DELICIOUS FOOD 4
REGIONS
ผ.ศ ณัฐฐิญา จิตตรฉํ่า
นิตยสาร DELICIOUS FOOD 4 REGIONS ฉบับนี้ได้มันรวมเรื่องราวต่างๆไว้
มากมายโดยเฉพาะความเป็นไทยที่นิตยสารฉบับนี้ได้เลือกนำเสนอไม่ว่าจะเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวอาหารหรือความสวยงามในความเป็นไทยด้วยก็ตามรับรองได้เลยว่าทุกท่าน
จะต้องสนใจอย่างแน่นอน
โดย 11 เนื้อหาที่เราได้เลือกนําเสนอนั้นเป็นเนื้อหาที่หลากหลายและมีความน่า
สนใจเป็นอย่างยิ่งเราเชื่อว่าทุกท่านที่ได้รับประสบการณ์ที่นิตยสารเล่มนี้มอบให้ท่านจะ
ได้รับความสุขและได้รับสาระน่ารู้ไปอย่างเต็มเปรี่ยม
สุดท้ายนี้กระผมและทีมงานที่จัดทำนิตยสาร DELICIOUS FOOD 4 REGIONS
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวและสาระต่างๆให้แก่ท่านผู้อ่านที่ได้เข้ามา
ค้นหาสาระความรู้ที่นิตยสารเล่มนี้มอบให้พวกเราหวังว่านิตยสารเล่มนี้จะเป็นเพียงสิ่ง
เล็ก ๆ ที่ทำให้ทุกท่านมีความสุขได้และพวกเราขอให้ทุกท่านที่อ่านนิตยสารเล่มนี้มีความ
สุขนะครับ
บรรณาธิการนิตยสาร
DELICIOUS FOOD 4 REGIONS
สารบัญ
เเนะนำโรงเรียน 5-8
อาหารภาคกลาง 9-19
ข้อเสียของการนอนดึก 20
สรรพคุณของกระชาย 21-22
5 สโมสรดังในพรีเมียร์ลีก 23-28
29-37
อาหารภาคเหนือ 38-48
10 ประวัตินักบอลไทย 49-58
อาหารภาคอีสาน 59-68
เเบรนด์เเฟชั่นระดับโลก 69-73
อาหารภาคใต้ 74-88
89-93
ประวัติ RAPPER 94-98
Jack Purcell
ยาเสพติด
ประวัติโรงเรียน
เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโครงการ เมื่อคณะศึกษาศาสตร์ได้รับคำสั่งให้ดำเนิน
ขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ณ การเปิดการเรียนการสอนระดับประถม
วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัด ศึกษาขึ้นที่วิทยาเขตกำแพงแสน ในปี พ.ศ.
นครปฐม เพื่อเป็นแหล่งผลิตบุคลากรระดับ 2523 นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่ง เจน
ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ใน จิต คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้ขอ
สาขาวิชาการเกษตรและอื่น ๆ มหาวิทยาลัย อนุมัติจากมหาวิทยาลัย เพื่อให้อาจารย์ของ
เกษตรศาสตร์ จึงกำหนดเปิดใช้วิทยาเขต คณะศึกษาศาสตร์มาปฏิบัติราชการประจำที่
กำแพงแสน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2522 โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ วิทยาเขต
เป็นต้นมา โดยมีคณะต่าง ๆ เริ่มเปิดดำเนินการ กำแพงแสน ในระยะแรกมีทั้งหมด 11 ท่าน
คือ คณะเกษตรคณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะ เพื่ อเตรียมการก่อนเปิดการเรียนการสอน
วิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และบัณฑิต โดยมอบหมายให้อาจารย์อุดร รัตนภักดิ์
วิทยาลัย ปฏิบัติราชการในหน้าที่แทนอาจารย์ใหญ่
และอาจารย์อีก 10 ท่าน คือ อาจารย์วัง
ในปี พ.ศ.2523 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรรค์ สุฉันทบุตร, อาจารย์ธาตรี แตง
มีนโยบายที่จะเปิดดำเนินการโรงเรียนสาธิตแห่ง เที่ยง, อาจารย์นิตยา สอนอาจ, อาจารย์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต พงษ์ศิริ พานิช, อาจารย์โรจน์วงษ์ นุช
กำแพงแสน เพื่อจะได้สอดคล้องกับแผนพัฒนา สุวรรณ, อาจารย์ปัทมา โอสถเสน, อาจารย์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเป็นการส่งเสริม สุนารี หวังไพบูลย์กิจ, อาจารย์สิทธิศักดิ์
ขยายงานทางด้านการศึกษาระดับประถมศึกษา นิรทัย, อาจารย์อรวรรณ์ พึ่งงาม และ
และมัธยมศึกษาในชุมชนด้วย ฉะนั้นมหาวิทยาลัย อาจารย์สมเกียรติ ศรีอนันตคม
เกษตรศาสตร์ จึงได้อนุมัติให้เปิดโรงเรียนสาธิต
แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ณ วิทยาเขต
กำแพงแสน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2523 โดย
ให้คณะศึกษาศาสตร์เป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัด
ดำเนินการเรียนการสอน ดังนั้นคณะศึกษา
ศาสตร์จึงวางเป้าหมายที่จะให้โรงเรียนสาธิต
เกษตรฯ วิทยาเขตกำแพงแสนเป็นศูนย์วิจัยและ
พั ฒนาการศึ กษาที่จะทำการวิจัยการศึ กษาใน
ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในเขตชนบทไป
พร้อมกับการทดลองจัดการเรียนการสอนแบบ
สมรรถฐานและการบริการทางวิชาการแก่ชุมชน
ด้วย
ช่วงเวลา
ปี พ.ศ.2523 โรงเรียนได้เปิดดำเนินการ
จัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาปีที่
1-3 มีนักเรียน 12 คน โดยวางวัตถุประสงค์
ของโรงเรียนดังนี้
1. เพื่อพัฒนาการศึกษา วิจัย และ
ทดลองทฤษฎีทางการศึกษา และจิตวิทยาการ
ศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเขตพื้นที่ชนบท เพื่อ
การพั ฒนาการศึ กษาชนบท
2. เพื่อการทดลอง วิจัยเกี่ยวกับ
ห ลั ก สู ต ร ใ น ร ะ ดั บ ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า แ ล ะ มั ธ ย ม ศึ ก ษ า
ในการพัฒนาอาชีพแขนงต่าง ๆ ให้สอดคล้อง
กับพื้ นภูมิประเทศ
3. เพื่อเป็นแหล่งสาธิตและเผยแพร่
ผลงานการศึกษา เพื่อการพัฒนาการศึกษา
ชนบทให้มีประสิทธิภาพและจะเป็นโรงเรียนที่
เป็ นพี่ เลี้ยงสำหรับโรงเรียนในชนบทในพื้ นที่
ใกล้เคียง
4. เพื่อเป็นสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติ
งานของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ในการฝึก
ปฏิบัติงานครู ฝึกหัดการสอนทดลองวิจัย
เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติการเรียนการสอน
ตามหลักวิชา
5. เพื่อเป็นสถานที่สำหรับกุลบุตร
กุลธิดา ในทอ้ งที่ชนบทที่จะศึกษาเลา่ เรียน
ตามระดับความสามารถทางสติปัญญา ความ
ถนัด และความสนใจ ซึ่งจะเป็นการพัฒนา
บุคคลในชนบทให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
พร้อมที่จะนำความรู้ ความคิด ความเข้าใจใน
การแก้ปัญหา เพื่อเสริมสร้างชีวิตและสังคม
ให้ดีขึ้นอันเป็นรากฐานของพลเมืองดีก
ปี พ.ศ. 2532 โรงเรียนมีนักเรียนตั้งแต่ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1-6
ปี พ.ศ. 2534 ทางโรงเรียนได้รับ
อนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ให้จัดการเรียนการสอนระดับอนุบาลศึกษา
เพิ่ มขึ้น
ปี พ.ศ. 2546 มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ได้อนุมัติให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียน
จากเดิมมาเป็นโรงเรียนสาธิตแห่ง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต
กำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา
(Kasetsart University Laboratory
School, Kamphaeng Saen Campus,
Educational Research and
Development Center) โดยมีฐานะเทียบ
เท่าภาควิชาในคณะศึกษาศาสตร์
ปี พ.ศ. 2554 โรงเรียนได้รับ
อนุมัติจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ให้ดำเนินการจัดการเรียนการ
ส อ น ห ลั ก สู ต ร ห้ อ ง เ รี ย น วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ใ น
โรงเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
โดยการสนับสนุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ในการกำกับดูแลของ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต
กำแพงแสน
ปี พ.ศ. 2555 มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ ได้อนุมัติให้โรงเรียนดำเนิน
งานโครงการจัดการเรียนการสอนตาม
ห ลั ก สู ต ร ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร เ ป็ น ภ า ษ า
อังกฤษ (English Program) ปัจจุบัน
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จึงมี
การจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล
ศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน
52 ห้องเรียน
ข้อมูลโรงเรียน
คำขวั
ญ
การจัดการเรียนการสอนตามสมรรถฐาน ปฏิบัติการวิจัย ก้าวนำไกลด้านวิชาการ
ปรัปชรัญช
ญาา
สุวิชาโนภวํโหติ – ผู้มีความรู้ดี เป็นผู้เจริญ
อัตลักษ
ณ์
มุ่งมั่นศึกษา กล้าแสดงออก
อัตลักษ
ณ์
เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อจัดการเรียนรู้ มุ่งสู่ระดับอุดมศึกษา และฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
ครู
ปณิธา
น
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสนศู นย์วิจัยและพั ฒนาการ
ศึ กษามุ่งให้การสนับสนุนการผลิตบัณฑิตทางการศึ กษาที่มีคุณภาพและจัดการศึ กษาเพื่ อเป็ นทางให้
เด็กและเยาวชนได้มีโอกาส พัฒนาความรู้อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการสร้าง
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่ต้องการ โดยเน้นทักษะกระบวนการการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติให้เกิด
การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ โดยมีนิสัยรักการอ่าน และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
ต้มยำกุ้ง
ส่วนผสม ขั้นตอนการทำ
กุ้งกุลาดำตัวใหญ่ หรือกุ้งแม่น้ำ 1. ก่อนอื่นต้องแกะเปลือกกุ้งผ่าเอาเส้นดำออกล้างให้
สะอาด หั่นเครื่องต้มยำ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
เห็ดฟางผ่าครึ่ง
และเห็ด ให้พร้อม
พริกขี้หนู
2. นำน้ำซุปไปตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องต้มยำลงไปให้หมด
ใบมะกรูดฉีกเอาก้านออก
พอเดือดอีกครั้งก็ใสกุ้งที่เตรียมไว้ลงไปเลย
ข่าหั่นแว่น
3. หลังจากใส่กุ้งลงไปแล้ว ให้ใส่ น้ำตาล น้ำปลา พริก
ตะไคร้ทุบแล้วหั่นท่อน
ขี้หนู พริกเผา ใครชอบรสแบบไหนใส่ลงไปตามชอบ
ผักชี โรยหน้า
ตามด้วยเห็ดฟาง
น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา
4. ปิดเตาแล้วค่อยปรุงด้วยมะนาว(เคล็ดลับการบีบน้ำ
มะนาว 1 ลูก
มะนาว ไม่ควรใส่มะนาวในน้ำที่กำลังเดือด เพราะจะ
กะทิหรือนมข้นจืด 1/2 ถ้วย
ทำให้มะนาวและน้ำซุปมีรสชม) โรยเกลือนิดหน่อยเพื่อ
น้ำตาล 1/2 ช้อนโต๊ะ
ดึงรสเปรี้ยวหวานเค้มให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
จัดชามเสิร์ฟ หั่นผักโรยหน้า เพิ่มความหอม
เกลือ 1 หยิบมือ
น้ำซุป (ถ้าไม่มีเป็นซุปสำเร็จรูปกับน้ำเปล่า)
ผัดกะเพราหมู
ส่วนผสม
เนื้อหมูบด 500 กรัม
กระเทียม 5 กลีบ สับหยาบ
พริกชี้ฟ้า 4-5 เม็ด หั่นละเอียด วิธีทำ กะเพราหมูสับ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา 1. โขลกพริกและกระเทียมพอหยาบๆ เพื่อ
กระจายความเผ็ด
ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ 2. เทน้ำมันพืชลงในกระทะ จากนั้นตั้งไฟปาน
น้ำมันหอย 2 ช้อนชา กลาง ใส่พริก กระเทียมที่โขลกเตรียมไว้ลงไป
น้ำตาลทรายแดง ½ ช้อนโต๊ะ ผัดจนกระเทียมจนสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม
น้ำซุป หรือ น้ำเปล่า (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 3. นำหมูบดลงใส่กระทะ ผัดให้สุกทั่วถึง ตามด้วย
ใบกะเพรา 1 กำมือ เครื่องปรุงรสทั้งหมด ได่แก่ น้ำปลา น้ำตาล
ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำมันหอย คลุกให้ซอส
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ เข้ากันกับเนื้อหมู ตามด้วยน้ำซุป/น้ำเปล่า เพื่อ
ไข่ดาว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) เพิ่มความฉ่ำ ไม่จำเป็นต้องใส่หากชอบผัดแบบ
แห้ง
4. หากต้องการเติมผักประเภทอื่นๆ ใส่ลงใน
กระทะแล้วผัดต่อประมาณ 2-3 นาที
5. เติมใบกะเพราทันทีหลังปิดไฟ ผัดใบกะเพราให้
ได้ความร้อนเล็กน้อย
6. ตักกะเพราเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย และวางไข่ดาว
เป็นอันเสร็จ
แกงส้มผักรวมกุ้งสด
ส่วนผสม วิธีทำ
พริกแกงส้ม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 3-4 ถ้วยตวง ตั้งน้ำสะอาดจนเดือด เติมพริกแกงส้มลงไป คน
ให้ละลายเข้ากันดี
กุ้งสด 5 ตัว
น้ำมะขามเปียกข้น ๆ 1 ช้อนโต๊ะ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊ บ และ
น้ำปลา ต้มต่อสักครู่
น้ำตาลปี๊ บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ผักแข็งลงไปก่อน เช่น แครอท ข้าวโพดอ่อน
ถั่วฝักยาว และตามด้วยกะหล่ำปลี ต้มจนผักสุก
ผักรวม เช่น แครอท ข้าวโพดอ่อน กะหล่ำ
ปลี ถั่วฝักยาว อย่างละ ¼ ถ้วยตวง จากนั้นใส่กุ้งลงไป
พอกุ้งสุกดีก็ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยสำหรับจัดเสิร์ฟได้
เลยค่ะ
ต้มข่าไก่
ส่วนผสม วิธีการทำ
เนื้อไก่หั่น 150 กรัม • ต้มน้ำต้มกระดูก ใส่ข่าอ่อน ต้มสักพักหนึ่ง ให้กลิ่นข่า
ข่าอ่อนขาวหั่นแว่นบาง 50 กรัม
เห็ดฟาง 100 กรัม ออก แล้วใส่หัวกะทิลงไปคนให้เข้ากัน
หัวกะทิ 250 กรัม ระวังอย่าให้แตกมัน
น้ำต้มกระดูก 100 กรัม
พริกขี้หนูสวนบุบ 10 เม็ด • พอเดือดใส่น้ำปลา เนื้อไก่ น้ำมะขามเปียก รอให้
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ เดือดอีกรอบใส่เห็ดฟาง ใบมะกรูด พริกขี้หนู
น้ำมะขามเปียก ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ • ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว คนให้พอเข้ากัน โรยหน้าด้วย
ผักชี ตักใส่ชามเสิร์ฟ
ใบมะกรูด 2 ใบ
ผักชี
แกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ
ส่วนผสม วิธีการทำ
มะระจีน 1 ผล 1.เตรียมมะระโดยหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว คว้านไส้
หมูสับ 200 กรัม
วุ้นเส้นแช่น้ำตัดเป็นเส้นสั้น ½ ถ้วย ออก โรยเกลือป่นให้คลุกเคล้าให้ทั่วชิ้นมะระ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา พักไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สะเด็ดน้ำพักไว้
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ 2.ผสมหมูสับ วุ้นเส้นกับน้ำตาลทราย น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ รากผักชี เกลือป่น พริกไทยป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ยัด
รากผักชี 5 ราก ส่วนผสมหมูในท่อนมะระกดให้แน่น ใส่แต่พอดีอย่าให้ล้น
(สับละเอียด 2 รากผสมกับหมู ที่เหลือบุบ
ใส่ในน้ำซุป) เมื่อสุกแล้วหมูจะดันตัวออกมานอกชิ้นมะระเล็กน้อย
กระเทียมสับละเอียด 2 ช้อนชา 3.นำน้ำซุปตั้งไฟให้เดือด เติมรากผักชี เห็ดหอม มะระ ต้ม
เกลือป่นเล็กน้อย จนมะระสุก หรี่ไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนต่ออีกประมาณ 1
พริกไทยป่นเล็กน้อย ชม. จนมะระเปื่ อยดี หมั่นช้อนฟองออกปรุงรสด้วยเกลือ
เห็ดหอมแช่น้ำตัดก้านออก 4 – 6 ดอก ป่น และซีอิ๊วขาว ได้อีกตามชอบ ตักเสิร์ฟโรยหน้าด้วยผักชี
น้ำซุป 3 ถ้วย
ปลาดุกฟู
ส่วนผสม วิธีทำปลาดุกฟู
ปลาดุกย่าง 1 ตัว
น้ำมันพืช (สำหรับทอด) 1. แกะเนื้อปลาดุกย่าง เอาก้างและหนังออก
นำไปโขลกจนละเอียด เติมน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย
พริกขี้หนู
กระเทียม (เพื่อช่วยให้เนื้อปลาฟู) โขลกให้ละเอียดเข้ากัน
จากนั้นผึ่งเนื้อปลาที่โขลกแล้วให้แห้งก่อนนำไป
น้ำปลา
น้ำมะนาว ทอด
น้ำตาลปี๊ บ 2. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟแรง
มะม่วงเปรี้ยวขูดหรือสับ 1 ลูก ค่อย ๆ โรยเนื้อปลาลงทอดจนจับตัวเป็นแพ ทอด
หอมแดงซอย จนเหลืองกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
ถั่วลิสงคั่ว (โรยหน้า) 3. ทำน้ำยำ โดยโขลกพริกและกระเทียมเข้า
พริกซอย (โรยหน้า) ด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และ
ใบสะระแหน่ (โรยหน้า)
น้ำตาลปี๊ บ ชิมรสตามชอบ
4. จัดเนื้อปลาดุกฟูใส่จาน ตามด้วยมะม่วง
เปรี้ยวขูดและหอมแดง โรยถั่วลิสง พริกซอย และ
ใบสะระแหน่ เสิร์ฟพร้อมน้ำยำที่เตรียมไว้
เต้าเจี้ยวหลน
