The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ahmadwaloh1912, 2022-02-20 04:57:54

สรุปดาราศาสตร์ ม.5 เทอม 2

เอกภพและกาแล็กซี

Keywords: ระบบสุริยะจักรวาล

สรุป mind mapping :
บทท่ี 1 , 2 และ 3

จดั ทำโดย : นายอาฮมดั วาเลาะ เลขท่ี 29 ม. 5 / 11
เสนอโดย : อาจารย์มะดาโอะ มะเซง็
รายวิชา : โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ (ภาคเรียนท่ี 2 )

ตา
m

1.1 การกำเนิดและววิ ัฒนาการของเอกภพ บทที่ 1 : เอกภพและกาแล็กซี กลมุ่ ดาวทโี่ ลกเราอยคู่ อื กาแลก็ ซที างช้างเผอื ก (Milky Way)

เอกภพ เป็นระบบทม่ี ขี นาดใหญ่ท่ีสุดเท่าที่ 3.แบบจำลองเอกภพของเคพเลอร์ สาเหตุท่เี ราเรียกวา่ กาแล็กซที างชา้ งเผอื ก เนอื่ งจากเม่อื เรา
มนุษย์รู้จัก ประกอบดว้ ย กาแลก็ ซีจำนวนมหาศาลมี มองจากโลกไปยังกาแลก็ ซดี งั กล่าว เราจะมองเห็นท้องฟ้าเป็นทางขาว
เส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 28,000 ล้านปีแสง . ดวงอาทิตยย์ งั คงเป็นจุดศูนยก์ ลางการเคลอื่ นทข่ี อง คลา้ ยเมฆพาดยาวบนทอ้ งฟ้าในเวลากลางคนื ซึง่ เป็นเพียงสว่ นหนงึ่
ระบบโดยท่ดี าวฤกษต์ า่ งๆจะอย่ใู นตำแหน่งประจำท่ี ของกาแล็กซที างช้างเผือกเทา่ นัน้ นกั วิทยาศาสตร์คาดวา่ ทางชา้ ง
เอกภพวทิ ยาในอดีต : โดยแนวความคดิ สว่ นดาวเคราะห์ตา่ งๆจะโคจรรอบดวงอาทิตย์เปน็ รปู เผอื กนี้มดี วงดาวอยูป่ ระมาณแสนลา้ นดวง ระบบสุรยิ ะจกั รวาลท่ีเรา
ต่างๆ จะรวมเรยี กวา่ แบบจำลองเอกภพ วงรีไมใ่ ช่วงโคจรรปู วงกลมสมบรู ณืแบบดงั ที่แสดงอยู่ อาศยั อยู่ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของทางชา้ งเผือก มีดวงอาทิตย์เปน็ ศูนยก์ ลาง
ในแบบจำลองของโคเปอรน์ ิคัส และดวงอาทติ ยจ์ ะตั้ง มีดวงดาวต่างๆ ไดแ้ ก่ ดาวเคราะห์ ดาวบรวิ าร ดาวเคราะหน์ อ้ ย
