The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวสอนวิชา ค.81 มม.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by zamod.1473, 2022-09-30 02:46:06

แนวสอนวิชา ค.81 มม.

แนวสอนวิชา ค.81 มม.

แผนกวชิ าอาวธุ ♣ กองการศึกษา ♣ โรงเรยี นทหารราบ

หมวดวชิ า
อาวุธ

เร่อื ง

เคร่ืองยิงลูกระเบิด แบบ ๙๓
ขนาด ๘๑ มม.

ศูนยการทหารราบ คา ยธนะรชั ต อ.ปราณบรุ ี จว.ประจวบครี ขี ันธ



แผนกวิชาอาวธุ
กองการศกึ ษา โรงเรียนทหารราบ ศูนยก ารทหารราบ
คา ยธนะรชั ต อ. ปราณบรุ ี จว. ประจวบครี ีขันธ

_______________

๑. บทเรยี นเรอื่ ง เอกสารนํา
ตอนท่ี ๒
๒. ความมงุ หมาย
: อาวุธศกึ ษา เคร่อื งยิงลกู ระเบดิ ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. แบบเอม็ ๑
๓. วิธสี อน และเอม็ ๒๙ การฝกพลประจาํ ปน กลอ งเลง็ เอ็ม ๕๓, การปรับ
๔. ขอบเขต กลอ งเลง็ เอม็ ๓๔ เอ ๑ และการทดสอบพลประจําปน
๕. การเตรยี มตัวลว งหนา : เพ่ือใหท ราบถึงลกั ษณะโดยทว่ั ไป การฝก พลประจาํ ปน และการ
๖. งานมอบ ทดสอบพลประจาํ ปน
๗. หลกั ฐาน : สช. , สด., สป.
: เพือ่ ปฏบิ ัติฝก และศกึ ษา
: อานและทาํ ความเขาใจในบทนี้ กอ นเขา หองเรยี น
: ถามขี อ สงสัยและไมเ ขาใจบทเรียน กอนเขาหอ งเรยี น
: รส. ๒๓ - ๙๐ ขอ ๑ - ๑๐ , ๒๐ - ๒๑ , ๓๑ - ๖๑ , ๖๘ - ๙๔
รส. ๒๓ - ๙๑
รส. ๒๓ - ๙๒ คศ. ๑๙๕๑. ๑๙๕๕ , ชอ ๒๕ - ๒๗ และขอ ๓๑

---------------------------



ตอนท่ี ๒

๑. ลักษณะของเครอื่ งยงิ ลกู ระเบดิ ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. แบบ เอม็ ๑ และ เอ็ม ๒๙
ก. เครื่องยงิ ลกู ระเบิด ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. มอี ยูดว ยกนั ๒ แบบ คือ ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม.

เอ็ม ๑ และ ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. เอ็ม ๒๙ ทง้ั สองแบบน้ี มลี ักษณะคลา ยกัน จะผิดกนั บา งก็ท่ีลาํ กลอ ง
และแผน ฐาน เคร่ืองยิงทงั้ สองแบบท่ีกลาวมานี้ เปนเครอื่ งยิงทม่ี ลี าํ กลอ งเกลยี้ ง ไมม ีเกลยี วบรรจุ
ลูกระเบิดยงิ ทางปากลํากลอ ง ทาํ การยิงดว ยมมุ สูง เคร่อื งยงิ นี้ประกอบชิน้ สว นสําคัญ ๓ ช้นิ สวนคอื
ลาํ กลอง, ขาหย่ัง, แผนฐาน สามารถแยกออกจากกันได แตล ะชน้ิ สว นพลประจําเครือ่ งยงิ สามารถนําไปใน
ภูมิประเทศไดเ พียงคนเดียว

ข. รายการขนาดน้าํ หนกั ดงั ตอ ไปน้ี .-

แบบ เอ็ม ๑ แบบเอ็ม ๒๙

- ค. เครื่องพรอ ม ๑๓๖.๕ ปอนด - ค. เคร่อื งพรอม ๙๓ ปอนด

ลํากลอ ง ๔๕.๕ “ ๒๘.๐ “

ขาหยง่ั ๔๗.๐ “ เอม็ ๒๓ เอ ๑ ๓๑.๐ “

เอม็ ๒๓ เอ ๓ ๔๐.๐ “

แผน ฐาน ๔๕.๐ “ เอม็ ๒๓ เอ ๑ ๔๘.๐ “

เอม็ ๒๕.๐ “

- ความยาวของลํากลอ ง ๔๕.๕ น้วิ ๕๑.๐ “

- ความกวา งในการบรรทุก ๑๔.๓ “ ๒๑.๘ “

- เสนผา ศนู ยก ลางแผน ฐาน - ๒๑.๐ “

- สามารถใชมมุ สงู ไดต งั้ แต ๔๐ - ๘๕ องศา ๔๐ - ๘๕ องศา

หรือ ๗๑๒ - ๑,๕๑๓ มิลเลียม ๘๐๐ - ๑,๕๐๐ มลิ เลยี ม

- หมุนควงสงู ๑ รอบ มุมทางสูงจะเปล่ียนไป ๑ / ๒ องศา ๑๐ มลิ เลียม

ขวา – ซา ย ไดขา งละ ๙๐ มลิ เลยี ม ๗๕ มิลเลียม

- ยายพน้ื ยงิ ดว ยควงสา ย จากจดุ ก่ึงกลางของสะพานโครงสา ย

ไปทางขวา – ซาย ไดขา งละ ๙๐ มลิ เลียม

- หนงึ่ รอบควงสา ย ๑๐ มลิ เลยี ม ๑๐ มลิ เลยี ม

- ยายพ้นื ทย่ี งิ ดว ยการยกขาหยั่ง

ไปทางขวา – ซา ย ไดข างละ ๗๕๐ มลิ เลียม ๖,๔๐๐ มลิ เลยี ม

- หมนุ ควงสา ยตลอดแกนควงสาย ๑๘ รอบ ๑๙ รอบ

- ระยะยงิ ไกลสดุ ๓,๓๐๐ หลา ๔,๗๓๗ เมตร

- อตั ราการยงิ สงู สุด ๓๐ นดั / นาที

- ตอ เน่อื ง ๑๘ นัด / นาที



ชนดิ ลย. ชนดิ ค. สงู สดุ นดั ตอนาที ตอเน่อื งนดั ตอ นาที
เอ็ม ๓๖๒ เอม็ ๒๙ ๑๕ ในเวลา ๒ นาที ๔
๒๗ ในเวลา ๑ นาที
เอม็ ๓๖๐ เอม็ ๒๙ อี ๑ ๒๕ ในเวลา ๒ นาที ๕
๓๐ ในเวลา ๑ นาที
เอม็ ๓๒๔ , ๓๗๕ เอม็ ๒๙ ๑๘ ในเวลา ๒ นาที ๕
๓๐ ในเวลา ๑ นาที
เอ็ม ๓๗๔ , ๓๗๕ เอ็ม ๒๙ เอม็ อี ๑ ๒๕ ในเวลา ๒ นาที ๘
๓๐ ในเวลา ๑ นาที

หมายเหตุ ถายิงดว ยอตั ราการยงิ สงู สุดนานเกินกวากาํ หนด จะทาํ ใหแ กส รว่ั ออกมาทางทายลํากลอ ง

ค. เครือ่ งมอื เครอื่ งใช

- แสท ําความสะอาดลาํ กลอง เอ็ม ๒ - แปรงทาํ ความสะอาดรังเพลิง เอ็ม ๖

- เครอื่ งมือทําความสะอาดชองเข็มแทงชนวน - กระปอ งอัดนาํ้ มนั ขนาดเลก็

- ยามลกู ระเบดิ เอม็ ๑ - กระเปา ผา ใบใสเ คร่อื งอะไหล

- ฝาครอบลาํ กลอ ง เอ็ม ๓๐๗ - ยา มลูกระเบดิ เอ็ม ๒ เอ ๑

- นวมรองบา เอ็ม ๓

- สายสะพายฐานลาํ กลอ ง เอม็ ๑ - ไขควงปลายงอ

- ไขควงหนา ใหญ - ไขควงหนา เลก็

- เหล็กดอกสลกั - ถงุ สมดุ ประวัติ

- กุญแจปากตาย - ผาใบหอ เครอื่ งมอื

ง. เคร่อื งอะไหล ประกอบดว ย

- เข็มแทงชนวน - สลักแกนควงสงู

- สลกั แกนดา มควงสงู - สลักแกนปลอกรัดลํากลอ ง

- หมุดเกลียวยดึ จกุ เกลยี วกระบอกแหนบผอนอาการสะเทือน

๒. การตง้ั เคร่ืองยิงและการเกบ็ เครอ่ื งยงิ

ก. ความมงุ หมายในการฝก เพอ่ื ใหพ ลประจาํ เครอื่ งยิงมีความรคู วามสามารถในการปฏบิ ัตกิ าร

ตั้งเครอื่ งยิงและเกบ็ เครอื่ งยิงไดอยางถูกตอ งและรวดเรว็

ข. การวางเครื่องมือเครือ่ งใช วางกลอ งเล็ง เอม็ ๓๔ หรอื เอ็ม ๕๓ และหลักหมายกําหนดท่ีต้ังยงิ

หา งกันประมาณ ๑ กา ว ขา งหนา โดยวางกลอ งเล็งไวข างซา ยของหลักหมายกาํ หนดท่ตี ัง้ ยงิ ปก หลกั

กําหนดทศิ ทางยงิ ๑ หลัก หา งจากทตี่ ้ังยิงไปขา งหนา ประมาณ ๒๕ เมตร ซึ่งเปน หลกั กําหนดทิศทางยิง

เบื้องตน ตอมาทางดา นหลงั ของกลองเลง็ ประมาณ ๓ เมตร วางแผน ฐาน (แผนฐาน ค. ๘๑ มม. แบบ

เอ็ม ๑) ใหห หู วิ้ ของแผน ฐานอยขู างหลงั (สําหรบั แผน ฐาน ค. ๘๑ มม. แบบเอ็ม ๒๙ ใหบากของชอ งรับ

เดอื ยทายลํากลอ งตรงไปตามทิศทางยงิ ) ตอ จากแผน ฐานมาดา นหลงั ประมาณ ๑ เมตร วางขาหยัง่ โดยให



พล่ัวขาหยั่งไปทางซาย ปลอกรดั ลํากลอ งหมายขน้ึ ขา งบนตอจากขาหยง่ั มาดานหลงั ประมาณ ๑ เมตร วาง
ลาํ กลองหันปากลํากลอ งไปทางขวา จากลาํ กลองมาดา นหลังประมาณ ๑ เมตร วางหลักเล็งขาวแดง ๒
หลกั โดยหนั ดา นปลายแหลมไปทางซาย (เขา รับการฝก ครงั้ ละ ๕ คน ผบ.หมู สงั่ นบั ๔ เพอื่ ขาน
ตําแหนง)

ค. การเขาประจาํ ท่ี คําบอกคําสงั่ วา “ชุดท่ีหน่งึ ประจาํ ท”ี่ (ถามีการฝก หลายชดุ ) ผบ.หมู
ทวนคําส่งั “ชดุ ที่หนึ่งประจําท่”ี ผูรับการฝก วงิ่ มาทางซา ยของเครอื่ งมือเครื่องใช ผบ.หมู ยนื อยูร ะหวา ง
กลองเลง็ กับหลกั หมายกําหนดที่ต้ังยิง และคนตอ ๆ มา ยนื อยหู ลงั เครอื่ งมือเคร่อื งใชประมาณ ๑ กา ว ผฝู ก
สัง่ “ตรวจเครอ่ื งมอื เคร่อื งใช” ผบ.หมู ทวนคําสัง่ “ตรวจเครอื่ งมอื เคร่ืองใช” ทุกคนน่งั คกุ เขา ขวา
ทําการตรวจเครือ่ งมือเครือ่ งใชในหนา ทข่ี องตนเรยี บรอย แลว ทุกคนลกุ ขึ้นยนื รายงานจากขางหลังวา
“หลกั เล็งเรียบรอย, ลํากลองเรียบรอ ย , ขาหยงั่ เรียบรอ ย , แผนฐานเรยี บรอ ย” ผบ.หมู รายงาน “หม…ู .
พรอ ม”

ง. การตงั้ เครื่องยิง คาํ บอกคําสงั่ “ตรงหนา ……กาวตง้ั เครอ่ื งยงิ ” ผบ.หมู ทวนคาํ ส่ัง
“ตรงหนา ……..กา วตั้งเครอ่ื งยิง” แลวกม ลงมือซายจบั หหู ว้ิ กลอ งเล็ง มอื ขวาถือหลกั หมายกาํ หนดที่ตั้งยิง
ว่งิ ไปตามคาํ สงั่ วางกลองเลง็ ไปทางซายประมาณ ๑ กาว ตรงท่ีจะต้ังยงิ มอื ขวาปก หลกั ที่หมายกาํ หนดทตี่ ัง้ ยิง
มือขวาช้ีท่ีต้ังยงิ มอื ซา ยชไ้ี ปในทศิ ทางยิง โดยท่วั ไปสง่ั วา “ตรงน้ตี งั้ เคร่ืองยิง” ผบ.หมู ไปยนื อยูด า นซา ย
ของกลอ งเล็ง พลกระสุน ๑ มอื ขวาจับหหู วิ้ ยกแผน ฐานใหพลว่ั แผน ฐานหันออกขา งนอก ว่ิงไปวางลง ณ
ท่ี ผบ.หมู ช้ี (หลกั หมายกาํ หนดที่ต้ังยิง) ใหมอบหนา ของสันฐานอันยาวดานซายตรงกับหลักหมายกําหนด
ทีต่ ้ังยงิ ชี้ตรงไปยงั ทิศทางยงิ และถอนหลักหมายกําหนดที่ตง้ั ยงิ ออก (สาํ หรบั ค. ๘๑ มม. แบบ เอ็ม ๒๙)
ใหม ือท้ังสองจับท่ขี อบของแผนฐานยกขน้ึ วง่ิ ไปวาง โดยใหชอ งแนวสันฐานอันใดอนั หนง่ึ ตรงกบั หลักหมาย
กําหนดที่ต้งั ยิง หลังจากท่ีพลกระสนุ ๑ วางแผนฐานเรียบรอยแลว พลยงิ ยกขาหย่งั โดยมอื ซา ยจบั ทจ่ี าน
ควงสา ย และมอื ขวาจบั ทแ่ี ทนรบั กลองเล็งดวยวิธหี งายมอื ท้งั สอง (ขาหยั่งท้ังสองรวมติดกนั ไวโดยโซย ดึ
ขาหยั่งซงึ่ พนั รอบ ๆ ขาหย่งั ท้งั สอง) พลยงิ เคลือ่ นท่ีไปทางดา นขวาของแผนฐาน หันหนาเขาหาแผน ฐาน
และวางขาหยงั่ ท้งั สองลงตรงมมุ ขวา ดานหนา ของแผน ฐานหา งประมาณ ๒ ฟุต นัง่ คกุ เขาขวาลงขา งหนา
ขาหยง่ั ใชมอื ซายจับทกี่ ระปกุ เฟอ งควงสงู มือขวาปลดโซยดึ ขาหย่ังแลวทบโซค ร่งึ หน่งึ จบั ขอ โซท่ีอยูตรง
กลางเก่ยี วกบั ขอเกยี่ วโซย ึดขาหยง่ั ซาย มือขวายกขาหยั่งซา ยใหพน จากพน้ื ดิน กางขาหยั่งซา ยออกไปจน
โซต ึง จดั กระบอกเกลยี วควงสูงใหอ ยูกง่ึ กลาง โดยเลื่อนกระบอกเกลียวควงสูงไปทางซาย จดั ควงแกเ อยี ง
ใหห า งจากหวั ขาหยง่ั ซา ย ประมาณ ๒ นิว้ มอื ขันควงยดึ คานแกเอยี งใหแ นน พลยิงลกุ ขนึ้ ใหเทา ทง้ั สอง
เหยยี บพลัว่ ขาหยัง่ ท้งั สอง จบั ปลอกรัดลาํ กลอ งอันลางดวยมือทั้งสองยกและดึงขนึ้ ขางบนโดยแรง จะทําให
ปลอกรบั ลาํ กลองอันลางหยดุ ออกจากดามควงมุมสูง น่งั คกุ เขา ขวางลงดานซาย ใหข าซายกนั ขาหยัง่ ซาย
เขาขวาอยูด า นในของขาหยัง่ ซาย มือซายหงายรองรบั ปลอกรบั ลาํ กลอ งอันลาง มอื ขวาจับที่ปลอกรับ
ลาํ กลอ งอนั บน

