The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2ศาสนาในประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลภายใน, 2023-10-31 02:48:35

2ศาสนาในประเทศไทย

2ศาสนาในประเทศไทย

199 ศาสดา ศาสนบุคคล ศาสดาแห่งศาสนาซิกข์เรียกว่า “คุรุ” องค์ปฐมบรมศาสดา คือ คุรุนานักเทพ ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๒ ณ หมู่บ้านตัลวันดี ซึ่งเป็น หมู่บ้านเล็กๆ ปัจจุบันเรียกว่า “นันกาน่า ซาฮิบ” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ของเมืองลาโฮร์ แคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน ในสมัยของพระองค์ ศาสนาอิสลาม นิกายชุนนี ซึ่งมุ่ง สอนเรื่องการสละความหรูหราสะดวกสบายกำลังมีบทบาทอย่างมากใน สังคม ส่วนศาสนาฮินดูก็ได้เกิดลัทธิภักดีขึ้น ลัทธินี้มุ่งเน้นความจงรักภักดี และเชื่อมั่นในพระเป็นเจ้า โดยไม่ประสงค์สิ่งใดตอบแทน คุรุนานักเทพ ซึ่งมีความสนใจในศาสนามาแต่วัยเยาว์ จึงได้ศึกษาทั้งศาสนาฮินดูและ อิสลาม โดยได้สนทนาธรรมกับนักบุญของทั้งสองศาสนา เมื่อเจริญวัย และแต่งงานมีครอบครัว ได้แยกตัวไปบำเพ็ญตนและพิจารณาธรรมเพียง ผู้เดียว เมื่อแน่ใจว่าตนได้ค้นพบธรรมะอันเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้เริ่มสั่ง สอนธรรมแก่คนทั้งปวง ขณะนั้นประเทศอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของ ราชวงศ์โมกุล ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในอินเดีย นับถือศาสนาฮินดู จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้นับถือศาสนาทั้งสอง พระศาสดาคุรุนานักเทพได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยสั่งสอนให้ทั้งสองฝ่ายสามัคคี ไม่แบ่งแยกซึ่งกันและกัน ในเบื้องต้น พระศาสดาคุรุนานักเทพมีสาวกเพียงสองคน คนหนึ่งเป็นชาวฮินดู ส่วนอีก คนเป็นนักดนตรีชาวมุสลิม ทั้งสองคนได้ติดตามพระศาสดาคุรุนานักเทพ ออกเดินทางไปสอนศาสนายังที่ต่างๆ โดยแต่งหลักธรรมเป็นโศลกหรือ กาพย์กลอน แล้วดีดพิณร้องไป ทำให้มีชาวบ้านสนใจมาฟังมากในทุกแห่ง พระศาสดาคุรุนานักเทพกล่าวว่าตนเป็นเพียงครูผู้หนึ่ง เท่านั้น เมื่อกลับจากสั่งสอนศาสนาแล้ว ได้กลับมาเป็นผู้ครองเรือนดัง เดิมและสั่งสอนให้ทุกคนเป็นผู้ครองเรือนที่ดีและตั้งมั่นอยู่ในศาสนา ไม่สนับสนุนให้คนสละโลกเพื่อบำเพ็ญตบะ ด้วยเห็นว่าคฤหัสถ์เพศก็ สามารถหลุดพ้นจากห้วงสงสารได้ หากบำเพ็ญภาวนาชำระล้างจิตใจให้ สะอาดอยู่เสมอ ตามประวัติพระศาสดาคุรุนานักเทพเป็นผู้มีเมตตาสูงและ มีความนอบน้อม แต่เคร่งครัดในหลักศาสนาและยึดมั่นในความถูกต้อง ตลอดชีวิตพระองค์ได้ออกเดินทางสอนศาสนาไปทั่วประเทศอินเดีย รวมถึงประเทศใกล้เคียง ได้พยายามสร้างความประนีประนอมและความ สามัคคีระหว่างศาสนาต่างๆ ในประเทศอินเดีย โดยให้ถือว่าทุกคนเป็น พี่น้องกัน เพราะมาจากพระเจ้าพระองค์เดียวกันและพระองค์เป็นพระเจ้า ของมนุษยชาติทั้งมวล เมื่อพระศาสดาคุรุนานักเทพสิ้นพระชนม์ ศาสนาซิกข์มี พระศาสดาสืบต่อมาอีก ๙ พระองค์ คือ ๑. คุรุนานักเทพ (พ.ศ. ๒๐๑๒ – ๒๐๘๒) ๒. คุรุอังคัตเทพ (พ.ศ. ๒๐๔๗ – ๒๐๙๕) ๓. คุรุอมรเทพ (พ.ศ. ๒๐๒๒ – ๒๑๑๗) ๔. คุรุรามดาบส (พ.ศ. ๒๐๗๗ – ๒๑๒๔) ๕. คุรุอรชุนเทพ (พ.ศ. ๒๑๐๖ – ๒๑๔๙) ๖. คุรุฮาร์โควินท์ (พ.ศ. ๒๑๓๘ – ๒๑๘๘) ๗. คุรุหริราย (พ.ศ. ๒๑๗๓ – ๒๒๐๔) ๘. คุรุหริกฤษณะ (พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๐๗) ๙. คุรุเตฆ พาหทุร (พ.ศ. ๒๑๖๔ – ๒๒๑๘) ๑๐. คุรุโควินทสิงห์ (พ.ศ. ๒๒๐๙ – ๒๒๕๑) ในสมัยของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ ได้มีการบัญญัติหลัก การทางศาสนาเพิ่มเติม ส่งผลให้ชาวซิกข์มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากชาว อินเดียกลุ่มอื่นๆ ได้แก่


