The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jiraporn15102517, 2022-03-19 23:13:33

อีบุ๊ค

อีบุ๊ค

คู่มอื การจัดการเรยี นร้สู งั คมศกึ ษา
ศาสนาและวัฒนธรรม
สาหรับครปู ระถมศกึ ษา

สาระย่อยท1ี่ ศาสนา ศีลธรรมและจรยิ ธรรม

คานา

คณะผจู้ ดั ทาไดจ้ ดั ทาหลักสตุ รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม ฉบบั น้ีเปน็ เปน็ เอกสารประกอบการ
เรียนการสอน ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551เพอื่ เปน็
เป้าหมายในการพฒั นาผู้เรียน และกระบวนการจดั การเรียนรู้ เพอ่ื เป็นกรอบทิศทางใน
การจดั การเรยี นการสอนให้ตรงตามมาตรฐานในตวั ชว้ี ัดและสาระการเรียนรู้ ของกลุ่ม
สาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยพจิ ารณาตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560 )

คณะผูจ้ ดั ทาขอขอบคณุ ผ้ทู ีม่ ีส่วนรว่ มในการพฒั นาและจัดทาหลกั สูตรกลมุ่ สาระ
การเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระท่ี1ศาสนา ศีลธรรม และจรยิ ธรรม
ฉบบั นจี้ นสาเรจ็ ลลุ ว่ งเปน็ ด้วยดี และหวังเป็นอยา่ งยง่ิ ว่าจะเกดิ ประโยชนต์ อ่ การจัดการ
เรยี นรใู้ หก้ บั ผเู้ รยี นตอ่ ไป

คณะผู้จดั ทา
นางสาวจิราภรณ์ เคแสง
นางสาวศศภิ ัตษา จาปา
นางสาวสดุ ารัตน์ โพธ์ิจนั ทร์
นายวิทยา นิลเพช็ ร

1

สารบญั 1
คานา 2
สารบัญ 3
วิสัยทัศน์ 3
หลกั การ 3
จุดม่งุ หมาย 4
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5
สมรรถนะของผเู้ รยี น 6
คุณภาพผู้เรียน 7
เปา้ หมายสาคญั ของการจัดการเรียนการสอนสังคมศกึ ษา 8-14
ตัวชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางกลุ่มสาระยอ่ ยท่ี1 15
คาอธบิ ายรายวิชาทเี่ ปดิ สอน 16-34
โครงสร้างรายวิชาพ้ืนฐาน 35
หน่วยการเรียน 36
แผนการจัดการเรียนรู้ 37-40
เทคนคิ และกระบวนการการจดั การเรยี นรู้สังคมศกึ ษา 41
การวดั และประเมินผล 42
สื่อและแหลง่ เรียนรู้ 43-44
ภาคผนวก 45-46
อภธิ านศพั ท์
บรรณานกุ รรม/อา้ งอิง 47
คณะผูจ้ ดั ทา 48-50

213eee4/หนา้ 1

2

วสิ ยั ทัศน์

กลุม่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมคี วามรคู้ วาม
เขา้ ใจ การดารงชวี ติ ของมนุษย์ ทง้ั ในฐานะปัจเจกบุคคล การอยูร่ ว่ มกนั ในสงั คม การปรบั ตัว
ตามสภาพแวดลอ้ ม การจดั การทรัพยากรทม่ี ีอยู่อย่างจากัด เขา้ ใจถงึ การพฒั นา
เปลี่ยนแปลงตามยคุ สมยั กาลเวลา ตามเหตุปจั จยั ต่างๆ เกิดความเขา้ ใจในตนเองและผอู้ ืน่ มี
ความอดทน อดกลั้น ยอมรบั ในความแตกต่างและมีคณุ ธรรมสามารถนาความร้ไู ปปรับใชใ้ น
การดาเนนิ ชีวติ เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาตแิ ละสังคมโลก

หลกั การ

กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าดว้ ยการอยรู่ ว่ มกันในสงั คม ท่มี ี
ความเชอื่ มสัมพนั ธก์ นั และมีความแตกต่างกันอยา่ งหลากหลาย เพอื่ ช่วยให้สามารถปรบั
ตนเองกับบรบิ ทสภาพแวดลอ้ ม เป็นพลเมืองดมี คี วามรบั ผิดชอบ มีความรู้ทกั ษะ คุณธรรม
และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม โดยไดก้ าหนดสาระตา่ งๆไวด้ งั น้ี

ศาสนา ศลี ธรรมและจริยธรรม แนวคิดพ้ืนฐานเกีย่ วกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถอื การนาหลกั ธรรมคาสอนไปปฏบิ ัติใน
การพัฒนาตนเอง และการอยรู่ ่วมกนั อย่างสนั ติสุข เป็นผู้กระทาความดมี ีคา่ นยิ มท่ีดีงาม
พฒั นาตนเองอยู่เสมอ รวมท้งั บาเพญ็ ประโยชนต์ ่อสังคมและส่วนรวม

จุดหมาย

กลมุ่ สาระการเรียนร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม มุ่งพฒั นาผู้เรยี นให้เป็นคนดีมี
ปัญญา มคี วามสุข มศี ักยภาพในการศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชพี และผเู้ รยี นมคี ณุ ภาพตาม
เกณฑข์ องคณุ ภาพผูเ้ รียนเม่อื จบการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ดังนี้

1. มคี ุณภาพตามเกณฑ์ของคุณภาพผเู้ รยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม

2. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมทพ่ี งึ ประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มวี นิ ยั และปฏิบตั ิตน
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง

3. มคี วามรู้ ความสามารถในการสอ่ื สาร การคดิ การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมที ักษะ
ชีวติ

4. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรกั การออกกาลงั กาย

5. มีความรกั ชาติ มีจติ สานกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมน่ั ในวิถชี ีวติ และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข

6. มีจิตสานกึ ในการอนรุ กั ษ์วัฒนธรรมและภูมปิ ญั ญาไทย การอนุรักษแ์ ละพัฒนาสง่ิ แวดล้อม
มีจติ สาธารณะทม่ี งุ่ ทาประโยชน์และสรา้ งส่งิ ทีด่ งี ามในสงั คม และอยูร่ ่วมกนั ในสังคมอย่างม3ี

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม มุ่งพฒั นาผู้เรียนใหม้ คี ุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
เพือ่ ให้สามารถอย่รู ่วมกบั ผู้อน่ื ในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสขุ ในฐานะเป็นพลเมอื งไทย และพลโลก ตาม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน ดงั นี้

1. รักชาติ ศาสน์กษัตริยห์ มายถงึ มคี วามภาคภมู ใิ จในความเป็นไทย นิยมไทย ปฏิบตั ิตามคาสง่ั สอน ของ
ศาสนาเคารพเทิดทูนศาสนา แสดงความจงรักภกั ดเี ทิดทูนพระเกียรติและพระราชกรณยี กจิ ของ
พระมหากษตั ริย์

2. ซอื่ สัตย์สุจริต หมายถึง การประพฤตปิ ฏิบตั อิ ย่างเหมาะสม และตรงต่อความเปน็ จริงประพฤติปฏิบัติ อย่าง
ตรงไปตรงมา ทัง้ กาย วาจา ใจ ตอ่ ตนเองและผูอ้ นื่ รวมตลอดทงั้ ต่อหน้าทกี่ ารงานและคามน่ั สัญญา ความ
ประพฤติทต่ี รงไปตรงมาและจรงิ ใจในสิง่ ท่ีถกู ท่ีควร ถกู ตอ้ งตามท านองคลองธรรมรวมไป ถงึ การไมค่ ิดคด
ทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวงนอกจากนี้แลว้ ความซอ่ื สตั ย์สุจริตยงั รวมไปถึงการ รักษาคาพูดหรอื คามนั่
สัญญาและการปฏิบัติหนา้ ทีก่ ารงานของตนเองดว้ ยความรบั ผิดชอบและด้วย ความซ่อื สัตย์ไม่แสวงหา
ผลประโยชน์ให้แกต่ นเองและพวกพ้องด้วยการใช้อานาจหน้าที่โดยมชิ อบซง่ึ ความซือ่ สตั ย์สุจริตนี้จะดาเนิน
ไปด้วยความต้ังใจจริงเพอื่ ทาหนา้ ทข่ี องตนเองให้สาเรจ็ ลุล่วง ดว้ ยความ ระมดั ระวัง และเกดิ ผลดีตอ่ ตนเอง
และสงั คม

3. มวี ินยั หมายถงึ การควบคุมความประพฤตใิ หถ้ กู ต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท ขอ้ บงั คบั ขอ้ ตกลง
กฎหมายและศลี ธรรมการรู้จักควบคมุ ตนเองให้ประพฤตปิ ฏิบตั ิตามขอ้ ตกลง ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน และ
ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดงี ามย่อมนามาซึง่ ความสงบสขุ ในชวี ิตของตน ความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อยของ
สงั คมและประเทศชาติ

4. ใฝ่เรยี นรู้หมายถงึ การคน้ คว้าหาความรหู้ รือส่งิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์เพื่อพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ

5. อยู่อย่างพอเพยี ง หมายถึง การมคี วามพอดใี นการบรโิ ภค ใช้ทรัพยากรและเวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
คานงึ ถงึ ฐานะและเศรษฐกิจ คดิ กอ่ นใชจ้ ่ายตามความเหมาะสมรู้จกั การเพม่ิ พูนทรัพย์ด้วยการเก็บ และ
นาไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนด์ ูแลรกั ษาบรู ณทรัพยข์ องตนเอง มกี ารเกบ็ ออมเงินไวต้ ามสมควร

6. มงุ่ ม่นั ในการทางาน หมายถึง การศกึ ษาเรยี นรเู้ พื่อหาขอ้ เท็จจรงิ ซง่ึ อาจพัฒนาไปสู่ความจริงในสิ่งท่ี
ต้องการเรียนรู้หรอื ตอ้ งการหาคาตอบเพ่ือนาคาตอบทีไ่ ด้นน้ั มาใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เช่น การ ยกระดับ
ความรกู้ ารนาไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน หรือนามาสรุปเปน็ ความจริงได้

7. รักความเปน็ ไทย หมายถึง เข้าใจ หวงแหนความเป็นไทยซึ่งถือเปน็ ต้นทุนทางสงั คมทาให้ทุกศาสนา
สามารถอยูร่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งสันตโิ ดยตอ้ งมีการดาเนินชีวติ โดยกายสจุ ริต วจีสจุ รติ และมโนสจุ รติ เป็น
คุณลกั ษณะที่เกยี่ วข้องกบั การเขา้ สังคมและการมีปฏสิ มั พนั ธ์กับผ้อู ื่น เช่น ความมกี ริ ิยามารยาท การ ปรับตัว
ความตรงตอ่ เวลา ความสภุ าพ การมีสัมมาคารวะ การพูดจาไพเราะ และอ่อนนอ้ มถ่อมตน

8. มีจติ สาธารณะ หมายถึง คณุ ลักษณะทางจติ ใจของบุคคลเก่ียวกับการมองเห็นคณุ ค่า หรือการให้ คณุ ค่า

แกก่ ารมีปฏิสัมพนั ธ์ทางสงั คมและสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่เป็นสงิ่ สาธารณะทไ่ี มม่ ผี ู้ใดผผู้ ู้หนงึ่ เปน็ เจ้าของ หรอื เปน็ สิง่ ที่คน

ในสังคมเปน็ เจา้ ของร่วมกนั เป็นสงิ่ ที่สามารถสังเกตได้จากความรูส้ กึ นึกคดิ หรือการ กระทาท่แี สดงออกมา

ได้แกก่ ารหลกี เล่ยี งการใช้หรือการกระทาทจ่ี ะทาใหเ้ กดิ ความชารดุ เสียหายตอ่ ส่วนรวมท่ีใชป้ ระโยชน์

รว่ มกนั ของกลมุ่ การถือเปน็ หนา้ ท่ีท่ีจะมสี ่วนร่วมในการดแู ลรกั ษาของสว่ นรวม ในวสิ ยั ท่ีตนสามารถทาได้และ

การเคารพสทิ ธิในการใช้ของสว่ นรวมทเ่ี ป็นประโยชน์รว่ มกนั ของกลุม่ 213eee4/หน้า 1