พลยิงผชู ว ยจับลาํ กลอ งโดยมอื ขวากําหงายรับใตล าํ กลอง และมอื ซายกําควา่ํ จบั บนผิวลาํ กลอง
นําลํากลอ งว่ิงไปทางขวาของแผนฐาน สอดเดอื ยทา ยลาํ กลองลงไปในชองรับเดอื ยทายลํากลอ งชอ งกลาง



แลวหมนุ ลาํ กลอง ๙๐ องศา เพอ่ื ขัดเดือยทายลํากลองใหติดกับชองรบั เดือยทา ยลาํ กลอง ครน้ั แลว ใชม อื ซาย
จับทปี่ ากของลํากลอง แลว ใชแ ขนซา ยทอ นลา งทาบไปกับลํากลอ ง มอื ขวาคลายเกลยี วเรง ปลอกรับลํากลอง
พลยิงเปดปลอกรบั ลํากลองอนั บน พลยงิ ผชู วยวางลํากลอ งลงบนปลอกรบั ลํากลอ งอนั ลา ง พลยงิ ปด ปลอกรับ
ลํากลองอันบน และเล่ือนใหข อบบนของปลอกรบั ลํากลองหา งจากปากลํากลองประมาณ ๑๕ นว้ิ หรือ
ประมาณ ๑ ศอก พลยิงผชู ว ยขันเกลยี วเรงปลอกรบั ลาํ กลองใหแนน สําหรับ ค. ๘๑ มม. แบบ เอ็ม ๒๙
พลยงิ ผูชวยนาํ ลํากลองไปเชนเดยี วกบั ลํากลอ ง ค. ๘๑ มม. แบบ เอม็ ๑ แตน าํ ปากลํากลอ งสอดเขาไปใน
ปลอกรับลาํ กลอ งเสียกอ น พลยิงยนื ครอ มขาหยั่งซา ยอยทู างดา นซา ย มือขวาจบั ตรงกลางกระบอกแหนบ
ผอนอาการสะเทอื น มือขวาถอดและใสส ลักยึดลาํ กลอ ง พลยิงผูช ว ยสอดเดือยทายลาํ กลอ งเขา กบั ชอ งรับเดอื ย
ทา ยลาํ กลองแลว หมนุ ๙๐ องศา

พลยงิ หมุนควงสงู ข้นึ ประมาณ ๑๕ รอบ ยนื ข้ึนกางดา มควงสายจดั เครอื่ งสายใหส ะพานโครงสา ย
อยูกึ่งกลาง นํากลอ งเล็งออกจากกลอ ง ต้งั มาตรามมุ ทิศท่ี ๐ มิลเลียม มาตรามมุ สงู ที่ ๑,๑๐๐ มิลเลยี ม
(กลอ งเล็ง เอม็ ๕๓ ตง้ั มาตรามมุ ทิศที่ ๓,๒๐๐ มลิ เลียม (สดี ําและสีแดง) มาตรามุมสงู ที่ ๑,๑๐๐ มิลเลียม)
ตดิ เขากบั แทน รับกลอ งเลง็ ปรับหวอดระดับมุมสูงใหอยกู ่งึ กลางโดยใชควงสงู พลยิงผชู วยปรับหวอดระดบั
ทางขางใหอ ยกู งึ่ กลาง โดยใชควงแกเอียงและใหเสนตงั้ ในทางดงิ่ ทาบขอบซา ยของหลักเลง็ พลยงิ รายงานวา
“พรอ ม” ผบ.หมูเขา ไปตรวจดู เมอ่ื เห็นวาเล็งถูกตอง หวอดระดบั ทั้งสองอยกู ่งึ กลาง รายงานวา “หมู ๑
พรอม” เปนการต้งั เคร่ืองยิงปกตโิ ดยทวั่ ไป ซ่ึงยังไมทราบทิศทางยงิ ทแ่ี นนอน

ถา เราทราบทิศทางยงิ ทแ่ี นน อนแลว และไดว างพืน้ ยิงใหก บั เครื่องยงิ ตามที่ ศอย. หามาให พลยิงตั้ง
กลองเลง็ เอ็ม ๓๔ มาตรามุมทศิ ที่ ๒,๘๐๐ มิลเลยี ม มาตรามุมสงู ที่ ๑,๑๐๐ มลิ เลยี ม (ถา เปนกลอ งเล็ง เอ็ม
๕๓ จําลองทิศทีม่ าตรามุมทศิ สดี ํา ๒,๘๐๐ มิลเลียม มาตรามุมสงู ที่ ๑,๑๐๐ มิลเลยี ม เชน เดยี วกนั )
พลกระสุน ๒ นาํ หลักเลง็ สองหลกั ว่ิงไปขา งหนา ปก หลกั เลง็ อนั ไกล ๑๐๐ เมตร และปก หลกั เลง็ อันใกล
๕๐ เมตร โดยพลยงิ เปน ผใู หส ัญญาณในการปก หลกั เลง็ เม่อื ทําการเลง็ เสรจ็ เรียบรอ ยแลว พลยงิ รายงานวา
“พรอม” ผบ.หมเู ขา ไปตรวจดคู วามเรียบรอ ย โดยใหเสนเล็งในทางด่งิ ของกลองเล็งทาบทบั ขอบดานซา ย
ของหลกั เลง็ ทั้งสอง เหน็ เปนหลักเดยี ว หวอดระดับทงั้ สองอยกู งึ่ กลาง มาตรามุมทิศและมาตรามุมสงู ตัง้
ถูกตอ ง แลว รายงาน “หมู ๑ พรอ ม”

ง. การเก็บเครอื่ งยงิ คาํ บอกคําสง่ั “เกบ็ เคร่อื งยงิ ” ผบ.หมู ทวนคําสัง่ “เกบ็ เครือ่ งยิง” ปฏบิ ตั ิ
ดงั นี้

พลยิง ถอดกลองเลง็ ออก ตั้งมาตรามุมทศิ ๐ มลิ เลียม มาตรามมุ สูง ๑,๖๐๐ มิลเลียม (ถา กลอ งเล็ง
เอ็ม ๕๓ ตัง้ มาตรามุมทศิ ๓,๒๐๐ มิลเลียม มาตรามมุ ทิศพ้นื ท่ี ๐ มลิ เลียม มาตรามมุ สูงไมจํากดั ซึง่ ได
เขียนรายละเอยี ดตดิ ไวท่ีฝาหบี กลองกลอ งเลง็ แลว) นาํ กลองเลง็ ใสห ีบกลอ งเล็ง หมนุ ควงสูงลงตํ่าสุด
ใหค วงสงู อยูข า งลาง จัดปลอกสะพานควงสายใหอยกู ง่ึ กลางพบั ดา มควงสา ย นั่งคุกเขาขวา ใชเขา ซายกัน
ขาหยงั่ ซา ย มือซายรองรบั ใตปลอกลํากลองอันลา ง พลยิงผชู วยเปด ฝาครอบลาํ กลอง มือซา ยจบั ปาก
ลาํ กลอง มือขวาคลายดา มเกลียว เรงปลอกรดั ลํากลอ งใหหลวม พลยงิ ใชมือขวายกปลอกรับลํากลอ งอันบน
ขน้ึ พลยงิ ผชู วยยกลํากลองออก พลยิงชว ยพยุงปลอกรบั ลํากลอ งไว เพ่ือใหพ ลยิงผชู ว ยขนั เกลียวเรง ปลอก



รบั ลํากลอ งไดสะดวก ตอ ไปพลยิงผชู ว ยหมนุ ลาํ กลอ ง ๙๐ องศา เพือ่ พนจากการขัดกับชองรบั เดอื ยทายลาํ

กลอง แลววิ่งนาํ ลาํ กลองไปไวที่เดมิ

พลยิง ลุกขึน้ ยนื หนั หนา เขา หาขาหยั่งใชเ ทา ทัง้ สองเหยยี บพลว่ั ท้งั สองของขาหยัง่ มือท้งั สองจับที่

ปลอกรบั ลาํ กลอ งอันลาง แลว ยกขน้ึ กบั ผลักเขา หาตัว ปลอกรับลํากลองจะเขาขดั กบั ดา มควงสงู ตอไป

นั่งคกุ เขา ขวาลงหันหนาเขาหาขาหยง่ั มือซา ยจบั กระปุกเฟอ งควงสงู มอื ขวาคลายควงยดึ คานแกเอยี งให

หลวม ยกขาหยง่ั ซายไปชดิ ขาหยั่งขวา มอื ขวาแกโซยดึ ขาหย่ัง พันโซรัดขาหย่ังทั้งสองนําไปเกบ็ ที่เดิม

พลกระสุน ๒ วิ่งไปถอนหลักเล็งทง้ั สอง นาํ มาเก็บท่ีเดมิ พลกระสนุ ๑ นําแผน ฐานไปเกบ็ ทเ่ี ดิม (ปก หลกั

หมายกําหนดท่ีตัง้ ยิงกอน) ผบ.หมู นํากลอ งเลง็ ไปเก็บที่เดิมแลวรายงานวา “หมู ๑ พรอ ม”

สาํ หรับขาหย่งั และลํากลอ งของ ค. ๙๓ เอ็ม ๒๙ กค็ งปฏิบตั ิตรงกนั ขามกบั ในการต้งั เคร่อื งยิงทกุ

ประเภท

ในการเปลี่ยนตําแหนง คาํ บอกคําสง่ั “เปล่ยี นตาํ แหนง ” ผบ.หมู ทวนคําสั่ง “เปลยี่ นตําแหนง ”

ผบ.หมู และคนอ่ืน ๆ วิง่ กลับหลงั ทางขวามอื ผทู วี่ ง่ิ เขา มาแทนทวี่ ่งิ เขาไปทางดา นซายมอื เม่อื ฝก

หมุนเวียนครบคนแลวสั่ง “เปลยี่ นชดุ ฝก” ผทู ย่ี นื อยหู นาแถวทวนคาํ สง่ั “เปล่ียนชดุ ฝก” ชดุ เกา วิง่ กลับมาอยู

ท่ีเดิม ชดุ ใหมว ่งิ เขาไปแทนที่

๒. การเปลยี่ นมุมทิศและมุมสูงจาํ นวนนอ ย , การเปล่ียนมุมทิศและมุมสูงจํานวนมาก คอื

การเปลีย่ นตามคาํ ส่ังซึ่ง ศอย. เปน ผูส งั่ สาํ หรบั หลกั ฐานการยิงคร้งั แรก กห็ มายถงึ คาํ สง่ั เพอ่ื

ใหท าํ การยิงลูกระเบิดนดั แรกออกไปนนั่ เอง

สําหรับคาํ สง่ั ยงิ ซงึ่ ศูนยอ ํานวยการยิงเปนผสู งั่ ใหทําการยงิ น้ัน ประกอบดว ยคาํ สงั่ ยง่ิ เริ่มแรกและ

คําสง่ั ยงิ ตอมา ดังตัวอยางตอ ไปน.้ี -

หวั ขอ คาํ ส่งั ยงิ เรม่ิ แรก ตวั อยา ง

๑. หนว ยเครือ่ งยิงที่จะตอ งปฏบิ ัติ - ตอน

๒. ชนิดลูกระเบิด ชนวน - ระเบดิ สงั หารกระทบแตกไว

๓. เครอ่ื งยงิ ท่จี ะใชย งิ ปรับ - หมู ๒

๔. วธิ ยี งิ (จาํ นวนนดั ) - ๑ นดั

๕. มมุ ทิศ - มุมทศิ ๒,๘๐๐

๖. สว นบรรจุ - สว นบรรจุ ๓

๗. การตงั้ ชนวน

๘. มมุ สงู - มมุ สูง ๑,๑๓๔

สาํ หรับการเลง็ เครือ่ งยิงเพอ่ื เปลีย่ นหลกั ฐานการยิง ก็คือ การยิงแกไ ขในนดั ที่ ๒ - ๓ และนดั

ตอ ๆ ไปนน่ั เอง ดงั ตอไปน.ี้ -



หวั ขอคาํ สงั่ ยิงตอ มา ตวั อยาง

๑. มมุ ทิศ - มมุ ทิศ ๒,๘๕๐
๒. สว นบรรจุ - สวนบรรจุ ๓
๓. มมุ สงู - มมุ สูง ๑,๐๗๘

ในกรณที ี่มกี ารเปลี่ยนมุมทศิ มากกวา ๑๐๐ มลิ เลยี ม จาก ๒,๘๐๐ จะทาํ ใหไ มสามารถเลง็ สองหลกั
เปน เสมือนหลกั เดยี วกนั ได ใหทํา “การเลง็ แกไ ขชั่วคราว” โดยทาํ การเล็งใหหลกั เลง็ อันไกล อยูก่ึงกลาง
ระหวา งเสนเลง็ และหลกั เลง็ อนั ใกล
๓. การจาํ ลองทิศ การจาํ ลองทิศ คอื การปก หลังเลง็ ใหมใ นทิศทางทตี่ องการนนั่ เอง จะปฏิบตั ติ อเม่อื ได
ทาํ การปรับกรวยขนานคใู หก ับเครือ่ งยงิ แลว วธิ ปี ฏิบตั ิเมอ่ื พลยิงไดรบั คําสงั่ เชน หมู ๑ “มุมทศิ
๒,๘๐๐” จําลองทิศปกหลงั เลง็ “พลยงิ ” (หมายเลข ๑) บิดลาํ กลอ งเลง็ ไปท่ี ๒,๘๐๐ โดยไมแตะตอ ง
เคร่ืองยงิ แตอ ยา งใด พลหมายเลข ๔ วิง่ ไปถอนหลกั เล็ง และนําหลักเล็งไปปก ใหมใ นแนวมมุ ทิศ ๒,๘๐๐
ตามสัญญาณของพลหมายเลข ๑ เสรจ็ แลวรายงาน “พรอม”

๔. การวางพนื้ ยิงกรวยขนานคูดว ยกลอ งเล็งวัดมุม เอม็ ๑
ความมุงหมายในการฝก ข้นั นี้ ก็เพื่อใหว างลาํ กลอ งเครอื่ งยงิ ทุกกระบอกใหข นานไปในทิศทางท่ี

ตองการ
โดยธรรมดา ศอย. จะเปน ผูห ามมุ ภาคของทิศและสั่งไปท่เี ครอ่ื งยงิ ทางวทิ ยแุ ละโทรศัพท

รอง ผบ.ตอน ปฏิบตั ดิ งั ตอ ไปน้ี
- นาํ จํานวนมุมภาคของทศิ แมเหล็กไปลบออกจาก ๖,๔๐๐ มิลเลยี ม
- นาํ ผลลัพธท่ีไดไปต้งั ทก่ี ลองวัดมุมแลว ตง้ั ตรงทิศเหนอื
- ปลดเขม็ ทิศและหมุนควงปรับเขม็ ทิศ โดยการเคล่อื นท่ขี องสวนลา งและบน เพอื่ ปรบั ใหแผน

สี่เหลยี่ มตัวแทนดรรชนปี ลายเข็มทิศ ใหต รงกึง่ กลางเสนหางมาเสน กลางจากการมองเห็นในกระจกขยาย
เข็มทิศ

- หมนุ ควงปรับเข็มทิศสว นบนของกลองวัดมมุ ไปทําการเลง็ ตอกลอ งเลง็ ของเครอื่ งยงิ โดยให
เสนกากบาททางดิ่งตรงก่ึงกลางแวนแกว กลองเล็งของเครอื่ งยิง แลว ส่ังวา “ตอนจุดเลง็ กลอ งวดั มุม”
ใหเ ครอื่ งยงิ ทกุ กระบอกหมนุ กลองเล็งมาเล็งตอกลองวัดมุม จนกระท่ังเสน ดิง่ ของกลองเล็งตรงกึ่งกลางของ
แวน แกว กลอ งวัดมุมและพลยงิ ขานวา “หม…ู จุดเลง็ ทราบแลว ” เพื่อท่จี ะใหล ํากลองเครอ่ื งยิงทุกกระบอก
ขนานกับแนว ๐ - ๓,๒๐๐ ทกี่ ลองวัดมมุ รอง ผบ.ตอน ก็หมนุ สวนบนของกลองวัดมุม แลวทาํ การเล็งดู
ใหเ สนดง่ิ ของกลองวดั มมุ ตรงก่ึงกลางของแวน แกว ของกลองเลง็ เอ็ม ๓๔ แลวอา นมาตรามุมทิศทัง้ สวน
ใหญและสว นยอยทไี่ มเ กนิ ๓,๒๐๐ มิลเลียม ทีก่ ลองวดั มุม พลยงิ ตง้ั มาตรามุมทิศตามที่ รอง ผบ.ตอน สัง่
แตถามุมทิศเกนิ กวา ๓,๒๐๐ มลิ เลยี ม พลยงิ ไมสามารถตง้ั ทก่ี ลอ งเล็ง เอม็ ๓๔ ในกรณเี ชนี้ รอง ผบ.ตอน