1. แบบจำลองเอกภพของชาวสเุ มเรียนและแบบ อยู่ทีจ่ ดุ โฟกสั จุดหนง่ึ ของวงโคจรรูปวงรีนนั้ นอกจา ดาวหาง ดาวตก อุกกาบาต เป็นตน้
จำลองเอกภพของชาวบาบิโลน กนน้ั เคปเลอรย์ งั พบว่าการอธบิ ายข้อมลู ของไทโคบรา
เฮดว้ ยแบบจำลองของเขาจะมคี วามถูกต้องแม่นยำต่อ เอกภพอยใู่ นสภาพทีเ่ ปน็ ของผสมของอนุภาค และปฏอิ นภุ าค
ชาวสเุ มเรยี นบนั ทกึ ตำแหนง่ ของดาวฤกษ์ ข้อมลู มากกวา่ การอธบิ ายด้วยแบบจำลองของโคเปอรน์ ิ ซึ่งหากอนภุ าคและปฏิอนภุ าคมีจำนวนเทา่ กนั คงไมม่ ีอนุภาคเหลือทจ่ี ะ
และดาวเคราะห์ โดยมโี ลกแบนอยู่กับที่และเปน็ คสั ดว้ ย รวมกนั เป็นอนภุ าคโปรตอน และนวิ ตรอน แต่ในธรรมชาติมี
ศูนย์กลางของการเคลอ่ื นท่ีท้งั หมดพรอ้ มกบั มีการต้งั อนุภาคมากกว่าปฏิอนภุ าค จงึ เหลืออนภุ าคมลู ฐานที่ประกอบกันข้นึ
ช่อื กลุม่ คาวหลายกลุม่ ในท่องฟา้ และไดอ้ ธบิ ายการ 4. แบบจำลองเอกภพของกาลิเลโอ เป็นสสารต่างๆ ในเอกภพ
เคล่อื นท่ขี องดาวต่างๆ ตามความเชื่อทว่ี า่ เทพเจ้า
ปกครองโลก ท้องฟ้าและแหลง่ น้ำบนั ดาลใหเ้ ป็น กาลิเลโอเป็นชาวอติ าลี เปน็ คนแรกที่ได้ใช้กล้อง ลำดับเหตุการณ์ท่สี ำคญั ของการเกิดบิกแบง
ไป ชาวบาบิโดลนอาศัยพนื้ ฐานของชาวสุเมเรยี น โทรทศั น์ เพอื่ การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ แบบ
มาใชใ้ นการอธบิ ายการเคล่ือนท่ีของดาวฤกษ์และ จำลองของกาลิเลโอเชือ่ ว่า ดวงอาทิตยเ์ ป็นศูนย์กลาง 1. ขณะเกดิ บิกแบง เกิดสสารขน้ึ ในรปู ของอนภุ าคมลู ฐานคือ ควาร์ก
การเปล่ียนแปลงฤดูกาลบนโลกได้อย่างถูกตอ้ ง ของระบบสุริยะ โดยมดี าวเคราะหต์ า่ งๆ เคลอื่ นทีร่ อบ (quark) อเิ ล็กตรอน (electron) นวิ ทรโิ น (neutrino) และโฟตอน
ดวงอาทิตย์เปน็ วงกลม แบบจำลองของเขาเป็นแบบ (photon)