4

สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ม่งุ พัฒนาผเู้ รยี นตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานม่งุ เน้นพฒั นาผูเ้ รยี นให้มีคณุ ภาพตามมาตรฐานทีก่ าหนด ซ่งึ จะช่วยใหผ้ ้เู รียนเกิด
สมรรถนะสาคญั 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสือ่ สาร เปน็ ความสามารถในการรบั และสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคดิ ความรูค้ วามเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนขอ้ มลู ข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลอื กรบั หรอื ไมร่ บั ขอ้ มูลข่าวสารด้วยหลกั เหตผุ ลและความถกู ตอ้ ง ตลอดจน
การเลอื กใช้วิธีการส่อื สารที่มีประสทิ ธิภาพโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบทีม่ ตี ่อตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์การคิดสังเคราะห์การคิดอยา่ งสร้างสรรค์
การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ความรหู้ รอื สารสนเทศเพ่ือการ
ตดั สินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา เปน็ ความสามารถในการแก้ปญั หาและอปุ สรรคต่าง ๆทเ่ี ผชญิ ได้อยา่ ง
ถูกตอ้ งเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เขา้ ใจความสมั พันธ์และการ
เปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ประยกุ ต์ความร้มู าใช้ในการป้องกันและแกไ้ ข
ปญั หา และมกี ารตดั สนิ ใจท่มี ปี ระสิทธิภาพโดยคานึงถงึ ผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดาเนิน
ชวี ิตประจาวัน การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง การเรียนร้อู ยา่ งต่อเนอื่ ง การทางาน และการอยรู่ ่วมกนั ในสังคมด้วย
การสร้างเสริมความสัมพันธอ์ ันดรี ะหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขัดแย้งต่าง ๆอยา่ งเหมาะสม
การปรบั ตวั ใหท้ นั กับการเปล่ียนแปลงของสังคมและความขดั แยง้ ตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั
กบั การเปลี่ยนแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม และการร้จู ักหลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงค์ท่ีส่งผล
กระทบตอ่ ตนเองและผู้อนื่
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยเี ป็นความสามารถในการเลือกและใชเ้ ทคโนโลยีดา้ นต่าง ๆ และมี
ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนาตนเองและสังคมในดา้ นการเรยี น รู้การสือ่ สาร การ
ทางาน การแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสมและมคี ุณธรรม

5

คณุ ภาพผเู้ รยี น

รายวชิ าพนื้ ฐาน

จบชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3

➢มีความรเู้ ร่ืองเกีย่ วกบั ตนเองและผทู้ ี่อยรู่ อบข้าง ตลอดจนสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถนิ่ ที่อยอู่ าศยั และ
เช่อื มโยงประสบการณไ์ ปสู่โลกกว้าง
*มที ักษะกระบวนการและมีขอ้ มูลทีจ่ าเป็นต่อการพัฒนาให้เป็นผู้มคี ุณธรรม จริยธรรมประพฤติปฏิบตั ิตาม
หลกั คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื มีความเป็นพลเมอื งดี มคี วามรบั ผดิ ชอบ การอยรู่ ่วมกันและการทางาน
กบั ผอู้ ืน่ มีส่วนรว่ มในกจิ กรรมของหอ้ งเรียน และได้ฝกึ หัดในการตดั สนิ ใจ
*มคี วามรู้เรื่องราวเกี่ยวกบั ตนเอง ครอบครวั โรงเรยี น และชุมชนในลักษณะการบรู ณาการ ผู้เรยี นได้
เขา้ ใจแนวคดิ เก่ยี วกับปัจจุบันและอดตี มีความรูพ้ ื้นฐานทางเศรษฐกจิ ได้ขอ้ คิดเก่ียวกับรายรบั รายจ่ายของ
ครอบครัว เขา้ ใจถงึ การเปน็ ผผู้ ลิต ผ้บู ริโภค รู้จักการออมขัน้ ต้นและวธิ ีการเศรษฐกิจพอเพยี ง
*รู้และเข้าใจในแนวคดิ พนื้ ฐานเกี่ยวกบั ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม หน้าทพ่ี ลเมือง เศรษฐศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์ และภูมศิ าสตร์ เพ่อื เป็นพื้นฐานในการทาความเขา้ ใจในขั้นสงู ต่อไป
จบชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
* มีความรเู้ ร่อื งของจังหวัด ภาค และประเทศของตนเอง ท้ังเชงิ ประวัตศิ าสตร์ ลักษณะทางกายภาพ สังคม
ประเพณีและวัฒนธรรม รวมทง้ั การเมืองการปกครอง และสภาพเศรษฐกจิ โดยเน้นความเปน็ ประเทศไทย
* มคี วามรแู้ ลความเข้าใจในเรอื่ งศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลักค าสอนของศาสนาท่ตี นนบั
ถือ รวมทั้งมสี ่วนร่วมศาสนาพิธแี ละพธิ ีกรรมทางศาสนามากย่งิ ข้ึน
* ปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ หน้าทีใ่ นฐานะพลเมอื งดขี องท้องถน่ิ จงั หวดั ภาค และประเทศ
รวมทง้ั ได้มีสว่ นรว่ มในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรมของทอ้ งถิ่นตนเองมากย่งิ ขึน้
จบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
* มคี วามรเู้ ก่ยี วกับความเป็นไปของโลก โดยการศกึ ษาประเทศไทยเปรียบเทียบกบั ประเทศในภมู ภิ าคต่าง ๆ
ในโลก เพ่ือพฒั นาแนวคดิ เรื่องการอยู่ร่วมกนั อย่างสนั ติสุข

* มีทกั ษะท่จี าเป็นต่อการเปน็ นักคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณไดร้ บั การพัฒนาแนวคิดและขยายประสบการณ์

เปรยี บเทียบระหวา่ งประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคตา่ ง ๆ ในโลก ได้แก่ เอเชยี โอเชยี เนียแอฟริกา
ยโุ รป อเมรกิ าเหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา คุณธรรม จรยิ ธรรมค่านยิ ม ความเช่อื ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรม การเมอื งการปกครอง ประวตั ศิ าสตรแ์ ละภูมิศาสตร์ ด้วยวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์และ
สังคมศาสตร์
* รแู้ ละเข้าใจแนวคดิ และวิเคราะห์เหตกุ ารณ์ในอนาคตสามารถนามาใชเ้ ปน็ ประโยชนใ์ นการดาเนินชวี ติ
และวางแผนการดาเนนิ งานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

213eee4/หนา้ 1

6

จบชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

* มีความร้เู กยี่ วกับความเป็นไปของโลกอย่างกวา้ งขวางและลึกซ้ึงยงิ่ ขึน้
* เป็นพลเมืองท่ดี ี มคี ุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มคี ่านยิ มอนั พึงประสงค์
สามารถอยู่รว่ มกับผู้อนื่ และอยใู่ นสังคมไดอ้ ย่างมีความสขุ รวมทั้งมศี ักยภาพเพ่ือการศกึ ษาตอ่ ในชั้นสูงตาม
ความประสงคไ์ ด้
* มีความร้เู ร่ืองภมู ปิ ญั ญาไทย ความภมู ใิ จในความเปน็ ไทย ประวตั ศิ าสตร์ของชาตไิ ทย ยึดมัน่ ในวิถีชวี ิต
และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ เ์ ป็นประมุข
* มนี สิ ยั ทดี่ ีในการบริโภค เลือกและตดั สินใจบรโิ ภคไดอ้ ย่างเหมาะสม มีจติ สานกึ และมีสว่ นรว่ มในการ
อนรุ กั ษป์ ระเพณวี ฒั นธรรมไทยและส่ิงแวดลอ้ ม มีความรกั ท้องถ่ินและประเทศชาตมิ ุ่งทาประโยชน์และสร้าง
สิ่งทีด่ งี ามใหก้ บั สังคม
*มีความรคู้ วามสามารถในการจัดการเรยี นร้ขู องตนเอง ชนี้ าตนเองได้ และสามารถแสวงหาความรู้จาก
แหลง่ การเรียนรตู้ า่ งๆ ในสังคมไดต้ ลอดชีวิต

เปา้ หมายสาคญั ของการจดั การเรยี นการสอนสงั คม

จากหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธสกั ราช 2551 กล่มุ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา
ศาสนาและวัฒนธรรม โดยจัดให้มสี าระย่อยสาระท่ี 1 คือ มาตรฐาน ส 1.1 และ ส 1.2 โดยมีแนวคดิ พื้นฐาน
เกีย่ วกับศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม หลักธรรม ของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนับถือโดยการนา
หลกั ธรรมคาสอนไปปฏิบัตใิ นการพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ อนั เป็นหน้าท่ที ส่ี มาชิกในสังคมพงึ ปฏิบัติตอ่ ตนเอง
ตอ่ ผอู้ ื่น และต่อสงั คม เปน็ การปลกู ฝงั แนวคิดพนื้ ฐานและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพ่ือหล่อหลอมให้
ผู้กระทาความดี มีคา่ นยิ มที่ดีงาม พฒั นาตนเองอยู่เสมอ รวมท้ังบาเพญ็ ประโยชน์ต่อสงั คมและสว่ นรวมอย่า

7

หลกั สตู รแกนกลาง

ตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

สาระที1่ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเข้าใจประวัติความสาคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถอื
และศาสนาอนื่ มศี รัทธาทถ่ี ูกต้อง ยึดมน่ั และปฏิบัติตามหลกั ธรรม เพ่อื อยรู่ ่วมกันอย่างสันตสิ ขุ

ชนั้ ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ป.1 1. บอกพทุ ธประวตั หิ รอื ประวตั ิของศาสดาท่ี  พุทธประวตั ิโดยยอ่

ตนนับถอื โดยสังเขป - ประสตู ิ

- ตรสั รู้

- ปรินิพพาน

2. ช่นื ชมและบอกแบบอย่างการดาเนินชีวิต  พุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า
และข้อคดิ จากประวตั สิ าวก ชาดก เรอ่ื งเลา่ - สามเณรบณั ฑิต
และศาสนกิ ชนตัวอยา่ งตามทก่ี าหนด
 ชาดก
- วัณณุปถชาดก
- สวุ รรณสามชาดก

 ศาสนกิ ชนตวั อย่าง
- พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั
ภูมพิ ลอดลุ ยเดช
- เจ้าพระยาสธุ รรมมนตรี (หนพู ร้อม)

3. บอกความหมาย ความสาคัญและเคารพ  พระรตั นตรัย
พระรตั นตรยั ปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมโอวาท 3 - ศรัทธาพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ในพระพทุ ธศาสนาหรือหลักธรรมของ
ศาสนา  โอวาท 3
ทีต่ นนบั ถอื ตามที่กาหนด - ไม่ท าช่ัว

: เบญจศีล
- ทความดี
: เบญจธรรม
: สงั คหวตั ถุ 4
- กตญั ญกู ตเวทีตอ่ พ่อแม่และ
ครอบครวั
- มงคล 38
: ทาตัวดี
: ว่างา่ ย
: รบั ใชพ้ อ่ แม่
- ท าจติ ใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ (บรหิ ารจิตและ
เจริญปัญญา)

213eee4/หนา้ 1

8

ชน้ั ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.2 1. บอกพทุ ธประวัติหรอื ประวตั ขิ องศาสดาที่  พทุ ธประวตั โิ ดยยอ่

ตนนบั ถือโดยสังเขป - ประสตู ิ

- ตรสั รู้

- ปรินพิ พาน

2. สรปุ พทุ ธประวตั ิตัง้ แตป่ ระสตู ิจนถึงการ  สรปุ พทุ ธประวตั ิ
ออกผนวช หรือประวัตศิ าสดาท่ตี นนบั ถอื  ประสูตติ รัสรู้ปรินพิ พาน
ตามท่ีกาหนด - เหตกุ ารณห์ ลังประสตู ิ
- แรกนาขวัญ
- การศกึ ษา
- การอภิเษกสมรส
- เทวทูต 4
- การออกผนวช

3. ชื่นชมและบอกแบบอยา่ งการดาเนินชีวติ  พทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า
และขอ้ คดิ จากประวตั ิสาวก ชาดก เรอ่ื งเล่า - สามเณรราหุล
และศาสนิกชนตวั อยา่ งตามทก่ี าหนด
 ชาดก
-วรณุ ชาดก
-วานรินทชาดก
ศาสนิกชนตวั อย่าง
- สมเดจ็ พระญาณสังวร
(ศขุ ไก่เถ่ือน)
- สมเด็จพระสงั ฆราช
(เจรญิ สุวฑฺฒโน)

4. บอกความหมาย ความสำคัญ และ  พระรตั นตรยั
- ศรทั ธา
เคารพพระรัตนตรัย ปฏบิ ัติตามหลกั ธรรม
โอวาท 3ในพระพทุ ธศาสนา หรอื  โอวาท 3
หลกั ธรรมของศาสนา - ไม่ท าชวั่
ที่ตนนบั ถือตามทก่ี าหนด : เบญจศีล

9

ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.3 1.อธบิ ายความสาคัญของพระพทุ ธศาสนา  ความสาคญั ของพระพุทธศาสนากบั การดาเนนิ
หรอื ศาสนาท่ีตนนับถือในฐานะทเี่ ปน็ ชีวติ ประจาวนั เชน่ การสวดมนต์ การท าบญุ ใส่
รากฐานสาคัญของวัฒนธรรมไทย บาตร การแสดงความเคารพ การใช้ภาษา

 พระพทุ ธศาสนามีอทิ ธิพลต่อการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน
ทางวัฒนธรรมไทยอันเกดิ จากความศรัทธา เช่น
วัด ภาพวาดพระพทุ ธรูป

2. สรปุ พุทธประวัติตั้งแต่การบาเพญ็ เพียร  สรุปพทุ ธประวตั ิโดยย่อ (ทบทวน)
จนถึงปรนิ พิ พาน หรือประวัตขิ องศาสดาท่ี - การบาเพ็ญเพยี ร
ตนนบั ถอื ตามที่กาหนด - ผจญมาร
- ตรัสรู้
- ปฐมเทศนา

- ปรินพิ พาน

3. ชื่นชมและบอกแบบอยา่ งการดาเนินชีวติ  พุทธสาวก พุทธสาวกิ า
และขอ้ คิดจากประวตั ิสาวก ชาดก เรื่องเลา่ - สามเณรสงั กิจจะ
และศาสนิกชนตัวอย่างตามท่กี าหนด
 ชาดก
- มหาวาณชิ ชาดก

 ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
- สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์

 (โต พฺรหฺมร สี)
- สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช

4. บอกความหมาย ความสาคัญของ  ความสาคญั ของพระไตรปิฎก

พระไตรปฎิ ก หรอื คมั ภรี ์ของศาสนาท่ีตนนับ เชน่ เปน็ แหล่งอ้างอิง ของหลักธรรมคาสอน

ถอื

5. แสดงความเคารพพระรัตนตรัย และปฏบิ ัติ  พระรัตนตรัย
ตามหลกั ธรรมโอวาท 3 ในพระพทุ ธศาสนา - ศรทั ธา
หรือหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั ถือตามท
 โอวาท 3

6. เห็นคณุ คา่ และสวดมนตแ์ ผ่เมตตา  ฝึกสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ
มสี ติท่ีเปน็ พน้ื ฐานของสมาธใิ น คุณพระรตั นตรยั และแผ่เมตตา
พระพทุ ธศาสนา หรือการพฒั นาจติ
ตามแนวทางของศาสนาทตี่ นนบั ถอื - ร้คู วามหมายและประโยชน์
ตามทกี่ าหนด ของสติและสมาธิ

- รู้ประโยชนข์ องการฝกึ สติ
- ฝึกสมาธิเบ้ืองต้นดว้ ยการนับ
ลมหายใจ

7. บอกชอ่ื ความสาคัญและปฏิบตั ติ น ได้  ช่อื และความสาคญั ของศาสนวตั ถุ
อยา่ งเหมาะสมตอ่ ศาสนวตั ถศุ าสนสถาน ศาสนสถาน และศาสนบคุ คล
และศาสนบุคคลของศาสนาอนื่ ๆ ในพระพทุ ธศาสนา ศาสนา อิสลาม

213eee4/หน้า 1

10

ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.4 1. อธบิ ายความสำคัญของพระพุทธศาสนา  ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา

หรือศาสนาท่ตี นนบั ถอื ในฐานะเปน็ ศนู ย์ - พระพทุ ธศาสนา ในฐานะทเ่ี ปน็

รวมจิตใจของศาสนกิ ชน เคร่อื งยึดเหนี่ยวจติ ใจ

- เป็นศูนย์รวมการทาความดี

และพฒั นาจติ ใจ เช่น ฝกึ สมาธิสวดมนต์ศกึ ษาหลกั ธรรม

- เปน็ ทปี่ ระกอบศาสนพธิ

2. สรปุ พุทธประวัตติ งั้ แตบ่ รรลุธรรม  สรุปพุทธประวัติ(ทบทวน)
จนถึงประกาศธรรม หรอื ประวัติศาสดาท่ี • ตรัสรู้
ตนนับถอื ตามทีก่ าหนด • ประกาศธรรม ไดแ้ ก่

o โปรดชฎิล

3. เหน็ คณุ คา่ และปฏิบตั ิตนตามแบบอยา่ ง  พุทธสาวก พุทธสาวิกา
การดาเนนิ ชีวิตและขอ้ คดิ จากประวตั ิสาวก - พระอรุ เุ วลกสั สปะ
ชาดก/เรื่องเล่าและศาสนกิ ชนตวั อย่าง
ตามที่กาหนด  ชาดก
- กฏุ ทิ ูสกชาดก
- มหาอุกกุสชาดก

 ศาสนนกิ ชนตัวอย่าง
- สมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศร

4. แสดงความเคารพ พระรัตนตรัย ปฏิบัติ  พระรตั นตรยั
ตามไตรสกิ ขาและหลักธรรมโอวาท 3 ใน : ศรัทธา 4
พระพทุ ธศาสนา หรือหลกั ธรรมของศาสนา - พระพทุ ธ
ทตี่ นนับถอื ตามท่กี าหนด : พุทธคณุ 3
- พระธรรม

: หลกั กรรม

5. ช่นื ชมการทาความดขี องตนเอง บุคคล  ตวั อยา่ งการกระทาความดขี องตนเองและบคุ คล
ในครอบครวั โรงเรียนและชุมชนตามหลกั ในครอบครวั ในโรงเรยี น และในชุมชน
ศาสนา พร้อมทั้งบอกแนวปฏิบัติในการ
ดาเนนิ ชวี ิต

6. เหน็ คุณค่าและสวดมนต์แผ่เมตตา  สวดมนตไ์ หวพ้ ระ สรรเสริญคณุ พระรัตนตรยั
มีสติที่เป็นพ้นื ฐานของสมาธิใน และแผเ่ มตตา
พระพุทธศาสนา หรอื การพฒั นาจิต - รคู้ วามหมายของสตสิ มั ปชัญญะสมาธิและ
ตามแนวทางของศาสนาทต่ี นนับถือ ปญั ญา
ตามที่กาหนด
- ร้วู ิธีปฏบิ ัตขิ องการบรหิ ารจติ และ

11

ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ป.5 1. วิเคราะห์ความสาคญั ของ  มรดกทางวัฒนธรรมท่ีไดร้ ับจาก

พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถอื ใน พระพทุ ธศาสนา

ฐานะทเ่ี ป็นมรดกทางวัฒนธรรมและหลกั ใน o มรดกทางด้านรูปธรรม เช่น

การพฒั นาชาติไทย ศาสนสถาน โบราณวตั ถุ

สถาปัตยกรรม

และคณุ ธรรมตา่ ง ๆ

 การนาพระพทุ ธศาสนาไปเป็น

แนวทางในการพัฒนาชาติไทย

2. สรุปพุทธประวตั ิต้งั แต่เสด็จ  สรุปพทุ ธประวัติ(ทบทวน)
กรงุ กบลิ พสั ด์จุ นถึงพุทธกิจสาคัญ  โปรดพระพุทธบดิ า (เสดจ็ กรงุ
หรอื ประวัตศิ าสดาท่ีตนนับถือตามท่ีกาหนด
กบลิ พสั ด์ุ)
 พทุ ธกิจสาคัญ ไดแ้ ก่ โลกตั ถจรยิ า
ญาตตั ถจริยา และพทุ ธัตถจริยา

3. เหน็ คณุ ค่า และประพฤติตนตาม  พทุ ธสาวก พุทธสาวิกา
แบบอย่างการดาเนนิ ชีวติ และขอ้ คิดจาก - พระโสณโกฬิวสิ ะ
ประวัตสิ าวก ชาดก/เรอ่ื งเล่าและ
ศาสนกิ ชนตวั อย่าง ตามทก่ี าหนด  ชาดก
- จฬู เสฏฐิชาดก
- วัณณาโรหชาดก

 ศาสนกิ ชนตัวอย่าง

4. อธิบายองคป์ ระกอบ และความสาคัญ  องค์ประกอบของพระไตรปฎิ ก
ของพระไตรปฎิ ก หรือคัมภรี ์ของศาสนาที่ตน พระสุตตนั ตปิฎก
นบั ถือ พระวินัยปิฎก
พระอภธิ รรมปฎิ ก

 ความสาคัญของพระไตรปฎิ ก

5. แสดงความเคารพพระรัตนตรัย  พระรตั นตรัย
และปฏบิ ตั ิตามไตรสกิ ขาและหลักธรรม o ศรทั ธา 4
โอวาท 3 ในพระพุทธศาสนาหรือ
หลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถือ  พระพทุ ธ
ตามท่กี าหนด o พทุ ธจริยา 3

 พระธรรม
o อริยสจั 4
o หลักกรรม

6. เห็นคุณค่าและสวดมนตแ์ ผเ่ มตตา  สวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสริญ
มีสตทิ ่เี ป็นพืน้ ฐานของสมาธิใน คณุ พระรตั นตรยั และแผ่เมตตา
พระพทุ ธศาสนา หรอื การพัฒนาจิตตาม
แนวทางของศาสนาท่ีตนนบั ถือตามท่ี  รคู้ วามหมายของสติสัมปชัญญะ
กาหนด สมาธิและปญั ญา

 รวู้ ธิ ปี ฏบิ ัตแิ ละประโยชนข์ อง
การบรหิ ารจติ และเจริญปัญญา

 ฝกึ การยืน การเดนิ การนัง่ และ
การนอน อยา่ งมสี ติ

213eee4/หน้า 1

12

ชนั้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.6 1. วิเคราะหค์ วามสาคัญของพระพุทธศาสนา  พระพทุ ธศาสนาในฐานะเปน็

ในฐานะเป็นศาสนาประจาชาตหิ รอื ศาสนาประจาชาตเิ ชน่ เป็นเอกลักษณ์ของชาตไิ ทย

ความสาคญั ของศาสนาทตี่ นนับถอื เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมไทย เป็นศนู ยร์ วมจติ ใจ เป็น

มรดกทางวฒั นธรรมไทย และเป็นหลกั

ในการพัฒนาชาติไทย

2. สรปุ พทุ ธประวตั ติ ้งั แตป่ ลงอายุสงั ขาร  สรปุ พทุ ธประวัติ(ทบทวน)
จนถึงสงั เวชนยี สถาน หรือประวัติศาสดาท่ี - ปลงอายุสังขาร
ตนนบั ถือตามท่กี าหนด - ปัจฉมิ สาวก

3. เห็นคุณค่าและประพฤติตนตาม  พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า
แบบอย่างการดาเนินชีวติ และขอ้ คดิ จาก - พระราธะ
ประวัติสาวก ชาดก/เร่อื งเลา่ และ
ศาสนกิ ชนตวั อยา่ งตามทก่ี าหนด  ชาดก
- ทฆี ตี ิโกสลชาดก

4. วเิ คราะห์ความสาคัญและเคารพ  พระรัตนตรัย
พระรตั นตรัย ปฏบิ ัติตามไตรสิกขาและ o ศรทั ธา 4
หลกั ธรรมโอวาท 3 ในพระพทุ ธศาสนา
หรอื หลักธรรมของศาสนาทต่ี น  พระพุทธ
นับถอื ตามทกี่ าหนด o พทุ ธกิจ 5

 พระธรรม
o อริยสจั 4

5. ชืน่ ชมการทาความดขี องบคุ คลใน  ตวั อย่างการกระทาความดีของบุคคล
ประเทศตามหลกั ศาสนา พรอ้ มทง้ั บอก ในประเทศ
แนวปฏบิ ตั ใิ นการดาเนนิ ชีวิต

6. เหน็ คุณคา่ และสวดมนตแ์ ผ่เมตตา และ  สวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คุณพระรตั นตรัย

บรหิ ารจิตเจรญิ ปญั ญา มีสตทิ เ่ี ป็นพนื้ ฐาน และแผ่เมตตา

ของสมาธิในพระพทุ ธศาสนา หรือการพัฒนา - รู้ความหมายของสติสมั ปชญั ญะ

จติ ตามแนวทางของศาสนาทีต่ นนบั ถือ ตามท่ี สมาธิและปญั ญา

กาหนด - รวู้ ิธปี ฏิบตั ิและประโยชนข์ อง

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

- ฝกึ การยนื การเดนิ การนงั่ และ

การนอนอยา่ งมีสติ

7. ปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมของศาสนา หลกั ธรรม : อริยสจั 4 หลักกรรม
ทีต่ นนบั ถือ เพื่อแก้ปัญหาอบายมุขและ โอวาท 3 : เบญจศีล – เบญจ
ส่งิ เสพติด

13

รายวชิ าทเี่ ปดิ สอน
รายวชิ าพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

รายวชิ าพ้ืนฐาน ระดบั ชนั้ ประถมศึกษา ป. 1 - ป. 6
ส 11101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม (หน้าที่พลเมอื ง) จานวน 40 ชั่วโมง
ส 11102 ประวัติศาสตร1์ จานวน 40 ชัว่ โมง
ส 12101 สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม (หนา้ ที่พลเมอื ง) จานวน 40 ช่ัวโมง
ส 12102 ประวัติศาสตร2์ จานวน 40 ชั่วโมง
ส 13101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (หน้าที่พลเมือง) จานวน 40 ชวั่ โมง
ส 13102 ประวัติศาสตร์3 จานวน 40 ชัว่ โมง
ส 14101 สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม (หน้าที่พลเมอื ง) จานวน 40 ชั่วโมง
ส 14102 ประวัติศาสตร์4 จานวน 40 ช่วั โมง
ส 15101 สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม (หนา้ ทพี่ ลเมือง) จานวน 40 ชั่วโมง
ส 15102 ประวัตศิ าสตร5์ จานวน 40 ชว่ั โมง
ส 16101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม (หนา้ ที่พลเมือง) จานวน 40 ช่วั โมง
ส 16102 ประวัตศิ าสตร6์ จานวน 40 ชัว่ โมง

213eee4/หนา้ 1

14

คาอธบิ ายรายวชิ าและโครงสรา้ งรายวชิ าพน้ื ฐาน

คาอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม รายวชิ าพนื้ ฐาน ส 11101 สงั คม
ศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง / ปี จานวน 1.0
หนว่ ยกติ

ศกึ ษาค้นควา้ รวบรวมขอ้ มลู อภปิ ราย ความหมาย ความสาคญั องค์ประกอบเบื้องต้น ของศาสนา
ประโยชนป์ ระวัติศาสดาของศาสนา สรปุ ใจความสาคัญของคมั ภรี ์ ความคิดหลักของศาสนา สรุปหลกั
จรยิ ธรรม การบาเพ็ญประโยชน์วิธีปฏิบัตกิ ารใช้ภาษาเก่ยี วกบั ศาสนพธิ ีพิธกี รรมในวันสาคญั คณุ ลกั ษณะ