วัตถุดิบ วิธีทำ
กะทิ 3 ถ้วยตวง เคี่ยวกะทิให้แตกมัน
เต้าเจี้ยวขาว ½ ถ้วยตวง โขลกเต้าเจี้ยวกับหอมแดง ¼ ถ้วย
เนื้อกุ้งสับ ⅓ ถ้วยตวง ตวง ใส่ลงในกะทิที่เคี่ยว ใส่กุ้งสับ
เนื้อหมูสับ ⅓ ถ้วยตวง และหมูสับลงไป ผัดให้พอสุก ปรุง
หอมแดงซอย ½ ถ้วยตวง รสน้ำตาลปี๊ บ น้ำมะขาม ชิมรส ถ้า
พริกชี้ฟ้า เหลือง แดง เขียว 10 เม็ด
น้ำตาลปี๊ บ ⅓ ถ้วยตวง ไม่เค็มปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ
น้ำมะขามเปียก ⅓ ถ้วยตวง ใส่หอมซอยที่เหลือ พริกชี้ฟ้าแดง
เหลือง คนให้เข้ากัน พอสุกยกขึ้น
ผักสดตามชอบ ตักใส่ถ้วยจัดเสิร์ฟกับผักสดตาม
ชอบ
ต้มโคล้งปลาทู
ส่วนผสม
ปลาทูนึ่งแกะเนื้อ 2 ตัว
ข่าหั่นแว่น 6 แว่น
ตะไคร้หั่นท่อน 2 ต้น
กระเทียมปอกเปลือก 5 กลีบใหญ่
หอมแดงปอกเปลือก 4-5 หัวเล็ก
พริกขี้หนูแห้ง 4-5 เม็ด
พริกชี้ฟ้าแห้ง 3-4 เม็ด
น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง + 1/2 ถ้วยตวง
มะเขือเทศ 2 ลูก
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ + 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลากดรมควันหั่นชิ้นใหญ่ 1/2 ตัว
ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดฉีกก้านกลางออก 5 ใบ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำต้มโคล้งปลาทู
• 1. คั่วข่า ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง
พริกขี้หนู และพริกชี้ฟ้า ด้วยไฟกลางจนหอมและ
สุกทั่ว ประมาณ 3-5 นาที ตักขึ้นพักไว้
• 2. ต้มน้ำเปล่าพอเดือด ใส่ส่วนผสมที่
คั่วไว้ลงไป รอจนน้ำซุปหอมจึงใส่มะเขือเทศ ปรุง
รสด้วยน้ำปลา
• 3. ใส่ปลากดรมควัน เนื้อปลาทู ใช้ไฟ
ค่อนข้างอ่อน พอเดือดอีกครั้ง ใส่ผักชีฝรั่ง ใบ
มะกรูด ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ตักใส่
ภาชนะ จัดเสิร์ฟ
แกงเลียง
วัตถุดิบ
1. กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
2. พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
3. หอมแดงซอยหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
4. กะปิ 4 ช้อนชา
5. น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำสะอาด หรือ น้ำซุป 1 หม้อ
7. ผักสำหรับแกงเลียง (ฟักทอง, ข้าวโพดอ่อน,
น้ำเต้า, บวบ ,เห็ด (ใช้ได้ทุกชนิด), ผักหวาน
8. กุ้งขาว 8 ตัว
วิธีทำ
โขลกเครื่องแกงเลียงในครกให้เข้ากัน ทั้งกุ้งแห้ง, พริก
ไทยเม็ด, หอมแดง และกะปิ
นำบรรดาผัก มาล้างน้ำให้สะอาด หั่น และเด็ดเตรียมไว้
ส่วนกุ้ง เราก็ล้างให้สะอาด แกะหัว แกะเปลือกออก แล้ว
อย่าลืมผ่ากุ้งเอาเส้นสีดำกลางหลังออกด้วยนะคะ
นำน้ำสะอาดใส่หม้อ ตั้งไฟแรง จนกระทั่งน้ำเดือด ใส่กุ้ง
ลงไปลวก พอกุ้งเปลี่ยนสีก็ตักขึ้นได้เลย พักไว้ก่อนค่ะ
จากนั้นใส่เครื่องแกงลงไปค่ะ ละลายให้เข้ากันกับน้ำซุป
เมื่อน้ำเดือดอีกครั้ง จึงใส่ผักลงไปค่ะ โดยเราจะเรียงจาก
ผักเนื้อแข็งที่ใช้เวลาสุกนานหน่อย ไล่เวลาไปถึงพวกผัก
จำพวกสุกง่ายๆ และ พวกผักใบค่ะ
ปรุงรสด้วยน้ำปลา ให้ชูกลิ่นหอมขึ้นมาเล็กน้อยค่ะ
เมื่อผักทุกชนิดสุกได้ที่แล้ว เราก็จะใส่ใบแมงลัก ซึ่งเป็น
พระเอกที่ขาดไม่ได้ของแกงเลียงลงไปเป็นลำดับสุดท้าย ใช้
ทัพพีกดใบแมงลักให้จมในน้ำแกง จากนั้น ก็ปิดเตาได้เลย
ค่ะ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สำหรับเมนูแกงเลียงเพื่อสุขภาพ
ในมื้อนี้
ส่วนผสม แกงป่าไก่
น้ำพริกแกงป่า
วิธีทำ
น้ำเปล่า
เนื้อไก่หั่นชิ้น
มะเขือเปราะ 1. ใส่น้ำลงในหม้อต้มจนเดือด เติมน้ำพริก
มะเขือพวง แกงป่า รอให้เดือดอีกครั้ง ใส่เนื้อไก่ มะเขือ
ถั่วฝักยาว
ใบกะเพรา เปราะ มะเขือพวง และถั่วฝักยาว
กระชายซอย 2. ปรุงรสด้วยน้ำปลากับน้ำตาลทราย ชิมรส
พริกไทยสด
ตามชอบ
พริกสด 3. พอมะเขือสุก ใส่ใบกะเพรา กระชายซอย
น้ำปลา
น้ำตาลทราย และพริกสดหั่นแฉลบ ปิดไฟ
ข้อเสียของการนอนดึก
1. น้ำหนักจะพุ่งขึ้น!
พูดง่ายๆ คืออ้วนขึ้นนั่นเอง - การนอนดึกจะทำให้นาฬิการ่างกายเกิดความสับสน มีผลให้
ระบบการเผาผลาญและย่อยอาหารเสียสมดุลจนร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะการสะสมไขมันเพิ่ม
ขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. หน้าโทรม! หน้าสิว! หน้าเสีย!
นอกจากการนอนดึกจะทำให้ระบบย่อยเสียสมดุล ยังทำให้ฮอร์โมน
แปรปรวนอย่างมากด้วย สิ่งที่ต่อมาที่เห็นชัดและที่สุดก็คือ หน้าหมองคล้ำ
ตาเป็นหมีแพนด้า หน้าโดยรวมโทรมลง ยิ่งสำหรับคนที่ผิวบอบบาง แพ้
ง่าย ปัญหาสิวจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
3. สมาธิจะสั้นลง!
เนื่องสมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะพบว่าความจำเริ่มติดขัด และจะส่งผลให้
ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดน้อยลง โดยจะรับสามารถความเครียดและแรงกดดัน
ได้น้อยลงไปด้วย
4. ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง!
การนอนดึกจนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้รบกวนระบบการเผาผลาญ ระบบย่อย การ
ทำงานของฮอร์โมนและจังหวะการเต้นของหัวใจจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายตกลง ซึ่ง
มักเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ บ่อยขึ้น จนเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังใน
อนาคต เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วนเป็นต้น
5. เป็นโรคซึมเศร้า!
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว ประเทศสกอตแลนด์ ค้นพบว่า คนที่ร่างกายตื่นตัว
ตอนกลางคืนจะมีอาการอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายจนเกิดความผิดปกติทางอารมณ์สะสมจน
กลายเป็นโรคซึมเศร้า รู้แบบนี้แล้วดังนั้น เลิกตะลุยดูซีรีส์ถึงตีสองตีสามสักทีได้แล้ว
สรรพคุณของกระชาย
กระชายมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย
เป็นยาอายุวัฒนะ
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)
กระชายเหลืองมีสรรพคุณช่วยแก้ลม
วิงเวียน แน่นหน้าอก
ช่วยบำรุงกำลัง เสริมสมรรถภาพทาง
เพศ บำบัดโรคนกเขาไม่ขันหรือโรคอีดี
(Erectile Dysfunctional หรือ
ED) (เหง้าใต้ดิน)
ช่วยบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้เหง้าและ
รากของกระชายนำมาปอกเปลือก
ล้างน้ำให้สะอาด นำมาหั่นตากแห้ง
แล้วบดจนเป็นผง และให้ใช้ผงแห้งที่
เตรียมไว้ประมาณ 1 ช้อนชา นำมาชง
กับน้ำร้อนครึ่งถ้วยชา แล้วรับประทาน
เพียงครั้งเดียว (เหง้า, ราก)
ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยทำให้กระดูกไม่
เปราะบาง
ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ใน
ร่างกาย
ช่วยบำรุงกำหนัด แก้อาการกามตายด้าน
(เหง้าใต้ดิน)
ช่วยบำรุงสมอง เพราะช่วยทำให้เลือดไป
เลี้ยงสมองส่วนกลางได้ดีมากขึ้น
ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตใน
ร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตเมื่อความ
ดันโลหิตสูง แต่เมื่อความดันโลหิตต่ำก็จะ
ช่วยทำให้ความดันเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ
สรรพคุณของกระชาย
สรรพคุณกระชายช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ (ใบ)
กระชายมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้โรคในปากและคอ เช่น ปากเปื่ อย ปากแห้ง
ปากเป็นแผล (ใบ, เหง้า)
ช่วยแก้ฝ้าขาวในปาก ด้วยการใช้กระชายที่ล้างสะอาดนำมาบดแบบไม่ต้อง
ปอกเปลือก แล้วใส่ในโถปั่ นพอหยาบ แล้วนำมาใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น
แล้วนำมากินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนชาเล็ก กินวันละ 3 มื้อก่อนอาหาร
ประมาณ 15 นาที ประมาณ 1 อาทิตย์ (ราก)
เหง้าใต้ดินมีรสเผ็ดร้อนและขม มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดท้อง มวนใน
