สามคั คเี ภทคาํ ฉันท์
เสนอ
ครูณัฐยา อาจมงั กร
คณะผู้จดั ทาํ
นายกฤตกานต์ พวงมาลัย เลขที ๑
นายธนกร ขวนขวาย เลขที ๔
น.ส.ฆรวัณณ์ ศรพิสทุ ธิ เลขที ๑๕
น.ส.เนตรนภา พพิ ฒั น์วัฒนารมย์ เลขที ๒๖
น.ส.มณั ฑกานต์ ธรรมศิรไพบูลย์ เลขที ๓๑
รายงานนีเปนสว่ นหนงึ ของวชาภาษาไทย
รหัสวชา ท๓๓๑๐๑
ภาคเรยนที ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรยนมธั ยมวดั หนองแขม
สามคั คเี ภทคาํ ฉันท์
เสนอ
ครูณฐั ยา อาจมังกร
คณะผจู้ ัดทาํ
นายกฤตกานต์ พวงมาลยั เลขที ๑
นายธนกร ขวนขวาย เลขที ๔
น.ส.ฆรวัณณ์ ศรพสิ ทุ ธิ เลขที ๑๕
น.ส.เนตรนภา พพิ ฒั นว์ ัฒนารมย์ เลขที ๒๖
น.ส.มัณฑกานต์ ธรรมศริ ไพบลู ย์ เลขที ๓๑
รายงานนเี ปนส่วนหนงึ ของวชาภาษาไทย
รหัสวชา ท๓๓๑๐๑
ภาคเรยนที ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรยนมัธยมวดั หนองแขม
คาํ นํา
รายงาน เร่ืองสามัคคีเภทคาํ ฉันท เลม นีจ้ ัดทําขึน้ เพ่อื รายงานผลการ
ศกึ ษาคนควา ประกอบการเรียนรูรายวิชาภาษาไทย รหัสวชิ า ท๓๓๑๐๑
ภาคเรียนท่ี ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๔ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปี ท่ี ๖ ซ่งึ ประกอบดวย
เนื้อหาเก่ียวกับ สามคั คีเภทคําฉันท ไดแ ก ผูแตง จุดประสงค ท่มี า
ลักษณะคาํ ประพนั ธ เร่อื งยอ บทประพนั ธ และอธบิ ายคาํ ศพั ท และคุณคา
ของสามคั คีเภทคําฉันท
คณะผูจัดทาํ หวงั เป็ นอยา งย่งิ วารายงาน เร่อื งสามัคคเี ภทคําฉันท
เลม นี ้ จะเป็ นประโยชนตอผูท่ีสนใจศกึ ษาเร่อื งสามคั คเี ภทคําฉันทไมม าก
กน็ อย หากมขี อผดิ พลาดประการใด คณะผจู ัดทาํ ขออภยั มา ณ ท่ีนีด้ ว ย
คณะผจู ดั ทําขอขอบคุณครูผูสอนท่ใี หคําปรกึ ษาในการจัดทํารายงาน
เลมนีต้ ลอดจนผทู ่มี ีสวนเก่ียวของทกุ ทา นท่ีทาํ ใหก ารทาํ รายงานเลมนี ้
ประสบผลสําเรจ็ ทุกประการ
คณะผูจ ัดทาํ
สารบญั ก
ข
ปกใน ค
คํานํ า
สารบญั ๑
ผแู้ ตง่ ๑
จดุ ประสงค์ ๑
ทมี า
ลกั ษณะคําประพันธ์ ๒
ลกั ษณะบงั คับของฉันท์ ๔
เนื อเรอื งยอ่
ถอดคําประพันธ์ ๖
คําศัพท์
คุณค่าวรรณคดี ๘
บรรณาณกุ รม ๒๘
๓๑
ง
๑
ผแู้ ตง่
นายชติ บรุ ทตั กวใี นรชั กาลที ๖ ในขณะทบี รรพชาเปนสามเณร
อายเุ พียง ๑๘ ป ไดเ้ ขา้ รว่ มแตง่ ฉันทส์ มโภชพระมหาเศวตฉัตร
ในงาน ราชพิธฉี ัตรมงคล รชั กาลที ๖ เมอื อายุ ๒๒ ป ไดส้ ่งกาพย์
ปลกุ ใจลงใน หนั งสือพิมพ์สมทุ รสาร นายชติ มนี ามสกลุ เดมิ วา่
ชวางกรู ไดร้ บั พระราชทานนามสกลุ “บรุ ทตั ” จากพระบาท
สมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ ฯ ในป ๒๔๕๐ เมอื อายะ ๒๓ ป
ใชน้ ามปากกาวา่ เจา้ เงาะ เอกชน และแมวคราว
จดุ ประสงค์
นายชติ บรุ ทตั อาศัยเค้าคํา แปลของเรอื งสามคั คีเภทมา
แตง่ เปน คําฉันท์ เพือแสดงความสามารถใน เชงิ กวใี ห้
เปนทปี รากฏและเปน พิทยาภรณ์ประดบั บา้ นเมอื ง
ทมี า
ในสมยั รชั กาลที ๖ เกดิ วกิ ฤตการณ์ทงั ภายในและภายนอกประเทศ
เชน่ เกดิ สงครามโลกครงั ที ๑ เกดิ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ซงึ ส่งผลกระทบ
ตอ่ ความมนั คงของบา้ นเมอื ง นายชติ บรุ ทตั จงึ ไดแ้ ตง่ เรอื ง
สามคั คีเภทคําฉันทข์ นึ ในป พ.ศ. ๒๔๕๗
เพือมงุ่ ชคี วามสําคัญของการรวมกนั เปนหมคู่ ณะ
เรอื งสามคั คีเภท เปนนิ ทานสภุ าษิต ในมหาปรนิ ิ พพานสตู ร และ
อรรถกถาสมุ งั คลวลิ าสินี -ทฆี นิ กายมหาวรรค ลงพิมพ์ในหนั งสือ
ธรรมจกั ษุ ของมหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั โดยเรยี บเรยี งเปนภาษาบาลี
ลกั ษณะคาํ ประพนั ธ ๒
สามคั คีเภทคําฉันท แตง ดว ยคาํ ประพันธประเภทฉนั ท ๑๙ ชนิด กาพย ๑ ชนดิ คือ
๑. สัททลุ วิกกีฬติ ฉันท ๑๙ เปนฉันททม่ี ีลีลาการอานสงางาม เครง ขรึม มีอาํ นาจดจุ
เสือผยอง ใชแ ตง สาํ หรับบทไหวครู บทสดดุ ี ยอพระเกียรติ
๒. วสนั ตดลิ กฉันท ๑๔ เปน ฉนั ทท ่มี ลี ลี าไพเราะ งดงาม เยือกเยน็ ดจุ เม็ดฝน
ใชสําหรบั บรรยายหรอื พรรณนาชืน่ ชมส่ิงทสี่ วยงาม
๓. อุปชาติฉันท ๑๑ นิยมแตง สําหรับบทเจรจาหรอื บรรยายความเรียบๆ
๔. อที สิ งั ฉนั ท ๒๑ เปน ฉันทท ม่ี ีจงั หวะกระแทกกระท้ัน เกรย้ี วกราด โกรธแคน และ
อารมณรุนแรง เชน รกั มาก โกรธมาก ตน่ื เตน คกึ คะนอง หรอื พรรณนาความสบั สน
๕. อินทรวิเชียรฉนั ท ๑๑ เปนฉันทท ่มี ีลลี าสวยงามดจุ สายฟาพระอินทร
มลี ีลาออนหวาน ใชบรรยายความ หรือพรรณนา เพอ่ื โนมนาวใจใหอ อนโยน เมตตา
สงสาร เอน็ ดู ใหอ ารมณเ หงา และเศรา
๖. วชิ ชุมมาลาฉันท ๘ หมายถึง ระเบยี บแหง สายฟา เปน ฉันททใี่ ชใ น
การบรรยายความ
๗. อินทรวงศฉ นั ท ๑๒ เปน ฉนั ทท ่มี ลี ลี าตอนทา ยไมร าบเรยี บ คลายคลงึ กบั กลบท
สะบัดสะบ้งิ ใชในการบรรยายความ หรอื พรรณนาความ
๘. วังสัฏฐฉนั ท ๑๒ เปนฉันททม่ี ีสาํ เนยี งอนั ไพเราะเหมือนเสียงป
๙. มาลินีฉันท ๑๕ เปนฉันทท ใ่ี ชใ นการแตงกลบทหรือบรรยายความที่เครง ขรึม
เปนสงา
๑๐. ภุชงคประยาตฉันท ๑๒ เปน ฉันทท ี่มลี ีลางามสงา ดุจงเู ลอ้ื ย นยิ มใชแตง บท
ทีด่ าํ เนินเรื่องอยา งรวดเรว็ และคกึ คกั
๓