200


201 ๑. การประกาศว่าต่อจากพระองค์จะไม่มีศาสดาในรูป บุคคลอีกต่อไป และให้ชาวซิกข์ยึดถือพระธรรมคำสั่งสอนในพระมหา คัมภีร์เพียงอย่างเดียว โดยพระองค์ได้สังคายนา “พระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์” แล้วสถาปนาให้เป็นพระศาสดานิรันดร์กาลแห่งศาสนาซิกข์ พระนาม ว่า “พระศาสดาศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ” ให้ชาวซิกข์ยึดถือสืบมาจนปัจจุบัน ๒. การสถาปนาพิธีรับอมฤต เพื่อความเป็นชาวซิกข์ที่ สมบูรณ์และได้มอบศาสนสัญลักษณ์ ๕ ประการ ให้แก่ชาวซิกข์ คือ (๑) เกศา คือ ผมและหนวดเครา ชาวซิกข์จะไม่ปลงผม จากส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทาน ให้ตามหลักแห่งธรรมชาติ (๒) กังฆะ คือ หวีไม้สำหรับทำความสะอาดเกศา (๓) กัจฉะ คือ กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้น สำหรับสวมใส่เพื่อ ความกระฉับกระเฉง ไม่ประเจิดประเจ้อ (๔) การ่า คือ กำไลเหล็กกล้า เป็นสัญลักษณ์ของความ อดทนและเตือนใจให้งดเว้นจากการทำบาป (๕) กีรปาน คือ มีดดาบสั้น ทำด้วยเหล็กกล้าสำหรับ ป้องกันตนเองและปกป้องผู้อื่น ๑ ศาสนาจารย์ นั่งถวายปรนนิบัติเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวก สบายให้แก่บรรดาศาสนิกชน ที่เข้ามาขอฟังธรรม ๒-๓ ศาสนาจารย์กำลังกระทำอัรดาส โดยมีศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา ยืนขึ้นรวมจิตรวมใจสวดอุทิศเผื่อแผ่บุญให้สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน ๓ ๒ ๑


202


203 ศาสนธรรม หลักค�ำสอน หลักปฏิบัติ คัมภีร์ที่สำคัญของศาสนาซิกข์คือ พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบ ซึ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นพระศาสดานิรันดร์กาลของศาสนา ซิกข์ ศาสนิกชนชาวซิกข์จึงปฏิบัติต่อพระมหาคัมภีร์ดุจพระศาสดาที่แท้ จริง คำว่า “ครันถ์ซาฮิบ” แปลว่า พระคัมภีร์ มาจากคำว่า “ครันถ” เป็น คำสันสกฤตแปลว่า “คัมภีร์” ส่วน “ซาฮิบ” เป็นคำพื้นเมืองที่ใช้แสดง ความเคารพ แปลว่า “พระ” ซึ่งชาวซิกข์จะเรียกโดยเติมคำว่า “คุรุ” ไว้ ข้างหน้าเป็น “คุรุครันถ์ซาฮิบ” อันมีนัยถึงการแสดงความเคารพอย่างสูง พระมหาคัมภีร์นี้แบ่งออกเป็น ๒ เล่ม คือ ๑. “อาทิครันถ์” แปลว่า “คัมภีร์แรก” พระศาสดาคุรุ อรชุนเทพ พระศาสดาพระองค์ที่ ๕ เป็นผู้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๔๗ โดยรวบรวมจากบทนิพนธ์ของพระศาสดาพระองค์ที่ ๑ – ๕ และมีบท ประพันธ์ของนักบุญ นักบวชจากศาสนาฮินดูและอิสลามผนวกรวมอยู่ด้วย ๒. “ทสมครันถ์” แปลว่า “คัมภีร์ของพระศาสดาพระองค์ ที่ ๑๐” เป็นชุมนุมบทนิพนธ์ของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ พระศาสดา พระองค์ที่ ๑๐ ซึ่งรวบรวมขึ้นในสมัยหลังจากพระคัมภีร์แรกประมาณ ร้อยปี ข้อความในพระคัมภีร์นั้นเป็นบทกวีรวมทั้งสิ้น ๒๙,๔๘๐ โศลก จัดเป็นคำฉันท์ ๓๑ ประเภท ทั้งนี้ การสวดเจริญธรรมพระมหา คัมภีร์แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. “อคันด์ปาธ” คือ การสวดเจริญธรรมพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบอย่างต่อเนื่องจนสมบูรณ์ ไม่มีการหยุดพัก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๔๘ ชั่วโมง ๒. “ซาดารันปาธ” คือ การสวดภาวนาเจริญธรรมพระมหา คัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบโดยไม่ต่อเนื่องตามแต่โอกาสอำนวย จะเป็นการสวด ในเคหสถานของตนหรือในศาสนสถานก็ได้ ๑-๒ ศาสนาจารย์นั่งถวายปรนนิบัติบนที่ประทับและคณะนักสวด ก็กำลังกระทำการสวดแบบพิธีกีรตัน กล่าวคือสวดโดยมีดนตรีประกอบ ๓ ศาสนิกชนที่มีความประสงค์ที่จะสวดคุรุมนต์ต่างหากเป็นเอกเทศ ทุกท่านที่อ่านอักษรที่ลิขิตไว้ในพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ สามารถขึ้นนั่งบนที่ ประทับสวดได้ ไม่จำกัดถึงเพศ หรือวรรณะ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ๑ ๓ ๒


