ก
รายงานการฝกึ ปฏบิ ตั สิ หกิจศึกษา
ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนาการท่องเทยี่ ว สถาบนั วจิ ัยสังคม มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
Center of Tourism Research and Development
วรเมธ ทอมุด
อารยี า วงค์ซื่อ
ธญั ชนก คำมาสาร
รายงานเสนอเป็นส่วนหนง่ึ ของการศกึ ษา
รายวชิ าสหกิจศึกษา รหสั วิชา 141453
ภาคการศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2562
คณะรัฐศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยพะเยา
ข
กติ กิ รรมประกาศ
จากการท่ีนิสิตได้มาฝึกปฏิบัติงานสหกิจศึกษา ณ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัย
สังคม มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ ในตำแหน่งผู้ช่วยวิจยั ตง้ั แต่วนั ที่ 18 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2562 ถงึ วันที่ 6 มีนาคม
พ.ศ. 2563 และ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ทำให้นิสิตได้รับ
ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานทีห่ ลายหลาย สามารถนำไปปรับใช้กบั การทำงานในอนาคฅได้
ขอกราบขอบพระคุณ ดร.กรวรรณ สังขกร หัวหน้าคุณศูนย์วิจัยและการพัฒนาการท่องเที่ยว
สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้ให้ความอนุเคาระห์และให้โอกาสข้าพเจ้าเข้ามาปฏิบัติสหกิจ
ศึกษา ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ประสบการณ์ทำงานจริง รู้จักวางแผน แสดงความคิดเห็น ได้ปฏิบัติงานและ
เรียนรู้การทำงานในหลาย ๆ พ้ืนที่ ทำใหไ้ ดร้ ับประสบการ์ณท่ีหลากหลาย และมคี ุณคา่ อยากยงิ่ ต่อขา้ พเจา้
ขอขอบพระคุณ นายธัชกร ป้อปาลี เจ้าหน้าที่วิจัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (พนักงานที่
ปรึกษา) รวมถึงนักวิจัย เจ้าหน้าที่วิจัย และบุคลากรท่านอื่น ๆ ที่เมตตา ให้คำปรึกษา แนะแนวทางในการ
ปฏิบัติสหกิจศึกษาเป็นอย่างดี ตลอดจนได้รับการดูแลเอาใจใส่ตลอดระยะเวลาท่ีข้าพเจ้าปฏิบัติสหกิจศึกษาที่
ศนู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการท่องเท่ยี ว สถาบนั วิจยั สงั คม มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
ขอบพระคุณ ดร.ณวิล เสริฐผล ที่ได้แนะแนวทาง และให้คำปรึกษา คำแนะนำต่าง ๆ ในระหว่างที่
ข้าพเจา้ ได้มาฝึกปฏบิ ตั ิสหกิจศึกษาเป็นอยา่ งดี
ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณบุคลากรทุกท่าน และเพื่อนนิสิตกัลยาณมิตรทุกคนที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุน
และให้คำแนะนำต่าง ๆ ในทุกด้าน รวมไปถึงกำลังใจที่มีต่อกันเสมอมา ทำให้การทำรายงานฝึกปฏิบัติสหกิจ
ศึกษาเล่มนี้มีความสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งที่คอยดูแลตลอดระยะการปฏิบัติงาน ทำให้การฝึก
ปฏิบัติงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็
น้อยต่อศูนย์วจิ ยั และพฒั นาการท่องเทยี่ ว สถาบนั วิจัยสงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
วรเมธ ทดมดุ
อารียา วงคซ์ ื่อ
ธญั ชนก คำมาสาร
ค
สถานทป่ี ฏบิ ัติตงิ าน ศูนยว์ จิ ยั และพัฒนาการทอ่ งเทีย่ ว สถาบันวิจัยสังคม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
ผู้ปฏบิ ัตติ งิ าน นาย วรเมธ ทอมุด นางสาว อารยี า วงคซ์ ่อื นางสาวธญั ชนก คำมาสาร
อาจารยน์ เิ ทศก์และอาจารย์ท่ีปรึกษา ดร. ณวิญ เสรฐิ ผล
ประเภทสารนิพนธ์ รายงานการฝึกปฏิบตั สิ หกจิ ศึกษา ศศ.บ.(พฒั นาสังคม)
บทคัดย่อ
รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติสหกิจศึกษา (CO-operative Education) ของ
มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิตได้เพิ่มประสบการณ์และได้มีการพัฒนาศักยภาพจากการ
ปฏิบัติงานจริงที่เหนือกว่าการฝึกงาน โดยเปิดโอกาสให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มีส่วนร่วมในการ
พฒั นาคุณภาพนิสิต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว คือ องค์กรที่ทำหน้าที่ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อการสนับสนุนการ
พัฒนาชนบทและในเขตเมือง โดยตั้งปณิธานคือ สถาบันวิจัยสังคมต้องเป็นแหล่งให้ความรู้ ความเข้าใจ
ที่ถูกตอ้ งแก่สงั คมและชมุ ชน ทัง้ ดา้ นสังคมศาสตรแ์ ละล้านนาคดี เป็นผูน้ ำด้านการพัฒนาสังคมในภมู ภิ าคเอเชีย
และนำพาล้านนาสู่ระดับโลก สร้างผลงานทางการวิจัยที่เป็นนประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศโดย
ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ทำนบุ ำรงุ ศลิ ปวัฒนธรรมทางสังคมของภาคเหนอื
ทั้งนี้ จากการเข้าฝึกปฏิบัติสหกิจศึกษาใน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังคม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. – 6 มีนาคม พ.ศ. 2563 ได้รับมอบหมายให้
ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยวิจัย งานที่ได้รับมอบหมายคือ โครงการการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอ
สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและสัมภาษณ์เกี่ยวกับมรดก
วัฒนธรรมข้าวสันป่าตอง ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และการสำรวจสืบค้นข้อมูลพื้นฐานและ
เส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง ในกิจกรรม “เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเซรามิก จังหวัดลำปาง” ภายใต้
โครงการ “การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อรองรับท่องเที่ยวไทย 4.0 : แผนเมือง
ท่องเที่ยววัฒนธรรม ลำปางเซรามิกซิตี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ใน
การทำงานจริง ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ประสบการณ์ทำงาน ให้เกิดทักษะและได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดจาก
สภาพแวดล้อมการทำงานจริงทั้งในส่วนของการปฏิบัติและทฤษฎี ได้เรียนรู้ปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
เฉพาะหน้า เกิดการวางแผนและลำดับความสำคัญของงาน เรียนรู้การปรับตัวใหเ้ ขา้ กับวัฒนธรรมองค์กร การ
ทำงานร่วมกบั ผอู้ ่ืน ทำให้เกดิ ความรบั ผิดชอบต่อหนา้ ทแี่ ละงานที่ได้รบั มอบหมาย ฝกึ ความอดทน ระเบยี บวินยั
ในการทำงาน เห็นข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเองได้ และนำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงและ
พัฒนาศักยภาพของตนเองอันจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์ในการทำงานภายภาคหนา้ ได้
ง
จากการดำเนินงานโครงการจัดทำฐานข้อมูลการประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access ในการ
จัดเก็บฐานข้อมูลงานวิจัย สรุปผลได้ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ จากการประเมินผลจากความพึงพอใจของ
ดร.เผชิญวาส ศรีชัย ที่มีความคิดเห็นต่อผลการประยุกต์โปรแกรม Microsoft Access ว่ารูปลักษณ์และ
ลักษณของโปรแกรมมีความสวยงาม ง่ายต่อการใช้งานและค้นหาไฟล์เอกสารต่าง ๆ เพียงการใส่คำที่เรา
ตอ้ งการค้นหาลงในช่องค้นหา ทง้ั ยงั มหี นา้ ต่างเมนูใหเ้ ลือกใช้อย่างสะดวก สามารถเปิดดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ตอลด
เวลาและรวดเรว็ เหมาะสมกบั การใช้งานเป็นฐานเกบ็ ข้อมลู งานวจิ ยั และสามารถต่อยอดพฒั นาใหเ้ ป็นฐานเก็บ
ข้อมลู งานวจิ ัยในโครงการอน่ื ได้อีกด้วยในอนาคต
จ
สารบัญ
บทที่ หน้า
สารบัญภาพ……………………………….……………………………………………………………………………... 1
บทนำ......................................................................................................................................2
สถานทป่ี ฏบิ ัติติงานสหกจิ ศึกษา……………………………………………………………………….……..2
1.1 ประวตั คิ วามเปน็ มาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว…………….…………….…..…..2
1.2 พันธกจิ …………………………………………………………………………….……………………..…….3
1.3 วตั ถปุ ระสงค…์ ……………………………………………………………………………….…….…………3
1.4 วสิ ยั ทศั น์.....................................................................................................................4
1.5 บุคลากรของศูนยว์ จิ ยั และพัฒนาการทอ่ งเท่ยี ว…………………………………..……………… 4
1.6 โครงสรา้ งองคก์ รศูนย์วิจัยและพฒั นาการทอ่ งเทยี่ ว……………………………...……..…….. 5
บทที่ 2 การทบทวนเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง……………………………………………………….………………… 6
2.1 ความหมายของวัฒนธรรม.......................................................................................... 6
2.2 การแบ่งประเภทของวฒั นธรรม…………………………………..…….……………..……………… 7
2.3 แนวคิดวฒั นธรรมชุมชน..............................................................................................8
2.4 วัฒนธรรมเก่ียวกบั ข้าว................................................................................................8
2.5 พธิ กี รรมความเชือ่ .......................................................................................................9
2.6 บริบทพนื้ ท่ีทีศ่ ึกษา......................................................................................................9
2.6.1 ท่ตี ง้ั อาณาเขตของอำเภอสนั ปา่ ตอง...........................................................9
2.6.2 ทีต่ ัง้ และอาณาเขต..................................................................................... 10
2.6.3 การปกครองสว่ นภูมภิ าค........................................................................... 10
2.6.4 ลักษณะทัว่ ไป.............................................................................................11
2.7 ศิลปะและวฒั นธรรม...................................................................................................12
2.8 พนั ธขุ์ ้าว......................................................................................................................12
2.8.1 ดินที่เหมาะสมในการปลกู ขา้ ว……………………………………….……...…………. 13
ฉ
2.9 ลำน้ำและเขื่อนฝายท่ีใชใ้ นการเกษตร……………………………….……………………..………..14
2.9.1 ลำน้ำที่สำคัญ............................................................................................. 14
2.10 โปรแกรม Microsoft Access…………………….…………………………………………………. 16
2.10.1 ความสารถของ Microsoft Access…………………………….…………………..16
2.10.2 ขอ้ มลู และฐานข้อมูล................................................................................17
2.10.3 ระบบฐานข้อมูล...................................................................................... 17
2.10.4 ประโยชนข์ องระบบฐานขอ้ มูล................................................................ 17
2.10.5 ขอ้ ดีของระบบฐานข้อมูลการจัดเกบ็ ข้อมูล..............................................18
บทท่ี 3 รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏบิ ัติงาน………………….………………………………….……………..20
3.1 พนกั งานทีป่ รกึ ษาและตำแหนง่ ของพนักงานท่ีปรึกษา................................................20
3.2 ตำแหน่งงานท่ีได้รับมอบหมาย……………………………………….…………….…………………..20
3.3 ตำแหน่งและลักษณะงานท่ีได้รับมอบหมาย............................................................... 20
3.4 ลักษณะงานที่ไดร้ ับมอบหมาย………………………………………………………………..……….. 21
3.5วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติงาน…………………………………….………………………………….. 21
3.6 ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ ับจากการปฏบิ ัติงาน………………………………………………………………22
3.7งานทไี่ ด้รบั มอบหมายในองคก์ ร……………………………………………..…………………………..22
3.7.1 งานภายในองค์กร...................................................................................... 22
3.7.2 งานภายนอกองค์กร...................................................................................23
บทท่ี 4 การประยกุ ต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access ในการจัดเกบ็ ฐานข้อมลู งานวจิ ัย…..…. 25
4.1 ที่มาและความสำคัญ………………………………..………………………..…………………………… 25
4.2 วัตถุประสงค์……………………………………………………………..……………………………………26
4.3 ผลท่ีคาดว่าจะไดร้ บั ………………………………………..…………..……………………….………….26
4.4 สรุปการประยุกตใ์ ช้โปรแกรม Microsoft Access…………….………..………………………26