ท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ ถ้า
สดให้ใช้ประมาณ 5-10 กรัม แต่ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ประมาณ 3-5 กรัม แล้วนำ
มาต้มเอาน้ำดื่มแก้อาการ หรือจะนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารไว้รับประทานก็ได้
เช่นกัน (เหง้าใต้ดิน)
ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ใช้เหง้าที่ปิ้ ง
ไฟแล้วนำมาฝนหรือตำผสมกับน้ำปูนใส หรือจะคั้นให้ข้น ๆ แล้วนำมารับ
ประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชาก็ได้ (เหง้า, ราก)
ช่วยแก้บิด โดยใช้เหง้าสดประมาณ 2 เหง้า นำมาบดจนละเอียดแล้วเติมน้ำ
ปูนใส คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (เหง้าสด)
ช่วยรักษาอาการท้องเดินในเด็ก (เหง้า, ราก)
รากกระชายมีสรรพคุณช่วยแก้โรคกระเพาะ (ราก)
ช่วยแก้อาการบิดมูกเลือด (เหง้า, ราก)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ (เหง้า, ราก)
5 สโมสรดังในพรีเมียร์ลีก
ทอตนั่มเเฮตสเปอร์ส
สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ (อังกฤษ: Tottenham Hotspur F.C.) เป็น
สโมสรฟุตบอลของอังกฤษ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก รู้จักในนามสั้น ๆ ว่า "ส
เปอร์" (Spurs) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1882 มีสนามเหย้าคือสนามกีฬาทอตนัมฮอตส
เปอร์ และมีคำขวัญว่า "To dare is to do" ("จงกล้าที่จะทำ") สีประจำสโมสรคือ
เสื้อสีขาวและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินซึ่งใช้มาตั้งแต่ฤดูกาล 1898–99
สเปอร์ชนะเลิศเอฟเอคัพสมัยแรกใน ค.ศ. 1901[1] ส่งผลให้พวกเขาเป็นสโมสรจาก
ลีกสมัครเล่นเพียงทีมเดียวถึงปัจจุบันที่คว้าแชมป์ได้นับตั้งแต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ
ได้ก่อตั้งระบบการแข่งขันแบบลีกขึ้นใน ค.ศ. 1888[2] สเปอร์ยังเป็นสโมสรแรกใน
ศตวรรษที่ 20 ที่ชนะเลิศฟุตบอลลีกและเอฟเอคัพได้ในฤดูกาลเดียวกัน (ฤดูกาล
1960–61)[3] และยังเป็นสโมสรแรกจากอังกฤษที่ชนะเลิศถ้วยยุโรป ภายหลังชนะ
เลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพใน ค.ศ. 1963 รวมทั้งเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศถ้วย
ยุโรป 2 รายการแตกต่างกัน ภายหลังชนะเลิศยูฟ่าคัพใน ค.ศ. 1972 สเปอร์ยังเป็น
หนึ่งในสองสโมสรของอังกฤษ (ร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ที่ชนะเลิศถ้วยรางวัล
ได้อย่างน้อย 1 รายการ 6 ทศวรรษติดต่อกัน (ค.ศ. 1950–2000)[4]
ในการแข่งขันในประเทศ สเปอร์ชนะเลิศลีกสูงสุด 2 สมัย, เอฟเอคัพ 8 สมัย, ลีกคัพ
4 สมัย และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 7 สมัย ในการแข่งขันระดับทวีป พวกเขาชนะเลิศยู
ฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย และ ยูฟ่าคัพ 2 สมัย และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์
ลีกครั้งแรกใน ค.ศ. 2019 สเปอร์มีสโมสรคู่ปรับสำคัญคือ อาร์เซนอล โดยการ
แข่งขันระหว่างสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ สโมสรมีกลุ่มอีเอ็นไอซีกรุ๊ปบริษัท
ด้านการลงทุนของอังกฤษเป็นเจ้าของทีมตั้งแต่ ค.ศ. 2001 สเปอร์เป็นสโมสรที่มี
มูลค่าทีมสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก ด้วยมูลค่า 1.67 พันล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2021[5]
และมีรายรับมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยรายได้ 390 ล้านปอนด์ใน ค.ศ.
2020[6]
ลิเวอร์พูล
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอล
อาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของ
ฟุตบอลอังกฤษ สำหรับการแข่งขันภายในประเทศ ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกสูงสุด 19 สมัย,
เอฟเอคัพ 7 สมัย, ลีกคัพ 8 สมัย และเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 สมัย ส่วนการแข่งขัน
ระดับนานาชาติ ลิเวอร์พูลชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 6 สมัย, ยูฟ่าคัพ 3 สมัย, ยูฟ่าซู
เปอร์คัพ 4 สมัย (ซึ่งทั้งสามรายการเป็นสถิติสูงสุดของสโมสรอังกฤษ) และฟีฟ่าคลับเวิลด์
คัพ 1 สมัย
สโมสรก่อตั้งใน ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนาม
แอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือ
ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เมื่อบิลล์ แชงคลี, บ๊อบ เพสลีย์, โจ เฟ
แกนและเคนนี แดลกลีช พาทีมชนะเลิศลีกสูงสุด 11 สมัยและยูโรเปียนคัพ 4 ใบ ต่อมา
ลิเวอร์พูลชนะเลิศการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนลีกอีก 2 สมัย ภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล
เบนิเตซและเยือร์เกิน คล็อพตามลำดับ ซึ่งคล็อพสามารถนำทีมชนะเลิศลีกสูงสุดในฤดูกาล
2019–20 นับเป็นการชนะเลิศลีกสูงสุดสมัยที่ 19 และสมัยแรกของยุคพรีเมียร์ลีก โดย
เป็นการชนะเลิศลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่
มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ลิเวอร์พูลมีสโมสรคู่แข่งซึ่งแข่งขันด้วยกันมาอย่างยาวนาน ได้แก่
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเอฟเวอร์ตัน ลิเวอร์พูลใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุด
แข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าตั้งแต่
ค.ศ. 1964 เป็นต้นมา ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ "เดอะเรดส์" (The Reds)
ส่วนฉายาที่ชาวไทยนิยมเรียกคือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลมีเพลงประจำสโมสรคือ "ยูลล์เนฟ
เวอร์วอล์กอะโลน" (You'll Never Walk Alone)
ผู้สนับสนุนของสโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ได้แก่ ภัยพิบัติ
สนามกีฬาเฮย์เซลที่กำแพงพังลงมาทับผู้สนับสนุนในนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพ 1985 ที่
บรัสเซลส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 39 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลีและผู้สนับสนุนยูเวนตุส
หลังจากนั้นยูฟ่าได้ระงับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยุโรปของสโมสรจากอังกฤษเป็น
ระยะเวลา 5 ปี และภัยพิบัติฮิลส์โบโรใน ค.ศ. 1989 เมื่อผู้สนับสนุนของลิเวอร์พูล 96 คน
เสียชีวิตจากการถูกบีบอัดติดกับรั้วที่กั้นสนาม นำไปสู่การยกเลิกรั้วกันสนามบริเวณที่ยืน
โดยกำหนดให้สนามกีฬาของสโมสรในลีกสองระดับแรกของฟุตบอลอังกฤษต้องเป็นแบบมี
ที่นั่งทั้งหมด
อาร์เซนอล
สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล (อังกฤษ: Arsenal Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่เล่นใน
พรีเมียร์ลีก จากย่านฮอลโลเวย์ ในกรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
ในวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยชนะเลิศลีกสูงสุด 13 สมัย, เอฟเอคัพ 14 สมัย (สถิติสูงสุด), ลีกคัพ
2 สมัย, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 16 สมัย, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย และ อินเตอร์-ซิตีส์แฟส์คัพ
1 สมัย อาร์เซนอลยังเป็นสโมสรที่เล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษติดต่อกันยาวนานที่สุด (ค.ศ. 1920–
ปัจจุบัน) และเป็นสโมสรที่มีค่าเฉลี่ยการจัดอันดับในลีกทุกฤดูกาลสูงที่สุดในคริสต์ทศวรรษ
2000[4] มีสนามเหย้าคือเอมิเรตส์สเตเดียม
ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1886 โดยคนงานในเขตวูลิช ในชื่อ สโมสรฟุตบอลไดอัล สแควร์ และใน ค.ศ.