ของการเป็นพลเมอื งดใี นสังคมประชาธิปไตยมคี วามรับผิดชอบ ความซอ่ื สัตยค์ วามกลา้ หาญ ความเสยี สละ
การเคารพสทิ ธแิ ละหนา้ ที่ วฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น การแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวกฎ กตกิ า
ความหมาย ความสาคัญของรัฐธรรมนูญ ทรพั ยากรธรรมชาติ การพง่ึ พาอาศยั ซ่ึงกนั และกันผลเสยี การท า
ลายทรัพยากรธรรมชาติ สิง่ แวดล้อมทางสงั คม การสร้างสรรค์ ส่ิงแวดล้อม การอนุรกั ษส์ ่งิ แวดล้อมทาง
ธรรมชาตแิ ละทางสังคม โดยใชก้ ระบวนการทางสังคม กระบวนการสืบค้น กระบวนการกลุ่มและ
กระบวนการแก้ปญั หา

ศกึ ษาคน้ คว้า รวบรวมขอ้ มลู อภิปราย ความหมาย ความสาคญั องคป์ ระกอบเบอื้ งต้น ของศาสนา
ประโยชน์ประวัติศาสดาของศาสนา สรปุ ใจความสาคัญของคัมภรี ์ ความคดิ หลกั ของศาสนา สรุปหลัก
จรยิ ธรรม การบาเพ็ญประโยชนว์ ิธีปฏิบัติการใชภ้ าษาเก่ยี วกับศาสนาพธิ ีพิธกี รรมในวนั สาคญั คณุ ลักษณะ
ของการเปน็ พลเมืองดใี นสังคมประชาธิปไตยมีความรับผดิ ชอบ ความซือ่ สตั ย์ความกลา้ หาญ ความเสยี สละ
การเคารพสิทธิและหน้าท่ี วฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น การแกป้ ัญหาความขัดแย้งในครอบครัวกฎ กตกิ า
ความหมาย ความสาคัญของรัฐธรรมนญู ทรพั ยากรธรรมชาติ การพง่ึ พาอาศัยซ่ึงกันและกนั ผลเสยี การ
ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ สิง่ แวดล้อมทางสงั คม การสร้างสรรค์ ส่งิ แวดล้อม การอนุรกั ษ์สงิ่ แวดลอ้ มทาง
ธรรมชาตแิ ละทางสังคม โดยใชก้ ระบวนการทางสงั คม กระบวนการสืบค้น กระบวนการกลมุ่ และ
กระบวนการแกป้ ญั หา

มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั

ส 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4

ส 1.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3

ส 2.1 ป.1/1, ป.1/2

ส 2.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3

ส 3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3

ส 32 ป.1/1

ส 5.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3

ส 5.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3 , ป.1/4

รวมทงั้ หมด 23 ตวั ชวี้ ดั

15

โครงสรา้ งรายวชิ า
รหัสวชิ า ส 11101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
วิชาสงั คมศึกษา ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี1 เวลา 40 ชว่ั โมง น้าหนกั 1.0 หน่วยกิต
สัดส่วนคะแนน ระหวา่ งปกี ารศึกษา : ปลายปี = 70 : 30

หน่วย ชื่อหน่วยการ มาตรฐาน สาระสาคัญ/ความคิด เวลา นา้ หนกั
ที เรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
การเรยี นรู้/ตัวชี้วัด รวบยอด

1 พระพทุ ธศาสนา ส 1.1 ป.1/1 1.การศึกษาเกยี่ วกับพุทธ 2 4
ประวัตศิ ึกษาเก่ียวกบั 4
2 แบบอยา่ งท่ีดี ส 1.1 ประวัติของพระพทุ ธเจา้
ป.1/2 ตัง้ แต่ประสูติจนถงึ ปรนิ ิ
พาน เพอ่ื ใหท้ ราบถงึ ต้น
กาเนิดและความเป็นมา
ของพระพทุ ธศาสนา
2.การศกึ ษาประวัติ
ศาสดาของศาสนาต่างๆ
จะชว่ ยให้เข้าใจความ
เปน็ มาของศาสนาต่างๆ
ไดด้ ยี ง่ิ ขึน้

1.ชนื่ ชมและบอก 3
แบบอยา่ งการดาเนิน
ชวี ติ และข้อคดิ ประวัติ
สาวก ชาดก เรอ่ื งเล่า
และศาสนชิ นตวั อยา่ งจะ
ทาให้ไดห้ ลกั ธรรมและ
ข้อคิดท่ีสามรถ
นาไปใชใ้ นการดาเนิน
ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อให้
เกดิ ความสุขทัง้ ตอ่
ตนเอง ครอบครัว ชุมชน
และประเทศชาติ

3 หลกั ธรรมนา ส 1.1ป.1/3 1.การปฏบิ ตั ติ นตาม 3 4
หลักธรรมคาสอนของ
ความสขุ ป.1/4 ศาสนาจะส่งผลใหเ้ กดิ
ความสุข

213eee4/หนา้ 1

16

หนว่ ชอ่ื หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนัก
ย เรียนรู้ การเรยี นรู้/ (ชว่ั โมง) คะแนน
ที ตวั ชีว้ ัด 4
1.พทุ ธศาสนิกชนทีด่ นี อกจาก 3
4 ชาวพทุ ธทด่ี ี ส 1.2ป.1/1 การนาหลักธรรมทาง 4
ป.1/2 พระพทุ ธศาสนาไปเป็นแนวทาง
ป.1/3 ปฏิบตั ิในการ
ดาเนินชวี ิตเราควรท่จี ะบารุง
พระพทุ ธศาสนาใหค้ งอยูแ่ ล่
เจรญิ รุง่ เรอื งตอ่ ไปโดยการ
บาเพ็ญประโยชน์
2. ศาสนิกชนของแตล่ ะศาสนามี
หน้าทีบ่ าเพ็ญ
ประโยชนต์ อ่ ศาสนาท่ตี นนับถือ

5 ความสัมพันธ์ ส 2.1 1 การอยใู่ นสงั คมได้อย่างมี 3
ของสมาชกิ ใน ป.1/1
ครอบครัวและ ป.1/2 ความสขุ น้ันสมาชกิ ในสังคมตอ้ ง
โรงเรียน
ปฏิบัติตนเป็นคนดโี ดยเรม่ิ ต้ังแต่

การปฏบิ ัติตนเป็นคนดขี อง

ครอบครัวและโรงเรียนในวยั เด็ก

ซึ่งเป็นพนื้ ฐานในการใชช้ วี ติ

ตอ่ ไปใน

อนาคต

6 สมาชกิ ท่ีดใี น ส 2.2 ป.1/1 1.ครอบครัว โรงเรยี น 2 2

ครอบครัวและ ประกอบดว้ ยสมาชกิ ที่

โรงเรียน ดารงชีวติ และประกอบกิจกรรม

ตา่ ง ๆร่วมกนั ซึง่ แต่ละคนจะมี

บทบาทและหน้าท่ีและสิทธิ

แตกตา่ งกนั ไปการปฏบิ ัตติ นตาม

บทบาทหน้าท่แี ละสทิ ธิ

17

คาอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม รายวชิ าพน้ื ฐาน
ส 13101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
เวลาเรยี น 40 ช่ัวโมง / ปี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

ศกึ ษาประวัติความสาคัญของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ตี นนบั ถอื บอกความหมายความสาคัญ ของพระไตรปฎิ ก
หรือคมั ภรี ข์ องศาสนาท่ีตนนบั ถอื แสดงความเคารพพระรตั นตรัย และปฏิบัตติ ามหลักธรรม โอวาท 3 ใน
พระพุทธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถือ และบอกช่อื สาวก ศาสวตั ถุ ศาสนา สถาน และศาสนาแสดงตน
เปน็ ศาสนิกชนของศาสนาท่ตี นนบั ถอื บอกประโยชนแ์ ละปฏิบัติตนตำมประเพณแี ละ วฒั นธรรมในครอบครัว
ระบุบทบาทหน้าทข่ี องสมาชิกของชมุ ชนในการมสี ่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตามกระบวนการ ประชาธิปไตย วิเคราะห์
ความแตกต่างของกระบวนการตดั สนิ ใจในชนั้ เรียน โรงเรียนและชมุ ชนโดยวธิ กี ารออก เสียงโดยตรงและการเลือก
ตวั แทนออกเสยี ง จาแนกความต้องการและความจาเปน็ ในการใชส้ ินคา้ และบรกิ าร ในการดารงชีวติ วเิ คราะหก์ ารใช้
จา่ ยของตนเอง และอธิบายไดว้ ่าทรัพยากรทมอี ยูจ่ ากดั มีผลตอ่ การผลติ และ บรโิ ภคสินคา้ และบรกิ ารทร่ี ฐั จดั หาและ
ให้บริการแก่ประชาชน บอกควำมสำคัญของภาษีและบทบาทของ ประชาชนในการเสยี ภาษี อธบิ ายเหตุผลและการ
แขง่ ขันทางการคา้ ท่ีมีผลทาใหร้ าคาสนิ ค้าลดลง
ศึกษาการใชแ้ ผนท่ี แผนผังและภาพถา่ ยในการหาขอ้ มูลทางภูมศิ าสตรใ์ นชมุ ชนได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ เขยี นแผนผงั
งา่ ย ๆ เพ่อื แสดงตาแหน่งท่ีตงั้ ของสถานท่สี าคญั ในบริเวณโรงเรียนและชุมชน บอก ความสัมพันธข์ องลกั ษณะ
กายภาพกับลักษณะทางสังคมของชมุ ชน เปรยี บเทยี บการเปลย่ี นแปลง สภาพแวดลอ้ มในชมุ ชนของอดีตถึงปจั จุบัน
อธบิ ายการพง่ึ พำส่ิงแวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาติ ในการ สนองความต้องการพืน้ ฐานของมนุษยแ์ ละการประกอบ
อาชีพ อธิบายเกย่ี วกับมลพิษการกอ่ ให้เกิดมลพิษ โดย มนษุ ย์
มาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั
ส1.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4,ป.3/5,ป.3/6,ป.3/7 ส1.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3
ส2.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4
ส2.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3
ส3.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3
ส3.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3
ส5.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3
ส5.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4,ป.3/5
รวมทั้งหมด 31 ตัวชวี้ ดั

213eee4/หนา้ 1

18

โครงสรา้ งรายวชิ า

รหสั วชิ า ส 12101 กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม วชิ าสงั คม

ศกึ ษา ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2

เวลา 4ชั่วโมง นา้ หนกั 1.0 หนว่ ยกติ

สดั ส่วนคะแนน ระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : ปลายปี = 70 : 30

19

213eee4/หนา้ 1

20

คาอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
รายวชิ าพน้ื ฐานส 13101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรมเวลาเรยี น
40 ชว่ั โมง / ปี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

ศกึ ษาประวตั ิความสาคญั ของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถอื บอกความหมายความสาคัญ
ของพระไตรปฎิ ก หรอื คมั ภีร์ของศาสนาที่ตนนับถือ แสดงความเคารพพระรตั นตรยั และปฏบิ ัตติ าม
หลักธรรม โอวาท 3 ในพระพุทธศาสนาหรอื หลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถอื และบอกช่อื สาวกศาสนาวตั ถุ
ศาสนา สถาน และศาสนาแสดงตนเป็นศาสนิกชนของศาสนาที่ตนนบั ถือบอกประโยชน์และปฏิบัติตนตาม
ประเพณีและ วฒั นธรรมในครอบครัว

ระบุบทบาทหนา้ ทข่ี องสมาชกิ ของชุมชนในการมีสว่ นร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตามกระบวนการ
ประชาธิปไตย วิเคราะห์ความแตกต่างของกระบวนการตดั สนิ ใจในชนั้ เรียน โรงเรยี นและชมุ ชนโดยวิธกี าร
ออก เสียงโดยตรงและการเลือกตวั แทนออกเสยี ง จาแนกความต้องการและความจาเป็นในการใชส้ นิ คา้ และ
บรกิ าร ในการดารงชีวติ วิเคราะหก์ ารใชจ้ า่ ยของตนเอง และอธิบายได้ว่าทรพั ยากรท่ีมอี ยจู่ ากดั มผี ลต่อ
การผลิตและ บรโิ ภคสนิ คา้ และบรกิ ารท่ีรัฐจัดหาและใหบ้ ริการแก่ประชาชน บอกความสาคญั ของภาษแี ละ
บทบาทของ ประชาชนในการเสียภาษี อธบิ ายเหตุผลและการแข่งขนั ทางการค้าท่มี ผี ลทาให้ราคาสินค้า
ลดลง

ศึกษาการใช้แผนที่ แผนผังและภาพถ่ายในการหาขอ้ มูลทางภมู ศิ าสตรใ์ นชมุ ชนได้อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ เขียนแผนผังงา่ ย ๆ เพ่อื แสดงตาแหน่งท่ีตงั้ ของสถานที่สาคญั ในบรเิ วณโรงเรียนและชุมชน
บอก ความสมั พันธ์ของลกั ษณะกายภาพกับลกั ษณะทางสงั คมของชมุ ชน เปรียบเทยี บการเปลย่ี นแปลง
สภาพแวดลอ้ มในชุมชนของอดตี ถึงปจั จุบนั อธบิ ายการพ่ึงพาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในการ
สนองความตอ้ งการพน้ื ฐานของมนษุ ยแ์ ละการประกอบอาชพี อธบิ ายเกย่ี วกบั มลพษิ การก่อใหเ้ กิดมลพิษ
โดย มนุษย์

มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั

ส1.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4,ป.3/5,ป.3/6,ป.3/7 ส1.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3

ส2.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4

ส2.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3

ส3.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3

ส3.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3

ส5.1 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3

ส5.2 ป.3/1,ป.3/2,ป.3/3,ป.3/4,ป.3/5

รวมทงั้ หมด 31 ตวั ชว้ี ดั

21

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้

รหสั วชิ า ส 13101 วชิ าสงั คมศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3
เวลา 40 ช่ัวโมง นา้ หนกั 1.0 หนว่ ยกติ

สดั สว่ นคะแนน ระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : ปลายปี = 70 : 30

213eee4/หนา้ 1

22

23

คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม รายวชิ าพนื้ ฐานส 14101
สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เวลาเรยี น40 ชว่ั โมง / ปี
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

ศึกษาประวตั คิ วามเป็นมาของศาสนา ศาสดา หรอื หลกั ธรรมของศาสนาท่ีตนนบั ถอื แสดงความ เคารพ
พระรัตนตรัยและปฏิบตั ไิ ตรสิกขาและหลักธรรมโอวาท 3 ในพระพทุ ธศาสนาหรอื หลกั ธรรมศาสนาท่ี ตนนบั
ถอื ปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ เพือ่ การอยูร่ ว่ มกนั เป็นชาติได้อย่างสมานฉันท์ และ อธิบาย
ประวัตศิ าสดาของศาสนาอื่นๆ โดยสงั เขป

วเิ คราะหส์ ิทธพิ ้นื ฐานท่ีเดก็ ทกุ คนพึงไดร้ บั ตามกฎหมาย อธบิ ายความแตกตา่ งทางวัฒนธรรมของ กลุม่
คนในทอ้ งถิ่น เสนอวิธีการที่จะอยูร่ ่วมกนั อย่างสนั ติสขุ ในชวี ิตประจาวนั อธิบายอานาจอธิปไตยและ
ความสาคญั ของระบอบประชาธิปไตย บทบาทหน้าที่ของพลเมอื งในกระบวนการเลือกตง้ั ความสาคญั ของ
สถาบันพระมหากษตั ริยต์ ามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมขุ

ศึกษาปจั จยั ทมี่ ีผลตอ่ การเลอื กซื้อสนิ ค้าและการบรกิ าร บอกสทิ ธิพ้ืนฐานและรักษาผลประโยชน์ ของ
ตนเองในฐานะผ้บู รโิ ภค หลักการของเศรษฐกจิ พอเพียง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ ของคนในชมุ ชน และ
หนา้ ที่เบอ้ื งตน้ ของเงิน

ศกึ ษาลกั ษณะทางกายภาพ การใชแ้ ผนที่ ภาพถ่าย วเิ คราะหส์ ่งิ แวดล้อมทางกายภาพ อธบิ ายการ
เปลย่ี นแปลง สิ่งแวดล้อมในจังหวดั และระบุลักษณะสาคัญ ตาแหน่ง ระยะทางของแหล่งทรพั ยากร
ความสัมพนั ธ์ของส่ิงต่าง ๆ สภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชนท่ีส่งผลต่อการดาเนินชวี ติ

เพื่อใหเ้ กดิ ความรู้ความเข้าใจ สามารถนาไปปฏิบัติ ในการดาเนินชวี ติ ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 มี
คุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซือ่ สัตยส์ ุจรติ มีวินยั ใฝ่
เรยี นรู้ รกั ความเปน็ ไทย มจี ติ สาธารณะ สามารถดาเนนิ ชวี ติ อย่างเป็นปกติสุขในสงั คมไทยและสังคมโลก

มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั
ส1.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5,ป.4/6,ป.4/7,ป.4/8 ส1.2 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3

ส2.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5
ส2.2 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3
ส3.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3 ส3.2 ป.4/1,ป.4/2
ส5.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3 ส5.2 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3

รวมท้ังหมด 30 ตัวช้วี ัด

213eee4/หนา้ 1

24

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้

รหสั วชิ าส14101รายวชิ าสงั คมศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษาศาสนาและ

วฒั นธรรม เวลา 40 ช่ัวโมง นา้ หนกั 1.0

ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4

หนว่ ยกติ สดั สว่ นคะแนน ระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : ปลายปี = 70 : 30

25

213eee4/หนา้ 1

26

27

คาอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
รายวิชาพนื้ ฐาน ส 15101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง / ปี
จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

ศึกษา วิเคราะห์ ความสาคญั ของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทีตนนบั ถือในฐานะท่ีเป็น
มรดกทาง วัฒนธรรม และหลกั ในการพฒั นาชาตไิ ทย หรือประวัติศาสนาทต่ี นนบั ถือตามที่
กาหนด อธบิ ายองคป์ ระกอบ และความสาคัญของพระไตรปฎิ ก หรือคัมภีรข์ องศาสนาที่ตน
นับถอื ปฏิบัติตามไตรสิกขาและหลกั ธรรมทาง ศาสนา ศาสนพธิ ี พธิ กี รรม และวนั สาคญั ทาง
ศาสนา การปกป้องคมุ้ ครองตนเองหรอื ผอู้ ื่นจากการละเมิดสิทธิ เดก็ โครงสร้าง อานาจ
หนา้ ที่ และความสาคญั ของการปกครองส่วนท้องถ่ิน บทบาท หนา้ ทแี่ ละวธิ ีการเขา้ ดารงตา
แหน่งของผบู้ ริหารท้องถ่นิ ประโยชนท์ ่ีชมุ ชนจะไดร้ บั จากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มสี ่วน
ร่วมในการ อนรุ ักษ์ และเผยแพร่ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น ของชมุ ชน อธิบายปัจจยั การผลติ สินค้า
และบรกิ าร หลักการสาคญั และประโยชนข์ องสหกรณ์ บทบาทหนา้ ทีเ่ บอื้ งตน้ ของธนาคาร
ประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคิดของปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพียง สืบคน้ และอธบิ ายขอ้ มูลลกั ษณะทาง
กายภาพในภมู ภิ าคของ วิเคราะหส์ ิง่ แวดล้อมทางกายภาพทมี่ ี อทิ ธพิ ลต่อลกั ษณะการตัง้ ถน่ิ
ฐานและการยา้ ยถน่ิ อทิ ธพิ ลของส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาตทิ ี่ก่อให้เกิดวิถีการ ดาเนนิ ชวี ติ
และใช้เครื่องมอื ทางภมู ิศาสตร์

มาตรฐาน/ตัวชว้ี ัด

ส 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7 ส 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3

ส 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4

ส 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3

ส 3.1 ป.5/1, ป.5/2 , ป.5/3 ส 3.2 ป.5/1, ป.5/2

ส 5.1 ป.5/1, ป.5/2

ส 5.2 ป.5/1, ป.5/2 , ป.5/3

รวมทั้งหมด 27 ตัวช้ีวัด

213eee4/หน้า 1

28

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้

รหสั วชิ า ส 15101 รายวชิ าสงั คมศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา

และวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5เวลา 40 ชว่ั โมง

จานวน 1.0 หนว่ ยกติ สดั ส่วนคะแนน ระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : ปลายปี = 70 : 30

29

213eee4/หนา้ 1

30

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้
รหสั วชิ า ส 15101 รายวิชาสงั คมศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม เวลาเรยี น 40 ชวั่ โมง / ปี ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

สังเกต ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ อภปิ รายสนทนาซกั ถาม แสดงความคิดเหน็ รวบรวมขอ้ มลู สืบค้น
ขอ้ มลู ความสาคัญหลักธรรมพระรตั นตรัย ไตรสิกขา หลักธรรมโอวาท 3 ประวัตศิ าสดา ข้อคดิ จากประวตั ิ
สาวก ชาดก เรื่องเลา่ ศาสนกิ ชนตัวอยา่ ง ศาสนพธิ ี สถานท่ีในศาสนสถาน ศาสนิกชนที่ดี ประโยชนข์ องการ
เข้า รว่ มในศาสนพธิ ี พธิ ีกรรม กิจกรรมในวนั สาคัญทางศาสนา การบริหารจิตและเจริญปัญญาวนั สาคัญทาง
ศาสนา

การกระทาท่ีแสดงถึงคุณลกั ษณะของการเป็นพลเมอื งดใี นสังคมประชาธิปไตย สทิ ธเิ ดก็ ที่พงึ ได้รับ
การคุ้มครองตามสทิ ธมิ นุษยชนบทบาทหนา้ ที่ความรับผิดชอบของตนเอง บรรทดั ฐานทางสงั คมและ
วฒั นธรรม สญั ลักษณ์เอกลกั ษณ์ คา่ นยิ ม ประเพณี วัฒนธรรมในทอ้ งถิ่นอานาจอธิปไตยและการมีสว่ นร่วม
ในการ ปกครองระบอบประชาธปิ ไตย กฎหมายในชีวติ ประจาวนั

การเลอื กใช้ทรพั ยากรทมี่ ผี ลกระทบ ตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม การเพิ่มรายได้เงนิ ออม จากการลงทุน สิทธแิ ละ
การคมุ้ ครองผ้บู รโิ ภค เศรษฐกิจพอเพียงระบบสหกรณ์ การบรหิ าร ด้านการผลิต และการพึ่งพาทางเศรษฐกจิ
บทบาทการใช้เงินและการบรกิ ารด้านการเงนิ ต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีการกยู้ ืมเงินจากต่างประเทศ
มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั
ส 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9 ส 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4
ส 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5
ส 2.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ส 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3 ส 3.2 ป.6/1, ป.6/2
ส 5.1 ป.6/1, ป.6/2
ส 5.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
รวมทง้ั หมด 31 ตวั ชวี้ ดั

31

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้

รหสั วชิ า ส 16101 รายวชิ าสงั คมศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และ

วฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 เวลา 40 ช่ัวโมง จานวน 1.0 หนว่ ยกติ

สดั สว่ นคะแนน ระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : ปลายปี = 70 : 30

213eee4/หนา้ 1

32

33

213eee4/หนา้ 1

34

แผนการจดั การเรยี นรู้

แผนการจดั การเรยี นรทู้ พ่ี ฒั นาโดยใชน้ วตั กรรม 5E

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คม ศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6

หนว่ ย 1 เรอื่ งศาสนาตา่ งๆ จานวน 3 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอื่ ง ความสาคญั ของศาสนา
…………………………………………………………………………………………………………….

1.มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ดั ส1.1 ป.6

มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเขา้ ใจประวตั ิความสาคัญ ศาสนา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนับ

ถือและศาสนาอื่น มศี รัทธาท่ีถกู ต้อง ยึดมนั่ และปฏิบัติตามหลกั ธรรมเพื่ออยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติสขุ

ตัวชี้วัด ป.6/1วเิ คราะห์ความสาคญั ของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจชาติ หรอื ความสาคัญของ

ศาสนาท่ีตนนบั ถือ

2.สาระสาคญั

บอกความสาคัญของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนับถอื ได้ บอกชอ่ื ศาสนา และศาสดาที่ตนนับถือได้

บอกคมั ภีรข์ องศาสนาทตี่ นนับถือ และศาสนาอืน่ ๆได้ ในฐานะเปน็ ศาสนาประจาชาตเิ ชน่ เปน็ เอกลักษณ์ของชาตไิ ทย

เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมเปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยและเปน็ หลักในการพัฒนาชาติไทย

3.จุดประสงค์การเรยี นรู้ (K/P/Aคณุ ลักษณะตามศตวรรษที2่ 1)

1.อธิบายความสาคญั ของศาสนาที่ตนนับถือได้ K

2.นักเรยี นสามารถปฏิบตั ติ าม คาสอนของศาสนาที่ตัวเองนับถือได้(P)

3.นักเรยี นตระหนกั ถึงความสาคญั ของศาสนาทตี่ นนบั ถือ A

4.สาระการเรยี นรู้ (K/P/Aคณุ ลกั ษณะตามศตวรรษที่ 21)
1.นกั เรยี นสามารถบอก คัมภรี ์ของศาสนาท่ีตนเองนับถือและศาสนาอ่ืนๆได้(K)
2. นกั เรียนสามารถบอกศาสนาท่ตี นเองนับถือได(้ K)
3. นักเรียนสามารถปฏิบตั ิตาม คาสอนของศาสนาที่ตวั เองนับถอื ได(้ P)
4. นักเรียนความตั้งใจฟัง กระตือรอื รน้ ทจี่ ะรับความรู้เรอื่ งศาสนาตา่ งๆ(A)

5.กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 นาเข้าสูบ่ ทเรียน

1.ครูให้ชมวีดโี อเกี่ยวกับความสาคัญละความเป็นมาของศาสนาพธุ ครสิ ต์ อสิ ลาม พราห์ม-ฮินดู
2.ครูตงั้ ประเดน็ คาถามให้นักเรียนชว่ ยกนั ตอบ

