The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สิรามน ปานสีเมฆ, 2020-11-25 12:39:55

The glorious art of Ligor city

The glorious art of Ligor city

LIVE TO LEARN TO LIVE

1

บทท่ี 1

บทนำ

ทมี่ าและความสำคญั

ศิลปะการแสดงพื้นบ้านหรือการละเล่นพื้นบ้านเป็นเครื่องนันทนาการของชาวบ้านในท้องถิ่น มี
ลักษณะตามพื้นฐานการดํารงชีวิต ความคิด และการแสดงออกที่ต้องการความสนุกสนานรื่นเริง ภายในกลุ่ม
ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เป็นการละเล่นที่เรียบง่ายตามแบบวิถีการดํารงชีวิตและมีบทบาทที่ สําคัญต่อท้องถ่ิน
ซึ่งชาวบ้านเป็นผู้สืบทอดและปรับเปลี่ยนพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพสังคม ที่ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
อาจกล่าวได้ว่าศิลปะการแสดงพื้นบ้านเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น เป็น มรดกร่วมของชาวบ้านในแต่ละท้องถ่ิน
มีลักษณะการสืบทอดต่อ ๆ กันมาไม่ปรากฏผู้เป็นต้นคิด เป็น การแสดงออกที่สัมพันธ์กับสภาพของท้องถิ่น มี
ลักษณะเรียบง่าย ตรงไปตรงมาตามวิถีการดําเนินชีวิต ของชาวบ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์
ประจาํ ทอ้ งถิ่น แต่ในความเปน็ ธรรมชาติของ ศิลปะการแสดงพนื้ บา้ นย่อมเกิดการประสมประสานปรุงแต่งหรือ
ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีกลุ่มชน ต่างกลุ่ม ต่างชาติพันธุ์ ต่างศาสนา ต่าง
วัฒนธรรมเมือ่ อาศยั อยู่ ร่วมกันก่อใหเ้ กดิ การประสมประสานทางศลิ ปวฒั นธรรม

การแสดงพ้นื บ้าน เปน็ มรดกทางวัฒนธรรมอนั ล้ำค่า ทบี่ รรพบุรุษไทยไดส้ ั่งสม สร้างสรรค์ และสืบ
ทอดไว้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้เรียนรู้และรักในคุณค่าในศิลปะไทยในแขนงนี้ เกิด
ความภาคภูมใิ จในความเปน็ ไทย และพร้อมท่จี ะช่วยสืบทอด จรรโลง และธำรงไว้เป็นสมบตั ิของชาตสิ บื ไป

การแสดงพน้ื บ้าน เป็นการแสดงเพ่ือก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และความบนั เทงิ ในรปู แบบ
ต่างๆ ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ สังคม วัฒนธรรม แต่ละท้องถิ่น ดังนั้นการแบ่ง
ประเภทของการแสดงพื้นเมอื งของไทย โดยทว่ั ไปจะแบ่งตามสว่ นภูมิภาค ดังนี้

๑.การแสดงพื้นบ้านของภาคเหนือ จากสภาพภูมิประเทศที่อุดมไปด้วยป่า มีทรัพยากร
มากมาย มอี ากาศหนาวเย็น ประชากรมีอปุ นิสัยเยือกเย็น น่มุ นวล งดงาม รวมทง้ั กริ ิยา การพดู จา มีสำเนยี งน่า
ฟัง จึงมีอิทธิพลทำให้เพลงดนตรีและการแสดง มีท่วงทำนองช้า เนิบนาบ นุ่มนวล ตามไปด้วย การแสดงของ
ภาคเหนือเรยี กว่า ฟอ้ น เช่น ฟอ้ นเล็บ ฟ้อนเทยี น ฟอ้ นเงีย้ ว ฟอ้ นสาวไหม เปน็ ตน้

๒.การแสดงพื้นบ้านของภาคกลาง โดยธรรมชาติภูมิประเทศเป็นที่ราบ เหมาะสำหรับอาชีพ
ทำนา ทำไร่ ทำสวน และเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม การแสดงจึงออกมาในรูปแบบของขนบธรรมเนียม
ประเพณี และการประกอบอาชีพ เช่น เต้นกำรำเคียว เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลิเก ลำ
ตัด กลองยาว เถดิ เทิง เปน็ ต้น

2

๓.การแสดงพื้นบ้านของอีสาน ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของภาคอีสานเป็นที่ราบสูง มีแหล่งน้ำ
จากแม่น้ำโขง แบ่งตามลักษณะของสภาพความเป็นอยู่ ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่ างกัน
ประชาชนมีความเชื่อในทางไสยศาสตร์มีพิธีกรรมบูชาภูติ ผี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การแสดงจึงเกี่ยวข้องกับ
ชีวิตประจำวัน และสะท้อนให้เห็นถึงการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี การแสดงของภาค
อสี านเรยี กวา่ เซิ้ง เป็นการแสดงทคี่ ่อนขา้ งเรว็ กระฉบั กระเฉง สนุกสนาน เช่น เซงิ้ กระติบข้าว เซิง้ โปงลาง เซิ้ง
กระหยัง เซิ้งสวิง เซิ้งดึงครกดึงสาก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ฟ้อนที่เป็นการแสดงคล้ายกบั ภาคเหนือ เช่น ฟ้อน
ภูไท (ผู้ไท) เป็นตน้

๔.การแสดงพื้นบ้านของใต้ โดยทั่วไปภาคใต้มีอาณาเขตติดกับทะเล และประเทศมาเลเซีย
ประชากรจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน ประชากรมีอุปนิสัยรักพวก
พ้อง รักถิ่นที่อยู่อาศัย และศิลปวัฒนธรรมของตนเอง จึงมีความพยายามที่จะช่วยกันอนุรักษ์ไว้จนสืบมาจนถึง
ทกุ วนั นี้ การแสดงของภาคใตม้ ีลีลาทา่ รำคล้ายกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมากกว่าการฟ้อนรำ ซึ่งจะออกมา
ในลักษณะกระตุ้นอารมณ์ใหม้ ีชวี ิตชีวาและสนุกสนาน เช่น โนรา หนงั ตะลงุ รองเง็ง ตารีกีปัส เป็นต้น

ประเภทของการแสดงพน้ื บ้าน

1.การแสดงในเชิงร้องและขบั ลำ

การร้องและขับลำ เปน็ การใชภ้ าษาเชงิ ปฏิภาณไหวพรบิ อยา่ งฉับไว แมบ้ างสว่ นบางตอนจะใช้บทท่ที อ่ ง
ไวแ้ ล้วกต็ าม แต่อาจนำเอามาปรงุ ถอ้ ยคำใหมไ่ ด้ นบั เปน็ การแสดงที่เนน้ เฉพาะการขบั ร้อง อาศยั ถ้อยคำ
ทำนอง และสำเนียงตลอดจนภาษาถน่ิ เช่นตวั อย่าง ดังน้ี

1.ภาคกลาง เชน่ ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอแี ซว เพลงพวงมาลัย เพลงเรือ เพลงเหยอ่ ย เพลงชา้ เจ้าหงส์
เพลงเก่ียวข้าว เพลงสงฟาง เพลงชกั กระดาน เพลงสงคำลำพวน และเพลงพานฟาง เปน็ ต้น

2.ภาคเหนอื เชน่ ซออสู้ าว เปน็ ตน้

3.ภาคอีสาน เชน่ กลอนลำ การสู่ขวญั การพดู ผญา เป็นตน้

4.ภาคใต้ เชน่ เพลงบอก เปน็ ตน้

2.การแสดงในเชิงเรอ่ื งราว

การแสดงในเชงิ เรือ่ งราวรวมท้ังการแสดงขบั รอ้ งขับลำทีข่ ยายออกไปเป็นเร่ืองราว จนถงึ การแสดงแบบละคร
ซึ่งมีการแสดง เช่น ฟอ้ นรำ ออกท่าทาง และจดั ตวั แสดงอย่างละคร มีดนตรีประกอบบ้าง ลักษณะการแสดง
อาจจะใชเ้ ร่ืองราวจากนทิ าน นยิ ายหรือวรรณกรรมตอนใดตอนหนึ่ง เชน่ ตวั อยา่ ง ดังนี้

1.ภาคกลาง เชน่ การแหลอ่ อกตัว เสภารำ สวดคฤหัสถ์ ลเิ ก ละครชาตรี เป็นตน้

3

2.ภาคเหนอื เชน่ การแสดงเรอื่ งน้อยไจยา เป็นตน้

3.ภาคอีสาน เช่น หมอลำกลอน หมอลำหมู่ เป็นตน้

4.ภาคใต้ เช่น โนรา ลเิ กป่า เป็นต้น

3.การแสดงในเชงิ ขบวนแห่

การแสดงในเชิงจดั ขบวน มขี ึ้นเพอ่ื แสดงความครกึ ครื้นสนกุ สนานในการเดนิ ทางเคลือ่ นทจี่ ากท่ีหนง่ึ ไปอีกท่ี
หนง่ึ จดั เปน็ ขบวนแห่ซ่งึ มกี ารรอ้ งรำทำเพลงและฟ้อนรำเขา้ ขบวนไปดว้ ยกนั เปน็ การแสดงทม่ี ีอย่ทู กุ ภาค เช่น
ตวั อย่าง ดงั นี้

1.ภาคกลาง เชน่ การรำกลองยาว แตรวง กระต้วั แทงเสือ เป็นต้น

2.ภาคเหนือ เชน่ ขบวนฟอ้ น กลองสะบดั ไชย เปน็ ตน้

3.ภาคอีสาน เชน่ การเซ้งิ เข้าขบวนบงั้ ไฟ ขบวนปราสาทผ้ึง ขบวนแห่เทียนเขา้ พรรษา เปน็ ตน้

4.ภาคใต้ เช่น แห่หมรับ การส่งตายาย เปน็ ตน้

คุณค่าของการแสดงพืน้ บา้ น

การแสดงพื้นบ้านของไทย เป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีอารยธรรมและความเจริญงอกงามของคนในชาติ ซ่ึง
สามารถจำแนกคุณค่าของการแสดงพ้ืนบา้ นเปน็ ด้านตา่ งๆ ดงั น้ี

๑. คุณค่าด้านความบันเทิง ความเจริญเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการแสดงทุกประเภท เพราะการแสดง
พื้นบ้านทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินทั้งจากลีลาท่าทางของผู้แสดง ความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่ง
กาย ความงามสวยงามของฉาก

๒. คุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรม การแสดงพื้นบ้านเป็นศูนย์รวมของงามศิลป์หลากหลายสาขา เช่น ดุริ
ยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วรรณศลิ ป์ มัณฑนศลิ ป์ วิจิตรศลิ ป์ และขนบธรรมเนยี มประเพณอี นั งดงามของท้องถิน่

๓. คุณค่าด้านจริยธรรม เนื้อเรื่องของการแสดงส่วนใหญ่จะสะท้อน คติธรรมค่านิยมทางพุทธศาสนา
การทำดีไดด้ ี ทำชว่ั ไดช้ ัว่ เสรมิ สร้างคณุ ธรรม และจริยธรรม

๔. คุณค่าด้านความคิด การแสดง และการละเล่นพื้นบ้านหลายประเภท เป็นการแสดงความสามารถ
ด้านคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการ สอดแทรกคตสิ อนใจ และแนวคิดทีเ่ ป็นประโยชน์

4

๕. คุณค่าด้านการศึกษา การแสดงพื้นบ้านของภาคต่างๆ ก่อให้ประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า ทั้งใน
ด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อของผู้คนใน
แตล่ ะทอ้ งถ่นิ

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการแสดงพื้นบ้านของท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภาคใน
ประเทศไทย เพือ่ เป็นหลักฐานในการอนรุ ักษ์ และสบื ทอดการแสดงพ้ืนบ้านของไทยไวเ้ ป็นมรดกประจำท้องถ่ิน
และประจำชาติสืบไป นอกจากนี้ได้มีการดัดแปลง และสร้างสรรค์การแสดงพื้นบ้านขึ้นมาใหม่เพื่อให้มีความ
เหมาะสม ทัง้ ลีลาท่ารำ และการแตง่ กายเพ่อื ใหส้ วยงามและสอดคลอ้ งกบั ยุคสมัย ซ่ึงได้แสดงใหเ้ หน็ ต่อไป

เนื่องจากคณะผูจ้ ัดทำอาศยั อยู่ในจังหวดั นครศรีธรรมราชซึ่งเปน็ จังหวดั ในทางภาคใต้ซึ่งคณะผู้จัดทำมี
ความถนัดและมีความสนใจเกี่ยวกับการแสดงพื้นบ้านภาคใตท้ ้ังยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแสดงพื้นบ้าน
ของภาคใต้อีกทั้งการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้มีเอกลักษณ์และจุดเด่นเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การ
ขับร้อง เครื่องดนตรี วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับการแสดงพื้นบ้านภาคใต้และปัจจุบันการแสดง
ศิลปวัฒนธรรมไทยในรูปแบบต่างๆถูก เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม หน่วยงานต่างๆรวมถึงมหาวิทยาลัย ราช
ภัฏภูเก็ต จึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ เผยแพร่ สืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาท้องถิน่ เพื่อ เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มในเอกลักษณ์ไทย ยุทธศาสตรม์ หาวิทยาลัย จึงมี
การกําหนดแนวทางการดําเนินงาน จัดทําโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมแก่ บุคคลากร นักศึกษา ประชาชนใน
ชุมชนุ เพอ่ื สรา้ งการตระหนักรู้ จิตสาํ นกึ ที่ดี จติ สาธารณะ ความภาคภูมใิ จและผูกพันกบั ภูมิปัญญาท้องถิ่นและ
ค่านยิ มในเอกลกั ษณ์ไทย

คณะผู้จัดทำจึงไดค้ ัดเลือกการแสดงพื้นบา้ นภาคใต้ที่ชื่นชอบและสนใจมาทั้งหมดม 3 การแสดง ได้แก่
การแสดงมโนราห์ การแสดงหนงั ตะลุงและการแสดงเพลงบอก และเพื่อใหไ้ ดข้ ้อมูลโดยตรงคณะผู้จัดทำจึงได้มี
การลงพนื้ ทีแ่ ละเข้าไปสมั ภาษณ์บคุ คลที่ชำนาญในด้านการแสดงของแต่ละการแสดงเพ่ือศึกษาข้อแตกต่างและ
จดุ เด่นของการแสดงแตล่ ะการแสดง

วตั ถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา

1) เพื่อทราบเกี่ยวกับการแต่งกาย การขับร้อง เครื่องดนตรี วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับการ
แสดงการแสดงมโนราห์ หนงั ตะลุงและเพลงบอก

2) เพ่ือศกึ ษาจดุ เดน่ ของการแสดงมโนห์รา การแสดงหนงั ตะลงุ และการแสดงเพลงบอก
3) เพ่ือศึกษาขอ้ แตกต่างของการแสดงมโนหร์ า การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอก

5

ขอบเขตของการศึกษาการคน้ คว้า

การทำโครงงานวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (The glorious art of ligor city)
โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ มโนราห์กุ้ง พงศธร , เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง และ หนังวิจิตร โรจน
เมธากุล

ตวั แปรทศ่ี กึ ษา

ตัวแปรต้น : การแต่งกาย การขับรอ้ ง เครอ่ื งดนตรี วถิ ชี ีวิต รวมถงึ ความเชอ่ื ต่างๆเกยี่ วกับการแสดง

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

1) มโนห์รา (Manohra) หมายถึง ศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ มีแม่บทท่ารำอย่าง
เดยี วกบั ละครชาตรี บ้างก็เรียกว่า โนรา หรือ อาจจะเขียนเป็น มโนห์รา

2) เพลงบอก (Folk song) หมายถึง การแสดงชนิดหนึ่งของไทย เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวปักษ์
ใต้บริเวณจังหวัดภาคใต้ตอนบนและตอนล่าง อันได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง
พัทลุง และสงขลา นิยมเล่นในวันตรุษสงกรานต์ เป็นการบอกข่าวของชาวบ้านทุกละแวกให้ทราบว่า
ใกล้ถึงปีใหม่แล้ว หรือเป็นการบอกเล่าเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ เช่นบอกข่าวเชิญไปทำบุญตาม
เหตกุ ารณ์ ต่าง ๆ เรยี กไดว้ า่ เพลงบอกเป็นความเชอื่ ทางวัฒนธรรมทางจติ ใจอยา่ งหน่ึงของชาวใตซ้ ึ่งคู่
กับชาวบ้านมานานตง้ั แต่โบราณ และสืบทอดมาจนถงึ ปจั จุบนั

