารละลายมาตรฐานบีเอชทีในตัวทำละลายเอทานอล ดังนั้น สารละลายมาตรฐานบีเอชทีในตัวทำละลาย เมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าสารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลายเอทานอล (ตารางที่ 4.1 ภาพที่ 4.1 และภาพที่ 4.2) ตารางที่ 4.1 ค่าการดูดกลืนแสงและร้อยละการต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐานบีเอชที (BHT) ตัวทำละลาย ความเข้มข้น (μg/ml) ค่าการดูดกลืนแสง % Scavenging ค่า IC50 Acontrol Asample เมทานอล 1 1.238 0.327 73.586 -20.308 5 0.389 68.578 10 0.23 81.422 15 0.198 84.006
44 ตารางที่ 4.1 ค่าการดูดกลืนแสงและร้อยละการต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐานบีเอชที (BHT) (ต่อ) ตัวทำละลาย ความเข้มข้น (μg/ml) ค่าการดูดกลืนแสง % Scavenging ค่า IC50 Acontrol Asample เมทานอล 20 0.143 88.449 -20.308 25 0.081 93.457 เอทานอล 1 0.924 0.309 66.558 -31.574 5 0.314 66.017 10 0.319 65.476 15 0.254 72.510 20 0.226 75.541 25 0.233 74.784 ภาพที่ 4.1 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานบีเอชทีในตัวทำละลาย เมทานอลกับร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ
45 ภาพที่4.2 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานบีเอชทีในตัวทำละลาย เอทานอลกับร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ 4.1.2 ผลการตรวจวัดฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลาย เมทานอล และตัวทำละลายเอทานอล จากการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลาย เมทานอล และตัวทำละลายเอทานอลความเข้มข้น 100, 50, 25, 12.5, 6.25 และ3.125 μg/ml ที่ความ ยาวคลื่น 517 nm ได้ค่าการดูดกลืนแสง และนำมาคำนวณหาค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ จากนั้นนำค่า ความเข้มข้นของสารสกัดหยาดน้ำค้าง ในตัวทำละลายเมทานอล และตัวทำละลายเอทานอลกับค่าร้อยละ การต้านอนุมูลอิสระ มาสร้างกราฟแสดงความสัมพันธ์ โดยกำหนดให้แกน x เป็นความเข้มข้นของสารสกัด หยาดน้ำค้างและแกน y เป็นร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ จากนั้นคำนวณหาค่า IC50 ของสารสกัดหยาด น้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลจากสมการเส้นตรง y = 0.207x + 37.147 และคำนวณหาค่า IC50 ของ สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอลจากสมการเส้นตรง y = 0.2164x + 51.028 โดยแทนค่า y เท่ากับ 50 ได้ค่าความเข้มข้น (x) เท่ากับ 62.092 และ-4.750 μg/ml ตามลำดับ จากค่า IC50 ความเข้มข้นของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล มีค่ามากกว่าสาร สกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล ดังนั้น สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล (ตารางที่ 4.2 และภาพที่ 4.3)
46 ตารางที่ 4.2 ค่าการดูดกลืนแสงและร้อยละการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้าง ตัวทำละลาย ความเข้มข้น (μg/ml) ค่าการดูดกลืนแสง % Scavenging ค่า IC50 Acontrol Asample เมทานอล 3.125 1.075 0.683 36.465 62.092 6.25 0.667 37.953 12.5 0.647 39.814 25 0.611 43.163 50 0.542 49.581 100 0.466 56.651 เอทานอล 3.125 0.97 0.477 50.824 -4.750 6.25 0.475 51.030 12.5 0.449 53.711 25 0.411 57.629 50 0.346 64.330 100 0.279 71.237
47 ภาพที่ 4.3 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลกับ ร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ ภาพที่ 4.4 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอลกับ ร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ 4.2 การเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้าง กับ สารละลายมาตรฐานบีเอชที ในตัวทำละลายเมทานอล และตัวทำละลายเอทานอล จากการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารมาตรฐานBHTในตัวทำละลายเมทานอล และ ตัวทำละลายเอทานอล ด้วยวิธี DPPH พบว่า ค่า IC50 ของสารมาตรฐานBHTในตัวทำละลายเมทานอล