ช
4.5 กจิ กรรมการดำเนินงาน…………………………………………...……………..……………………….26
4.6 ระยะเวลาดำเนินงาน……………………………………………………………………………………….26
4.7 ขน้ั ตอนการทำฐานข้อมูล............................................................................................ 26
4.8 ผลการประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access…………………………………………..…... 34
4.9 ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากการทำโครงการ……………………………………………………..………… 34
4.10 ปญั หาและอปุ สรรค……………………..………………………………………….………….…………34
บทที่ 5 สรุปผลการปฏบิ ัติงานสหกจิ ศกึ ษา…………………….………………………………………….……35
ผลการปฏบิ ตั งิ านสหกิจศกึ ษา............................................................................................35
5.1 ประโยชนท์ ีไ่ ด้รับจากการปฏิบัตงิ านสหกจิ ศกึ ษา……………………………………..………….35
5.2 ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบตั สิ หกจิ ศึกษา……………………………………..…………….. 36
5.3 ขอ้ เสนอแนะในการปฏิบัตสิ หกิจศึกษา....................................................................... 36
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………….... 37
1
สารบญั ภาพ
ภาพ หนา้
1.สญั ลักษณส์ ถาบันวจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม…่ ……………………..…………………………………. 2
2.สัญลักษณศ์ ูนยว์ จิ ยั และพัฒนาการท่องเทย่ี ว สถาบนั วิจัยสังคม มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่………….. 2
3.โครงสรา้ งองค์กรศนู ยว์ ิจัยและพัฒนาการท่องเทย่ี ว มหาวิทยาลยั เชียงใหม่…………………………... 5
4.แผนท่ีอำเภอสนั ป่าตอง จงั หวดั เชียงใหม่………………………………………………………………………….. 10
5.ขั้นตอนการจัดทำฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมอำเภอสันปา่ ตอง……………………………………………. 27 - 34
2
บทท่ี 1
บทนำ
สถานทปี่ ฏิบัติงานสหกิจศกึ ษา
ภาพที่ 1 ตราสญั ลักษณส์ ถาบันวิจัยสงั คม ภาพท่ี 2 ตราสัญลักษณศ์ ูนยว์ ิจัยและพัฒนาการท่องเท่ียว
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ สถาบนั วจิ ัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชอื่ หน่วยงานภาษาไทย : ศูนย์วิจัยและพฒั นาการท่องเทยี่ ว สถาบันวิจยั สงั คม
มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
ช่ือหน่วยงานภาษาอังกฤษ : Center of Tourism Research and Development
สถานทตี่ ้งั : เลขท่ี 239 ถนนหว้ ยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชยี งใหม่ 50200
เวบ็ ไซต์ : www.sri.cmu.ac.th
โทรศพั ท์ : 0-5394-2561
โทรสาร : 053-892649
1.1 ประวัตคิ วามเปน็ มาของศนู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบนั วจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้เริ่มขึ้นโดยกลุ่มคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2516 และในปี
พ.ศ.2519มหาวิทยาลยั อนมุ ัตใิ ห้จดั ตั้งเปน็ ศนู ยภ์ ายใน คณะสังคมศาสตร์ ใช้ชื่อว่า "ศนู ยว์ จิ ัยสงั คมศาสตร์" และ
ไดร้ บั เงนิ สนับสนนุ จากคณะสังคมศาสตร์ มลู นิธิ/หนว่ ยงาน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เม่ือได้มีการขยาย
ขอบเขตการปฏิบัติงาน และมีปริมาณงานเพิ่มมากขน้ึ จงึ ได้เสนอขอจัดต้ังสถาบนั วจิ ยั สงั คม และได้รบั อนุมัติให้
บรรจุ "โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม " เป็นโครงการใหม่ในแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 4 (พ.ศ.2520 -
2524) ต่อมา ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัยยกฐานะโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม ขึ้นเป็น "สถาบันวิจัย
สงั คม" ให้มีสำนกั งานเลขานุการสถาบันวจิ ัยสังคม โดยใหเ้ ปน็ สว่ นราชการขึ้นตรงต่อมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับ
คณะตา่ ง ๆ ตงั้ แต่วนั ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2524
3
สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพือ่ สนับสนุนการพัฒนาชนบทและ
เขตเมอื ง มาเป็นเวลานานกวา่ 20 ปี มีความเข้าใจและความตระหนักถึงปญั หาในการพัฒนาทอ้ งถน่ิ เป็นอย่างดี
เมื่อมีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพ.ศ. 2540
สถาบันวิจัยสังคม จึงได้ต้ังกลุ่มงานศึกษาและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อศึกษาวิจัยและ
สนับสนุนวิชาการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพการวางแผนพัฒนา การบริหารจัดการ
และการพัฒนาบคุ ลากรขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ
ในปพี .ศ. 2560 ที่ผ่านมา สถาบนั วจิ ยั สังคมได้รับการสนับสนนุ จากมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ในการจัดต้ัง
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (Center of Tourism Research and Development) ซึ่งดำเนินงานวจิ ยั
ด้านสังคม ล้านนาและการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีการศึกษาและการวิจัยที่
หลากหลาย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลผลิตของโครงการบูรณาการด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้สามารถ
นำไปพัฒนาต่อยอด ตลอดจนบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีคุณภาพที่ยั่งยืน พร้อม
ทั้งจดั ทำระบบฐานขอ้ มลู และเว็บไซต์เผยแพรข่ ้อมูลด้านการท่องเท่ยี ว เพื่อใหน้ กั ทอ่ งเทยี่ วสามารถเขา้ ถึงข้อมูล
เส้นทางการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งพฤติกรรมของ
นักท่องเที่ยว หรือความต้องการและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวและการบริการ
ดา้ นตา่ ง ๆ ของการทอ่ งเท่ียว เช่น โรงแรม รา้ นอาหาร บริษทั ทัวร์ นอกจากนี้ยังศกึ ษาในเร่อื งการทอ่ งเท่ียวเชิง
วัฒนธรรม การท่องเที่ยวลองเสตย์ ตลอดจนเวลเนส ทัวร์ลิสซึ่ม ทั้งนี้ในปัจจุบันทิศทางการขับเคลื่อนของ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว จะเน้นที่งานวิจัย งานบริการวิชาการที่สอดคล้องกับนโยบายของ
มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ และสนบั สนนุ ข้อมลู ดา้ นการทอ่ งเทีย่ วแกช่ มุ ชน ผ้ปู ระกอบการต่าง ๆ 3
ตลอดจนร่วมมอื กบั สมาคมธรุ กจิ มัคคุเทศก์ เพือ่ พฒั นาและตอ่ ยอดงานวชิ าการ งานวจิ ยั ตา่ ง ๆ รวมถึง
พัฒนาแอพพลิเคชน่ั ดา้ นการทอ่ งเที่ยวให้มีคุณภาพและจำนวนเพ่ิมมากขน้ึ
1.2 พนั ธกจิ
1. เปดิ พื้นทแี่ ละใหบ้ ริการสู่การเปน็ Cultural Exchange Junction ระดบั ชาติและนานาชาติ
- ผสานการทำงานระหว่างบุคลากรสถาบนั ฯ กบั คณะ/มหาวทิ ยาลยั อ่ืน ผู้เกษียณอายุ ปราชญ์
ลา้ นนา
- ผลกั ดนั ล้านนาจาก Local สู่ National and Global โดยเช่ือมโยงเมืองประวัติศาสตร์ชาติและ
งานทีม่ ี Impact
- บม่ เพาะคนและองค์ความรู้ Incubator Knowledge Space
2. วจิ ัยเชงิ ลึกทมี่ คี ณุ ภาพสูงและสรา้ งผลกระทบสงู เพื่อสนับสนุนการพฒั นาพืน้ ท่เี ชงิ นโยบาย
เศรษฐกจิ สังคม และวัฒนธรรม โดยใชเ้ ครอื ขา่ ยระหว่างมหาวทิ ยาลัยในระดบั ท้องถ่ิน ระดับชาติ
และระดับนานาชาติ
3. บรกิ ารวิชาการแกช่ ุมชน สังคมเมอื ง และถ่นิ ทรุ กนั ดาร
1.3 วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อสรา้ งความเป็นเลศิ ด้านวิชาการด้านลา้ นนาคดี
2. เพอื่ สร้างผลงานทางวิจัยพหวุ ทิ ยาการท่เี ป็นประโยชน์ต่อชมุ ชนและตอบสนองนโยบายรฐั บาล
3. เพ่อื ให้บริการวชิ าการแก่ นักศึกษา นักวชิ าการ ภาคเอกชน ชุมชน และหนว่ ยงานของรัฐทั้งใน
4
ระดับท้องถ่ิน และระดับประเทศและนานาชาติ 4. เป็นศนู ยส์ ารสนเทศทางสังคมของภาคเหนอื
5. เพ่อื ทำนบุ ำรุงศิลปวฒั นธรรม และรกั ษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
1.4 วสิ ยั ทัศน์
การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสังคมในภูมิภาคเอเชียและนำพาล้านนาสู่ระดับโลก
“Leading Regional Research Center for Social Development and World Class Lan Na Studies”
1.5 บคุ ลากรประจำศูนย์วจิ ยั และพฒั นาการทอ่ งเทยี่ ว
ดร.กรวรรณ สงั ขกร ตำแหนง่ ศนู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการท่องเทยี่ ว
ดร.เผชิญวาส ศรชี ยั ตำแหน่ง รองหัวหนา้ ศูนยว์ จิ ยั และพัฒนาการท่องเท่ยี ว
ดร.ศนั สนีย์ กระจา่ งโฉม ตำแหนง่ นักวจิ ยั
ดร.สุดารตั น์ อทุ ธารตั น์ ตำแหน่ง นกั วิจยั
นายนเิ วศน์ พูนสุขเจรญิ ตำแหนง่ ผชู้ ว่ ยวิจัย
นายคุณากร เมอื งเดช ตำแหนง่ ผชู้ ่วยวิจัย
นายธชั กร ป้อปาลี ตำแหน่ง ผชู้ ่วยวจิ ัย
5
1.6 โครงสร้างองคก์ รศูนย์วิจัยและพฒั นาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
6
บทท่ี 2
การทบทวนเอกสารท่เี กยี่ วข้อง
ในการจัดทำฐานข้อมูลเพ่ือรวบรวมข้อมูลงานวิจยั ผ่านโปรแกรม Microsoft Access เป็นการจัดเก็บ
ฐานข้อมูล เพื่อศึกษาวัฒนธรรมข้าวในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวจิ ัย
“การฟืน้ ฟมู รดกทางวฒั นธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สูก่ ารพัฒนาชมุ ชนอย่างย่ังยืน” ผู้ศึกษา
ได้ทำการค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วข้องจากหนังสือ บทความ และจากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต โดย
เรยี บเรียงเนอ้ื หาสาระเกีย่ วกบั วัฒนธรรมข้าวอำเภอสันป่าตอง โดยมีรายละเอยี ดและเน้ือหา ดงั น้ี
1. ความหมายของวฒั นธรรม
1.1 ประเภทของวฒั นธรรม
1.2 วฒั นธรรมชุมชน
2. วัฒนธรรมขา้ ว
2.1 ความเชื่อ
3. บรบิ ทของพืน้ ทีท่ ่ีศึกษา ประกอบดว้ ย
3.1 อาณาเขตและท่ตี ง้ั
3.2 ศิลปะและวฒั นธรรม
3.3 พนั ธข์ า้ วและพืน้ ทปี่ ลุกข้าว
3.4 ลำนำและเขื่อนท่ใี ช้ในการเกษตร
4. โปรแกรม Microsoft Access
2.1 ความหมายของวัฒนธรรม
ในสังคมไทย คําว่า วฒั นธรรม ไดถ้ กู นิยามโดยรากศัพท์ภาษา บาลีและสันสกฤต คาํ วา่ วฒฒน (วัฒน)
หมายถึง ความเจรญิ งอกงาม สว่ น ธรม (ธรรม) หมายถึง ความดี ความงาม กฎระเบียบ ขอ้ ปฏิบตั ิ เม่อื รวมกัน
เปน็ วฒั นธรรม หมายถงึ ความดี
กระทรวงวัฒนธรรมอธิบายว่า วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตซึ่ง มีทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเป็นสิ่งที่จับ
ตอ้ งมองเห็นได้ วัฒนธรรมที่เปน็ รูปธรรมจะปรากฏในรปู ของวตั ถุส่วน วัฒนธรรมที่เป็นนามธรรมคือพฤติกรรม
และทีจ่ ับต้องหรือ ยากทจ่ี ะมองเห็นได้ในทันที ไดแ้ ก่ความรสู้ ึก คุณค่า ปรัชญา ความเชอื่ และสิง่ ศักด์ิ สิทธิ์ ซึ่ง
ท้งั 2 สว่ นจะประกอบอย่ใู นวถิ ี ชวี ิตของคนในสังคม
สุพัตรา สุภาพ (2536 : 1-5) ให้ความหมายของคําว่าวัฒนธรรมดังนี้ “วัฒนธรรม” ซึ่งมาจากคําว่า
“Culture” ในภาษาองั กฤษซึง่ มีรากศัพทม์ าจาก Culture ในภาษาละติน มคี วามหมายวาา การเพาะปลูกและ
บํารุงให้เจริญงอกงาม และคําว่า “วัฒนธรรม” เป็นคําทีเ่ กดิ จากการรวมคาํ 2 คํา ในลักษณะสมาสเขา้ ดว้ ยกัน
ได้แก่วัฒนะ หรือวัฒนา พัฒนา ก็ได้ แปลว่า ความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง ก้าวหน้า ธรรม แปลว่าการกระทํา
หรือข้อที่ควรปฏิบัติเช่น เบญจศีล แปลว่า ข้อห้าม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 7 เบญจธรรม แปลว่า
7
ข้อปฏิบัติดังนั้น คําว่าวัฒนธรรม จึงหมายถึงข้อที่กําหนดให้มนุษย์ปฏิบัติ เพื่อก่อเกิดความเจริญงอกงาม ท้ัง
ดา้ นกายวาจา ใจ ไปพร้อมกันท้ังหมดจะมอี ย่างเดยี วไม่ได้
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้ให้ความหมายของ วัฒนธรรมวา่ “วัฒนธรรมหมายถึง ลักษณะที่แสดง
ถงึ ความเจริญงอกงามของสังคม ความเจริญน้ันแสดงออกได้ดว้ ยความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย ความกลมเกลียว
กา้ วหน้าของชาตแิ ละศีลธรรมอนั ดีของประชาชน วฒั นธรรมเปน็ สงิ่ ทีแ่ สดงความเจริญงอกงามท้ังทางจิตใจและ
ทางวัตถุ สิ่งที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมของสังคมมีหลายอย่าง เช่น ความรู้สึกนึกคิดของสมาชิกในสังคม การ
รจู้ กั ควบคมุ อารมณโ์ ดยเฉพาะเม่ือเกดิ ความขัดแยง้ มารยาททขี่ ัดเกลาเรียบรอ้ ย สุภาพเหมาะสมสอดคลอ้ งตาม
บริบทของสถานการณ์ ความร้จู ักรักษาสทิ ธิของผ้อู ืน่ และของตน เปน็ ตน้
วัฒนธรรมของชาติเป็นสิ่งที่ทำให้ชาตดิ ำรงอยู่ได้ ถ้าชาติไม่มีวัฒนธรรม หรือคนในชาติไม่รักษาวัฒนธรรมของ
ตนจะถูกกลืนชาติได้ง่าย ๆ การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้ทราบว่า ชาติที่แม้จะมีกำลังอำนาจ หากไม่มี
วฒั นธรรมกอ็ าจถกู ชาตทิ ี่มีวฒั นธรรมแข็งกวา่ กลืน เน่อื งจากรับวฒั นธรรมของชาตอิ น่ื มาเป็นของตน.