3) หนังตะลุง (Shadow plays) หมายถึง คณะมหรสพที่นำตัวหนังซึ่งตัดและแกะจากหนังสัตว์ มาเป็น
รูปตัวละครต่างๆตามท้องเรื่องที่จะแสดงมาเชิดบนจอด้านใน โดยใช้แสงสว่างให้เกิดเงาบนจอหนัง
หนังตะลุงอีกชนิดหนึ่งคือหนังประโมทัย ในภาคอีสานนั้น ได้รับแบบอย่างมาจากหนังตะลุงภาคใต้
โดยนิยมแสดงเรือ่ งรามเกียรตเิ์ ปน็ หลกั

4) เทริด หมายถึง เครื่องสวมศีรษะของโนรา ซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์และเชื่อว่าเป็นที่สถิตของครูโนรา มี
ลักษณะเป็นเทริดทรงสูง ส่วนโครงรอบ สานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดกว้างประมาณ ๕ นิ้ว ความสูงถึงยอด
ประมาณ ๑๕ นิ้ว ส่วนเพดานทำด้วยไม้ทองหลาง ยอดและหูทำด้วยไม้รักหรือไม้ยอ ซึ่งเหตุที่ใช้ไม้ทั้ง
๓ ชนิดมาทำส่วนตา่ งๆ ของเทรดิ ก็เพราะ “ เพื่อเป็นการเอาเคล็ดจากช่ือไม้ คือคำว่า ทอง หมายถึงไม้
ทองหลาง คำว่า รัก หมายถึงไม้รัก คำว่า ยอ หมายถึงไม้ยอ ” ซึ่งในทางไสยศาสตร์เช่ือว่าไม้ดังกล่าว
จะทำให้ผู้ที่สวมใส่มีความเป็นสิริมงคล มีเสน่ห์ในทางเมตตามหานิยม บนเพดานเทริด แกะหนังเป็น
ตัว “กนก” ตดิ โดยรอบลดหลน่ั กนั เปน็ ๓ ชนั้ ตกแตง่ ประดบั ลายในสว่ นต่างๆ ลงรกั ปดิ ทองหรอื ทาน้ำ
ทอง ปัจจบุ ันนิยมใช้สีอะครลิ คิ ทาแทนการปิดทองคำเปลว ประดับแววดว้ ยกระจกหรือเพชร ตวั เทริด
กับเทรดิ สามารถถอดออกจากกันได้

6

5) การแสดงพื้นบ้าน หมายถึง การละเล่นรื่นเริงหรือมหรสพซึ่งจัดแสดงเพื่อความสําเริงอารมณ์ ของผู้
เล่นแตเ่ นน้ ทผ่ี ้ชู มเป็นสาํ คญั มีผู้แสดงหรือคณะผแู้ สดงเปน็ ฝ่าย ใหค้ วามบันเทงิ หรืออาจร่วมกันท้ังสอง
ฝ่าย การละเล่นพ้ืนเมืองแต่ ละอย่างมีรูปแบบการแสดงและมีการสืบทอดรูปแบบหลักต่อๆ กัน มา
มิใชเ่ ปน็ เพียงการแสดงออกบุคคลใดบุคคลหน่ึงเป็นเฉพาะคน หรอื เฉพาะคราว

ประโยชนท์ ี่ได้รบั

1) ทราบเกี่ยวกับการแต่งกาย การขับร้อง เครื่องดนตรี วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับการแสดง
มโนราห์ หนังตะลุงและเพลงบอก

2) ทราบถึงจุดเด่นของการแสดงมโนหร์ า การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอก
3) ทราบถงึ ขอ้ แตกต่างของการแสดงมโนห์รา การแสดงหนังตะลงุ และการแสดงเพลงบอก

7

บทที่ 2

เอกสารทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

การทำโครงงานวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (The glorious art of ligor city) คณะ
ผ้จู ัดทำได้ศกึ ษาค้นคว้าเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งตา่ งๆ โดยมสี าระตามลำดับหวั ข้อดงั นี้

1) การแสดงพน้ื บ้าน
2) ตวั อยา่ งของการแสดงพืน้ บ้านภาคใต้
3) โครงงานภาษาอังกฤษ

- ความหมายของโครงงาน
- องค์ประกอบของโครงงาน
- ลักษณะของโครงงาน
- แนวทางการจดั ทำโครงงาน

การแสดงพ้ืนบ้าน

การแสดงพื้นบ้าน เป็นการแสดงท่ีแสดงออกถึงการสืบทอดทางศิลปะและวฒั นธรรมของแตล่ ะท้องถิ่น
ทส่ี ืบทอดกนั ตอ่ ๆ มาอย่างชา้ นาน ตงั้ แต่สมัยโบราณจนถงึ ปัจจุบนั การแสดงจะออกมาในรปู แบบใดนนั้ ข้ึนอยู่
กับสภาพทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม อาชีพ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนอุปนิสัยของประชาชนใน
ท้องถิ่น จึงทำให้การแสดงพื้นเมอื ง มีลีลาท่าทางท่ีแตกต่างกันออกไป แต่ก็มีจุดมุง่ หมายอย่างเดียวกัน คือ เพ่ือ
ความสนกุ สนานรน่ื เรงิ และพกั ผอ่ นหย่อนใจ

การแสดงพน้ื เมืองภาคเหนอื

การแสดงพื้นเมืองภาค เหนือ ศิลปะการแสดงทางภาคเหนือ เป็นลักษณะศิลปะที่มีการผสมผสานกัน
ระหว่างชนพื้นเมืองชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไทยลานนา ไทยใหญ่ เงี้ยว รวมถึงพวกพม่าที่เคยเข้ามาปกครอง
ล้านนาไทย ทำให้นาฏศิลป์หรือการแสดงทีเ่ กิดขึ้นในภาคเหนือมีความหลากหลาย แต่ยังคงมีเอกลักษณ์เฮพาะ
ที่แสดงถึงความนุ่มนวลของท่วงท่า และทำนองเพลงประกอบกับความไพเราะของเครื่องดนตรีประเภทเครื่อง
ดีด สี ตี เปา่ ท่มี คี วามเด่นชดั ไม่ว่าจะเป็น เป้ยะ สลอ้ ซอ ซึง และกลอง ท่ีปรากฏอยใู่ นการฟอ้ นประเภทต่างๆ
รวมทั้งการแสดงท่ีมคี วามเข้มแขง็ หนักแน่นในแบบฉบับของการตกี ลองสะบดั ชยั และการตบมะผาบ

การแสดงพื้นเมอื งภาคเหนือนอกจะมีลักษณะเป็นแบบพื้นเมืองเดิม ไทยลานนา ไทยใหญ่ เงี้ยวรวมถงึ
พม่า ผสมกันอยู่แล้ว ยังมีลักษณะการแสดงของภาคกลางรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชายา พระนามว่าเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาของพระเจ้า

8

อินทวิชยานนท์ และเจ้าแม่ทิพเกสร เจ้าเมืองเชียงใหม่ ทำให้อิทธิพลการแสดงของภาคเหนือในสมัยพระราช
ชายาเจ้าดารารัศมีมีลักษณะของ ภาคกลางปะปนอยู่บ้าง ทำให้สามารถแบ่งลักษณะการแสดงพื้นเมือง
ภาคเหนอื ได้เปน็ ๓ ลกั ษณะ

๑.ลักษณะการฟ้อนแบบพื้นเมืองเดิม เป็นการแสดงที่มีอยู่ตามท้องถิ่นทั่วไป เช่น ฟ้อนครัวทาน ฟ้อน
เลบ็ ฟ้อนเทียน เป็นต้น

๒.ลักษณะการฟอ้ นท่ีไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากชาติอ่ืน อาทิ พม่า ไทยใหญ่ เงยี้ ว เช่น ฟอ้ นไต ฟอ้ นโต ฟอ้ นเง้ียว
เปน็ ตน้

๓.ลักษณะ การฟ้อนแบบคุ้มหลวง เป็นการฟ้อนที่เกิดข้ึนในคุ้มของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งมี
ลักษณะการฟ้อนของภาคกลางผสมอยู่ เช่น ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนน้อยใจยา เป็นต้น
ปัจจุบัน การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ สร้างสรรค์จากท่า และทำนองเพลงพื้นเมอื ง
ลา้ นนา ใชห้ ัตกรรมพื้นบ้านเปน็ อปุ กรณป์ ระกอบการแสดง เช่น ฟ้อนผาง ฟ้อนที เป็นตน้

การแสดงพน้ื เมอื งภาคเหนอื ไดแ้ ก่

- ฟ้อนผีมด ฟ้อนผีเม็ง เปน็ การบชู าผบี รรพบุรุษ

- ฟ้อนกงิ กะหลา เป็นการฟ้อนเรียนแบบนก มลี ักษณะเป็นการรำคู่ เกีย้ วพาราสีหรอื หยอกล้อเลน่ หวั กัน

- ฟอ้ นผีนางดัง เป็นการฟ้อนของชาวลา้ นนา นยิ มเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์

- ฟ้อนเจิง เป็นการฟอ้ นทีแ่ สดง ถงึ ศลิ ปะการป้องกันตัวดว้ ยมือเปล่า

- ฟ้อนดาบ เปน็ การแสดงถงึ ศิลปะการป้องกันตัวดว้ ยมีดดาบ

- ฟอ้ นจ๊าด เปน็ การฟ้อนท่ีเลน่ เปน็ เรือ่ งราวแบบโบราณ นยิ มแสดงในงานศพ และงานเทศกาลตา่ งๆ

- ตบมะผาบ เปน็ การฟ้อนด้วยมือเปลา่ โดยใชม้ อื ตบไปตามร่างกายด้วยความรวดเร็ว เพอ่ื ให้เกดิ เสียงดัง

- ฟอ้ นเล็บ เปน็ การฟอ้ นแบบดัง้ เดิมท่ีมคี วามสวยงาม โดยผฟู้ ้อนสวมเลบ็ สีทอง

- ฟ้อนเทียน เป็นการฟอ้ นแบบด้ังเดิมเชน่ เดียวกับฟ้อนเลบ็ แตจ่ ะฟ้อนเวลากลางคืน โดยผู้ฟ้อนจะถือเทยี น

- ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการฟ้อนที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทรงประดิษฐ์ร่วมกับครูช่างฟ้อนของพม่า
โดยใชท้ า่ รำของราชสำนกั พมา่ ผสมท่าฟ้อน โดยใช้ท่ารำของสำนักพมา่ ผสมท่าฟอ้ นของไทย

- ฟ้อนล่องน่าน หรือฟ้อนน้อยใจยา เป็นการฟ้อนเพื่อใช้ประกอบการแสดงละครเรื่องน้อยใจยา มีลักษณะ
การรำคู่ระหว่างชายกับหญงิ

9

- ฟอ้ นสาวไหม เป็นการฟอ้ นท่แี สดงถงึ กรรมวธิ ีการทอผ้าไหม ซงึ่ เปน็ อาชพี ของชาวไทยภาคเหนอื

- ฟ้อนเก็บใบชา เปน็ การฟ้อนที่แสดงถงึ กรรมวธิ ีการเกบ็ ใบชา ซง่ึ เปน็ อาชีพของชาวไทยภาคเหนอื

- ฟอ้ นป่ันฝา้ ย เปน็ การฟอ้ นที่นยิ มแสดงเพ่ือคน่ั การขบั ซอ ผฟู้ ้อนจะแสดงกริ ิยาเลียนแบบการปน่ั ฝ้าย

- ฟ้อนหางนกยูง เป็นการฟ้อนที่ใช้หางนกยูงเป็นอุปกรณ์ประกอบ เป็นการฟ้อนเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของ
ชาวล้านนา มีหางนกยงู เป็นอปุ กรณ์ประกอบการแสดง

- ฟอ้ นที เป็นการฟ้อนโดยใชผ้ ูแ้ สดงหญิงลว้ น แตง่ กายพ้ืนเมือง ใช้ทำนองเพลงเหมยมงุ เมอื ง

- ฟ้อนผาง เปน็ การฟ้อนโดยใชผ้ ู้แสดงหญิงลว้ น แต่งกายพื้นเมือง อปุ กรณ์ประกอบการแสดง คือ ตะคันดิน
เผาจดุ เทยี น

การแสดงพนื้ เมืองของภาคกลาง

การแสดงพื้นเมืองของ ภาคกลาง ภาคกลางเป็นภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชากรส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพด้านกสิกรรม และเกษตรกรรม ทำให้เป็นภาคที่มีความสมบูรณ์ ประชาชนมีความเป็นอยู่สุข
สบาย การแสดงหรือการละเล่น ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปในลักษณะที่สนุกสนาน หรือเป็นการร้องเกี้ยวพา ราสีกัน
เช่น เพลงเรอื เพลงเกยี่ วขา้ ว หรือเปน็ การแสดงพน้ื เมอื งท่ีสอ่ื ให้เห็นการประกอบอาชพี

การแสดงพ้ืนเมอื งภาคกลาง ได้แก่

- รำโทน เปน็ การรำ และการร้องของชาวบ้าน โดยมีโทนเป็นเคร่ืองดนตรีประกอบจังหวะ เปน็ การร้อง และ
การรำไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนหรอื ท่ารำท่ีกำหนดแนน่ อน

- รำกลองยาว เป็นการแสดงเพอ่ื ความรืน่ เรงิ ในขบวนแหต่ ่างๆ ของไทยมผี ู้แสดงทงั้ ชาย และหญิง ออกมรำ
เป็นคๆู่ โดยมผี ตู้ ีกลองประกอบจังหวะ พรอ้ ม ฉ่ิง ฉาบ กรับ และโหมง่

- ระบำชาวนา เป็นวิถีชีวิตความเป็นมาที่พากันออกมาไถนาหว่าน และเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวเจริญงอกงาม
หลงั จากนัน้ พากนั ร้องรำเพลงด้วยความสนกุ สนาน

- เต้นกำรำเคียว เป็นการแสดงพื้นเมืองของจังหวัดนครสวรรค์ นิยมเล่นกันตามท้องนา ผู้แสดงทั้งชายและ
หญิงถือเคยี วมอื หนง่ึ ถอื ถอื รวงข้าว รอ้ งเกย้ี วพาราสีกันอย่างสนุกสนาน

- รำเหย่อย หรอื รำพาดผา้ เป็นการละเล่นท่แี สดงวิธีชีวิตอนั สนุกของชาวบ้านหมู่บา้ นเก่า ตำบลจระเข้เผือก
อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการร้องรำ เกี้ยวพาราสีระหว่างชาย-หญิง เริ่มการแสดงด้วยการประโคม
กลองยาว จบแลว้ ผูแ้ สดงชาย-หญิง ออกรำทลี ะคู่

10

การแสดงพืน้ เมืองภาคอีสาน

การแสดงพ้นื เมอื งภาค อสี าน ศลิ ปะการแสดงภาคอีสาน จะมีลักษณะคลา้ ยภาคเหนือ ในการรวมกลุ่ม
ของชนชาตติ า่ งๆ เชน่ พวกไทยลาว ภไู ทย ไทยพวน แสก โซ่ แตล่ ะกลมุ่ มลี ักษณะแตกต่างตามเชือ้ ชาติ เผ่าพนั ธุ์
แต่ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา และความสนุกสนานรื่นเริงใน
เทศกาลต่างๆ การร่ายรำจะมีลักษณะเฉพาะของการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ก้าวเท้า
การวาดแขน การยกเท้า การส่ายมือ การส่ายสะโพก ที่เกิดขึ้นจากท่าทางอันเป็นธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ใน
ชีวิตประจำวัน แล้วนำมาประดิษฐ์หรือปรุงแต่งให้สวยงามตามแบบท้องถิ่นอีสานเช่นทำท่าทาง ลักษณะเเอ่น
ตัวแล้วโยกตัวไปมา เวลาก้าวตามจังหวะก็มีการกระแทกกระทั้นตัว ดีดขา ขยับเอว ขยับไหล่ เน้นความ
สนุกสนาน