2. แบบจำลองเอกภพของกรีกชาวกรกี จำลองทมี่ ขี นาดไมจ่ ำกดั ซง่ึ เชอื่ ว่ายงั มีวัตถอุ ื่นท่อี ย่ไู กล 2. หลังเกดิ บกิ แบง 10-6 วนิ าที อณุ หภูมขิ องเอกภพลดลงเปน็ สบิ ล้านลา้ น
กว่าดาวเสาร์ ตอ่ มา “เซอร์ ไอแซก นิวตนั ” คน้ พบวา่ เคลวนิ ทำใหค้ วาร์กเกดิ การรวมตวั กัน กลายเป็นโปรตอนและนิวตรอน
ได้ประยกุ ตค์ วามรู้ทางคณติ ศาสตร์ในเรอื่ ง ลกั ษณะการโคจรของดาวเคราะห์เกดิ จากผลของแรง 3. หลงั เกดิ บิกแบง 100 วินาที อณุ หภมู ขิ องเอกภพลดลงเหลือพนั ล้านเคล
จำนวนและเรขาคณิตในการพฒั นาแบบจำลอง โนม้ ทำให้ปจั จบุ นั นักดาราศาสตร์ยอมรับกฎการ วนิ เทยี บได้กับอุณหภูมขิ องดาวฤกษท์ ่ีรอ้ นที่สุด โปรตอน และนิวตรอน
เอกภพ “อริส โตเตลิ ” เป็นชาวกรีกคนแรกทพี่ บวา่ เคล่ือนท่ดี าวเคราะห์ 3 ข้อ ของเคปเลอร์ รวมกันเปน็ นิวเคลยี สของดวิ เทอเรียม
โลกมีลักษณะเปน็ ทรงกลม นอกจากนี้ “อรสิ ตาร์คัส” 4. หลงั เกดิ บกิ แบง 3 นาที อณุ หภมู ิของเอกภพลดลงเปน็ รอ้ ยลา้ นเคลวนิ
เป็นบคุ คลแรกทรี่ ะบวุ า่ โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ นายอาฮมดั วาเลาะ เลขท่ี 29 ทำใหโ้ ปรตอนและนวิ ตรอน เกิดการรวมตวั เป็นนวิ เคลียสของฮเี ลียม
เป็นจุดศนู ยก์ ลาง และโลกจะโคจรครบรอบ1 ปี ใน ฒ็ ⑧ ม. 5 / 11 วชิ า ดาราศาสตร์ 5. หลังเกดิ บิกแบง 300,000 ปี อณุ หภมู ิของเอกภพลดลงเหลือ 10,000
เวลา 1 ปี ทำใหแ้ บบจำลองของชาวกรีกมลี ักษณะท่ี เคลวนิ นิวเคลยี สของไฮโดรเจน และฮีเลยี มดงึ อเิ ลก็ ตรอนเข้ามาอยใู่ น
อธิบายไดท้ างเรขาคณติ วงโคจร และเกดิ เปน็ อะตอมไฮโดรเจน และฮเี ลียม
6. หลงั เกิดบิกแบง 1,000 ล้านปี ภายในกาแลก็ ซมี ธี าตไุ ฮโดรเจน และ
ฮีเลียมเป็นสสารเบือ้ งตน้ ซงึ่ กอ่ กำเนิดเปน็ ดาวฤกษร์ นุ่ แรกๆ