204 ๑-๒ ศาสนิกชนท่านหนึ่งกำลังถวาย ปรนนิบัติองค์พระมหาคัมภีร์ คุรุครันถ์ซาฮิบ ซึ่งประดิษฐานไว้ บนเตียงตั่งบัลลังก์สีทอง ๓ ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทุกครั้ง เมื่อประกอบ พิธีเป็นที่สมบูรณ์แล้ว ศาสนาจารย์ จะกระทำพิธี อัรดาส จากนั้นศาสนาจารย์ ก็จะแจกพระปัรสาท คือ ขนมหวานมีลักษณะเหมือน ข้าวทิพย์ หมายถึง เราได้รับ พรประสิทธิ์ประสาท ๒ จากองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว๑


205 หลักค�ำสอนของศาสนาซิกข์ หลักคำสอนที่สำคัญของศาสนาซิกข์ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย สูงสุด คือ การเข้าถึงสุขอันเป็นนิรันดร์ หรือนิรฺวาณ ประกอบด้วยหลัก ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ธรัมขัณฑ์ คือ การประกอบกรรมดี ๒. คิอานขัณฑ์ คือ การมีปัญญา ๓. สรันขัณฑ์ คือ ความปีติอิ่มเอิบใจในธรรม ๔. กรัมขัณฑ์ คือ การมีกำลังจิตแน่วแน่มั่นคง ไม่หวาดกลัว ๕. สัจขัณฑ์ คือ การเข้าถึงสัจจะ หรือการหลอมรวมเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาซิกข์ยังได้กำหนดระเบียบวินัยในการปฏิบัติตน ดังนี้ ๑. วินัยทางกาย คือ การให้บริการผู้อื่นทางกายและวาจา เช่น การให้ทาน ๒. วินัยทางศีลธรรม คือ การเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม ไม่มี ความเห็นแก่ตัว ๓. วินัยทางจิตใจ คือ ความเชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียว ซึ่ง อยู่เหนือกาลเทศะและเทพทั้งหลาย อนึ่ง ชาวซิกข์ได้นำคำสอนในเรื่องต่างๆ มาเป็นหลักปรัชญา ในการดำเนินชีวิตที่สำคัญหลายประการ อาทิ ๑. การบรรลุถึงพระเจ้า (อกาลปุรัข) จุดมุ่งหมายสำคัญ ในการดำเนินชีวิตของชาวซิกข์คือ การบรรลุถึงพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะเกิด ขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติธรรม การสรรเสริญและภาวนานาม “วาเฮ่คุรุ” ของ พระผู้เป็นเจ้า เหตุที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้ เพราะโดยทั่วไปจิตใจของมนุษย์ จะมีความชั่ว ๕ ประการ ประกอบด้วย ตัณหา ความโกรธ ความโลภ ความยึดติดหรือความหลง และความอหังการ เป็นสิ่งขัดขวางทำให้มนุษย์ ไม่สามารถเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้ การสรรเสริญและสวดภาวนานามของ พระผู้เป็นเจ้าจึงทำให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ อำนาจของความชั่วเหล่านั้น ๒. การทำเซว่า เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญในการดำเนิน ชีวิตของชาวซิกข์ หมายถึง การรับใช้และบริการต่อชุมชน สังคมด้วยทาง กาย วาจา และใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน ควบคู่กับการรำลึกถึงพระผู้ เป็นเจ้าด้วยการสวดภาวนาสรรเสริญคุณความดีของพระผู้เป็นเจ้า การทำ เซว่าจึงเป็นการสอนให้ชาวซิกข์เสียสละเพื่อชุมชนและสังคมในฐานะที่ ตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามคำสั่งสอนของพระศาสดาคุรุนานักเทพที่ว่า “ความอ่อนหวานและ การถ่อมตนนั้นเป็นแก่นแห่งความดีและคุณธรรมทั้งปวง” ๓. ความเชื่อมั่นในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ดังปรากฏในคำสอนของพระศาสดาคุรุนานักเทพที่ว่า “มนุษย์ทั้งหลายมี พระบิดาพระองค์เดียวกัน เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระองค์ เราจึงเป็นพี่ น้องกัน มนุษยชาติทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนมีเกียรติเท่ากันเพราะ เขาเป็นคนมาจากพระผู้เป็นเจ้า” ศาสนาซิกข์จึงยึดมั่นในความเท่าเทียม และเสมอภาคกันของมนุษย์ทุกคน พร้อมทั้งปฏิเสธระบบการถือวรรณะ และการแบ่งแยกมนุษย์ตามเพศ ศาสนา ฐานะ เชื้อชาติ หรือสีผิว ๔. ความเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่ถือ กำเนิดจากความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงสร้างและประทาน คำสอนให้แก่มนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงในโลกนี้และ นำมนุษย์กลับสู่จุดกำเนิดเดิม คือ พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น คำสอนในศาสนา ซิกข์จึงส่งเสริมให้เชื่อในความหวังและการมองโลกในด้านดี ๓