จึงตองอา นมุมทศิ แถวลาง (มมุ ภาคของมุมทศิ กลบั ) เมือ่ ไดมมุ ทิศแลว รอง ผบ.ตอน กข็ านวา “หมู ๒
มมุ ทศิ ๒,๑๗๓“

ถา ใชก ลองเลง็ เอม็ ๕๓ ทําการวางพืน้ ยิง ใหใชม าตรามมุ ทิศสีแดงทําการวางพน้ื ยงิ การอา น
มุมทิศที่กลองวดั มุม เอ็ม ๑ ใหอ า นตงั้ แต ๐ - ๖,๔๐๐ มลิ เลียม โดยไมต อ งอา นมุมทิศแถวลาง เพราะ
กลองเลง็ เอม็ ๕๓ มีมาตรามุมทิศสีแดงตง้ั แต ๐ - ๖,๔๐๐ มลิ เลียม

- พลยิง ทวนมมุ ทศิ ๒,๑๗๓ แลว ตั้งกลอ งเลง็ พลยงิ ใชควงสา ยเลอ่ื นเสน เลง็ แตถ าเห็นวา
เสน เล็งอยูหา งมากใหพ ลยิงผชู วยยกขาหย่ัง เพือ่ นําเสน เลง็ เขาหากลองวัดมมุ พลยงิ ใชควงสา ยนาํ เสน เลง็ ให
เสน ด่งิ ของกลองเล็ง ตรงกึ่งกลางแวน แกว ของกลอ งวดั มมุ ดว ยความชว ยเหลือของพลยงิ ผชู วย พลยงิ ขานวา
“หมู ๒ พรอมตรวจ”

- รอง ผบ.ตอน หมุนกลองวดั มมุ จนเสน ดงิ่ ของกลอง วดั มุมตรงแนวดง่ิ กลางแวน แกว ของกลอ ง
เล็ง อานมุมทศิ แลวขานวา “หมู ๒ มุมทศิ ……..”

พลยิงทวนมมุ ทิศใหม และตัง้ มุมทศิ ทีก่ ลองเล็งแลว ทาํ การเล็งจนเสน ด่ิงทีก่ ลอ งตรงกง่ึ กลางแวน
แกว ทกี่ ลองวดั มุม แลวรายงานวา “หมู ๒ พรอ มตรวจ”

- ใหปฏิบัติดังนีไ้ ปจนกลองเลง็ ของเครอ่ื งยิง และกลองวัดมมุ ทาํ การเล็งตอกันเกดิ มีมุมทิศทีอ่ า น
ไดคร้ังหลังตางกไ็ มแ ตกตา งกันเกนิ ๑ มลิ เลยี ม เมือ่ เปนเชน นีแ้ ลว พลยิงขานวา “หมู ๒ ตา งศนู ย (หรือ ๑)
มลิ เลยี ม เคร่ืองยงิ วางพนื้ ยงิ แลว” ลํากลองเคร่ืองยิงขณะนตี้ า งกข็ นานกบั แนว ๐ - ๓,๒๐๐

รอง ผบ.ตอน คงวางพน้ื ยิงของเคร่อื งยิงอนื่ ใหขนานกนั โดยวิธีนี้ เม่อื ลาํ กลองเครอ่ื งยิงทุกเครอื่ ง
ยงิ ตา งก็ขนานกับแนว ๐ - ๓,๒๐๐ ทก่ี ลอ งวัดมมุ แลว เครือ่ งมือทุกเคร่อื งขนานกนั และตรงทิศทางยิง

ถา ตอ งการใหต อนเครอื่ งยงิ วางพน้ื ยงิ ใหเรว็ ขน้ึ กใ็ หว างพ้ืนยงิ ท้ังสาม – สีก่ ระบอกพรอ ม ๆ กัน โดย
รอง ผบ.ตอน อานมมุ ทิศใหแ กเ ครื่องยงิ ทั้งสาม – ส่ตี ิดตอ กนั ไป เมื่อพลยงิ เครอ่ื งยงิ ใดขาน “พรอ มตรวจ”
รอง ผบ.ตอน หมนุ กลอ งวดั มมุ ไปท่เี ครือ่ งยงิ นั้น และอา นมุมทิศใหท นั ที วธิ ีนี้ทาํ ใหเ คร่อื งยิงพรอมท่ีจะทํา
การยงิ ไดใ นเวลาอนั สั้น

- เม่อื ทกุ เคร่อื งยงิ วางพนื้ ยงิ กรวยขนานคแู ลว รอง ผบ.ตอน สั่งวา “มมุ ทศิ ๒,๘๐๐ จาํ ลองทศิ
ปกหลกั เล็ง” พลยิงตง้ั มมุ ทิศ ๒,๘๐๐ ทกี่ ลองเลง็ โดยไมแ ตะตองเครอ่ื งยิงแตอยางใด พลกระสุน ๒
ว่งิ ไปปก หลกั เล็งอนั ไกล ๑๐๐ เมตร และหลักใกล ๕๐ เมตร ตามลําดบั

๕. การยงิ สายทางขา งและการยงิ ทางลึก
๑. การยงิ สายทางขาง
ก. โดยเฉพาะการยิงสาย ใชส ําหรับยิงตอ เปาหมายที่มคี วามกวางประกอบการยิงทมี่ จี ํานวน

จาํ กัดของลูกระเบิดยิง กับจาํ นวนจํากดั ของรอบควงสาย ขนึ้ อยูก บั ความกวา งของเปาหมายทเ่ี กดิ ขน้ึ จะมี
ความกวา งกเี่ มตร (หลา) ตอ เครือ่ งยงิ หนง่ึ กระบอก ถาความกวางของเปา หมายวดั ได ๑๐๐ เมตร (หลา)
เอารศั มขี องลูกระเบิดยงิ หนงึ่ นัด ๒๐ เมตร (หลา) ไมหาร (รศั มี ๑๘ เมตร ปดเปน ๒๐เมตร) ผลลัพธ
จะเปนจํานวนนัดเทา กบั ๕ นัด กวา งดา นหนา ๑๐๐ เมตร (หลา) ในระยะ ๑,๕๐๐ เมตร (หาร)
หารดวย ๑.๕ ผลลพั ธเ ทากับ ๖๗ มลิ เลียม ปดเปน ๗๐ มลิ เลยี ม หารดวย ๑๐ มิลเลียม (๑ รอบควงสาย



เทา กบั ๑๐ มลิ เลียม) ผลลัพธเทา กับ ๗ รอบ , ๕ นดั สา ย ๔ ครัง้ เอา ๗ รอบ หารดว ย ๕ ผลลพั ธ
เทากับ ๑ ๓ / ๔ รอบ ปดเปน ๒ รอบ ตอ ๑ คร้ัง ตัวอยา งการยงิ สา ย คอื

หัวขอ สัง่ ยงิ สา ย ตัวอยา ง
คาํ สั่งเตอื น เตรยี มสา ยขวา
จํานวนนดั ๕ นดั
ทิศทางและจาํ นวนรอบ สายขวา ๒ รอบ
จาํ นวนสว นและบรรจเุ พมิ่ สว นบรรจุ ๕
มมุ สงู ๑,๑๒๐

ข. พลยิงต้ังมมุ สงู ๑,๑๒๐ มิลเลียม ที่กลองเลง็ แลวหมุนควงสายไปทางซา ยจนสดุ หมนุ
กลับคืน ๒ รอบ (ถาเปน การเตรยี มสายซา ย พลยงิ คงปฏบิ ตั ติ รงกันขา ม)

ค. พลหมายเลข ๒ คอื พลยิงผูชว ย นง่ั คุกเขาขวาขางหนา ของขาหยัง่ ยกขาหยงั่ ไป
ตามท่ีพลยงิ สง่ั เลง็ ตอ หลกั เล็ง พลยงิ ปรบั หวอดระดับมมุ สูง พลหมายเลข ๒ ปรบั หวอดระดับแกเ อยี งให
อยกู ่งึ กลาง พลยงิ ปรบั การเลง็ คร้ังสุดทายดว ยควงสาย

ง. เมือ่ พลยงิ จดั เสนเลง็ หวอดระดบั ทั้งสองอยูกง่ึ กลางก็รายงานวา “พรอม” ผบู งั คบั หมู
ตรวจจดุ การเลง็ แลว สั่ง “ยิง” พลยิงสัง่ “ยงิ หนึง่ ” หมายเลข ๒ ยงิ นัดทหี่ นึ่ง พลยิงหมนุ ควงสา ย
ไปทางขวาสองรอบ จึงสั่งยิง “ยิงสอง” เมือ่ ยิงลูกระเบิดยงิ ไปแลว พลยิงก็สา ยเครื่องยิงไปทางขวาสอง
รอบอีก และปฏบิ ตั ติ อ ไปจนกระท่ังยิงลกู ระเบิดยงิ นดั ทส่ี ีไ่ ปแลวรายงานวา “ยิงจบ” (กอ นจะยิงลกู ระเบดิ ยงิ
แตล ะนดั พลหมายเลข ๒ จะตอ งปรับหวอดระดบั แกเ อยี งใหอ ยูก ึ่งกลางเสมอ)

๑๐

ตอนท่ี ๓

การฝกพลประจําปนดว ย กลอ งเล็ง เอ็ม ๕๓
กลาวทว่ั ไป

๑. ความมงุ หมาย
ก. ผบ.ตอน ออกคําสัง่ และควบคมุ ดแู ลการฝก ท้งั ผบ.ตอน เปน ผูบ ังคับบญั ชาเพ่ือชว ยการ

ดาํ เนินการฝกและรบั ผิดชอบทง้ั หมด
ข. ผบ.ตอน ทําการฝก พลประจําปน ใหม ีความรคู วามสามารถ และความชํานาญเปนพวก

ในตอน ค. ในการฝกประจาํ ปน ยอ มรวมไปถึงการฝก ในแตล ะหมู และในตอน ค. ท้ังหมด
ค. ในการฝก พลประจําปน ภายในหมนู น้ั แบงออกเปน ๒ ขนั้ ตอน คือในขน้ั แรกเปน การฝก

โดยการชีแ้ จงแนะนาํ กาํ หนดถงึ หนา ท่ี และความรบั ผดิ ชอบของแตละตาํ แหนง หนา ที่ ประการที่ ๒
หมายถงึ การฝก ในการปฏบิ ัติ

ง. การฝกพลประจาํ ปนเปน ตอน กแ็ บง ออกเปน ๒ ขนั้ ตอนเชนเดียวกัน ประการแรก คือ
การช้ีแจงการฝก หมู เพอ่ื ใหเ ขาใจถงึ หนา ที่ และประการท่ี ๒ หมายถึงการฝกในการปฏิบตั เิ ปน หมู
และเปน ตอน
๒. การรวบรวมขั้นตอนตา ง ๆ เพอ่ื นาํ ไปใช

ถาจะใหต อน ค. สามารถปฏิบัติหนา ท่ีไดอยางรวดเร็ว มคี วามรูความชํานาญในแตล ะหมกู ็ยอ ม
มคี วามชํานาญเปนอยา งดี โดยการรวบรวมขัน้ ตอนตา ง ๆ ไปใชเ ปน พวกเปน หมแู ละเปน ตอน เพื่อจะใหมี
ความรคู วามชาํ นาญในการปฏิบัติเปนพวก ข้ันการฝกพลประจําปน ยอ มนํามาซึง่ ความสําเรจ็ ผลในการ
ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ได

การฝกหมู

๑. ตําแหนง และหนา ที่
หมเู คร่อื งยงิ ลกู ระเบดิ ประกอบดว ย พลประจาํ ปน ๕ คน ซงึ่ มหี นาทีด่ งั น้ี
ก. ผบ.หมู ประจาํ อยหู ลงั เครอื่ งยิงในทซ่ี งึ่ เขาสามารถควบคุมบังคบั บัญชาหมูไ ด ในการควบคมุ

ท่ตี ้งั เครือ่ งยงิ การวางพ้นื ยิงและการยงิ ของเครอ่ื งยงิ ท้งั ยงั ควบคมุ กจิ การตาง ๆ ทงั้ หมดภายในหมู ค.ดวย
ข. พลยิงอยูทางดา นซา ยของเครือ่ งยงิ ซึ่งสามารถทีจ่ ะปรับกลองเล็งและควงสาย ยงั เปนผูห า

ขอมลู ในการยงิ วางพ้ืนยิง ทงั้ ทางมมุ ทิศ และทางมมุ สงู พลยงิ และพลยงิ ผชู ว ย เปนผทู ่ียายทางทิศจาํ นวน
มาก ๆ ทงั้ เปนผูท ย่ี ายขาหยงั่ ดว ย

ค. พลยงิ ผูชว ย อยทู างดานขวาของลํากลอ ง เพ่ือทจ่ี ะสามารถบรรจลุ ูกระเบดิ ยิงได สําหรับในการ
บรรจุนน้ั พลยงิ ผชู ว ยมคี วามรบั ผิดชอบตอ การเลื่อนของเสนเลง็ ในการยงิ ไปแตละ ๑๐ นดั ภายหลังจาก
การยงิ โดยพลยิงผชู ว ยเปน ผูชวยเหลอื พลยิงในการยา ยเครื่องยิงดว ย

๑๑

ง. พลกระสนุ ๑ อยขู า งหลงั ทางขวาของเครือ่ งยงิ เพ่ือท่ีจะเตรยี มลูกระเบดิ ยงิ ใหพ ลยงิ ผชู วย

จ. พลกระสุน ๒ ตามปกตจิ ะอยูขา งหลงั ของเคร่ืองยิง เพื่อจัดเตรยี มลกู ระเบดิ ยิงในการยิง และ

รักษาความปลอดภยั บริเวณพน้ื ที่ตั้งยิง เตรียมกระสอบทราย และสําหรบั หนา ทอ่ี ืน่ ๆ ตาม ผบ.หมู สั่ง

พลกระสนุ ๒ ยังเปน ผูถอนและปก หลักเลง็ ใหอีกดว ย

ฉ. พลกระสนุ ๒ ยงั ตอ งเปน พลขบั อีกดวย เมื่อภารกจิ ไมจ าํ เปน ทจ่ี ะตองใชร ถ เขาก็สามารถ

เปนพลกระสนุ (มหี นาทเี่ หมอื นพลกระสนุ ๑)

๒. การตัง้ กลอ งเลง็

หลักฐานการยงิ (ทางทศิ และระยะ) ซึง่ ไดรบั มาจาก ศอย. สง มาในรปู ของคําส่ังยงิ ตามปกติ

บอกทางทศิ กอ นทางระยะ พลยงิ กต็ ง้ั กลอ งเล็งทางทศิ เปนลาํ ดบั แรก พลยงิ หมนุ ควงมาตรามุมทศิ

จนกระทั่งขดี มาตรามมุ ทิศต้งั ใน ๑๐๐ มลิ เลยี ม (มาตรามุมทิศของกลองเล็ง เอม็ ๓๔ เอ ๒) ซ่ึงดรรชนชี ้ี

ปรากฏอยทู ่ีมาตราสวนใหญจ นกระทัง่ ถกู ตองท่ีมาตราสวนยอ ย เม่ือตงั้ มุมสงู ที่สงมาแลว ต้งั ในทันทที ันใด

จนกระทง่ั มาตราสวนใหญอยทู ่ี ๑๐๐ มลิ เลยี ม และมาตราสว นยอ ยถกู ตอ ง

๓ การตัง้ มาตรามุมสูงสาํ หรบั เครือ่ งยิง

หลังจากการตงั้ มาตรามมุ สงู ไดถกู ตอ ง พลยิงหมนุ ควงมุมสงู ใหหวอดระดับอยูก่ึงกลางเปน การ