หลักฐานของทฤษฎบี ิกแบง กาแล็กซี ( Galaxy )

บกิ แบง (Big Bang) เปน็ ทฤษฎที อี่ ธบิ ายถงึ การระเบดิ ครงั้ 2. อณุ หภมู พิ ้นื หลังอวกาศ กาแล็กซี กำเนดิ ขึน้ หลงั จากบกิ แบง
ใหญ่ ที่ทำใหพ้ ลงั งานสว่ นหน่ึงเปลี่ยนเปน็ เนื้อสาร มี การค้นพบอณุ หภูมิของเอกภพในปัจจุบัน หรอื อณุ หภูมพิ นื้ หลงั 1,000 ลา้ นปีเกิดจากกลุ่มแก๊สซงึ่ ยึดเหนี่ยว
ววิ ฒั นาการตอ่ เน่ืองจนเกดิ เป็นกาแลก็ ซี เนบวิ ลา ดาวฤกษ์ ด้วยแรงโน้มถว่ งแยกเป็นกลมุ่ ๆ
ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์ มนุษย์ และส่ิงมีชีวติ ตา่ งๆ ทฤษฎนี ี้ เปน็ การค้นพบโดยบังเอิญจากนกั วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา 2 คนคือ แตล่ ะกลมุ่ ก่อกำเนิดเปน็ ดาวฤกษจ์ ำนวนมากซงึ่
ได้รบั การยอมรับมากข้นึ เพราะมปี รากฏการณ์หลายอยา่ งที่ อาร์โน อัลลัน เพนเซยี ส (Arno Allan Penzias) และ โรเบิรต์ วูด เป็นสมาชกิ ของกาแลก็ ซี กาแลก็ ซที ีร่ ะบบสรุ ิยะ
สอดคล้อง หรอื เปน็ ไปตามทฤษฎีบิกแบง เช่น การขยายตวั ของ โรว์ วิลสัน (Robert Woodrow Wilson) ขณะทีก่ ำลงั ทดสอบระบบ สังกดั อยู่ คอื กาแล็กซีทางช้างเผือก นอกจากน้ี
เอกภพ อุณหภมู ิพืน้ หลงั หรอื คล่นื ไมโครเวฟท่ยี ังหลงเหลอื อยู่ เคร่ืองรับสญั ญาณของกลอ้ งโทรทรรศน์วทิ ยุ ปรากฏวา่ มสี ัญญาณ ยังมีกาแล็กซอี ่นื ๆ ไดแ้ ก่ กาแล็กซีเอนโดรเม
เป็นตน้ รบกวนตลอดเวลา ซ่ึงทราบภายหลังวา่ เป็นสญั ญาณท่เี หลืออยู่ใน ดา กาแล็กซีแมกเจลแลนใหญ่ และกาแล็กซี
อวกาศ เทียบไดก้ ับพลังงานของการแผร่ ังสขี องวัตถดุ ำ ท่มี ีอณุ หภมู ิ แมกเจลแลนเลก็
ขอ้ สงั เกตหรอื ปรากฏการณ์ท่สี นบั สนุนทฤษฎีบิกแบง ได้แก่ ประมาณ 2.73 เคลวิน
เมอ่ื สังเกตจากการนำภาพถ่ายมา
1. การขยายตวั ของเอกภพ ในขณะเดียวกนั รอเบริ ต์ ดกิ (Robert H. Dicke) ไดท้ ำนาย วเิ คราะห์เราอาจจำแนกชนิดของกาแลกซี
ว่า ถ้าเอกภพมีจุดกำเนดิ มาจากบิกแบง จะต้องพบการแผ่รังสที เ่ี หลือ จำแนกประเภทของ กาแลกซีได้ 3 ประเภท
เอด็ วนิ ฮบั เบลิ (Edwin Hubble) นกั ดาราศาสตร์ชาว ในอวกาศ จากเอกภพทมี่ อี ณุ หภมู ิประมาณ 10,000 เคลวิน จากน้ัน ใหญ่ๆ ไดแ้ ก่ กาแลกซีรูปวงกลมรี กาแลกซี
อเมริกันคน้ พบวา่ กาแลก็ ซีเคลือ่ นที่ไกลออกไปด้วยความเร็วที่ เมอ่ื เวลาผ่านไป การแผร่ งั สขี องเอกภพจะมีความถลี่ ดลง เหลอื เป็น รูปกังหัน และกาแลกซีอสัณฐาน
เพ่ิมขึน้ ตามระยะห่าง กาแลก็ ซที ย่ี ิง่ อยู่ไกล จะยิ่งเคลอ่ื นที่หา่ ง คลืน่ ไมโครเวฟ ซึ่งมกี ารสง่ ดาวเทยี มไปสำรวจ พบว่าในอวกาศ มี
ออกไปเร็วกวา่ กาแลก็ ซีทอี่ ยูใ่ กล้ นน่ั คือ เอกภพกำลงั ขยายตวั คล่นื ไมโครเวฟกระจายตวั สม่ำเสมอในทกุ ทศิ ทางจากอวกาศ และ 1 ) กาแล็กซีรูปวงกลมรี 2. กาแล็กซรี ูปกังหนั หรอื
ทำใหน้ กั ดาราศาสตร์สามารถคำนวณอายขุ องเอกภพได้ สอดคลอ้ งกับการแผร่ ังสขี องวตั ถดุ ำที่อณุ หภมู ิ 2.73 เคลวนิ (E , elliptical galaxies) แบบก้นหอย (S , Spiral galaxies)