206


207 ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ดังกล่าวแล้วว่าศาสนสถานของซิกข์เรียกว่า “คุรุดวารา” ซึ่งหมายถึง ประตูหรือหนทางที่ทอดไปสู่พระศาสดา ศาสนาซิกข์มีคำ สอนที่ระบุว่า ในที่ใดซึ่งมีชาวซิกข์มากกว่า ๒ ครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน ที่นั้น ควรมีสถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน แต่ศาสนสถาน ของชาวซิกข์นั้นไม่จำเป็นต้องก่อสร้างในลักษณะที่เป็นศาสนสถานถาวร หากยังไม่มีปัจจัยในการก่อสร้าง ชาวซิกข์สามารถใช้สถานที่ใดๆ เป็น ศาสนสถานได้ แต่บริเวณนั้นจะต้องสะอาดและมีที่สำหรับประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระศาสดา โดยที่ประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์จะสร้างเป็นแท่นหรือยกพื้นสูงกว่าบริเวณโดยรอบ เหนือ แท่นต้องมีผ้าขาวดาดอยู่เบื้องบน บริเวณใดที่มีพระมหาคัมภีร์ประดิษฐาน อยู่ บริเวณนั้นถือว่าเป็นศาสนสถานของชาวซิกข์ได้ ในห้องโถงใหญ่ของคุรุดวาราทุกแห่ง ซึ่งประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์ จะใช้เป็นสถานที่สำหรับศาสนิกชนมาชุมนุมเจริญธรรม สวดภาวนา ขับร้องบทสวดสรรเสริญ (ในรูปแบบกีรตัน) ประกอบพิธีกรรม งานเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี ท้องถิ่นต่างๆ เช่น การตั้งชื่อบุตร งานมงคลสมรส พิธีรับน้ำอมฤต และ การประกาศกิจกรรมที่สำคัญ คุรุดวาราจึงเป็นศูนย์รวมทั้งทางโลกและ ทางธรรมของชาวซิกข์ นอกจากนี้ เอกลักษณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของคุรุ ดวารา คือ โรงครัวพระศาสดา (คุรุกาลังกัรฺ) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อบริการ อาหารสำหรับศาสนิกชนที่มาเคารพพระศาสดา ไม่ว่าศาสนิกชนนั้น จะนับถือศาสนาใด เชื้อชาติ ภาษา หรือวรรณะใดก็สามารถมาร่วมรับ ประทานอาหารได้ โดยนั่งรับประทานเป็นแถวในระดับเดียวกัน รับอาหาร จากหม้อหรือภาชนะเดียวกัน แสดงถึงความเสมอภาคทางสิทธิ ฐานะ ความเชื่อ และความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในหมู่ศาสนิกชนทั้งหลาย บุคคลทั่วไปไม่ว่านับถือศาสนาหรือความเชื่อใด สามารถ เข้าไปสักการะทำความเคารพภายในคุรุดวาราได้ แต่ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบและข้อปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในคุรุดวาราของซิกข์ทุกแห่ง คือ ก่อนเข้าไปภายในอาคารต้องถอดรองเท้า หรือหากเป็นไปได้ควร ถอดถุงเท้าด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงความเคารพต่อศาสนสถานและป้องกัน มิให้ฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกติดตัวเข้าไปภายในอาคาร ส่วนศาสนิกชนที่ มิได้เป็นชาวซิกข์ ให้คลุมศีรษะด้วยผ้าซึ่งทางคุรุดวาราจัดเตรียมไว้ให้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อศาสนิกชนและพระมหาคัมภีร์คุรุ ครันถ์ซาฮิบ ซึ่งประดิษฐานเป็นองค์ประธานในห้องโถงชุมนุมเจริญธรรม นอกจากนี้ ยังห้ามนำเครื่องดื่มมึนเมา สุรา ยาเสพติด บุหรี่ หรืออาวุธทุก ชนิดเข้ามาภายในคุรุดวาราด้วย เมื่อเข้ามาในห้องโถงแล้ว ให้เดินอย่างสำรวมเข้าไปทำความ เคารพโดยการกราบพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบหนึ่งครั้ง แล้วเดินมานั่ง ที่พื้นอย่างสงบ การกระทำนี้ไม่เพียงแต่แสดงความเคารพภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการแสดงว่าศาสนิกชนนั้นมาเคารพองค์ศาสดา และตั้งจิตมั่นรำลึก ไปยังธรรมในพระมหาคัมภีร์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ปัจจุบันมีคุรุดวาราหรือศาสนสถานซิกข์ตั้งอยู่ในจังหวัด ต่างๆ ของประเทศไทยประมาณ ๑๗ แห่ง ๖ ซึ่งคุรุดวารา ในกรุงเทพมหานคร ถือเป็นศาสนสถานของชาวซิกข์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีการปฏิบัติ ศาสนกิจทุกวัน โดยเฉพาะในวันหยุดและวันสำคัญทางศาสนาจะมี ศาสนิกชนชาวซิกข์จำนวนมาก ทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อินเดีย และ ประเทศอื่นๆ มาร่วมปฏิบัติศาสนกิจด้วย ทำให้คุรุดวารา ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นสถานที่พบปะของพี่น้องศาสนิกชนชาวซิกข์ไปโดยปริยาย ๖ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี ขอนแก่น ลำ ปาง นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ ปัตตานี ภูเก็ต สมุทรปราการ สงขลา ตรัง อุบลราชธานี อุดรธานี และยะลา สุภาพสตรีกำลังถวายปรนนิบัติพระศาสดา โดยอ่านพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ เป็นเอกเทศ