ตง้ั มมุ สงู ของเครือ่ งยิงเสรจ็ เรียบรอย

๔. การใชแนวเสนเล็งในการเลง็

ก. ใชหลักเลง็ ๒ หลัก ในการเลง็ โดยปก ใหเ ห็นเปน หลักเดยี วกนั ใหห ลกั เลง็ อนั ไกลปกหา ง

ประมาณ ๑๐๐ เมตร และหลกั อนั ใกลปกอยูก ่งึ กลางประมาณ ๕๐ เมตร (ปก ใหห ลกั เล็งอนั ใกลอ ยู
กง่ึ กลางระหวา งหลักเล็งอันไกลกับ ค.) การใชหลกั เลง็ ๒ หลัก จะทาํ ใหลดความผิดพลาดเม่ือจะยายมุม
ไปครั้งละมาก ๆ

ข. เม่อื ตัง้ มมุ ทศิ ที่กลองเลง็ ของเคร่ืองยงิ แลว เสน เลง็ ทางดงิ่ จะไมท าบขอบซา ยของหลักเลง็
ใหเล่อื นเสน ทางดง่ิ ไปทาบขอบซายของหลักเลง็ โดยการใหควงสา ยหรือการยกขาหย่งั แลว แตก รณี

ค. ถา ใชวัสดอุ ืน่ ๆ เลง็ แทนหลกั เล็ง กใ็ ชห ลกั การเดยี วกบั การเล็ง โดยใชเสนเล็งทางด่งิ ทาบ
ขอบซายของวตั ถุนนั้

๕. การต้งั มาตรามุมทศิ ใหก ับเคร่อื งยิง ซ่ึงไดปกหลกั เลง็ ไวแ ลว สามารถให
ก. เมือ่ ศอย. ทราบถงึ หลักฐานการยิงของมมุ ทศิ

พลประจาํ ปนไดย ายยงิ จากหลักเลง็ คาํ สั่งยงิ จะบอกถึงมุมทศิ ท่ีถูกตอ ง เม่อื มมุ ยิงไดเปลย่ี นไปเสนเล็งทาง

ดิง่ จะเปลยี่ นไปดวย (ซายหรือขวา) ความคลาดเคลอ่ื นทีเ่ กิดขึน้ ปรบั หวอดระดบั ใหอ ยกู ึ่งกลาง แลวหมนุ

ควงมาตรามุมทิศ (ดานหนา และดา นหลงั ) จนกระทั่งหวอดระดบั กงึ่ กลาง

ข. เปนส่งิ ทีส่ ามารถทําได ถา มมุ ทิศทเ่ี ปล่ยี นไปไมเ กิน ๙๕ มลิ เลยี ม แตเ พอื่ หลีกเหล่ยี งการ

คลาดเคลื่อนของเคร่อื งยงิ ดงั นนั้ เม่อื ยายยงิ ทางทศิ เกนิ ๙๕ มลิ เลียม ตอ งมีการยา ยขาหยั่งเม่อื ยา ยขาหย่ัง

แลว กท็ าํ การเลง็ ใหถกู ตอ งโดยการหมนุ ควงสายเลอื่ นเสนเล็ง

๑๒

๖. การต้งั เครอื่ งยิงทง้ั ทางระยะและทางทศิ
ก. การตง้ั เคร่ืองยงิ ทัง้ ทางระยะและทางทิศ เมื่อไดรับคาํ ส่ังยงิ ใหป ฏบิ ัตดิ งั น้ี
๑ ) ใหต ้งั มุมทิศตามท่สี งั่
๒ ) ตง้ั มมุ สูงตามที่สงั่
๓ ) ปรับหวอดระดบั มมุ สงู
๔ ) มองดูเสน เล็งและยายยงิ โดยใหแนวเสนดง่ิ ทาบขอบดานซายของหลักเลง็ สาํ หรบั ใน

ทางทิศ
ข. ขอ ยกเวน เมือ่ เปลยี่ นมุมทิศมากกวา ๙๕ มลิ เลยี ม จําเปน ตอ งเล่อื นขาหย่ังโดยประมาณ

เพอ่ื ใหเสน เลง็ ทางดงิ่ ทาบทบั ของซา ยของเสน เลง็ และทําการปรับใหล ะเอยี ดอีกคร้ังหนง่ึ

๗. แนวตําบลอาง
แนวตาํ บลอาง หมายถงึ แนวท่พี ลประจาํ ปน สามารถเลง็ มุมทศิ ใหป ราศจากความคลาดเคลื่อน หรือ

เปล่ยี นแปลงในหลกั ยงิ ของ ค. นนั้ แนวตาํ บลอาง คอื แนวทจี่ ะจดั ทศิ ทางเล็งแนวใหม ตวั อยา ง เมอ่ื ตั้ง
มมุ ทิศ ๒,๘๐๐ มิลเลยี ม เมือ่ จะเปลีย่ นแปลงมมุ ทิศตามแนวเสน เล็ง กย็ อมจะใชมมุ ทศิ ๒,๘๐๐ หลัก

๘. การปก หลักเล็ง
ก. เม่อื ทิศทางไดถ ูกเลือกแลว การปก หลักเล็งกย็ อ มเปน สิ่งจาํ เปน ปจ จยั สําคญั ตอ การปกหลักเล็ง

ก็คอื ภมู ปิ ระเทศ การมองเหน็ เสนทางเขา ออกของยานพาหนะดาํ เนินไปไดดว ยดี หลกั เล็งควรจะปกในแนว
ทศิ ทางดานซายในแนวเสน เล็งของกลองเลง็ M 34 A 2 และ M 53 ซึ่งสามารถเลือ่ นไปทางขวาได ๗๐๐
มิลเลยี ม เยื้องมาจงึ จาํ เปนตอ งวางแนวเสน เลง็ ใหถกู ตอง ในแนวอา งหรอื เปา หมาย การปกหลักเลง็ ตอ งให
พลกระสุน ๒ ไปปก หลักอนั ไกลหางประมาณ ๑๐๐ เมตร โดยใชห ลักเลง็ ทั้ง ๒ หลัก เหน็ เปน หลักเลง็
อันเดยี วกนั และใหเสน เลง็ ในทางด่งิ ทาบทบั ขอบซายของหลกั เลง็

ข. หลังจาก รอง ผบ.ตอน ไดว างพน้ื ทยี่ ิงเรยี บรอ ยแลว ก็ออกคาํ สง่ั วา “ตอนจาํ ลองทศิ ๒,๘๐๐
ปก หลักเลง็ ” พลยงิ ดทู มี่ าตรามุมทิศสีดาํ อา นแลว ต้งั มาตรามมุ ทศิ ที่ ๒,๘๐๐ พลกระสนุ ๒ เปนผไู ป
ปกหลักเล็ง

ค. บางครงั้ สถานการณไ มอ าํ นวย ไมสามารถใชม าตราสีดาํ ได (กลอ งเลง็ เอ็ม ๕๓) ก็จาํ เปน ตอ ง
จาํ ลองทิศดวยมาตรามมุ ทศิ สแี ดงแทน การจําลองทิศโดยกําหนดมมุ ทิศ ๒,๘๐๐ ใหป ฏบิ ัติตามขัน้ ตอน
ดงั ตอ ไปนี้

๑) คาดคะเนโดยประมาณในทิศทางทจี่ ะปก หลักเลง็ เพ่ือใหส ามารถยายพน้ื ทย่ี ิงไดส ะดวก
๒) จะบอกถึงแนวเล็งหรอื แนวเสน เลง็ ช้ที ศิ ทางซง่ึ ดรรชนบี อกถึงมุมทศิ ๑๐๐ มิลเลียม
โดยประมาณ
๓) การปก หลกั เล็ง
๔) เล่ือนมาตรามุมทิศสีดาํ ไปท่ีมาตรามมุ ทศิ ๒,๘๐๐
๕) จุดมาตรามมุ ทศิ ทีอ่ า นไดในมาตรามมุ ทิศสีแดง ใหบนั ทึกไวเ พอ่ื วา ถา มาตรามุมทศิ สดี าํ
เปล่ยี นแปลงไปเล็กนอย ถา จะกลับมาต้งั ใหมแ ลว ก็เปน การสะดวกยิง่ ขึ้น

๑๓

ถา จําเปนท่จี ะเลอ่ื นมาตรามมุ ทศิ สีดําของกลอ งเลง็ เอ็ม ๓ เมื่อตอ งใชต อน ค. ซ่ึงมีความสามารถ
ยายพนื้ ทยี่ งิ ไดถ ึง ๖,๔๐๐ มิลเลียม

๑) หลังจาก ค. ไดวางพ้ืนยงิ โดยการใชม าตรามุมทิศสแี ดงแลว ปก หลกั เล็งท่มี มุ ทิศ ๒,๘๐๐
มลิ เลยี ม

๒) ยังคงใชม าตรามุมทิศสีแดง แลว ปกหลกั เลง็ อกี ในทศิ ทางตรงกันขา มทางดา นหลงั ๖,๐๐๐
มลิ เลยี ม

๓) ท่มี าตรามมุ ทิศ ๖,๐๐๐ มลิ เลียม ถา เปนไปไดก ใ็ หตัง้ ไปทีม่ มุ ทิศ ๓,๒๐๐ มลิ เลียม จาก
จดุ เร่ิมตน ในการเลง็ ท้ังน้ถี า เกิดอปุ สรรคตา ง ๆ ใหป ฏิบตั ดิ งั นี้

(ก) เมอ่ื ตกลงใจในทศิ ทางทถ่ี ูกตอ งแลว กใ็ หป กหลักเลง็ โดยใหอ ยทู างดา นหลัง
(ข) อา งระยะในทศิ ทางดานหลัง โดยใหด รรชนีชีใ้ กล ๑๐๐ มิลเลียม
(ค) ปกหลักเลง็
(ง) เลือ่ นมาตรามมุ ทิศสีดาํ ซ่งึ มมุ ทศิ ท่ีบอกถึงในทิศทาง ๒,๘๐๐ มลิ เลียม
(จ) บนั ทกึ มุมทศิ ที่ไดอานในมาตรามุมทิศสีแดง ซง่ึ ตรงกบั มาตรามุมทิศสีดํา
๔) พลยิงรูถ งึ การใชมมุ ทิศทง้ั มาตรามมุ ทิศสีดํา และสีแดง ถา เปนไปไมไ ดใ นการเลง็ ทาง
ดานหลัง กย็ อมใชม าตรามุมทิศสีแดง ซ่งึ มีมาตรากบั มาตรามุมทิศสีดํา
๕) โปรดระมัดระวังเพอื่ ใหแนใจ พลยงิ อาจใชแ ตเพยี งการปกหลกั เลง็ โดยใชม มุ ทิศ ๒,๘๐๐
มลิ เลยี ม ใชมาตรามุมทศิ สีแดงในทางดานหนา และมาตรามมุ ทศิ สีดําในทางดานหลัง
๖) ผบ.หมู จะตอ งมีความรบั ผิดชอบในการวางพื้นยิงของพลยิงใหถูกตอ ง
จ. กลองเลง็ เอ็ม ๓๔ เอ ๒ และ เอม็ ๕๓ สามารถใชเล็งไดต ราบใดท่มี าตรามุมทศิ สดี ํา
สามารถตง้ั ได เชนเดยี วกบั มาตรามุมทิศสแี ดง โดยสามารถวางพ้ืนยงิ ได ๖,๔๐๐ มลิ เลยี ม พลยงิ ตงั้ ที่ ๐
มิลเลยี ม จะเทา กบั ๓,๒๐๐ มิลเลยี ม ในมาตรามุมทศิ สแี ดง เม่อื พลยงิ เลง็ ไปทางดานหนา ดว ยมุม ๓,๑๙๙
มลิ เลยี ม เชน กนั
ฉ. เมื่อ ตอน ค. จะวางพนื้ ยงิ กรวยขนานคู ซึ่งยอ มแนใ จวาลกู ระเบดิ ยงิ อาจจะตกในระยะเดยี วกนั
แตอยางไรก็ดี ผตน. ตอ งทาํ การปรับกรวยขนานคู ซึง่ ตามธรรมดาตองทาํ การยิงปรับ เม่อื ยิงหาหลกั ฐานตอ
จดุ อางใดแลว ผตน. ก็ทาํ การยิงปรบั ค. หมู ๑ และ หมู ๓ เพอ่ื จะใหม ีการเล็งใหม เม่อื การยิงปรบั
ถูกตอ งแลว ศอย. กจ็ ะสงคาํ สั่งยิงมายัง ตอน ค. “ตอนจําลองทิศ ๒,๘๐๐ ปก หลกั เลง็ ” (ศอย. จะตองบอก
ถงึ การวางพืน้ ยิงใหก ับ ค. หมหู ลัก) จดุ อางและแนวเสนเลง็ พลยงิ จะตอ งวางพน้ื ยงิ โดยไมร บกวน
เคร่ืองยิง พลยงิ หมายเลข ๒ จะเปน ผไู ปจําลองทศิ ปก หลกั เล็งใหม ทําใหล าํ กลองของเคร่อื งยิงแตล ะ
กระบอกขนานคูกนั ดว ยมมุ ทศิ เทากัน

๙. วธิ เี ลือกการปกหลกั เลง็
ก. หลงั จากรอง ผบ.ตอน ค. ไดว างพนื้ ยิงในทิศทางยิงแลวก็ขานวา “ตอนจาํ ลองทิศ ๒,๘๐๐

ปก หลักเลง็ ”
๑) พลยิงจะเลือกหาทศิ ทางซึง่ สามารถปก หลกั เล็ง เพือ่ ให ค. สามารถสายไดต ลอดในกลอ งเล็ง

๑๔

๒) แนวตาํ บลเล็งน้ี จะเปน ทศิ ทางทีด่ รรชนชี มี้ ุมทศิ ในระยะใกลทสี่ ดุ ๑๐๐ มลิ เลียม

๓) พลกระสนุ ๒ เปน ผปู กหลกั เล็ง

๔) ต้ังมาตรามุมทิศสีดําไปท่มี ุมทิศ ๒,๘๐๐ มิลเลยี ม

๕) เม่ือมีความจาํ เปน กส็ ามารถปก หลักเล็งไดส องแหง เพอ่ื ปองกันการบังของทศิ ทางของ

การเล็ง ถา ค. สามารถยา ยการยงิ ไดถึง ๖,๔๐๐ มิลเลยี ม แลว รอง ผบ. ตอน ค. จะตอ งเปนผพู จิ ารณาทาง

ดา นหลังของ ค. แตล ะกระบอก เพ่อื ใหสามารถทาํ การเลง็ ไดเ ชน มุมทศิ ๗๐๐ มิลเลยี ม ก็สามารถ

ปก หลกั เลง็ ได สาเหตหุ น่งึ เกดิ จากยานพาหนะ ภมู ิประเทศหรอื มมุ ทิศโดยทั่วไป เม่ือทําการเล็งไปขางหนา

ไมได กใ็ หปก หลักเล็งทางดานหลังได

๖) บนั ทกึ จํานวนมุมทศิ ทอี่ านไดในมาตรามุมทิศสีแดง ซ่งึ มีคาเทา กบั มาตรามุมทิศสีดํา

เพอ่ื ทีจ่ ะสะดวกในการตัง้

ข. หลงั จาก รอง ผบ. ตอน ไดวางพนื้ ยิงแลว ก็จะรองขานวา จาํ ลองทศิ ๒,๘๐๐ ปกหลกั เล็ง

๑) ในตอนท่ี ๑ ขอ ๑ ถงึ ๔ เหมอื นกนั กับขอ ก. ขางตน

๒) พลยิงทาํ การเล็งในแนวเสน เล็งดา นหลงั ของมาตรามมุ ทศิ พลกระสุน ๒ เปนผูไปปกหลัก

เลง็ ระยะ ๕๐ เมตร และ ๑๐๐ เมตร หางจากเครือ่ งยงิ ถา การจาํ ลองทศิ ยังถูกลํากลองบังอยแู ลว

กส็ ามารถเปล่ียนไปเลง็ ทางดา นหลงั โดยตงั้ มุมที่ ๓,๒๐๐ มลิ เลยี ม

๑๐. การเลง็ แกไ ขชั่วคราว

ก. ในการจาํ ลองทศิ บางครงั้ กลองเล็งกเ็ กดิ มคี วามคลาดเคลือ่ น ความคลาดเคลอ่ื นทีเ่ กิดขน้ึ น้ีมี

สาเหตเุ พียง ๑ หรอื ๒ ประการ เมอ่ื ทําการยายลํากลอ งเครื่องยงิ ไปทางขา งมาก ๆ หรือการถอยมาทาง

ดานหลงั ของฐาน ค. (เนื่องจากเกดิ การสนั่ สะเทอื นในขณะทาํ การยงิ )

ข. เม่ือมองเหน็ หลกั เลง็ แยกออกจากกนั พลยิงทาํ การเลง็ แกไขชวั่ คราว

ค. เมื่อจาํ ลองทศิ ไดถกู ตอ งแลว พลยงิ จะตอ งทําการเล็งภาพที่เหน็ โดยการใชค วงสา ยจนกระทั่ง

เห็นภาพการเลง็ ใหห ลกั เลง็ อันไกลอยูท ก่ี ่ึงกลางระหวา งเสนเลง็ กบั หลกั เล็งอนั ใกล

ง. ถามกี ารยายการยงิ พลยิงกส็ ามารถปรับแนวเสนเลง็ ได ทัง้ น้ี การคลาดเคล่ือนทแ่ี นวเสน เลง็

เกดิ จากการสายของ ค. หรือการคลาดเคลื่อนของแผน ฐานของ ค. พลยิงพยายามเล็งกลองเลง็ ใหมอกี คร้ัง

ถา ปรากฏวา มองเห็นหลกั เล็งสองหลักเปน หลกั เดยี วกัน น่นั กห็ มายความวาความผดิ พลาดเกดิ จากการสา ย

ของ ค. แตถา ปรากฏวา หลักเล็งยังแยกออกจากกนั อีก กแ็ สดงวา เกดิ จากการคลาดเคลือ่ นของแผน ฐานของ

ค.