ลกั ษณะคําประพนั ธ
๑๑. มาณวกฉันท ๘ เปนฉันททีม่ ีลลี าผาดโผน สนกุ สนาน ราเริง และตื่นเตน
ดุจชายหนุม
๑๒. อเุ ปนทรวิเชียรฉนั ท ๑๑ เปนฉันทท่มี คี วามไพเราะใชในการบรรยายบทเรียบๆ
๑๓. สทั ธราฉันท ๒๑มีความหมายวา ฉนั ทยังความเล่อื มใสใหเ กิดแกผูฟง
จงึ เหมาะเปนฉันททใ่ี ชสาํ หรบั แตง คํานมัสการ อธิษฐาน ยอพระเกยี รติ หรืออัญเชิญเทวดา
ใชแตงบทสน้ั ๆ
๑๔. สาลินีฉนั ท ๑๑ เปนบททม่ี ีคําครมุ าก ใชบ รรยายบทที่เปน เน้ือหาสาระเรยี บๆ
๑๕. อุปฏฐิตาฉันท ๑๑ เปนฉนั ทท เ่ี หมาะสาํ หรบั ใชบ รรยายบทเรียบๆ แตไมใ คร
มคี นนยิ มแตง มากนกั
๑๖. โตฏกฉนั ท ๑๒ เปน ฉันทท ่มี ีลีลาสะบดั สะบ้งิ เหมอื นประตกั แทงโค ใชแ ตงกับ
บทท่ีแสดงความโกรธเคอื ง รอ นรน หรอื สนกุ สนาน คึกคะนอง ตนื่ เตน และเรา ใจ
๑๗. กมลฉันท ๑๒ หมายถงึ ฉนั ทีม่ ีความไพเราะเหมือนดงั ดอกบวั ใชก บั บททม่ี ี
ความต่นื เตนเล็กนอ ย และใชบรรยายเรอ่ื ง
๑๘. จิตรปทาฉนั ท ๘ เปนฉันทท ี่เหมาะสําหรับบททนี่ ากลวั เอะอะ เกรีย้ วกราด
ตนื่ เตน ตกใจ และกลัว
๑๙. สรุ างคนางคฉนั ท ๒๘ มีลกั ษณะการแตงคลา ยกาพยสุรางคนางค ๒๘
แตตางกันทมี่ ีขอ บังคับ ครุ ลหุ เพิม่ ขน้ึ มา ทาํ ใหเ กดิ ความไพเราะมากยิง่ ขน้ึ เหมาะสาํ หรบั
ขอ ความท่คี ึกคกั สนุกสนาน โลดโผน ต่นื เตน
๒๐. กาพยฉ บัง ๑๖ เปน กาพยท่มี ีลีลาสงางาม ใชส าํ หรบั บรรยายความงาม หรอื
ดาํ เนินเรื่องอยา งรวดเรว็
๔
ลักษณะบงั คับของฉนั ท์
อนิ ทรวเิ ชยี รฉันท์ ๑๑
อนิ ทรวเิ ชยี ร แปลวา่ เพชรพระอนิ ทรห์ รอื สายฟาจากพระอนิ ทร์
หมายถึง ฉันท์ทีมีลีลาประดุจเพชรของพระอนิ ทรห์ รอื สายฟา
จากพระอนิ ทร์
คณะและพยางค์
อนิ ทรวเิ ชยี รฉันท์ จํานวน ๑ บท มี ๒ บาท
๑ บาท มี ๒ วรรค ได้แก่
วรรคหน้าหรอื วรรคต้นมี ๕ คํา (พยางค์)
ส่วนวรรคหลังหรอื วรรคท้ายมี ๖ คํา (พยางค์)
อนิ ทรวเิ ชยี รฉันท์ ๑ บาท มีจํานวนคํา (พยางค์) ๑๑ คํา (พยางค์)
ดังนัน จึงกําหนดเลข ๑๑ ไวท้ ้ายชอื ฉันท์ โดยยดึ ตามบาท
ของฉันท์
สัมผสั สังเกตสัมผสั บงั คับ (สัมผสั นอก) และบงั คับครุ-ลหุ
คําครุ สัญลักษณ์แทนด้วย ั
คําลหุ สัญลักษณ์แทนด้วย ุ
ดูตัวอยา่ งตามผงั ภาพ
๕
ลักษณะบงั คบั ของฉนั ท์
วชิ ชุมมาลาฉันท์ ๘
แผนผงั บงั คบั วชิ ชุมมาลาฉันท์ ๘
วชิ ชุมมาลาฉันท์ (อา่ นวา่ วดิ -ชุม-มา-ลา-ฉัน) วชิ ชุมมาลาฉันท์ มคี วามหมายวา่
“ฉันทท์ มี ที ว่ งทาํ นองลลี าดจุ สายฟาแลบ”
คณะและพยางค์
วชิ ชุมมาลาฉันท์ ๑ บท ประกอบดว้ ยคณะและพยางค์ ดงั นี
มี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๔ คาํ
๑ บาท นับจาํ นวนคาํ ได้ ๘ คาํ /พยางค์ ดงั นัน จงึ เขยี นเลข ๘ หลงั ชือ วชิ ชุมมาลา
ฉันทน์ ีเอง
ทงั บทมจี าํ นวนคาํ ทงั สนิ ๓๒ คาํ
สมั ผสั
พบวา่ สมั ผสั วชิ ชุมมาลาฉันท์ มสี มั ผสั นอก (ทเี ปนสมั ผสั ภายในบท) บท จาํ นวน ๕ แหง่
ไดแ้ ก่
๑. คาํ สดุ ทา้ ยของวรรคที ๑ สง่ สมั ผสั กบั คาํ ที ๒ ของวรรคที ๒
๒. คาํ สดุ ทา้ ยของวรรคที ๒ สง่ สมั ผสั กบั คาํ สดุ ทา้ ย ของวรรคที ๓
๓. คาํ สดุ ทา้ ยของวรรคที ๔ สง่ สมั ผสั กบั คาํ สดุ ทา้ ย ของวรรคที ๖
๔. คาํ สดุ ทา้ ยของวรรคที ๕ สง่ สมั ผสั กบั คาํ ที ๒ ของวรรคที ๖
๕. คาํ สดุ ทา้ ยของวรรคที ๖ สง่ สมั ผสั กบั คาํ สดุ ทา้ ย ของวรรคที ๗
สมั ผสั ระหวา่ งบท
พบวา่ คาํ สดุ ทา้ ยของบท สง่ สมั ผสั กบั คาํ สดุ ทา้ ยของวรรค วรรคที ๔ ในบทตอ่ ไป
คาํ ครุ ลหุ วชิ ชุมมาลาฉันท์ ๑ บท มคี าํ ครทุ งั หมด ๓๒ คาํ ปราศจากการใช้คาํ ลหุ
ใหส้ งั เกตสมั ผสั บงั คบั (สมั ผสั นอก) และบงั คบั คร-ุ ลหุ
คาํ ครุ สญั ลกั ษณ์แทนดว้ ย ั
คาํ ลหุ สญั ลกั ษณ์แทนดว้ ย ุ (ซึงในฉันทป์ ระเภทนีไมใ่ ช้คาํ ลห)ุ
๖
เรอื งยอ่
พระเจ้าอชาตศัตรูแหง่ กรุงราชคฤห์ แควน้ มคธ ทรงมีวสั สการพราหมณ์ผูฉ้ ลาด
และรอบรูศ้ ิลปศาสตรเ์ ปนทีปรกึ ษา มีพระประสงค์จะขยายอาณาจักรไปยงั แควน้
วชั ชขี องเหล่ากษัตรยิ ล์ ิจฉวี ซึงปกครองแควน้ โดยยดึ มันในอปรหิ านิยธรรม
(ธรรมอนั ไม่เปนทีตังแหง่ ความเสือม) เน้นสามัคคีธรรมเปนหลัก การโจมตีแควน้ นี
ใหไ้ ด้จะต้องทําลายความสามัคคีนีใหไ้ ด้เสียก่อน วสั สการพราหมณ์ปุโรหติ ทีปรกึ ษา
จึงอาสาเปนไส้ศึกไปยุแหยใ่ หก้ ษัตรยิ ล์ ิจฉวแี ตกความสามัคคี โดยทําเปนอุบาย
กราบทูลทัดทานการไปตีแควน้ วชั ชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสรง้ กรวิ รบั สังลงโทษ
ใหเ้ ฆียนวสั สการพราหมณ์อยา่ งรุนแรงแล้วเนรเทศไป
๗
เรอื งย่อ
ขา่ วของวสั สการพราหมณ์ไปถึงนครเวสารเี มืองหลวงของแควน้ วชั ชกี ษัตรยิ ล์ ิจฉวี
รบั สังใหว้ สั สการพราหมณ์เขา้ รบั ราชการกับกษัตรยิ ล์ ิจฉวดี ้วยเหตุทีเปนผูม้ ีสติปญญา
มีวาทศิลปดี มีความรอบรูใ้ นศิลปะวทิ ยาการ ทําใหก้ ษัตรยิ ล์ ิจฉวรี บั ไวใ้ นพระราชสํานัก
ใหพ้ จิ ารณาคดีความและสอนหนังสือพระโอรส วสั สการพราหมณ์ได้ทําหน้าที
อยา่ งเต็มความรูค้ วามสามารถ จนกษัตรยิ ล์ ิจฉวไี วว้ างพระทัยก็ดําเนินอุบาย
ขนั ต่อไปคือสรา้ งความคลางแคลงใจในหมู่พระโอรส แล้วลุกลามไปถึงพระบดิ า