มีค่า IC50 คือ -20.308 μg/ml และค่า IC50 ของสารมาตรฐานBHTในตัวทำละลายเอทานอล มีค่า IC50 คือ -31.574 μg/ml ดังนั้น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารมาตรฐานBHTในตัวทำละลายเมทานอล จึงมีน้อยกว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารมาตรฐานBHTในตัวทำละลายเอทานอล จากการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล และ ตัวทำละลายเอทานอล ด้วยวิธี DPPH พบว่า จาก ค่า IC50 สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล มีค่า IC50 คือ 62.092 μg/ml และสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล มีค่า IC50 คือ
48 -4.750 μg/ml ดังนั้น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล จึงมี น้อยกว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสารละลายมาตรฐาน BHT พบว่า จากผลการตรวจวัดฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล มีค่า น้อยกว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารละลายมาตรฐาน BHT ในตัวทำละลายเมทานอล และผลการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสาร สกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล มีค่าน้อยกว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสารสารละลายมาตรฐาน BHT ในตัวทำละลายเอทานอล ตารางที่4.3 ค่า IC50 ของสารสกัดหยาดน้ำค้าง และสารมาตรฐาน BHT สารสกัด ชนิดตัวทำละลาย ค่า IC50 ของ DPPH assay (μg/ml) หยาดน้ำค้าง เมทานอล 62.092 เอทานอล -4.750 BHT เมทานอล -20.308 เอทานอล -31.574 4.3 ผลการหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดของสารสกัดตัวอย่างด้วยวิธี Folin-Ciocalteu 4.3.1 การสร้างกราฟของสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิก จากการวัดค่าการดูดกลืนแสงของสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิกความเข้มข้น 80, 40, 20, 10, 5 และ2.5 μg/ml ที่ความยาวคลื่น 765 nm ได้ค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ยของสารละลายมาตรฐาน กรดแกลลิก จากนั้น นำมาสร้างกราฟมาตรฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าการดูดกลืน แสงและความ เข้มข้นของสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิก โดยกำหนดให้แกน x เป็นความเข้มข้นของสารละลาย มาตรฐานกรดแกลลิก และแกน y เป็นค่าการดูดกลืนแสง ได้สมการเส้นตรง y = 0.0068x + 0.1279 (ตาราง ที่4.3 และภาพที่ 4.5) ตารางที่ 4.4 ผลการวัดค่าการดูดกลืนแสงของสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิก ความเข้มข้น ( μg/ml) ค่าการดูดกลืนแสง ค่าเฉลี่ย (x) ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 2.5 0.100 0.170 0.135 5 0.128 0.192 0.160 10 0.298 0.112 0.205 20 0.370 0.162 0.266
49 ตารางที่ 4.4 ผลการวัดค่าการดูดกลืนแสงของสารละลายมาตรฐานกรดแกลลิก(ต่อ) ความเข้มข้น ( μg/ml) ค่าการดูดกลืน แสง ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเฉลี่ย (x) 40 0.302 0.510 0.406 80 0.688 0.652 0.67 ภาพที่4.5 มาตรฐานของสารละลายกรดแกลลิก 4.3.2 ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดของสารสกัดจากหยาดน้ำค้าง จากการวัดค่าการดูดกลืนแสงของสารสกัดหยาดน้ำค้าง ในตัวทำละลายเมทานอล และ ตัวทำละลายเอทานอล ที่ความยาวคลื่น 765 nm จากนั้นนำค่าการดูดกลืนแสงของสารสกัดทั้งสองมา คำนวณหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด จากสมการเส้นตรง y = 0.0068x + 0.1279 ของกราฟมาตรฐาน กรดแกลลิก โดยแทนค่า y เป็นค่าการดูดกลืนแสง และ x เป็นปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด จากการคำนวณ ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด พบว่า สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลที่ความเข้มข้น 100 μg/ml มีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด 21.4853 μg/ml และสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอลที่ความ เข้มข้น 100 μg/ml มีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด 18.6912 μg/ml จากการหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดของหยาดน้ำค้าง ทั้งในชนิดที่เป็นสารสกัดในตัวทำละลาย เมทานอล และเอทานอล พบว่า สารสกัดจากหยาดน้ำค้างด้วยตัวทำละลายเมทานอลมีแนวโน้มที่มี ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดมากกว่าสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล (ตารางที่ 4.5)