ขอ้ พสิ จู น์การขยายตวั ของเอกภพคอื กาแล็กซีจำนวนมาก ดังนนั้ คลน่ื ไมโครเวฟพ้ืนหลังจากอวกาศนกี้ ็คอื การแผ่
กำลังเคลอ่ื นทีห่ ่างออกไปจากกันและกนั การสังเกตจากโลกซง่ึ พลังงานทเี่ หลือหลงั บกิ แบงประมาณ 300,000 ปี จึงเปน็ อีกข้อหนง่ึ ที่
เป็นสว่ นหนงึ่ ของกาแลก็ ซี พบว่ากาแลก็ ซีอื่นๆ กำลังเคลื่อนห่าง สนับสนนุ ทฤษฎบี ิกแบงได้เปน็ อยา่ งดี
ออกไปจากเรา และยิ่งเคลอื่ นท่หี ่างออกไป กย็ ่ิงมีความเรว็ เพม่ิ
ขนึ้ 3.กาแล็กซีสณั ฐานหรอื ไรร้ ปู ร่าง กาแล็กซที างช้างเผือก
(Irr , Irregular galaxies) (The Milky Way Galaxy)
นกั วทิ ยาศาสตรใ์ ชส้ งิ่ ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์
(Doppler Effect) ในการวดั ความเรว็ ของดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง หลักฐานทส่ี นับสนนุ ทฤษฎบี กิ แบง การสงั เกตทางชา้ งเผือก
ของกาแลก็ ซี โดยหลักการท่วี า่ เม่อื วตั ถบุ นท้องฟา้ เคลือ่ นทีห่ ่าง ภาพ : shuterstock.com
ออกไปจากเรา ถ้าแสงของมนั ย่งิ แดงมากข้นึ ก็แสดงวา่ มันยิ่ง
เคล่ือนทีเ่ รว็ ข้นึ ในทางกลับกนั ถา้ มันเคลอื่ นที่เขา้ มาหาเรา แสง
ของมันจะเปน็ สนี ำ้ เงิน

กาแลก็ ซเี พื่อนบ้าน เพ่ิมเตมิ : วธิ กี ารหาเวลาละหมาด

1.กาแล็กซีแมกเจลแลนใหญ่ i.
2.กาแลก็ ซีแมกเจลแลนเล็ก
|
3.กาแลก็ ซีแอนโดรเมดา
ii.t

เนบิวลา (Nebula) เป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นที่มีอยู่ระหว่างดาวฤกษ์ในระบบกาแลกซี ไม่มีแสงสว่างในตัวเองรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นเป็นปริมาณมหาศาล มองผ่าน
กล้องโทรทรรศน์จะปรากฏเป็นฝ้ามัวๆ บริเวณท่ีกลุ่มฝุ่นและก๊าซรวมตัวกันและยึดด้วยแรงโน้มถ่วงของเนบิวลา จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ต่างๆ โดยทั่วไป
เนบวิ ลามี 2 ลักษณะ คือ เนบิวลาสวา่ งกับเนบิวลามดื

1.เนบิวลาส่องสว่าง (Bright cmission nebula) เป็นเมฆกา๊ ซทเ่ี ปลง่ แสงสวา่ งเร่อื งขนึ้ เพราะได้ดดู รงั สีทม่ี าจากดาวฤกษ์
ในส่วนทห่ี ่อหุ้มไว้แลว้ แผร่ ังสอี อกจากตวั โดยการท่ีอะตอมของตวั เองละระดบั พลงั งานลงดังน้นั จึงใหแ้ สงเป็นเสน้ สเปคตรัม

เนบิวลาสอ่ งสวา่ ง 2. เนบิวลามดื (Dark nebula) เป็นบรเิ วณทีฝ่ ุ่นละอองและก๊าซอย่กู ันอยา่ งหนาแน่นทึบและมดี าวอยู่ไกลออกไป ทำให้ฝนุ่ และ
เนบิวลามืดหวั ม้า กา๊ ซดดู แสงดาวที่ผา่ นมาหมด จึงมองดูทึบแสง

สมบตั ขิ องดาวฤกษ์

ดาวฤกษท์ เี่ รามองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นรปู กลมุ่ ดาว อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4 - 1500 ปีแสง นกั ดาราศาสตรท์ ำการศกึ ษา
ดาวฤกษ์ได้โดยการวิเคราะหค์ ลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ทด่ี าวแผ่ออกมา เพือ่ ให้ไดท้ ราบสมบตั ิ ดังน้ี