ซึงต่างก็เชอื พระโอรสทําใหข้ ุน่ เคืองกันไปทัว เวลาผา่ นไป ๓ ป เหล่ากษัตรยิ ล์ ิจฉวี
ก็แตกความสามัคคีกันหมดแม้วสั สการพราหมณ์ตีกลองนัดประชุมก็ไม่มีพระองค์ใด
มารว่ มประชุม วสั สการพราหมณ์จึงลอบส่งขา่ วไปยงั พระเจ้าอชาตศัตรูใหท้ รง
ยกทัพมาตีแควน้ วชั ชไี ด้อยา่ งงา่ ยดาย
ถอดคําประพนั ธ์ ๘
ภุชงคประยาต ฉันท์ ฯ
ทชิ งคช์ าติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษัตริย์ลจิ ฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย
ปวตั น์วญั จโนบาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร สมคั รสนธสิ โมสร
มลา้ งเหตพุ ิเฉทสาย ลศึกษาพชิ ากร
เสดจ็ พร้อมประชมุ กนั
ณ วันหนึงลถุ ึงกา สถานราชเรียนพลนั
กมุ ารลิจฉววี ร สนิทหนึงพระองค์ไป
กถ็ ามการณ์ ณ ทนั ใด
ตระบัดวสั สการมา กถาเช่น ธ ปจุ ฉา
ธ แกลง้ เชิญกมุ ารฉัน
มนุษย์ผกู้ ระทาํ นา
ลหุ อ้ งหับรโหฐาน ประเทยี บไถมใิ ช่หรือ
มิลลี บั อะไรใน
กร็ บั อรรถออออื
จะถกู ผดิ กระไรอยู่
และคู่โคก็จงู มา ประดจุ คาํ พระอาจารย์
นิวตั ในมิช้านาน
กมุ ารลิจฉวีขตั ติย์ สมยั เลกิ ลเุ วลา
กสิกเขากระทําคอื พชวนกันเสดจ็ มา
กเ็ ท่านัน ธ เชิญให้ ชองคน์ ันจะเอาความ
ประสิทธิศิลปประศาสน์สาร ณ ขา้ งใน ธ ไตถ่ าม
วจสี ัตยก์ ะสําเรา
อรุ สลิจฉวีสรร รวากยว์ าทตามเลา
และต่างซักกุมารรา วภาพโดยคดีมา
มิเชือในพระวาจา
พระอาจารย์สิเรยี กไป
อะไรเธอเสนอตาม และต่างองคก์ ็พาที
จะพูดเปลา่ ประโยชน์มี
กุมารนันสนองสา รผลเห็นบเปนไป
เฉลยพจน์กะครเู สา ธ พูดแทก้ ท็ าํ ไม
จะถามนอก บ ยากเย็น
กมุ าร ธ คดิ อ่านกะทา่ นเปน
สหายราช ธ พรรณนา ละแน่ชดั ถนัดความ
มิกล้าอาจจะบอกตาม
ไฉนเลยพระครเู รา ไถลแสร้งแถลงสาร
เลอะเหลวนักละลว้ นนี กส็ อดคลอ้ งและแคลงดาล
อบุ ัติขึนเพราะขนุ่ เคือง
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ ประดามนี ิรันดร์เนือง
แนะชวนเข้า ณ ขา้ งใน
มลายปาตพนิ าศปลง ฯ
ชะรอยวา่ ทชิ าจารย์
รหสั เหตุประเภทเห็น
และท่านมามสุ าวาท
พจีจรงิ พยายาม
กมุ ารราชมติ รผอง
พโิ รธกาจวิวาทการณ์
พิพิธพนั ธไมตรี
กะองคน์ ันกพ็ ลันเปลอื ง
๙
ถอดความ ภุชงคประยาต ฉันท์ ฯ
พราหมณ์ผูฉ้ ลาดคาดคะเนวา่ กษัตรยิ ล์ ิจฉววี างใจคลายความหวาดระแวง
เปนโอกาสเหมาะทีจะเรมิ ดําเนินการตามกลอุบายทําลายความสามัคคี วนั หนึง
เมือถึงโอกาสทีจะสอนวชิ ากุมารลิจฉวกี ็เสด็จมาโดยพรอ้ มเพรยี งกัน ทันใด
วสั สการพราหมณ์ก็มาถึงและแกล้งเชญิ พระกุมารพระองค์ทีสนิทสนม
เขา้ ไปพบในหอ้ งส่วนตัว แล้วก็ทูลถามเรอื งทีไม่ใชค่ วามลับแต่ประการใด
ดังเชน่ ถามวา่ ชาวนาจูงโคมาคู่หนึงเพอื เทียมไถใชห่ รอื ไม่ พระกุมารลิจฉวี
ก็รบั สังเหน็ ด้วยวา่ ชาวนาก็คงจะกระทําดังคําของพระอาจารย์ ถามเพยี เท่านัน
พราหมณ์ก็เชญิ ใหเ้ สด็จกลับออกไป ครนั ถึงเวลาเลิกเรยี นเหล่าโอรสลิจฉวี
ก็พากันมาซักไซ้พระกุมารวา่ พระอาจารยเ์ รยี กเขา้ ไปขา้ งในได้ไต่ถามอะไรบา้ ง
ขอใหบ้ อกมาตามความจรงิ พระกุมารพระองค์นันก็เล่าเรอื งราวทีพระอาจารย์
เรยี กไปถาม แต่เหล่ากุมารสงสัยไม่เชอื คําพูดของพระสหาย ต่างองค์ก็วจิ ารณ์
วา่ พระอาจารยจ์ ะพูดเรอื งเหลวไหลไรส้ าระเชน่ นีเปนไปไม่ได้ และหากวา่
จะพูดจรงิ เหตุใดจะต้องเรยี กเขา้ ไปถามขา้ งในหอ้ ง ถามขา้ งนอกหอ้ งก็ได้สงสัย
วา่ ท่านอาจารยก์ ับพระกุมารต้องมีความลับอยา่ งแน่นอนแล้วก็มาพูดโกหก
ไม่กล้าบอกตามความเปนจรงิ แกล้งพูดไปต่าง ๆ นานา กุมารลิจฉวที ังหลาย
เหน็ สอดคล้องกันก็เกิดความโกรธเคือง การทะเลาะววิ าทก็เกิดขนึ เพราะ
ความขุน่ เคืองใจ และความสัมพนั ธอ์ นั ดีทีเคยมีมาตลอดก็ถูกทําลายยอ่ ยยบั ลง
มาณวก ฉันท์ ฯ ๑๐
ลว่ งลปุ ระมาณ กาลอนุกรม
หนึง ณ นิยม
เมือจะประสิทธิ ท่านทวิชงค์
เชิญวรองค์ วิทยะยง
เธอจรตาม เอกกุมาร
โดยเฉพาะใน พราหมณไป
จึงพฤฒถิ าม หอ้ งรหุฐา
ขอ ธ ประทาน
ความพสิ ดา
อยา่ ติและหลู่
เธอน่ะเสวย โทษะและไข
ในทินนี ครจู ะเฉลย
พอหฤทัย ภตั กะอะไร
ราช ธ ก็เล่า ดี ฤ ไฉน
ตนบริโภค
วาทะประเทือง ยงิ ละกระมงั
อาคมยงั เคา้ ณ ประโยค
เสร็จอนุศาสน์ แล้วขณะหลัง
ลจิ ฉวิหมด เรอื งสิประทงั
ถามนยมาน
จารยปรา สิกขสภา
ราชอุรส
เธอก็แถลง ตา่ ง ธ กม็ า
ความเฉพาะล้วน
ต่าง บ มิเชอื ทา่ นพฤฒิอา
จึงผลใน รภกระไร
แจ้งระบมุ วล
ขุ่นมนเคอื ง
เชน่ กะกุมาร จรงิ หฤทยั
เลกิ สละแยก เมือตรไิ ฉน
เกลียว บ นิยม เหตุ บ มิสม
เรืองนฤสาร
กอ่ นก็ระดม
แตกคณะกลม
คบดุจเดมิ
๑๑
ถอดความ มาณวก ฉันท์ ฯ
เวลาผา่ นไปตามลําดับ เมือถึงคราวทีจะสอนวชิ าก็จะเชญิ พระกุมารพระองค์หนึง
พระกุมารก็ตามพราหมณ์เขา้ ไปในหอ้ งเฉพาะ พราหมณ์จึงถามเนือความแปลก ๆ วา่
ขออภัยชว่ ยตอบด้วยอยา่ หาวา่ ตําหนิหรอื ลบหลู่ ครูขอถามวา่ วนั นีพระกุมาร
เสวยพระกระยาหารอะไร รสชาติดีหรอื ไม่ พอพระทัยมากหรอื ไม่ พระกุมารก็เล่าเรอื ง
เกียวกับพระกระยาหารทีเสวย หลังจากนันก็สนทนาเรอื งทัวไป แล้วก็เสด็จกลับ