50 ตารางที่ 4.5 ค่าการดูดกลืนแสงและปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดของสารสกัดหยาดน้ำค้าง สารสกัด ตัวอย่าง ชนิดตัวทำ ละลาย ความเข้มข้น ( μg/ml) ค่าการดูดกลืน แสง ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด( μg/ml) หยาดน้ำค้าง เมทานอล 100 0.274 21.4853 เอทานอล 100 0.255 18.6912
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผล และอภิปรายผล งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH และการหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด โดยวิธี Folin-Ciocalteu ของหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล และเอทานอล 95% โดยจากการ ทดลองสามารถสรุป และอภิปรายผลได้ดังนี้ จากการตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่า สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอล และ ตัวทำละลายเอทานอล ด้วยวิธี DPPH พบว่า จากค่า IC50 สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลมี ค่า IC50 คือ 62.092 μg/ml และสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล มีค่า IC50 คือ -4.750 μg/ml ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ทิพาวรรณ อินทฉิม และภาเกล้า ภูมิใหญ่ (2560) ที่พบว่า สารสกัดจากผักกาดหอมพันธุ์กรีนคอสมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด รองลงมาคือ กรีนโอ๊ค ไอซ์เบิร์ก และเรดคอรัล ตามลำดับ ในตัวทำละลาย เอทานอล และเมทานอล ซึ่งสารสกัดที่สกัดด้วย เอทานอล และเมทานอลแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกัน นอกจากนี้คุณสมบัติ ของสารต้านอนุมูล อิสระเป็นสารกลุ่มใหญ่ประกอบด้วยสารที่มีทั้งแบบมีขั้ว และไม่มีขั้ว จึงทำให้สามารถสกัดส่วนที่มี ความ เป็นขั้ว และส่วนที่ไม่มีขั้วออกมาได้แตกต่างกัน ทั้งนี้ในการเลือกตัวทำละลายที่เหมาะสมจะต้องคำนึงถึง ความมีขั้วของตัวทำละลายที่เหมาะสมกับสารที่ต้องการสกัด (ศุภชัย โพธิ์ล้อม และคณะ (2560) อ้างถึง Qiang (2015)) การหาปริมาณฟีนอลิก พบว่า สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลที่ความเข้มข้น 100 μg/ml มีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด 21.4853 μg/ml และสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลาย เอทานอลที่ความเข้มข้น 100 μg/ml มีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด 18.6912 μg/ml จะเห็นได้ว่าปริมาณ ฟีนอลิกของสารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลมีมากกว่าปริมาณฟีนอลิกของสารสกัด หยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของ สิริเชษฐ์ รัตนะชิตธวัช (2557) ที่ พบว่า ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด จากส่วนของดอกบัวสายสีแดงที่สกัดด้วยเอทานอล พบว่าใน สารสกัดดอกบัวสายสีแดงที่สกัดด้วยเอทานอลมีศักยภาพในการสกัดทั้งในด้านปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิกทั้งหมด และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดี ทั้งนี้เนื่องจากดอกบัวสายเป็นดอกไม้มีสีม่วง ซึ่งมักมีสาร ใน กลุ่มแอนโทไซยานินเป็นส่วนประกอบ แอนโทไซยานินเป็นสารฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการให้ ไฮโดรเจนอะตอมเพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชันของอนุมูลอิสระในขั้นต่อเนื่อง (chain reaction) นอกจากนั้นยัง พบว่า สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ โดยสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดที่สูงจะมีความสามารถในการต้านอนุมูลที่สูงตามไปด้วย (จตุพร ประทุมเทศ, 2562) ข้อเสนอแนะ การวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารละลายมาตรฐาน BHT และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด หยาดน้ำค้าง ควรทำที่ความเข้มข้นต่ำ หรืออาจเลือกใช้สารมาตราฐานอื่นแทน เนื่องจากสารละลาย มาตราฐาน BHT มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ดังนั้น เมื่อนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงเทียบกับสารละลาย DPPH แล้วนำไปสร้างกราฟมาตราฐานจึงส่งผลให้ค่า IC50 ที่คำนวณได้มีค่าติดลบ
52 เอกสารอ้างอิง ชมัยพร รอดกลิ่น และคณะ. (2558). ผลของสภาวะการสกัดต่อปริมาณสารประกอบฟีนอลิก สารประกอบฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของส่วนต่าง ๆ ของส้มซ่า. ภาควิชาเคมี และชีวเคมี ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. ชัยรัตน์ พึ่งเพียร. (2552). สมบัติและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบจากขิงที่สกัดด้วย คาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤตและประยุกต์ใช้สารสกัดในไอศกรีม. วิทยานิพนธ์หลักสูตร ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอาหารมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์. ทิพาวรรณ อินทฉิม และภาเกล้า ภูมิใหญ่. (2560). การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบ ฟีนอลิกทั้งหมดจากผักกาดหอม. วิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กำแพงเพชร. นฦวรรณ เสาวคนธ์. (2559). การศึกษผลของสารสกัดหยาบและสารบริสุทธิ์พลัมบาจินจากราก เจตมูลเพลิงแดงต่อพยาธิใบไม้ตับ Opsithchis viverrini ในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง. สาขาวิชาปรีคลิกนิก สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. นันทิยา คำลิ้ม และแพรวพลอย หงษ์วันนา. (2563). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด ของเกสรตัวผู้และกลีบดอกจากบัวสายสีม่วง (Nymphaea nouchali). โครงงานการศึกษาฅ ตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ (เคมี) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. บุญเลี้ยง สุพิมพ์ และคณะ. (2564). ปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด จากใบตะไคร้หอม. วิทยานิพนธ์สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. พงษ์เทพ เกิดเนตร และชิชชุลฎา ถาวโรจน์. การผลิตน้ำมังคุดเข้มข้นพร้อมดื่มโดยเทคนิคการระเหย ภายใต้สุญญากาศ. คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย. สารานุกรมเสรี. (2564). ตัวทำละลาย. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2565. จาก https://shorturl.asia/nt7Db สารานุกรมเสรี. (2564). หยาดน้ำค้าง. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2565. จาก https://shorturl.asia/EAfIs. สิทธิชัย สิงห์สุวรรณ และคณะ. (2560). การตรวจวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยวิธี DPPH และวิเคราะห์ ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดจากสารสกัดข้าวกล้องหอมนิล ข้าวกล้องมันปูและข้าวกล้อง ไรซ์เบอร์รี่. วิทยานิพนธ์หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ (เคมี) มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี. สุวรรณา จันคนา. (2556). การทดสอบฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการวิเคราะห์ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกของใบย่านาง. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. อรุณรัตน์ สัณฐิติกวินสกุล. (2557). เคมีพืชสมุนไพรท้องถิ่น. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. ไอลดา แกนุและสุปรานี กองคำ. (2563). ผลของการสกัดด้วยเอทานอลและการทำให้บริสุทธิ์บางส่วน ต่อปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและความสารถในการต้านอนุมูลอิสระของแก่นฝาง. คณะ แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต.