พระยาอนุมานราชธน (2538 : 16) กลาวถึงความหมายของวัฒนธรรมวา “วัฒนธรรม คือสิ่งที่มนุษย
เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสรางขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามในวิถีชีวิตของมนุษย์ ในสวนรวมที่ถายทอด
กันไดเลียนแบบกันไดเอาอยางกันไดวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งอันเปนผลผลติ ของสวนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรูมาจาก
คนสมัยกอ่ นสบื ตอกนั มาเปนประเพณวี ัฒนธรรมจึงเปนทั้ง ความคดิ เหน็ หรือการกระทาํ ของมนุษยในสวนรวม
ที่เป็นลักษณะเดียวกัน และสําแดงใหปรากฏ เปนภาษาความเชื่อระเบียบ ประเพณี” วัฒนธรรมจึงเปนสิ่ที่
เกิดข้ึนจากผลของกิจกรรม ซึ่งมนุษยได้คิดคนขึ้นมาเพื่อนําไป สูแนวทางการปฏิบัติที่ถูกตองดีงาม เหมาะสม
กอใหเกดิ ความสงบสุขความสามัคคีกันในกลุมคณะ ของสังคม และจะทําใหสงั คมนน้ั มีกฎ ระเบยี บ กติกาในกา
รอยูรวมกันไดอยางสงบสุขปลอดภยั ประชาชนในกลุมสงั คมตางกย็ ึดม่นั ในคณุ ธรรมและศีลธรรมจึงจะถือวากลุ
มสังคมนั้นมีวัฒนธรรมที่ดีแตถาขาดคุณธรรมและศีลธรรมแลว วัฒนธรรมในกลุมของสังคมก็จะไมเกิดขึ้ดวย
ทั้งนี้เพราะคานิยมนั้นเปนพื้นฐานของการเกิดวัฒนธรรม เพราะคานิยมจะเกิดจากแนวความคิดของผูนํา ทาง
สังคมคิดขึ้นมาเพื่อเปนแนวทางในการปกครองของกลุมของสังคม และแนวคิดนั้นจะตองให สมาชิกในสังคม
ยอมรับเปนสวนใหญจึงจะถือวาใชไดแลวใหยึดถือปฏิบัติสืบทอดตอกันไปเรื่อย และการปฏิบัติสืบทอดกันไป
เรื่อย ๆ นั้นก็จะเปนการนําสูการเกิดขนบธรรมเนียมประเพณี และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีจะตองไดมา
จากสมาชิกในสังคมยึดมั่นในคุณธรรม และศีลธรรม ดวยจึงจะกอใหเกิดวัฒนธรรมตามมา ความหมายของ
“วัฒนธรรม” ตามพจนานกรม ฉบบั เฉลิมพระเกียรติ์ 2530 ใหความหมาย ของคาํ วา “วฒั นธรรม” แปลวา สิ่ง
ทีทาํ ใหเจรญิ งอกงามแกหมูคณะ ,วถิ ชี ีวติ หมูคณะ จากความหมายของวัฒนธรรมทกี่ ลาวมา จงึ หมายส่งิ ทม่ี นุษย์
สรางขึ้นเพื้อวิถีการดําเนิน ชีวิตประจำวัน ใหมีความสอดคลองเหมาะสมระหวางสภาพความอยู่และ
สภาพแวดล้อม ในแตละทองถิ่น โดยการเรียนจากบรรพบุรุษตลอดจนการคนพบดวยตนเอง ได้ยึดถือปฏิบัติ
สืบตอ กันมาในรูปประเพณี ความเชอื่ และสงั คมสวนใหญม่ กี ารยอมรับ
2.2 การแบง่ ประเภทวัฒนธรรมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื
1. วัฒนธรรมทเ่ี ป็นวตั ถุ (Material Culture) ซึ่งไดแ้ ก่ส่ิงประดิษฐ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนษุ ยค์ ิดค้น
ผลิตขึ้นมา เช่น สิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น
8
2. วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Non – material Culture) หมายถึง อุดมการณ์ ค่านิยม แนวคิด ภาษา
ความเชื่อทางศาสนา ขนมธรรมเนียมประเพณี ลัทธิการเมือง กฎหมาย วิธีการกระทำ และแบบแผนในการ
ดำเนินชวี ิตซึง่ มลี ักษณะเปน็ นามธรรม (Abstract) ที่มองเห็นไมไ่ ด้
ตามพระราชบญั ญัติวฒั นธรรมแหง่ ชาติ ปพี ทุ ธศักราช 2485 ได้แบง่ ประเภทวฒั นธรรมออกเป็น 4 ประเภท
ได้แก่
1. คติธรรม (Moral) คือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับหลักในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่ป็นเรื่องของจิตใจ และ
ได้มาจากศาสนา ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของสังคม เช่น ความเสียสละ ความขยัน หมั่นเพียร การ
ประหยดั อดออกม ความกตัญญู ความอดทน ทำดไี ด้ดี เปน็ ตน้
2. เนติธรรม (Legal) คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบประเพณีที่ยอมรับนับถือกันว่ามี
ความสำคัญพอ ๆ กบั กฎหมาย เพื่อให้คนในสังคมอยู่รว่ มกันอย่างมีความสุข
3. สหธรรม (Social) คือวัฒนธรรมทางสังคม รวมทั้งมารยาทต่าง ๆ ท่ีจะติดต่อเกี่ยวข้องกับสังคม
เชน่ มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในการติดตอ่ กับบคุ คลต่าง ๆ ในสังคม
4. วัตถุธรรม (Material) คือวัฒนธรรมทางงวัตถุ เช่น เคราองนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านเรือน อาคาร
สงิ่ ก่อสรา้ งต่าง ๆ สะพาน ถนน รถยนต์ เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ เป็นต้น
2.3 แนวคดิ วัฒนธรรมชุมชน
แนวคดิ เรอื่ ง วัฒนธรรมชมุ ชน ทเ่ี กย่ี วกับการจัดการเร่ืองทรัพยากรน้ำนน้ั สมบัติ บุญคาํ เยือง (2546 :
303 – 304) ได้กล่าวไว้ดังนี้ ความหมายของคําว่า “ชุมชน” หากพิจารณาจากแง่มุมของระบบการจัดการ
ทรัพยากรน้ำ ที่ภาษาคําเมืองเรยี กว่า “กลุ่มเหมืองฝาย” แล้วจะพบว่า ระบบความสัมพันธแ์ ละการจัดองค์กร
เหมืองฝาย ทวี่ างอยูบ่ นพื้นฐานการจดั การน้ำและใช้น้ำเพ่อื ทํานากลับสะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ระบบความคิด และการ
ใหค้ วามหมายเกี่ยวกับ “ชมุ ชน” และความเป็นชุมชนท้องถิ่นล้านนาอีกแบบหน่ึง กลุ่มเหมืองฝายบางกล่ม ทั้ง
กลมุ่ ท่ีเปน็ สมาชิกและการจัดองค์การของกลุ่ม อาจไมเ่ กยี่ วขอ้ ง กบั การจัดต้งั บ้านเรือนอาศัยรวมกันเป็น “บ้าน
“ หรือ“ป็อกบ้าน”แต่สมาชิกต้องรับรู้ด้วยตนเอง และได้รับการยอมรับจากกลุ่มสมาชิกว่า ตนเองเป็นสมาชิก
ของกลุ่ม หรือเป็น “ลูกฝาย” ของกลุ่มเหมืองฝายนั้น ส่วนการจัดองค์กรของกลุ่มเหมืองฝายจะพบว่าสมาชิก
กลุ่มหรือลูกฝาย เป็นผู้เลือกผู้นําของกลุ่ม ที่เกรียกว่า “แก่ฝาย” ประเด็นสําคัญ สมาชิกกลุ่ม หรือ“ลูกฝาย”
ต้องปฏิบัติ ตามข้อบังคับ หรือสัญญาของกลุ่มเหมืองฝายอย่างเคร่งครัด จากลักษณะการจัดองค์กรและ การ
จัดระเบียบความสัมพันธ์ดังกล่าวกลุ่มเหมืองฝายน้ำจะอยู่ในฐานะ “ชุมชน” อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่
อํานาจหน้าท่ี บริหารจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่หลายตําบลหลายหมู่บ้านแล้ว หากมีอาณาเขตอํานาจการ
บรหิ ารจัดการชุมชนทีเ่ ป็นอิสระและมีความยตุ ธิ รรมด้วย
2.4 วัฒนธรรมเกี่ยวกับขา้ ว
ประเพณีและวัฒนธรรมข้าวในประเทศไทยมหี ลากหลายมิติ ในสังคมไทยที่แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ข้าวไม่ใช่
เป็นเพียงพืชเพื่อเศรษฐกิจ และอาหารหลักท่ีสำคัญเท่านั้น หากเป็น “ตัวตน” และ “ทุนเดิม” ของสังคมไทย
มานับพัน ๆ ปี เพราะข้าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตชาวไทย ข้าวจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความเชื่อที่หยั่งรากลึก
9
ไปจนถงึ ลัทธนิ ับถืออำนาจแห่งธรรมชาติในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แล้วคล่ีคลายเป็นการรบั นับถือเทพเจ้าหลัง
การรับอารยธรรมอินเดีย ดังพบในศรัทธาต่อแม่โพสพ ความเชื่อเกี่ยวกับข้าวได้ก่อให้เกิดแนวปฏิบัติและ
ประเพณีพิธีกรรมนานัปการส่วนใหญ่เพื่อให้ชาวนาอุ่นใจว่าข้าวในนาของตนจะงอกงาม อยู่รอดปลอดภัย ให้
ผลผลิตดีในแตล่ ะรอบของการทำนาแม้ในสงั คมปัจจุบันท่ีวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยมี ีคำอธิบายให้ปรากฏแก่
ธรรมชาติได้เกือบทุกอย่างประเพณีพิธีกรรมอันเนื่องด้วยความเชื่อเกี่ยวกับข้าวจำนวนหนึ่งที่สืบทอดกันมา
หลายช่ัวอายคุ นก็ยงั คงดำรงอยู่เพอ่ื เป็นสง่ิ บำรุงขวญั และกำลงั ใจให้ท้ังผผู้ ลิตและผบู้ ริโภคขา้ ว
2.5 พธิ กี รรมความเชื่อ
1. ช่วงเพาะปลูก พิธีแฮกนาหมายถึง การไถนาครั้งแรก การแฮกนาให้นาไทถือว่ามีความศักดิ์สิทธ์ิ
และจะก่อให้เกิดศิริมงคล ที่ทำให้ข้าวงอกงามเต็มที่ โดยยึดถือปฏิทินสงกรานต์หรือปฏิทินปีใหม่เมืองซึ่งจะ
บอกให้ทราบว่าปนี นั้ นาคให้นำ้ ก่ตี ัวและหนั หน้าไปทางทิศใดบา้ ง การไถนาจะเริม่ จากทิศทางที่เป็นหัวนาคสู่ทิศ
ท่ีเป็นหางนาคจากนนั้ จะทำพิธีการหลกกล้า หรือถอนต้นกล้าขา้ วและการปลูกนาหรือดำนาต่อไป
2. บำรุงรักษา มีประเพณีการหลิมนาและหลกหญ้า การหลิมนา หมายถึงปลูกทดแทนหลังจากปลูก
ข้าวไปแล้ว 10-15 วัน เนื่องจากข้าวบางส่วนอาจถูกปู ปลา หรือเต่ากัดทำลาย ส่วนการ หลกหญ้า หมายถึง
การถอนหญา้ ทขี่ ้นึ แทรกอยู่ในกอขา้ วให้หมด ซ่ึงจะทำ 1-2 ครั้ง ในฤดทู ำนาหน่ึง ๆ
3. เก็บเกยี่ ว เมอื่ ขา้ วสุกมสี เี หลืองแลว้ จะมกี ารเอามือหรือลงแขกเก่ยี วข้าว เคียวทางภาคเหนือจะโค้ง
นอ้ ยกว่าใบเคยี วทางภาคกลาง เพราะชาวนานยิ มเกยี่ วขา้ วชิดโคนต้น จะไดฟ้ างขา้ วสำหรับใหว้ ัวควายกินในฤดู
แล้ง เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก่อนนวด จะทำพิธีสู่ขวัญข้าว อันเป็นการคารวะแม่โพสพหรือแม่โกสก เครื่องพลีกรรม
ประกอบด้วย พานบายศรีปากชามหรือบายศรีนมแมว 1 ชุด ไก่ต้ม 1 ชุด เหล้า 2 ไห ข้าวตอกดอกไม้ 3 ชุด
ข้าวเหนียว 1 กระติบ หมากพลู เมี่ยง บหุ ร่ี 1 ชดุ โดยมีเจ้าของนาหรือปู่จารย์ของหมู่บ้านเปน็ ผ้กู ล่าวคำสงั เวย
4. พิธีกรรมเลีย้ งผีฝาย การเลี้ยงผีขุนน้ำ คือ การทำพิธีสังเวยผีหรือเทวดาอารักษ์ ผู้เป็นหัวหน้าของผี
อารกั ษ์ทั้งหลายท่ีทำหนา้ ท่ี ปกปกั รกั ษาป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อเปน็ การขอบคุณเทวดาที่บันดาลให้มีน้ำ
ใชใ้ นการเกษตรกรรม โดยเฉพาะในเขตลมุ่ นำ้ ของลำนำ้ นั้น ๆ และยงั เปน็ การขอใหผ้ ีประจำขุนน้ำบนั ดาลให้ฝน
ตกและมีน้ำจากขุนน้ำหรือต้นน้ำนั้นลงมาสู่พื้นราบได้ผีขุนน้ำเป็นอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย ซึ่งสิงสถิตอยู่
บนดอยสูงอันเป็นต้นแม่น้ำทั้งหลาย มักจะอยู่ตามใต้ต้นไม้ใหญ่ ๆ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่า หรือไม้ยาง เป็น
ต้น ชาวบ้านก็จะอัญเชิญมาสถิตอยู่ในหอผีที่ปลูกขึ้นอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านั้น เพื่อแสดงความ
ขอบคุณผีขุนน้ำท่ีปกปักรักษาป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ให้ชาวบ้านมีน้ำเพื่อใช้ในการทำ การเกษตร เช่น ทำนา
ทำไร่ และเปน็ การเตรียมตัวเพ่ือรับฤดูการทำการเกษตร และร่วมมือกนั ในการปฏิบตั ิตาม กฎเกณฑ์ของการใช้
นำ้ ช่วยกนั ขุดลอกเหมืองฝาย จดั เตรียมอปุ กรณ์ในการทำการเกษตรให้พร้อม
2.6 บริบทพื้นท่ีทศ่ี ึกษา
2.6.1 ทีต่ ้ังอาณาเขตของอำเภอสนั ป่าตอง
ที่ตั้งอำเภอสันป่าตองตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่22 ประมาณ กิโลเมตร มีพื้นที่
ทั้งหมด 178.18 ตารางกิโลเมตร อำเภอสันป่าตอง ได้รับการยกฐานะเป็นอำเ เมื่อปี พ.ศ. 2495 เดิมเป็นเขต
10
การปกครองของ 2 อำเภอ คืออำเภอแม่วาง และอำเภอบ้านแม มีที่ว่า การอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านกาด ต่อมาในปี
พ.ศ. 2477กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยุบอำเภอแม่วางและ อำเภอบ้านแมเข้าด้วยกัน รวมเป็นอำเภอ
เดียวกันและใช้ชื่อว่า“อำเภอบ้านแม” โดยมีที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่บ้านเปียง หมู่ที่ 13 ตำบลบ้านแม ต่อมา
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ได้มีอำเภอมาอยู่ที่บ้านสันป่าตอง หมู่ท่ี 10 ตำบลยุหว่า และได้เปลี่ยนชื่อ
อำเภอเป็น“อำเภอสนั ป่าตอง”มา จนถึงทุกวนั นี้ อำเภอสันปา่ ตองมีเนื้อที่ทั้งหมด18ตารางกิโลเมตร178. หรือ
ประมาณ 111,367.50 ไร่เป็นพื้นทรี่ าบรอ้ ยละ 76.18 พ้ืนทภี่ เู ขารอ้ ยละ 10.33 และพื้นท่นี ำ้ ร้อยละ 13.49
2.6.2 ทีต่ ้งั และอาณาเขต
อำเภอสันปา่ ตองตั้งอยู่ตอนกลางของจงั หวัด มีอาณาเขตติดตอ่ กับอำเภอและจังหวดั ใกล้เคยี งดังน้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกบั อำเภอแม่วางและอำเภอหางดง
ทิศตะวนั ออก ตดิ ต่อกับอำเภอหางดง และอำเภอเมืองลำพูน (จงั หวัดลำพูน)
ทศิ ใต้ ติดต่อกบั อำเภอป่าซาง (จังหวัดลำพูน) และอำเภอดอยหลอ่
ทศิ ตะวันตก ตดิ ต่อกับอำเภอแม่วาง
2.6.3 การปกครองส่วนท้องถ่นิ
ทอ้ งทอี่ ำเภอสนั ป่าตองประกอบด้วยองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ 13 แหง่ ได้แก่
1. เทศบาลตำบลสันป่าตอง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลยุหว่า บางส่วนของตำบลมะขามหลวง และ
บางสว่ นของตำบลท่งุ ต้อม
11
2. เทศบาลตำบลบ้านกลาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลท่าวังพร้าว บางส่วนของตำบลมะขามหลวง
บางสว่ นของตำบลบา้ นกลาง และบางสว่ นของตำบลมะขนุ หวาน
3. เทศบาลตำบลทุ่งต้อม ครอบคลมุ พนื้ ที่ตำบลทุ่งต้อม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันป่าตอง)
4. เทศบาลตำบลยุหวา่ ครอบคลุมพ้ืนที่ตำบลยุหวา่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสนั ป่าตอง)
5. เทศบาลตำบลบ้านแม ครอบคลุมพ้ืนทตี่ ำบลบ้านแมทั้งตำบล
6. เทศบาลตำบลทงุ่ สะโตก ครอบคลมุ พื้นทต่ี ำบลทุ่งสะโตกทงั้ ตำบล
7. องค์การบริหารสว่ นตำบลสันกลาง ครอบคลุมพน้ื ท่ตี ำบลสันกลางท้งั ตำบล
8. องค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังพร้าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าวงั พร้าว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้าน
กลาง)