1893 พวกเขาเป็นสโมสรแรกจากลอนดอนใต้ที่ได้ร่วมแข่งขันในฟุตบอลลีก ต่อมาใน ค.ศ. 1913
สโมสรได้ย้ายมายังลอนดอนเหนือ และย้ายสนามมายังอาร์เซนอลสเตเดียมในย่านไฮบรีก่อนจะ
เปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น อาร์เซนอล ในฤดูกาล 1914–15[5] ต่อมา ในช่วงทศวรรษ 1930 สโมสร
ชนะเลิศฟุตบอลดิวิชันหนึ่ง 5 สมัย และเอฟเอคัพ 2 สมัย และภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
พวกเขาชนะเลิศดิวิชันหนึ่งอีก 2 สมัย และเอฟเอคัพอีก 1 สมัย ก่อนจะชนะเลิศฟุตบอลลีกและเอฟ
เอคัพในฤดูกาลเดียวกันเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1970–71 และในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1989–2005
อาร์เซนอลชนะเลิศลีกสูงสุด 5 สมัย และเอฟเอคัพอีก 5 สมัย และผ่านเข้าไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์
ลีกได้ 19 ฤดูกาลติตต่อกันตั้งแต่ ค.ศ. 1998–2017[6]
เฮอร์เบิร์ต แชปแมน เป็นผู้จัดการทีมที่นำความสำเร็จมาสู่สโมสรในยุคแรก[7] โดยพาทีมชนะเลิศ
การแข่งขันสามรายการในช่วงต้นทศวรรษ 1930 และเป็นผู้ปรับปรุงระบบต่าง ๆ ภายในสนาม
เช่น ระบบไฟ รวมทั้งคิดค้นแผนการเล่นแบบดับเบิลยูเอ็มให้แก่วงการฟุตบอล[a] เขายังออกแบบ
ชุดแข่งขันของทีมด้วยการปรับแขนเสื้อให้เป็นสีขาว และยังปรับโทนสีแดงบนตัวเสื้อให้ดูสว่างยิ่ง
ขึ้น[8] และเป็นผู้กำหนดหมายเสื้อให้แก่ผู้เล่นในทีม[9]
อาร์แซน แวงแกร์ เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความเร็จมากที่สุดและคุมทีมยาวนานที่สุดใน
ประวัติศาสตร์สโมสร (ค.ศ. 1996–2018)[10][11] โดยชนะเลิศถ้วยรางวัล 17 รายการ และเป็นผู้
จัดการทีมที่ชนะเลิศเอฟเอคัพมากที่สุด 7 สมัย[12] รวมทั้งพาทีมชนะเลิศพรีเมียร์ลีกฤดูกาล
2003–04 ซึ่งพวกเขาไม่แพ้ทีมใดเลยตลอด 38 นัด โดยถือเป็นทีมที่สองที่จบการแข่งขันฤดูกาล
ในลีกสูงสุดของอังกฤษโดยไม่แพ้ทีมใด และเป็นทีมเดียวที่ทำได้ในยุคพรีเมียร์ลีก[13] ในช่วงเวลา
นั้น สโมสรยังทำสถิติไม่แพ้ในลีกติดต่อกันนานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษจำนวน 49
นัด[14][15] และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกใน ค.ศ. 2006 ซึ่งถือเป็นสโมสรแรก
จากลอนดอนที่เข้าชิงชนะเลิศได้
อาร์เซนอลมีสโมสรคู่ปรับสำคัญที่ตั้งอยู่ในย่านเดียวกันคือ ทอตนัมฮอตสเปอร์ โดยการแข่งขัน
ระหว่างทั้งสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ อาร์เซนอลเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากเป็น
อันดับ 7 ของโลก ใน ค.ศ. 2020 ด้วยมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์[16] และยังเป็นหนึ่งในสโมสร
ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก[17] สโมสรมีคำขวัญคือ "Victory Through Harmony" ซึ่งแปล
ว่า "ชัยชนะจากความเป็นหนึ่งเดียว"[18]
เซลซี
สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ
ที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ
ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1905 มีสนามเหย้าคือสแตมฟอร์ดบริดจ์ เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่
ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษ[3][4][5] โดยชนะเลิศการแข่งขันมากกว่า 30
รายการ รวมทั้งชนะเลิศลีกสูงสุด 6 สมัย[6] และชนะเลิศถ้วยยุโรป 9 รายการ[7]
เชลซีชนะเลิศฟุตบอลลีกสูงสุดสมัยแรกใน ค.ศ. 1955, ชนะเลิศเอฟเอคัพสมัยแรกใน
ค.ศ. 1970 และชนะเลิศถ้วยยุโรปครั้งแรกในรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ค.ศ. 1971
ต่อมา สโมสรเข้าสู่ยุคตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1970–80 ก่อนจะกลับมาอีกครั้งใน
ช่วงทศวรรษ 1990 โดยประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยหลายรายการ และตลอด
25 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุด[8] โดยพวกเขา
ชนะเลิศพรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอคัพ 7 สมัย, ลีกคัพ 4 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2
สมัย, ยูโรปาลีก 2, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัยใน
ช่วงเวลานี้ เชลซีเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะเลิศการแข่งขันรายการหลักของยูฟ่าครบ
สามรายการ[9] (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ) รวมทั้ง
เป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศการแข่งขันสามรายการดังกล่าวได้สองสมัยในแต่ละ
รายการ[10] และยังเป็นสโมสรเดียวในกรุงลอนดอนที่ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[11]
สีชุดเหย้าของสโมสรคือเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินพร้อมถุงเท้าสีขาว ตรา
สโมสรคือรูปสิงโตอาละวาดถือไม้เท้า สโมสรมีคู่อริได้แก่ อาร์เซนอล, ทอตนัมฮอตส
เปอร์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด[12] เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก และ
เป็นสโมสรที่มีมูลค่าทีมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่า 2.13 พันล้านปอนด์
(2.5 พันล้านดอลลาร์)[13] และยังเป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก[14][15][16]
[17] โดยมีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 จำนวน 428 ล้านยูโรในฤดูกาล 2017–18 นับ
ตั้งแต่ ค.ศ. 2003 เป็นต้นมา สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของโรมัน อับราโมวิช มหา
เศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล
แมนเชสเตอร์ซิตี้
สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Manchester City Football Club)
หรือเรียกสั้น ๆ ว่า แมนซิตี เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษที่ตั้งอยู่ที่แมนเชสเตอร์
ปัจจุบันแข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ สโมสรก่อตั้งเมื่อ
ค.ศ. 1880 ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอล
อาร์ดวิก ใน ค.ศ. 1887 และเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ซิตีใน ค.ศ. 1894 สนามเหย้า
ของสโมสรคือสนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมือง
โดยสโมสรได้ใช้งานสนามแห่งนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2003 หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยใช้
เมนโรดเป็นสนามเหย้าตั้งแต่ ค.ศ. 1923 สโมสรใช้สีฟ้าเป็นชุดเหย้านับตั้งแต่ ค.ศ.
1894 มาจนถึงปัจจุบัน[1]
แมนเชสเตอร์ซิตีเข้าร่วมฟุตบอลลีกใน ค.ศ. 1892 และคว้ารางวัลแรกของสโมสร
ด้วยการชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 1904 ช่วงเวลาที่สโมสรเริ่มประสบความสำเร็จคือ
ทศวรรษ 1960 ซึ่งสโมสรชนะเลิศทั้งลีก, ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ, เอฟเอคัพ และ
ลีกคัพภายใต้การคุมทีมของโจ เมอร์เซอร์และมัลคอม อัลลิซัน สโมสรเริ่มเข้าสู่ช่วง
ตกต่ำหลังจากที่แพ้ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ
คัพปี 1981 โดยเคยตกชั้นจนถึงลีกระดับ
ที่สามมาแล้ว พวกเขาเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาล 2001–02 และได้ลงเล่น
ในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2002–03 จนถึงปัจจุบัน
ใน ค.ศ. 2008 กลุ่มทุนอาบูดาบีได้ซื้อสโมสรด้วยมูลค่า 210 ล้านปอนด์เพื่อลงทุนใน
ด้านการซื้อผู้เล่นและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกของสโมสร พวกเขาได้ลงทุน
เงิน 150 ล้านปอนด์เพื่อพัฒนาเอทิฮัตแคมปัสในย่านตะวันออกของแมนเชส
เตอร์[2] แมนเชสเตอร์ซิตีภายใต้การคุมทีมของเปป กวาร์ดิโอลา ชนะเลิศพรีเมียร์
ลีก ฤดูกาล 2017–18 จนกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่เก็บคะแนนในลีกได้ถึง
100 คะแนนในฤดูกาลเดียว และในฤดูกาลถัดมา พวกเขาชนะเลิศถ้วยรางวัลถึงสี่
รายการ จนกลายเป็นทีมฟุตบอลชายทีมแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศทริปเปิลแชมป์
ในประเทศ[3]
แมนเชสเตอร์ซิตีเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำรายได้สูงเป็นอันดับที่ห้าของโลกในฤดูกาล
2018–19 ด้วยมูลค่า 568.4 ล้านยูโร[4] ใน ค.ศ. 2019 ฟอบส์ รายงานว่าแมนเชส