208 ศาสนพิธี วันสคัญทางศาสนา ๑. พิธีการตั้งชื่อบุตร เมื่อครอบครัวชาวซิกข์มีการให้กำเนิดบุตรและมารดาได้พัก ผ่อนร่างกายจนมีสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว ครอบครัวและญาติจะพาทารก ที่เกิดใหม่นั้นไปยังคุรุดวาราใกล้บ้านของตน เพื่อประกอบพิธีเจริญธรรม ขับร้องบทสวดจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ โดยขับร้องต่อหน้า พระพักตร์พระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ เพื่อแสดงความปีติและขอบคุณ พระศาสดา ท่านศาสนาจารย์จะอัญเชิญปัรกาศ คือ การเปิดอ่านพระ มหาคัมภีร์ที่ประทับบนบัลลังก์ขณะนั้น โดยสุ่มเปิดอ่านจากด้านบนซ้าย และประกาศอักษรของคำแรกที่ได้อ่านจากพระบัญชาของพระศาสดา ให้ที่ชุมนุมเจริญธรรมรับทราบ บิดามารดาก็จะน้อมรับไปตั้งชื่อบุตรของตน ตามตัวอักษรที่ได้รับมานั้น โดยเด็กชายจะมีนามท้ายชื่อว่า “ซิงห์” ส่วนเด็กหญิงจะมีนามท้ายชื่อว่า “กอร์” จากนั้นศาสนิกชนที่มาร่วมพิธี จะพร้อมใจกันสวดอธิษฐานขอพรจากพระศาสดา เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ศาสนาจารย์จะแจกขนมหวานที่ทำจากแป้ง นำ้ตาล และเนยในอัตราส่วน เท่ากัน เรียกว่า “คาร่าปัรสาท” ซึ่งหมายถึง การได้รับพรจากพระศาสดา ให้แก่ผู้มาร่วมชุมนุมเจริญธรรมทุกคน ๒. พิธีการรับอมฤต พิธีการรับอมฤต ถือเป็นพิธีที่สำคัญของชาวซิกข์ เปรียบได้ กับการบรรพชาในศาสนวินัยซิกข์ พิธีนี้เริ่มมีขึ้นในสมัยของพระศาสดาคุรุ โควินทสิงห์ ศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาซิกข์ ซึ่งทรงบัญญัติหลักการ ทางศาสนาเพิ่มเติมว่า ชาวซิกข์ที่ปวารณาตัวจะสืบศาสนาต่อไป ต้องผ่าน พิธีดื่มน้ำอมฤตเพื่อที่จะเป็น “ขาลสา” หรือ ศิษย์ผู้บริสุทธิ์ โดยทั่วไป ชาวซิกข์ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่จำกัดอายุ เมื่อต้องการเข้าพิธีรับอมฤตและสามารถรักษาศาสนวินัยได้จะมาแจ้ง ความจำนงต่อศาสนาจารย์ในคุรุดวารา จากนั้นเจ้าหน้าที่ในศาสนสถาน จะกำหนดวันและเวลาให้ผู้ที่ประสงค์จะรับอมฤตมารวมตัวกัน ณ สถาน ที่ประกอบพิธีกรรม โดยจะมีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และแต่งตั้ง “ปัญจะปิยะ” ซึ่งคัดเลือกจากชาวซิกข์ที่รับอมฤตแล้ว และ มีความประพฤติตามศาสนวินัยครบถ้วนมาเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม ศาสนิกชนที่มารับอมฤตจะต้องสระผมก่อนและต้องมีศาสน สัญลักษณ์ ๕ ประการ ได้แก่ เกศา (ผมและหนวดเครา) กังฆะ (หวีไม้) กัจฉะ (กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้น) การ่า (ก�ำไลข้อมือเหล็ก) และกีรปาน (มีด ดาบสั้น) เมื่อรับอมฤตแล้ว จะต้องประพฤติตนอยู่ในศาสนวินัยของซิกข์ และรักษาปฏิบัติศาสนสัญลักษณ์ทั้ง ๕ ประการ ให้อยู่กับตัวตลอดเวลา การประพฤติปฏิบัติที่ผิดศาสนวินัยของศาสนาซิกข์อย่าง ร้ายแรงมี ๔ ประการ คือ (๑) ห้ามการกระทำใดที่ล่วงเกินต่อเกศา (คือ การตัด โกน เล็ม) (๒) ห้ามรับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ซึ่งถูกฆ่าด้วย วิธีทรมาน (๓) ห้ามร่วมประเวณีกับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่ครองของตน (๔) ห้ามเสพยาสูบ น้ำเมา หรือสิ่งเสพติดทุกชนิด บุรุษชาวซิกข์ที่ผ่านพิธีดื่มน้ำอมฤตแล้ว จะมีคำต่อท้ายชื่อ ว่า “ซิงห์” (Singh) แปลว่า ราชสีห์ ส่วนสตรีจะมีคำท้ายชื่อว่า “กอร์” (Ghaur) แปลว่า ผู้สง่างามและกล้าหาญดุจเจ้าชาย ทั้งนี้ เพื่อต้องการ ให้เห็นว่าสตรีชาวซิกข์มีความเข้มแข็งและความรับผิดชอบเฉกเช่นเดียว กับบุรุษ อันแสดงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศและสังคมของชายหญิง วันส�ำคัญทางศาสนาซิกข์ ศาสนิกชนชาวซิกข์มีวันสำคัญทางศาสนาที่เกี่ยวโยงกับ เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของชาวซิกข์อยู่ไม่น้อย ซึ่งในที่ นี้จะยกมาอธิบายโดยสังเขป ดังนี้ ๑. วันคล้ายวันประสูติพระปฐมศาสดาคุรุนานักเทพ วันคล้ายวันประสูติของพระปฐมศาสดาคุรุนานักเทพ ตรง กับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี ในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองอย่าง ยิ่งใหญ่ตามคุรุดวาราทุกแห่งทั่วโลก ก่อนถึงวันดังกล่าวจะมีการอัญเชิญ พระมหาคัมภีร์จำนวน ๑๑ สรูป (เล่ม) มาประดิษฐานบนอาสนะที่ได้