9. องค์การบริหารส่วนตำบลมะขามหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมะขามหลวง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบล
บา้ นกลางและเทศบาลตำบลสนั ป่าตอง)
10. องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลแม่ก๊า ครอบคลมุ พนื้ ทีต่ ำบลแม่กา๊ ทั้งตำบล
11. องค์การบริหารส่วนตำบลเวยี งท่ากาน ครอบคลมุ พ้ืนท่ตี ำบลบ้านกลาง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้าน
กลาง)
12. องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลนำ้ บอ่ หลวง ครอบคลุมพ้นื ที่ตำบลนำ้ บอ่ หลวงท้ังตำบล
13. องค์การบริหารส่วนตำบลมะขุนหวาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมะขุนหวาน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบล
บ้านกลาง)
2.6.4 ลักษณะท่ัวไป
อำเภอสันป่าตองเป็นอำเภอรอบนอกอำเภอเมืองเชียงใหม่ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ 22
กิโลเมตรมีตำบลทั้งหมด 11 ตำบล เส้นทางเชียงใหม่-สันป่าตอง แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย เช่น
แหลง่ ผลิตเคร่อื งเขิน การแกะสลักไม้ นอกจากน้ยี งั มแี หลง่ ท่องเท่ยี วท้ังทางประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ได้แก่
เวยี งทา่ กานหนองสะเรียม วดั ป่าเจริญธรรม วัดพระบาทหย้ังหวิด วัดนำ้ บอ่ หลวง(วนาราม) และเจดีย์งามเวียง
แม เป็นต้นอำเภอสันป่าตองมีสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พืช
เศรษฐกจิ ทส่ี ำคัญคอื ลำไย, หอม, ข้าว
อำเภอสันปา่ ตองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 120 หม่บู ้าน ได้แก่
1. บา้ นยหุ วา มี 15 หมู่บา้ น ประชากรทั้งหมด 13414 คน
2. สนั กลาง มี 9 หมบู่ ้าน ประชากรทงั้ หมด 5641 คน
3. ทา่ วังพร้าว มี 7 หมบู่ า้ น ประชากรทั้งหมด 3386 คน
4. มะขามหลวง มี 9 หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด 6357 คน
12
5. แม่กา๊ มี 14 หมู่บ้าน ประชากรทง้ั หมด 7083 คน
6. บ้านแม มี 13 หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด 6450 คน
7. บ้านกลาง มี 11 หมบู่ ้าน ประชากรท้งั หมด 9623 คน
8. ทงุ่ สะโตก มี 12 หมู่บา้ น ประชากรทั้งหมด 6224 คน
9. ทุ่งต้อม มี 11 หมบู่ า้ น ประชากรทง้ั หมด 6970 คน
10. น้ำบอ่ หลวง มี 11 หมบู่ ้าน ประชากรทั้งหมด 4984 คน
11. มะขนุ หวาน มี 8 หมูบ่ า้ น ประชากรท้งั หมด 5101 คน
2.7 ศลิ ปะและวัฒนธรรม
ศิลปะและวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตองจะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธ์ุทั้ง 5
ได้แก่ คนพื้นเมืองหรือชาวไทยวน ชาวไทเขิน ชาวไทยอง ชาวลัวะ ชาวมอญ แต่ศิลปะและวัฒนธรรมหลักจะ
มาจากวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองหรือชาวไทยวนที่มีจานวนมากกว่าจึงทาให้มีเอกลักษณ์ทางศิ ลปะและ
วัฒนธรรมเหมือนกับคนพื้นเมืองในภาคเหนืออีกทัง้ ยงั เกดิ การกลนื ทางศิลปะและวัฒนธรรม แต่ก็ยังหลงเหลือ
เอกลักษณ์ประจาชาติพันธุ์อยู่บ้าง โดยวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของสันป่าตอง ได้แก่ ตานต๊อด หรือ ทาน
ทอด เปน็ การทาบุญโดยการมอบสงั ฆทานหรอื ส่งิ ของอุปโภคและบรโิ ภคให้กับพระสงฆ์ ผู้สงู อายุ หรือผู้ทีย่ ากไร้
โดยวิธีมอบจะแอบนาเอาไว้หน้าบ้านในเวลากลางคืนจากน้ันก็จะจดุ ประทดั ทาให้เจ้าบ้านตกใจออกมาหน้าบ้าน
เมอื่ ได้พบของที่หน้าบ้านก็จะเรียกผทู้ ่ีแอบเอามาให้ออกมาพูดคุยให้พร โดยมีความเชื่อวา่ ถ้าเจ้าบ้านตกใจมาก
แค่ไหนจะทาให้ได้บุญมากนอกจากนี้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตองที่เป็นที่นิยม ได้แก่
ประเพณีปอยหลวงที่ชาวบ้านจะทาต้นครัวทานมลี กั ษณะคล้ายเกีย้ วแบกหาม ภายในบรรจุสิ่งของอุปโภคและ
บริโภค ดา้ นหลังจะติดต้นปจั จัยที่เป็นเอกลักษณ์ จากน้ันก็จะพากนั แห่เพื่อถวายแก่วัดท่ีจัดประเพณีปอยหลวง
นอกจากนั้นด้านศิลปะและวัฒนธรรมยังครอบคลุมถึงเอกลักษณ์ความเป็นอยู่ผ่านสถานที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่
โบราณสถานเวียงท่ากานตลาดนัดทุ่งฟ้าบดหรือกาดงัว หนองสะเรียม หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทเขิน
ตน้ แหนนอ้ ย
2.8 พนั ธุข์ ้าว
ข้าวพันธุ์สันป่าตอง1 (Sun-pah-tawng1) เป็นข้าวเหนียวที่ได้จากการผสมพันธุ์ข้าวระหว่าง พันธ์ุ
BKNLR75001-B-RST-36-2 กับพันธุ์ กข2 ที่สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง เมื่อ พ.ศ.2527.ทำการปลูกทดลอง
จนได้สายพันพันธุ์ SPTLR84051-32-2-2-4 รบั รองพันธโ์ุ ดยคณะกรรมการบริหารกรมวิชาการเกษตร เม่ือวันที่
19 มกราคม 2543 ลกั ษณะประจำพนั ธุ์ เปน็ ข้าวไม่ไวต่อชว่ งแสง ต้นสงู ประมาณ 110-120 เซนตเิ มตร ทรงกอ
ตั้ง ต้นแข็ง ไม่ล้ม ใบสีเขียวมีขน กาบใบและปล้องสีเขียว ใบธงตั้งตรง คอรวงสั้น รวงยาว ระแง้ถี่ รวงแน่น
เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง เมล็ดข้าวเปลือกกว้าง 2.95 มิลลิเมตร ยาว 10.04 มิลลิเมตร หนา2.13 มิลลิเมตร ให้
ผลผลิตประมาณ 630 กิโลกรัมต่อไร น้ำหนักข้าวเปลือก 1000 เมล็ด เฉลี่ย 29.2 กรัม อายุเก็บเกี่ยวอยู่ท่ี
ประมาณ 130-135 วันโดยประมาณและมีระยะเวลาในการพักตัวของเมล็ดข้าว 8 สัปดาห์ มคี วามต้านทานโรค
ไหม้และขอบใบแห้ง สามารถทำการเพาะปลุกได้ตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ
13
ตอนบน และมีข้อควรระวังในการปลูกข้าวเหนียพันธุ์สันป่าตอง1 คือ เป็นพันธ์ุที่ไม่ต้านทานโรคใบสีส้ม และ
แมลงบั่ว ซึ่งเปน็ ศัตรูขา้ วทม่ี คี วามสำคญั ในภาคเหนือตอนบน
เหนยี วสนั ป่าตอง (Niaw San-pah-tawng ) ไดจ้ ากการคดั เลอื กข้าวเจ้าสายพันธ์เุ หลืองใหญ่ 10-137-
1 ซึ่งกลายพันธุ์เป็นข้าวเหนียว โดยนายมณี เชื้อวิโรจน์ เจ้าหน้าที่วิชาการ สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง นำไป
ปลกู คดั พนั ธใ์ุ หม่ จนไดพ้ ันธุ์เหนยี วสันป่าตอง 137-1-16 ลักษณะประจำพนั ธ์ุ เป็นข้าวเหนยี ว สงู ประมาณ 150
เซนติเมตรไวต่อช่วงแสงทรงกอแฝเล็กน้อย ต้นค่อนข้างแข็ง รวงยาว เมล็ดยาวเรียวเมล็ดข้าวเปลือก ยาว x
กว้าง x หนา = 10.4 x 2.8 x 2.0 มิลลเิ มตรเมลด็ ข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.2 x 2.1 x 1.3 มลิ ลิเมตร
ข้าวเปลอื กสีนำ้ ตาลอายุเก็บเก่ียวประมาณ 26 พฤศจิกายนระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 6 สัปดาห์คุณภาพ
ข้าวสกุ เหนียวนมุ่ ผลผลิตประมาณ 526 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ ลกั ษณะเดน่ ต้านทานโรคใบจดุ สีนำ้ ตาล และค่อนข้าง
ต้านทานโรคไหม้ ข้อควรระวัง ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง โรคใบสีส้ม ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและ
แมลงบวั่ กลายพันธ์ุเปน็ ข้าวเจา้ ได้งา่ ย พืน้ ที่แนะนำ ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
2.8.1 ดินทเ่ี หมาะสมในการปลกู ขา้ ว
ขา้ วสามารถขึน้ ได้ในดินที่มีลักษณะทเี่ ปน้ ดินทรายจนถงึ ดนิ เหนียว สำหรับดนิ ทีม่ ีสว่ นประกอบของดิน
เหนยี วทส่ี ามารถอุ้มนำ้ ได้ดีมีเนื้อละเอียดจะมีความอดุ มสมบูรณส์ ูงกวา่ ดนิ ที่มีเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ทั้งน้ีดิน
เหนียวจะมีอินทรียวัตถุในระดับสูงและมีความสารถในการแลกเปลี่ยนปะจุสูง ทำให้ต้นข้าวสามารถดูดธาตุ
อาหารได้ดีและดินเหนียวยังมชี ่วงระหวา่ งอนุภาคดินขนาดเล็กทำให้น้ำเคลื่อนที่ได้ช้า จึงสามารถช่วยลดความ
สูญเสียธาตุอาหารหรือน้ำเนื่องมาจากการชะล้างหรือซึมลงสู่ดินชั้นล่าง สำหรับดินที่เหมาะมในการปลูกข้าว
ได้แก่ ดินที่มีองค์ประกอบของเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นทราย ทั้งนี้เพราะไม่สามารถอุ้มน้ำได้ดีและมีความอุดม
สมบรู ณข์ องดนิ ตำ่ โดยลกั ษณะดนิ ในประเทศไทยแตล่ ะภาคจะมีสมบตั ิทแ่ี ตกต่างกัน เชน่ ภาคใต้เน้อื ดนิ จะเป็น
พวกดนิ เหนียวรว่ น และดินทรายร่วนซง่ึ มีความอดุ มสมบรู ณ์ต่ำกว่าภาคเหนือ สว่ นในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ส่วนใหญ่จะเป็นดินทราย ซึ่งมีวามอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยปกติแล้วขา้ วจะปลกู ในสภาพดินที่มีนำ้ ขังเปน้ ส่วนใหญ่
ดินนาจึงมักอยู่ในสภาพกรดมากกว่าสภาพด่าง ดังนั้นคุณสมบัติทางกายภาพของดินจึงมีอิทธิพลน้อยต่อการ
เจริญเตบิ โตของข้าว อย่างไรกต็ ามความสามารถในการแลกเปล่ียนประจุของดินเหนยี วน้ันยังคงข้ึนอยู่กับระดับ
ความเป็นกรด-ด่างของดินเช่นกัน โดยดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างเป้นกลางจะมีความสามารถในการ
แลกเปลี่ยนประจุดีทีส่ ุด จึงเห็นได้ว่าดินในประเทศไทยส่วนใหญม่ ีการแลกเปลี่ยนประจตุ ่ำเพราะโดยทัว่ ไปดนิ
ในประเทศไทยจะมีความเปน็ กรด-ด่างเฉลย่ี ท่ี 5.2 ซ่ึงมสี ภาพเปน็ กรด
14
2.9 ลำนำ้ และเข่อื นฝายที่ใช้ในการเกษตร ขนาด ตำบล พน้ื ที่ชลประทาน (ไร)่
ฝาย
ลำดับ โครงการ
1 ฝายท่าบอ่ เย็น เลก็ บ้านแม 3,000
2 อ่างหนองสะเรียม เลก็ ยหุ ว่า 500
3 ฝายท่าสา เลก็ ทุ่งปี้ 650
4 ฝายดอกปิน เลก็ ทุ่งสะโตก บรโิ ภค
5 ฝายนำ้ ร้อง เลก็ ทุ่งสะโตก 1,800
6 ฝายศรีบุญ เล็ก ทงุ่ สะโตก 1,000
7 ฝายท่งุ เส้ียว เล็ก บ้านกลาง 1,500
8 ระบบสง่ น้ำแบบฝนเทียม ศูนยส์ นั ป่า เลก็ บา้ นกลาง อุปโภค
ตอง 650
9 ฝายเหมืองหลา่ ย เลก็ ทุง่ ป้ี
10 ทอ่ ลอดหว้ ยเขยี ด เลก็ ทุ่งปี้ -
11 ฝายนาทราย เล็ก ท่งุ ปี้ 1,916
12 ฝายบา้ นปา่ จ้ี เล็ก ท่งุ สะโตก 4,231
13 ฝายปูโล้ เลก็ ทงุ่ สะโตก 719
ทม่ี า : กรมทรัพยากรน้ำ 2549
2.9.1ลำนำ้ ท่ีสำคัญ
1 ลําน้ำแม่วาง ต้นน้ำเกิดจากลําธารหลายสายในเขตอําเภอแม่วาง และอําเภอสะเมิง เช่น ลําห้วย
โป่งสมิ แม่เตียน แม่สะปอก แม่วางซ้าย แม่วางขวา แม่มูด แม่วิน ฯลฯ ลําน้ำเหล่านี้รวม เป็นแม่น้ำวาง ไหล
ผา่ นอําเภอแมว่ าง สันป๋าตอง แล้วรวมกบั แม่นำ้ ขานไหลลงส่แู มน่ ำ้ ปงท่ีตาํ บล ทา่ วงั พรา้ ว อาํ เภอสนั ป่าตอง
2. แม่น้ำขาน ต้นน้ำเกิดจากลําธารหลายสายในเขตอําเภอสะเมิง ได้แก่ ห้วยแม่ขาน ห้วย ทรายขาว
ห้วยแมจ่ ่มุ หว้ ยกองกลาง ห้วยกองคา ห้วยเอียะ นำ้ แม่บ่อแก้ว นำ้ อมลอม ฯลฯ (ศูนย์จดั การตน้ น้ำท่ี 4, 2551)
3. แม่น้ำปิง แม่น้ำปิงต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาในอําเภอเชียงดาว อําเภอเวียงแหง อําเภอ แม่แตง
อําเภอพร้าว อําเภอดอยสะเก็ด อาํ เภอแม่ริม รวมตวั กันไหลผ่านอําเภอเมือง อาํ เภอสารภี อําเภอหางดง เข้าสู่
ด้านทิศใต้ของอําเภอสันป่าตอง ตําบลแม่ก๊าและท่าวังพร้าว เป็นลําน้ำแบ่งเขต แดนระหว่างอําเภอเมือง
อําเภอป่าซาง จังหวัดลําพูนกับอําเภอสันป่าตอง แม่น้ำปิงก่อให้เกิดการ ประโยชน์ทางด้านการเกษตรต่อ
15
อําเภอสันป่าตอง เฉพาะแม่ก๊าและตําบลท่าวังพร้าว ถึงแม่เป็น แม่น้ำสายใหญ่ แต่มีประโยชน์ต่อการเกษตร
นอ้ ยกว่าแม่น้ำวางและแม่น้ำขานในระบบนอกเขต ชลประทาน แตใ่ นระบบเขตชลประทาน แม่น้ำปิงก็มีคลอง
ชลประทานจากโครงการชลประทาน แม่แตงส่งนำ้ หลอ่ เลี้ยงผืนนาในเขตอําเภอแม่แตง แม่ริม หางดง และสัน
ปา่ ตอง มาตง้ั แต่ก่อนพ.ศ. 2471 (เอกสารรชั กาลที่ 7 กษ. 9/9, 2471) 4. หนองสะเรยี ม ต้ังอยหู่ มู่ท่ี 9 ตําบลยุ
หวา พื้นที่เก็บน้ำ 150 ไร่ ความลึก 4 เมตร เก็บน้ำได้ประมาณ 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร (สํานักงาน
คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร, 2010) จากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะของอําเภอสันป่าตอง มี
แม่น้ำสายสําคัญไหล ผ่าน จึงทําให้เกิดการตั้งชุมชนในที่ราบลุม่ ทําการเกษตร และใช้ระบบเหมืองฝายจัดสรร
น้ำเพือ่ การเกษตรมาแล้วไมน่ ้อยกว่า 1,000 ปี เชน่ เวยี งท่ากาน ตาํ บลบา้ นกลาง อาํ เภอสันป่าตอง เป็น เมือง
หน้าด่านของอาณาจักรหริภุญชัย (ลําพูน) ซึ่งพระนางเจ้าจามเทวีสร้างขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ. 1205 (องค์การ
บรหิ ารส่วนตําบลบ้านกลาง, 2560 : 23-24)
ความเป็นมาของด้านเศรษฐกิจ จากการสร้างฝาย ภายหลังพ.ศ. 2476 ระบบชลประทานโดยรัฐได้
สร้างฝายแม่แตง ตั้งแต่พ.ศ. 2471 และ วางระบบคลองส่งน้ำ หรือเหมืองให้แก่ผืนนา และสวนในเขตอําเภอ
แม่แตง อําเภอแม่ริม อําเภอ หางดง อําเภอสันป่าตอง และอําเภอเมือง จังหวัดลําพูน จึงเกิดพื้นที่ในเขต
ชลประทาน คอื พืน้ ท่ี การบริหารจัดการนำ้ ข้นึ อยกู่ บั กรมชลประทาน และพื้นท่ีนอกเขตชลประทาน คือพื้นที่
บริหาร จัดการน้ำข้ึนอยูก่ ับราษฎรในพืน้ ท่ีตามจารตี การจัดสรรน้ำแบบโบราณ แต่กรมชลประทาน สนับสนนุ
ดา้ นงบประมาณในการสร้างฝาย คลองสง่ น้ำ ประตูปดิ เปดิ น้ำ
จากระบบการผลิตเพื่อยังชีพ หรือการผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองในสังคมล้านนา ตั้งแต่เกิดรัฐชน เผ่า
อาณาจักรและประเทศ ถึงแม้ระบบทุนนิยมจะเข้ามาในสยามประเทศ และตั้งแต่สนธิสัญญา เบาว์ริง พ.ศ.