ขั้นที่ 2 กจิ กรรมการการเรียนรู้
1.ครใู ห้นกั เรียนจบั ค่ภู าพ

ข้ันท่ี 3 ฝึกฝนผูเ้ รียน
1.ครูใหน้ กั เรียนแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ กลมุ่ ออกเป็น 4 กลมุ่ และจบั ฉลากแบง่ หวั ข้อ
2.ครูให้นักเรยี นทาใบกิจกรรม ใหน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ คน้ คว้าบอกความสาคัญของศาสนาท่ีตนเองได้พร้อมแลกเปลี่ยน
ความรูห้ นา้ ชน้ั เรียน

ขน้ั ท่ี 4 การนาไปใช้
1.ครูแนะนาให้นักเรยี นนาความรูเ้ กีย่ วกบั ความสาคญั และความเปน็ มาของศาสนาทต่ี นนบั ถอื ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น
ชวี ติ ประจาวนั รวมท้ังนาไปเผยแผ่ใหบ้ ุคคลอน่ื เช่น คนในครอบครวั คนในชมุ ชน

ข้ันท่ี 5 ขัน้ สรุป
1. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรปุ ความรูเ้ ก่ยี วกับความเปน็ มาของศาสนาพทุ ธ คริสต์ อสิ ลาม พารห์ม-ฮนิ ดู

35

6.สอ่ื /อุปกรณ/์ แหลง่ การเรยี นรู้
1.วดี ีโอเกีย่ วกับความเป็นมาและความสาคญั ของศาสนาพทุ ธ ตรสิ ต์ อิสลาม พราห์ม-ฮินดู
2.บัตรภาพ

7.กำรวดั และกำรประเมนิ ผล วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑ์
-การสังเกต
ส่ิงทจ่ี ะตอ้ งวัด พฤตกิ รรม แบบประเมินการ ผา่ นเกณฑ์
1.อธิบายความสาคญั ของ
ศาสนาท่ตี นนับถือไดK้ สังเกตพฤติกรรม ระดบั 3 ขึน้ ไป

2. นักเรียนสามารถปฏบิ ตั ติ าม การสังเกต แบบประเมินการ ผ่านเกณฑ์
คาสอนของศาสนาทตี่ วั เองนบั พฤตกิ รรม สงั เกตพฤติกรรม ระดบั 3 ข้ึนไป
ถอื ได(้ P) -การสนทนา
-การแสดงความ แบบประเมินการ ผ่านเกณฑ์
3.นักเรียนตระหนกั ถงึ คดิ เห็น สังเกตพฤตกิ รรม ระดบั 3 ขึ้นไป
ความสาคญั ของศาสนาที่ตน การสังเกต
นบั ถอื A พฤติกรรม

8.บนั ทึกผลหลังสอน*

ผลการจดั การเรยี นการสอน
................................................................................................................................................. .....................................
......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................................
............................................................

ปญั หาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
………
ข้อเสนอแนะ/แนวทางการปรับปรงุ แกไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
………

ลงชอ่ื ......................................................ผู้สอน
(..........................................................)

วนั ที่ .......... เดอื น ..................... พ.ศ.

213eee4/หน้า 1

36

กระบวนการจดั การเรยี นรศู้ าสนาศลี ธรรมจรยิ ธรรม

คุณธรรมเปน็ รากฐานสาคญั ในการขับเคล่ือนประเทศให้พฒั นาตามความตอ้ งการของมนษุ ย์ซ่ึงการ
ส่งเสริมรากฐานใหม้ ั่นคงแขง็ แรงตอ้ งอาศยั สถาบันครอบครวั การศึกษาโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกลุ่มสาระการ
เรยี นรู้สังคมศกึ ษา ใน สาระ ย่อยศาสนาศลี ธรรมจริยธรรม ทมี่ ุง่ เน้นการจัดการเรยี นรใู้ หผ้ ู้เรยี น ตระหนัก
และปฏิบัตติ นเป็นศาสนิกชนทีด่ ีในสังคมอย่างสงบสุข ซึ่งตวั อย่างกระบวนการวิธกี ารสอนวิธกี ารจัดการ
เรียนรวู้ ธิ ีคิดนาเสนอน้ี เป็นเพียงส่วนหน่งึ ท่ีจะสามารถนาไปจดั การเรยี นรสู้ าระศาสนาศลี ธรรมจริยธรรมซ่งึ
สรปุ ไดด้ งั นี้ เปน็ เพียงสว่ นหนง่ึ ทีจ่ ะสามารถนาไปจัดการเรียนรสู้ าระศาสนาศลี ธรรมจริยธรรมซ่งึ สรุปได้
ดงั น้หี นง่ึ กระบวนการจัดการเรยี น รู้ แบบโยนิโสมนสกิ าร คอื ระบบการใชส้ ตปิ ัญญาจาแนกแยกแยะสิ่ง
ต่างๆ ตามความเปน็ จริง

วธิ ที ี่ 1 การคดิ แบบสบื สารปัจจยั ให้ผเู้ รียนพจิ ารณาเหตุผลหรือปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขึ้น ใหร้ สู้ ภาวะที่เปน็
จริงดว้ ยการคน้ หาสาเหตุ และปจั จัยต่างๆ

วิธที ่ี 2 การคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ ใหผ้ ู้เรียนแยกแยะสงิ่ ที่คลา้ ยออกเปน็ องค์ประกอบย้อย และจัด
ประเภทหมวดหม่ขู ององค์ประกอบ

วธิ ีท่ี 3 การคิดแบบรเู้ ทา่ ทนั ธรรมดา ใหผ้ ู้เรียนมองอย่างรู้เท่าทันความเปน็ ไป ของส่ิงทั้งหลาย ในฐานะที่
ส่งิ น้นั ๆ เกดิ จากปัจจัยต่างๆปรุงแต่งข้ึนและการเป็นไปตามปจั จัย

วิธีท่ี 4 การคดิ แบบอัธยาศัย ใช่ ใหผ้ เู้ รียนคดิ ตามเหตแุ ละผล มุง่ ตรง ทาส่งิ ที่จะตอ้ งทาเก่ียวกบั ชวี ติ

4.1ทุกขห์ รอื สภา ปัญหา ใหผ้ ู้เรียนเขา้ ใจและกาหนด ปัญหา ให้ชัดเจน

4.2สมทุ ัย คือสาเหตขุ องปญั หา ใหผ้ ู้เรยี นพิจารณาสืบสาระ สาเหตุ ที่เก่ยี วข้องทส่ี ่งผลใหเ้ กิดปญั หา

4.3นีโ่ รส หรือภาวะปราศจากปัญหา ซง่ึ เปน็ จุดหมายทต่ี ้องการให้ผู้เรยี นกาหนดวา่ จดุ มุ่งหมายท่ีต้องการ
คืออะไร

4.4มรรคหรอื วธิ ีการแก้ไขปญั หา ให้ผ้เู รยี นกาหนดวธิ กี ารแผนการ และรายการ ที่ตอ้ งทาเพ่อื กาจัดสาเหตุ
ของปญั หา

วธิ ีที่ 5 การคิดตามหลกั การและความมุ่งหมาย ให้ผ้เู รยี นคดิ และปฏิบัติตามหลกั การอย่างใดอย่างหนึง่
เพื่อให้ได้ผลตามจดุ มงุ่ หมาย

วธิ ที ่ี 6 การคิดแบบคุณโทษและทางออก ใหผ้ ู้เรยี นวิเคราะห์สง่ิ ทงั้ หลายตามความเป็นจรงิ มีลักษณะสอง
ประการคือ

6.1ผ้เู รยี นมองเหน็ และยอมรบั ความเป็นจริง 6.2ผู้เรยี นมองเหน็ ทางออกที่ดที สี่ ุดเมือ่ แก้ไขปัญหา

วิธีท่ี 7 การคิดแบบคุณคา่ แทแ้ ละ คุณค่าเทียม ให้นักเรยี นคดิ แบบสกัดและ บรรเทา ตัณหา ไม่ใหก้ เิ ลส
ครอบงาจิตใจ และชักจูงพฤตกิ รรมต่อไป

วธิ ีที่8 การคิดแบบอุบายปลกุ เร้าคุณธรรม ใหผ้ เู้ รียนคดิ แบบสกดั หรือบรรเทาตัณหาและเปน็ ขอ้ ปฏิบตั ิระดับ
ตน้ ๆคือ นาเขา้ ประสบการณ์ มาปรบั ปรุง ชักนาความคิดในทางดงี าม

วธิ ีที่9 การคิดแบบ เป็นอยใู่ นปจั จบุ ัน ใหผ้ ู้เรียนคิดวเิ คราะหห์ าเหตผุ ลเชื่อมโยงกับความสมั พนั ธก์ ับ
องค์ประกอบต่างๆ จนเกิดความร้จู กั คิด

วธิ ที ่ี10 การคิดวเิ คราะห์ในลกั ษณะตา่ งๆ ให้ผเู้ รยี นพูดหรือการแสดงหลักการแหง่ คาสอน

37

2.กระบวนการจดั การเรยี นรู้ แบบบรรยาย เป็นวธิ ีการ ที่พระพทุ ธเจ้าทรงใชใ้ นการประชุมใหญใ่ นการ
แสดงธรรมประจาวนั ซึง่ มีประชาชนและพาสาวกเป็นจานวนมากรับฟัง ถือเป็นวิธีการ ที่พระพุทธองค์ ชาย
มากทีส่ ุดในการแสดงธรรม มที ั้งการแสดงธรรมที่มใี จความยาว และมใี จความแบบส้นั ๆ ประกอบด้วยสาม
ขน้ั ตอนดงั น(้ี บุญชม ศรีสะอาด,2541:51-52,ทิศนา แขมมณ,ี 2545:13-15,อาภรณ์ ใจเที่ยง,2550:138-140)

ขน้ั ที่ 1 การเตรียมการบรรยาย โดยครผู ู้สอนกาหนดจดุ มุ่งหมายในการจดั การเรียนรู้เนื้อหาวิชานัน้ ให้
ชัดเจน

ข้นั ท่ี 2 การดาเนนิ การสอน ครูผูส้ อนเร่มิ จากการเสนอปญั หาหรอื ต้ังคาถามเพ่อื นาไปสกู่ ารบรรยายโดยใช้
ลีลาในการพูด

ขั้นท่ี 3 การสรุปผลการเรียนครูผ้สู อนสรุปเน้ือหาทเี่ รยี นมาให้ผ้เู รยี น ไดฟ้ ังอีกรอบ จากการตั้งปัญหา หรอื
การ ใหผ้ ู้เรยี นคดิ วเิ คราะห์

3.กระบวนการจัดการเรยี นรแู้ บบอริยสัจส่ี เปน็ การจดั การเรียนร้ทู ี่มุ่งเน้นใหผ้ ูเ้ รยี นต้องพยายามค้นคิด
แก้ไขปัญหาต่างๆดว้ ยตนเองโดยอาศัยหลกั การอรยิ สัจสี่ในพระพทุ ธศาสนา

ข้ันที่ 1 การกาหนดปญั หา ครผู ู้สอนกาหนดและนาเสนอปัญหาอยา่ งละเอียด พยายามใหผ้ ูเ้ รยี นทาความ
เข้าใจปญั หานน้ั ตรงกนั

ขน้ั ท่ี 2 การตั้งสมมติฐาน ครผู สู้ อนให้นกั เรยี นพจิ ารณา ด้วยตนเองว่าสาเหตุของปัญหา

ขัน้ ที่ 3 การทดลองและเกบ็ ขอ้ มลู ครผู ู้สอนให้ผู้เรียนทาหรือทดลองดว้ ยตนเองตามหัวขอ้ ตา่ งๆท่ีกาหนด
และเปดิ โอกาส กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคิดเห็น

ขั้นท่ี 4 การวเิ คราะห์ข้อมูลและสรุปผล ครูผู้สอนใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจและสรุปได้วา่ ในบรรดาการ
ทดลองหรือการทาด้วยตนเองหลายครงั้ แล้วทาไมขอ้ สรุปและวิธแี ก้ไขปญั หา

4. กระบวนการจัดการเรยี นรรู้ ูปแบบ ไตรสกิ ขา เป็นการจัดการเรยี นรทู้ ีม่ งุ่ เน้นพฒั นา ทางด้านรา่ งกาย
วาจาความคดิ จิตใจอารมณ์และสติปัญญา

ขั้นที่1 ซนี การควบคุมใหผ้ ้เู รยี นอยู่ในระเบียบวนิ ัยท้ังรา่ งกายและวาจาคันท่สี องสมาธิการฝกึ สมาธิขัน้ ตน้ ใน
การควบคุมสติไมใ่ ห้ฟุง้ ซา่ น

ขั้นท3ี่ ปัญญา ฝกึ ผเู้ รยี นใหใ้ ชส้ มาธิความมีจิตใจแนว่ แน่ทาความเขา้ ใจในปัญหา

5.กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบเบญจขนั ธ์ เปน็ การนาขั้นตอนทัง้ หา้ มาใช้ นบั วา่ เป็นวิธีธรรมชาติท่ีสุด

ขน้ั ท่ี 1 การกาหนด เสนอสงิ่ เร้า ครผู ู้สอนนาเอาสงิ่ เร้ามาสมั ผสั รับรูแ้ ละเกดิ อารมณค์ วามรู้สกึ ได้แก่การ
สรา้ งสถานการณ์ กรณีศกึ ษา