ออกมายงั หอ้ งเรยี น เมือเสรจ็ สินการสอนราชกุมารลิจฉวที ังหมดก็มาถามเรอื งราว
ทีมีมาวา่ ท่านอาจารยไ์ ด้พูดเรอื งอะไรบา้ ง พระกุมารก็ตอบตามความจรงิ แต่เหล่า
กุมารต่างไม่เชอื เพราะคิดแล้วไม่สมเหตุสมผล ต่างขุน่ เคืองใจด้วยเรอื งไรส้ าระ
เชน่ เดียวกับพระกุมารพระองค์ก่อน และเกิดความแตกแยกไม่คบกันอยา่ งกลมเกลียว
เหมือนเดิม
อเุ ปนทรวเิ ชียร ฉันท์ ฯ ๑๒
ทิชงคเ จาะจงเจตน กลหเหตุยุยงเสรมิ
กระหน่ําและซ้าํ เติม นฤพทั ธกอ การณ
ละครงั้ ระหวางครา ทินวารนานนาน
เหมาะทาทิชาจารย ธ กเ็ ชญิ เสดจ็ ไป
บ หอนจะมสี า รฤหาประโยชนไร
กระนัน้ เสมอนัย เสาะแสดง ธ แสรงถาม
และบา งก็พดู วา นะแนะขา สดับตาม
ยุบลระบลิ ความ พจแจง กระจายมา
ละเมิดติเตยี นทา น กเ็ พราะทานสิแสนสา
รพดั ทลทิ ภา วและสุดจะขัดสน
จะแนมิแนเหลอื พเิ คราะหเ ช่อื เพราะยากยล
ณ ที่ บ มีคน ธ กค็ วรขยายความ
และบา งก็กลา ววา นะแนะขาจะขอถาม
เพราะทราบคดตี าม วจลอื ระบือมา
ตฉิ ินเยาะหมิน่ ทาน ก็เพราะทานสแิ สนสา
รพนั พกิ ลกา ยพลิ ึกประหลาดเป็น
จะจริงมิจริงเหลือ มนเช่ ือเพราะไป เหน็
ผิขอ บ ลําเคญ็ ธ ก็ควรขยายความ
กุมารองคเสา วนเคา คดตี าม
กระทูพระครูถาม นยสดุ จะสงสยั
กค็ ํามิควรการณ คุรุทานจะถามไย
ธ ซกั เสาะสบื ใคร ระบุแจง กะอาจารย
ทวชิ แถลงวา พระกมุ ารโน มขาน
ยุบลกะตกู าล เฉพาะอยกู ะกันสอง
กุมารพระองคน ัน้ ธ มิทันจะไตรต รอง
กเ็ ช่ือ ณ คําของ พฤฒคิ รูและววู าม
พิโรธกมุ ารองค เหมาะเจาะจงพยายาม
ยคุ รเู พราะเอาความ บ มดิ ีประเดตน
กพ็ อและตอ พษิ ทุรทิฐมิ านจน
ลุโทสะสืบสน ธพิ ิพาทเสมอมา
และฝ ายกุมารผู ทชิ ครูมิเรยี กหา
กแ็ หนงประดารา ชกมุ ารทชิ งคเชิญ
พระราชบุตรลิจ ฉวมิ ติ รจิตเมิน
ณ กันและกนั เหิน คณะหา งก็ตางถือ
ทะนงชนกตน พลลน เถลงิ ลือ
ก็หาญกระเหมิ ฮWือ มนฮึก บ นึกขาม ฯ
ATION.ORG
W W . L G B T F O U N D
๑๓
ถอดความ อุเปนทรวเิ ชียร
ฉันท ฯ
พราหมณ์เจตนาหาเหตุยุแหยซ่ ําเติมอยูเ่ สมอ ๆ แต่ละครงั แต่ละวนั นานนานครงั
เหน็ โอกาสเหมาะก็จะเชญิ พระกุมารเสด็จไปโดยไม่มีสารประโยชน์อนั ใด แล้วก็แกล้ง
ทูลถามบางครงั ก็พูดวา่ นีแน่ะขา้ พระองค์ได้ยนิ ขา่ วเล่าลือกันทัวไป เขานินทา
พระกุมารวา่ พระองค์แสนจะยากจนและขดั สนจะเปนเชน่ นันแน่หรอื พเิ คราะห์
แล้วไม่น่าเชอื ณ ทีนีไม่มีผูใ้ ดขอใหท้ รงเล่ามาเถิด บางครงั ก็พูดวา่ ขา้ พระองค์
ขอทูลถามพระกุมารเพราะได้ยนิ เขาเล่าลือกันทัวไปเยาะเยย้ ดูหมินท่าน วา่ ท่านนีมี
รา่ งกายผดิ ประหลาดต่าง ๆ นานาจะเปนจรงิ หรอื ไม่ใจไม่อยากเชอื เลยเพราะไม่เหน็
ถ้าหากมีสิงใดทีลําบากยากแค้นก็ตรสั มาเถิด
พระกุมารได้ทรงฟงเรอื งทีพระอาจารยถ์ ามก็ตรสั ถามกลับวา่ สงสัยเหลือเกิน
เรอื งไม่สมควรเชน่ นีท่านอาจารยจ์ ะถามทําไมแล้วก็ซักไซ้วา่ ใครเปนผูม้ าบอก
กับอาจารย์ พราหมณ์ก็ตอบวา่ พระกุมารพระองค์โน้นตรสั บอกเมืออยูก่ ันเพยี ง
สองต่อสอง กุมารพระองค์นันไม่ทันได้ไตรต่ รองก็ทรงเชอื ในคําพูดของอาจารย์
ด้วยความววู่ ามก็กรวิ พระกุมารทียุพระอาจารยใ์ ส่ความตน จึงตัดพอ้ ต่อวา่ กันขนึ
เกิดความโกรธเคืองทะเลาะววิ าทกันอยูเ่ สมอ ฝายพระกุมารทีพราหมณ์ไม่เคย
เรยี กเขา้ ไปหาก็ไม่พอพระทัยพระกุมารทีพราหมณ์เชญิ ไปพบ พระกุมารลิจฉวหี มางใจ
และเหนิ หา่ งกันต่างองค์ทะนงวา่ พระบดิ าของตนมีอาํ นาจล้นเหลือ จึงมีใจกําเรบิ
ไม่เกรงกลัวกัน
WWW.LGBTFOUNDATION.ORG
สทั ธรา ฉันท ฯ ๑๔
ลาํ ดบั นัน้ วัสสการพราหมณ ธ กย็ ุศิษยตาม
แตง อุบายงาม ฉงนงํา
ปวงโอรสลจิ ฉวดี ํา ริณวริ ธุ ก็สํา
คัญประดุจคํา ธ เสกสรร
ไปเหลือเลยสักพระองคอ ัน มลิ ะปิยะสหฉันท
ขาดสมคั รพันธ ก็อาดูร
ตา งองคน ําความมิงามทลู พระชนกอดิศรู
แหง ธ โดยมูล ปวัตติค์ วาม
แตกรา วกาวรายก็ป ายปาม ลวุ รบดิ รลาม
ทีละน อยตาม ณ เหตผุ ล
ฟั่นเฝือเช่อื นัยดนัยตน นฤวิเคราะหเสาะสน
สืบจะหมองมล เพราะหมายใด
แททานวัสสการใน กษณะตริเหมาะไฉน
เสริมเสมอไป สะดวกดาย
หลายอยางตา งกล ธ ขวนขวาย พจนยุปริยาย
วัญจโนบาย บ เวน ครา
ครัน้ ลวงสามปีประมาณมา สหกรณประดา
ลจิ ฉวรี า ชทงั้ หลาย
สามัคคธี รรมทาํ ลาย มิตรภทิ นะกระจาย
สรรพเส่ือมหายน กเ็ ป็นไป
ตา งองคทรงแคลงระแวงใน พระราชหฤทยวสิ ัย
ผูพิโรธใจ ระวังกนั ฯ
๑๕
ถอดความ สัทธรา ฉันท ฯ
ในขณะนันวสั สการพราหมณ์ก็คอยยุลูกศิษย์ แต่งกลอุบายใหเ้ กิดความแคลงใจ
พระโอรสกษัตรยิ ล์ ิจฉวที ังหลาย ไตรต่ รองในอาการน่าสงสัยก็เขา้ ใจวา่ เปนจรงิ
ดังถ้อยคําทีอาจารยป์ นเรอื งขนึ ไม่มีเหลือเลยสักพระองค์เดียวทีจะมีความรกั ใคร่
กลมเกลียว ต่างขาดความสัมพนั ธเ์ กิดความเดือดรอ้ นใจ แต่ละองค์นําเรอื งไม่ดี
ทีเกิดขนึ ไปทูลพระบดิ าของตน ความแตกแยกก็ค่อย ๆ ลุกลามไปสู่พระบดิ า
เนืองจากความหลงเชอื โอรสของตนปราศจากการใครค่ รวญเกิดความผดิ
พอ้ งหมองใจกันขนึ ฝายวสั สการพราหมณ์ครนั เหน็ โอกาสเหมาะสมก็คอยยุแหย่
อยา่ งงา่ ยดายทํากลอุบายต่าง ๆ พูดยุยงตามกลอุบายตลอดเวลา เวลาผา่ นไป
ประมาณ ๓ ป ความรว่ มมือกันระหวา่ งกษัตรยิ ล์ ิจฉวที ังหลายและความสามัคคี