เตอร์ซิตีเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ห้าของโลกด้วยมูลค่า 2.69 พันล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ[5] ซิตีฟุตบอลกรุ๊ปซึ่งเป็นเจ้าของสโมสร เป็นบริษัทโฮลดิ้งของ
บริเตนที่มีมูลค่าสูงถึง 3.73 พันล้านปอนด์ (4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน
พฤศจิกายน ค.ศ. 2019[6] หลังจากที่มีการขายหุ้นร้อยละ 10 ให้แก่บริษัทลงทุน
ซิลเวอร์เล้ก[7]
อาหารภาคเหนือ
ข้าวซอยไก่
ไปเที่ยวภาคเหนือเมื่อไหร่ เชื่อว่าเพื่อน ๆ ทุกคนต้องรีบตรงไปทานเมนูสุด
ขึ้นชื่อ อย่าง “ข้าวซอย” ร้านดัง ร้านอร่อยมีอยู่หลายร้าน แต่ถ้าเราไม่ได้ไปภาค
เหนือจริง จะหาทานข้าวซอยก็ลำบากอยู่ไม่น้อย ยิ่งร้านอร่อยถูกใจด้วยแล้ว หา
แทบไม่มีเลยค่ะ วันนี้ปูนแดงจะชวนทำ “ข้าวซอย” แบบไม่ยาก ทำทานเองได้ที่บ้าน
เป็นอาหารเที่ยงในวันหยุด สุดสุขใจ
วัตถุดิบ
1. น่องไก่ 3 น่องใหญ่
2. น้ำพริกข้าวซอย 100 กรัม
3. กะทิ 500 กรัม
4. เส้นข้าวซอยหรือเส้นหมี่ไข่อิสลาม 100 กรัม
5. น้ำมันพืช 3 ถ้วยตวง
6. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
7. เกลือ 2 ช้อนชา
8. น้ำตาลมะพร้าว 1.5 ช้อนโต๊ะ
9. พริกผัด 1 ช้อนโต๊ะ
10. น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
11. หอมแขกซอย
12. ผักกาดดองซอย
13. ต้นหอมผักชี
วิธีทำ
STEP 1: ปรุงน้ำข้าวซอย
- ตั้งหม้อหรือกระทะใบใหญ่ให้ร้อน ใส่กะทิลงไปเคี่ยวสักพัก ตามด้วยเครื่องแกง
จากนั้นเคี่ยวจนกะทิให้แตกมัน
- ใส่น่องไก่ลงไปผัดให้เข้ากับกะทิ แล้วเติมกะทิลงไปจนหมด เคี่ยวต่อให้ไก่เปื่ อย
สัก 30-40 นาที
STEP 2 : ลวกเส้น + ทอดเส้นข้าวซอย
- ลวกเส้นข้าวซอยให้นุ่มก่อนนำไปทอดค่ะ โดยเราจะนำไปลวกในน้ำเดือด โดยใช้
เวลาประมาณ 8 นาที
- โดยแบ่งเส้นข้าวซอยที่ลวกแล้วสัก 2 หยิบมือ ผึ่งให้แห้งแล้วนำลงทอดในน้ำมัน
ปาล์มเดือด ๆ สักพักให้กรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ค่ะ
STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
- ตักเส้นข้าวซอยลวกลงในชาม แล้วตักน้ำข้าวซอย พร้อมน่องไก่ราดลงไป
- ตกแต่งด้วยข้าวซอยทอดและต้นหอมผักชีซอย ทานพร้อมพริกผัด หอมแดง
ซอย และผักกาดดอง
ขนมจีนน้ำเ
งี้ยวซี่โครงหมู
ส่วนผสม
ดอกเงี้ยว 1 ถ้วยตวง (เลือกสีน้ำตาลอ่อน เพราะดอกอ่อน นุ่ม ถ้าซื้อแบบ
แห้งต้องแช่น้ำให้นิ่ม )
ถั่วเน่า ½ แผ่น (เอามาปิ้ ง แล้วตำๆ จนละเอียด)
พริกแกงน้ำเงี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศ เน้นสีแดง 5 ลูก
เลือดไก่ 1 ถ้วย
หมูสับ 1 ถ้วย
ซี่โครงหมู 1 ถ้วย
เส้นขนมจีน
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือไทย
น้ำซุป 750 มิลลิลิตร
วิธีทำ
1. ตั้งกะทะหรือหม้อใส่น้ำมันลงไปผัดกับพริกแกงให้หอม ใส่หมูสับลงไป
ผัดให้เข้ากัน
2. เติมน้ำซุปปล่อยให้เดือด แล้วใส่มะเขือเทศ ต้มให้มะเขือเทศนิ่ม ใส่
กระดูกหมู ปล่อยให้เดือด ใส่ดอกเงี้ยวที่แช่น้ำไว้บีบน้ำออกให้หมด
3. ใส่ในหม้อแกงต้องคอยตักฟองออก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา ถั่วเน่า
4. เมื่อได้รสชาติที่ต้องการให้เติมเลือดไก่ แล้วเคี่ยวต่อไปจนซี่โครงหมู
เนื้อนิ่ม
เสิร์ฟกับเส้นขนมจีนและผักต่างๆ ทั้งผักกาดจอหรือผักกาดดอง ถั่วงอก
กระเทียมเจียว
ผักชี ต้นหอม โรยหน้าด้วยแคบหมูก็ลำขนาด
แกงฮังเล
วัตถุดิบ
1.เนื้อสันคอหมูหั่นเต๋า 300 กรัม
2.เนื้อหมูสามชั้นหั่นเต๋า 200 กรัม
3.น้ำตาลทราย
4.น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
5.ขิงซอย 1/2 ถ้วย
6.กระเทียม 1/2 ถ้วย
7.ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
8.สับปะรด 2 ช้อนโต๊ะ
วัตถุดิบเครื่องแกง
1.พริกแห้ง 7 เม็ด
2.หอมแดง 3 หัว
3.กระเทียม 20 กลีบ
4.ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
5.ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
6.เกลือ 1 ช้อนชา
7.กะปิหยาบ ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทําแกงฮังเล
STEP 1 : ตำพริกแกง
นำพริกแห้ง ข่าซอย กระเทียม ตะไคร้ซอย หอมแดง และเกลือ โขลกรวมกันให้
ละเอียด หลังจากนั้นใส่กะปิหยาบลงไป โขลกให้ทุกอย่างเข้ากัน ตักขึ้นพักไว้
STEP 2 : หมักหมู
นำพริกแกงที่ขโลกไว้มาผสมกับสับปะรด เนื้อสันคอหมูหั่นเต๋า และเนื้อหมูสามชั้น
หั่นเต๋า คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักประมาณ 1 ชั่วโมง
STEP 3 : ปรุงแกงฮังเล
นำหมูที่หมักไว้มาตั้งไฟ ใส่น้ำเล็กน้อย ผัดต่อจนหมูเริ่มสุก คอยเติมน้ำเรื่อยๆ
เคี่ยวต่อจนหมูเปื่ อยได้ที่
ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก หลังจากนั้นใส่กระเทียม และขิงซอย คนให้ทุกอย่าง
เข้ากัน เคี่ยวต่ออีกสักครู่
สุดท้ายใส่ถั่วลิสงคั่ว ปล่อยให้เดือดต่ออีก 15 นาที ตักแกงฮังเลเสิร์ฟได้เลยจ้า!
หมูยอ
วัตถุดิบ
เนื้อหมู 1 กิโลกรัม
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยดำ 3 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งมันสำปะหลัง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำแข็ง 7-8 ก้อน
วิธีทำ
1. นำเนื้อหมูผสมกับน้ำปลา น้ำมันพืช น้ำตาลทราย และพริกไทยดำ ใส่ลงไปใน
เครื่องปั่ น
2. ตามด้วยผงฟู แป้งมันสำปะหลัง และน้ำแข็ง จากนั้นก็เปิดเครื่องปั่ นจนเนื้อหมู
เนียนละเอียด
3. เตรียมใบตองและเชือก สำหรับห่อหมูยอ วางใบตองซ่อนกันประมาณ 3 ชั้น
4. ตักส่วนผสมลงไปแล้วม้วนใบตองให้เป็นแนวยาว จากนั้นก็มัดด้วยเชือกให้
แน่น
5. ตั้งหม้อนึ่งจนน้ำเดือด ยำหมูยอลงไปนึ่ง ใช้เวลานึ่ง 30 นาที จนหมูยอสุก
6. เสร็จแล้วก็นำหมูยอขึ้นมา แกะใบตองออก แล้วนำมาทำอาหารหรือจัดเสิร์ฟได้
เลย ถ้าหากยังไม่รับประทานก็ยังไม่ต้องแกะใบตองออก
ลาบดิบ
ส่วนผสม
สำหรับ 2 ท่าน
เนื้อวัว และ เครื่องใน200 กรัม
เลือดดิบ1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้หั่น10 แว่น
หอมแดงหั่น2 หัว
ผักไผ่ สาระแน ผักชีฝรั่ง1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา1 ช้อนชา
ต้นหอม ผักชี1/2 ช้อนโต๊ะ
พริกลาบ2/3 ช้อนโต๊ะ
ดี (ถ้าเป็นหมูไม่ใส่)1 ช้อนชา
ผักสด (กระหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักกาดต้นเล็ก ฯลฯ )1 จาน
วิธีทำ
เวลาเตรียมส่วนผสม: 10 นาที
เวลาปรุงอาหาร: 5 นาที
1นำเนื้อกับเลือดมาสับให้ละเอียด
2หั่นเครื่องใน และนำไปลวกให้สุก
3นำตะไคร้ หอมแดง พริกลาบ น้ำปลา ดี (ถ้าเป็นหมูไม่ต้องใส่) เทใส่หม้อที่เตรียม
ไว้มาคนให้เข้ากัน
4เมื่อคนเครื่องปรุงเข้ากันแล้วนำเนื้อที่สับไว้มาคนให้เข้ากันอีกรอบ
5เสร็จแล้วนำเครื่องในที่ลวกแล้ว และผักที่เตรียมไว้ มาคนให้เข้ากันอีกรอบ
6ชิมรส ถ้าอยากได้ความขม ความเผ็ด ความเค็มเพิ่ ม สามารถปรุงรสตามใจชอบ
7เสร็จแล้วตักใส่จาน โรยด้วยต้นหอมผักชี เสริฟพร้อมผักสด ถือเป็นอันเสร็จ
ข้าวกั๊นจิ๊น
ส่วนผสม
1.ข้าวสารเจ้า 1 ลิตร
2.เนื้อหมูบด 200กรัม
3.เลือดหมู 1ถ้วย
4.น้ำตาลทราย 3ช้อนโต๊ะ
5.เกลือ 1ช้อนชา
6.กระเทียม 30กลีบ
7.น้ำมันพืช 1ถ้วย
1. คั้นเลือดกับใบตะไคร้ เพื่อดับคาวเลือด พักไว้
2. หุงข้าว สุกแล้วตักข้าวผึ่งไว้พออุ่น ใส่เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมันกระเทียมเจียว
3. ใส่หมูสับ ตามด้วยเลือดหมู
4. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
5. เตรียมใบตองฉีกกว้างขนาด 10 นิ้ว วางซ้อนกัน 4 ชั้น ใส่ส่วนผสมลงตรงกลางห่อ
6. จับปลายใบตองชิดกัน ม้วนพับใบตองลงให้แน่น พับหัวพับท้าย
7. มัดด้วยตอกให้แน่น (ตอก คือไม้ไผ่ที่จักบางๆ เพื่อใช้ใช้ในการสานเครื่องใช้หรือผูก
สิ่ ง ข อ ง ต่ า ง ๆ )
8. นึ่งในลังถึง ประมาณ 30 นาที
TOP 10 ประวัตินักบอลไทย
กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์
1
กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (ชื่อเล่น: ตอง เกิดวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2533) เป็นนักฟุตบอลชาวไทย
โดยเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ปัจจุบันเล่นให้แก่สโมสรฟุตบอลการท่าเรือในไทยลีก โดยเป็นการ
ยืมตัวจากโอฮา เลอเฟินในเบลเจียนเฟิสต์ดิวิชัน เอ และทีมชาติไทย
โดย กวินทร์ เป็นผู้เล่นชาวไทยคนแรกที่ได้เล่นในเบลเจียนเฟิสต์ดิวิชัน เอ เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.