2398 ชุมชนในเขตหมู่บ้านก็ยังคงรกั ษาการผลิตแบบยงั ชีพไว้ได้ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการผลิต 2 ระบบ คือ
การผลิตแบบยงั ชีพ และการผลติ เพ่ือขาย ในเขตสนั ปา่ ตอง การผลติ แบบยังชีพ ดาํ เนนิ มาอย่างต่อเนื่อง จนถึง
ประมาณ พ.ศ. 2475 แลว้ จึงเกดิ การผลติ เพื่อ ขาย ค่อย ๆ ขยายตัวเขา้ มาแทนท่ี และเพิม่ มากขึน้ จนเกิดเป็น
การผลติ 2 ระบบ คอื การผลติ เพื่อยังชีพ และการผลติ เพอื่ ขาย การผลติ แบบ 2 ระบบในหมบู่ า้ น ทําให้ชาวนา
มีอาหารบริโภค ลดค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีระบบการผลิตเพื่อขาย เช่น ปลูกข้าว ถั่วเหลือง ยาสูบ
พืชผักอ่ืน ๆ เพอ่ื บรโิ ภค และเพ่ือขาย เลี้ยงเป็ด ไก่ ไว้บริโภค จากเศษอาหาร อาหารสัตวใ์ น ธรรมชาติ อาหาร
สัตวเ์ กิดจากการทํานา เกยี่ วข้าว และสขี ้าว เกิดปลายข้าว ราํ หยาบ รําละเอียด เป็นอาหารสตั ว์ หลงั จากปีพ.ศ.
2530 เทคโนโลยีในการผลิตเปล่ียนแปลงไป แรงงานในการทาํ นา ทําสวน ใชเ้ ครื่องจักรแทนวัว ควาย ใช้เคร่ือง
สูบน้ำแทนระหัดวิดน้ำ เจาะน้ำบาดาลใช้แทนน้ำเหมือง ซึ่ง บางฤดูกาลน้ำน้อย ระบบการผลิตเพื่อบริโภค
ควบคู่ระบบการผลิตเพื่อขาย (พ.ศ. 2516-2562) ในระหว่างปีพ.ศ. 2516-2525 อําเภอสันป่าตอง ได้ขยาย
ถนนสร้างติดต่อเชื่อมระหว่าง หมู่บ้าน และได้นําระบบไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านในชนบท เกิดระบบโทรทัศน์ใน
หม่บู ้าน ลทั ธิบริโภคนิยม ของระบบทนุ นยิ มไดเ้ ข้าสู่หมบู่ ้านผา่ นการส่ือสาร และการคมนาคม การพฒั นาระบบ
การคมนาคม สาธารณปู โภค และการสือ่ สารไดข้ ยายตวั เพ่ิมขนึ้ ในระหว่างพ.ศ. 2526-2540 ระยะนเ้ี ทคโนโลยี
ใน การผลิต ซึ่งใช้แรงงานคน สัตว์ เปลี่ยนเป็นใช้เครือ่ งจักร เครื่องสูบน้ำ การเจาะบ่อบาดาลเพื่อ การเกษตร
หลุก เริ่มหมดความสําคัญ เพราะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาแทนที่ การขยายถนน 1013 ให้กว้างขึ้น ทําให้พื้นที่นา
สองฟากถนนตําบลแม่แม และทุ่งสะโตก กลับกลายเป็นอาคารพาณิชย์ และ การสร้างถนนเลี่ยงเมืองสาย
3035 ผ่านตาํ บลน้ำบอ่ หลวง บ้านแม ทุ่งสะโตก ในระหวา่ งพ.ศ. 2557-2559 ทําใหท้ ุ่งนาสองฟากถนนราคาพุ่ง
16
สูงขึ้นจากไร่ละ 200,000 บาทเป็น 3,000,000 ล้าน บาท ชาวนาส่วนหนึ่งขายที่นา เพราะทํานาแล้วขาดทุน
เกดิ อาคารพาณิชย์ ร้านอาหาร แทนทท่ี ่งุ นาและแปลงปลูกหอมใหญ่
2.10 โปรแกรม Microsoft Access
Microsoft Access 2010 เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้กันอ่างแพร่หลายเนื่องจาก Accessเป็น
โปรแกรมฐานข้อมูลที่มีความสามารถในหลายๆด้านใช้งานง่ายซึ่งผู้ใช้สามารถเริ่ม ทําได้ตั้งแต่การออกแบบ
ฐานข้อมูลจัดเก็บข้อมูลเขียนโปรแกรมควบคุมตลอดจนการทํารายงานแสดงผลของข้อมูลAccess เป็น
โปรแกรมฐานข้อมูลที่ใช้ง่ายโดยที่ผู้ใช้ไม่จําเป็นต้องมีความเข้าใจในการเขียนโปรแกรมก็สามารถใช้งานได้ ไม่
จําเป็นต้องศึกษารายละเอียดในการเขียนโปรแกรมให้ยุ่งยากและสําหรับนักพัฒนาโปรแกรมมืออาชีพน้ัน
Access ยงั ตอบสนองความต้องการในระดบั ท่ีสูงขึ้นไปอีกเช่น การเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลกับฐานข้อมูลอื่น ๆ
เช่น SQL SERVER, ORACLE หรือแม้แต่การนําข้อมูลออกสู่ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต Microsoft Access
2010 จะจัดระเบียบข้อมลู ลงในตารางซ่ึงเปน็ รายการของแถวและคอลมั น์ท่ีมลี ักษณะคลา้ ยกับกระดาษบันทึก
ของนกั บัญชีหรอื แผ่นงาน MicrosoftExcel
2.10.1 ความสามารถของ Microsoft Access
1. สามารถสร้างระบบฐานข้อมูลใช้งานต่าง ๆ ได้โดยง่าย เช่น โปรแกรมบัญชีรายรับ-รายจ่าย
โปรแกรมควบคุมสินค้า โปรแกรมฐานข้อมูลอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งสามารถทําได้โดยง่ายเพราะAccess
มีเครื่องมือต่าง ๆ ให้ใช้ในการสร้างโปรแกรมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โปรแกรมที่สร้างขึ้นสามารถตอบสนองผู้
ใช้ได้ตามต้องการ เช่น การสอบถามยอดสนิ คา้ การเพ่ิมสนิ คา้ การลบสินค้าการแกไ้ ขข้อมลู สนิ คา้ เป็นตน้
2. สามารถสรา้ งรายงานเพอื่ แสดงขอ้ มูลทีต่ อ้ งการตามท่ีผู้ใช้งานตอ้ งการ
3. สามารถสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อนําไปใช้ร่วมกับฐานข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยง่ายเช่น SQLSERVER
ORACLE ได้
4. สามารถนาํ เสนอข้อมลู ออกสรู่ ะบบเครือขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต สามารถทาํ ไดโ้ ดยง่ายและอกี หลายอยา่ ง
ในระบบฐานข้อมลู ทีผ่ ใู้ ชง้ านตอ้ งการ
17
2.10 2.ข้อมลู และฐานข้อมูล
ขอ้ มูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงทเ่ี กี่ยวข้องกบั สิ่งต่าง ๆท่ัวไป เชน่ ราคาสนิ ค้า คะแนนของนักเรียน
แตล่ ะคน ซึง่ ปกตถิ ือว่าเป็นขอ้ มลู ดบิ (Raw Data) ทย่ี ังไมไ่ ด้ผ่านการประมวลผล
ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วเรียกว่าสารสนเทศ (Information) เช่น เมื่อนําคะแนนของนักเรียน
ทัง้ หมดมาประมวลผลกไ็ ดค้ ะแนนสูงสุดและคะแนนตำ่ สุดของนักเรยี นท้งั หมด
ข้อมูลที่นํามาจัดเก็บในฐานข้อมูลอาจอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวอักษรข้อความ รูปภาพ เสียงหรือภาพ
และเสียง
ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง แหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหรือ
จุดประสงค์อยา่ งใดอย่างหนึ่ง มีโครงการและการจัดการอย่างเป็นระบบขอ้ มูลที่บันทึกเกบ็ ไว้สามารถปรับปรงุ
แก้ไข สืบคน้ และนํามาใช้ในการจัดการสารสนเทศได้อยา่ งรวดเรว็ และมปี ระสทิ ธิภาพ
ฐานขอ้ มูล ในทน่ี ้หี มายถงึ ฐานข้อมลู ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอรส์ ่วนอปุ กรณท์ ่ีเกบ็ ข้อมูลก็คือจานแม่เหล็ก
หรือฮาร์ดดิสก์ตัวอย่างฐานข้อมูลที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ฐานข้อมูลบุคลากร ฐานข้อมูลนักศึกษาฐานข้อมูลสินค้า
ฐานขอ้ มลู โรงพยาบาล ฯลฯ
ปกติฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บไว้ที่สวนกลางของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้
ข้อมลู รว่ มกันได้โดยอาจใชข้ อ้ มูลได้บางสว่ นหรือท้ังหมดขนึ้ อยกู่ บั การกําหนดสิทธิในการใช้งาน
ฐานขอ้ มลู อาจเก็บข้อมลู ไว้ในแฟ้มเดียวกันหรือแยกเกบ็ หลาย ๆ แฟม้ ที่มีความสมั พนั ธ์กัน โดยแต่ละ
แฟม้ เรียกว่า ตาราง (Table)
2.10 3. ระบบฐานขอ้ มูล(Database System)
ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
ต่าง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องสมั พันธ์กันเข้าไว้
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแลรักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้
ฐานขอ้ มลู เรียกวา่ ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (DataBase Management System) มหี น้าท่ีช่วยให้
ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การ
แก้ไขฐานข้อมูลหรือการตั้งคําถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมาโดยผู้ใช้ไม่จําเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายใน
โครงสร้างของฐานขอ้ มลู
2.10 4. ประโยชน์ของระบบฐานข้อมลู
1. ขอ้ มูลในระบบฐานข้อมูลสามารถใช้ร่วมกนั ได้ (The Data Can Be Shared) เช่น
โปรแกรมระบบเงินเดอื น สามารถเรยี กใช้ข้อมูลรหัสพนักงานจากฐานข้อมลู เดียวกับโปรแกรมระบบ
การขายเปน็ ต้น
18
2. ระบบฐานขอ้ มูลสามารถช่วยให้มีความซาํ้ ซ้อนน้อยลง (Redundancy Can Be Reduced)
ทลี่ ดความซา้ํ ซ้อนได้ เพราะเก็บแบบรวม ( Integrated )
3. ระบบฐานขอ้ มูลช่วยหลีกเลย่ี งหรอื ลดความไมค่ งทข่ี องข้อมลู ( Inconsistency Can Be
Avoided To Some Extent)
4. ระบบฐานข้อมลู สนับสนนุ การทาํ ธรุ กรรม (Transaction Support Can Be Provided) ธุรกรรม
คอื ขัน้ ตอนการทาํ งานหลายกิจกรรมย่อยมารวมกันระบบฐานข้อมลู สามารถช่วยรกั ษาความคงสภาพหรือความ
ถูกต้องของข้อมลู ได้ (Integrity Can Be Maintained) โดยผู้บรหิ ารฐานข้อมลู เป็นผูก้ าํ หนดข้อบงั คับความคง
สภาพ (DBA Implement Integrity Constraints Or Business Rules.) ตามทผ่ี ู้บริหารข้อมูล (DA) มอบหมาย
เพื่อป้องกันไม่ใหผ้ ู้ใช้เปลี่ยนแปลงขอ้ มลู ในฐานข้อมูลโดยไม่ถูกต้อง ไมว่ ่าจะโดยตั้งใจหรือไมต่ ั้งใจกต็ าม สามารถ
บังคับใชม้ าตรการรักษาความปลอดภยั (Security Can Be Enforced) กลา่ วคือผ้บู ริหารฐานข้อมูลสามารถ
กาํ หนดข้อบังคบั เรื่องความปลอดภัย (Security Constraints) ความต้องการทเี่ กดิ ขอ้ โตแ้ ยง้ ระหวา่ งฝา่ ย
สามารถประนีประนอมได้ (Conflicting Requirements Can Be Balanced.) สามารถบงั คบั ให้เกิดมาตรฐาน
ได้ (Standards Can Be Enforced)
ระบบฐานข้อมูลให้เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) เป็นประโยชน์ข้อสําคัญ
ทสี่ ดุ เพราะทําให้ขอ้ มูลไมข่ น้ึ อยู่กับการแทนค่าข้อมูลเชงิ กายภาพ (Physical Data Independence)
2.10.5 ข้อดีของระบบฐานขอ้ มลู การจัดเกบ็ ข้อมูลเปน็ ฐานข้อมลู ได้เปรยี บกวา่ การจดั เก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล
ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลโดยข้อมูลเรื่องเดียวกันอาจมีอยู่
หลายแฟ้มขอ้ มูล ซ่งึ ก่อใหเ้ กดิ ความขัดแยง้ ของข้อมลู ได้ (Inconsistency)
2. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน เมื่อผู้ใช้ต้องการข้อมูล
จากฐานขอ้ มลู ซ่งึ เปน็ ขอ้ มลู ที่มาจากแฟม้ ข้อมลู ทแ่ี ตกต่างกันจะทําได้งา่ ย
3. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การจัดเกบ็ ขอ้ มลู ในลักษณะแฟม้ ข้อมูลอาจทําให้ข้อมูลประเภท
เดียวกันถูกเก็บไวห้ ลาย ๆ แหง่ ทาํ ให้เกดิ ความซำ้ ซ้อน (Reclundancy)การนาํ ข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล
จะช่วยลดปัญหาความซำ้ ซ้อนได้
4. รักษาความถูกต้องฐานข้อมูลบางครั้งอาจมีข้อผิดพลาดขึ้น เช่น การป้อนข้อมูลผิดซึ่งระบบการ
จัดการฐานข้อมลู สามารถระบกุ ฎเกณฑเ์ พื่อควบคุมความผิดพลาดที่อาจเกิดข้ึนได้
5. สามารถกําหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้เพราะในระบบฐานข้อมูลจะมีกลุ่มบุคคลท่ีคอย
บริหารฐานขอ้ มลู กาํ หนดมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมลู ในลกั ษณะเดยี วกนั
6. สามารถกําหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ผู้บริหารระบบฐานข้อมูลสามารถกําหนดการ
เรียกใช้ข้อมูลของผ้ใู ชแ้ ตล่ ะคน ให้เกิดความแตกตา่ งกันตามหน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบได้งา่ ย
19
7. ความเป็นอิสระของข้อมูลและโปรแกรมโปรแกรมที่ใช้ในแต่ละแฟ้มข้อมูลจะมีความสัมพันธ์กับ
แฟ้มขอ้ มลู โดยตรง ถา้ หากมีการแกไ้ ขเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งข้อมูลกท็ ําการแก้ไขโปรแกรมนน้ั ๆ
8. ลดความซ้ำาซ้อนของงานดูแลเอกสารซึ่งเป็นงานประจําที่ทําให้ผู้ดูแลรู้สึกเบื่อหน่ายและขาด
แรงจูงใจแต่เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานนี้แทนมนุษย์ได้โดยผ่านโปรแกรมสําหรับการจัดการ
ฐานข้อมูล
9. ข้อมูลที่จัดเก็บมีความทันสมัย เมื่อข้อมูลในระบบฐานข้อมูลได้รับการดูแลปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ทําให้ข้อมูลท่จี ดั เก็บเปน็ ข้อมลู ทม่ี ีความทนั สมยั ตรงกบั เหตกุ ารณใ์ นปจั จุบันและตรงกับความตอ้ งการอยู่เสมอ
10. ลดความซำ้ ซ้อนในการจดั เก็บข้อมลู เน่ืองจากการจดั ทําฐานข้อมลู จะมีการรวบรวมข้อมูลประเภท
ต่าง ๆ เข้ามาจัดเก็บไว้ในระบบและเก็บข้อมูลเพียงชุดเดียวซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถเรียกใช้ข้อมูลท่ี
ต้องการได้เป็นการประหยัดเนือ้ ทใี่ นการจดั เก็บ และทาํ ให้เกิดความรวดเรว็ ในการคน้ หาและจดั เกบ็ ข้อมลู ดว้ ย