ถูกทําลายลงสิน ความเปนมิตรแตกแยก ความเสือม ความหายนะก็บงั เกิดขนึ
กษัตรยิ ต์ ่างองค์ระแวงแคมีความขุน่ เคืองใจซึงกันและกัน
สาลนิ ี ฉันท ฯ ๑๖
พราหมณครรู สู ังเกต ตระหนักเหตถุ นัดครนั
ราชาวชั ชสี รร พจักสพู ินาศสม
จะสัมฤทธิม์ นารมณ
ยินดบี ัดนี้กจิ และอุตสาหแหง ตน
เร่มิ มาดวยปรากรม
ประชุมขัตยิ มณฑล
ใหล องตีกลองนัด กษตั รยิ สูสภาคาร
เชิญซ่ึงส่ําสากล สดบั กลองกระหมึ ขาม
ณ กจิ เพ่อื เสด็จไป
วชั ชีภมู ีผอง จะเรยี กหาประชมุ ไย
ทกุ ไทไปเอาภาร กข็ ลาดกลวั บกกลาหาญ
และกลา ใครมเิ ปรยี บปาน
ตา งทรงรับสัง่ วา ประชุมชอบก็เชิญเขา
เราใชเป็นใหญใ จ ไฉนนัน้ กท็ าํ เนา
บ แลเห็นประโยชนเลย
ทานใดท่เี ป็นใหญ และทกุ องค ธ เพกิ เฉย
พอใจใครใ นการ สมัครเขาสมาคม ฯ
ปรกึ ษาหารอื กัน
จักเรียกประชุมเรา
รับสัง่ ผลกั ไสสง
ไปไดไปดัง่ เคย
ถอดความ สาลนิ ี ฉนั ท์ ฯ ๑๗
พราหมณ์ผูเ้ ปนครูสังเกตเหน็ ดังนันก็รูว้ า่ เหล่ากษัตรยิ ล์ ิจฉวกี ําลังจะประสบ
ความพนิ าศ จึงยนิ ดีมากทีภารกิจประสบผลสําเรจ็ สมดังใจหลังจากเรมิ ต้นด้วย
ความบากบนั และความอดทนของตน จึงใหล้ องตีกลองนัดประชุมกษัตรยิ ฉ์ วี
เชญิ ทุกพระองค์เสด็จมายงั ทีประชุม ฝายกษัตรยิ ว์ ชั ชที ังหลายทรงสดับเสียงกลอง
ดังกึกก้องทุกพระองค์ไม่ทรงเปนธุระในการเสด็จไป ต่างองค์รบั สังวา่ จะเรยี กประชุม
ด้วยเหตุใด เราไม่ได้เปนใหญใ่ จก็ขลาด ไม่กล้าหาญ ผูใ้ ดเปนใหญ่ มีความกล้าหาญ
ไม่มีผูใ้ ดเปรยี บได้ พอใจจะเสด็จไปรว่ มประชุมก็เชญิ เขาเถิดจะปรกึ ษาหารอื กัน
ประการใดก็ชา่ งเถิดจะเรยี กเราไปประชุมมองไม่เหน็ ประโยชน์ประการใดเลย รบั สัง
ใหพ้ น้ ตัวไปและทุกพระองค์ก็ทรงเพกิ เฉยไม่เสด็จไปเขา้ รว่ มการประชุมเหมือนเคย
๑๘
อปุ ฎฐติ า ฉันท์ ฯ
เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคลอ่ งประสบสม
พราหมณ์เวทอดุ ม ธ กล็ อบแถลงการณ์
คมดลประเทศฐาน
ให้วลั ลภชน ภเิ ผา้ มคธไกร
กราบทลู นฤบาล สนวา่ กษัตรยิ ใ์ น
วลหลา้ ตลอดกนั
แจง้ ลกั ษณสา คณะแผกและแยกพรรค์
วชั ชีบรุ ไกร
ทเสมอื นเสมอมา
บดั นีสิกแ็ ตก ขณะไหนประหนึ งครา
ไปเปนสหฉั น ก็ บ ไดส้ ะดวกดี
พยหุ ์ยาตรเสดจ็ กรี
โอกาสเหมาะสมยั รยิ ยทุ ธโดยไว ฯ
นีหากผจิ ะหา
ขอเชิญวรบาท
ธาทพั พลพี
๑๙
ถอดความ อปุ ฏฐิตา ฉันท์ ฯ
เมือพจิ ารณาเหน็ ชอ่ งทางทีจะได้ชยั ชนะอยา่ งงา่ ยดายพราหมณ์ผูร้ อบรู้
พระเวทก็ลอบส่งขา่ วใหค้ นสนิทเดินทางกลับไปยงั บา้ นเมืองกราบทูลกษัตรยิ ์
แหง่ แควน้ มคธอนั ยงิ ใหญใ่ นสาสน์แจ้งวา่ กษัตรยิ ว์ ชั ชที ุกพระองค์ขณะนี
เกิดความแตกแยก แบง่ พรรคแบง่ พวกไม่สามัคคีกันเหมือนแต่เดิม จะหา
โอกาสอนั เหมาะสมครงั ใดเหมือนดังครงั นีคงจะไม่มีอกี แล้ว ขอทูลเชญิ พระองค์
ยกกองทัพอนั ยงิ ใหญม่ าทําสงครามโดยเรว็ เถิดความต่อจากอุปฎฐิตาฉันท์
อา่ นในถอดความสามัคคีเภทคําฉันท์ตอนที ๖ ไรร้ กั สามัคคี วชั ชเี สียเมือง
วิชชุมมาลา ฉันท ฯ ๒๐
ขาวเศกิ เอิกองึ ทราบถงึ บัดดล
ในหมูผูค น ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบรู ี
อกสนั่ ขวญั หนี หวาดกลวั ทัว่ ไป
หมดเลอื ดสัน่ กาย
ต่นื ตาหน าเผือด วนุ หวัน่ พรัน่ ใจ
หลบลีห้ นีตาย ซอนตวั แตกภยั
ซกุ ครอกซอกครัว ทงิ้ ยา นบา นตน
เขา ดงพงไพร ชาวคามลา ลาด
ขุนดานตําบล
เหลอื จักหามปราม คดิ ผนั ผอ นปรน
พันหัวหน าราษฎร มาคธขามมา
หารอื แกก นั ป าวรองทันที
จักไมใ หพล รกุ เบยี นบีฑา
วัชชอี าณา
จ่ึงใหตีกลอง ป องกนั ฉันใด
แจงขาวไพรี ไปมสี กั องค
เพ่ือหมภู มู ี เพ่ือจักเสดจ็ ไป
ชมุ นุมบญั ชา เรยี กนัดทาํ ไม
กลาหาญเหน็ ดี
ราชาลจิ ฉวี ขดั ขอ งขอ ไหน
อนั นึกจาํ นง ตามเร่อื งทนั ที
ตางองคด ํารสั เป็ นใหญยังมี
ใครเป็นใหญใ คร รุกปราศอาจหาญ
ความแขงอาํ นาจ
เชญิ เทอญทานตอง แกงแยง โดยมาน
ปรกึ ษาปราศรยั วัชชีรฐั บาล
สว นเราเลาใช แมแตสักองค ฯ
ใจอยา งผูภ ี
ตางทรงสําแดง
สามคั คขี าด
ภูมศิ ลิจฉวี
บ ชุมนุมสมาน
ถอดความ วิชชุมมาลา ๒๑
ฉันท ฯ
ขา่ วศึกแพรไ่ ปจนรูถ้ ึงชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจและหวาดกลัว
กันไปทัว หน้าตาตืน หน้าซีดไม่มีสีเลือด ตัวสัน พากันหนีตายวนุ่ วาย พากันอพยพ
ครอบครวั หนีภัย ทิงบา้ นเรอื นไปซุ่มซ่อนตัวเสียในปา ไม่สามารถหา้ มปรามชาวบา้ นได้
หวั หน้าราษฎรและนายด่านตําบลต่าง ๆ ปรกึ ษากันคิดจะยบั ยงั ไม่ใหก้ องทัพมคธ
ขา้ มมาได้ จึงตีกลองปาวรอ้ งแจ้งขา่ วขา้ ศึกเขา้ รุกราน เพอื ใหเ้ หล่ากษัตรยิ แ์ หง่ วชั ชี
เสด็จมาประชุมหาหนทางปองกันประการใด ไม่มีกษัตรยิ ล์ ิจฉวแี ม้แต่พระองค์เดียว
คิดจะเสด็จไป แต่ละพระองค์ทรงดํารสั วา่ จะเรยี กประชุมด้วยเหตุใด ผูใ้ ดเปนใหญ่
ผูใ้ ดกล้าหาญ เหน็ ดีประการใดก็เชญิ เถิด จะปรกึ ษาหารอื อยา่ งไรก็ตามแต่ใจ
ตัวของเรานันไม่ได้มีอาํ นาจยงิ ใหญ่ จิตใจก็ขขี ลาด ไม่องอาจกล้าหาญ แต่ละพระองค์
ต่างแสดงอาการเพกิ เฉยปราศจากความสามัคคีปรองดองในจิตใจ กษัตรยิ ล์ ิจฉวี