ขั้นที่ 2 การรบั รู้ ครูผู้สอนควบคุมสงิ่ เรา้ และการสมั ผัส รับรู้ให้ถกู ชอ่ งทางของการรบั รู้อยา่ งแท้จริง

ขั้นที่ 3 การวิเคราะหส์ ังเคราะห์การรบั รู้ ครูผสู้ อนใชค้ าถามให้ผเู้ รียนคิดแยกแยะคดิ วิเคราะหส์ ังเคราะห์ หา
เหตุผล

ขน้ั ท่ี 4 การตดั ส้ินความดงี าม ครผู ้สู อนใชค้ าถามให้ผู้เรยี นเลอื ก ยอมรบั และไม่ยอมรับค่านยิ ม คุณธรรมท่ี
ต้องปลกู ฝงั
ขั้นท่ี 5 การกอ่ เกิดอปุ นิสัย หรือคณุ ธรรมฝงั ใจ ครูผู้สอนใชค้ าถามเพอ่ื โน้มน้าวใจ 213eee4/หนา้ 1

38

จัดการเรียนรทู้ เ่ี ร่ิมจาก ระดบั ท่ีซบั ซ้อนน้อยไปจนระดับท่ีซับซอ้ นมาก ประกอบด้วยหา้ ขัน้ ตอนดังน้ี

ขั้นที่ 1 การเรียนแบบ ใหผ้ ้เู รียนสงั เกตการณก์ ระทา ทต่ี อ้ งกระทาหรอื เรียนรู้ได้

ขน้ั ท่ี 2 การลงมอื ปฏบิ ัตติ ามคาสัง่ ใหผ้ ู้เรียน ลงมอื ทาโดยไม่มีแบบอยา่ งใหเ้ หน็ ผูเ้ รียนอาจลงมอื ทา ตาม
คาสงั่ ของครูผูส้ อน

ขน้ั ที่ 3 การกระทาอย่างถกู ตอ้ งสมบูรณ์ ให้ผเู้ รียนฝกึ ฝนจนสามารถ ทาส่ิงน้นั ๆได้อยา่ งถกู ต้องสมบรู ณ์

ขั้นที่ 4 การแสดงออก ใหผ้ ูเ้ รยี นมโี อกาสได้ฝกึ ฝนทักษะตา่ งๆมากขน้ึ

ขน้ั ท่ี 5 การกระทาอย่างเป็นธรรมชาติ ใหผ้ ูเ้ รยี นกระทาสิง่ นน้ั ๆอย่างสบายๆเปน็ ไปอย่างธรรมชาติ โดยไม่
ร้สู กึ ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ

7 กระบวนการจดั การเรยี นรู้แบบการคดิ แก้ไขปัญหาอนาคตของทอร์เรนซ์ เปน็ การนาเอาองคป์ ระกอบ
ของความคิดสร้างสรรค์ สามองคป์ ระกอบคือ ความคดิ คลอ่ งแคล่ว การคิดยืดหย่นุ การคิดริเร่มิ มาใชใ้ น
กระบวนการ แก้ปญั หา ทกุ ข้ันตอนดงั น้ี

ขน้ั ที่ 1 การนาสภาพ การอนาคตเขา้ สรู่ ะบบการคดิ นาเสนอสภาพ การอนาคตที่ยังไม่เกิดขนึ้ หรือกระตนุ้ ให้
ผเู้ รยี นใชก้ ารคดิ คล่องแคล่ว การคิดยืดหยุ่น การคิดริเร่ิมและจินตนาการ

ขน้ั ท่ี 2 การระดมสมองเพื่อคน้ หาปัญหาจากสถานการณ์อนาคตในขนั้ ตอนที่หนง่ึ เพือ่ ชว่ ยวเิ คราะหว์ ่า
อาจจะเกดิ ปญั หาอะไรข้ึนบา้ งในอนาคต

ขัน้ ที่ 3 การสรุปปัญหาและจดั ลาดบั ความสาคญั ของปัญญา ผู้เรยี นนาปญั หาท่ีวิเคราะหไ์ ด้มาจัดกลมุ่ และจดั
ความสมั พันธ์ เพื่อกาหนดว่าอะไรเปน็ ปญั หาหลกั อะไรเปน็ ปญั หาลอง

ขั้นท่ี 4 การระดมสมองหาวธิ แี กป้ ญั หา ผ้เู รยี นร่วมกนั คดิ วิธแี ก้ไขปัญหา

ขั้นที่ 5 การเลอื กวิธีการแก้ปัญหาทด่ี ีที่สดุ เสนอเกณฑห์ ลายๆ เกณฑ์ ที่ใชใ้ นการเลือกวธิ กี ารแกป้ ัญหา และ
ตดั สินใจเลือกเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม

จากกระบวนการจดั การเรียนรู้ศาสนาศลี ธรรม จริยธรรมข้างต้นสามารถสรุปได้วา่ ผสู้ อนมุ่งให้
ผ้เู รียนลงมือปฏิบัติจริงจนเกดิ พฤติกรรมท่ีสามารถสงั เกตเหน็ ได้โดยครูผ้สู อน มอบบทบาทสาคญั ในฐานะ
เปน็ ผอู้ อกแบบการจัดการเรยี นรเู้ พอ่ื อานวยความสะดวกให้ผู้เรยี นเป็นผแู้ สวงหาความรู้และพฒั นาตนเอง ใน
สถานการณท์ คี่ รู ผู้สอนจัดใหผ้ ู้เรียนไดค้ ดิ เองปฏบิ ัตเิ องและนาไปสกู่ ารสรา้ งความร้ดู ว้ ยตนเองอยา่ ง พึง
พอใจ และพฒั นาผูเ้ รียน ไดด้ งั นี้

ข้ันท่ี 1 ขน้ั เสนอแรงจูงใจ เป็นขัน้ ตอนที่จัดให้ผูเ้ รียนไดร้ ับประสบการณจ์ ากการสือ่ สารการจดั การเรยี นรู้
อปุ กรณ์ วิธีการอภปิ ราย การสนทนา

ขั้นท่ี 2 ข้ันนาเสนอ ปัญญา เป็นขัน้ ตอนทีค่ รผู ้สู อนจัดกิจกรรม ให้เกิดการคิดวิธตี ่างๆ โดย การคดิ แบบสบื
สานหาสาเหตุปจั จัยของปญั หาน้นั

ขั้นท่ี 3 ข้นั การวเิ คราะหป์ ญั หาร่วมกนั เปน็ ขนั้ ตอนทีใ่ หผ้ ู้เรียนแยกแยะพจิ ารณาออกแบบเป็นส่วนยอ่ ยทม่ี ี
ความสืบพนั ธุ์กนั จากสถานการณ์ท่คี รผู ูส้ อนกาหนดขน้ึ

ขน้ั ท่ี 4 ข้นั การเลอื กข้อสรุป เป็นขัน้ ตอนท่คี รูผูส้ อนใหผ้ ูเ้ รียนตัดสนิ ใจเลอื กข้อสรุป ทางเลอื กนนั้ โดย
ผเู้ รยี นแสดงออกด้วยวิธีการตา่ งๆเช่นพูดเขียนอา่ น และแสดงวิธคี ดิ

ขั้นที่ 5 คันการตัดสิน วดั ผลและประเมินผล เปน็ ขั้นตอนท่คี รูผู้สอน วัดผลและประเมนิ ผลร่วมกับผเู้ รยี นจาก
39

การสังเกตพฤตกิ รรมและการตรวจสอบแบบทดสอบคาถามตา่ งๆ

สุมน อมรววิ ัฒน์ (2513:197-214) ไดเ้ สนอแนวทางในการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ศู าสนาศลี ธรรม
จรยิ ธรรม ได้ดังนี้
1. กิจกรรมการบรรยายหรอื อะ่ ทบี่ า่ ย ครูผูส้ อนใชภ้ าษาท่งี า่ ย ใช้อปุ กรณ์การสอนทุกครง้ั ท่ี
สอน
2. อกจิ กรรมการตัง้ ปัญหา
3. กิจกรรมการคิดคน้ และรายงาน
4. กจิ กรรมการเชิญวิทยากรผู้มีความรูม้ าบรรยาย
5. กิจกรรมการเลา่ เร่อื งจากประสบการณโ์ ดยใหผ้ ู้เรยี นเป็นผเู้ ลา่
6. กจิ กรรมการเรยี งความปากเปลา่ คอื การแตง่ หรอื เลา่ เรื่อง
7. กิจกรรมการวจิ ารณ์ขา้ วและ เหตุการณท์ ่ีเกดิ ขนึ้
8. กิจกรรมการโตว้ าทปี ญั ญาธรรม
9. กิจกรรมการแสดงบทบาทประกอบเร่ืองหรอื สภุ าษติ
10. กิจกรรมการใชเ้ พลงประกอบการเรยี น
11. กิจกรรมการใช้สมุดภาพและสมุดศัพท์

213eee4/หน้า 1

40

วดั และประเมนิ ผล
วดั และประเมนิ ผลสาระท1่ี ศาสนาศลี ธรรมและจริยธรรมตอ้ งใชห้ ลายๆ วธิ กี าร กลา่ วคอื
ม่งุ เนน้ วธิ ีการประเมนิ ผลตามสภาพจริงของผู้เรยี นเป็นสาคัญ โดยครูสังคมศกึ ษาควร
เลือกใชว้ ิธีการทเ่ี หมาะสมกบั ข้อมลู ตอ้ งการ ซ่ึงอาจใชว้ ธิ กี ารท่หี ลากหลายประกอบการ
ในการเกบ็ ขอ้ มูลเพอื่ ใหส้ ามารถประเมนิ ผู้เรียนได้อยา่ งรอบคอบและควบคมุ ศกั ยภาพ
ของผูเ้ รียน

41

สอื่ /แหลง่ เรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไดจ้ ัดทาสื่อและจดั ให้มแี หล่งเรยี นรู้ ตาม
หลักการและนโยบายของการจดั การศึกษาขัน้ พื้นฐาน ดงั น้ี

ส่ือการเรยี นรู้เปน็ เครือ่ งมือสง่ เสริมสนับสนนุ การจัดการกระบวนการเรียนรใู้ หผ้ เู้ รียนเขา้ ถงึ ความรูท้ กั ษะ
กระบวนการ และคุณลกั ษณะตามมาตรฐานของหลกั สตู รได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ สอ่ื การเรียนรู้มหี ลากหลาย
ประเภท ทง้ั ส่อื ธรรมชาตสิ อื่ ส่ิงพมิ พ์สอ่ื เทคโนโลยแี ละเครือข่ายการเรยี นรู้ต่าง ๆ ทมี่ ีในทอ้ งถนิ่ การเลือกใช้
สื่อควรเลือกใหม้ คี วามเหมาะสมกับระดบั พัฒนาการ และลลี าการเรียนรูท้ ี่หลากหลายของผู้เรยี น การจดั หา
สื่อการเรียนรผู้ ู้เรยี นและผู้สอนสามารถจัดทาและพัฒนาข้ึนเอง หรอื ปรบั ปรงุ เลือกใชอ้ ยา่ งมีคุณภาพจากสื่อ
ตา่ ง ๆ ทม่ี ีอยรู่ อบตัวเพ่ือนามาใช้ประกอบในการจดั การเรยี นรู้ที่สามารถสง่ เสรมิ และส่ือสารให้ผู้เรยี นเกิด
การเรยี นรู้โดยสถานศึกษาควรจัดใหม้ ีอย่างพอเพียง เพอ่ื พฒั นาใหผ้ เู้ รยี น เกิดการเรียนร้อู ยา่ งแท้จรงิ
สถานศึกษา เขตพ้ืนท่ีการศึกษา หน่วยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ งและผ้มู หี นา้ ท่จี ัดการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ควรดาเนินการ
ดงั น้ี
1. จดั ให้มแี หลง่ การเรียนรศู้ นู ย์สอ่ื การเรยี นร้รู ะบบสารสนเทศการเรยี นรู้และเครอื ข่ายการเรยี นรทู้ ม่ี ี
ประสิทธภิ าพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศกึ ษาคน้ คว้าและการแลกเปลีย่ นประสบการณ์การ
เรยี นรรู้ ะหว่างสถานศกึ ษา ทอ้ งถิน่ ชมุ ชน สังคมโลก
2. จัดทาและจัดหาสื่อการเรียนรู้สาหรบั การศึกษาคน้ คว้าของผเู้ รียน เสรมิ ความรใู้ หผ้ สู้ อน รวมท้งั จัดหาสงิ่
ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยกุ ต์ใช้เป็นส่อื การเรียนรู้
3. เลอื กและใช้สอื่ การเรยี นรู้ทม่ี ีคุณภาพ มคี วามเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับวธิ กี ารเรยี นรู้
ธรรมชาติของสาระการเรยี นรูแ้ ละความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
4. ประเมินคุณภาพของส่อื การเรยี นรูท้ เี่ ลอื กใชอ้ ยา่ งเป็นระบบ
5. ศกึ ษาคน้ คว้า วิจัย เพื่อพัฒนาส่ือการเรยี นรู้ให้สอดคลอ้ งกับกระบวนการเรียนรู้ของผ้เู รียน
6. จัดใหม้ ีการกากบั ตดิ ตาม ประเมินคุณภาพและประสทิ ธิภาพเกยี่ วกบั สื่อและการใช้สื่อการเรยี นรู้เป็นระยะ
ๆ และสมา่ เสมอในการจัดทา การเลอื กใช้และการประเมนิ คุณภาพส่ือการเรยี นร้ทู ใี่ ช้ในสถานศึกษาควร
คานงึ ถงึ หลักการสาคัญของสือ่ การเรียนรูเ้ ช่น ความสอดคลอ้ งกับหลักสูตร วตั ถุประสงค์การเรียนรกู้ าร
ออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้การจัดประสบการณ์ใหผ้ เู้ รียน เนอ้ื หามีความถูกตอ้ งและทันสมยั ไมก่ ระทบ
ความมั่นคงของชาติไม่ขดั ตอ่ ศีลธรรม มีการใชภ้ าษาทีถ่ ูกตอ้ ง รปู แบบการน าเสนอท่ีเข้าใจง่าย และ
นา่ สนใจ