การแสดงพน้ื เมอื งภาคอีสาน แสดงใหเ้ หน็ ถึงพฤตกิ รรมของชนพืน้ เมืองกับสภาพชวี ิตความเปน็ อยู่ การ
แสดงพื้นเมอื งภาคอีสานจะมที ั้งการแสดงทีเ่ ป็นแบบดั่งเดิมที่มีการสืบทอด กันมา และการแสดงที่เกิดขึน้ ในแต่
ละท้องถ่นิ เปน็ ไปตามความถนัดหรอื ความสามารถของ แตล่ ะคน โดยไม่มรี ะเบยี บแบบแผน

การแสดงพ้นื เมอื งภาคอีสาน ไดแ้ ก่

- กันตรึม เปน็ การแสดงเพ่อื บูชาหรือบชู าหรอื บวงสรวงสิง่ ศกั ด์ิสิทธิ์ใชใ้ นงานพิธกี รรมต่างๆ

- ฟ้อนภูไท เป็นการฟ้อนเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และฟ้อนในงาน
ประเพณตี ่างๆ

- เซ้งิ ตงั หวาย เปน็ การแสดงเพื่อถวายส่งิ ศักดิ์สทิ ธ์ิ หรือในงานพธิ กี รรมตา่ งๆ

- เซิ้งบัง้ ไฟ เป็นการฟอ้ นในพธิ ีบชู าสง่ิ ศักด์ิสิทธ์ิ และในพธิ กี รรมทีเ่ กย่ี วกับการขอฝน

- เรือมจับกรับ เป็นการแสดงที่ใช้ผู้ชายถือกรับออกมาร่ายรำไปตามจังหวะเพลงโดยไม่มีแบบแผน หรือ
ทำท่าท่ีแน่นอน เป็นการรำเพ่ือความสนกุ สนาน

- เรือมอันเร หรือ กระทบไม้ บางทีก็เรียกว่า แสกเต้นสาก เป็นการแสดงที่ใช้ไม้ไผ่มากระทบกันตามจังหวะ
เพลง แล้วผู้รำกก็ ระโดดขา้ มไม้ด้วยทา่ ทางต่างๆ

- มวยโบราณ เป็นศลิ ปะการตอ่ สทู้ ี่แสดงถงึ ความกล้าหาญ เขม้ แขง็ นิยมแสดงในเทศกาลต่างๆ

การแสดงพนื้ เมอื งภาคใต้

การแสดงพ้นื เมอื ง ภาคใต้ ด้วยเหตุท่ีภาคใต้เปน็ ภาคที่มอี าณาเขตตดิ ต่อกับประเทศมาลาเชยี และเป็น
ดนิ แดนทีต่ ดิ ทะเล ทำใหเ้ กดิ การผสมผสานท้ังทางศาสนา วัฒนธรรม และอารยธรรมจากกลุม่ ชนหลายเชื้อชาติ

11

เกี่ยวโยงถึงศาสนาและพิธีกรรม จนทำให้นาฏศิลป์ และดนตรีในภาคใต้มีลักษณะท่ีเป็นเครื่องบันเทิงทั้งใน
พิธีกรรม และพิธีชาวบ้าน รวมทั้งงานรื่นเริงโดยมีลักษณะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือมีจังหวะที่เร่ง
เร้า กระฉับกระเฉง ผิดจากภาคอื่นๆ และเน้นจังหวะมากกว่าท่วงทำนอง โดยมีลักษณะที่เด่นชัดของเครื่อง
ดนตรีประเภทเครื่องตีให้จังหวะเป็นสำคัญ ส่วนลีลาท่ารำจะมีความคล่องแคล่วว่องไว สนุกสนาน การแสดง
พื้นเมืองภาคใต้มีทั้งแบบพื้นเมืองเดิม และแบบประยุกต์ที่ได้แนวความคิดมาแล้วพัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบใหม่
หรอื รบั มาบางส่วนแลว้ แตง่ เตมิ เข้าไป

การแสดงพน้ื เมอื งภาคใต้ ได้แก่

- หนังตะลุง เรียกว่า “หนัง” หรือ “หนังควน” ในสมัยโบราณนิยมแสดงในงานนักขัตฤกษ์ และงานฉลอง
ตา่ งๆ

- ลิเกป่า เป็นการแสดงพน้ื เมืองภาคใต้อีกอยา่ งหนึ่ง นยิ มแสดงในงานท่ัวไปหรอื ใชใ้ นงานแกบ้ น

- โนรา เป็นการแสดงแบบโบราณทมี่ ีมาช้านาน นยิ มแสดงเพ่ือความเปน็ สริ ิมงคล

- โต๊ะครึม เปน็ การแสดงประกอบการเข้าทรง เพ่อื บชู าสิ่งศกั สทิ ธ์ิ หรือบชู าวิญญาณบรรพบรุ ษุ

- สลิ ะ เปน็ ศลิ ปะการต่อสดู้ ้วยมอื เปลา่

- รองเง็ง เป็นการแสดงของชาวไทยมุสลิมที่ได้รับความนิยมมาก เป็นการเต้นรำระหว่างหญิง-ชาย ในงาน
มงคล

- ซัมเป็ง เปน็ การรำตามจงั หวะเพลง แสดงในงานร่ืนเรงิ ตา่ งๆหรืองานตอ้ นรับแขกเมือง

- มะโยง เป็นศิลปะการแสดงละครของชาวไทยมุสลิมจากวังรายา เมืองปัตตานีในอดีต ใช้ผู้แสดงส่วนใหญ่
เปน็ ผูห้ ญิง ยกเว้นตวั ตลก พระเอกเรยี กวา่ เปาะโยง่ นางเอกเรียกว่ามะโยง

- ตารีกีปัส เป็นการรำพัด ซึ่งเกิดจากการผสมผสานกับการแสดงของมาเลเซียในเพลงชื่อบัวกาน่า วงดนตรี
พ้นื บ้านผสมสากล แสดงได้สองแบบคอื ชาย-หญิง และหญงิ ล้วน

- รอ่ นแร่ เป็นการแสดงท่ีนำกรรมวิธีร่อนแร่มาสร้างสรรค์ลลี าท่ารำ

- ปาแต๊ะ เป็นการแสดงระบำพื้นเมือง ลีลาท่ารำนำมาจากกรรมวิธีการย้อมทำลวดลายโสร่งปาเต๊ะของไทย
มสุ ลิม ใชผ้ ู้หญิงแสดงลว้ น

12

ตัวอย่างของการแสดงพน้ื บ้านภาคใต้

การแสดงของภาคใต้มีลีลาท่ารำคล้ายกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมากกว่าการฟ้อนรำ ซึ่งจะออกมาใน
ลักษณะกระตนุ้ อารมณ์ให้มชี วี ิตชวี าและสนกุ สนาน เช่น โนรา เพลงบอก หนังตะลุง รองเงง็ ตารกี ปี สั ปน็ ตน้

โนรา หรือบางคนเรียกว่า มโนห์รา เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภาคใต้ ลักษณะ
การเดินเรื่อง และรูปแบบของการแสดงคล้ายละครชาตรีที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในภาคกลาง เดิมการแสดง
โนราจะใชเ้ นอื้ เรอื่ งจากวรรณคดีเรือ่ งพระสธุ น-มโนหร์ า

โดยตัดตอนแต่ละตอนตั้งแต่ต้นจนจบมาแสดง เช่น ตอนกินรีทั้งเจ็ดเล่นน้ำในสระ ตอนพรานบุญจับนางมโนห์
รา ตอนพรานบุญจับนาง มโนห์ราไปถวายพระสุธน ฯ ปกติการแสดงโนราจะเริ่มจากนายโรงหรือโนราใหญ่ซ่ึง
เป็นตัวเอกหรือหัวหน้าคณะอออกมารำ "จับบทสิบสอง" คือ การรำเรื่องย่อต่าง ๆ สิบสองเรื่อง เช่น พระสุธน-
มโนห์ราพระรถ-เมรี ลักษณวงศ์ เป็นต้น แต่หากผู้ว่าจ้างไปแสดงขอให้จับตอนใดให้จบเป็นเรื่องยาว ๆ ก็จะ
แสดงตามน้ัน

ผแู้ สดง เปน็ ชายล้วน คณะหนง่ึ ๆ จะมีประมาณ ๑๕-๒๐ คน แลว้ แต่ขนาดของคณะ อาจมถี ึง ๒๕ คน
ก็ได้ ประกอบด้วย หัวหน้าคณะหรือนายโรงหรือโนราใหญ่ ๑ คน หมอไสยศาสตร์ ๑ คน ผู้รำอย่างน้อย ๖ คน
อย่างมาก ๑๐ คน นายพราน (พรานบุญ) ๑ ทาสี (คนใช้ ตัวประกอบ ตัวตลก) ๑ คน นักดนตรี และลูกคู่
จำนวน ๕-๖ คน ตาเสอื (ผู้ช่วยขนเครอื่ งและช่วยดูแลทวั่ ไป) ๑-๒ คน

-

เครื่องดนตรี วงโนรา ประกอบด้วย กลองโนรา หรือทับโนรา โหม่ง ฉิ่ง ฉาบการแสดง โนราแต่เดิมจะ
แสดงบนพื้นดิน โดยใช้เสื่อปู ตัวโรงเป็นสี่เหลี่ยม มีหลังคามุงด้วยจาก มีเสากลาง ๑ ต้น มีแต่ไม้ไผ่สูงราว ๕๐
เซนตเิ มตร

สำหรบั ตัวแสดงน้นั เรียกว่า "นกั " ด้านซา้ ยและขวาของนกั เปน็ ทส่ี ำหรบั ดนตรแี ละลกู คนู่ ัง่

การแต่งกาย แบบดั้งเดิมจะแต่งกายเลียนแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ ประกอบด้วย เทริด (ชฎา)
สังวาล ปีกนกแอ่น หางหงส์ ทับทรวง สนับเพลา ชาวไหว ผ้าห้อยข้าง กำไลต้นแขน กำไลข้อมือ และสวมเล็บ
ยาวไม่สวมเสื้อ เทริดจะสวมเฉพาะตัวนายโรงหรือโนราใหญ่เท่านั้น ส่วนนายพรานจะสวมหน้ากากเปิดคาง
หน้ากากสแี ดงสำหรับใช้ "ออกพราน" ส่วนหน้ากากพรานสีขาว จะใช้สำหรับนายพรานทาสี ตามความเช่อื และ
พธิ กี รรมในการแสดง ถอื ว่าเปน็ หนา้ ศักด์สิ ทิ ธ์ิ

แต่เดิมการเดินทางไปแสดงที่ตา่ ง ๆ จะต้องเดินทางเท้า จึงเรียกว่า "โนราเดินโรง" ก่อนจะออกเดินทางนายโรง
จะช่วยกันขนเครื่องที่จะใชแสดงมาวางไว้กลางบ้าน และหมอไสยศาสตร์จะทำพิธีพร้อมกับบรรเลงดนตรี เพ่ือ

13

ขอความเป็นสิริมงคล ระหว่างเดินทางผ่านสถานที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะบรรเลงดนตรีเป็นการแสดงคารวะและ
อาจมีการำถวายมือด้วย เมื่อถึงสถานที่ที่จะแสดงจะนำเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ กองไว้กลางโรง เมื่อจะถึงเวลาแสดง
หมอไสย

ศาสตร์มาปกปักรักษา อย่าใหม้ ีอันตรายใด ๆ จากนั้นลูกคู่ก็จะลงโรง (โหมโรง) สักพักหนึ่งเม่ือคนดูหนาตา
แล้ว นายโรงก็จะขับบทบูชาครู และผู้แสดงออกรำ โดยเริ่มจากผู้แสดงที่ยังไม่ค่อยเก่งไปจนถึงคนเก่ง ๆ
และสดุ ทา้ ยก่อนนายโรงจะออก ตัวนายพรานหรือตัวทาสีหรือตัวตลก จะออกมารอ้ งตลก ๆ

จากนั้นนายโรงหรือโนราใหญ่จะออกรำ ซึ่งทุกคนจะคอยดูโนราใหญ่ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่รำสวยที่สุดเมื่อ
นายโรงรำจบ ก็อาจจะเลิกการแสดงหรืออาจแสดงต่อด้วยเรื่องสุธน มโนห์รา พระรถเมรี ฯลฯ หรือท่ี
เรียกว่า "จับบทสิบสอง" จนดึก เมื่อโนราใหญ่หรือนายโรงถอดเทริดออก ก็เป็นอันจบการแสดงความยาว
ของการแสดงชุดน้ี ใชเ้ วลาแสดงประมาณ ๒-๓ ชว่ั โมง

เพลงบอก เพลงบอกเป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ จัดเป็นปฏิภาณกวีคือผู้
ทอกเพลงบอกจะต้องใช้ไหวพริบและปฏิภาณ ซึ่งการใช้คารมที่ออกมาเป็นบทกลอนเพื่อชมสิ่งหนึ่งสิ่งใด
หรือโตต้ อบกนั เพลงบอกจะเลน่ และรอ้ งกันอยา่ งแพร่หลายในบริเวณจงั หวดั ภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ซึ่งบทกลอนของเพลงบอกจะมีความโดดเด่นทางด้านฉันทลักษณ์มาก ซึ่งนักวิชาการกล่าวกันว่ามีความ
แตกต่างจากเพลงพื้นบ้านภาคใต้อื่น ๆ และไม่ตรงกับบทร้อยกรองไทยประเภทใดเลย ซึ่งจะนิยมเล่นกัน
ในวนั ตรุษสงกรานต์ เพ่อื เป็นการป่าวประกาศให้ชาวบา้ นไดร้ โู้ ดยทวั่ กันว่าวนั นเ้ี ปน็ วนั ข้ึนปีใหมแ่ ล้ว หรอื ใช้
เป็นการบอกเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ เช่น บอกงานบุญกุศล เพราะในสมัยโบราณคนที่รู้หนังสืออ่านออก
เขียนได้มีน้อย เอกสารการพิมพ์ก็ไม่แพร่หลายมากนัก รายละเอียดเกี่ยวกับการขึ้นปีใหม่หรือเปลี่ยน
ศักราช หรือการประกาศสงกรานต์ประจำปี เพลงบอกคือการสื่อสารที่สำคัญย่ิงประการหนึ่ง เพลงบอกจึง
เป็นการบอกข่าวของชาวบ้านไปทุกละแวกให้ทราบว่าใกล้ถึงปีใหม่แล้ว หรือเป็นการบอกเล่าเรื่องราว
ข่าวสารต่าง ๆ เช่น บอกข่าวเชิญไปทำบุญตามเหตุการณ์ ต่าง ๆ เรียกได้ว่าเพลงบอกเป็นความเชื่อทาง
วัฒนธรรมทางจิตใจอย่างหนึ่งของชาวใต้ ซึ่งคู่กับชาวบ้านมานานตั้งแต่โบราณ และสืบทอดมาจนถึง
ปัจจบุ นั

จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีนักเล่นเพลงบอกมากที่สุด ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จนได้รับ
สมญานามว่าเมืองเพลงบอก นอกจากมีนักเล่นเพลงบอกเปน็ จำนวนมากแล้ว นกั เล่นเพลงบอกที่มีชื่อเสียง
โด่งดังเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมชมชอบว่ามีฝีปากคมคายเป็นที่ดีเยี่ยมส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ท่ี
จังหวัดนครศรีธรรมราช เพลงบอกเป็นการละเล่นประเภทการขับร้องที่ต้องใช้สำเนียงภาษาถิ่นใต้ในการ
รอ้ งบท ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแกไ่ ด้เลา่ ว่าเพลงบอกนน้ั มีมานานแลว้ ถา้ พิจารณาจากช่ือเรยี กเพลง
บอกหมายถึงการบอกกล่าวข่าวสารต่าง ๆ ให้ชาวบ้านได้รับรู้ แต่แทนที่จะพูดหรือป่าวประกาศเป็นร้อย