แหง่ วชั ชไี ม่เสด็จมาประชุมกันแม้แต่พระองค์เดียว
อินทรวิเชียร ฉันท ฯ ๒๒
ป่ิ นเขตมคธขัต ตยิ รัชธาํ รง
ยัง้ ทัพประทบั ตรง นคเรศวิสาลี
ภูธร ธ สงั เกต พิเคราะหเหตุ ณ ธานี
แหง ราชวชั ชี ขณะเศิกประชดิ แดน
เฉยดู บ รูสึก และมนิ ึกจะเกรงแกลน
ฤๅคิดจะตอบแทน รณทัพระงบั ภัย
นิ่งเงยี บสงบงาํ บ มทิ าํ ประการใด
ปรากฏประหน่ึงใน บุรวางและรา งคน
แนโดยมพิ กั สง สยคงกระทบกล
ทา นวัสสการจน ลกุ ระนี้ถนัดตา
ภินทพ ัทธสามัค คิยพรรคพระราชา
ชาวลจิ ฉวีวา รจะพองอนัตถภ ยั
ลกู ขา งประดาทา รกกาลขวา งไป
หมนุ เลนสนุกไฉน ดจุ กนั ฉะนัน้ หนอ
ครูวสั สการแส กลเเหยย ุดีพอ
ปั่นปวน บ เหลือหลอ จะมิราวมริ านกนั
ครนั้ ทรงพระปรารภ ธรุ ะจบ ธ จ่งึ บญั
ชานายนิกายสรร พทแกลวทหารหาญ
เรง ทําอุฬุมปเว ฬุคะเนกะเกณฑการ
เพ่อื ขา มนทีธาร จรเขานครบร
เขารับพระบณั ฑูร อดิศูรบดีศร
ภาโรปกรณตอน ทวิ รงุ สฤษฎพลัน
จอมนาถพระยาตรา พยหุ าธทิ ัพขันธ
โดยแพและพวงปั น พลขา ม ณ คงคา
จนหมดพหลเน่ือง พิศเนืองขนัดคลา
ข้นึ ฝั่งลเุ วสา ลบิ เุ รศสะดวกดาย ฯ
๒๓
ถอดความ อินทรวเิ ชยี ร ฉันท ฯ
จอมกษัตรยิ แ์ หง่ แควน้ มคธหยุดทัพตรงหน้าเมืองเวสาลี พระองค์ทรง
สังเกตวเิ คราะหเ์ หตุการณ์ทางเมืองวชั ชใี นขณะทีขา้ ศึกมาประชดิ เมือง
ดูนิงเฉยไม่รูส้ ึกเกรงกลัว หรอื คิดจะทําสิงใดโต้ตอบระงบั เหตุรา้ ย กลับอยู่
อยา่ งสงบเงยี บไม่ทําการสิงใด มองดูราวกับเปนเมืองรา้ งปราศจากผูค้ น
แน่นอนไม่ต้องสงสัยเลยวา่ คงจะถูกกลอุบายของวสั สการพราหมณ์
จนเปนเชน่ นี ความสามัคคีผูกพนั แหง่ กษัตรยิ ล์ ิจฉวถี ูกทําลายลงและ
จะประสบกับภัยพบิ ตั ิ ลูกขา่ งทีเด็กขวา้ งเล่นได้สนกุ ฉันใด วสั สการพราหมณ์
ก็สามารถยุแหยใ่ หเ้ หล่ากษัตรยิ ล์ ิจฉวแี ตกความสามัคคีได้ตามใจชอบและ
คิดทีจะสนกุ ฉันนัน ครนั ทรงคิดได้ดังนันจึงมีพระราชบญั ชาแก่เหล่า
ทหารหาญใหร้ บี สรา้ งแพไม้ไผเ่ พอื ขา้ มแม่นําจะเขา้ เมืองของฝายศัตรู
พวกทหารรบั ราชโองการแล้วก็ปฏิบตั ิภารกิจทีได้รบั ในตอนเชา้ งานนัน
ก็เสรจ็ ทันที จอมกษัตรยิ เ์ คลือนกองทัพอนั มีกําลังพลมากมายลงในแพ
ทีติดกัน นํากําลังขา้ มแม่นําจนกองทัพหมดสิน มองดูแน่นขนัด ขนึ ฝง
เมืองเวสาลีอยา่ งสะดวกสบาย
จติ รปทา ฉันทฯ ๒๔
นาครธา นิวสิ าลี
เหน็ รปิ มุ ี พลมากมาย
ชื อ นั ก เ รี ยขนา: มตริ ชล กล็ ุพนหมาย
วิ ช า : มงุ จะทลาย พระนครตน
ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง น ว นิ ยตาายง: ก็ตระหนก มนอกเตน
ต่นื บ มิเวน ตะละผคู น
ทัว่ บุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป
มขุ มนตรี
สรรพสกล รกุ เภทภัย
ตรอมมนภี ทรปราศรยั
บางคณะอา ขณะนี้หนอ
ยังมกิ ระไร พระทวารมนั่
อรกิ อนพอ
ควรบริบาล ชสภารอ
ตานปะทะกนั วรโองการ
ขัตตยิ รา ก็จะไดท ํา
ดําริจะขอ รสั ภบู าล
ก็เคาะกลองขาน
ทรงตรไิ ฉน ดุจกลองพัง
โดยนยดาํ ประลโุ สตทาว
เสวกผอง ขณะทรงฟั ง
อาณัตปิ าน และละเลยดัง
ธุระกับใคร
ศพั ทอุโฆษ ณ สภาคา
ลจิ ฉวดี า ว บรุ ทวั่ ไป
ตา ง ธ กเ็ ฉย และทวารใด
ไทมอิ ินัง สิจะปิดมี ฯ
ตางก็ บ คลา
แมพระทวาร
รอบทิศดาน
เห็นนรไหน
๒๕
ถอดความ จติ รปทา ฉันท ฯ
ฝายเมืองเวสาลีมองเหน็ ขา้ ศึกจํานวนมากขา้ มแม่นํามาเพอื จะทําลายล้างบา้ นเมือง
ของตน ต่างก็ตระหนกตกใจกันถ้วนหน้าในเมืองเกิดจลาจลวนุ่ วายไปทัวเมือง ขา้ ราชการ
ชนั ผูใ้ หญต่ ่างหวาดกลัวภัย บางพวกก็พูดวา่ ขณะนียงั ไม่เปนไรหรอกควรจะปองกัน
ประตูเมืองเอาไวใ้ หม้ ันคง ต้านทานขา้ ศึกเอาไวก้ ่อนรอใหท้ ีประชุมเหล่ากษัตรยิ ม์ ีความเหน็
วา่ จะทรงทําประการใดก็จะได้ดําเนินการตามพระบญั ชาของพระองค์ เหล่าขา้ ราชการ
ทังหลายก็ตีกลองสัญญาณขนึ ราวกับกลองจะพงั เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณกษัตรยิ ์
ลิจฉวี ต่างองค์ทรงเพกิ เฉยราวกับไม่เอาใจใส่ในเรอื งราวของผูใ้ ด ต่างองค์ไม่เสด็จไป
ทีประชุมแม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผูใ้ ดปด
สัททลุ วกิ กีฬติ ฉันท ฯ ๒๖
จอมทพั มาคธราษฎร ธ ยาตรพยหุ กรี นคร
ธาสูวิสาลี อะไร
มคธ
โดยทางอนั พระทวารเปิดนรนิกร และโดย
ฤๅรอตอรอน ประยทุ ธ
ณ เดมิ
เบ้อื งนัน้ ทานครุ ุวสั สการทิชกไ็ ป ประสงค
นํ าทัพชเนนทรไท ตริดู ฯ
เขา ปราบลิจฉวิขัตตยิ รัฐชนบท
สูเง้อื มพระหัตถหมด
ไปพักตอ งจะกะเกณฑนิกายพหลโรย
แรงเปลืองระดมโปรย
ราบคาบเสร็จธเสด็จลรุ าชคฤหอตุ
คมเขตบเุ รศดุจ
เร่อื งตน ยุกติก็แตจะตอพจนเติม
ภาษติ ลขิ ิตเสรมิ
ปรุงโสตเป็ นคติสุนทราภรณจง
จับขอ ประโยชนตรง
๒๗
ถอดความ สัททลุ วิกกีฬติ ฉันท ฯ
จอมทัพแหง่ แควน้ มคธกรธี าทัพเขา้ เมืองเวสาลีทางประตูเมืองทีเปดอยู่
โดยไม่มีผูค้ นหรอื ทหารต่อสู้ประการใด ขณะนันวสั สการพราหมณ์ผูเ้ ปนอาจารย์
ก็ไปนําทัพของกษัตรยิ แ์ หง่ มคธเขา้ มาปราบกษัตรยิ ล์ ิจฉวี อาณาจักรทังหมด
ก็ตกอยูใ่ นเงอื มพระหตั ถ์ โดยทีกองทัพไม่ต้องเปลืองแรงในการต่อสู้เมือปราบได้
แล้วเสด็จยงั ราชคฤหเ์ มืองยงิ ใหญด่ ังเดิม เนือเรอื งแต่เดิมจบลงเพยี งนี แต่