๑) เมือ่ จําลองทศิ ปก หลักเลง็ ใหม โดยใชกลอ งเลง็ เอม็ ๕๓ พลยงิ ปฏิบัตดิ ังนี้

(ก) เริม่ ตน จากแนวเสน เล็งดว ยมมุ ทิศท่ปี กหลกั เล็งครงั้ แรก

(ข) ใหท าํ การเลง็ ใหม เพ่อื ใหเ สน เล็งในทางดงิ่ ทาบทับขอบดานซายของหลักเล็งอันไกล

(ค) โดยไมตองยา ยขาหย่งั ของ ค. เล็งใหเสน เลง็ ในทางดง่ิ ทาบทบั ขอบดา นซา ยของหลกั

เลง็ อนั ไกลจะทําใหเ กดิ มุมขนึ้ ระหวา งหลกั เล็ง ๒ หลกั

(ง) เมอ่ื ทาํ การเล็งไดเรียบรอยแลว กท็ ําการเลง็ ใหมจนกระท่ังเสน เลง็ ในทางดงิ่ ทาบทบั

๑๕

ขอบซายของหลกั เลง็ อันไกล

(จ) ไมใ หข ยบั เขยื้อน ค. ใหพ จิ ารณาแนวเสนเล็งครั้งแรก ซ่ึงไดปก หลกั เลง็ ไวแลว

แนวเสนเล็งนจ้ี ะขนานกับแนวครง้ั แรกเมอื่ ปก หลกั เลง็

(ฉ) ทําการเล็งไปยงั เสน เลง็ พลยิงจะส่งั พลกระสุน ๒ ไปปก หลักเลง็ ทําการเลง็ ใหม

ในแนวของเสน เลง็ หลักเล็งก็ไดถูกแกไ ขใหถ กู ตอง

๒) ในการที่ที่จะทาํ การเล็งใหม โดยใชก ลองเล็ง เอม็ ๓๔ เอ ๒ ก็คงใชห ลักการเชน เดยี ว

กับขอ ๑ ดังกลา วมาแลว ขา งตน

๑๑. การปฏิบตั กิ ารยงิ สาย

ก. การยิงสายน้ัน ใชเม่ือเปา หมายเกิดขนึ้ มีความกวางมาก ๆ ซึง่ หมายถงึ จาํ นวนของลกู ระเบิดยงิ

จํานวนรอบควงสาย หมุนทางซา ยหรือทางขวาของแตละนัด พลยงิ จะไดร บั คาํ ส่งั ดังน้ี เตรียมสายขวา

๔ นัด , สาย ๓ รอบ , มมุ สูง ๑,๑๒๐

ข. พลยิงตงั้ มาตรามมุ สูง ๑,๑๒๐ พลยิงตรวจสอบดูวาสามารถสายไดต ามภารกิจหรอื ไม

ถา จําเปนพลยงิ สา ยไปทางขวา พลยิงกห็ มุนควงสา ยเลื่อนไปทางซา ยจนสุด แลว หมุนกลับคืน ๒ รอบ

เพอ่ื ใชควงสายสําหรบั เล่ือนเสน เล็งภายหลัง ถา สายไปทางซายกค็ งปฏบิ ตั ิเชน เดียวกนั

ค. พลยิงและพลยงิ ผูช ว ย ยา ยเครือ่ งยงิ และทําการเลง็ ไปยงั หลักเล็ง พลยิงคงเปน ผหู มนุ เลอ่ื น

ควงสาย

ง. เมอื่ พลยงิ ทําการเลง็ ไดเรยี บรอ ยแลว พลยิงรายงานวา “พรอม” ผบ.หมู ก็จะเขาไปตรวจ

ในการเล็ง และสั่งวา “ยิง” พลยงิ ส่งั วา “ยิงหนงึ่ ” พลยิงผูชวยบรรจุลูกระเบิดยงิ นัดแรก พลยิงสา ยขวา

๓ รอบ แลวส่งั วา “ยงิ สอง” พลยิงผชู วยบรรจุลกู ระเบดิ ยิงนัดที่ ๒ พลยิงสายขวาอกี ๓ รอบ ทําเชน น้ี

จนยงิ ลูกระเบดิ ครบจาํ นวน ๔ นดั

๑๖

ตอนที่ ๔

กลองเล็ง

กลองเลง็ ท่ีใชก บั ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. ท้ัง ๒ แบบ มีอยู ๓ แบบ คือ กลอ งเล็ง เอม็ ๔,
เอ็ม ๓๔ และ เอ็ม ๕๓ เฉพาะกลอ งเลง็ เอม็ ๔ ไดก ลาวในวิชา ค. ๘๘ ขนาด ๖๐ มม.
๑. กลองเล็ง บ. ๓๔

ก. กลองเล็ง บ. ๓๔ ประกอบดว ยแทนรับกลอง บ. ๗๙ กลองสองรูปขอศอก บ. ๖๒
ฐานลํากลองสอ ง บ. ๙ ไฟฉายกลอ งเล็ง บ. ๔๒ และกลอ งใสกลอ ง บ. ๗๘ กลอง บ. ๓๔ น้ี เปน กลอ ง
มาตรฐานสําหรบั ใชก บั ค. ๙๕ เพ่อื ชวยเล็งเคร่ืองยิงในทางมุมทิศและมุมสงู เฉพาะตวั กลอง เอม็ ๓๔
หนัก ๔ ปอนด

ข. กลอ งสอ ง บ. ๖๒ รปู ขอศอก มกี าํ ลงั ขยายเปน ๓ เทา ภายในประกอบดว ยแกว สามเหลย่ี ม
กลอ งสอ งสอดอยใู นชอ งรัดกลอ งเล็ง ซงึ่ อยตู อนบนของฐานกลอ งสอ งภายในเลนสจ ะเปน เสนกากบาท
ทางด่ิงและทางระดับ เสนดิ่งใชส าํ หรับวางพื้นยิงของ ค. ใหตรงทศิ ทาง ควงบงั คบั กลองสาํ หรบั บังคับ
กลองสอ งใหอ ยูที่ ถา คลายออกก็จะสามารถหมนุ กลองสองได การหมนุ กลอ งสอ งมาอยูใ นแนวระดับกเ็ พอ่ื
ปอ งกนั นํา้ ขังชอ งมองในขณะฝนตก ควบบังคับแกนกลองสองใชเหนอื ของกลอ งทาํ รางรบั ไฟฉายหวั
หลกั เลง็ ในเวลากลางคืน

ค. ฐานรบั กลอ งสอ ง บ. ๙ ประกอบดว ยเครอ่ื งวัดมมุ ทศิ หลอดระดบั แกเ อียง (หลอดระดบั ทาง
ขา ง) ศูนยเ ปด และชอ งรดั กลอ งสอ ง (สาแหรกรดั กลอ งสอ ง)

๑) เคร่อื งวดั มุมทิศ ประกอบดว ยมาตรามมุ ทิศสวนยอ ยและดรรชนี มาตรามุมทศิ สวนใหญ
แบงออกเปน ๖๔ ชอ ง ชองละ ๑๐๐ มิลเลียม ทุก ๆ ๔ ชอ ง เขียนตวั เลขกํากบั ไวต้งั แต ๒๘ ถงึ ๐
ไปทางซา ย และ ๐ ถึง ๒๘ ไปทางขวา (๓๒ หรือ ๐) เขียนไวท ี่เดยี วกัน รวมเปน ๖๔ ชอ ง มาตรามมุ
ทศิ สว นยอยแบงออกเปน ๑๐๐ ชอง ชอ งละ ๑ มิลเลียม เขียนเลขกาํ กบั ไวทกุ ๆ ๑๐ มลิ เลียม เมือ่ ดนั ควง
มาตรามมุ ทิศไปขา งหนา ก็จะปลดมาตรามมุ ทศิ สว นใหญใ หเปน อิสระหมนุ ไปมาก ๆ ไดห ลอดระดบั แก
เอียงเปนเครือ่ งชวยใหว างพน้ื ยิงตรงทศิ ทางติดอยูก บั ฐานกลอ งเลง็

๒) ศูนยเ ปด ติดอยดู า นซายชอ งรัดกลอ งสองตรึงแนน และขนานกับเสนแกนหลอดลาํ กลอ ง
เครอ่ื งยงิ ใช ในกรณกี ารเลง็ อยางครา ว ๆ หรือแทนกลอ งซง่ึ เสียไป

๓) ชอ งรัดกลอ งสอ งประกอบดว ยสาแหรกและทอ รัดกลอ งสอง มีควง ๒ อนั บนสาแหรก
คือควงบังคับกลองสอง สามารถหมนุ กลองมาทางขา งได ๙๐ องศา ควงบงั คับแกนกลอ งสามารถยกกลอ ง
ใหสูงขึ้นหรอื ต่าํ ลง ๓๐ องศา

ง. แทนรบั กลอง บ. ๗๙ ประกอบดว ยเคร่อื งวัดมมุ สงู และกานเครื่องเล็งสาํ หรับตดิ กลองเขากับ
เคร่ืองเล็ง

๑) เครือ่ งวดั มุมสงู ประกอบดวยควงมมุ สูง และมาตรามุมสูงสว นยอย มาตรามุมสูงสวนใหญ
และดรรชนีชมี้ าตรา หลอดระดบั ปรบั มมุ สงู

๑๗

มาตรามุมสูงสวนใหญแบงเปน ชองละ ๑๐๐ มลิ เลยี ม แตเ ขยี นดว ยตวั อกั ษร ๒ ชอ ง ๑ ครง้ั ต้ังแต
ลบ ๒๐๐ ถงึ ๑,๖๐๐ มาตรามุมสูงสวนยอย ๑ รอบ แบง ออกเปน ๑๐๐ ชอ ง ชอ งละ ๒ มลิ เลยี ม
เขยี นดว ยจาํ นวนตวั เลขจํานวนสิบ ตั้งแต ๐ ถงึ ๙๐ (๑๐๐ นเี้ ปน เลข ๐ ใหม) แลวขึ้น ๐ ไปถึง ๙๐
อกี คร้ังจึงครบรอบ รวมมี ๐ ถงึ ๙๐ สองคร้งั หลอดระดับปรบั มมุ สงู ติดอยูตอนกลางดา นซายของกลอ ง
หามหมนุ ควงมมุ สูงเมื่อหมนุ ไปสดุ แลว

๒) แหนบกระเด่อื งกา นเครื่องเล็งและกลอนกระเดอื่ งกา นเคร่อื งเล็ง จะบังคับกลอ งใหต ดิ อยกู บั
แทน รบั กลอ งเลง็ เมอื่ กดกลอนกระเดอื่ งกานเคร่ืองเล็ง กจ็ ะถอดกลอ งออกจากแทน รับกลองเล็งได

จ. ไฟฉายเครอ่ื งเล็ง บ. ๒ ใหแ สงดวยหลอดไฟในไฟฉายกลอ งสอบการเล็ง ใสถานไฟสองกอน

ในกระบอกไฟฉาย การติดไฟฉายกลอ งสอบการเล็งเขากับกลอ งสอ งใหส อดครบี หวั ไฟฉายกลอ งสองการ
เลง็ เขากอ นตามรอ ง ใหใสจ ากดานหลอดระดบั มสี วติ ซปดเปดที่หวั กระบอกไฟฉายและสามารถปรบั ให
สวา ง หร่ไี ด หมุนสวติ ซไ ปทางขวาเรง ไฟใหส วาง ถาจะเก็บไฟฉายเครอ่ื งเล็งเขา กลอง ใหถ อดถา นไฟฉาย
เสยี กอน แลว เกบ็ ไฟฉายเครือ่ งเลง็ เขาทใี่ นกลองเลง็

๒. การใชเครอื่ งเลง็
ก. ติดกลองเล็งเขากับ ค. โดยถอดกลอ งออกจากกลอ งตดิ เขา ท่ีแทน รบั กลอ งจนเขาท่สี นทิ
ข. ต้งั มุมทศิ และมมุ สูงท่มี าตราตามท่ีตองการ
ค. ปรบั มุมสูงของเครือ่ งยิงจนหวอดระดับปรบั มมุ สงู อยกู ึง่ กลาง ปรับมุมทิศของเคร่ืองยิงจนเสน

ด่งิ ในกลอ งทบั ขอบซา ยของตาํ บลเล็ง ตองตรวจดูวา หวอดระดบั แกเอยี งอยกู งึ่ กลางตลอดเวลาที่ปฏบิ ัติ
(หวอดระดบั ทงั้ สองตอ งอยูในก่งึ กลาง) ตอนนแี้ สดงวา เครอ่ื งยงิ ไดต งั้ มุมสงู และมุมทศิ ตามทตี่ องการแลว

ง. ถอดกลองเล็งออกเก็บ กดกระเดอื่ งกา นเครื่องเล็ง ถอดเครือ่ งเล็งออกจากแทน รบั กลองเล็งตงั้
มมุ สูง ๑,๖๐๐ มมุ ทิศ ๐ ใสกลองเสยี บกา นเครอื่ งเล็งเขาแทนรับกลองเลง็ ในกลอง ถา ไมท าํ ดงั นีก้ ลองจะ
ชาํ รุดเม่ือปด ฝากลอง

๓. การระมัดระวงั และการบาํ รงุ รกั ษา
กลองเลง็ บ. ๓๔ น้ี เปน เครอ่ื งมือท่ีทนทานอันหนึง่ แตอ ยา งไรกด็ ี ถา มีการปฏิบัติอยา งไมถกู ตอ ง

ไมป รานปี ราศรยั ก็อาจชํารดุ เสยี หายได วธิ บี ํารงุ รักษาใหก ระทาํ ดงั น้ี
ก. อยา งใหก ระทบหรอื ตก อยาทําบบุ หรือเอากานกลอ งเล็งไปเคาะเลน อยา กระแทกควงมาตรา

ตา ง ๆ รวมท้ังฐานกลองสอ งดวย
ข. เมอื่ ยังไมใชใหเ กบ็ ไวใ นกลอ ง พยายามทําใหแหงเทา ทจ่ี ะทําได อยา เก็บทิ้งไวใ หเ ปย กหรือชน้ื
ค. ถา กลองทาํ งานไมเรยี บรอ ย ใหสง สพ. ซอม หามพลประจาํ เครื่องยงิ ถอดกลองเล็งเชด็ เลนส

เทานั้น อยา ใชนํ้ายาอนื่ ๆ มาลางเปนอนั ขาด ใชสบูสาํ หรบั ลางเลนส ลา งจาระบหี รอื นํ้ามนั ออกจากเลนส
ง. บางคร้ังก็ทานาํ้ มนั ใสทสี่ วนเคลอื่ นทบี่ าง ๆ แคเพอ่ื ปอ งกนั ฝนุ ผงทม่ี ันจะสะสมมากขนึ้ ใหเ ชด็