14

แก้ว ผู้ประกาศข่าวหรือแม่เพลง จะกล่าวเป็นทำนองบทร้อยกรอง และมีลูกคู่คอยรับและส่งตามคำร้อง
ของแม่เพลง ส่วนอีกประการหนึ่งเพลงบอกอาจจะมาจากกระบอกไม้ไผ่ ที่ในครั้งอดีตเวลาแม่เพลงนำ
ข่าวสารไปบอกกับชาวบ้าน ก็จะเอาสารออกมาจากกระบอกไม้ไผ่แล้วบอกให้ชาวบ้านทราบ หรือเมื่อถึง
เทศกาลสงกรานต์จะมีนักเลงกลอนชาวบ้าน เที่ยวตระเวนไปแทบทุกครัวเรือนหรือท่ี ๆ ชาวบ้านมาชุมนุม
กันมาก ๆ อาทิ วัด เพื่อขับร้องกลอนบอกสงกรานต์ตามคำทำนายของโหรหลวง เพราะฉะนั้นเพลงชนิดนี้
จึงได้ชื่อว่า "เพลงบอก" สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ (๒๕๒๙) กล่าวว่าเพลงบอกเป็นเพลงพื้นเมืองที่นิยม
เล่นแพร่หลายที่สุดในสมัยก่อนเมื่อถึงหน้าสงกรานต์ยังไม่มีปฏิทินบอกสงกรานต์แพร่หลายอย่างปัจจุบัน
จะมีแม่เพลงนำรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์ออกป่าวประกาศแก่ชาวบ้าน โดยร้องเป็นเพลงพ้ืนบ้านและ
มลี กู คู่รับเป็นทำนองเฉพาะจึงมชี ่อื เรียกวา่ เพลงบอก

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (2558) ได้กล่าวว่าเพลงบอกนั้นประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือคำว่า “เพลง” กับ
คำวา่ “บอก” เพลงหมายถึงสำเนียงขับรอ้ ง, ทำนองดนตรี หรอื ชือ่ การรอ้ งแกก้ ัน ส่วนบอกหมายถึงพูดให้
รู้หรือเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเพลงบอกเพลงเล่าเรื่องหรือเล่าเป็นเพลง,พูดเป็นเพลง เพลงบอกเป็นเพลง
พื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมีการแพร่กระจายทั่วทั้ง ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ตลอดไปจนถึงคนไทยใน
ประเทศมาเลเซยี

หนังตะลุง เป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ ที่มีมานานจนยังหาต้นตอดั้งเดิมไม่ได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคใด
สมัยใด คงมีการบันทึกไว้ในระยะหลังที่เป็นหลักฐานแต่ เท่าที่มีการจดบันทึกได้ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการนำหนังตะลุงจากภาคใต้มาแสดงถวายทอดพระเนตรที่พระราชวังบางปะ
อนิ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙

การแสดงหนังตะลุง แต่เดิมจะเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น ต่อมาการติดต่อสื่อสารก้าวหน้าขึ้น เริ่มนื
เร่ืองในวรรณคดีต่าง ๆ มาแสดง ปัจจุบันหนงั ตะลงุ นำนวนิยายรกั โศก เหตุการณบ์ ้านเมืองปัจจุบันมาแสดง
บางคณะกแ็ ต่งบทนวนิยายเอง มีพระเอก นางเอก ตวั โกง ตวั อิจฉา การเลน่ หรอื เชดิ หนังตะลุงในชว่ งหัวค่ำ
ในสมยั ก่อนจะเรม่ิ จากการออกลงิ ขาว ลิงดำ หรือท่เี รยี กวา่ จบั ลงิ หวั ค่ำซึ่งปจั จบุ ันนี้กไ็ มม่ ีแลว้

คณะหนังตะลุง ประกอบด้วย นายหนัง ๑ คน ซึ่งมีเป็นเจ้าคณะเป็นผู้เชิดตัวหนัง พากย์และเจรจา ร้องรบั
และเล่นดนตรดี ้วย ชือ่ คณะมกั จะใชช้ ือ่ ของนายหนังเปน็ ชอ่ื คณะ เช่น หนงั จเู ลยี่ ม ก่ิงทอง ลูกคู่ ๕-๖ คน

โรงหนังตะลุง จะปลูกเป็นเพิงหมาแหงน ฝาและหลังคามุงด้วยจากหรือทางมะพร้าว สูงจากพื้นดินราว
๑๕๐-๑๗๐ เซนตเิ มตร เปน็ โรงสเี่ หล่ียม มบี นั ไดข้ึนด้านหลัง ใช้พืน้ ท่ีราว ๘-๙ ตารางเมตร ดา้ นหน้าโรงจะ
มีจอผ้าขาวขอบสีน้ำเงินขึงเต็มหน้าโรง มีไฟส่องตัวหนงั ให้เกิดภาพ หน้าจอมีหยวกกล้วยท้ังต้น สำหรับปกั
ตวั หนังวางอยูข่ อบลา่ งของจอดา้ นใน ลกู คแู่ ละดนตรีจะนัง่ อยู่ถดั จากนายโรง

15

ตัวหนัง ทำจากหนังวัวแกะและฉลุ ขนาดจะต่างกันไปตามบทบาทของหนัง เช่น รูปเจ้าเมือง รูปยักษ์ รูป
ฤาษีจะมีขนาดใหญ่กว่ารูปอื่น คณะหนึ่ง ๆ จะมีตัวหนังราว ๑๕๐-๒๐๐ ตัว เวลาเก็บหนังจะแยกกันเก็บ เช่น
ยักษ์ พระ นาง จะแยกกัน รูปฤาษี เทวดา ตัวตลกจะเก็บไว้บนสุด เก็บเป็นแผงซ้อน ๆ กัน มีไม้ไผ่สานเป็นเส่ือ
ลำแพนหนีบอยทู่ ั้งบนและล่าง และใช้เชือกผูกเก็บเป็นแผง ๆ

ดนตรปี ระกอบการแสดง ประกอบดว้ ยโหมง่ ๒ ใบ ทบั โนรา ๒ ใบ กลองโนรา ๒ ใบ ป่ี ๑ เลา

ความยาวของการแสดงชดุ นใี้ ช้เวลาประมาณ ๒-๖ ช่ัวโมง

ระบำตารีกีปัส เป็นระบำที่ต้องอาศัยพัดเป็นองค์ประกอบสำคัญ คำว่าตารี แปลว่า รำ คำว่า กีปัส แปลว่า พดั
เป็นการแสดงที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี และได้ทำชื่อเสียงให้กับจังหวัด
ปัตตานี เมื่อคัดเลือกการแสดงชุดนี้ใช้แสดงในงานเปิดกีฬาเขต ครั้งที่ ๑๔ ซึ่งจังหวัดปัตตานีเป็นเจ้าภาพ ลีลา
ของการแสดง อาจจะมีพลิกแพลงแตกต่างกันไป สำหรับการแสดงชุดนี้ ได้ปรับปรุงท่ารำ เพื่อให้เหมาะสมกับ
การแสดงทเี่ ปน็ หญงิ ล้วน

เคร่ืองดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ ไวโอลนิ แมนตาลิน ขลยุ่ รำมะนา ฆอ้ ง มาลากสั

บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง เพลงตารีกีปัส เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง บรรเลงดนตรีล้วนๆ มี
ท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน สนุกสนานเร้าใจ ความไพเราะของเพลงตารีกีปัส อยู่ที่การโซโล่ เสียงดนตรีทีละ
ชิ้น

รองเง็ง การแสดงรองเง็ง เป็นการแสดงที่นิยมอยู่ในแถบสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจว่าจะเป็นการ
แสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในยุคของการเริ่มติดต่อการค้าขายกับชาวสเปนหรือชาวโปรตุเกส
ที่มาติดต่อค้าขายกับชาวมาลายูแต่ดั้งเดิมการแสดงรองเง็งจัดแสดงเฉพาะในบ้านของขุนนางหรือเจ้าผู้ครอง
เมืองเท่านั้น โดยฝึกหัดข้าทาสบริวารเอาไว้อวดหรือเอาไว้ต้อนรับแขกเมือง ต่อมาค่อย ๆ แพร่หลายออกไปสู่
ชาวบ้านโดยผ่านทางการแสดงมะโย่งของชาวบ้าน เมื่อหยุดพักก็นำการเต้นรองเง็งออกมาแสดงคั่นเวลา ผู้
แสดงมะโย่งกอ็ าจมาร่วมเต้นด้วย ทำให้การแสดงรองเงง็ แพรห่ ลายขน้ึ

ต่อมาการเต้นและธรรมเนียมก็เปลี่ยนไปเปิดโอกาสให้ผู้ชมที่เป็นผู้ชายขึ้นไปเต้นคู่ด้วยได้เช่นเดียวกับรำวงของ
ภาคกลาง เป็นตน้

จำนวนผู้แสดงแตล่ ะคนไม่จำกัดผู้เต้น แตน่ กั ดนตรจี ะมี ๔-๕ คนผแู้ สดงอาจจะมากกว่า ๔ คกู่ ็ได้

เครือ่ งดนตรี ประกอบดว้ ยรำมะนา ๑-๒ ลูก ฆอ้ ง ๑ ลูก ไวโอลนิ ๑ ตวั

โอกาสท่ใี ชแ้ สดง ไมจ่ ำกดั ใชเ้ ฉพาะงานมงคลเท่านน้ั สถานท่อี าจ

16

จะเป็นลานกว้าง บริเวณบ้าน หรือบนเวที ตามแต่ความเหมาะสมการแต่งกาย เหมือนกับการแสดงซัมเปง แต่
อาจจะประณตี บรรจงและใชผ้ า้ ท่ีดูจะมรี าคาและสวยงามมากกวา่ การแตง่ กายของซัมเปง

ท่าเต้นรองเง็ง แต่เดิมมีลีลาค่อนข้างปานกลาง ต่อมานำเอาจังหวะเต้นรำเข้าไปปะปน เช่น รุมบ้า แซมบ้า กัว
ลาซา่ เป็นตน้ และใชเ้ ครอื่ งดนตรีสากลเขา้ ไปผสมด้วยเพือ่ เพ่ิมความสนกุ สนาน

การเต้นหรือแสดงรองเงง็ จะไมม่ ีพิธหี รือขนบธรรมเนียมอ่ืน ๆ แต่จะเริม่ เมอ่ื ดนตรีบรรเลงฝ่ายชายจะเขา้ ไปโค้ง
ฝ่ายหญิง เพื่อเชื้อเชิญให้ออกเต้น ไม่มีการจับมือกัน เมื่อจบเพลงหนึ่ง ๆ ก็จะโค้งให้กัน ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
จะยืนคนละฝั่งของเวที หันหน้าเข้าหากัน ทั้ง ๒ ฝ่ายจะรักษาแถวให้ขึ้นลงอย่างมีจังหวะและลีลาที่นุ่มนวล
เหมือนเตน้ ลอยอยู่บนอากาศอย่างแผว่ เบา การแสดงชุดนใ้ี ช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ นาที

โครรงงานภาษา

ความหมายของโครงงานภาษา

โครงงานภาษาอังกฤษเป็นงานที่ผู้ทำได้คิดอย่างอิสระที่เกี่ยวข้องเช่น โครงงานที่สามารถประยุกต์ใช้ใน
สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ภาษาอังกฤษกับสิ่งแวดล้อม ภาษาอังกฤษกับเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้
นักเรียนได้พัฒนาความคิดและความเชื่อมั่นในการสื่อสารการใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง ทำให้นักเรียนพัฒนา
ความคดิ รเิ รม่ิ สร้างสรรค์ ซงึ่ การทำโครงงานอาจเปน็ เรื่องเด่ียวหรอื งานกลุ่มกไ็ ด้แลว้ มาวางแผนร่วมกัน กันเอง
จะลงมือทำโครงงานทำให้นักเรียนรู้จักวิธีการ ทำโครงงานโดยใช้กระบวนการทำงานเป็นกลุ่มที่มีการตั้ง
จุดประสงคร์ วมกันวางแผนดำเนินงาน

องคป์ ระกอบของโครงงาน

ในการทำโครงงานภาษาอังกฤษ นักเรียนควรจะได้เรียนรู้และแสดงออกถึงศักยภาพของตนเองใ นเรื่องท่ี
เกีย่ วขอ้ งกับโครงงานดงั นี้

3.1 จุดประสงค์ของการทำโครงงานเพ่ือศึกษา ค้นคว้า พัฒนาหรือแก้ไขปัญหาในเรื่องใดหรือต้องการให้
เกดิ ผลอะไร

3.2 เนอื้ หาวิชาภาษาอังกฤษและวชิ าอ่นื ๆทักษะ กระบวนการใช้ ซง่ึ นักเรียนได้รับความรู้ ฝกึ ทกั ษะ

3.3 การรวบรวมข้อมูลและการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบ แสดงผลอย่างน่าเชื่อถือเป็นการใช้วิจัยใน
กระบวนการเรยี นรู้

3.4 กระบวนการศึกษาค้นคว้า กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม นักเรียน
ควรได้แสดงออกถึงการใฝ่รู้ใฝ่เรียน และมีทักษะสัมพันธ์ความฉลาดทางอารมณ์เข้าใจตนเองและผู้อื่น สามารถ
อยรู่ ่วมกบั คนอนื่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุข

17

3.5 ความสามารถเฉพาะตัว ความถนัด ความสนใจ ความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ คณุ ธรรม จริยธรรม
3.6 ผลงานหรอื ชนิ้ งานท่เี ปน็ รูปธรรม
ลกั ษณะของโครงงานภาษาอังกฤษ

โครงงานภาษาองั กฤษสามารถทำไดห้ ลายด้านตามความเข้าใจที่นีข้ อแบง่ เปน็ ลักษณะใหญๆ่ ดงั น้ี
1. ลักษณะเชิงประวตั ิศาสตร์

โครงงานลักษณะนี้ผู้จัดทำต้องเป็นผู้ที่ชอบอ่านและมีแหล่งค้นคว้ามากมาย เช่น ห้องสมุด
ศนู ยบ์ ริการหรอื อินเทอรเ์ น็ต
2. ลักษณะตามสาระการเรยี น

เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องคิดศึกษาหาความรู้ตามแหล่ งข้อมูลต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ตาม
กลุ่มสาระการเรยี นรู้
3. ลกั ษณะการประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน
4. โครงงานประเภทการทดลอง

เป็นกิจกรรมการจัดสภาพเหตุการณ์ให้เกิดข้อมูลที่มีสิ่งทดลอง แนวทางการจัดทำโครงงาน
ภาษาองั กฤษ การจัดทำโครงงานภาษาองั กฤษมีแนวทางดังนี้
1. กำหนดจุดประสงค์ของการทำโครงงาน
2. การเลอื กหวั ข้อเร่อื งเชน่
2.1 เป็นเร่อื งทน่ี า่ สนใจ
2.2 เปน็ เร่ืองทเี่ กยี่ วขอ้ งกับชวี ิตประจำวนั
2.3 เปน็ เร่อื งที่แสดงการสร้างสรรค์
2.4 เป็นเรื่องทเ่ี ชือ่ มโยงกบั เนื้อหาท่ีเรียน

18

บทที่ 3

วิธีการดำเนนิ งาน
การทำโครงงานวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (The glorious art of ligor city) คณะ
ผู้จดั ทำได้มวี ธิ กี ารดำเนินงาน โดยมีสาระตามลำดบั หัวขอ้ ดังนี้

1. ขอบเขตของการศกึ ษา
2. ตวั แปรท่ีใช้
3. เครื่องมอื ทีใ่ ช้
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู ทีไ่ ด้
ขอบเขตของการศึกษาการคน้ คว้า

การทำโครงงานวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (The glorious art of ligor city)
โดยมกี ลมุ่ ตวั อย่างทใ่ี ช้ในการศึกษา ดังนี้ มโนราห์กงุ้ พงศธร , ตาจิต และ หนงั วจิ ติ ร โรจนเมธากุล
ตวั แปรท่ีศึกษา
ตวั แปรตน้ : การแตง่ กาย การขับร้อง เครื่องดนตรี วิถีชีวิต รวมถึงความเชอ่ื ตา่ งๆเกยี่ วกับการแสดง
เครือ่ งมือทใี่ ช้ : โทรศพั ทม์ ือถอื
การเก็บรวบรวมข้อมูล : ถ่ายเปน็ คลปิ วดิ ีโอการสัมภาษณ์
โดยใชก้ ารตง้ั คำถามตามหวั ข้อดังนี้

1) การแต่งกาย
2) อปุ กรณท์ แี่ ละเครือ่ งดนตรที ใ่ี ช้ในการแสดง
3) วิธกี ารทำการแสดง
4) ความเชอื่
5) วิถชี วี ติ
การวเิ คราะหข์ ้อมลู : นำบทสมั ภาษณม์ าแยกตามหวั ขอ้ ทีต่ อ้ งการศกึ ษา

19

บทที่ 4

ผลการดำเนนิ งาน

จากการศึกษาและสัมภาษณ์ในเรื่องของการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ที่ชื่นชอบและสนใจมาทั้งหมด

3 การแสดง ได้แก่ การแสดงมโนห์รา การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ
เกี่ยวกับการแต่งกาย การขับร้อง เคร่ืองดนตรี วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับการแสดง เพื่อศึกษา
จุดเด่นของการแสดงมโนห์รา การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอก และ เพื่อศึกษาข้อแตกต่างของการ
แสดงมโนห์รา การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอกซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีการเก็บข้อมูลด้วยการ
สัมภาษณ์จึงเป็นผลใหไ้ ดผ้ ลการดำเนนิ งานมา ดงั น้ี

มโนราห์

There is one story about a young prince, Prasuthon. He had traveled and found his
lover “Manohra,” which is half-bird half-human for seven years, seven months, seven days.
Then people started to call this dance Manohra. One famous team of Manohra dancers at
that time, called Manohra. The meaning literary of manohra is MINDS GUIDER.