ระยะหา่ งของดาว: ใชก้ ำลงั ขยายของกล้องโทรทรรศน์ตรวจวดั มมุ แพรัลแลกซ์ เรียกว่า "กระบวนการแอสโตรเมท
รี" (Astrometry)
โชติมาตร: บันทึกแสงของดาวดว้ ย CCD แล้วคำนวณเปรียบเทียบอันดบั ความสวา่ ง เรียกว่า
"กระบวนการโฟโตเมทร"ี (Photometry)
กำลังส่องสว่าง: แปรผันตรงตามความสว่าง แต่แปรผกผนั กับระยะหา่ งของดาว
สเปกตรมั : แยกแแสงดาวของดาวดว้ ยสเปกโตรมเิ ตอร์ เรียกว่า "กระบวนการสเปกโตรสโคปี" (Spectroscopy)
องค์ประกอบทางเคม:ี ได้จากการวิเคราะห์เสน้ ดดู กลนื และเส้นแผร่ งั สขี องสเปกตรัม
ทิศทางการเคลื่อนทแ่ี ละความเร็วเชงิ เรเดียน: ได้จากการวิเคราะห์ปรากฏการณด์ ็อปเปลอร์
อุณหภูม:ิ ได้จากการวเิ คราะห์กราฟแสง หาคา่ ความยาวคลนื่ เขม้ สุด (λmax) ด้วยกฎการแผร่ ังสขี องวนี (Wien’s
displacement Law)
รศั มีของดาว: ไดจ้ ากการแทนคา่ กำลงั สอ่ งสว่างและอุณหภมู ิชองดาว ตามกฏความเขม้ พลงั งานของสเตฟาน-โบลทซม์ าน
น์ (Stefan – Boltzmann Law)
มวลของดาว: ไดจ้ ากการคำนวณความสัมพนั ธ์ ระหว่างคาบวงโคจรและระยะหา่ งระหว่างดาวสองดวงในระบบดาวคู่



-

สมบตั ิดาวฤกษ์

- Born to late to explore the Earth ,Born to
soon to explore the Universe

พวกเราอาจเกดิ ช้าไปทจ่ี ะสำรวจโลก แต่เราเกิดเร็ว
ไปอยา่ งแนน่ อนทจี่ ะสำรวจจกั รวาล

อนั ดับความสวา่ งปรากฎหรอื โชติมาตรปรากฎ



ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแบ่งออกเป็นกลมุ่ เขตอาศยั คอื อะไร
ตา่ งๆ ไดด้ ังน้ี