209 ๑-๒ งานเฉลิมฉลองเนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระศาสดาคุรุนานักเทพ องค์ปฐมบรมศาสดาของศาสนาซิกข์ ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นายวีระ โรจน์พจนรัตน์) ร่วมเป็นเกียรติในงาน เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ณ คุรุดวาราซิกข์ กรุงเทพมหานคร เตรียมการไว้ จากนั้นจะมีการสวดขอพรและสวดบทจากพระมหาคัมภีร์ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า ๖๐ ชั่วโมง โดยศาสนิกชนจะผลัดเปลี่ยนกัน สวดด้วยศรัทธาอันแรงกล้าทั้งกลางวันและกลางคืน การสวดจะสิ้นสุด ลงในเวลาเช้าตรู่ซึ่งตรงกับวันประสูติของพระศาสดาคุรุนานักเทพ ในวัน ดังกล่าว จะมีการแจกจ่ายอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ มากมายในโรงครัว เมื่อถึงช่วงเย็นศาสนิกชนจะมารวมตัวกันที่ศาสนสถานอีกครั้งเพื่อเฉลิม ฉลอง โดยมีศาสนาจารย์เป็นผู้สั่งสอนเทศน์จากพระมหาคัมภีร์ และศาสน สังคีตาจารย์จะแสดงกีรตันหรือการเทศน์ประกอบดนตรี นอกจากนี้ ยัง มีเยาวชนชาวซิกข์ที่ร่วมกันปวารณาตนรับใช้ศาสนิกชนที่มาร่วมงานโดย พร้อมเพรียงกัน จนกระทั่งถึงเวลาอันสมควรจึงมีพิธีสวดอนันต์ซาฮิบและ การสวดขอพร อันเป็นการสิ้นสุดพิธีเฉลิมฉลอง ๒. วันประสูติพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ วันเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระศาสดาคุรุ โควินทสิงห์ พระศาสดาพระองค์ที่ ๑๐ แห่งศาสนาซิกข์ จะอยู่ระหว่าง ปลายเดือนธันวาคมกับต้นเดือนมกราคม ในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองอย่าง สมพระเกียรติเฉกเช่นเดียวกับพระศาสดาคุรุนานักเทพ แต่จะเน้นเนื้อหา และหลักปรัชญาของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์เป็นหลัก ๓. วันสละชีพพิทักษ์ธรรม วันสละชีพพิทักษ์ธรรมตรงกับเดือนมิถุนายนของทุกปี เป็น วันที่พระศาสดาคุรุอรชุนเทพ พระศาสดาพระองค์ที่ ๕ ได้สละชีพของ พระองค์เอง เนื่องจากถูกเจ้าผู้ครองนครสมัยนั้นบังคับให้นั่งบนกระทะ เหล็กที่ตั้งอยู่บนกองไฟ พระศาสดาคุรุอรชุนเทพได้สละชีพเพื่อรักษาไว้ซึ่ง สิทธิในการนับถือและความเชื่อแห่งปรัชญาของตน อันเป็นความเท่าเทียม และความเสมอภาคที่มนุษย์ทุกศาสนาพึงได้รับ เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณ งามความดีและความเสียสละของพระองค์ ศาสนิกชนชาวซิกข์จึงพร้อมใจ กันจัดงานวันสละชีพพิทักษ์ธรรม ในวันดังกล่าวนอกจากจะมีศาสนพิธีใน คุรุดวาราแล้ว ชาวซิกข์จะมีการแจกจ่ายนำ้ดื่มให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาทุก คน โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นศาสนาใด เพื่อสื่อให้เห็นถึงการดับร้อนให้แก่ผู้ อยู่ท่ามกลางความร้อน ซึ่งเปรียบเสมือนพระศาสดาที่ถูกทรมาน ส่วนใน คุรุดวารา ชาวซิกข์จะนำอัลมอนด์ซึ่งแช่น้ำไว้เป็นเวลา ๑ คืน มาบดปั่น คั้นเอาน้ำมาผสมกับเครื่องเทศ น้ำตาล และน้ำเปล่า แล้วแจกจ่ายให้กับ ศาสนิกชนเพื่อรำลึกถึงพระเมตตาของพระศาสดาที่ได้สละชีพปกป้องสิทธิ อันชอบธรรมของมนุษย์ในอดีต ๑ ๒