There is another myth that is very popular in the south that it was the story about the
princess “Nuan Tong Samli”, the daughter of Pattalung lord. She saw angels dancing in her
dream, and then she adapted it to create the Manohra dance.

A vow ceremony can be performed differently according to motive. It can be a yearly
appreciation of a Manora deity, such as Khun Si Sata, the first teacher in a grand temple
ceremony, or it can take form as a very private ceremony only for invited family members.
The cycle of a full vow ceremony is called Nora Rungkru and lasts for three whole days and
takes place on a make-shift stage that will be constructed only for the duration of the
ceremony and dismantled right after. Nora Rongkru means “Manora-stage-teacher”. In this
long vow ceremony, the Nairong invites Nora as well as the Non-Nora ancestor’s spirits to
descend from the heavenly realm to witness the ceremony and to join the stage.

The dances performed by the possessed spirit mediums are also called Vow-dances.
Some of the most spectacular ceremonies are in temples where the great Nora ancestors are
supposed to stay - or in temples associated with the Manora’s mythological figures. While the

20

Manora has always had a close association to Theravada Buddhist temples and while Buddhist
ordination used to be a condition for the graduation of the Nairong Manora, the Manora had
no religious limitation. The word Nora reflects its Buddhist-Indian Jakata origin, which depicts
a folk story, containing the creation of a myth about the “Lady of White Blood”, a princess
who is put on a bamboo raft in the ocean from the palace for being incestuously ( pregnant
by what??) pregnant while doing Nora dance training with her brother. She is saved by a
peasant couple and gives birth to a son, Si Sata. To survive and make a living she teaches him
how to dance Manora. She donates gold that she found in the forest to the Ta Kura temple
where it is used to model a Buddha figure.

The Manora Master, is called the Nairong Manora, and is a bird-winged shaman and
dancer, who uses the skilful dance and verse to call the Manora ancestors. The grand Manora
ancestors are the first teachers of the art. The Nairong then embodies the wisdom and
knowledge from the first teachers. He possesses supernatural powers from the great ancestors
and he will use them for miraculous healings or exorcising black magic. A private Manora
ceremony is conducted by a family would desires to obtain the advices of their ancestors.

The Nora Rongkru ritual will be prepared months or even years in advance. The head
of the family will set a date in the period from May to September with the Nairong. He will
call to the ancestor spirits and control the harmful ones spirits who may enter through the
backdoor. He will gain knowledge of the motivation of the family who conduct the Nora
Rongkru and be informed about the situation of the host and about all the ancestors and
deities present. This way he can contact the deities during the performance by name. The
host family will place photographs of their ancestors on the shrine in the house and prepare
offerings, food and drinks for all the visitors in the three days, together with building the
temporary ritual stage on a lawn near the house. The stage serves as a ceremonial space as
well as a performing area for the Manora. The spirit shrine will be on a small elevated platform
on the right side of the stage. It represents a high house where only the Manora ancestral
spirits reside, the shrine for the host family’s ancestral spirits is in the main house.

21

During the ritual, a white sacred string will link the Shrine by the stage to the Shrine in
the host family’s house. The Shrine serves as the link between the Godlike realm of the
Manora spirits and the host family’s ancestors. Music plays a significant role together with the
costume of the Manora dancer. The costume bear unique features with a golden crown, the
silver wing ornament, the bird-like tail and the long, bent fingernail extensions. The crown is
considered sacred, only those who have gone through a Krobsoed initiation ritual are allowed
to wear it. Designated family members of a household, will lights candles and shake their
bodies. Possessed by their ancestors’ spirits, they will begin to dance like professional dancers
on the stage under the guidance of the bird-winged Manora dancers who please the ancestor’s
spirits by singing Manora verses. The audience comments the sketches of the Manora troupe
and gets into an active communication with the dancers, whereby punches and jokes are
exchanged after a good doses of alcohol consumption. A female head of the household can
appear as a medium and embody the powerful spirit of the domain. She will appear ecstatic
and with a candle in her hand move to the Shrine in the house and pay her respect to the
deities in the house and return to the stage and climb the ladder up to the Shrine by the
stage to venerate the great teachers, before returning to the core family where the spirit meet
the family members, beginning with the oldest grandfather and proceeding by declining age
though to the daughter. The Nora Rongkru is performed in the intimate surroundings of a
private house and is attended only by invited family members, relatives and good friends. In
this way, it is kept as an intimate family affair. The ceremony for the veneration of the first
Manora teacher, Khun Si Sata is another matter. The grand ritual in Wat Takae is a public
spectacle which attracts thousands of people from all parts of the south to honour Khun Si
Sata. The Nairong Manora who has the privilege to perform the grand ceremony is regarded
as a direct successor of Si Sata and has to be among the greatest living Manora teachers in
Southern Thailand. During the grand Nora Rungkru ceremony at Wat Takae, the successor of
the first Manora teacher is crowned and accepted as a teacher of the grand Manora.

The Manora teacher derives his power from the spirit of the first teacher, Si Sata, whose
spirit is present and who observes the performance with keen interest. Si Sata is resembled
with a statue that sits like a Buddha in a small hall that has been constructed for that purpose.
The pilgrims offers flowers and food to the spirit. The participants requests a boon and

22

responds by dancing with the ‘hunters mask’ in the temple. The hunter is one who want to
catch the bird-winged maiden and is one of the important figures in the performance of the
creation epos and one of the narrators – together with the Nairong. The hunters mask has
become a popular item for vow dancers. Dozens of people comes in large families to party,
mingle with the crowds and visit the many market stall, selling Buddhist amulets, Manora
music and other items, food and drinks. Entrance to the stage is restricted by the authority of
the Manora teacher. Nevertheless, people comes and goes to the stage and it seems the stage
becomes a very fluid space. A hundred onlookers are allowed to stay close to the stage in
the hot sun to observe the spectacle and to comment on it.

The music is extremely loud and loudspeakers blasts across the temple terrain. After
the performance of the Manora dancers, the stage fill up with dancers and people who wears
the manora ancestral mask of the hunter. Old women, who used to visit the Nora Ringkru
regularly for decades, joins and begins spontaneously to dance. Spirit mediums in white
clothes joins the scene and become possessed by the great Manora ancestor’s spirits. The
stage is constantly filled with possessed spirit mediums and dancers, until the Nairong calls
the dancers from the stage to make space for the ritual. After a break, the Nairong grants
waiting families the opportunity to enter the stage and to present their babies and children.
The magical treatment by the Nairong was a viable alternative to difficult medical treatments
and has been performed for centuries. An illness is caused by malevolent spirits. According to
legend, Si Sata healed this illness by washing his feet in the sea water and putting them on
their wounds. The parents brought their babies to the stages and put them on a soft pillow.
In the dance the Nairong bathed his bare foot in a bowl of sacred water and betel leafs. He
has written a mantra in old Khmer on his big toe and puts it into a flame. The music will
intensify when the Nairong moves his foot and touch the face of the child firmly with his bare
foot.

Historically it seems reasonable to assume that this dance was influenced from the
Indian dance and released to the the south of Thailand during a journey of committees who
brought Buddha’s relics to Nakhon Sri Thammarat pagoda.

23

At start the dance was called “Chatri” but than it changed and merged with the myth
of “Pra su thon – manohra”. The southerns belive that the manohra dance is good for untying
bad luck, bringing good luck and curing health problem. The Mahnorah dance choreography
used to be delivered in families from generation to generation. The manorah dancers believe
that the Manohra old generation dancers still protect them for peaceful lives.

Manohra dance has profoundly relative with southern believes. It is usually being
performed at many importance festivals. In the south Manohra performance can still be seen
every year, especially in Taa kae sub-district of Pattalung Province, this big event called “Nora
rong kruu”. The purpose of the event is to give respect to Manohra teachers. it is set for 3
days 3 nights.
การแต่งกาย : 1) เทรดิ เปน็ เคร่ืองประดับ ศรีษะของตัวนาย

2) เคร่ืองลูกปัด เครอื่ งลกู ปัดจะรอ้ ยดว้ ยลูกปดั สี

3) ปกี นกแอน่ หรือ ปกี เหนง่ มักทำด้วยแผน่ เงินเปน็ รูปคลา้ ยนก

4) ซบั ทรวง หรือทบั ทรวง หรือตาบ สำหรับสวมหอ้ ยไวต้ รงทรวงอก

24

5) ปีก หรือที่ชาวบ้าน เรียกว่า หางหรือหางหงส์นิยมทำด้วยเขาควาย มีพู่ทำด้วยด้ายสีติดไว้ เหนือปลาย ปีก
ใชล้ ูกปดั รอ้ ยหอ้ ยเป็นดอกดวงรายตลอด
6) ผ้านุ่ง เป็นผา้ ยาวส่ีเหลย่ี มผืนผา้

7) เพลา เหน็บเพลา หนบั เพลา ก็ คอื สนับเพลา สำหรับ สวมแล้วนงุ่ ผ้าทับ

8) หน้าผ้า ลักษณะเดียวกับชายไหว ถ้าเป็นของโนราใหญ่หรือนายโรงมักทำด้วยผ้าแล้วร้อยลูกปัดทาบเป็น
ลวดลาย ที่ทำเป็นผ้า ๓ แถบคล้ายชายไหวล้อมด้วยชายแครงก็มี ถ้าเป็นของนางรำ อาจใช้ผ้าพื้นสีต่างๆ
สำหรับคาดห้อยเช่นเดยี วกบั ชายไหว
9) ผา้ หอ้ ย คอื ผ้า สีตา่ ง ๆ ทคี่ าดหอ้ ยคล้ายชายแครง

25

10) กำไล ต้นแขนและปลายแขน เป็นกำไลสวมต้นแขน เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดูทะมัด
ทะแมงและเพ่ิมให้สง่างามยงิ่ ขึ้น
11) กำไล กำไลของโนรามัก ทำด้วยทองเหลือง ทำเป็น วงแหวน ใช้สวมมือ และเท้าข้างละหลาย ๆ วง

12) เลบ็ เป็นเครอื่ งสวมน้วิ มอื ให้โค้งงาม คลา้ ยเล็บกินนร

13) หน้าพราน เปน็ หนา้ กากสำหรบั ตัว “พราน” ซึ่ง เปน็ ตวั ตลก

ความเชือ่ : ความเช่อื เกย่ี วกบั ครูหมอโนรา

26

ครูหมอโนรา บางแห่งเรียกว่า ตายายโนรา คือบูรพาจารย์โนราและบรรพบุรุษของโนราที่ล่วงลับไป
แล้ว โนราเชื่อว่าครูหมอเหล่านี้ยังมีความผูกพันกับลูกหลานและผู้มีเชื้อสายโนรา หากลูกหลานเพิกเฉยไม่
เคารพบูชาไม่เซ่นไหว้ ก็จะได้รับการลงโทษจากครูหมอโนราด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำให้เจ็บป่วยจะแก้ได้ด้วย
การบนบวงสรวง อนึ่ง ถ้าจะให้ครูหมอโนราช่วยเหลือในกิจบางอย่างก็ทำได้โดยการบนบานหรือบวงสรวง
เช่นกัน จากความเชื่อนี้จึงทำให้เกิดพิธีกรรมโนราโรงครู ซึ่งในพิธีนี้ มีการเชิญครูหมอโนราเข้าทรงรับเครื่อง
สังเวย และมีการรำถวายครู

ความเชอ่ื เรอื่ งการเขา้ ทรงและรา่ งทรง

ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าครหู มอสามารถติดต่อกับลูกหลานไดโ้ ดยผา่ นศิลปินโนราโดยเฉพาะโนรา
ใหญ่และการเข้าทรงในรา่ งของครูหมอโนราองคน์ ัน้ ๆ

อุปกรณแ์ ละเครือ่ งดนตรีที่ใช้ในการแสดง :

1. ทับ (โทนหรือทับโนรา) เป็นคู่ เสียงต่างกันเล็กน้อย ใช้คนตีเพียงคนเดียว เป็นเครื่องตีที่สำคัญที่สุด
เพราะทำหน้าที่ คุมจงั หวะและเปน็ ตวั นำในการเปลี่ยนจังหวะทำนอง (แตจ่ ะต้องเปลี่ยนตามผ้รู ำ ไม่ใช่
ผรู้ ำ เปลยี่ น จงั หวะลลี าตามดนตรี ผู้ทำหนา้ ท่ีตที บั จงึ ตอ้ งนง่ั ให้มอง เห็นผรู้ ำตลอดเวลา และต้องรู้เชิง
ของผู้รำ)

2. กลอง เป็นกลองทัดขนาดเล็ก (โตกว่ากลองของหนังตะลุงเล็กน้อย) 1 ใบทำหน้าที่เสริมเน้นจังหวะ
และล้อเสยี งทบั

3. ป่ี เป็นเครื่องเป่าเพียงชิ้นเดียวของวง นิยมใช้ปี่ใน หรือ บางคณะอาจใช้ปี่นอก ใช้เพียง 1 เลา ปี่มีวิธี
เป่าที่คล้ายคลึงกับขลุ่ย ปี่มี 7 รูแต่สามารถกำเนิดเสียงได้ ถึง 21 เสียงซึ่งคล้ายคลึงกับเสียงพูด มาก
ท่สี ุด

4. โหม่ง คอื ฆอ้ งคู่ เสียงต่างกนั ท่เี สยี งแหลม เรียกวา่ “เสียงโหมง้ ” ที่เสียงทุ้ม เรียกวา่ “เสยี งหมงุ่ ” หรอื
บางครั้งอาจจะเรยี กว่าลกู เอกและลูก ทุ้มซึ่งมีเสียงแตกตา่ งกนั เปน็ คู่แปดแตด่ ั้งเดมิ แล้วจะใชค้ หู่ า้

5. ฉง่ิ หล่อดว้ ยโลหะหนารปู ฝาชีมรี ูตรงกลางสำหรับร้อยเชือก สำรับนึงมี 2 อัน เรยี กว่า 1 คู่เป็นเคร่ืองตี
เสรมิ แต่งและเนน้ จังหวะ ซงึ่ การตีจะแตกตา่ งกบั การตฉี ง่ิ ในการกำกบั จังหวะของดนตรีไทย

6. แตระ หรือ แกระ คือ กรับ มี ทั้งกรับอันเดียวที่ใช้ตีกระทบกับรางโหม่ง หรือกรับคู่ และมีที่ร้อยเป็น
พวงอย่างกรับพวง หรือใช้เรยี วไมห้ รอื ลวด เหลก็ หลาย ๆ อนั มัดเขา้ ดว้ ยกันตีใหป้ ลายกระทบกัน