ประสงค์จะแต่งสุภาษิตเพมิ เติมใหไ้ ด้รบั ฟงเพอื เปนคติอนั ทรงคุณค่านําไปคิด
ไตรต่ รองในบทเรยี นต่อจากนีจะเปนอนิ ทรวเิ ชยี รฉันท์ซึงเปนบทอาขยาน ได้เคย
ถอดความไวแ้ ล้วใน "ถอดความบทอาขยานในสามัคคีเภทคําฉันท์" ตอนท้าย
ของเรอื งต่อจากบทอาขยานอา่ นในสามัคคีเภทคําฉันท์ตอนที ๗ "คติธรรม
ท้ายเรอื ง ประเทืองปญญา"
๒๘
คําศัพท
คําศัพท คําแปล
กถา ถอยคํา
เหตแุ หง การทะเลาะ
กลหเหตุ ชาวนา
กสกิ ทัว่ ไป
ไกวล พระเจา แผนดิน
ขัตติย
คดี เร่อื ง
คม ไป
ผเู ป็นใหญในหมชู น
ชเนนทร ความขมใจ
ทม ยากจน
ทัว่ บานทัว่ เมือง
ทลิทภาว วนั
ทวั่ บรุ คาม เมืองของขาศกึ
เคาความ ความหมาย
ทิน ใจความสําคญั
นครบร ฝูงชน
นย,นัย เนือง ๆ เสมอ เน่ืองกนั
นยมาน ไมม สี าระ
นรนิกร กลับ
นฤพัทธ,นิพทั ธ ไมเ ป็นผล
นฤสาร มอบใหหมด
การสัง่ สอน
นิวัต
นิรผล
ประเด
ประศาสน
๒๙
คําศพั ท คําแปล
ปรากรม ความเพยี ร
ปรงุ โสต ตกแตงใหไ พเราะนาฟัง
ปลาต หายไป
ปวตั น,ปวัตติ์ ความเป็ นไป
ผเู ฒา หมายถึง วสั สการพราหมณ
พฤฒิ ทาํ ลาย การตดั ขาด
พเิ ฉท วชิ าความรู
พิชากร ผูร ู มีพระพทุ ธเจา เป็นตน
พุทธาทิบณั ฑติ
ภัต ขาว
ภาโรปกรณ (จัดทาํ ) เคร่อื งมอื ตามท่ีไดรับมอบหมาย
ภิยโย
ภรี ุก ยง่ิ ข้ึนไป
ภมู ิศ ขลาด กลัว
มน พระราชา
มนารมณ
มาน ใจ
ยุกติ สมดังทีค่ ดิ หรือสมดงั ใจ
รหุฐาน,รโหฐาน ความถอื ตัว ในความวา “แกงแยงโดยมาน”
ลักษณสาสน
เลา ยุติ จบสนิ้
วญั จโนบาย ทสี่ งัด ที่ลับ
วัลลภชน ลักษณและสาสน หมายถึง จดหมาย
วิรุธ รปู ความ ขอ ความ เคา
สมรรคภินทน อบุ ายหลอกลวง
สมคั รภาพ
คนสนิท
ผิดปกติ
การแตกสามัคคี
ความสมัครสมานสามคั คี
คาํ ศัพท ๓๐
สหกรณ
คาํ แปล
ส่าํ หมูเ หลา
สกิ ขสภา หมู พวก
สุขาลัย หองเรียน
ที่ที่มคี วามสขุ
เสาวน
เสาวภาพ ฟั ง
หายน,หายน สุภาพ ละมุนละมอ ม
หติ ะ ความเส่ือม
เหีย้ มนัน้ ประโยชน
เหตนุ ัน้
อนัตถ ไมเ ป็นประโยชน
อนุกรม ตามลําดับ
อภเิ ผา ผูเป็ นใหญ
อาคม มา มาถงึ
อปุ เฉทไมตรี ตัดไมตรี
โอรส ลกู ชาย
อุรส แพไมไผ
อฬุ มุ ปเวฬุ เอาใจใสเป็ นธุระ
รบั ภาระ รับผดิ ชอบ
เอาธรู
เอาภาร
คณุ คา วรรณคดี ๓๑
ดา นวรรณศลิ ป
การเลือกสรรคํา วรรณคดีประเภทฉันทแมจะนิยมใชคําบาลสี นั สกฤตเพราะตอ งการ
บังคับครุ ลหุ แตผแู ตงสามคั คเี ภทคําฉันทก เ็ ลือกสรรคาํ ไดอ ยา งไพเราะเหมาะสม
ทงั้ เสยี งและความ เชน
๑. ใชคาํ งาย ๆ ในบางตอน ทาํ ใหผอู า นเขา ใจไดไ มย ากนัก เชน
ตอนวัสสการพราหมณเขา เมอื งเวสาลซี ่ึงเป็ นเมืองหลวงของแควน วชั ชี
‘‘ผกู ไมตรีจิต เชิงชิดชอบเช่อื ง
กบั หมชู าวเมอื ง ฉันทอัชฌาสัย
เลา เร่ืองเคืองขนุ วา วนุ วายใจ
จําเป็ นมาใน ดาวตา งแดตน’’
๒. ใชคาํ ท่ีกอใหเกดิ ความรูส ึก เชน
ตอนพรรณนากองทัพของ พระเจาอชาตศัตรู
“แรงหตั ถกวดั แกวงซ่งึ สรรพ ศัสตราวุธอนั
วะวาบวะวาวขาวคม”
คาํ วะวาบวะวาว กอความรสู ึกใหผอู านนึกเกรงขามไดด ีมาก
๓. การหลากคาํ กวีจําเป็ นตองรูจกั คํามากเพ่ือหลกี เล่ียงการใชค ําซาํ้ กนั
ทําใหผอู านเหน็ ความเป็ นอัจฉรยิ ะของกวี เชน
“ขุนคอคชคุมกุมอัง กุสกรายทา ยยัง
ขนุ ควาญประจาํ ดาํ รี”
“ขุนคชขนึ้ คชชนิ ชาญ คุมพลคชสาร
ละตวั กาํ แหงแขง็ ขัน”
คาํ วา คช ดาํ รีและคชสาร หมายถึงชา งทงั้ สนิ ้
๓๒
ดานวรรณศิลป
๔. การเพ่ิมสมั ผสั คาํ ประพนั ธไทยนิยมสัมผัสมากแมวาฉันทจะเป็ นคาํ ประพันธ
ท่ไี ทยรับมาจากอนิ เดียซ่งึ แตเดมิ ไมม ีสัมผัส เรากเ็ พ่มิ สัมผสั นอกเขา ไป เพ่ือให
ไพเราะย่ิงขนึ้ นอกจากนีย้ งั เพ่มิ ครุ - ลหเุ ขาไปในกาพยส รุ างคนางค ๒๘ ทําใหเ กดิ ลีลา
คึกคักเหมาะสมกบั ทองเร่อื ง เชน ตอนบรรยายการจัดกองทพั ของพระเจา อชาตศตั รู
“สะพรบึ สะพร่ัง ณหนาและหลังณซา ยและขวา
ละหมลู ะหมวด ก็ตรวจก็ตรา
ประมวลกะมา สมิ ากประมาณ”
๕.การใชโ วหารภาพพจน คอื ถอยคําท่กี วเี รียบเรยี งอยา งใชโ วหารไมกลา ว
อยางตรงไปตรงมา เพราะตองการใหผ อู านมีสวนรวมในการคิด เขา ใจและรสู กึ
อยางลึกซึง้ ตามผูแ ตงไปดวย โวหารภาพพจนในสามัคคเี ภทคาํ ฉันทม หี ลายตอน เชน
- ๕.๑ การเปรียบเทียบแบบอุปมาอปุ ไมย ไดแ ก การนําของสองส่ิงท่ีมีลักษณะ
คลายกันมาเปรยี บเทียบกันโดยมีคําวา ดุจ เหมอื น คลาย ปานประหน่ึง เป็ นคาํ เช่ือม
ท่นี ํามาเปรียบเทยี บเรยี กวา "อุปมา" ส่ิงท่รี ับเปรียบเทยี บเรียกวา "อปุ ไมย" เชน
การกลา วถึงความรุงเรอื งของแควนมคธ
“เมอื งทา วสิเทียบทพิ เสมอ ภพเลอสุราลัย
เมืองทา วแหละสมบรุ ณไพ ลมวลประการมา’’
วัสสการพราหมณเปรียบนํ้าพระราชหฤทยั กษัตรยิ ลิจฉวี
“ เมตตาทยาลศุ ภุ กรรม อปุ ถมั ภการุณย
สรรเสรญิ เจรญิ พระคณุ สนุ ทรพนู พบิ ลู งาน
เปรยี บปานมหรรณพนที ทะนทุ ่ีประทงั ความ
รอนกายกระหายอทุ กยาม นรหากประสบเหน็
เอิบอ่ิมกระหย่มิ หทยคราว ระอุผา วก็ผอนเย็น
ยงั อุณหมุญจนะและเป็ น สุขปี ติดใี จ’’
- ๕.๒ การเปรียบเทยี บแบบอุปลักษณ ไดแ กก ารเปรียบเทยี บ โดยนัยไมก ลาว
เปรยี บเทยี บตรง ๆ อยา งอปุ มาอปุ ไมย แตผูอา นกพ็ อจะจับเคาไดจากคาํ ท่ีผูแตง ใช
เชน ตอนวัสสการ