210 บรรณานุกรม การศาสนา, กรม. ความรู้ศาสนาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๔. ________. พระบรมราชูปถัมภ์กิจการศาสนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา, ๒๕๕๔. ________. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการศาสนา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๓. (คณะกรรมการอำนวยการจัดงานน้อมรำลึก ๑๐๐ ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์ในวาระ “ ๑๐๐ ปี แห่งการเสด็จ สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” พุทธศักราช ๒๕๕๓). ________. วันสำคัญทางศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา, ๒๕๕๓. ________. วิถีชีวิต ๕ ศาสนิกในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา, ๒๕๕๗. ________. ศาสนาในอาเซียน. กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา, ๒๕๕๗. _______ . รวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๗. กีรติ บุญเจือ และ มารค ตามไท. หัวใจของศาสนาคริสต์, เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเรื่อง “หัวใจ ของศาสนา” วันที่ ๑๗ - ๑๘ มกราคม ๒๕๒๘ อาคารธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มปท, ๒๕๒๘. คึกฤทธิ์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์. “ลัทธิสิกข์.” ใน ปาฐกถาของคึกฤทธิ์. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๐๓. จดหมายเหตุการบูรณปฏิสังขรณ์เทวสถาน สำหรับพระนคร. กรุงเทพฯ : เทวสถานสำหรับพระนคร, ๒๕๕๗. จอร์จ บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์. หนึ่งศตวรรษในสยาม ค.ศ. ๑๘๒๘ - ค.ศ. ๑๙๒๘ ประวัติสังเขปของ พันธกิจคริสตจักรโปรเตสแตนท์ ในสยาม, บรรณาธิการ, จิตราภรณื ตันรัตนกุล แปล, กรุงเทพฯ : อินเตอร์ พับลิชชิ่ง เอ็นเตอร์ไพรส์, ๒๕๕๕. จินดา จันทร์แก้ว. ศาสนาปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประพาสทางบก ทางเรือรอบ แหลมมลายู รัตนโกสินทร์ ศก ๑๐๙. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๗. จำนงค์ ทองประเสริฐ. “การศาสนา” ใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม ๔. (พิมพ์ครั้งที่ ๙) กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๓๘. ดินาร์ บุญธรรม (ผู้ให้คำและเรียบเรียง). พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๕. เดือน คำดี. ศาสนศาสตร์, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑. ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. ศาสนาสำคัญของโลก, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๕๑. ธีรยุทธ สุนทรา. พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย จีนนิกายและอนัมนิกาย. กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏพระนคร, ๒๕๔๐. นวลพรรณ พูนวสุพลฉัตร. การศึกษาพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเนื่อง ด้วยการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎี บัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๔๖. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๖. (จัดพิมพ์ในพิธีประสาทปริญญา ณ หอประชุม มวก. ๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๗ – ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗). บาทหลวง โรแบต์ โกสเต. ประวัติการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามและลาว, อรสา ชาวจีน แปล, กรุงเทพฯ: สื่อมวลชนคาทอลิก ประเทศไทย, ๒๕๔๙. บาทหลวง สำราญ วงศ์เสงี่ยม. เครื่องหมายแสดงและสัญลักษณ์ในพิธีกรรมโรมันคาทอลิก, กรุงเทพฯ : วิทยาลัยแสงธรรม, ๒๕๕๔. บุญมี แท่นแก้ว. ประวัติศาสตร์ศาสนาต่างๆ และปรัชญาธรรม, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๖. ประวัติพระศาสดาคุรุนานักเทพ. กรุงเทพฯ : สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, ม.ป.ป. พรพรรณ จันทโรนานนท์. “วัดจีน”, ใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม ๓๕. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๔. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. ________. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. ________. พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงและขยายความ). พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๘. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). กาลานุกรมพระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผลิธัมม์ ในเครือบริษัท สำนักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮม จำกัด, ๒๕๕๒. (ที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษคุณแม่ประกวด กิตติมานนท์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยา ราม วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒). พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารีมหาเถระ). พุทธประวัติทัศนศึกษา. กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา, ๒๕๕๔. ภัทราพร สิริกาญจน (บรรณาธิการ). ความรู้พื้นฐานทางศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. (แก้ไขเพิ่มเติม). ความรู้ พื้นฐานทางศาสนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖. ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิม ในแผ่นดินไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์แอนด์พริ้นติ้งจำกัด (มหาชน), ม.ป.ป. สมบัติ พลายน้อย. ตามรอยพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พิมพ์คำ, ๒๕๕๘. สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา. ศาสนาซิกข์ ฉบับของศรีคุรุสิงห์สภา. กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา กระทรวง ศึกษาธิการ, ๒๕๒๐. สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมพราหมณ์ ฮินดู. ประวัติและหลักธรรมศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ฉบับองค์กร ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู. ม.ป.ท., ๒๕๒๕. (พิมพ์เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในความอุปถัมภ์ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๒๕.)