27

วิธีทำการแสดง : 1) การรำ โนราแต่ละตัวต้องรำอวดความชำนาญ และความสามารถเฉพาะตน โดยการรำ
ผสมท่าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน แต่ละท่ามีความถูกต้อง ตามแบบฉบับ มีความคล่องแคล่ว
ชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลา ให้เข้ากับจังหวะดนตรี และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อย หรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่
กรณี บางคนอาจอวดความ สามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เช่น การเล่นแขน การทำให้ ตัวอ่อน การรำท่าพลิก
แพลง เป็นตน้

2) การร้อง โนราแต่ละตัวจะต้องอวดลีลาการร้อง ขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน
จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอน รวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการ
รอ้ ง โต้ตอบ แก้คำอยา่ งฉับพลันและคมคาย เป็นต้น

3) การทำบท เป็นการอวดความสามารถในการ ตีความหมายของบทรอ้ งเป็นท่ารำ ใหค้ ำร้องและท่ารำ สมั พันธ์
กนั ต้องตที า่ ให้พสิ ดารหลากหลาย

5) การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคน จะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบท
ดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความ ชำนาญเป็นพิเศษด้วย ซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้
แสดง เฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู ในพิธีแต่งพอกผูกผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง
บางอย่างใช้ ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือในการรำแก้บน เป็นต้น ตัวอย่างการรำเฉพาะอย่าง เช่น รำบท
ครูสอน รำเพลงทบั เพลงโทน รำเพลงปี่ รำขอเทรดิ รำคล้องหงส์

6) การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่น เป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอ อาจมีการเล่นเป็นเรื่อง
ให้ดูเพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอน มาแสดง ไม่เน้นการแต่งตัวตามเรื่องแต่จะเน้น
การตลก และการขับบทกลอนแบบโนราใหไ้ ดเ้ นอื้ หาตามท้องเรื่อง

วิถีชีวิต : วิถีชีวิตของชาวบ้านจึงมีความเกี่ยวข้องกับโนราอย่างแยกไม่ออก อีกทั้ง มีคุณค่าทางสังคมมากมาย
เช่น 1. ด้านครอบครัว ชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีการเรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญาจาก บรรพบุรุษ
ก่อให้เกิดความรัก ความเข้าใจ ความผูกพันอันทรงคุณค่า 2. ด้านชุมชน เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แลกเปลี่ยน
เรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่นๆ 3. ด้านศาสนา ความเชื่อเกี่ยวกับ
หนังโนราทำให้เกิดความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ประพฤติปฏิบัติ ตามหลักคุณธรรมของศาสนา ทำให้มีความ
เจริญรุ่งเรืองอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 4. ด้านเศรษฐกิจ มีการสร้างรายได้จากการซื้อขายสินค้าภายในชุมชน
และคณะโนรา ทง้ั โนราใหญ่ และนักดนตรลี กู คู่ ได้รบั ค่าตอบแทนจากการแสดง สามารถเพิม่ มลู คา่ เศรษฐกิจได้
เป็นอย่างดี

28

หนังตะลุง

Nang Talung is a folk shadow puppet spectacle of the southern region of Thailand. It
is a very popular kind of entertainment. Academics believe that this kind of “shadow play”
featured in human culture since time immemorial and was prevalent both in Europe and Asia.
In Asia, shadow puppet spectacle spread to Java (Indonesia), Cambodia, Myanmar, Malaysia
and Thailand.

The local people in the south of Thailand formerly called Nang Talung in a shortened
form–“Nang”. Therefore it is thought that the word “Nang Talung” probably originated after
the shadow puppet spectacle from the south was shown in the central region. Wanting to
distinguish this kind of “Nang” (shadow puppet spectacle) from the Nang Yai (Grand Shadow
Puppet Spectacle), the central region people added “Talung” to the word “Nang”. The word
“Talung” came from “Phatthalung”. The southerner’s shadow puppet spectacle was
performed in Bangkok for the first time during King Rama III’s reign when Chao Phraya
Phatthalung (Phueak) brought the troupe to perform in Nang Loeng sub-district. The puppeteer
was from Phatthalung Province.

Nang Talung tells a story in verses, which are sung (called “wa bot”) in dialect,
interspersed with dialogue, and uses the puppets’ shadow on the screen to attract the
audience attention. All these tasks are performed solely by nai nang talung–the Nang Talung
puppeteer.

The principal elements and equipments for a Nang Talung spectacle are: the screen,
the lighting equipments, and the musical instruments. The musical ensemble comprises a pi
nai (a kind of Thai oboe); a mong ( mediumsized gong), a thap (tuned one-sided drums), a
klong tuk (a kind of drum), a pair of ching (a pair of small cymbals) and a pair of trae (a pair of
claves [hardwood sticks]). The musicians are called “luk khu” who plays the music during the
spectacle. Thap is the most important musical instrument in the band because it controls the
tempo and rhythm for the other members of the band to follow.

The set of leather puppets comprising the ruesi (rishia hermit), Phra Isuan (the Hindu
God Ishvara or Shiva), Chao Mueang, Nang Mueang, the hero and the heroine, the deities, the
demons, the comedian, and other characters are kept in a phaeng nang. The comedian

29

character is the most important of the whole set and indispensable. The comic parts add
colour to the spectacle and leave strong and longlasting impression on the audience. People
will talk about the jokes and the funny bits and tell others about them. If the puppeteer
succeeds in creating a hilarious character that people keep talking about can be considered a
truly accomplished puppeteer.

Besides its entertaining value, Nang Talung’s lasting popularity from the past to the
present also rests on the sharp wit of the puppeteer who comments on the prevailing social
occurrences and happenings through the puppets. This reflects the character of the southern
people who are keen on following social and political development and occurrences in the
nation. Nang Talung has therefore been a part of the social and cultural landscape of the
southern people throughout the ages.

การแตง่ กาย : ใส่เส้ือผา้ หลวมๆเพือ่ ให้สะดวกในการเชดิ หนัง

ความเชือ่ : ความเชอื่ เกย่ี วกบั ครูหมอ

ครูหมอคือบูรพาจารย์และบรรพบุรุษที่นายหนังแต่ละคนสืบเชื้อสายมา โดยเชื่อว่าครูเหล่านั้นยังห่วง
ใจผูกพันกับนายหนัง หากนายหนังบูชาเซ่นพลีตามโอกาสอันควร ครูหมอก็จะให้คุณ แต่หากละเลยก็อาจให้
โทษได้ หนังตะลุงแทบทุกคนจึงมักตั้ง ตั้งหิ้ง (ชั้นไม้ขนาดเล็ก แขวนไว้ข้างฝาในที่สูง) ให้เป็นที่สถิตของครู ปกั
ธูปเทียนบูชาและจะมีพิธีไหว้ครูเป็นระยะๆ เช่น 3 ปีต่อคร้ัง ปีละครั้งเป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่จะตกลงกับครูไว้
อย่างไร

อุปกรณ์และเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง : อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงที่สำคัญ ได้แก่ จอหนัง ไฟ
สำหรบั ใช้สอ่ งแสง เครื่องดนตรีหนงั ตะลงุ ประกอบด้วย ป่ีใน โหม่ง ทบั กลองตกุ๊ ฉ่งิ และแตระ โดยมนี ักดนตรี
เรียกว่า “ลูกคู่” ทำหน้าที่บรรเลงขณะแสดง ในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมด “ทับ” เป็นเครื่องกำกับจังหวะ
และท่วงทำนองทส่ี ำคัญทสี่ ุด ผู้บรรเลงดนตรีชน้ิ อืน่ ๆ ต้องคอยฟังและยกั ย้ายจงั หวะตามเพลงทบั ส่วนรปู หนังที่
ใช้ในการแสดงประกอบด้วย รูปฤาษี รูปพระอิศวร รูปเจ้าเมือง-นางเมือง รูปพระเอก-นางเอก รูปเทวดา รูป
ยักษ์ รูปตัวตลก และรูปต่างๆ ซึ่งจะเก็บไว้ใน “แผงหนัง” โดยในส่วนของตัวหนังนี้ “ตัวตลกหนังตะลุง” เป็น
ตัวละครท่ีมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวละครท่ี “ขาดไม่ได”้ สำหรับการแสดงหนงั ตะลุง บทตลกคือเสนห่ ์
หรือสีสัน ที่นายหนังจะสร้างความประทับใจให้กับคนดู เมื่อการแสดงจบลง สิ่งที่ผู้ชมจำได้ และยังเก็บไปเล่า
ต่อก็ คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่สามารถสร้างตัวตลกได้มี ชีวิตชีวาและน่าประทับใจ สามารถทำใหผ้ ้ชู ม
นำบทตลก นัน้ ไปเล่าขานตอ่ ได้ไม่รู้จบ กถ็ ือว่าเป็นนายหนงั ท่ปี ระสบ ความสำเร็จในอาชีพโดยแท้จริง

30

วิธที ำการแสดง : 1. ต้งั เครื่อง
2. แตกแผงหรือแกแ้ ผง
3.เบกิ โรง
4.ลงโรง
5. ออกลิงหัวค่ำ เป็นธรรมเนียมของหนังในอดีต ลิงดำเป็นสัญลักษณ์ของอธรรม ลงขาวเป็นสัญลักษณ์ของ
ธรรมะ เกิดสรู้ บกัน ฝ่ายธรรมะกม็ ีชัยชนะแกฝ่ า่ ยอธรรม ออกลงิ หัวค่ำยกเลกิ ไปไมน่ อ้ ยกวา่ ๗๐ ปแี ลว้ ช่วงชีวิต
ของผู้เขียนไม่เคยเห็นลิงดำลิงขาวที่สู้รบกันเลย เพียงได้รับการบอกเล่าจากผู้สูงอายุ ๙๐ ปีข้ึน
ไป
6. ออกฤาษี หรอื ชกั ฤาษี ฤาษี เปน็ รูปครู มคี วามขลงั และศักดส์ิ ทิ ธิส์ ามารถป้องปัดเสนียดจัญไร และ ภยันตราย
ทั้งปวง ทั้งช่วยดลบันดาลให้หนังแสดงได้ดี เป็นที่ชื่นชมของคนดู รูปฤาษีรูปแรกออกครั้งเดียว นอกจาก
ประกอบพธิ ีตัดเหมรยเท่านน้ั
7. ออกรูปพระอิศวร หรือรูปโค รูปพระอิศวรของหนังตะลุง ถือเป็นรูปศักด์ิสิทธิ์ และเป็นเทพเจ้าแห่งความ
บันเทิง โคอุสุภราชสีเผือกแต่ช่างแกะรูปให้วัวเป็นสีดำนิล เจาะจงให้สีตัดกับสีรูปพระ อิศวร ตามลัทธิ
พราหมณพ์ ระอิศวรมี 4 พระกร ถอื ตรีศูล ธนู คฑา และ บาศ พระอศิ วรรูปหนังตะลุงมีเพยี ง 2 กร ถือจกั ร และ
พระขรรค์ เพอ่ื ให้รปู กะทัดรัดสวยงาม
8.ออกรูปฉะหรือรูปจับ"ฉะ"หมายถึงการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ยกเลิกไปพร้อมๆ กับลิง
หัวค่ำ
9. ออกรูปรายหน้าบทหรือรปู กาศ ปราย หมายถงึ อภปิ ราย กาศ หมายถงึ ประกาศ รปู ปรายหนา้ บท หรือ รูป
กาศ หรือ รูปหน้าบท เสมือนเป็นตัวแทนนายหนังตะลุง เป็นรูปชายหนุ่มแต่งกายโอรสเจ้าเมือง มือหน้า

31

เคลือ่ นไหวได้ มือทำเปน็ พิเศษใหน้ ิ้วมือทั้ง 4 อ้าออกจากน้วิ หวั แม่มือได้ อกี มือหนึ่งงอเกอื บตั้งฉาก ติดกับลำตัว
ถือดอกบวั หรอื ช่อดอกไม้ หรือธง

10. ออกรูปบอกเรื่อง รูปบอกเรื่อง คือรูปบอกคนดูให้ทราบว่า ในคืนนี้หนังแสดงเรื่องอะไร สมัยที่หนังแสดง
เรื่องรามเกียรติ์เพียงเรื่องเดียว ก็ต้องบอกให้ผู้ดูทราบว่าแสดงเรื่องรามเกียรติ์ตอนใด บอกคณะบอกเค้าเรื่อง
ยอ่ ๆ เพ่อื ใหผ้ ูด้ ูสนใจติดตามดู หนังทั่วไปนยิ มใช้รูปนายขวญั เมอื งบอกเรื่อง

11. ขบั รอ้ งบทเกีย้ วจอ
12. ต้ังนามเมอื งหรือตงั้ เมือง เร่ิมแสดงเปน็ เรอื่ งราว

วิถีชีวิต : ในอดีตหนังตะลุงกับวิถีชีวิตของคนใต้มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากหนังตะลุงนั้นเป็นเครื่องบรรเทา
ความทุกข์ เมื่อได้ชมหนังตะลุงก็จะพบกับความสนุกสนาน หนังตะลุงคือวิถีชีวิตของคนใต้อย่างแท้จริง แต่ใน
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลาย ที่มีบทบาทกับการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้คนใต้ในสมัยนี้ลืมเลือนวิถีชีวิต
แบบเดิม แบบที่ใช้ชีวิตกับประเพณี วัฒนธรรมและศิลปะในการสร้างความสนุกสนาน แต่กลับใช้เทคโนโลยีใน
การสร้างความสนุกสนาน เช่น การเล่นเกมส์ ฟงั เพลงผา่ นโทรศัพท์มอื ถือ และส่อื ออนไลน์ประเภทต่างๆ ทำให้
วิถีชีวิตของคนใต้ในสมัยนี้เปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้หนังตะลุงซึ่งเป็นศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีเริ่มสูญหายไป
แต่ถ้าเราคนใต้ไม่ช่วยกันทำนุบำรุง สืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามไว้ หนังตะลุงคงสูญหายไป
ตามกาลเวลาที่ล่วงเลย

เพลงบอก

The historically close relationship with the Muslim population from Malaysia in this region has
also had an effect on the development of the local Southern Thai music. Geographically
Malaysia lies along Thailand’s southern border. Initially, Thai

- Malay affairs mostly concerned politics and warring power struggles. However, when the
Malays and some Southern Thais in the border areas converted from Buddhism to Islam,
they were brought culturally closer via a shared religion. Moreover, considering the long
term linguistic and racial blending, a good percentage of the Southern Thais speak

Malay and carry a Malay bloodline and vice versa for the northern states of

Malaysia where the Thais have become intermixed. The musical culture in these areas
mirrors this ethnic blending and the two countries have many characteristics in

common. It can be said that the local Additionally, the Southern and Central

32

regions of Thailand have maintained a strong artistic relationship over the centuries.
Nakhon Srithammarat is the city that is and was considered the cultural center of
Southern Thailand. Its performance arts and music were so highly developed that it was
nicknamed “The city of dramatic performance” (Mueang Lakhon). The performing arts
and music of the city always had an influence on Central Thailand such as in the
Thonburi period (1768–1782). At this time, King Taksin requested that the plays from
Nakhon Srithammarat be performed in Thonburi which was the capital of Thailand.
However, this region’s culture was also shared as far as the South as well. For example,
the Pi Nok (oboe), So Duang (high pitched vertical fiddle) and So you(low pitched vertical
fiddle) from the Thonburi Royal court migrated to Southern Thailand. Over time these
have become common instruments in the ensembles of this region. According to Sujarit
Buapim who researched the origins of music in this region, the Southern local song has
been influenced by the different cultural groups that resided there as result of the trade
relationships with India, Java (Indonesia) and Malaysia. There was also a secondary

influence with Central Thailand since Thais travelled south to receive and further
distribute the trade goods imported from abroad. When reviewing in detail the former
prominent local melodies that are played in Southern Thailand there is not any one
song that one can ascertain as originating from this region (excluding the remote
indigenous tribes). The songs are either music in the Southern Thai areas is
predominately in the Java-Malay style. An instrument that demonstrates this blend is
the incorporation of the Java-Malay’s small one-sided drum known as the

Rammana. Furthermore, this style is not just restricted to the border provinces areas;
some instruments are widespread throughout Southern Thailand. The tracing of the

migration of the Rammana and the Pi Ho (oboe) instruments are examples of this

disp from Malaysia or Central Thailand. Some, however, have southern names, for instance,
the songs of Ka Lo, Rong Ngeng and Li ke Hulu are Java-Malay cultural derivatives. In addition,
later on with the growing impact of Western Classical music during the Victorian Era (1839–
1901), the violin was incorporated as accompaniment to the Rong Ngeng and Sampeng dances.
In general, it can be said that the Southern Thai musical culture has developed primarily

33

through the inclusion and incorporation of music and instruments from outside its own region.
Its music is therefore defined by how it has chosen to include, modify or blend outside
influences both into and on to its existing musical base. The Southerners have created their
own unique cultural identity by mixing the received musical impetuses with the traditional
one while maintaining the core local rhythm that retains the listeners feel for the original
southern ambiance. An exception to the generalized musical blending during this period is to
be found in the musical originality and consistency of the remote rural areas where the Sakai
tribe resides. The Sakai people are an indigenous member of the Semang ethnic group. The
stable characteristics of their local music are reported to have resulted from their isolation
since they were far removed from both the main trade centers and their routes. Consequently,
their unique musical identity was well preserved since there was minimal external influence.