นาํ้ มันทซ่ี ึมออกจากสว นเคลอ่ื นท่ีออกเสีย

๑๘

การปรับกลอ งเลง็ เอม็ ๓๔

๑. กลา วนํา

เน่ืองจากทาง ทบ. ไทย ไดรบั เครอื่ งมือควบคมุ การยงิ จากการชว ยเหลอื ของ ทบ. สหรฐั ฯ

กลองเลง็ เอ็ม ๓๔ ซึ่งใชอยูในกองรอ ย ค. หนัก ปจ จุบนั น้ี ทางสหรัฐ ฯ ไดเปล่ียนไปใชก ลอ งเล็ง เอม็

๓๔ เอ ๒ แลว แตอยา งไรก็ดี สภาพของกลองเล็ง เอ็ม ๓๔ เอ ๒ กไ็ ดด ัดแปลงมาจากกลอ งเล็ง เอ็ม

๓๔ นัน่ เอง ในปจ จบุ นั ทบ. สหรฐั ฯ ไดสรา งเครอ่ื งมือปรบั เสนแกนลาํ กลอ งเครอื่ งยิงข้ึนใหมเ ปน แบบ

เอม็ ๔๕ แต ทบ. ไทย กย็ งั ไมไดรบั ความชวยเหลือ จึงมไิ ดน ํากลา วไวใ นทน่ี ี้ แตอ ยา งไรก็ดี บรรดา

เครอ่ื งมือปรับเสนแกนลํากลอ งเครอ่ื งยงิ ทางแผนกวชิ าหลกั ยงิ และตรวจการณไ ดคิดคนและทําขึ้นมาอยู ๒ -

๓ แบบ แตกย็ ังมไิ ดแ จกจายไปถงึ หนว ย เปน ดว ยอนั ขาดงบประมาณบา งและการผลติ เปนสวนรวม

ประกอบท้งั เรายงั มหี ลักการและเครื่องมอื ประกอบอน่ื ภายในกองรอย ค. หนัก ทไ่ี ดรับจา ยไปแลวพอทจ่ี ะ

ทาํ การปรับกลองเลง็ และปรับเสนแกนลํากลองเคร่ืองยงิ ไดอยา งดี จึงมไิ ดเ ผยแพรห ลกั การอน่ื ๆ มาใหยุงยาก

แกผ ูปฏบิ ตั ิอกี

๒. ความสําคญั ของการปรบั กลอ งเลง็ ใหเ ขากบั เสนแกนลํากลองเครอื่ งยงิ

การปรับกลองเล็งควรตอ งทําบอ ย ๆ เพอ่ื หาตัวแกใ นการอานคาของมุมท่คี ลาดเคลอื่ นไปแตล ะกลอง

เปนที่ทราบอยแู ลว วา การยงิ ของเคร่อื งยงิ ลูกระเบดิ นนั้ อาศยั มมุ ทิศและมมุ สงู เปน หลกั ฉะนน้ั เครอื่ งใหม มุ

ทศิ และมุมสงู ของเคร่อื งยิง จึงตองสัมพันธกนั กับมุมทศิ และมมุ สงู ของกลองเล็ง ตามความเปน จริง จากจุด

รวมอนั หน่งึ ในทางหลกั ยงิ คอื เสนแกนลํากลองปน

ในสนามรบหรือยามปกตกิ ็ตาม กลอ งเล็งยอมคลาดเคลอื่ นไปจากการปรับไวแ ลว ไดเ สมอ

จากการกระเทอื นในการเคลอ่ื นยา ย, การฝก, การบรรทุก, และการยงิ ยิง่ กวานั้นแตล ะกลอ งยังคลาดเคลอื่ น,

หลวมคลอนไมเ หมือนกนั อกี ดว ย ผลอันนเี้ องทเี่ ปน ผลให การยงิ ไมแมน ยาํ , การรวมกําลงั ยงิ , การยงิ

ประณตี , การลดการสญู เสียกระสนุ โดยไมไดผลน้นั ก็ยอมจะหมดส้นิ ไปก็ดว ยการปรับกลองเล็งบอย ๆ

น่นั เอง

ดงั น้นั โอกาสเวลาทม่ี ีอยหู รอื ถา ทาํ ได กอ นการนาํ เครอ่ื งยงิ เขาทีต่ ัง้ ยิง ควรไดด ําเนินการปรับ

กลองเล็ง เพ่อื ใหเขาจดุ รว มกับเสน แกนลาํ กลองปนเสียแตใ นข้ันตน อยา ปลอยปละละเลยเสยี ตองถอื วา

เปน ระเบยี บปฏิบัตปิ ระจาํ อยา งหนง่ึ สว นจะกระทําเมอื่ ใดน้ันขึ้นอยูกบั สถานการณ เวลา และโอกาส

๓. การปรบั กลอ งเลง็ เอ็ม ๓๔ มีอยู ๒ ข้ันตอน

ก. การปรับมาตรามุมสูง มหี ัวขอตามลาํ ดบั ดงั นี้

๑. ตั้งเคร่ืองยิงบนพนื้ ดนิ ที่มีความเรยี บไดระดับ จดั สะพานโครงสายใหไ ดก ่ึงกลาง ใชก ระสอบ

ทราบทบั บนคานยดึ ขาหยัง่ เพ่อื ความม่นั คง

๒. ใชหลอดระดับกําหนดมมุ ยงิ ต้งั มมุ ที่ ๘๐๐ หรอื ๙๐๐ มิลเลียม วางบนลาํ กลองเครอ่ื งยงิ

๓. ตดิ กลองเล็ง เอม็ ๓๔ ต้ังมุมทศิ ศูนย (๐) มุมสูง ๘๐๐ หรอื ๙๐๐ มลิ เลยี ม อยา งใด

อยางหนึ่งเทา กบั การต้ังมมุ ท่หี ลอดระดบั มุมยิง

๑๙

๔. ใชควงสูงลาํ กลองปนจนหลอดระดบั กําหนดมมุ ยิงอยกู ง่ึ กลาง
๕. ถาหวอดระดับทางสงู ของกลอ งเลง็ เอม็ ๓๔ ไมอ ยูกึง่ กลาง หมุนควงมมุ สงู สวนยอยปรบั
ใหห วอดระดบั ทางสูงก่ึงกลาง
๖. ขณะนมี้ าตรามุมสงู สวนยอยยอมไมอ ยทู ศ่ี ูนย (๐)
๗. คลายหมุดเกลยี วยดึ ปลายมาตรามุมสูงสว นยอ ย
๘. มอื หนง่ึ จบั ควงเกลยี วมุมสงู สวนยอยขึ้นไวใ หแ นน
๙. หมุนปลอกมาตรามมุ สงู สวนยอยขดี (๐) ศนู ยตรงกบั ดรรชนี
๑๐. ขนั หมดุ เกลยี วยดึ ปลอกมาตรามมุ สูงสว นยอยใหแ นน
๑๑. ควรมกี ารทดสอบในขอ ๔ อีกคร้ัง กับหลอดระดับกําหนดมุมยิง ถา หวอดระดบั ของกลอง
เลง็ ยงั ไมกึง่ กลาง ก็ใหก ระทาํ ดังขอ ๗, ๘, และ ๙ อีก
๑๒. จนกวาหวอดระดับของกลอ งเล็งและหวอดระดับกาํ หนดมมุ ยงิ อยกู งึ่ กลางทงั้ สอง
ข. การปรับมาตรามมุ ทศิ เพ่อื รว มกับเสน ลาํ กลองเครือ่ งยงิ มหี วั ขอ ตามลําดบั ดังน.ี้ -
๑. ตัง้ เครอ่ื งยงิ บนพ้นื ดนิ ท่ไี ดร ะดับ และสะพานโครงสายอยกู ง่ึ กลาง มมุ สูงของเครือ่ งยงิ
๘๐๐ หรือ ๙๐๐ มลิ เลียม ใชกระสอบทรายวางคานยดึ ขาหยงั่ เพ่อื ความมนั่ คง
๒. ต้ังกลอ งวดั มมุ เอ็ม ๑ ขา งหลงั เครื่องยงิ ประมาณ ๑๐๐ เมตร อยใู นแนวเดยี วกบั ลํากลอ งปรบั
ระดับกลอ งวดั มมุ
๓. เล็งกลองวัดมมุ ดว ยแวน แกว กลองสอง โดยใชเ สน ตั้งมาตราแวน แกว ทาบทับก่งึ กลาง
ลํากลอ งตลอดถงึ ปากลาํ กลอ ง โดยใชส ว นเคลอ่ื นทตี่ อนลองของหบี เข็มทศิ (ควงมมุ หีบเขม็ ทิศ) ถา ใช
ดินสอผกู รดั ตดิ กบั ก่งึ กลางของปากลาํ กลอ งไดย ิ่งดี เพอื่ ชวยใหเ ปน ตาํ บลเล็งสาํ หรบั วางเสนต้งั ของแวนแกว
กลอ งสองของกลองวดั มมุ ไดง า ยยิง่ ขนึ้
๔. ใชควงสายเล่อื นลํากลอ งใหเขา ไปในแนวเสน ดิง่ ของกลอ งสองกลองวัดมมุ
๕. ทาํ กลบั ไปกลบั มาในขอ ๓ และขอ ๔ จนกระทั่งเสน ดง่ิ ของแวน แกว กลอ งสองของกลอง
วัดมุมแบงครึ่งจากเครอื่ งปดทา ยจนถึงปากลํากลอ ง
๖. ติดกลอ งเลง็ เอม็ ๓๔ เขากบั เคร่ืองยิงดว ยมมุ ทิศ (๐) ศูนย ปรับหวอดระดบั ทางขางดวย
ควงแกเ อียงของเคร่ืองยิง จนกระทั่งหวอดระดบั อยูกง่ึ กลาง
๗. ถาเสน เล็งของกลองวดั มุม เอม็ ๑ ออกไปพน กึง่ กลางเครือ่ งปด ทาย จนถงึ ปากลํากลอง
เคร่ืองยงิ ก็ใหก ระทําซ้ํากันอกี ในขอ ๕ พรอมท้งั ปรบั ระดับกลองเลง็ เอ็ม ๓๔ ไปดวย
๘. กําหนดตําบลเลง็ ทีเ่ ห็นไดชดั เจนและเปน จดุ เดน เล็ก ๆ ในภูมปิ ระเทศเปน ระยะไกลมาก ๆ
(ไมค วรนอยกวา ระยะยิงไกลของเครือ่ งยิง) ซึ่งเปน ตําบลเลง็ รว มของกลอ งเลง็ เอม็ ๓๔ กบั กลองวดั มมุ
๙. การเลง็ รว มเชนนต้ี อ งรกั ษาการปฏบิ ตั ิ ขอ ๔, ๕ และขอ ๖ ไวเ สมอ
๑๐. บางครั้งจําเปนตองเคลือ่ นทต่ี ้งั กลองวดั มมุ ถา ทําไมไดใ นขอ ๔, ๕ และ ๖
๑๑. ในการเล็งตําบลเล็งรว มนจ้ี ําเปน ตอ งหมนุ ควงมมุ ทศิ สวนยอยไปบา ง
๑๒. เม่อื ปรับไดตามขอ ๙ แลว ใหคลายเกลยี วยึดปลอกมาตรามุมสวนยอ ยใหห ลวม

๒๐

๑๓. จบั ควงมมุ ทศิ ไวใ หแ นน หมนุ ปลอกมาตรามมุ ทศิ ใหขดี (๐) ศูนย อยตู รงดรรชนี
๑๔. ควรจะตอ งมกี ารตรวจสอบดูอกี ครั้งเม่ือไดป รับแลว

๒๑

ตอนที่ ๕

กลองเลง็ เอ็ม ๕๓

กลองเล็ง เอม็ ๕๓ น้ี เปนกลอ งเล็งมาตรฐานท่ีใชอยกู ับเครื่องยงิ ลูกระเบิด ขนาด ๘๑ มม.และ
๔.๒ นวิ้ ไดถ ูกนํามาใชแ ทนกลองเลง็ เอม็ ๓๔ เอ ๑ ทัง้ นี้ กเ็ พราะวา การผลติ ออกใชเพียงแบบเดยี ว
เทาน้นั ซึ่งนบั วนั ท่กี ลอ งเลง็ เอ็ม ๓๔ เอ ๑ จะไมส ามารถมใี ชอ ีกตอ ไป หลายหนวยอาจมีทง้ั ๒ แบบ
กลอ งเล็งอยางหน่งึ ใน ๒ แบบน้ี สามารถนําไปทดแทนกันได

ก. กลาวทว่ั ไป กลอ งเลง็ เอม็ ๕๓ ประกอบดว ยฐานกลอ ง เอม็ ๑๒๘ และกลองสอ งรูปขอศอก
นม้ี แี วน ขยาย และใชเปน กลองเลง็ ของเคร่ืองยิง ฐานกลอ งจะทําใหกลอ งสองรปู ขอ ศอกอยใู นตาํ แหนงที่
ถกู ตอง ในสว นที่เกยี่ วกับแกนมมุ ภาคและแกนมมุ สงู ของเครื่องยงิ เฉพาะตวั กลอ ง เอ็ม ๕๓ หนัก ๕.๒๕
ปอนด

ข. กลอ งสองรูปขอ ศอก เอม็ ๑๐๙
๑) กลอ งสอ งรูปขอ ศอกมนี ํ้าหนกั เบา มกี าํ ลังขยาย ๔ เทา เปน กลองเลง็ ทมี่ ีจุดรวมแสงคงท่ี

ขอบเขตการมองเห็นกวา ง ๑๐ องศา (ประมาณ ๑๗๐ มิลเลยี ม) ทาํ การเล็งดวยตาใชมุมภาคและมุมสูง
ใหท ศิ ทางแกเ คร่ืองยงิ

๒) กลอ งสอ งรูปขอ ศอก ภายในแวน มรี ูปกากบาทและมมี าตรามลิ เลยี มกํากบั ไว จากจุดกง่ึ กลาง
จะแบง ออกเปน ๑๗ ชอง ทงั้ ๔ ดาน ๑ ชอง มคี าเทากับ ๕ มลิ เลยี ม และจะเขียนเลขกาํ กบั ไวท กุ ๆ
๑๐ มิลเลียม

๓) กลองสอ งรปู ขอ ศอกน้ี สามารถใชได ๓ ทา ดว ยกัน คอื ในทาทช่ี องมองอยทู างดา นซา ย
ดานขวาและทา ต้งั ตรง โดยสาแหรกยึดกลอ งสอ งในทา นน้ั ๆ ดรรชนีของกลองสองขอศอกแสดงถงึ ทา ท่ี
อยูในทางระดบั และทางด่งิ ของรูปกากบาทในแวน แกว ขณะท่ีปรับเสนเล็งไมว าในทา ใด ถาดรรชนไี มอ ยู
ในเสน เดียวกนั ภาพการเหน็ จะเอยี ง

๔) มาตรามมุ พ้ืนที่ จากพนื้ ระดบั สามารถวดั มมุ พน้ื ที่ได - (ลบ) ๓๐๐ มิลเลียม ถงึ + (บวก)
๓๐๐ มลิ เลยี ม โดยหมนุ ที่มาตรามมุ พนื้ ทสี่ ว นยอย

๕) ชอ งมองไดจ ดั ทาํ ไวใ หบงั เกดิ ความสะดวกสบายแกผใู ชเ ปนอยางมาก
ค. ฐานกลองเล็ง เอ็ม ๑๒๘

๑) กลาวทัว่ ไป ฐานของกลองสอ ง ประกอบดว ยสว นใหญ ๆ ๓ สว น คือ สวนลาง
สวนกลาง และสวนบน สว นลางประกอบดว ยกลอนแกนยึดควงมมุ สูง มาตรามุมสงู และควงยึดมาตรา
มมุ สูง สว นกลางประกอบดว ย ปลอกแกนมมุ สูง ควงมาตรามมุ ทศิ และควงยดึ มาตรามุมทศิ อยกู บั ที่ (มาตรา
สีแดง) มาตรามุมทศิ เลื่อนได (มาตราสดี าํ ) กบั หลอดระดับมมุ สงู และหวอดระดบั มมุ สูง สว นบน
ประกอบดว นสวนรองรบั กลองสองรปู ขอ ศอก ตดิ ต้ังอยบู นสว นกลางตรงแกนระดบั ของกลอ ง
สว นรองรับแนบสนิทอยูก บั ศนู ยเ ปด ซง่ึ ยนื่ ออกมาเลก็ นอ ย และมาตรามุมพื้นที่