2564 เป็นการพบกับ เซอร์เคิ่ล บรูช[1]
กวินทร์ ได้มาร่วมทีมกับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เมื่อปี พ.ศ. 2551 ซึ่งปีนั้น เมืองทอง ยูไนเต็ดได้
เลื่อนชั้นมาเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก กวินทร์สามารถแสดงทักษะจนได้เป็นแชมป์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์
ลีกครั้งแรกของสโมสร กวินทร์สามารถเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูได้ดีกับสโมสร ทำให้ได้เล่นเป็นผู้
รักษาประตูอย่างเต็มตัว
พ.ศ. 2556 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "กวิน" มาเป็น "กวินทร์" จากคำแนะนำของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ภาย
หลังจากประสบเคราะห์ได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง[2]
ในปี พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งจากเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ให้เป็นกัปตัน
ทีมชุดเอเชียนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินช็อน ประเทศเกาหลีใต้ [3] รวมถึงเป็นผู้ถือธงชาติไทยนำหน้า
คณะนักกีฬาไทยในพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ครั้งนั้น[4] และในปลายปีเดียวกัน เขาได้เป็นกัปตันทีมชุด
ใหญ่ที่คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 แทนที่อดุล หละโสะ ซึ่งบาดเจ็บที่หัวเข่า
ธนบูรณ์ เกษารัตน์
2
ในปี พ.ศ. 2559 ธนบูรณ์ได้จับมือเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัย
ยา ย้ายสโมสรมาเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง สารัช อยู่เย็น, ธีรศิลป์ แดงดา และ กวินทร์ ธรรม
สัจจานันท์ ในสโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ ธชตวัน ศรีปาน ด้วย
สัญญายืมตัว 1 ปี[1] และยังสามารถทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องจนสามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ไทยลีก
2559 และพาทีมชาติไทยชุดใหญ่คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ได้สำเร็จ
ในปี พ.ศ. 2560 ธนบูรณ์สร้างสถิติใหม่โดยการเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวที่แพงที่สุดในไทยลีก จากการย้าย
สังกัดจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปยัง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่จำนวน 50,000,000 บาท[2] ซึ่ง
ธนบูรณ์ยังคงรักษาฟอร์มได้ยังต่อเนื่อง จนกระทั่งเกมที่เชียงรายบุกไปชนะการท่าเรือ 2-1 ธนบูรณ์ถูก
ปะทะหนักในนาทีที่ 3 ทำให้ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน[3] ซึ่งผลการตรวจระบุว่า ธนบูรณ์
มีอาการเอ็นไขว้หน้า 2 เส้นและเอ็นด้านข้างขาด หมอนรองกระดูกฉีกขาด จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
หลังจากหายบวม ต้องพักยาวถึงครึ่งปี หมดสิทธิ์ช่วยต้นสังกัดและทีมชาติไทยตลอดปี พ.ศ. 2560[4]
ในปี พ.ศ. 2562 ธนบูรณ์ย้ายสังกัดจากทีมสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปทีม สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ
หรือ สิงห์เจ้าท่า ภายใต้การบริหารทีมของ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ โดยมีการเปิดเผยค่าตัวอยู่ที่
ประมาณ 20 ล้านบาท[5]
ทริสตอง สมชาย โด
3
ทริสตอง โด สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติได้ถึง 3 ชาติ คือทีมชาติฝรั่งเศส, ทีมชาติเวียดนาม และทีม
ชาติไทย ในที่สุดทริสตองก็เลือกเล่นให้กับทีมชาติไทย โดยติดทีมชาติจากทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ภายใต้
การคุมทีมของโชคทวี พรหมรัตน์ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยในการ
แข่งขันซีเกมส์ 2015 ทริสตองที่เล่นในตำแหน่งแบ็คขวา สามารถขึ้นมายิงได้ 2 ประตูในนัดที่แข่งกับทีม
ชาติบรูไนและทีมชาติเวียดนาม โดยเขามีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์คว้าเหรียญทองไป
ครองได้สำเร็จ
เดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ทริสตอง โด ถูกเรียกตัวให้ลงเล่นทีมชาติไทยชุดใหญ่เป็นครั้งแรก โดยเขา
ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติไทยชุดใหญ่นัดแรกในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่
3 กันยายน พ.ศ. 2558 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยสามารถพาทีมชาติไทยชนะไป 2–0 ก่อนจะได้ลงเล่น
ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 กลุ่ม เอฟ โดยเริ่มนัดแรกในการแข่งขันกับทีม
ชาติอิรัก จบเกมเสมอกันที่ 2–2 แบ่งแต้มกันไปทีมละ 1 คะแนน
ธีราทร บุญมาทัน
4
ฤดูกาล 2561
ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561 เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือกรอบสอง ธีราทรทำหนึ่งประตูช่วย
ให้ เมืองทอง เปิดสนามศุภชลาศัย เอาชนะ ยะโฮร์ดารุลตาซิม สโมสรจากมาเลเซีย ไปได้ 5–2 ผ่านเข้าสู่
รอบเพลย์ออฟได้สำเร็จ[30] หลังจากนั้น ธีราทรก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับวิสเซล โคเบะ ในเจลีก ดิวิชัน 1
แบบยืมตัว
วิสเซล โคเบะ
ธีราทร ถูกยืมตัวไปเล่นในเจลีกของประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลกับสโมสรวิสเซล โคเบะใน
ฤดูกาล 2561 ซึ่งทำให้ธีราทรมีโอกาสได้เล่นกับนักฟุตบอลระดับโลกอย่างเช่น ลูคัส โพดอลสกี และอัน
เดรส อินิเอสตา[31]
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส บรรลุข้อตกลงในการยืมตัว ธีราทร บุญมาทัน
จากเมืองทอง ยูไนเต็ด มาเล่นในเจลีก ฤดูกาล 2562[32] ต่อมาในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562 ธีราทร
ลงเล่นตัวจริงในลีกนัดแรกให้สโมสร ในนัดที่ โยโกฮามะ เปิดบ้านตามตีเสมอแชมป์เก่า คาวาซากิ ฟ
รอนตาเล 2–2[33] ต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ธีราทรมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของเจลีก
ประจำสัปดาห์ที่ 20 หลังจากที่เจ้าตัวมีส่วนช่วยให้ โยโกฮามะ บุกไปเอาชนะ วิสเซล โคเบะ ต้นสังกัดเก่า
ของเขา 2–0[34] ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ธีราทรทำประตูแรกในลีกและในนามสโมสร
ช่วยให้ โยโกฮามะ เปิดบ้านเอาชนะ กัมบะ โอซากะ ไปได้ 3–1[35] ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562
ธีราทรทำประตูที่ 2 ในเจลีก ช่วยให้ โยโกฮามะ เปิดบ้านเอาชนะ ซานเฟรซ ฮิโรชิมะ 3–0[36] และในวันที่
7 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นัดปิดฤดูกาลเจลีก ธีราทรยิง 1 ประตู และทำ 1 แอสซิสต์ ช่วยให้ โยโกฮามะ
เปิดบ้านเอาชนะ เอ็ฟซี โตเกียว ไปได้ 3–0 ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นชาวไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจ
ลีก[37]
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ธีราทร ได้เซ็นสัญญาถาวร 3 ปีกับโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส เป็นที่
เรียบร้อย หลังจากที่เจ้าตัวได้เล่นให้กับสโมสรด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาลเต็ม[38]
กลับสู่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ธีราทรได้แยกทางกับโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส และย้ายกลับสู่บุรีรัมย์
ยูไนเต็ดอีกครั้งหนึ่ง โดยเขาจะได้ลงเล่นให้แก่สโมสรในเลกที่สองของไทยลีก ฤดูกาล 2564–65[39]
ชนาธิป สรงกระสินธ์
5
ชนาธิป สรงกระสินธ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2536 ที่ตลาดสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม[1] เป็นบุตรชายของนายก้องภพและนางพรสวรรค์ สรงกระสินธ์[2] โดยบิดาเป็นผู้สอนให้เล่น
ฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบ และเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในขณะศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่
4 ที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนเพ็ญ
สมิทธ์ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
หลังจบชั้นประถมศึกษา ชนาธิปกลับไปจังหวัดนครปฐมเพื่อศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่
โรงเรียนสามพรานวิทยา ในช่วงนี้เขาได้เล่นฟุตบอลเดินสายกับทีม ซีแอล ไฮสปีด ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลเดิน
สายชื่อดังในจังหวัดนครปฐม ร่วมกับรัชพล นาวันโน ที่ภายหลังกลายเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยอีกคน
หนึ่ง
หลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชนาธิปได้ศึกษาต่อในสาขาวิชาการตลาดที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชย์
การราชดำเนิน และเล่นฟุตบอลในระดับนักเรียนให้กับสถาบันไปด้วย โดยช่วยให้พาณิชย์การราชดำเนิน
คว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษารุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ได้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554
ในอดีต ชนาธิป เคยศึกษาอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 เขาได้
ทำเรื่องย้ายคณะและไปศึกษาต่อที่ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรับราชการตำรวจ
โดยเข้ารับการฝึกอบรมที่ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร ภาค7
สารัช อยู่เย็น
6
สารัช อยู่เย็น (ชื่อเล่น: ตังค์) เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ที่จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มเข้า
เรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลเจริญพงษ์ สมุทรปราการ ก่อนที่จะย้ายเข้าไปเรียนที่โรงเรียนอัส
สัมชัญสมุทรปราการในระดับชั้นประถมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่
โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา และศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สารัชเริ่มเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 7 ปี โดยเล่นเพื่อความสนุกสนานกับพ่อและเพื่อน ๆ และได้ตามไป