การแต่งกาย : แต่งกายแบบพืน้ เมอื งชาวภาคใต้ตามลักษณะชาวบ้านท่มี ีความเปน็ อยู่ในท้องถนิ่ น้ันๆ

ความเชื่อ : ในอดีตการละเล่นเพลงบอกนิยมเล่นเพื่อป่าวประกาศข่าวต่าง ๆ แก่ชาวบ้าน เช่น บอก
รายละเอียดเกี่ยวกับงานสงกรานต์ ภายหลังจึงมีการเล่นเพื่อความครึกครื้นหรือร้องโต้ประชันเพื่ออวดฝีปาก
กัน เพลงบอกคณะหนึ่ง ๆ จะมีแม่เพลง ๑ คน ลูกคู่ ๒-๓ คน กลอนที่ใช้ในเพลงบอกจะเป็นกลอนด้น ซึ่งต้อง
ใช้ปฏิภาณไหวพริบ รูปแบบค่อนข้างซับซ้อน ยืดหยุ่นได้ทั้งสัมผัสและจำนวนคำ ความนิยมในการเล่นเพลง
บอกเดิมเชื่อว่าเป็นการเล่นท่ีเกี่ยวขอ้ งกับประเพณสี งกรานต์เป็นหลัก ในตำนานนางสงกรานตท์ ี่เลา่ ว่าครั้งหนึ่ง
นานมาแล้วมีเศรษฐีคนหนึ่งรวยทรัพย์แต่ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล โดยบ้านของเศรษฐีคนนี้ตั้งอยู่ใกล้กับนักเลงสุราท่ี
มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีที่ไม่มีบุตร จนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวง สรวงพระอาทิตย์
พระจันทร์ ต้ังจติ อธิษฐานขอบตุ ร แต่แมว้ า่ เศรษฐจี ะตั้งจิตอธิษฐานอย่นู านกว่าสามปี ก็ยงั ไม่มีว่แี วววา่ จะมีบุตร
กระทั่งวันหนึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษเศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอไปถึงก็ได้นำ
ข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี
จึงเหาะไปเฝ้าพระอนิ ทร์ ไม่ชา้ พระอินทรก์ ม็ ีเมตตาประทานเทพบุตรใหอ้ งค์หน่งึ นาม "ธรรมบาล" ลงไปปฏสิ นธิ
ในครรภภ์ รรยาเศรษฐี ไมช่ ้าเทพบตุ รก็คลอดออกมา เศรษฐจี ึงต้ังชื่อใหก้ มุ ารน้อยน้ีวา่ "ธรรมบาลกุมาร" และได้
ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัยเวลาผ่านไป ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานก และเมื่ออายุ
เจ็ดขวบก็ได้เรียนไตรเภทจบ ธรรมบาลกุมาลจึงได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหน่ึง
ท้าวกบิลพรหมได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่าถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะ
ตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ซึ่งปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมาร ก็
คือ "ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน" เมื่อได้ฟังคำถามดังนั้นธรรมบาล
กุมารก็จนปัญญาไม่สามารถตอบได้ จึงได้ขอผัดผ่อนท้าวกบิลพรหมไปอีก ๗ วัน จนกระทั่งล่วงเข้าวันที่

34

๖ ธรรมบาลกุมารกล็ งจากปราสาทมานอนอย่ใู ต้ตน้ ตาล โดยคดิ ว่าหากไมส่ ามารถตอบปญั หาน้ีได้ ก็ขอตายในที่
ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม แต่นับเป็นโชคดีที่ธรรมบาลกุมาร ซึ่งสามารถฟังภาษานกได้
และบังเอิญบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมียเกาะทำรังอยู่ ธรรมบาลกุมารจึงได้ยินนกสองตัวผัวเมีย
สนทนากัน โดยนางนกอินทรีถามสามีว่าพรุ่งนี้จะไปหาอาหารแห่งใด สามีได้ตอบนางนกเมียไปว่าเราจะได้กิน
ศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมฆ่าเพราะตอบปัญหาไม่ได้ นางนกเมียจึงถามว่าคำถามที่ท้าวกบิล
พรหมถามคืออะไรและคำตอบคืออะไร นกผู้สามีก็เล่าให้นางนกผู้เมียฟังว่าตอนเช้าราศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึง
ต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยงราศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็นราศรีจะอยู่
ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็ดีใจ กระทั่งวันรุ่งขึ้นวันที่ ๗ ธรรมบาล
กุมารได้นำคำตอบดังกลา่ วไปตอบกบั ท้าวกบิลพรหม ทำใหท้ ้าวกบลิ พรหมพ่ายแพต้ ่อธรรมบาลกุมาร ท้าวกบลิ
พรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่าจะตัดเศียรบูชา
ธรรมบาลกุมาร ตามคำท้าไว้แต่ปัญหาก็คือ พระเศียรของพระองค์หากตกไปอยู่ที่ใด ก็จะเป็นอันตรายต่อที่น้ัน
อย่างเช่น หากตั้งเศียรไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้โลก แต่ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง หรือถ้าจะทิ้งใน
มหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง ด้วยเหตุนี้ท้าวกบิลพรหม จึงมอบหมายให้ธิดาทั้ง ๗ ผลัดเวรกันนำพานมารองรับเศียร
โดยให้นางทุงษะผู้เป็นธิดาองค์โต เป็นผู้เริ่มต้น ซึ่งนางทุงษะก็เชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบ
เขาพระสเุ มรุ ๖๐ นาที จากน้นั นำไปประดษิ ฐานไว้ในถ้ำคนั ธชุลี ณ เขาไกรลาศ และเมื่อครบกำหนด ๓๖๕ วนั
ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นว่า ๑ ปี เวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้ง ๗ ก็จะทรงพาหนะของตนผลัดเวรกันมา
เชิญพระเศียรของบิดาออกแห่ ทำเช่นนี้ทุก ๆ ปี และเนื่องจากเทพธิดาทั้ง ๗ ปรากฏตัวในวันมหาสงกรานต์
เป็นประจำ จึงได้ชื่อว่า "นางสงกรานต์" ส่วนท้าวกบิลพรหมนั้น นัยก็คือพระอาทิตย์ เพราะกบิลหมายถึงสี
แดง คือเป็นการนำเอาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและรายละเอียดเกี่ยวกับวันสงกรานต์มาบอกให้
ชาวบ้านได้ทราบเพราะแต่ก่อนนี้ความรู้อ่านออกเขียนได้มีน้อย เพลงบอกจึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านให้ความสนใจ
เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม การทำนา ทำไร่ ซึ่งต้องพึ่งพาธรรมชาติ ดังนั้นการทราบ
รายละเอียดของฝน การให้น้ำของนาค การทราบชื่อนางสงกรานต์ จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการทราบ เพื่อ
นำไปใช้ในการวางแผนการประกอบอาชีพของตน นอกจากการเล่นเพลงบอกในวันสงกรานต์แล้ว ในเวลาต่อมี
การนำเอาเพลงบอกไปเลน่ ในงานอน่ื ๆ ด้วย เชน่ งานประจำปี งานบวชนาค งานแตง่ งาน งานศพ งานข้ึนบ้าน
ใหม่ และงานบุญอื่น ๆ ตามความประสงค์ของเจ้าภาพ เพลงบอกจึงกลายเป็นการละเล่นพื้นถิ่นของภาคใต้
ตอนบนและภาคใต้ตอนกลาง แต่จะเล่นกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานกว่า ๒๐๐ กว่าปี
โดยจะเล่นกันประมาณปลายปีประมาณเดือน ๔ หรือย่างเข้าเดือน ๕ ซึ่งเป็นเวลาที่ชาวนาภาคใต้ส่วนใหญ่ทำ
การเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนพลบค่ำตามละแวกบ้านจะได้ยินเสียงเพลงบอกแทบทุก
บ้าน คณะเพลงบอกจะออกตระเวณตามบ้านใกล้เรือนเคียง เมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตูรับ แม่เพลงก็จะขับ
กล่อมเพลงบอก โดยเน้อื ความตอนแรกมักจะเป็นบทไหว้สิ่งศักดส์ิ ิทธ์แิ ละกลา่ วขมเชยเจ้าของบ้าน แล้วเจ้าของ

35

บ้านจะเชิญขึ้นบนเรือน ยกเอาหมากพลู บุหรี่ หรือบางที่ก็นำเหล้ายาปลาปิ้งออกมาเลี้ยง เจ้าของบ้านบางคน
อาจลองภูมิรู้ของเพลงบอกบอกโดยถามถึงเรื่องราวทั่ว ๆ ไป เช่น หลักธรรมคำสอน ความเป็นมาของวัน
สงกรานต์ แม่เพลงก็จะขับเป็นเพลงบอกเล่าให้ฟัง และก่อนจะอำลากลับไปบ้านอื่น ๆ คณะเพลงบอกจะขับ
เพลงบอกใหศ้ ีลให้พรตามธรรมเนียม และคณะเพลงบอกกจ็ ะตระเวนกนั ตอ่ ไปจนตลอดรุง่ จงึ จะเลิก

อุปกรณ์และเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง : ฉิ่งบางคราวก็มีเพิ่มขึ้น คือ นอกจากจะมีฉิ่งแล้วก็ยังมี ขลุ่ย ปี่ ทับ
กรบั

วิธีทำการแสดง : วิธีการขับเพลงบอก เมื่อแม่เพลงบอกร้องจบวรรคแรกลูกคู่ก็รับครั้งหนึ่งโดยรับว่า " ว่าเอ้ว่า
เห้ " พร้อม ๆ กับต้องคอยตีฉิ่งให้เข้ากับจังหวะ ถ้าหากแม่เพลงว่าวรรคแรกซ้ำอีก ลูกคู่ก็จะรับว่า " ว่าทอยช้า
ฉ้าเอ้" และเมื่อแม่เพลงว่าไปจนจบบทแล้ว ลูกคู่จะต้องรับวรรคสุดท้ายอีกครั้ง ในเพลงบอกหนึ่ง ๆ มีจำนวน
วรรคอยู่ 4 วรรค วรรคหนึง่ ๆ มจี ำนวนคำไม่ค่อยแนน่ อน บางทขี าดบางทีเ่ กินไปบ้าง และสัมผัสกไ็ มเ่ ครง่ ครดั
วิถีชีวิต : เพลงบอก เป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมมากที่สุด และเป็นภูมิปญั ญาของชาวบ้านทีใ่ ช้ในการบอกข่าวสาร
กันจึงทำให้ข่าวสารนั้นน่าสนใจ ในปัจจุบันเพลงบอกนำมาใช้บอกบุญ บอกโฆษณาสินค้าประชาสัมพันธ์และ
การเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในท้องถิ่นด้วย เพลงบอกเป็นเพลงที่สนุกสนานครื้นเครง
และมักใชแ้ สดงตามโอกาสตา่ งๆ เช่น เพลงบอกสงกรานต์ เพลงบอกประชนั เพลงบอกข่าวสาร เปน็ ตน้
จุดเดน่ ของการแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลงุ และการแสดงเพลงบอก
จุดเด่นของการแสดงมโนราห์ : เป็นการร่ายรำ บทร้องประกอบดนตรี บทเจรจาในบางครั้งยังมีการแสดงเรื่อง
และยงั มกี ารแต่งกายทสี่ วยงามเปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะตวั และยงั มที ่ารำท่อี ่อนชอ้ ยแต่ทะมัดทะแมง
จุดเด่นของหนังตะลุง : การเชิดตวั หนังโดยใช้เงาในการเลน่ และคาแรกเตอร์ทแี่ ตกต่างของตัวหนังแตล่ ะตัว

36

จุดเด่นของเพลงบอก : น้ำเสียงถ้อยคำในการว่าเพลงบอก ให้ความครึกครื้นสนุกสนาน ข่าวที่มากับเพลงบอก
จึงไดร้ บั ความสนใจจากชาวบา้ นมากกว่าบอกขา่ วธรรมดา

ขอ้ แตกต่างของการแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลงุ และการแสดงเพลงบอก

การแสดงแต่ละชนิดจะมีข้อแตกต่างกันตามท้องถิ่นที่กำเนิดซึ่ง ในการแสดงมโนราห์จะแตกต่างจากการการ
แสดเพลงบอกและการแสดงหนังตะลุงที่เห็นได้ชัดเลย คือ ลักษณะการแต่งกายและวิธีการทำการแสดงการ
แสดงมโนราห์จะมกี ารใสเ่ ครือ่ งประดับมากมายแต่ในส่วนของหนังตะลุงและเพลงบอกผู้ทำการแสดงจะแต่งตวั
สบายๆตามท้องถิ่นของตน และในเรื่องของขขั้นตอนการทำการแสดง การแสดงมโนราห์จะมีการร่ายรำ แต่ใน
การแสดงเพลงบอกและการแสดงหนงั ตะลุง จะเปน็ การวา่ กลอนเพยี งอยา่ งเดียว

37

บทท่ี 5

สรปุ ผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
ตารางสรปุ ผลการแต่งกาย การขบั ร้อง เครอ่ื งดนตรี วถิ ีชีวิต ความเชอ่ื ต่างๆเกยี่ วกับการแสดงมโนราห์ หนัง
ตะลุงและเพลงบอก

มโนราห์ หนังตะลงุ เพลงบอก

1.การแตง่ กาย มีการใส่เครื่องประดับ ใส่เสื้อผ้าหลวมๆเพื่อ แตง่ กายตามท้องถ่นิ น้นั ๆ
มากมาย เช่น เทริด กำไล สะดวกแกก่ ารเชดิ หนงั

- ความเชื่อเก่ยี วกับครูหมอ - ความเชอื่ เกี่ยวกบั ครูหมอ - การบอกเลา่ เร่อื งราว

โนรา เกย่ี วกับวันสงกรานตใ์ น

2.ความเชอ่ื - ความเช่อื เร่อื งการ สมัยก่อน

เขา้ ทรงและรา่ งทรง

ทบั กลอง ปี่ โหมง่ ฉ่งิ ปี่ใน โหมง่ ทบั กลองตุ๊ก ฉ่ิง ขลุย่ ปี่ ทบั กรบั
3.อุปกรณแ์ ละเครอ่ื งดนตรีที่ แตระ ฉง่ิ และแตระ
ใชใ้ นการแสดง

4.วธิ กี ารแสดง 1) การรำ โนราแตล่ ะตวั 1. ตัง้ เครือ่ ง วิธีการขบั เพลงบอก เมอ่ื
ต้องรำอวดความชำนาญ 2. แตกแผงหรอื แกแ้ ผง แม่เพลงบอกร้องจบวรรค
และความสามารถเฉพาะ 3.เบกิ โรง แรกลูกค่กู ็รับครง้ั หนึ่งโดย
ตน โดยการรำผสมท่า 4.ลงโรง รบั ว่า " วา่ เอ้วา่ เห้ " พรอ้ ม
ตา่ งๆ เข้าดว้ ยกนั อยา่ ง 5. ออกลงิ หวั ค่ำ เปน็ ธรรม ๆ กบั ต้องคอยตฉี ง่ิ ให้เข้า
ตอ่ เน่ืองกลมกลืน แต่ละทา่ เนยี มของหนงั ในอดตี ลิง กบั จงั หวะ ถ้าหากแม่เพลง
มีความถูกต้อง ตามแบบ ดำเป็นสญั ลกั ษณข์ อง วา่ วรรคแรกซำ้ อีก ลูกคู่ก็
ฉบับ มีความคลอ่ งแคลว่ อธรรม ลงขาวเปน็ จะรบั ว่า " วา่ ทอยช้าฉา้ เอ"้