213eee4/หน้า 1

42

ภาคผนวก

43

วสิ ัยทัศน์

หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน มงุ่ พัฒนาผู้เรยี นทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาตใิ หเ้ ป็นมนษุ ย์ท่มี ี
ความสมดลุ ทัง้ ด้านรา่ งกายความรู้คณุ ธรรม มจี ิตสานึกในความเปน็ พลเมอื งไทยและเป็นพลโลกยดึ มัน่ ใน
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มคี วามรแู้ ละทักษะพน้ื ฐาน
รวมท้งั เจตคติทจี่ าเปน็ ต่อการศกึ ษาต่อการประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมงุ่ เนน้ ผู้เรยี นเปน็
สาคัญบนพื้นฐานความเช่ือวา่ ทกุ คนสามารถเรียนรูแ้ ละพฒั นาตนเองได้เตม็ ตามศกั ยภาพ

จดุ หมาย

1. มคี ุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมทีพ่ งึ ประสงคเ์ ห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวินัยและปฏบิ ัติตนตามหลกั ธรรม
ของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทีต่ นนบั ถอื ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

2. มคี วามรอู้ นั เป็นสากลและมคี วามสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแก้ปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยีและมี
ทักษะชวี ติ

3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ทดี่ มี ีสุขนิสยั และรักการออกก าลังกาย

4. มีความรักชาติมจี ติ สานกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มั่นในวิถีชีวติ และการปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ

5. มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นาส่ิงแวดลอ้ ม มจี ิต
สาธารณะท่มี ุ่งทาประโยชน์และสร้างสงิ่ ท่ดี ีงามในสังคม และอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งมีความสุข

สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. รักชาตศิ าสน์กษัตรยิ ์
2. ความสามารถในการคดิ 2. ซอื่ สัตย์สุจรติ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 3. มวี ินัย4. ใฝเ่ รยี นรู้
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 6. มงุ่ ม่นั ในการทางาน

7. รักความเปน็ ไทย

มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชวี้ ดั 8 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ 8. มีจติ สาธารณะ

1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 5. สขุ ศกึ ษาและ
พลศึกษา 6. ศลิ ปะ 7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ

คณุ ภาพของผูเ้ รยี นระดับการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน 213eee4/หน้า 1

44

อภิธานศพั ท

กตญั ูกตเวที ผรู อู ปุ การะท่ีทานทาแลวและตอบแทน แยกออกเปน ๒ ขอ ๑. กตญั ู รูคณุ ทาน ๒. กตเวที

ตอบแทนหรอื สนองคณุ ทาน ความกตัญ กู ตเวทีวาโดยขอบเขต แยกได เปน ๒ ระดับ คือ

๒.๑ กตัญ ูกตเวทีตอบคุ คลผูมีคุณความดีหรอื อปุ การะตอตนเปนสวนตัว ๒.๒ กตญั ูกตเวทตี อบคุ คลผูได
บาเพญ็ คุณประโยชนหรือมีคุณความดี เกื้อกูลแกสวนรวม (พ.ศ. หนา ๒-๓)

กตญั กู ตเวทตี ออาจารย / โรงเรียน ในฐานะทีเ่ ปนศิษย พงึ แสดงความเคารพนบั ถืออาจารยผู เปรยี บเสมือน
ทิศเบือ้ งขวา ดงั น้ี ๑. ลกู ตอนรบั แสดงความเคารพ ๒. เขาไปหา เพ่อื บารุง รบั ใชปรึกษา ซกั ถาม รบั คาแนะนา
เปนตน ๓. ฟงดวยดี ฟงเปน รูจักฟง ใหเกิดปญญา๔. ปรนนบิ ตั ิ ชวยบรกิ าร ๕. เรยี นศลิ ปวิทยาโดยเคารพ เอา
จริงเอาจงั ถอื เปนกิจสาคัญดวยดี

กรรม การกระทา หมายถงึ การกระทาทป่ี ระกอบดวยเจตนา คือ ทาดวยความจงใจ ประกอบดวยความจงใจ
หรอื จงใจทาดีก็ตาม ชว่ั กต็ าม เชน ขุดหลมุ พรางดักคนหรือสัตวในตกลงไปตายเปนกรรมแตขดุ บอนั้าไวกินไว

ใช สตั วตกลงไปตายเองไมเปนกรรม (แตถารอู ยวู าบอน้ัาทตี่ นขดุ ไวอยูในท่ซี ึ่งคนจะพลัดตกไดงายแล
วปลอยปละละเลย มคี นตกลงไปกไ็ มพนกรรม) การกระทาทด่ี ีเรียกวา“กรรมดี” ท่ชี ั่วเรยี กวา
“กรรมชวั่ ” (พ.ศ. หนา ๔)

กรรม ๒ กรรมจาแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมทเ่ี ปนมลู เหตุมี ๒ คือ ๑. อกุศลกรรม กรรมที่เปนอกศุ ลกรรม
ช่ัว คือเกิดจากอกุศลมูล ๒. กศุ ลกรรม กรรมทเ่ี ปนกศุ ล กรรมดี คือกรรมทีเ่ กิดจากกุศลมูล

กรรม ๓ กรรมจาแนกตามทวารคอื ทางทก่ี รรมมี ๓ คือ ๓. กายกรรม การกระทาทางกาย ๒. วจีกรรมการ
กระทาทางวาจา ๓. มโนกรรม การกระทาทางใจ

กรรม ๑๒ กรรมจาแนกตามหลกั เกณฑเก่ยี วกับการใหผล มี ๑๒ อยาง คอื หมวดที่ ๑ วาดวยปากกาล คือ
จาแนกตามเวลาท่ีใหผล ไดแก ๑. ทฏิ ฐธิ รรมเวทนียกรรม กรรมท่ีใหผลในปจจุบัน คือในภพนี้ ๒. อุปชชเวทนี
ยกรรม กรรมที่ใหผลในภาพท่จี ะไปเกิด คือ ในภพหนา๓. อปราบปริเวทนียกรรม กรรมท่ใี หผลในภพตอ ๆ ไป
๔. อโหสิกรรม กรรมเลกิ ใหผล

หมวดท่ี ๒ วาโดยกจิ คือการใหผลตามหนาที่ ไดแก ๕. ชนกกรรม กรรมแตงใหเกดิ หรอื กรรมที่

เปนตัวนาไปเกดิ ๖. อุปตถัมภกกรรม กรรมสนับสนนุ คอื เขาสนบั สนนุ หรอื ซ้าั เติมตอจากชนกกรรม๗. อุปปฬก
กรรม กรรมบีบค้ัน คอื เขามาบีบค้ันผลแหงชนกกรรม และอปุ ตถมั ภกกรรมน้ันใหแปรเปลี่ยนทุเลาเบาลงหรือสั้น
เขา ๘. อปุ ฆาตกกรรม กรรมตดั รอน คอื กรรมแรงฝายตรงขามทเ่ี ขาตดั รอนใหผลของกรรมสองอยางนน้ั ขาด
หรือหยุดไปทเี ดียว

หมวดท่ี ๓ วาโดยปานทานปริยาย คอื จาแนกตามลาดับความแรงในการใหผล ไดแก ๙. ครกุ รรมกรรมหนกั
ใหผลกอน ๑๐. พหลุ กรรม หรอื อาจณิ กรรม กรรทท่ี ามากหรือกรรมชนิ ใหผลรองลงมา

๑๑. อาสนั นกรรม กรรมจวนเจียน หรือกรรมใกลตาย ถาไมมสี องขอกอนก็จะใหผลกอนอ่นื

๑๒. กตตั ตากรรม หรอื กตตั ตาวาปนกรรม กรรมสกั วาทา คอื เจตนาออน หรือมใิ ชเจตนาอยางนน้ั ใหผลตอเมอื่
ไมมกี รรมอนื่ จะใหผล (พ.ศ. หนา ๕)

45

กรรมฐาน ทต่ี ง้ั แหงการงาน อารมณเปนท่ตี ้งั แหงการงานของใจ อบุ ายทางใจ วิธฝี กอบรม
จติ มี ๒ ประเภท คือสมถกรรมฐาน คอื อุบายสงบใจ วิปสสนากรรมฐาน อบุ ายเรอื งปญญา
(พ.ศ. หนา ๑๐)

กลุ จริ ฏั ตธรรม ๔ ธรรมสาหรบั ดารงความม่นั คงของตระกลู ใหยัง่ ยืน เหตทุ ี่ทาใหตระกูลม่ังคั่ง
ตั้งอยไู ดนาน(พ.ธ. หนา ๑๓๔) ๑. นัฏฐคเวสนา คือ ของหายของหมด รูจกั หามาไว ๒.
ชิณณปฏิสงั ขรณา คอื ของเกาของชารดุ รูจกั บูรณะซอมแซม ๓. ปรมิ ิตปานโภชนา คือ รูจกั
ประมาณในการกนิ การใช๔. อธปิ จจสีลวันตสถาปนา คอื ต้งั ผูมศี ีลธรรมเปนพอบานแมเรอื น
(พ.ธ. หนา ๑๓๔)

กศุ ล บญุ ความดี ฉลาด สง่ิ ท่ดี ี กรรมดี (พ.ศ. หนา ๒๑)กศุ ลกรรม กรรมดี กรรมท่ีเปนกุศล
การกระทาทด่ี คี อื เกิดจากกศุ ลมูล (พ.ศ. หนา ๒๑)กุศลกรรมบถ๑๐ ทางแหงกรรมดี ทางทาดี
กรรมดอี นั เปนทางนาไปสสู คุ ตมิ ี ๑๐ อยางไดแกก. กายกรรม ๓ (ทางกาย) ๑. ปาณาติปาตา
เวรมณี เวนจากการทาลายชีวิต ๒. อทนิ นาทานา เวรมณเี วนจากถอื เอาของทเี่ ขามไิ ดให ๓.
กาเมสมุ จิ ฉาจารา เวรมณี เวนจากประพฤตผิ ิดในกามข. วจีกรรม ๔ (ทางวาจา) ไดแก ๔.
มสุ าวาทา เวรมณี เวนจากพดู เทจ็ ๕. ปสุณายวาจาย เวรมณีเวนจากพูดสอเสียด ๖. ผรสุ าย
วาจาย์ เวรมณี เวนจากพูดคาหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปา เวรมณีเวนจากพดู เพอเจอค. มโนกรรม
๓ (ทางใจ) ๘. อนภิชฌา ไมโลกคอยจองอยากไดของเขา ๙. อพยาบาท ไมคดิ ราย
เบยี ดเบยี นเขา ๑๐. สมั มาทฏิ ฐิ เหน็ ชอบตามคลองธรรม (พ.ศ. หนา ๒๑)กศุ ลมูล รากเหงา
ของกศุ ล ตนเหตขุ องกุศล ตนเหตขุ องความดี ๓ อยาง ๑. อโลภะ ไมโลภ (จาคะ) ๒. อโทสะ
ไมคิดประทุษราย (เมตตา) ๓. อโมหะ ไมหลง (ปญญา) (พ.ศ. หนา ๒๒)

กศุ ลวิตก ความตรกึ ท่เี ปนกศุ ล ความนึกคดิ ท่ดี งี าม ๓ คอื ๑. เนกขัมมวิตก ความตรกึ ปลอด
จากกาม๒. อพยาบาทวติ ก ความตรึกปลอดจากพยาบาท ๓. อวหิ สิ าวติ ก ความตรกึ ปลอด
จากการเบยี ดเบยี น(พ.ศ. หนา ๒๒)

โกศล ๓ ความฉลาด ความเช่ียวชาญ มี ๓ อยาง ๑. อายโกศล คือ ความฉลาดในความเจรญิ
รอบรทู างเจรญิ และเหตขุ องความเจรญิ ๒. อปายโกศล คอื ความฉลาดในความเส่ือม รอบรู
ทางเส่อื มและเหตขุ องความเส่ือม ๓. อุปายโกศล คือ ความฉลาดในอบุ าย รอบรูวธิ แี กไข
เหตุการณและวิธีท่ีจะทาใหสาเรจ็ ท้งั ในการปองกนั ความเส่อื มและในการสรางความเจริญ
(พ.ศ. หนา ๒๔)

213eee4/หน้า 1

36

บรรณานุกรม

หลกั สตู รกล่มุ สาระการเรียนรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
โรงเรยี นพิบลู อุปถัมภ์
http://www.thaischool1.in.th/_files_school/10107150/data/1010
7150_1_20200422-120858.pdf

47

213eee4/หนา้ 1

48


Click to View FlipBook Version