11. หลกี เลี่ยงความขดั แย้งของข้อมูลได้เม่ือข้อมลู ถูกจดั เก็บในระบบฐานข้อมูลจะทําให้ข้อมูลลดความ
ซ้ำซ้อนลงคือ มีข้อมูลแต่ละประเภทเพียงหนึ่งชุดในระบบ ทําให้ข้อมูลที่เก็บได้ไม่ขัดแย้งกันเอง ในกรณีที่
จําเป็นต้องเก็บข้อมูลท่ีซ้ำซ้อนกันเพื่อสาเหตุบางประการเช่นเพื่อความรวดเร็วในการประมวลผลข้อมูลระบบ
จดั การฐานข้อมลู จะเป็นผู้ดูแลข้อมูลทซ่ี ้ำกันใหม้ ีความถูกต้องตรงกนั
12. ใช้ข้อมูลรว่ มกนั ไดเ้ น่ืองจากระบบการจดั การฐานขอ้ มูลสามารถจัดใหผ้ ูใ้ ชแ้ ต่ละคนเข้าใช้ขอ้ มูลใน
แฟม้ ท่ีมขี ้อมูลเดียวกันได้ในเวลาเดียวกนั เช่น ฝ่ายบุคคลและฝา่ ยการเงินสามารถที่จะใช้ข้อมลู จากแฟ้มประวตั ิ
พนกั งานในระบบฐานข้อมูลได้พร้อมกัน
13. ควบคุมมาตรฐานของข้อมูลได้เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ในหน่วยงานถูกรวบรวมเข้ามา ผู้บริหารระบบ
ฐานข้อมูลสามารถที่จะวางมาตรฐานในการรับข้อมูล แสดงผลข้อมูล ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้ เช่น การ
กําหนดรูปแบบของตัวเลขให้มีทศนิยม 2 ตําแหน่งสําหรับค่าที่เป็นตัวเงิน การกําหนดรูปแบบของการรับและ
แสดงผลสําหรับข้อมูลที่เป็นวันที่ นอกจากนี้การที่ข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกันทําให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหวา่ งระบบไดอ้ ยา่ งสะดวก
14. จัดทําระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ผู้บริหารระบบฐานข้อมูลสามารถกําหนด
รหัสผ่านเข้าใช้งานข้อมูลของผู้ใช้แต่ละราย โดยระบบการจัดการฐานข้อมูลจะทําการตรวจสอบสิทธิ์ในการ
ทํางานกับข้อมูลทุกครั้ง เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ในการเรียกดูข้อมูล การลบข้อมูลการปรับปรุงข้อมูลและการ
เพิม่ ข้อมูลในแต่ละแฟม้ ขอ้ มูล
15. ควบคุมความถูกต้องของข้อมูลได้ ปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันของข้อมูลที่มีความซับซ้อนเป็น
ปัญหาหนึ่งในเรือ่ งความถูกตอ้ งของข้อมูล ซึ่งเมื่อได้มีการกําจัดความซบั ซอ้ นของข้อมูลออก ปัญหาเรือ่ งความ
ถกู ต้องของขอ้ มลู ท่ีอาจเกดิ ขึ้นได้
20
บทท่ี 3
รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏบิ ตั ิงาน
3.1 พนกั งานท่ีปรกึ ษาและตำแหนง่ ของพนกั งานทปี่ รึกษา
พนกั งานที่ปรกึ ษา นายธัญชกร ป้อปาลี
ตำแหน่ง เจา้ หน้าที่วจิ ัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเท่ยี ว สถาบนั วิจัยสังคม หาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
ระยะเวลาทปี่ ฏบิ ัติงาน วันท่ี 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 - 6 มนี าคม พ.ศ. 2563
วนั ทป่ี ฏิบตั ิงาน วันจนั ทร์ – วนั ศุกร์ (หมายเหตุ เสารอ์ าทิตย์ เม่ือมีการลงสำรวจพ้ืนท่ี)
เวลาปฏิบตั ิงาน เวลา 08.30 น. - 16.30 น.
3.2 ตำแหน่งงานที่ได้รบั มอบหมาย ตำแหน่ง ผชู้ ่วยวจิ ยั
3.2.1 ระยะเวลาท่ีฝกึ ปฏิบตั ิติงาน
นางสาวอารียา วงศซ์ ื่อ และ นางสาวธัญชนก คำมาสาร วนั ท่ี 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 – 6
มีนาคมพ.ศ.2563
นายวรเมธ ทอมดุ ระหว่าง วันที่ 18 พฤศจกิ ายน .พ.ศ 2562 – 27 มีนาคม พ.ศ. 2563
3.2.2 สถานที่ปฏบิ ตั งิ าน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบนั วิจยั สงั คม มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
3.2.3 ผูป้ ฏิบัติงาน นางสาวอารยี า วงศซ์ ื่อ นางสาวธญั ชนก คำมาสาร และ นายวรเมธ ทอมดุ
3.2.4 อาจารย์นิเทศและที่ปรึกษาโครงการ ดร.ณวิน เสรฐิ ผล
3.3.5 ประเภทสารนพิ นธ์ รายงานการฝึกปฏิบัตสิ หกจิ ศึกษา ศศ.บ.(พฒั นาสังคม)
3.3 ตำแหน่งและลกั ษณะงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
3.3.1. นายวรเมธ ทอมดุ ตำแหน่ง : ผ้ชู ่วยวิจัย
ลกั ษณธงานท่ีได้รับมอบหมาย : รบั ผดิ ชอบโครงการ “ฟนื้ ฟมู รดกทางวฒั นธรรมของอำเภอสันป่าตอง
จงั หวัดเชยี งใหมส่ ่กู ารพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยนื ” อำเภอสนั ปา่ ตอง จงั หวดั เชยี งใหม่ สำรวจสืบค้นข้อมูลพื้นฐาน
ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของตนสันป่าตองเกี่ยวกับวัฒนธรรมข้าว และ การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อทำการสำรวจ
ข้อมูลเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนสันป่าตองด้วยวัฒนธรรมข้าวเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน
บุลลากร และนักวิชา เพ่อื ดำเนินการจดั ทำทดสอบเส้นทางการท่องเทีย่ วสันป่าตอง
3.3.2. นางสาวอารยี า วงศ์ซือ่ ตำแหนง่ : ผู้ช่วยวิจยั
ลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย : สำรวจสืบค้นข้อมูลพื้นฐาน เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคสันป่าตอง รวม
ไปถึงการลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อทำการสำจรวจข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนสันป่าตองด้วยวัฒนธรรมข้าว และ
21
สำรวจ จัดทำทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวสันป่าตอง ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอ
สันปา่ ตอง จงั หวัดเชยี งใหม่สกู่ ารพฒั นาชมุ ชนอย่างยงั่ ยืน” อำเภอสันป่าตอง จังหวดั เชยี งใหม่
3.3.3. นางสาวธัญชนก คำมาสาร ตำแหน่ง : ผู้ชว่ ยวจิ ยั
ลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย : รับผิดชอบการการสำรวจสืบค้นข้อมลู พน้ื ฐานและเส้นทางการ
ทอ่ งเทีย่ วจังหวัดลำปาง ในกจิ กรรม “เส้นทางทอ่ งเที่ยวเมืองเซรามกิ จังหวัดลำปาง” ภายใตโ้ ครงการ “การ
ขบั เคล่ือนแผนยุทธศาสตรเ์ พื่อพัฒนาเมืองยั่งยืนเพ่ือรองรบั ทอ่ งเทีย่ วไทย 4.0 : แผนเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม
ลำปางเซรามิกซติ ้ี
3.4 ลักษณะงานท่ีได้รับมอบหมาย รับผิดชอบโดย นางสาวอารียา วงศ์ซื่อ และ นายวรเมธ ทอมุด ลง
พื้นที่สำรวจข้อมูลและสัมภาษณ์เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมข้าวสันป่าตอง ภายใต้โครงการ ‘ฟื้นฟูมรดกทาง
วัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่สู่การพัฒนาชมุ ชนอย่างยัง่ ยืน’ ณ. ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอ
สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง เพื่อให้นักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกปีที่ 4 และ 5 ได้ศึกษาและปฏิบัติเรียนรู้ได้แก่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับข้าวท้องถิ่น ความ
เป็นมาของขา้ วสันป่าตอง( สนั ป่าตอง 1, เหนยี วสนั ปา่ ตอง) , วัสดอุ ปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในการทำการเกษตร , ผลติ ภณั ฑ์
ที่ทำมาจากข้าว ,พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวต่าง ๆ , วิธีการปลูกข้าวแต่ละประเภทและแต่ละวิธี , การปลูกข้าว,
การเก็บข้าว (ยุ้งฉาง) และวิธีการเก็บข้าว เป็นต้น การพื้นฟูและบำรุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสัน
ป่าตอง ติดต่อประสานงานกบั หน่วยงานท่ีเกีย่ วข้อง เพื่อลงพื้นที่ เตรียมการลงพืน้ ท่ี จัดห้องประชมุ ทำ Focus
Group เรอ่ื งข้าวสันป่าตองกบั เกษตรของสันป่าตอง
รับผิดชอบโดย นางสาวธัญชนก คำมาสาร การสำรวจสืบค้นข้อมูลพื้นฐานและเส้นทางการท่องเที่ยว
จังหวัดลำปาง ในกิจกรรม “เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเซรามิก จังหวัดลำปาง” ภายใต้โครงการ “การขับเคลื่อน
แผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อรองรับท่องเที่ยวไทย 4.0 : แผนเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม ลำปาง
เซรามิกซิต้ี ” Lampang: Endless ลำปางหลงเสน่ห์ ลืมเวลา #เที่ยวลำปางกับน้องชาม ลงพื้นที่สำรวจ
เส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อร่วมค้นหาประสบการ์ณท่องเที่ยวลำปางในมุมสร้างสรรค์ พร้อมทั้งทดสอบเส้นทาง
ท่องเที่ยวเซรามิกที่บูรณาการเอกลักษณ์วัฒนธรรมเข้ากับเรื่องราวผลิตภัณฑ์เซรามิกอันเลืองลือ ทำกิจกรรม
เรียนรู้ และเยี่ยมเยียนแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ วัดพระธาตุลำปางหลวง วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม
สมุนไพรลูกประคบเซรามิกบ้านศาลาบวั บก – ทำสปาเท้าแบบพิเศษจากเม็ดเซรามิกลำปาง งานลำปางเซรามิก
แฟร์ ครั้งที่ 32 กาดถนนสายวัฒนธรรม ตลาดเก๊าจาว มิวเซียมลำปาง วัดปงสนุก วัดศรีรองเมือง วัดศรีชุม
พิพิธภัณฑ์เซรามิกธนบดี หม่องโงย่ ซิ่น กาดกองต้า นงั่ รถมา้ ชมย่านเมืองลำปาง สะพานรษั ฎาภิเศกและลำปาง
สตรีทอารต์
3.5 วตั ถปุ ระสงค์ของการปฏิบัตงิ าน
1. เพอ่ื เรยี นร้แู ละศกึ ษามรดกวฒั นธรรมของอำเภอสนั ป่าตองใหย้ ั่งยนื
2. เพ่อื เรยี นรแู้ ละศกึ ษาเสน้ ทางการท่องเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม จังหวัดลำปาง ในยคุ 4.0
22
3.6 ผลทค่ี าดว่าจะได้รบั จากการปฏบิ ัติงาน
1. สามารถส่งเสรมิ และใหค้ วามรขู้ อ้ มูลเบื้องต้นเกีย่ วกบั ข้าวสันปา่ ตองกบั เยาวชนรุน่ หลงั ต่อไป
2. สามารถกระจายความรเู้ กยี่ วกบั เส้นทางการท่องเท่ียวและสถานท่ีท่องเทย่ี วสำคัญ ในเชิงวฒั นธรรม
ที่เหมาะกับไทยแลนด์ 4.0 ในยคุ ปัจจุบัน
3.7 งานทไี่ ด้รบั มอบหมายในองคก์ ร
นิสิตได้เข้าฝึกสหกิจศึกษากับศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังคม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในตำแหน่งผู้ช่วยวิจัย ทำให้ได้รับความรู้และประสบการ์ณจากการทำงานในหลายๆ
ด้าน รวมไปถึงการปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ทำงานและการทำงานร่วมกับบุคลากรศูนย์วิจัยและพัฒนาการ
ทอ่ งเทีย่ ว โดยรายละเอียดการปฏิบัติงานแบง่ เป็น 2 ประเภทดังนี้
3.7.1งานภายในองคก์ ร
การสืบค้นข้อมูล การพิสูจน์อักษร การติดต่อประสานงาน และงานที่ได้รับมอบหมายอื่น ๆ โดยมีรายละเอียด
ดังน้ี
➢ การค้าหาข้อมลู data dictionary City Expo Event ในจังหวัดเชียงใหม่ 10 ปีย้อนหลัง
➢ การรา่ งเอกสารหลกั สตู รท้องถิน่ ประกอบการเรียนการสอน ระดับประถมศึกษา โรงเรยี นวดั นำ้ บอ่
หลวง
➢ การค้นหาข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง
พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน (คนไทย คนต่างชาติ แยกประเทศ จำนวนรายได้ จำนวนร้านอาหาร
จำนวนหอ้ งพัก จำนวนสถานที่ทอ่ งเท่ยี ว
➢ การจดั ทำส่ือการเรียนรู้ The role of the media in promoting tourism towards chinese
Travelers
➢ คน้ หาขอ้ มลู งานวจิ ยั และบทความที่เกีย่ วข้อง เรื่องการเสริมทกั ษะใหม่ Upskilling และการ
Reskilling การพัฒนาทักษะทม่ี ีอยู่ แก่ทนุ มนุษยด์ า้ นการท่องเทย่ี วลำปาง เมืองน่าอยสู่ ร้างสรรค์
➢ คน้ หาข้อมลู 50 สถานท่ีทอ่ งเทีย่ วภาคเหนือ
➢ ปักหมดุ สถานท่ีท่องเทยี่ วสำคญั ตามเส้นทางการทอ่ งเทีย่ ว จงั หวดั ลำปาง ผา่ นคิวอาร์โค้ด
➢ การคา้ หารวี วิ กจิ กรรมการท่องเท่ียว (เทศกาล -ประเพณี) จงั หวดั ลำปาง ระหวา่ งเดือนมกราคม –
ธนั วาคม ขอ้ มูล 5 ปีย้อนหลัง
➢ คา้ หารีววิ ขอ้ มูลการทอ่ งเทย่ี วจังหวดั ลำปาง ตาม Page Facebook : Lampang : Endless Charm
ลำปางหลงเสนห่ ์ ลมื เวลา #เทยี่ วลำปางกบั น้องชาม
➢ รีววิ ภาพการทอ่ งเท่ียวจังหวดั ลำปาง ตาม Page Facebook : Lampang : Endless Charm ลำปาง
หลงเสนห่ ์ ลืมเวลา #เทยี่ วลำปางกับน้องชาม
➢ ค้นหาข้อมลู พ้นื ฐานเทศบาล ตำบล อำเภอเมืองลำปาง (เขตนครลำปาง)
➢ ค้นหาข้อมลู สง่ เสริมมติ รภาพระหวา่ งไทย - จนี ดา้ นการท่องเทย่ี ว จากการระบาดของเชือ้ ไวรสั โคโร
น่า 2019 (COVID 19)
23
➢ การค้าหางานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ งกับการท่องเที่ยวทางสุขภาพ Wellness Tourism
➢ การสง่ โทรสาร แบบตอบรับการเข้ารว่ มประชมุ “การบริหารจดั การกองทนุ หลักประกนั สุขภาพมและ