38

ชำนาญท่จี ะเปล่ยี นลลี า ให้ สัญลกั ษณข์ องธรรมะ เกดิ และเม่อื แม่เพลงวา่ ไปจน

เข้ากับจังหวะดนตรี และ สู้รบกัน ฝา่ ยธรรมะกม็ ีชยั จบบทแล้ว ลูกคูจ่ ะตอ้ งรับ

ต้องรำให้สวยงามอ่อนชอ้ ย ชนะแก่ฝ่ายอธรรม ออกลิง วรรคสุดท้ายอีกครั้ง ใน

หรือกระฉับกระเฉงเหมาะ หวั คำ่ ยกเลิกไปไมน่ อ้ ยกวา่ เพลงบอกหนึ่ง ๆ มีจำนวน

แก่กรณี บางคนอาจอวด ๗๐ ปแี ล้ว ชว่ งชวี ติ ของ วรรคอยู่ 4 วรรค วรรค

ความ สามารถในเชิงรำ ผูเ้ ขยี นไม่เคยเหน็ ลิงดำลิง หนึง่ ๆ มีจำนวนคำไมค่ ่อย

เฉพาะดา้ น เชน่ การเล่น ขาวที่ส้รู บกนั เลย เพยี ง แน่นอน บางทีขาดบางท่ี

แขน การทำให้ ตวั ออ่ น ไดร้ ับการบอกเล่าจาก เกินไปบ้าง และสมั ผัสกไ็ ม่

การรำทา่ พลิกแพลง เป็น ผู้สงู อายุ ๙๐ ปีขน้ึ ไป เครง่ ครัด

ตน้ 6. ออกฤาษี หรอื ชกั ฤาษี

2) การรอ้ ง โนราแตล่ ะตวั ฤาษี เปน็ รูปครู มีความขลงั

จะตอ้ งอวดลลี าการรอ้ ง และศักด์ิสิทธสิ์ ามารถปอ้ ง

ขับบทกลอนในลักษณะ ปัดเสนยี ดจญั ไร และ

ตา่ งๆ เชน่ เสยี งไพเราะดัง ภยนั ตรายท้งั ปวง ทงั้ ชว่ ย

ชัดเจน จังหวะการรอ้ งขับ ดลบนั ดาลให้หนงั แสดงได้

ถกู ตอ้ งเรา้ ใจ มปี ฏิภาณใน ดี เปน็ ท่ีชืน่ ชมของคนดู รูป

การคดิ กลอน รวดเรว็ ได้ ฤาษรี ูปแรกออกครัง้ เดียว

เน้อื หาดี สัมผสั ดี มี นอกจากประกอบพิธีตดั เห

ความสามารถในการร้อง มรยเทา่ นนั้

โต้ตอบ แกค้ ำอยา่ งฉับพลนั 7. ออกรูปพระอศิ วร หรอื

และคมคาย เป็นต้น รปู โค รูปพระอิศวรของ

3) การทำบท เปน็ การอวด หนงั ตะลงุ ถอื เป็นรูป

ความสามารถในการ ศกั ดิ์สิทธิ์ และเปน็ เทพเจ้า

ตีความหมายของบทร้อง แหง่ ความบนั เทงิ โค

เปน็ ท่ารำ ใหค้ ำร้องและท่า อสุ ุภราชสีเผือกแตช่ า่ งแกะ

รำ สัมพนั ธ์กัน ต้องตีท่าให้ รูปใหว้ วั เปน็ สีดำนิล

พสิ ดารหลากหลาย เจาะจงให้สตี ัดกบั สีรปู พระ

5) การรำเฉพาะอย่าง อิศวร ตามลัทธพิ ราหมณ์

นอกจากโนราแต่ละคน พระอศิ วรมี 4 พระกร ถอื

จะตอ้ งมคี วามสามารถใน ตรศี ูล ธนู คฑา และ บาศ

การรำ การร้อง และการ พระอิศวรรูปหนงั ตะลุงมี

ทำบท ดงั กลา่ วแลว้ ยงั ตอ้ ง เพยี ง 2 กร ถอื จักร และ

ฝึกการรำเฉพาะอย่างให้

39

เกดิ ความ ชำนาญเป็น พระขรรค์ เพ่อื ให้รูป

พิเศษด้วย ซงึ่ การรำเฉพาะ กะทดั รดั สวยงาม

อยา่ งน้ี อาจใช้แสดง 8.ออกรปู ฉะหรอื รปู จับ"

เฉพาะโอกาส เชน่ รำในพธิ ี ฉะ"หมายถึงการสู้รบ

ไหว้ครู ในพิธีแต่งพอกผกู ระหวา่ งพระรามกบั

ผา้ ใหญ่ บางอย่างใชร้ ำ ทศกัณฐย์ กเลกิ ไปพร้อมๆ

เฉพาะเมื่อมีการประชนั โรง กับลิงหวั คำ่

บางอยา่ งใช้ ในโอกาสรำลง 9. ออกรูปรายหน้าบทหรือ

ครหู รือโรงครู หรอื ในการ รูปกาศ ปราย หมายถงึ

รำแก้บน เป็นตน้ ตวั อย่าง อภปิ ราย กาศ หมายถงึ

การรำเฉพาะอยา่ ง เชน่ รำ ประกาศ รปู ปรายหนา้ บท

บทครูสอน รำเพลงทบั หรือ รปู กาศ หรือ รูปหนา้

เพลงโทน รำเพลงป่ี รำขอ บท เสมอื นเปน็ ตวั แทน

เทริด รำคลอ้ งหงส์ นายหนังตะลุง เปน็ รปู ชาย

6) การเลน่ เปน็ เรือ่ ง โดย หน่มุ แตง่ กายโอรสเจ้าเมอื ง

ปกตโิ นราไมเ่ นน้ การเล่น มือหนา้ เคลอ่ื นไหวได้ มือ

เปน็ เรอ่ื ง แต่ถา้ มีเวลา ทำเปน็ พิเศษใหน้ ว้ิ มือท้งั 4

แสดงมากพอ อาจมกี าร อ้าออกจากนิว้ หัวแมม่ ือได้

เลน่ เปน็ เร่ือง ให้ดเู พือ่ อกี มือหน่ึงงอเกอื บตั้งฉาก

ความสนุกสนาน โดยเลอื ก ติดกับลำตวั ถอื ดอกบวั

เรอ่ื งท่รี ้ดู ีกันแล้วบางตอน หรอื ช่อดอกไม้ หรอื ธง

มาแสดง ไม่เนน้ การแตง่ ตวั 10. ออกรปู บอกเรื่อง รูป

ตามเรอ่ื งแต่จะเนน้ การ บอกเร่ือง คอื รปู บอกคนดู

ตลก และการขบั บทกลอน ให้ทราบวา่ ในคนื นี้หนงั

แบบโนราใหไ้ ดเ้ นอ้ื หาตาม แสดงเรื่องอะไร สมยั ทห่ี นงั

ทอ้ งเร่ือง แสดงเรื่องรามเกยี รต์ิเพยี ง

เรือ่ งเดียว กต็ ้องบอกให้ผูด้ ู

ทราบวา่ แสดงเรอ่ื ง

รามเกียรติ์ตอนใด บอก

คณะบอกเค้าเรือ่ งย่อๆ

เพือ่ ให้ผูด้ ูสนใจติดตามดู

หนังทวั่ ไปนิยมใช้รปู นาย

ขวญั เมอื งบอกเร่ือง

40

11. ขบั ร้องบทเก้ียวจอ
12. ต้ังนามเมอื งหรอื ตงั้
เมือง เร่มิ แสดงเปน็
เร่อื งราว

วถิ ชี ีวิตของชาวบ้านจึงมี ในอดตี หนงั ตะลงุ กับวถิ ี : เพลงบอก เป็นเพลง

ความเก่ยี วขอ้ งกบั โนรา ชีวิตของคนใต้มี พ้ืนบา้ นทน่ี ยิ มมากท่สี ดุ

4.วิถชี ีวิต อย่างแยกไมอ่ อก อกี ท้ัง มี ความสมั พนั ธก์ นั เนอ่ื งจาก และเป็นภมู ปิ ญั ญาของ

คุณคา่ ทางสังคมมากมาย หนงั ตะลงุ นั้นเปน็ เคร่ือง ชาวบ้านท่ีใชใ้ นการบอก

เช่น 1. ด้านครอบครวั บรรเทาความทุกข์ เมือ่ ได้ ข่าวสารกันจึงทำให้

ชมุ ชน สามารถอยู่รว่ มกนั ชมหนงั ตะลงุ กจ็ ะพบกับ ข่าวสารน้ันนา่ สนใจ ใน

อยา่ งสนั ตสิ ุข มกี ารเรียนรู้ ความสนกุ สนาน หนัง ปจั จุบนั เพลงบอกนำมาใช้

สบื ทอดภมู ปิ ญั ญาจาก ตะลงุ คือวิถชี วี ิตของคนใต้ บอกบุญ บอกโฆษณา

บรรพบรุ ษุ กอ่ ให้เกิดความ อยา่ งแทจ้ ริง แตใ่ นปจั จบุ ัน สนิ คา้ ประชาสมั พนั ธ์และ

รกั ความเข้าใจ ความ มีเทคโนโลยีหลากหลาย ที่ การเลอื กตงั้ ซึง่ แสดงให้

ผูกพนั อนั ทรงคณุ ค่า 2. มบี ทบาทกบั การใช้ เหน็ ถึงภูมิปญั ญาของ

ดา้ นชมุ ชน เปิดโอกาสให้ ชวี ิตประจำวนั ทำให้คนใต้ ชาวบ้านในทอ้ งถนิ่ ดว้ ย

ชาวบา้ นไดแ้ ลกเปล่ียน ในสมัยนี้ลมื เลอื นวิถชี วี ิต เพลงบอกเปน็ เพลงท่ี

เรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ แบบเดิม แบบทใ่ี ช้ชวี ิตกบั สนุกสนานครน้ื เครง และ

กอ่ ให้เกดิ การแลกเปล่ยี น ประเพณี วัฒนธรรมและ มักใชแ้ สดงตามโอกาส

วัฒนธรรมกับชุมชนอน่ื ๆ ศลิ ปะในการสร้างความ ตา่ งๆ เชน่ เพลงบอก

3. ด้านศาสนา ความเช่อื สนุกสนาน แต่กลับใช้ สงกรานต์ เพลงบอก

เกย่ี วกับหนังโนราทำใหเ้ กดิ เทคโนโลยใี นการสร้าง ประชนั เพลงบอกขา่ วสาร

ความกตญั ญตู อ่ ผมู้ พี ระคณุ ความสนกุ สนาน เช่น การ เปน็ ต้น

ประพฤติปฏบิ ตั ิ ตามหลกั เล่นเกมส์ ฟงั เพลงผ่าน

คณุ ธรรมของศาสนา ทำให้ โทรศัพท์มือถอื และสือ่

มีความเจรญิ รงุ่ เรืองอยู่ ออนไลน์ประเภทต่างๆ ทำ

ร่วมกันอย่างสนั ติสุข 4. ใหว้ ถิ ีชวี ิตของคนใต้ในสมยั

ด้านเศรษฐกิจ มีการสร้าง น้เี ปลยี่ นไป ด้วยเหตนุ ้ี

รายได้จากการซ้ือขาย หนังตะลงุ ซ่ึงเป็น

สินคา้ ภายในชุมชน และ ศลิ ปะวัฒนธรรมและ

คณะโนรา ทง้ั โนราใหญ่ ประเพณีเริ่มสญู หายไป แต่

และนกั ดนตรลี ูกคู่ ไดร้ บั ถา้ เราคนใต้ไมช่ ่วยกนั ทำนุ

41

คา่ ตอบแทนจากการแสดง บำรุง สืบสาน
สามารถเพ่มิ มลู ค่า ศิลปวัฒนธรรมและ
เศรษฐกจิ ไดเ้ ปน็ อย่างดี ประเพณีอนั ดงี ามไว้ หนงั
ตะลุงคงสูญหายไปตาม
กาลเวลาทลี่ ่วงเลย

จดุ เด่นของการแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลุงและการแสดงเพลงบอก

จดุ เด่นของการแสดงมโนราห์ : เป็นการร่ายรำ บทรอ้ งประกอบดนตรี บทเจรจาในบางครั้งยังมกี ารแสดงเร่อื ง
และยังมีการแต่งกายท่ีสวยงามเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัวและยังมที ่ารำท่อี ่อนชอ้ ยแตท่ ะมัดทะแมง

จดุ เด่นของหนังตะลุง : การเชิดตวั หนังโดยใช้เงาในการเลน่ และคาแรกเตอร์ท่แี ตกตา่ งของตวั หนงั แต่ละตัว

จดุ เด่นของเพลงบอก : นำ้ เสยี งถ้อยคำในการว่าเพลงบอก ให้ความครึกครน้ื สนุกสนาน ข่าวท่ีมากบั เพลงบอก
จงึ ไดร้ บั ความสนใจจากชาวบ้านมากกวา่ บอกขา่ วธรรมดา

ขอ้ แตกต่างของการแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลงุ และการแสดงเพลงบอก

การแสดงแต่ละชนิดจะมีข้อแตกต่างกันตามท้องถิ่นที่กำเนิดซึ่ง ในการแสดงมโนราห์จะแตกต่างจากการการ
แสดเพลงบอกและการแสดงหนังตะลุงที่เห็นได้ชัดเลย คือ ลักษณะการแต่งกายและวิธีการทำการแสดงการ
แสดงมโนราห์จะมีการใส่เครื่องประดับมากมายแต่ในส่วนของหนังตะลุงและเพลงบอกผู้ทำการแสดงจะแต่งตวั
สบายๆตามท้องถิ่นของตน และในเรื่องของขขั้นตอนการทำการแสดง การแสดงมโนราห์จะมีการร่ายรำ แต่ใน
การแสดงเพลงบอกและการแสดงหนังตะลุง จะเป็นการว่ากลอนเพียงอย่างเดียวซึ่งถึงแต่ละการแสดงจะมีข้อ
แตกต่างทีแ่ ตกตา่ งกันออกไปแต่แตล่ ะการแสดงกย็ งั คงควาเป็นเอกลักษณข์ องภาคใต้ไดจ้ นถึงปจั จบุ นั

42

บรรณนานุกรม
มโนราห.์ คน้ เมอ่ื วนั ท่ี 17 ตลุ าคม 2563,
จาก https://sites.google.com/site/kanyamono16775/
หนงั ตะลุง.ค้นเม่ือวนั ที่ 17 ตลุ าคม 2563
,จาก https://sites.google.com/site/pattyloveloveit53/
เพลงบอก.คน้ เมื่อวนั ท่ี 17 ตลุ าคม 2563
จาก https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/2/c7f436bf
การแสดงพนื้ บ้าน. คน้ เม่อื วันที่ 10 พฤศจกิ ายน 2563
จาก http://poppy-porntipa.blogspot.com/2016/09/blog-post_28.html
การแสดงพน้ื บ้าน 4 ภาค. คน้ เมื่อวันที่ 10 พฤศจกิ ายน 2563
จาก https://tmchl.wordpress.com/
Shadow play.ค้นเม่อื วันท่ี 10 พฤศจกิ ายน 2563
จาก http://ich.culture.go.th/
Manohra.คน้ เมือ่ วนั ที่ 10 พฤศจิกายน 2563
จาก https://phanganist.com/
Folk song.ค้นเมอื่ วนั ที่ 10 พฤศจกิ ายน 2563
จาก http://www.manusya.journals.chula.ac.th/

43

ภาคผนวก

44

45

DIFFERENCE
BUT

PERFECT


Click to View FlipBook Version