1. แบง่ ตามกายภาพ 2. แบ่งตามวงโคจร เขตอาศยั ได้ ในทางดาราศาสตร์ หมายถงึ ย่านหน่ึงในอวกาศ
ท่ีซ่ึงดาวเคราะห์คล้ายโลกสามารถดำรงน้ำในสถานะของเหลวไดบ้ น
• ดาวเคราะห์ชน้ั ใน (Inner or Terrestrial • ดาวเคราะหว์ งใน (Interior planets) หมาย พื้นผิว และสามารถมีส่ิงมีชวี ติ คล้ายกบั สิง่ มีชีวิตบนโลก เขตอาศยั ได้
Planets): จะเป็นกลมุ่ ดาวเคราะห์ ทอ่ี ยใู่ กล้ ถึงดาวเคราะห์ทอ่ี ยูใ่ กลด้ วงอาทติ ยม์ ากกวา่ โลก เป็นจดุ ตัดกันระหวา่ งสองเขตทต่ี า่ งก็เอ้ือต่อการใหก้ ำเนิดชีวิต คอื
ดวงอาทิตยม์ ากกวา่ อกี กลุ่ม เป็นดาวเคราะหท์ ี่ ไดแ้ ก่ดาวพธุ และดาวศกุ ร์ หน่งึ ภายในระบบดาวเคราะห์ และสอง คอื ภายในดาราจกั ร ดาว
เย็นตวั แลว้ มากกวา่ ทำใหม้ ีผิวนอกเปน็ เคราะหแ์ ละดวงจนั ทรบ์ รวิ ารของมนั ท่อี ยใู่ นเขตนมี้ ีโอกาสมากท่จี ะ
ของแขง็ เหมือนผิวโลกของเรา จึงเรียกว่า • ดาวเคราะหว์ งนอก (Superior planets) เป็นแหลง่ อยู่อาศัยของมนษุ ย์ได้ จงึ มีความเป็นไปได้ทจี่ ะมีสิง่ มีชวี ติ
Terrestrial Planets (หมายถงึ "บนพืน้ หมายถึง ดาวเคราะหท์ ี่อยู่ถดั จากโลกออกไป ต่างดาวลักษณะคล้ายคลึงกบั เราอยู่ที่นนั่
โลก") ได้แก่ ดาวพธุ (Mercury), ดาวศกุ ร์ ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาว
(Venus), โลก (Earth) และดาวองั คาร ยเู รนัส ดาวเนปจนู และดาวพลโู ต จะต้องไม่สับสนปนเประหวา่ ง เขตอาศัยได้ กับ ดาวเคราะหท์ ่ี
(Mars) ซงึ่ จะใช้แถบของ ดาวเคราะห์น้อย อยูอ่ าศัยได้ ซึ่งในข้อหลังนีจ้ ะคำนึงถงึ เงื่อนไขต่าง ๆ ของดาวเคราะห์
(Asteroid Belt) เป็นแนวแบง่ 3. แบ่งตามพืน้ ผวิ ที่จำเปน็ ในการดำรงชวี ิตของสงิ่ มชี ีวิตท่ีมคี าร์บอนเปน็ พ้นื ฐาน ขณะที่
เขตอาศัยได้ คำนงึ ถงึ เงอื่ นไขเกีย่ วกับดาวฤกษซ์ ง่ึ ส่งอิทธิพลตอ่ การ
• ดาวเคราะหช์ ้ันนอก (Outer or Jovian • ดาวเคราะห์กอ้ นหิน ไดแ้ ก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดำรงชีวติ ของสง่ิ มีชีวติ ท่ีมคี าร์บอนเปน็ พน้ื ฐาน
Planets): จะเปน็ กล่มุ ดาวเคราะห์ ที่อยู่ไกล และดาวองั คาร ทง้ั 4 ดวงนมี้ พี ้ืนผิวแข็งเปน็ หิน มี
ดวงอาทิตย์มากกว่าอีกกลมุ่ เป็นดาวเคราะห์ท่ี ชัน้ บรรยากาศบางๆ หอ่ หมุ้ ยกเว้นดาวพุธทีอ่ ยู่ หลังจากทก่ี าลเิ ลโอพสิ จู น์วา่ ระบบดวงอาทิตยเ์ ป็นศูนย์กลางของระบบสุรยิ ะ
เพง่ิ เย็นตัว ทำใหม้ ีผวิ นอก ปกคลุมด้วยก๊าซ ใกลด้ วงอาทิตยท์ ส่ี ุดไม่มีบรรยากาศ (Heliocentric) เป็นความจรงิ นักวทิ ยาศาสตรส์ ่วนใหญ่ยงั ปักใจว่า วงโคจร