พราหมณกลาวเปรียบเทียบทหารของแควนวัชชกี ับทหารของแควน มคธวา
“ห่ิงหอ ยสิแขง สรุ ยิ ะไหน จะมนิ าชวิ าลาญ”
ผอู านยอมจะเขาใจไดวา ห่งิ หอ ยนัน้ หมายถงึ กองทพั มคธ สว นสุรยิ ะนัน้
หมายถงึ กองทัพวัชชี
๓๓
ดานเนื้อหา
- ผูประพันธ แตงเน้ือเร่อื งดว ยฉันทชนิดตาง ๆ ซ่ึงลักษณะคําประพันธ ชว ย
สนับสนุน
ใหผ ูอานเขา ถงึ เน้ือเร่อื งมากข้ึน
- ดานอารมณ ทําใหผูอา นรูส ึกต่นื เตน กบั ปมปัญหาท่ีกําลังกอตัวข้ึนและคลอ ยตาม
ไปกบั บทเจรจาของวสั สการพราหมณกับพระกุมาร นอกจากนี้ยังทําใหผ ูอาน
มีอารมณโกรธเหลากษตั รยิ ลิจฉวที ่ีทระนงตนมากเกินไปและไมยอมมาชว ยบา น
เมอื ง
ใหพ น จากขาศกึ
- ขอ คดิ ท่ีได การขาดการพิจารณาไตรตรองนําไปซ่งึ ความสูญเสยี ดังเชน
เหลา กษตั ริยลจิ ฉวี “ขาดการพจิ ารณาไตรต รอง” คอื ขาดความสามารถในการ
ใช
ปัญญาตรติ รองพิจารณาสอบสวน และใชเ หตผุ ลทถ่ี กู ตอ งจงึ หลงกลของวัสสกา
รพราหมณ
และถกู ยุแหยใหแตกความสามคั คีจนเสยี บา นเสียเมือง
๓๔
ดานสังคม
- เน นโทษของการแตกความสามัคคใี นหมูคณะ ถา ไมสามคั คเี ป็นอันหน่ึงอนั
เดยี วกนั
กจ็ ะนําบา นเมอื งไปสูหายนะ
- ดานจรยิ ธรรม เน นถึงหลกั ธรรมอปริหานิยธรรมซ่งึ เป็น ธรรมอนั ไมเ ป็นทต่ี ัง้ แหง
ความเส่ือม
- เน นถึงความสําคญั ของการใชส ติปัญญาตรติ รอง และแกไขปัญหาตา ง ๆ
โดยไมตองใชกาํ ลงั
- สะทอ นวฒั นธรรมของคนในสังคม โดยสะทอ นภาพการปกครองโดยระบอบ
สามคั คธี รรม
เน นโทษของการแตกความสามัคคใี นหมคู ณะ และเน นถึงหลักธรรมอปรหิ านิย
ธรรม
๗ ประการ ซ่ึงเป็นหลักธรรมทีส่ ง ผลใหเกิดความเจริญของหมูคณะ ปราศจาก
ความเส่อื ม
ไดแก
- ไมเบ่ือหนายการประชมุ เม่ือมภี ารกิจกป็ ระชมุ หารือ ชวยกันคิดหาทาง
แกไ ขปัญหา
- เขา ประชุมพรอ มกัน เลิกประชมุ พรอ มกนั รว มกนั ประกอบกิจอนั ควร
กระทํา
- ยดึ มนั่ ในจารีตประเพณีอนั ดงี าม และประพฤติดีปฏิบตั ติ ามส่ิงทบ่ี ญั ญัติไว
๓๕
ดานการนํ าไปใช
- การใชป ัญญาเอาชนะศัตรโู ดยไมเสยี เลือดเน้ือ
- การเลอื กใชบคุ คลใหเหมาะสมกับงานจะทําใหงานสาํ เรจ็ ไดด ว ยดี
- การใชวจิ ารณญาณไตรตรองกอนทําการใด ๆ เป็นสิ่งทีด่ ี
- การถอื ความคดิ ของตนเป็นใหญและทะนงตนวา ดีกวาผูอ่ืน
ยอมทําใหเกดิ ความเสียหายแกส วนรวม
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร, กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย. (๒๕๖๓).
วรรณคดีวิจักษ ชนั้ มัธยมศึกษาปี ท่ี ๖. (พิมพครงั้ ที่ ๑๓). กรงุ เทพมหานคร:
องคการคาของ สกสค.
กลั ยาณี ถนอมแกว. “คาํ สมาสในสามคั คีเภทคาํ ฉันท. ” [ออนไลน].
เขา ถึงไดจ าก: https://www.gotoknow.org/posts/298777/ ๒๕๕๖.
สบื คน ๖ มิถนุ ายน ๒๕๖๔.
กลั ยาณี ถนอมแกว. “ถอดความสามคั คีเภทคาํ ฉันทใ นบทเรยี น (๑)” [ออนไลน].
เขา ถึงไดจ าก: https://www.gotoknow.org/posts/330820/ ๒๕๕๓.
สืบคน ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔.
กัลยาณี ถนอมแกว. “ถอดความสามัคคเี ภทคาํ ฉันทใ นบทเรียน (๒)” [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: https://www.gotoknow.org/posts/330832/ ๒๕๕๓.
สืบคน ๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔.
กัลยาณี ถนอมแกว . “ถอดความสามัคคเี ภทคาํ ฉันทใ นบทเรียน (๓)” [ออนไลน].
เขา ถงึ ไดจ าก: https://www.gotoknow.org/posts/332007/ ๒๕๕๓.
สืบคน ๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔.
กัลยาณี ถนอมแกว . “ถอดความสามคั คเี ภทคาํ ฉันทใ นบทเรยี น (๔)” [ออนไลน].
เขาถึงไดจ าก: https://www.gotoknow.org/posts/332012/ ๒๕๕๓.
สบื คน ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔.
กลั ยาณี ถนอมแกว . “ถอดความสามัคคเี ภทคาํ ฉันทใ นบทเรยี น (๕)” [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: https://www.gotoknow.org/posts/332031/ ๒๕๕๓.
สืบคน ๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๔.
ณัฐชยา เพ็ชรรตั น. “ใบความรูเ ร่ือง สามคั คเี ภทคําฉันท. ” [ออนไลน].
เขาถงึ ไดจาก: shorturl.asia/tFC05/ ไมทราบปีทพ่ี มิ พ.
สืบคน ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔.
บรรณานุกรม
เรยี นภาษาไทยนารูกบั ครูปิยะฤกษ. “วิชชมุ มาลาฉันท ๘.” [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: shorturl.asia/tSKM5/ ๒๕๕๔.
สืบคน ๖ มิถนุ ายน ๒๕๖๔.
เรยี นภาษาไทยนารูกับครปู ิยะฤกษ. “อนิ ทรวเิ ชียรฉันท ๑๑.”
เขา ถึงไดจ าก: shorturl.asia/AWYkS/ ๒๕๕๔.
สบื คน ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔.
“วิเคราะหเ ร่ืองสามัคคีเภทคาํ ฉันท.” [ออนไลน].
เขา ถึงไดจ าก: shorturl.asia/E8ZGx/ ๒๕๕๖.
สบื คน ๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๔.
“สามคั คเี ภทคาํ ฉันท. ” [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: shorturl.asia/mI4hj/ ไมทราบปีทพี่ มิ พ.
สืบคน ๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๔.