๒๒

๒) สว นลา ง
ก. กา นกลอ งเลง็ ต้งั อยบู นดานขวาของฐาน ซึ่งสอดเขาไปอยใู นชองรับกลอ งเล็งบน

ฐานกลอง เพอื่ ยดึ กลอ งเขา กับเครอ่ื งยิง
ข. กระเดือ่ งยึดกลองทอ่ี ยใู นสว นลางของฐาน มวี ัตถุประสงค ๒ ประการ คือ ยดึ กาน

กลองเลง็ เขา ในชอ งรบั กลองของฐานกลอง และกระเดือ่ งจะคลายออก เมอ่ื ตองการจะแยกกา นกลอ งเล็ง
ออกจากกนั

ค. มาตรามุมสงู สว นใหญ รปู ครึ่งวงกลมทางดา นซา ย แบงออกเปน ๑๖ ชอ งเทา ๆ กนั
แตล ะชอ งมคี า เทากบั ๑๐๐ มิลเลยี ม และจะเขียนเลขกาํ กบั ไวทกุ ๒๐๐ มลิ เลียม เริ่มตน จาก – (ลบ) ๓๐๐
มลิ เลียม ไปจนถงึ + (บวก) ๑,๖๐๐ มลิ เลยี ม มาตราลบ (สแี ดง) ใชส าํ หรับอา นมุมตา่ํ กวาพนื้ ระดบั
มาตราบวก (สดี าํ ) ใชสาํ หรบั อานและตงั้ คา มมุ สูง ดรรชนีมาตรามมุ สูงทใี่ ชอา นคาอยบู นสวนลางของ
เหลก็ หลอ ถา มาตรามุมสูงเคลื่อน สามารถปรับไดโดยการคลายหมดุ เกลียวยดึ ออก ต้ังมาตราใหถกู ตอ ง
แลวขันใหแนน ตามเดิม

ง. ควงมมุ สงู ใชส าํ หรับตง้ั มาตรามุมสูง ติดอยกู ับดานควงมมุ สงู ใชส ําหรบั เปล่ียนคา มมุ ไป
ครั้งละมาก ๆ ทค่ี วงมุมสูงนีม้ ีมาตรามมุ สูงสวนยอ ยตดิ อยดู ว ย ประกอบดว ย มาตราที่ใชอา นไปทางบวก
และทางลบ คอื ตวั เลขบนมาตราสดี าํ ใชอ า นทางบวก ตัวเลขบนมาตราสีแดงใชอ า นทางลบ มาตรามมุ สงู
สวนยอยน้แี บง ออกเปน ๑๐๐ ชองเทา ๆ กัน ๑ ชอง มคี าเทา กบั ๑ มิลเลียม และมตี ัวเลขกาํ กบั ไวทกุ ๆ
๑๐ ชอง จาก ๐ ถึง ๙๐ ดรรชนชี ม้ี าตรามมุ สูงสว นยอ ยอยูบนเหล็กหลอ แทง ใหญ ถา ตองการปรบั มาตรา
มมุ สูงสวนยอ ยใหค ลายหมดุ เกลียว ๒ ตัว ทอ่ี ยูด า นหนา ควงมุมสงู ออก เครื่องกลไกตาง ๆ จะถูกควบคมุ
โดยยดึ มาตรามุมสงู (ควงสแี ดง) เพ่ือปอ งกนั ควงมมุ สงู เลือ่ นไปมาขณะทาํ การยิง

๓) สวนกลาง
ก. มาตรามุมทิศอยกู บั ท่ี (มาตราสีแดง) ไมส ามารถเลอื่ นไปมาได แบง ออกเปน ๖๔ ชอ ง

เทา ๆ กัน ๑ ชอ ง มคี าเทา กบั ๑๐๐ มิลเลยี ม และเขยี นเลขกาํ กบั ไวท กุ ๆ ๔๐๐ มิลเลียม โดยเร่มิ จาก ๐
ถึง ๖๐ มาตราน้ีจะหมนุ ไปตามสวนบนของฐานกลองเม่ือหมนุ ควงมมุ ทิศ ควงมมุ ทศิ ตดิ อยูกับดา นควงมมุ
ทศิ ดรรชนีมาตรามมุ ทศิ สวนใหญซ่ึงยน่ื ออกมา และยึดอยูกับเหลก็ หลอแทงใหญ มาตรามุมทิศสว นยอย
แบง ออกเปน ๑๐๐ ชองเทา ๆ กนั ๑ ชอง มีคา เทา กับ ๑ มลิ เลยี ม และเขยี นเลขกาํ กบั ไวท กุ ๆ ๑๐
มิลเลยี ม เร่ิมจาก ๐ ถึง ๙๐ มาตราน้ีถูกยดึ แนน อยกู บั ควงมุมทศิ ในการปรับมาตรามมุ ทิศสวนยอย ให
คลายหมดุ เกลียว ๒ ตวั ซ่ึงอยหู นาควงมุมทิศ และดันมาตราไปทางเคร่ืองยงิ และหมุนไปท่ตี วั เลข
ทีต่ อ งการจะตง้ั

ข. มาตรามุมทิศเลื่อนได (มาตราสดี าํ ) มาตรามมุ ทศิ สวนใหญเ ปนมาตราทท่ี าํ ไวเปนรูป
วงกลม มันจะบนั ทกึ ไวโดยระบบแรงเสยี ดทาน และอยใู กลกับมาตราสแี ดง มาตรามมุ ทศิ เล่อื นไดน ี้ แบง
ออกเปน ๖๔ ชอง เทา ๆ กนั ๑ ชอง มคี าเทากับ ๑๐๐ มิลเลียม และมีตวั กํากบั ไวท ุก ๒๐๐ มลิ เลยี ม
ดรรชนมี าตรามมุ ทิศสวนใหญอ ยบู นเหล็กหลอ แทง ใหญ การต้ังมาตรามมุ ทศิ สวนใหญสามารถตง้ั ไดด วย
การกดลงขางลา งแลวหมุนไป

๒๓

ค. มาตรามุมทิศเล่อื นได สว นยอ ยอยูบนควงมุมทศิ เหมอื นกนั แบง ชองเปน ๑๐๐ ชอ ง
เทา ๆ กัน ๑ ชอ ง มคี า ๑ มิลเลยี ม และมเี ลขกํากบั ไวท กุ ๆ ๑๐๐ มลิ เลยี ม เร่ิมจาก ๐ ถึง ๙๐ การปรับ
มาตรามมุ ทิศสวนยอ ยนี้ ปรบั โดยใชมอื หนึง่ จับควงมาตรามมุ ทิศ และอกี มือหนงึ่ จับทป่ี ลายกนั เล่ือนมาตรา
สีดาํ แลว หมนุ มาตราสดี าํ ไปตามตวั เองทตี่ อ งการจะตงั้

ง. หลอดระดบั ๒ หลอด ตั้งอยทู ํามุม ๙๐ องศา หางจากเรอื นเหลก็ แทง ใหญใชส าํ หรับ
ปรบั ระดบั กลอ งเลง็ หวอดระดบั ทั้งคมู ฝี าโลหะปด เพ่อื กนั การแตกชํารุด

๔) สว นบน เปน สว นรองรบั กลองสองรปู ขอ ศอก จดั ทําไวป ระกอบกบั ศนู ยเ ปดและมาตรา
มมุ พื้นท่ี

การใชก ลอ งเลง็ เอม็ ๕๓

ก. การประกอบกลองเลง็ เขากบั เครอื่ งยงิ สอดกา นกลองเล็งเขา กบั แทน ตดิ กลองเลง็ ทีเ่ คร่ืองยงิ
กดกระเดอ่ื งยดึ กลองเขาขา งใน จนกลอ งเล็งเขา ท่ีมั่นคงแลวปลอยกระเด่ืองยึดกลองเลง็
หมายเหตุ จะตอ งนาํ กลอ งเล็งออกจากเครอื่ งยงิ กอ นท่ีจะยงิ แตละนดั จนกวาฐานเครอ่ื งยิงจะมนั่ คง

ข. การใชก ลอ งเลง็ เอม็ ๕๓ (๑ การตง้ั มุมทิศ)
ก) ในการตัง้ มมุ ทิศบนกลองเลง็ ใหห มุนควงมุมทิศ การหมุนครั้งนจี้ ะทาํ ใหกลอ งเล็งรปู

ขอ ศอก มาตรามมุ ทิศสว นใหญและมาตรามมุ ทศิ สว นยอ ยหมุนตามไปดว ย กอ นที่จะตั้งมมุ ทศิ บนกลอ งเล็ง
คลายควงยดึ มาตรามุมทิศ (ควงสีแดง) ใหเ ปนอสิ ระและขันแนน อนเม่ือตง้ั แลว เพือ่ ปอ งกันการเลอ่ื นไปมา
ของมาตราขณะทาํ การยงิ ในการต้งั มมุ ทิศน้นั จําเปน จะตองตัง้ มาตรามมุ ทศิ สวนใหญ และมาตรามุมทศิ
สวนยอ ย เพือ่ ใหไดมุมทศิ ตามที่ตองการ การตั้งตอ งตั้งเลขของตาํ แหนง แรกของมุมทศิ บนมาตรามมุ ทิศ
สว นใหญแ ละเลขสองตาํ แหนงหลังบนมาตรามมุ ทศิ สว นยอ ย

ข) การต้ังคามาตรามมุ ทิศบนมาตรามมุ ทศิ จงอยาไดเปลย่ี นแปลงทศิ ทางซึง่ ลาํ กลอ งปน กําลงั
ช้ีไป (การต้งั กลองยงิ ใหต รงทิศ) คงทาํ การเลอ่ื นเสนในแนวดิ่งออกไป (ไปทางขวาหรอื ทางซาย) จากแนว
เสนเลง็ เทานั้น มมุ ทิศทตี่ ัง้ บนกลอ งเลง็ คือมุมทไี่ ดม าจากคาํ สงั่ ยงิ นั้นเอง มุมทิศนจ้ี ะตองตงั้ กอนมุมสงู

หมายเหตุ มาตราสีแดง ใชส าํ หรบั วางพื้นยงิ
มาตราสดี าํ ใชสาํ หรับการจําลองทศิ โดยทั่วไป

ค. การตัง้ มุม
ก) ในการตงั้ มมุ สูงน้ันใหห มนุ ควงสงู ซงึ่ จะทาํ ใหม าตรามุมสูงทง้ั สวนใหญและสวนยอย

หมุนตามไปดว ย จะตอ งตัง้ มาตรามมุ สูงทงั้ สองสว นใหถ ูกตอ ง เพอ่ื ทีจ่ ะไดม ุมสงู ตามท่ีตองการ ตัวอยางเชน
ตองการจะต้งั มุมสงู ๑,๐๖๕ มลิ เลยี ม ใหห มนุ ควงมุมสูงจนกระทั่งดรรชนีมาตรามุมสูงสว นใหญช อ้ี ยู
ระหวาง ๑,๐๐๐ กบั ๑,๑๐๐ และเศษทเ่ี หลืออีก ๖๕ มลิ เลยี ม ตั้งทีม่ าตรามุมสูงสว นยอ ย สดี ํา

ข) กอนที่จะตง้ั มุมสูงบนกลองเลง็ ใหค ลายควงยดึ มาตรามมุ สูงเสยี กอ น และเมอ่ื ไดต ัง้ มุม
สูงบนมาตรามมุ สูงเรยี บรอ ยแลว ขนั ควงยดึ มาตรามมุ สูงใหแนน ทัง้ นี้ เพอ่ื ปองกนั มาตรามุมสูงเปล่ยี นแปลง
โดยอุบัติเหตุ

๒๔

การระมัดระวงั รกั ษากลองเล็ง

ถึงแมว ากลอ งเล็ง เอม็ ๕๓ จะแข็งแรงทนทานสกั ปานใด แตก็มอิ าจดาํ รงอยูไดด วยการใชผ ดิ ๆ
หรอื ปราศจากการระวงั รักษา ความผิดพลาดและความผิดปกตจิ ะเปน ผลทเี่ กดิ ข้ึนจากการระวงั รักษาอยางไม
ถกู ตอง จะสงั เกตคาํ เตอื นลว งหนาตอ ไปน้ี

ก. หลกี เหล่ยี งการกระทบกระแทกเพือ่ ปองกนั สว นหนงึ่ สว นใดของกลอ งเล็งชาํ รดุ จงระวงั เปน
พิเศษอยาใหมอี ะไรไปตดิ อยกู า นกลองเล็งหรือมรี อยเวา แหวงเกดิ ขึ้น อยา ใหเกดิ การกระแทกตอ มาตรา
สว นยอ ย เครอ่ื งปรบั กลอ งและหลอดระดบั เม่ือไมใ ชศ นู ยจ งปด ฝาครอบหลอดระดบั เสมอ

ข. เมื่อไมใชก ลอ งเล็ง จงเกบ็ ไวใ นกลอ งและใหอยูในสภาพท่ีแหงเทา ทจี่ ะทําได ถา เปย กอยาเก็บ
เขากลอ งเปนอนั ขาด

ค. เมอื่ กลอ งเลง็ เกิดความไมถ กู ตองเมอ่ื นาํ ไปใช จะสงไปยังหนว ยซอ มบํารงุ ทีส่ นับสนุนโดยตรง
เพอ่ื รับการซอ มแซมเสยี พลประจําเครือ่ งยงิ จะไมไดรับอนุญาตใหถ อดชนิ้ สวนของกลอ งเล็งออกจากกนั

ง. จงเกบ็ รักษาสว นตา ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งกบั ชองของกลอง (แวน แกว ) ใหส ะอาดและแหงอยูเสมอ
เชด็ ฝนุ ออกจากเลนสด ว ยแปรงขนอฐู ที่สะอาด ใชกระดาษเชด็ เลนส เชด็ ถูสว นตางเหลา น้ี อยา ใชน้าํ ยาเชด็
ถูแบบธรรมดา หรอื ใชเศษผาท่ัวไปหรอื กระดาษทรายกบั ช้นิ สว นของชองมองเหลา น้ี ใชนาํ้ ยาทําความ
สะอาดเลนสตามทอี่ นุมัตใิ หเพื่อกําจดั ไขหรือนํ้ามนั ออกไปจากเลนส

จ. ชโลมนํา้ มนั ท่เี ครอ่ื งยึดตามวาระ ดว ยการใชนาํ้ มนั หลอลนื่ ปองกนั สนมิ ทาแตเ พยี งบาง ๆ ในการ
ปองกันการจบั ตัวของฝุนผง ใชน้ํามันหลอล่นื ใหมากพอ เพือ่ ท่จี ะใหการไหลซมึ ของน้ํามนั กาํ จัดฝนุ ผง
ออกไปจากสว นท่ีเคล่ือนท่ไี ด ควรระวงั อยา ใหน ํ้ามันตดิ อยบู นมาตรามมุ ทิศ และมาตรามมุ สูง เพราะนํ้ามัน
จะทาํ ใหสที ีท่ าตัวเลขไวล อกออก

เครอื่ งเลง็ แสง เอ็ม ๕๓

ก. เครือ่ งใหแ สง เอ็ม ๕๓ น้ี จะใหค วามสวา งแกม าตราประจาํ แวน แกว ของกลอ งสองรปู ขอศอก
เอม็ ๑๐๙ และมาตราที่ฐานกลองเล็ง เอม็ ๑๒๘ ระหวางการปฏบิ ัตกิ ารในเวลากลางคนื เคร่ืองใหแ สงแบบ
มาตรฐาน

ข. เคร่อื งใหแ สงประกอบดว ยชน้ิ สว นสาํ คญั คอื ถานไฟฉาย ๒ กอ น กระบอกถานไฟปมุ เรง ไฟ
และชดุ ใหแสงสวางซง่ึ แยกจากกัน ๒ ชุด โดยมลี วดตะกว่ั ออ น ๑ คู ตอ ออกจากปลายขา งหนงึ่ ของ
กระบอกถายไฟ ลวดนีข้ ดเปนวงธรรมดามีความยาวประมาณ ๒ - ๖ ฟตุ