เปน็ ส่วนใหญ่ เหมอื นพ้นื ผิวของดาวพฤหัสบดี ของดาวเคราะห์เป็นรปู วงกลมทีส่ มบูรณ์ จงึ ไม่มใี ครสามารถพยากรณต์ ำแหน่งของ
ทำใหม้ ีชื่อเรียกวา่ Jovian Planets • ดาวเคราะห์กา๊ ซ ไดแ้ ก่ ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวเคราะหล์ ่วงหน้าไดถ้ กู ตอ้ ง จนกระทั่ง โจฮานเนส เคปเลอร์ (Johannes
(Jovian มาจากคำว่า Jupiter-like หมายถึง ดาวยเู รนัส และดาวเนปจนู จะเป็นก๊าซทวั่ ท้งั ดวง Kepler) นักคณติ ศาสตร์ชาวเยอรมันซึง่ มีชวี ิตอย่ใู นระหวา่ ง ค.ศ.1571 – 1630
คล้ายดาวพฤหัสบด)ี ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี อาจมแี กนหินขนาดเลก็ อย่ภู ายใน พ้นื ผิวจงึ เป็น (พ.ศ.2114 - 2173) ได้ทำการวเิ คราะห์ขอ้ มูลตำแหนง่ ของดาวเคราะห์ ซง่ึ ได้มา
(Jupiter), ดาวเสาร์ (Saturn), ดาวยเู รนสั บรรยากาศที่ปกคลมุ ด้วยกา๊ ซมีเทน แอมโมเนีย จากการตรวจวดั อยา่ งละเอียดโดย ไทโค บราเฮ (Tycho Brahe) นกั
(Uranus), ดาวเนปจนู (Neptune) และดาว ไฮโดรเจน และฮเี ลียม ดาราศาสตรป์ ระจำราชสำนักเดนมาร์ก ผู้มชี ่อื เสียงในยุคนัน้ (แตไ่ ทโคคงยงั เช่อื
พลูโต (Pluto) ในระบบโลกเปน็ ศนู ยก์ ลาง) แล้วทำการทดลองด้วยแบบจำลองทาง
กฎของเคปเลอร์ คณติ ศาสตร์ เคปเลอร์พบวา่ ผลของการคำนวณซง่ึ ถอื เอาวงโคจรเป็นรปู วงกลม
ประวัติ : 1 กฎแหง่ วงร:ี ดาวเคราะหโ์ คจรเป็นรปู วงรรี อบดวงอาทิตย์ ไมส่ อดคลอ้ งกับขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการสงั เกตการณ์ แตส่ อดคล้องกับการคำนวณซึง่ ถอื
เอาวงโคจรเป็นรูปวงรี ในปี ค.ศ.1609 (พ.ศ.2152) เคปเลอรไ์ ดป้ ระกาศกฎขอ้
โยฮนั เนส เคปเลอร์ (เยอรมนั : Johannes โดยมีดวงอาทติ ยอ์ ยู่ทจี่ ดุ โฟกสั จุดหนึ่ง ที่ 1 (กฎของวงร)ี “ดาวเคราะหโ์ คจรรอบดวงอาทติ ย์เปน็ วงรี โดยมดี วงอาทิตย์
Kepler; 27 ธันวาคม ค.ศ. 1571 – 15 2 กฎแหง่ การกวาดพ้นื ท:่ี ในเวลาท่ีเท่ากนั ดาวเคราะห์จะมีพื้นท่ี อยทู่ โี่ ฟกสั จดุ หนึ่ง”
พฤศจิกายน ค.ศ. 1630) นักดาราศาสตร์ นัก
โหราศาสตรแ์ ละนักคณติ ศาสตร์ชาวเยอรมนั ท่เี ส้นรศั มีจากดวงอาทิตยถ์ ึงดาวเคราะหก์ วาดไปเท่ากนั หรือ
ผมู้ สี ่วนสำคัญในการปฏิวัติวงการวทิ ยาศาสตร์ dA/dt มคี ่าคงท่ี
เขาคน้ พบกฎการเคลือ่ นทขี่ องดาวเคราะห์ใน 3 กฎแหง่ คาบ: คาบในการโคจรรอบดวงอาทิตยก์ ำลงั สอง
งาน Astronomia nova, Harmonice แปรผันตรงกับระยะครงึ่ แกนเอกของวงโคจรกำลงั สาม
Mundi ของเขา และไดแ้ ตง่ หนังสือชอื่
โยฮันเนส เคปเลอร์ Epitome of Copernican Astronomy

ขอบคุณครบั


Click to View FlipBook Version