. ภาคผนวก
ภาคผนวก ก 1. ตัวอย่างการคำนวณร้อยละการต้านอยุมูลอิสระ (% Scavenging) การคำนวณค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาดน้ำค้าง ความเข้มข้น 3.125 μg/ml ในตัวทำละลายเมทานอล มีค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ยที่ความยาวคลื่น 517 nm เท่ากับ 0. 683 (Asample) และค่าการดูดกลืนแสงของสารละลาย DPPH เฉลี่ยที่ความยาวคลื่น 517 nm เท่ากับ 1.075 (Acontrol) % Scavenging = Acontrol−Asample Acontrol x 100 = 1.075 - 0.6831.075 x 100 = 36.465 % ดังนั้น สารสกัดหญ้าน้ำค้างความเข้มข้น 3.125 μg/ml ในตัวทำละลายเมทานอล มีค่าร้อยละ การต้านอนุมูลอิสระ เท่ากับ 36.465 % 2. ตัวอย่างการคำนวณค่าความเข้มข้นของการสกัดที่สามารถดักจับอนุมูล DPPH ได้ 50 % (IC50) การคำนวณค่าความเข้มข้นของการสกัดที่สามารถดักจับอนุมูล DPPH ได้ 50 % ( IC50) ของ สารสกัดเมทานอลจากหยาดน้ำค้าง จากสมการเส้นตรง y = 0.207x + 37.147 โดย แทน ค่า y เท่ากับ 50 ซึ่งค่าความเข้มข้น (x) ที่ได้ คือค่า y = 0.207x + 37.147 50 = 0.207x + 37.147 50- 37.147 = 0.207 x 12.853 0.207 = x x = 62.092 ดังนั้น ส่วนสกัดเมทานอลจากหยาดน้ำค้างมีค่าความเข้มข้นของการสกัดที่สามารถ ดักจับอนุมูล DPPH ได้ 50 % ( IC50) เท่ากับ 62.092 μg/ml 3. ตัวอย่างการวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด (GAE) ของส่วนสกัดจาก สารตัวอย่าง การคำนวณความเข้มข้นของสารละลายกรดแกลลิกของส่วนสกัดจากกราฟมาตรฐาน กรด แกลลิก จะได้สมการจากกราฟมาตรฐานของกรดแกลลิก ดังนี้ y = 0.0068x + 0.1279 y = ค่าการดูดกลืนแสงของสารตัวอย่างที่ความยาวคลื่น 765 nm x = ค่าความเข้มข้นของสารละลายกรดแกลลิก
ตัวอย่างเช่น ส่วนสกัดเมทานอลของหยาดน้ำค้าง ความเข้มข้น 100 μg/ml วัด ค่าการดูดกลืนแสง เฉลี่ยที่ความยาวคลื่น 765 nm ได้เท่ากับ 0.274 y = 0.0068x + 0.1279 0.274 = 0.0068x + 0.1279 0.274 - 0.1279 = 0.0068x 0.1461 0.0068 = x x = 21.4853 μg/ml ดังนั้น ส่วนสกัดเมทานอลของหยาดน้ำค้างมีปริมาณฟีนอลิกรวม เท่ากับ 21.4853 μg/ml เมื่อ เทียบกับสารละลายกรดแกลลิก
ภาคผนวก ค ภาพที่ 1 หยาดน้ำค้างที่เลี้ยงบนวุ้นที่ไม่มีธาตุอาหาร ภาพที่ 2 หยาดน้ำค้างที่อยู่ในสภาวะเครียด แล้วปล่อยสารพลัมบาจินออกมา
ภาพที่ 3 สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเอทานอลหัลงวัดการดูดกลืนแสง ภาพที่4 สารสกัดหยาดน้ำค้างในตัวทำละลายเมทานอลหัลงวัดการดูดกลืนแสง
ภาพที่ 5 สารสกัดหยาดน้ำค้างที่สกัดดวยตัวทำละลายเมทานอลและเอทานอล ก่อนวัดการดูดกลืนแสง ภาพที่ 6 สารสกัดหยาดน้ำค้างในเมทานอลและเอทานอลในการหาปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด
ภาพที่ 7 สารละลายมาตราฐานแกลลิก ที่วัดค่าการดูดกลืนแสงแล้ว
ประวัติผู้วิจัย
ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – สกุล นางสาวสุธาสินี พิเนตรเสถียร วัน เดือน ปีเกิด 4 มกราคม 2543 ที่อยู่ปัจจุบัน 67/4 หมู่ 13 ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย 43120 เบอร์โทรศัพท์ 0862299172 E-mail [email protected] ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลจุมพลโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ปีการศึกษา 2554 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนอคาย ปีการศึกษา 2557 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนอคาย ปีการศึกษา 2560 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ชื่อ - สกุล นางสาวเจนจิรา จันโทนวน วัน เดือน ปีเกิด 6 กันยายน 2542 ที่อยู่ปัจจุบัน 175 หมู่ 5 ต.หนองหลวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร 47260 เบอร์โทรศัพท์ 0927781723 E-mail [email protected] ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ปีการศึกษา 2554 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ปีการศึกษา 2557 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ปีการศึกษา 2560 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566