ดูพ่อเล่นฟุตบอลบ่อยครั้งจนทำให้เขาเริ่มลงสนามฝึกซ้อมอย่างจริงจังตอนอายุ 10 ปี ขณะเรียนอยู่
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ โดยมีมาสเซอร์ นฤพล มาฬมงคล เป็นผู้
ฝึกสอนคนแรก ส้นทางฟุตบอลอาชีพของเขานั้นเริ่มต้นขึ้นขณะที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงใกล้
ที่จะเรียนจะจบได้มีโอกาสเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของเมืองทอง ยูไนเต็ด เงินเดือนที่ได้รับครั้งแรก
กับอาชีพนักฟุตบอลคือ 15,000 บาท ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่เขาเป็นเด็กเยาวชนของสโมสรเมืองทอง
นั้นได้ถูกคาดหวังจากทางผู้ฝึกสอนว่าจะได้เป็นกำลังหลักของสโมสรเมืองทองในภายภาคหน้าด้วย
เหตุผลนี้ทำให้ทางเมืองทอง ยูไนเต็ด ส่งตัวเขาไปเก็บประสบการณ์กับทีมต่าง ๆ อาทิเช่น ภูเก็ต และ
นครราชสีมา ในที่สุดเขาก็กลับมาเป็นตัวหลักให้เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อย่างดีเยี่ยม
ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ในเกมไทยลีก ฤดูกาล 2560 พบกับสุโขทัย สารัชได้รับอาการบาด
เจ็บที่ข้อเท้า ซึ่งกระดูกด้านนอกหัก ทำให้ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 8 เดือน[1] ต่อมาในฤดูกาล 2561
สารัชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันของสโมสร แทนที่ธีรศิลป์ แดงดา ที่ย้ายไปเล่นให้กับซานเฟรชเช
ฮิโรชิมะ แบบยืมตัว[2] ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 สารัชได้ลงเล่นให้กับสโมสรครบ 100
นัดในนัดที่เมืองทองเปิดบ้านพ่ายแพ้ต่อพีที ประจวบ 1–2[3]
นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม
7
นฤบดินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา[1] จบการศึกษาระดับชั้นมัธยม จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพฯ
ปัจจุบันกำลังศึกษาในสาขาวิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต[2]
นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นแบบให้กับ นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ภายใต้แนวคิด "หนุ่มน่าถอด 2030" และมีน้องสาว 1 คน คือ น้ำตาล (ทิพนารี วีรวัฒโน
ดม)ฤดูกาล 2561[
ในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 นฤบดินทร์ทำประตูแรกในไทยลีก ฤดูกาล 2561 ช่วยให้บุรีรัมย์
เปิดบ้านแซงเอาชนะอุบล ยูไนเต็ด ไปได้ 2–1[8]
ฤดูกาล 2562
ก่อนเปิดฤดูกาล 2562 นฤบดินทร์ได้เปลี่ยนหมายเลขเสื้อจาก 13 ไปเป็น 15 ต่อมาในวันที่ 17
สิงหาคม พ.ศ. 2562 นฤบดินทร์ทำประตูแรกในลีก ช่วยให้บุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะราชบุรี มิตรผล
ไปได้ 6–0[9]
ฤดูกาล 2563–64
ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นฤบดินทร์ทำประตูแรกในไทยลีก ฤดูกาล 2563–64 ช่วยให้
บุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะชลบุรีไปได้ 4–0[10] ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน การแข่งขันช้าง เอฟเอ
คัพ รอบ 64 ทีมสุดท้าย เขาทำหนึ่งประตูช่วยให้บุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะสมุทรสงครามไปอย่าง
ขาดลอย 9–0 ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ[11] และในวันที่ 31 ตุลาคม เขาทำประตูที่ 6
ในลีก ช่วยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะเมืองทอง ยูไนเต็ดไปได้ 2–0
ฤดูกาล 2564–65
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564 นฤบดินทร์ทำประตูแรกในไทยลีก ฤดูกาล 2564–65 ช่วยให้ทีมเปิด
บ้านเอาชนะเมืองทอง ยูไนเต็ดไปได้ 2–0[12]
สุภโชค สารชาติ
8
สุภโชค สารชาติ (ชื่อเล่น เช็ค; 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 —) เป็นนักฟุตบอลชาวไทย ปัจจุบันเล่น
ตำแหน่งกองกลางให้กับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในไทยลีก
สุภโชค มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อว่า ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่เล่นตำแหน่งกองหน้าให้กับ
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด[1] สุภโชคใช้นามสกุลของมารดา ในขณะที่ศุภณัฏฐ์ใช้นามสกุลของบิดาฤดูกาล
2564–65
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564 สุภโชคทำประตูแรกในไทยลีก ฤดูกาล 2564–65 ช่วยให้บุรีรัมย์เปิดบ้าน
แซงเอาชนะโปลิศ เทโรในเกมลีกนัดที่สองไปได้ 3–1 ประตูนี้ยังถือเป็นประตูแรกของบุรีรัมย์ในฤดูกาล
นี้[46] ต่อมาในวันที่ 10 ตุลาคม เขาทำประตูที่สองในลีก ช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะการท่าเรือที่แพตสเต
เดียม 2–0[47] ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565 เขาทำประตูที่ 3 ในลีก โดยเป็นประตูชัยในช่วง
ท้ายเกม ช่วยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะทรูแบงค็อก ยูไนเต็ดไปได้ 1–0
ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร
9
ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร (ชื่อเล่น กัน เกิด 8 มกราคม พ.ศ. 2543) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวไทย
ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกให้กับเลสเตอร์ซิตี[2] ในพรีเมียร์ลีก และทีมชาติไทย ธน
วัฒน์เล่นให้กับทีมท้องถิ่นของ Neunkirch เป็นเวลาเจ็ดปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับน็องซี เมื่ออายุ
13 ปี
เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2563 ธนวัฒน์เซ็นสัญญากับเลสเตอร์ซิตีแบบไร้ค่าตัว และลงเล่นให้กับ
ทีมเยาวชนของสโมสร[3] ลงเล่นให้กับทีมครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก 2 เกมที่พบกับแบล็กเบิร์นโร
เวอส์ เมื่อ 29 กันยายน พ.ศ. 2564 และมีชื่อเป็นตัวสำรองให้กับทีมชุดใหญ่ในเกมที่พบกับแมน
เชสเตอร์ซิตี เมื่อ 3 เมษายน พ.ศ. 2564 อากิระ นิชิโนะ กุนซือ ฟุตบอลทีมชาติไทย ได้เรียกตัวติด
ทีมชาติไทยชุดใหญ่เพื่อไปแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ธนวัฒน์มีชื่อติดทีมฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีในการ
แข่งขันฟุตบอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี 2022 รอบคัดเลือกที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งเขา
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันของทีมชาติชุดนี้ด้วย
ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
10
นักเตะชื่อดังของไทยคนนี้มีชื่อว่า ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มีชื่อเล่นว่า เจ้านิว เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นหู
กับนามสกุล พ่วงจันทร์ เจ้านิว คือลูกชายของ ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ อดีตกองหลังทีมชาติไทยที่เคย
คว้าแชมป์ซีเกมส์ ได้เมื่อปี 1993 หลังจากนั้น 22 ปี เจ้านิว ก็ตามรอยพ่อ เป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญพา
ทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ได้เหมือนกันในปี 2015 ด้วยใจที่เป็นนักฟุตบอลคุณพ่อไพโรจน์ จึง
เลือกส่งเจ้านิว เข้าโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งได้อยู่ในรุ่นเดียวกับ 2 แข้ง
ทีมชาติไทยชื่อดัง เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ บาส พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา พอขึ้นชั้น ม.1 เจ้านิว ก็ได้
ย้ายออกไปอยู่โรงเรียนสตรีวิทยา 2
ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย สโมรสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้เข้าไปเปิดอะคาเดมี่ที่
โรงเรียนสตรีวิทยา 2 พอดี จึงทำเจ้านิว ก็เลยได้มีโอกาศซ้อมกับทีมเยาวชนของ เอสซีจี เมืองทอง
ยูไนเต็ด และพัฒนามาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ได้ในปี 2012 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทำ
สถิติไร้พ่ายเป็นครั้งแรกของสโมสรในประเทศไทย โดยเจ้านิว ได้ติดทีมชาติไทยครั้งแรกตั้งแต่รุ่น
U12 แต่ตอนนั้นยังไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่ ก่อนจะย้ายมารุ่น U19 เมื่อปี 2011 (อายุ 18 ปี) ซึ่งเป็นยุคที่
ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จัก มีชื่อติดอยู่ในทุกหน้าสื่อ ซึ่งในเกมที่พบกับทีมชาติเกาหลีใต้ ในศึกชิงแชมป์
เอเชีย รอบคัดเลือก และเป็นชื่อ ฐิติพันธ์ ที่ซัดไกลกว่า 30 หลา ลูกพุ่งตรงเข้าไปก้นตาข่าย ใส่สกอร์
ให้ทีมชาติไทยเฉือนชนะทีมพลังโสมไปได้ 1-0 จึงเป็นการแจ้งเกิดทำให้คนไทยหลายคนรู้จักคนนี้มาก
ขึ้น และเป็นมิดฟิลด์ตัวเก่งคนเดิมที่ยิงเกาหลีใต้ได้อีกครั้ง แต่ไม่สามารถคว้าชัยได้ เป็นทีมโสมล้าง
ตาเอาชนะไป 2-1
อาหารภาคอีสาน
ส่วนผสม คอหมูย่าง
คอหมู 1,000 กรัม
พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมไทย 1 หัว
น้ำตาลปี๊ บ 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 ช้อน
โต๊ะ
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว
น้ำตาลปี๊ บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลาแท้ 2 ช้อนโต๊ะ
พริกป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
ข้าวคั่ว 1 ช้อนชา
หอมแดง
ต้นหอม
ส่วนผสม เนื้อย่าง เสือร้องไห้
เนื้อวัวติดมัน ( เสือร้องไห้) 500 กรัม
กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1/2 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
ส่วนผสม น้ำจิ้มแจ่ว
พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1.5 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
ข้าวคั่ว 2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
พริกขี้หนู 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่ง 1 ช้อนโต๊ะ