การดแู ลผู้สงู อายุ /บุลคลอื่นท่ีมภี าวะพึง่ พงิ ภายใต้บริบทท้องถิ่น”จังหวดั ลำปาง ลำพนู เชยี งราย
เชียงใหม่ แพร่ และพะเยา
➢ การจัดงานเสวนา เร่ือง ผ่าทางตัน Done Together วิกฤติและโอกาส ไวรัสโคโรนา่ กบั การ
ท่องเที่ยวลา้ นนา ณ.ห้องประชุมอาคารรวมวจิ ัย และบนั ฑิตศึกษา สถาบันวจิ ยั สังคม
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ จัดโดยศูนย์วิจยั และพัฒนาการท่องเท่ียว สถาบนั วิจัยสงั คม
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
➢ การพิสจู นอ์ ักษร โครงการ การขับเคลอ่ื นแผนยุทศาสตร์เพ่ือพฒั นาเมืองยั่งยืนเพื่อรองรบั ท่องเที่ยว
4.0 : แผนเมอื งท่องเท่ยี ววัฒนธรรม ลำปางเซรามกิ ซิตี้
➢ การถอดเทปสัมภาษณ์ประธานสมาคมรถม้า ลำปาง
➢ การค้าหาและรวบรวมงานวจิ ยั เอกสารวิชาการท่เี กยี่ วข้องกบั อำเภอสนั ป่าตอง จังหวัดเชยี งใหม่
➢ การสบื ขอ้ มูลงานวิจัยเร่ือง Tourism Management
➢ จัดทำโครงรา่ งรปู เล่มสหกิจศึกษา บทที่ 1
➢ การสืบคน้ ข้อมลู งานวิจยั คริสตศานาในจงั หวัดเชียงใหม่
➢ จดั ทำโครงร่างรูปเลม่ สหกิจศึกษา บทท่ี 5
นอกเหนือไปจากงานทีน่ สิ ิตได้รบั มอบหมายภายในองค์กรแลว้ งานที่นสิ ิตรับผดิ ชอบและดำเนินการอีกงาน
หนง่ึ คือ การจัดทำโครงการสหกจิ ศึกษา การสรา้ งโปรแกรม Microsoft Access เพอื่ ใช้ในการจัดเก็บ
ฐานขอ้ มูลงานวิจยั ของนักวจิ ัย ในช่วงเวลาทีว่ า่ งเวน้ จากการรับผิดชอบภายในองคก์ ร
3.7.2งานภายนอกองคก์ ร
การเข้าร่วมการประชมุ กับคณะนักวิจัย เสวนา เป็นตัวแทนเข้ารวมงานต่าง ๆ ในชว่ งระยะเวลาฝกึ ปฏิบัติสหกิจ
ศึกษา โดยมรี ายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้
➢ การลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เป็นการลงสำรวจพืน้ ที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดลำปาง ตาม “แผน
เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม ลำปางเซรามิกซิตี้ ”ระหว่างวันท่ี 6 – 8 ธันวาคม พ.ศ 2562 เส้นทาง
ท่องเท่ียว Fam Trip ลำปาง
➢ ตัวแทนศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว ลงพื้นท่ีอำเภอแม่แจ่ม ร่วมกับคณะสาธารณสุข
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการการบริการวิชาการพื้นที่ที่มีผลกระทบสูง
ภายใต้โครงการ “การตรวจสอบและเสริมสร้างสมรรถภาพปอดของนักเรียนระดับประถมศึกษา
โรงเรียนท่าผาและโรงเรียนบ้านผานัง ” อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 13 -
15 ธนั วาคม พ.ศ. 2562
➢ การเขา้ รว่ มการประชุมวิชาการระกับชาตดิ า้ นการท่องเท่ียวกับมนุษย์ศาสตร์ คร้งั ที่ 1 “การทอ่ งเที่ยว
กับมนุษย์ศาสตร์ : การท่องเที่ยวในยุคเปลี่ยนผ่าน ”วันที่ 19 – 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ.โรงแรม
โลตัสปางสวนแกว้
24
➢ ลงพื้นที่สัมภาษาณ์ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ บ้านสันกาวาฬ ตำบลเม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่นาข้าว ฝายชลประทานส่งน้ำ และร่วมหารือกับคณะครู ผู้นำชุมชน ณ
โรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง เพื่อจัดทำหลักสูตรการปลกู ข้าวในระดับประถมศึกษา วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.
2563
➢ ร่วมงานตานขา้ วใหม่ ณ วัดตน้ เกวน๋ วนั ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563
➢ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากการสัมภาณก์ ลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวดั
เชยี งใหม่ วันท่ี 10 มกราคม พ.ศ. 2563
➢ รว่ มประชมุ กบั คณะครู ผนู้ ำชุมชน เรอ่ื งโครงรา่ งหลกั สูตรการปลกู ขา้ วในระดับประถามศึกษา ภายใต้
โครงการ “ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่สู่การพัฒนาชุมอย่าง
ยั่งยืน” หลักสูตรท้องถิ่น “มรดกวัฒนธรรมข้าวสันป่าตอง” ณ โรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง วันที่ 12
กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2563
➢ การประชมุ ปดิ งาน องคก์ ารบริหารจงั หวัดเชยี งใหม่ ณ.ภัตรคารตลู ู่
➢ การประชุมวิชาการระดบั ชาติ เครือขา่ ยวจิ ยั สถาบนั อุดมศึกษา คร้งั ที่ 13 “ ขบั เคล่อื นพลังงาน
เครือข่ายการวิจัยและนวตั กรรม อยา่ งสร้างสรรคเ์ พ่อื ประเทศไทย 4.0 ให้ยงั่ ยนื ”
พนักงานท่ปี รกึ ษา
พนักงานทปี่ รึกษา : นายธญั ชกร ป้อปาลี
ตำแหนง่ : เจ้าหน้าทีว่ จิ ยั ศนู ยว์ ิจัยและพัฒนาการท่องเทย่ี ว สถาบันวิจัยสังคมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
ระยะเวลาท่ีฝกึ ปฏบิ ัตติ ิงาน
นางสาวอารียา วงศซ์ ื่อ และ นางสาวธญั ชนก คำมาสาร วนั ที่ 18 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2562 – 6
มนี าคมพ.ศ.2563
นายวรเมธ ทอมดุ ระหว่าง วันที่ 18 พฤศจิกายน .พ.ศ 2562 – 27 มนี าคม พ.ศ. 2563
สถานท่ปี ฏิบตั งิ าน ศูนย์วจิ ัยและพฒั นาการท่องเท่ยี ว สถาบนั วจิ ัยสงั คม มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
ผู้ปฏบิ ตั งิ าน นางสาวอารียา วงศซ์ ื่อ นางสาวธัญชนก คำมาสาร และ นายวรเมธ ทอมุด
อาจารย์นิเทศและทป่ี รึกษาโครงการ ดร.ณวนิ เสรฐิ ผล
ประเภทสารนพิ นธ์ รายงานการฝกึ ปฏบิ ัติสหกจิ ศึกษา ศศ.บ.(พฒั นาสงั คม)
25
บทท่ี 4
การประยุกต์ใชโ้ ปรแกรม Microsoft Access ในการจดั เก็บฐานข้อมลู งานวิจัย
ภาษาอังกฤษ Application of Microsoft Access program in database storage Research
4.1 ที่มาและความสำคญั
จากการที่นสิ ิตได้มาฝกึ ปฏิบัติงานสหกิจศึกษา ณ ศูนยว์ ิจยั และพัฒนาการท่องเท่ียว สถาบันวจิ ัยสังคม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เห็นขั้นตอนกระบวนการทำงานของเหล่านักวิจัยภายในหน่วยงาน ที่ต้องมีการลง
พื้นที่ในการเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์ รวมไปถึงการสำรวจพื้นที่ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในแต่
ละครั้งนั้นมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากันเนื่องจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นหน่วยที่ศึกษาและวิจัย
ปัญหาการท่องเที่ยวในภาคเหนือ ดังนั้นจึงมีการร่วมกันของหลายหน่วยงานในการจัดทำโครงการวิจัย ด้วย
เหตุผลที่มีหลายหน่วยงานในการศึกษาวิจัยร่วมกันนี้ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาของแต่ละหน่วยงานมักเป็น
ขอ้ มลู ท่มี ีจำนวนมากและ มีความไมเ่ ป็นระเบียบ และไมส่ ามารถนำมารวบรวมกันได้ง่าย เพราะเป็นส่วนงานที่
ต่างกัน เมื่อต้องการดูข้อมูลเพื่อประมวลผลโครงการจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการเก็บรวบรวม ซึ่งในโครงการ
ฟ้นื ฟมู รดกวัฒนธรรมอำเภอสนั ป่าตองสู่การพฒั นาอย่างย่ังยืน ไดร้ ่วมมอื กัน 4 หนว่ ยงาน ซ่งึ กค็ อื 1. ศูนย์วิจัย
และพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3. การท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ 4.
Chiang Mai Creative City ในการวิจัยมรดกวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง แบ่งเป็น การกิน การอยู่ การ
แลกเปลี่ยน การใช้ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวได้รับหัวข้อการกิน มีการลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลโดย
การสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน และมีการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง การส่งเสริม
พื้นที่ท่องเที่ยวด้านการกินของอำเภอสันป่าตอง ซึ่งต้องมีการรายงานผลการวิจัยเป็นไตรมาส จนจบโครงการ
ซ่ึงข้อมลู ที่ได้มาจะเป็นข้อมูลท่ีมีทั้งบทสัมภาษณ์ รายงานการลดลงของเกษตร หลักสตู รท้องถ่ิน ทำให้ดูไม่เป็น
ระเบียบ ทง้ั ยังตอ้ งร่วมมอื กับอีกสามหน่วยงานในการวิจยั ให้สำเร็จลุลว่ ง
ดังนั้นนิสิตจึงมีความสนใจที่จะนำปัญหาดังกล่าวมาจัดทำเป็นฐานรวบรวมข้อมูลงานวิจัยของ
คณะทำงาน โครงการการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สู่การพัฒนาอย่าง
ยั่งยืน เพื่อเป็นฐานข้อมูลการในการเก็บข้อมูลนักวิจัย ทั้งยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการรวบรว ม
ข้อมลู งานวิจัย ข้อมูลการลงพ้ืน สมั ภาษณ์ รว่ มกับหน่วยงานอน่ื ที่ดำเนนิ โครงการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของ
อำเภอสันป่าตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อีก 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ คณะสถาปัตยกรรม
ศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาการท่องเที่ยว และโครงการ Chiang Mai Creative City โดยการนำเอา
โปรแกรม Microsoft Accessมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดเกบ็ เปน็ ฐานข้อมูลกลางของคณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยและ
พัฒนาการท่องเที่ยว ที่รับผิดชอบงานดา้ นวัฒนธรรมการกิน ของโครงการฟื้นฟูมรดกทาวัฒนธรรมของอำเภอ
สนั ปา่ ตอง จังหวดั เชียงใหม่ เพอื่ ให้ผู้ท่ีมสี ่วนเกีย่ วข้องในโครงการสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มูลได้ง่าย
26
4.2 วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องของคณะนักวิจัยโครงการฟื้นฟูมรดกทาง
วฒั นธรรมของอำเภอสนั ป่าตอง
2. เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการดำเนินงานและเก็บรวบรวมข้อมูลของนักวิจัยและหน่วยงานท่ี
รับผิดชอบทงั้ 4 หน่วยงาน
4.3 ผลทคี่ าดวา่ จะได้รับ
1. เมื่อนำโปรแกรม Microsoft Access มาใช้เป็นฐานเก็บข้อมูล ทำให้คณะนักวิจัยสามรถจัดเก็บข้อ
ไดอ้ ย่างเปน็ ระบบมากยิ่งข้ึน สามารถค้นหาและนำขอ้ มูลท่ตี อ้ งการใชห้ รือแก้ได้ไขขอ้ มูลได้อยา่ งสะดวก
2. สามารถเป็นฐานข้อมลู การในการทำงานรว่ มกันทงั้ 4 หน่วยงาน ใหม้ คี วามสะดวกมากยง่ิ ข้นึ
4.4 สรปุ การประยกุ ต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access
การประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access ในการสร้างฐานจัดเก็บข้อมูลรวบรวมงานวิจัยและ
ข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล รวมไปถึงงานวิจัย เอกสารอ้างอิง บทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับ
การศึกษาฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง นิสิตได้ทำการถา่ ยทอดการใช้งานโปรแกรมดังกลา่ ว
ให้กับคณะนักวิจัย จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ดร.เผชิญวาส ศรีชัย และ ดร.ศันสนีย์ กระจ่างโฉม นักวิจัยที่
รับผิดชอบโครงการ เนื่องจากนักวิจัยทั้ง 2 ท่านเป็นคณะนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการฟื้นฟูมรดกทาง
วัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตองที่นิสิตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยทั้งสองท่านในการฝึกปฏิบัติ งานสหกิจ
ศกึ ษา
4.5 กจิ กรรมการดำเนินงาน
นิสิตได้ขออนุญาตนำข้อมูลจากนักวิจัยทั้งสองท่าน ในการนำข้อมูลงานวิจัย เอกสาร บทความทาง
วิชาการที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการทั้งหมดมารวบรวมไว้เพื่อสร้างเป็นฐานเก็บข้อมูล ในโปรแกรม
Microsoft Access
1. คร้ังที่ 1 อธิบายถึงโปรแกรมและการใช้งานครา่ ว ๆ ให้นกั วจิ ยั ไดร้ ับทราบ
2. คร้ังที่ 2 ทำการสร้างฐานขอ้ มลู โดยการนำข้อมูลทไี่ ด้จากการรวบรวมจากนักวจิ ยั
3. ครั้งที่ 3 ทำการบันทึกโปรแกรม และแนะนำวิธีการใช้งานโปรแกรม เรียนรู้แถบข้อมูล
คำส่งั เบือ้ งต้นของการใชง้ านโปรแกรม
4.6 ระยะเวลาดำเนินงาน : วันท่ี 7 มกราคม – 28 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2563
4.7 ข้ันตอนการทำฐานขอ้ มูล
ขัน้ ตอนการจัดทำฐานขอ้ มูลมรดกวฒั นธรรมอำเภอสนั ปา่ ตอง
27
1. เปิดโปรแกรม Microsoft access ข้นึ มา