ค. ชดุ ใหแสงสวา งชดุ หน่งึ ประกอบดว ย กา นยดึ สามารถติดแนน อยกู บั ดามยึดควงโคมสําหรับใช
แสงสวา งแกมาตราประจําแวน แกว ของกลอ งสอ งรูปขอ ศอก แสงสวา งนีไ้ ดร บั การปด และเปด โดยปมุ เรงไฟ
ปุมน้ีใชเพ่ิมหรอื ลดความเขมของกาํ ลงั สองสวา งขณะทาํ การเปดไฟ ชดุ ใหแ สงชดุ ท่ี ๒ เปน กระบอกไฟ
ชนิดจบั ถือดว ยมอื ซึง่ สามารถใหแ สงสวา งโดยตรง บนมาตราทีฐ่ านกลองหรือหลอดระดบั ความตองการ
สวิตซป ดสําหรับแสงสวา งท่กี ลา วนต้ี ดิ กับกระบอกไฟ

๒๕

ง. ในการใสเคร่ืองใหแสงเพ่ือใชง าน ใหกดฝาครอบตรงปลายกระบอกถานไฟ แลวหมนุ ฝาครอบ
ทวนเข็มนาฬกิ าไปจนเปน อสิ ระ ใสถ า นไฟฉายแบบธรรมดา ๒ กอน โดยใชดา นทายของถา นเขา ไปกอน
แลวจึงปด ฝาครอบใหแ นน ติดกระบอกถา นไฟของชุดใหแ สงไวใ นหีบกลอ งเล็ง และจดั ปุม เรง ไฟใหอ ยใู น
ที่ ๆ จับตองไดส ะดวก เปด ฝาครอบกนั ฝนุ ออกจากดามยึดควงโคมมองกลองสองรูปขอศอก เปด ฝาปด
ออกจากปลายของชดุ ใหแ สง เอาปลายของชุดใหแ สงสอดเขาไปในชองบนกลองสองรปู ขอ ศอก เพอ่ื ให
แสงสวา งแกม าตราประจาํ แวน แกว เกบ็ โคมกระบอกจบั ถือไวใ นหบี จนกวา จะตองการใช

หบี กลอง เอม็ ๑๑๖

หีบกลอ ง เอม็ ๑๑๖ มนี า้ํ หนกั เบา มคี วามแขง็ แรงทนทาน ประกอบดว ย เบาะรอง ทาํ ดว ย
ฟองน้ําเทยี ม ซง่ึ ทาํ ไวสําหรบั เกบ็ รักษากลอ งเลง็ เอม็ ๕๓ และเครอื่ งใหแ สง เอ็ม ๕๓

๒๖

ตอนท่ี ๖

การทดสอบพลประจําปน

การทดสอบพลประจาํ ปน ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. มีอยดู ว ยกนั ๖ ขน้ั

๑. การตง้ั เคร่ืองยงิ ๔๐ คะแนน

๒. การเปลยี่ นมมุ ทศิ และมมุ สงู จาํ นวนนอ ย ๓๐ คะแนน

๓. การจําลองทิศปก หลักเลง็ ๓๐ คะแนน

๔. การเปลี่ยนมมุ ทศิ และมมุ สงู จํานวนมาก ๔๐ คะแนน

๕. การวางพน้ื ยงิ ๓๐ คะแนน

๖. การยิงสาย ๓๐ คะแนน

รวม ๒๐๐ คะแนน

คะแนนและเวลาในการทดสอบ (ปฏบิ ัตสิ องครั้ง)

๑. การตั้งเครื่องยงิ ๔๐ คะแนน

เวลา ๖๕ - ๗๐ วินาที หรือนอยกวา ๒๐ คะแนน

๖๖ - ๗๐ ๑๘ คะแนน

๗๑ - ๗๕ ๑๖ คะแนน

๗๖ - ๘๐ ๑๔ คะแนน

๘๑ - ๘๕ ๑๒ คะแนน

๘๖ - ๙๐ ๑๐ คะแนน

๘๑ วนิ าที หรือมากกวา ๐ คะแนน

๒. การเปล่ียนมุมทศิ มมุ สงู จาํ นวนนอ ย ๓๐ คะแนน

เปลยี่ นมมุ ทิศไมเกนิ ๖๐ มลิ เลียม และไมนอยกวา ๒๐ มลิ เลียม มุมสูงไมเ กนิ ๙๐ มิลเลียม และ

ไมนอ ยกวา ๓๕ มลิ เลียม

เวลา ๒๐ วนิ าที หรอื นอยกวา ๑๕ คะแนน

๒๑ - ๒๓ ๑๓ คะแนน

๒๔ - ๒๖ ๑๑ คะแนน

๒๗ - ๒๙ ๙ คะแนน

๓๐ - ๓๒ ๗ คะแนน

๓๓ - ๓๕ ๕ คะแนน

๗๐ วินาที หรือมากกวา ๐ คะแนน

๓. การจําลองทศิ ๓๐ คะแนน

๒๕ มิลเลียม และไมน อยกวา ๕ มลิ เลียม

๒๗

เวลา ๖๐ วนิ าที หรือนอ ยกวา ๑๕ คะแนน

๖๑ - ๖๓ ๑๓ คะแนน

๖๔ - ๖๖ ๑๑ คะแนน

๖๗ - ๖๙ ๙ คะแนน

๗๐ - ๗๒ ๗ คะแนน

๗๓ - ๗๕ ๕ คะแนน

๗๖ วินาที หรือมากกวา ๐ คะแนน

๔. การเปลย่ี นมมุ ทศิ และมุมสงู จํานวนมาก ๔๐ คะแนน

เปล่ยี มุมทศิ ไมเ กิน ๓๐๐ มลิ เลยี ม และไมนอ ยกวา ๒๐๐ มิลเลียม มุมสงู ไมเกิน ๒๐๐ มิลเลยี ม และ

ไมน อยกวา ๑๐๐ มิลเลยี ม

เวลา ๓๕ วนิ าที หรือนอ ยกวา ๒๐ คะแนน

๓๖ - ๔๐ ๑๘ คะแนน

๔๑ - ๔๕ ๑๖ คะแนน

๔๖ - ๕๐ ๑๔ คะแนน

๕๑ - ๕๕ ๑๒ คะแนน

๕๖ - ๖๐ ๑๐ คะแนน

๖๑ วินาที หรือมากกวา ๐ คะแนน

๕. การวางพน้ื ยงิ ๓๐ คะแนน

เวลา ๖๕ วนิ าที หรอื นอ ยกวา ๑๕ คะแนน

๖๖ - ๗๐ ๑๕ คะแนน

๗๑ - ๗๕ ๑๓ คะแนน

๗๖ - ๘๐ ๑๒ คะแนน

๘๑ - ๘๕ ๑๑ คะแนน

๘๖ - ๙๐ ๑๐ คะแนน

๙๑ - ๙๕ ๙ คะแนน

๙๖ - ๑๐๐ ๘ คะแนน

๑๐๑ - ๑๐๕ ๗ คะแนน

๑๐๖ - ๑๑๐ ๖ คะแนน

๑๑๑ - ๑๑๕ ๕ คะแนน

๑๑๖ วนิ าที และมากกวา ๐ คะแนน

๖. การยิงสาย ๓๐ คะแนน

เวลา ๕๐ วนิ าที หรือนอยกวา ๑๕ คะแนน

๕๑ - ๖๐ ๑๓ คะแนน

๒๘

๖๑ - ๗๐ ๑๐ คะแนน

๗๑ - ๘๐ ๙ คะแนน

๘๑ คะแนน หรอื มากกวา ๐ คะแนน

คะแนนคณุ วฒุ ิ

๑. พลยงิ ช้ันผเู ชย่ี วชาญ ๑๘๐ - ๒๐๐ คะแนน ๙๐ - ๑๐๐ %

๒. พลยงิ ชั้นหนึง่ ๑๖๐ - ๑๗๙ คะแนน ๘๐ - ๘๘ %

๓. พลยงิ ชน้ั สอง ๑๔๐ - ๑๕๙ คะแนน ๗๐ - ๗๙ %

๔. ไมไ ดผ ลหรอื นอยกวา ๑๔๐ คะแนนลงมา ตา่ํ กวา ๗๐ % ▲▲

ลูกระเบดิ ยงิ ทใ่ี ชกับ ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม.

ลาํ ดับ แบบและชนิดของ ลย. ประเภท นา้ํ หนัก ยานสวน
มาตรฐาน (ปอนด) บรรจุเพ่ิม
๐ ถงึ ๙
๑ ลย. สงั หาร เอม็ ๓๔๗ เอ ๒ เอ ๙.๓๔ ๐ ถงึ ๙
๐ ถงึ ๘
๒ ลย. สงั หาร เอม็ ๓๔๗ บี ๙.๓๔ ๐ ถงึ ๘
๐ ถงึ ๙
๓ ลย. สงั หาร เอม็ ๓๖๒ ๙.๔๒ ๐ ถงึ ๙
๐ ถงึ ๘
๔ ลย. สงั หาร เอม็ ๔๓ เอ ๑ ๗.๑๕ ๒ ถงึ ๘
๒ ถงึ ๔
๕ ลย. ควนั เอ็ม ๓๗๕ เอ ๒ เอ ๙.๓๔ ๒ ถึง ๔
๐ ถงึ ๘
๖ ลย. ควนั เอ็ม ๓๗๕ บี ๙.๓๔
ไมมี
๗ ลย. ควัน เอ็ม ๓๗๐ ๙.๓๔

๘ ลย. สอ งแสง เอ็ม ๓๐๑ เอ ๓ เอ ๑๐.๑๐

๙ ลย. สอ งแสง เอ็ม ๓๐๑ เอ ๒ บี ๑๐.๗๑

๑๐ ลย. สอ งแสง เอ็ม ๓๐๑ เอ ๑ ๑๐.๗๑

๑๑ ลย. ซอ มยงิ เอ็ม ๔๓ เอ ๑ ๗.๑๕

๑๒ ลย. ฝก ยิง เอ็ม ๖๘ ๑๐.๗๐

หมายเหตุ (๑) สญั ลักษณน ัน้ บงถงึ สัญลกั ษณของ ลย. ทสี่ รา งใหมใชใ นนาโต สัญล

อกั ษรเคร่อื งหมายสเี หลอื ง, ลย. ควันสีเทา ประกอบเครื่องหมายอกั ษร
(๒) ลย. สังหาร เอ็ม ๓๗๔ และ ลย. ควนั เอ็ม ๓๗๕ ลย. สงั หาร เอ็ม ๓๖

ตระกูล หมายถึง กระสนุ ทั้งหลายนั้นถงึ แมวาจะมีการทาํ งานของชนว
ทัง้ หมดยังใชตารางยิงอนั เดยี วกัน ทัง้ น้ี ข้ึนอยกู ับลักษณะขปี นะวิธที ีป่
(๓) ลย. ซอ มยิง เอ็ม ๔๓ เอ ๑ บรรจุอยใู นหบี หอดวยสว นบรรจเุ พม่ิ ๖
(๔) อตั รากระสุนมูลฐาน ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม. ๑๒๐ นัด ตอกระบอก

๑๘

ระยะยงิ ใกลสดุ ระยะยงิ ไกลสุด สัญลกั ษณสี

(เมตร) (เมตร) (๑)

๗๒ ๔๗๓๗ กากีแกมเขียวประกอบเคร่ืองหมายอักษรสเี หลอื ง

๗๒ ๔๗๓๗ กากแี กมเขียวประกอบเคร่อื งหมายอักษรสเี หลอื ง

๕๐ ๓๕๕๐ กากแี กมเขยี วประกอบเครอ่ื งหมายอกั ษรสเี หลอื ง

๕๐ ๓๕๕๐ กากีแกมเขียวประกอบเครอ่ื งหมายอักษรสเี หลือง

๗๒ ๔๗๓๗ เขียวออ นประกอบเครอื่ งหมายอกั ษรสีแดง

๗๒ ๔๗๓๗ เขียวออ นประกอบเครื่องหมายอกั ษรสแี ดง

๕๐ ๓๖๑๘ เขียวออ นประกอบเครื่องหมายอักษรสีแดง

๑๐๐ ๓๑๕๐ ขาวประกอบเคร่ืองหมายอักษรสดี าํ

๑๐๐ ๒๑๕๐ ขาวประกอบเครือ่ งหมายอักษรสีดํา

๑๐๐ ๒๑๕๐ ขาวประกอบเครอ่ื งหมายอักษรสีดํา

๕๐ ๓๕๕๐ นาํ้ เงินประกอบเคร่ืองหมายอักษรสีขาว

๕๐ ๓๐๐ ดาํ ประกอบเคร่ืองหมายอักษรสีขาว

ลกั ษณสีของ ลย. แบบเกา ทบ. สหรัฐมดี งั นี้.- ลย. สงั หาร สีกากีแกมเขียว ประกอบ

รสีเหลอื ง, ลย. สอ งแสงสีเทาประกอบเคร่อื งหมายอกั ษรสีขาว
๖๒ และ ลย. ควัน เอ็ม ๓๗๐ แยกออกเปน ๒ ตระกลู ของ ลย. ความหมายคาํ วา
วน และประสทิ ธิภาพของวตั ถทุ บี่ รรจุภายใน ลย. แตกตางกันออกไปก็ตาม แต ลย. เหลา น้ี
ปรากฎ
๖ สวนบรรจุ แตอ าจไดรับเพ่มิ อีก ๒ สว นบรรจกุ ็ได
ก ลย. สังหาร ๑๐๕ นดั ลย. ๑ วัน ๑๑ นดั ลย. สอ งแสง ๔ นัด

พื้นที่การระเบดิ ประกอบ แบบชนวน ผลเฉลยี่ เวลา
ลย. ชนวนกระทบแตก จดุ สอ งสวาง

เสน ผาศูนยกลาง ๓๔ ม. เอ็ม ๕๒๔, เอ็ม ๕๒๖, เอ็ม ๕๓๒ (วินาท)ี
เสน ผาศูนยกลาง ๓๔ ม. เอม็ ๕๒๔, เอ็ม ๕๒๖, เอ็ม ๕๓๒
๒๕ X ๒๐ ม. เอม็ ๕๒๔, เอม็ ๕๑๙, เอม็ ๕๒๖ ๖๐
เอ็ม ๔๑๗, เอ็ม ๕๓๒ ๖๐
๒๐ X ๑๕ ม. เอ็ม ๕๒๕ ๖๐
เสน ผาศนู ยกลาง ๒๐ ม.
เสน ผาศนู ยกลาง ๒๐ ม. เอ็ม ๕๒๔, เอ็ม ๕๒๖, เอม็ ๕๓๒
เสน ผาศนู ยกลาง ๒๐ ม. เอ็ม ๕๒๔, เอ็ม ๕๒๖, เอม็ ๕๓๒
ไมมี เอ็ม ๕๒๔, เอ็ม ๕๒๖, เอม็ ๕๑๙
ไมม ี เอ็ม ๘๔ เอ ๑
ไมม ี เอ็ม ๘๔
ไมมี เอ็ม ๘๔
ไมมี ไมม ี
ไมม ี

๑๙

อัตราระยะแตก พืน้ ท่สี องสวา ง กาํ ลงั สองสวา ง
เมตร (แรงเทียน)

๖ ม. ตอ วนิ าที ๑๒๐๐ ๕๐๐,๐๐๐
๔ ม. ตอวินาที ๑๑๐๐ ๕๐๐,๐๐๐
๔ ม. ตอวินาที ๑๑๐๐ ๕๐๐,๐๐๐

๓๑

การทดสอบพลประจําปน ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม.

การทดสอบพลประจาํ ปน ค. ๙๓ ขนาด ๘๑ มม.
เครือ่ งยิงลกู ระเบดิ ชนาด ๘๑ มม.

ชอื่ ……………………...………………..วันที่…………..เดือน………………………พ.ศ……………….…..

เวลา แตม รวมไดค ะแนน
พลยิงช้ัน
การตังเครอื งยิง ๑



การเปลยี นมุมทิศและมุมสงู จํานวนนอย ๑



การจําลองทศิ ๑



การเปลยี นมมุ ทศิ และมุมสงู จาํ นวนมาก ๑



การวางพืนยิง ๑



การยงิ สา ย ๑


รวมคะแนน

คณุ วฒุ ิ

ผตู รวจสอบ

หมายเหตุ ผดิ นอยกวา ๔ มลิ เลยี ม ไดค ะแนนเตม็
ผดิ ตัง้ แต ๕ - ๘ มลิ เลียม ลบ ๒ คะแนน
ผดิ ต้งั แต ๙ - ๑๒ มลิ เลียม ลบ ๔ คะแนน
ผดิ ตัง้ แต ๑๓ - ๑๖ มิลเลยี ม ลบ ๖ คะแนน
ผิดเกนิ กวา
๑๖ มิลเลยี ม ๐ คะแนน


Click to View FlipBook Version