ภาพท่ี 1.1
2. สรา้ งฐานขอ้ มลู เปล่าข้ึนมา กดคลิกสรา้ งดังภาพท่ี 2.1 และ 2.2
ภาพท่ี 2.1
ภาพท่ี 2.2
3. กอ่ นจะลงข้อมูลลงไปในฐานข้อมูลตอ้ งมกี ารวางแผนผังข้อมูลเพื่อใหเ้ ข้าใจงา่ ย และสามารนำข้อมลู ลงใน
ฐานขอ้ มูลโดยง่าย
ภาพที่ 3.1
28
4. คลกิ ขวาทแี่ ถบคลิกเพ่ิมเตมิ
ภาพที่ 4.1
5. ใส่ขอ้ มลู หัวข้อตามแบบโครงร่าง ในภาพ5.1 และคลิกขวาท่ีชือ่ แถบ แล้วกดบนั ทึกดงั ภาพท่ี 5.2
ภาพท5่ี .1 ภาพที่ 5.2
6. ทำแบบข้อท่ี 5 ไปจนครบหัวขอ้ ท่รี ่างไว้ อย่าลืมบันทกึ ทุกครง้ั เม่อื ใส่หวั ข้อแต่ละอันเสร็จสามารสร้างแถบ
ขอ้ มูลเพ่อื ใส่ไฟล์ word excel รปู ภาพตา่ งๆ ดงั ภาพที่ 6.3
ภาพท่ี 6.1
ภาพที่ 6.2
29
ภาพท่ี 6.3
7. โดยการแทรกไฟล์ทำไดโ้ ดย 7.1 คลกิ ขวาท่แี ถบคลิกเพื่อเพิ่ม กดตรงสิง่ ท่ีแนบมา
ภาพที่ 7.1
7.2 ดบั เบิล้ คลกิ ตรงชอ่ งท่ีเป็นสงิ่ ทแี่ นบมา กดเพิ่ม เพ่ือเลอื กข้อมลู ทีจ่ ะใส่ในฐานข้อมลู โดยแยกตาม
โครงร่างท่ีทำไว้
ภาพที่ 1.12
ภาพที่ 7.2
30
8. คลกิ ท่ี สร้าง กดสรา้ งฟอรม์
ภาพที่ 8
9. จะได้ฟอร์มขนึ้ มา คลิกมุมมอง เลือกมุมมองออกแบบดังภาพท่ี 9..1 ทำการตกแต่งฟอรม์ ตาม
ต้องการ
ภาพท่ี 9.1
ภาพที่ 9.2
31
10. ทำปมุ่ กดค้นหา โดยคลกิ ที่ออกแบบ เลือกตารางทีม่ ี xxxx กดถดั ไปจนเสรจ็
ภาพท่ี 10.1
11. ทำการตง้ั ชื่อทแ่ี ผน่ คุณสมบตั ิใหแ้ ยกงา่ ยเพอ่ื เชื่อมกับคน้ หาจะได้ไมเ่ ปน็ ทยี่ ากมากนัก
ภาพที่ 11.1
12. เมอ่ื ใสข่ ้อมูลเสร็จแลว้ ใหท้ ำการคลิกที่ สร้าง เลอื ก มาโครเพื่อเชื่อมคำส่ังใหโ้ ปรแกรม
ภาพท่ี 12.1
13. เลือกคำสง่ั Apply Filter และคลกิ ท่ีรูปขวา เพ่ือเลือกข้อมูลท่ีจะใช้ ดงั ภาพท่ี 13.2
32
ภาพท่ี 13.2
ภาพที่ 13.1
14. ข้ันตอนนี้จะต้องมกี ารใส่สตู รเขา้ ไปเพ่ือให้มันแสดงผล ซงึ่ ก็คอื
ภาพท่ี 14.1
หวั ขอ้ ในแตล่ ะตารางท่ไี ด้บันทึก ชือ่ ช่องคน้ หาทไ่ี ดบ้ ันทึกไปตอนที่ 11 ภาพที่ 11.1
tbl_titlesub]![header_id] Like '*' & [Forms]![search]![cmbhead] & '*' And
[tbl_titlesub]![headersub_id] Like '*' & [Forms]![search]![cmbheadersub] & '*' And
[tbl_titlesub]![title_id] Like '*' & [Forms]![search]![cmbtitle] & '*',
33
15. ทำการใส่ข้อมลู ให้ครบในชอ่ งตวั สรา้ งนพิ จน์ แลว้ กดตกลง
16. เมือ่ สรา้ งฐานข้อมลู เสร็จแล้ว ใหท้ ำการบนั ทึก เลือกที่อย่ไู ฟลแ์ ละทำการบนั ทึก
17. จะได้โปรแกรมเม่ือเปดิ เข้ามา
ภาพท่ี 17.1
34
ภาพท่ี 17.2
4.8 ผลการประยกุ ต์ใช้โปรแกรม Microsoft Access
ดร.เผชญิ วาส ศรชี ัย
1.การใช้งานของโปรแกรมมีความสะดวก ง่ายต่อการค้นหาใช้งาน และมรี ปู ลักษณ์สวยงาม
2 มหี นา้ ตา่ งเมนูให้เลือกใชไ้ ด้สะดวก สามารเปดิ ดูไฟล์ข้อมูลไดอ้ ย่างรวดเรว็
3.เป็นฐานเกบ็ ขอข้อท่เี หมาะสมกบั งานวิจยั และสามรถนำไปต่อยอดเปน็ ฐานเก็บข้อมูลวิจยั โครงการ
อนื่ ๆ ได้
4.9 ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการทำโครงการ
1.ไดน้ ำความรู้ความสามารถจากทเี่ รยี นมาประยุกตเ์ ขา้ กบั การทำโปรแกรม Microsoft Access
2.ได้พูดคยุ และหารือรว่ มกับนักวิจัยในการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บข้อมลู
3.ได้ปรบั เปลย่ี นการใช้โปรแกรมและทดลองโปรแกรมใหม่ๆทไ่ี มเ่ คยได้ใช้
4.ไดเ้ รียนรู้ในการรับมอื และแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้าท่เี กิดขึ้นไดด้ ยี ง่ิ ข้ึน
4.10 ปัญหาและอุปสรรค
- การนำ โปรแกรม Microsoft Access มาใช้มีความซบั ซ้อนในการใชง้ าน ทำให้นิสิตเกดิ ความสับสน
และใช้งานผิดพลาดหลายครั้ง
- ระยะเวลาในการดำเนินงานมคี วามกระชัน้ ชิด
- การเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัย และเอกสารทีเ่ ก่ียวข้องต่าง ๆ จากคณะทำงานอีก 3 หน่วยงานที่
เหลือมอี ุปสรรค อันเน่ืองมาจากตา่ งสงั กดั หน่วยงานท่ีรับผิดชอบตา่ งกัน
35
บทท่ี 5
สรุปผลการปฏบิ ัติงานสหกิจศึกษา
ผลการปฏิบัติงานสหกิจศึกษา ณ ศูนย์วิจัยและพัฒน าการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังค ม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากการปฏิบัติงานสหกจิ ศึกษา ณ ศูนย์วจิ ยั และพัฒนาการท่องเทยี่ ว ตง้ั แต่ วันท่ี 18 พฤศจิกายน ถึง
วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2563 ( นายวรเมธ ทอมุด ฝึกปฏิบัติงานสหกิจศึกษา ถึงวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 )
ตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมายในช่วงปฏิบัติงาน คือ ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว ใน
โครงการ ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการ ‘ฟื้นฟูมรดกทาง
วัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และ“เส้นทางท่องเที่ยวเมือง
เซรามิก จังหวัดลำปาง” ภายใต้โครงการ “การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อรองรับ
ท่องเที่ยวไทย 4.0 : แผนเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม ลำปางเซรามิกซิต้ี งานท่ีนิสิตได้รับมอบหมายมีทั้งงาน
ภายในองคก์ ร และงานภายนอกองค์กร อาทิ การศึกษา สืบคน้ รวบรวมขอ้ มูล การพสิ ูจนอ์ ักษร การตรวจสอบ
ข้อมูลตา่ ง ๆ และการตดิ ต่อประสานงานทำให้นิสิตเรียนรู้ทกั ษะการทำงานจริงรว่ มกับนักวิจัย และชาวบ้าน ใน
การลงพื้นที่สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลในการดำเนินโครงการ ทั้งการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน วัฒนธรรม
องค์กร ทำให้ได้ฝึกฝน เกิดทักษะในการทำงาน และเกิดการพัฒนาตัวเองในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เช่น การ
ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการในการคน้ หาแหลง่ ข้อมูลต่าง ๆ การนัดหมายกับชาวบ้านเพื่อลงพื้นท่ี
สัมภาษณ์และเก็บข้อมูล เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และแรงกดดันในการทำงาน
ร่วมกับผู้อื่น นิสิตได้นำความรู้ที่ได้จากเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมาปรับใช้ได้จริงในการทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับ
มอบหมายให้รับผิดชอบ เช่น การสืบค้นงานวิจัย ได้นำความรู้จากวิชาระเบียบวิธีวิจัย สถิติกับการวิจัยทาง
สังคมศาสตร์ มาปรับในการค้นหาข้อมูลงานวิจัย ประเภทงานวิจยั รวมไปถึงแหล่งข้อมูลในการค้นหางานวจิ ัย
งานพิสูจน์อักษรซึ่งทำให้นสิ ิตได้ฝกึ ทักษะทางภาษาไทยที่ได้เรียนมา การตรวจพิสูจน์อีกษรและแก้ไขข้อความ
ให้ถูกต้อง ซึ่งงานในส่วนน้ีเองได้ฝึกให้นิสิตมีความรอบคอบ ใจเย็นมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดน้ีทำให้นิสิตได้เรียนรู้
การวางแผนและลำดับความสำคัญของการทำงาน เรียนรู้ปัญหาและแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ต่าง ๆ อาทิ
การมีนำ้ ในกบั เพ่ือนรว่ มงาน มมี ารยาท รูจ้ กั กาลเทศะ และมีมนุษยสัมพนั ธ์ที่ดี ทงั้ หมดน้ีทำให้นิสิตมองเห็นถึง
ศักยภาพและข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องของตนเองในการทำงาน เพื่อนำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาแก้ไข และ
พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นตอ่ ไปในอนาคต ทั้งหมดนี้ทำให้นิสิตได้ใช้ความรูจ้ ากที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยมาใช้ใน
การทำงาน และได้เรียนรู้จากการทำงานจริงมาเพอ่ื พัฒนาตนเองต่อไป
5.1 ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการปฏบิ ตั งิ านสหกิจศึกษา
- นสิ ิตได้เรียนรกู้ ารทำงานรว่ มกบั ผู้อืน่ และเรียนร้ทู ักษะการอยู่ร่วมกนั ในสังคม
- นสิ ติ ได้นำความรจู้ ากการศกึ ษาในมหาวิทยาลยั มาปฏบิ ัติและประยกุ ต์ใช้ในการฝึกปฏบิ ตั งิ าน
- นสิ ติ เกิดทักษะในการทำงาน และเรียนรกู้ ารทำงานจริงในสถานประกอบการ
- นิสติ ได้มองเห็นถงึ ขอ้ บกพรอ่ ง ข้อผดิ พลาดของตนเอง เพอ่ื นำมาปรับปรงุ และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
- นิสติ ไดฝ้ กึ ความอดทน ความมรี ะเบียบวนิ ัย และความตรงต่อเวลา
- เป็นนสิ ิตทม่ี คี วามรู้ ความสารถ และพรอ้ มจะเรยี นรูอ้ ยู่ตลอดเวลา
36
5.2 ปัญหาและอุปสรรคในการปฏบิ ตั ิสหกิจศึกษา
1. การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น วัฒนธรรมองค์กร และ
ความยากง่ายของงานที่ได้รับมอบหมาย จึงต้องอาศัยระยะเวลาในการการปรับตัวเรียนรู้วัฒนธรรม
องค์กร และการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ และทกั ษะต่าง ๆ ในการทำงาน
2.. งานที่ได้รับมอบหมายบางอย่างมีความยากเกินไป ไม่เคยเรียนรมู้ าก่อน และไมต่ รงตามสาขาทีเ่ รียนมา
5.3 ข้อเสนอแนะในการปฏิบตั สิ หกจิ ศึกษา
1) ควรศึกษาข้อมูลและรายละเอียดตา่ ง ๆ เก่ยี วกับสถานประกอบการที่จะไปปฏบิ ัตสิ หกิจศึกษาอย่าง
ละเอียด และควรทำความเข้าใจลักษณะงานของสถานประกอบการ เพ่ือเตรียมความพร้อมของตนเอง
ในด้านตา่ ง ๆ
2) ควรฝกึ ลักษณะนสิ ยั ส่วนบุคคล เช่น ความรับผดิ ชอบ ความมีระเบียบวนิ ัย ตรงต่อเวลา ความ
ขยนั หมน่ั เพียร ความอ่อนน้อมถ่อมตน มนษุ ยสัมพนั ธ์ ตลอดจนการปรับตวั เขา้ กบั ผอู้ ่นื ใหด้ ีย่งิ ข้ึน
เพ่อื ให้สามารถทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รวมถึงได้รบั ความรักและความเมตตาจาก
เพอ่ื นรว่ มงาน พนักงานที่ปรึกษา รวมถงึ ผอู้ าวุโสอื่น ๆ ในสถานประกอบการ
3) ควรมีความพร้อมและตั้งใจเก็บเก่ียวความรู้ ทักษะ เทคนิค วิธีการ แนวทางในการแก้ไขปัญหา
ตลอดจนประสบการณ์การปฏิบัติงานสหกิจให้ได้มากที่สุด เพราะความรู้และประสบการณ์ดังกล่าว
เป็นพื้นฐานทีส่ ำคญั และเป็นจุดเร่มิ ตน้ ของชีวติ การทำงานจรงิ ในอนาคต
37
ภาคผนวก
38
1. รว่ มกิจกรรม FAM TRIP จังหวัดลำปาง วันท่ี 6 – 8 ธันวาคม 2562 เป็นกจิ กรรมทดสอบเสน้ ทางทอ่ งเท่ยี ว
จังหวดั ลำปาง ภายใต้โครงการขับเคล่ือนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองย่งั ยืนเพื่อรองรับท่องเท่ียวไทย 4.0 : แผน
เมืองทอ่ งเทีย่ ววฒั นธรรม ลำปางเซรามิกซติ ี
วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง
ณ.วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ สมุนไพรลกู ประคบเซรามกิ บ้านศาลาบวั บก งาน "ลำปางเซรามกิ แฟร์ คร้ังท่ี 32"
39
40
2. ร่วมโครงการบริการวิชาการพื้นที่ที่มีผลกระทบสูง : การตรวจสอบและเสริมสร้างสมรรถภาพปอดของ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยทาง
สิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศ โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2562 ณ โรงเรียนบ้าน
ทา่ ผา และโรงเรยี นบา้ นผานงั
41
3. การเข้าร่วมการประชุมวิชาการระกับชาติด้านการท่องเที่ยวกับมนุษย์ศาสตร์ ครั้งที่ 1 “การท่องเที่ยวกับ
มนุษยศ์ าสตร์ : การท่องเท่ียวในยคุ เปลี่ยนผ่าน ”วันที่ 19 – 20 ธนั วาคม พ.ศ. 2562 ณ.โรงแรมโลตัสปางสวน
แก้ว
4. ลงพื้นที่สัมภาษาณ์ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ บ้านสันกาวาฬ ตำบลเม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ ลงพนื้ ทน่ี าขา้ ว ฝายชลประทานส่งนำ้ และรว่ มหารือกบั คณะครู ผู้นำชุมชน ณ โรงเรียนวัดน้ำ
บ่อหลวง เพ่ือจัดทำหลกั สตู รการปลูกข้าวในระดับประถมศกึ ษา วนั ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563
42
5. ร่วมงานตานขา้ วใหม่ ณ วัดตน้ เกว๋น วนั ท่ี 9 มกราคม พ.ศ. 2563
43
6. ร่วมประชุมกับคณะครู ผู้นำชุมชน เรื่องโครงร่างหลักสูตรการปลูกข้าวในระดับประถามศึกษา ภายใต้
โครงการ “ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่สู่การพัฒนาชุมอย่างยั่งยืน ”
หลักสูตรท้องถิ่น “มรดกวัฒนธรรมข้าวสันป่าตอง” ณ โรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง วันที่ 12 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2563