211 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์. เทวสถานมรดกวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทย.กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๖. (หนังสือที่ระลึกโครงการบูรณ ปฏิสังขรณ์เทวสถานสำหรับพระนคร). สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. คู่มือนานาศาสนพิธี. กรุงเทพฯ : เซเว่น พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ม.ป.ป. สารานุกรมพระพุทธศาสนา ประมวลจากพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๙. สุชีพ ปุญญานุภาพ. ประวัติศาสตร์ศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น, ๒๕๒๖. _______.พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๖. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์, ๒๕๓๙. _______. ศาสนาเปรียบเทียบ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เฟื่องอักษร, ๒๕๑๓. เสฐียรพงศ์ วรรณปก. คำบรรยายพระไตรปิฎก. กรุงเทพฯ : หอรัตนชัยการพิมพ์, ๒๕๔๐. ________. พุทธจริยาวัตร (พากย์ไทย - อังกฤษ). พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ช่อมะไฟ, ๒๕๓๙. เสรี พงศ์พิศ. ศาสนาคริสต์. กรุงเทพฯ : แมสครีเอทีพ มีเดีย, ๒๕๒๙. อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสตร์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑. อภิรัฐ คำวัง.“ชาวซิกข์ในสยามและล้านนา ว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์การตั้งชุมชน ศาสนา และการค้า,” มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์, ๒๘, ๒ (พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๔) : ๖๗ – ๙๔. อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. มัสยิดในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๗. _________. “มัสยิด” ใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เล่ม ๓๖. กรุงเทพฯ : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, ๒๕๕๔. อินทิรา ซาฮีร์. “บทบาทของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาในสังคมไทย ( พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๕๒๕).” วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๔. ภาษาอังกฤษ Brian Wilson. Christianity. London: Routledge, 1999. F. L. Cross, E. A. Livingstone Edited, Oxford Dictionary of Christian Church, 3r. Edition, New York, Oxford University Press, 1997. สื่อออนไลน์ “การศึกษาวิวัฒนาการของโบสถ์โปรเตสแตนท์ เพื่อหาอิทธิพลที่ส่งผลต่อ ลักษณะร่วมทางสถาปัตยกรรม ที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดเชียงใหม่ http://www.berac.org/BERAC/BERAC%203/7%20Supack%20Prugsiganont.pdf “ความจริง ๑๐๐ ประการเกี่ยวกับคาทอลิกไทย” http://www.cmdiocese.org/th/infor/knowledge/340-340 “ความเป็นมาของศาสนาอิสลามในประเทศไทย”.http://www.//alisuasaming.com โดย อาลี เสือสมิง. “คริสตศาสนาในประเทศไทย – อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ” www.catholic.or.th/amc/religious006. doc “ทำไมจึงมีตำแหน่งพระสังฆราชในพระศาสนจักร” http://www.catholic.or.th/spiritual/tips/tipbishop/tipbs12.html “โบสถ์ (คริสต์ศาสนา)” http://www.vcharkarn.com/varticle/40976 “ประวัติคริสตจักร” http://www.samraychurch.com/?page_id=58 “ประวัติคริสตจักรไทยในบริบทสากล” http://xn--12cfm4cab2b2dcbd3bo2ae1gsakk2bh93c. com/index.php/th/ “ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรในประเทศไทย” http://haab.catholic.or.th/churchbkk/ history_thai.html ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, “ประวัติสภาคริสตจักรในประเทศไทย,” http://www.cct.or.th/cctweb/index. php/aboutcct/ccthistory “ปัสกา (Easter)” http://www.catholic.or.th/spiritual/article/paska01.html “ปัสกาของพระคริสต์” http://www.catholic.or.th/spiritual/article/paska02.html “โปรเตสแตนท์ในประเทศไทย” https://th.wikipedia.org/wiki/โปรเตสแตนท์ในประเทศไทย “พระคาร์ดินัล” https://th.wikipedia.org/wiki/พระคาร์ดินัล “พระสังฆราช (Bishop) มุขนายก” http://www.catholic.or.th/spiritual/tips/tipbishop/tipbs15. html “พระสันตะปาปา” https://th.wikipedia.org/wiki/พระสันตปาปา “มุขนายก” https://th.wikipedia.org/wiki/มุขนายก “มูลนิธิคริสต์ศาสนิกชนดั้งเดิมออร์โธดอกซ์ในประเทศไทย” http://www.orthodox.or.th/index.php ?content=representation&lang=th “ลำดับสมเด็จพระสันตปาปาในพระศาสนจักรคาทอลิก” http://haab.catholic.or.th/Pope/ “วัตถุที่ใช้ในศาสนพิธี (Religious objects)” http://haab.catholic.or.th/churchbkk/truecatholic/ true11/true11.html ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, “๑๗๕ ปี คริสตจักรโปรเตสแตนท์ไทยกับพันธกิจด้านการก่อตั้งคริสตจักร” https://sites.google.com/site/christianthaisite/175 “เศรษฐกิจพอเพียงกับหลักการอิสลาม”. www.//alisuasaming.com โดย อาลี เสือสมิง สุรชัย ชุ่มศรีพันธ์ “มิซซังสยามในอดีต” http://www.catholic.or.th/archive/archbkk/archbkk07. html “แห่ดาวคริสต์มาส ประเพณีสวยงามเป็นเอกลักษณ์แห่งสกลนคร” http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000145571 “อัครมุขนายก” https://th.wikipedia.org/wiki/อัครมุขนายก “Alexamenos graffito” https://en.wikipedia.org/wiki/Alexamenos_graffito “Catholicism” https://en.wikipedia.org/wiki/Catholicism “Christian symbolism” https://en.wikipedia.org/wiki/Christian_symbolism “Episcopacy” http://global.britannica.com/topic/episcopacy “Pope” http://www.newadvent.org/cathen/12260a.htm


212 ที่ปรึกษา คณะทำ งาน ผู้เรียบเรียง บรรณาธิการ ขอขอบคุณ ศิลปกรรม บรรณาธิการภาพ ถ่ายภาพ พิมพ์ที่ ศาสนาในประเทศไทย กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๕๘ จำนวน ๒,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๒ พุทธศักราช ๒๕๖๐ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ISBN : 978-616-543-336-5 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา นายเกรียงศักดิ์ บุญประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการศาสนา นายชวลิต ศิริภิรมย์ ที่ปรึกษากรมการศาสนา นางสาวพิไล จิรไกรศิริ ที่ปรึกษากรมการศาสนา นายสำ รวย นักการเรียน ผู้อำ นวยการกองศาสนูปถัมภ์ นางศรีนวล ลัภกิตโร ผู้อำ นวยการสำ นักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม นายพูลศักดิ์ สุขทรัพย์ทวีผล เลขานุการกรมการศาสนา นางจุฑาทิพย์ โคตรประทุม นายสำ รวย นักการเรียน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี นายสมชาย เจ๊ะวังมา นางธิดารัตน์ กอหรั่งกูล นางสาววรินทร เหมะ นางกรองกาญจน์ หอเกษมทรัพย์ นางโสภา นิลขาว นายวิระยุทธ นาถชัยโย นายสิงห์คม บริสุทธิ์ นายฤทธี รัตนประทีป นายธวัชชัย รามนัฏ นายสมภพ ถาวรวัฒนะ นายชัยวัฒน์ คุ้มศรี โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ ๑๑ - ๑๗ ถนนมหาราช ท่าพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๒๒๑-๘๘๙๒ ผู้แทนเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ผู้แทนองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ผู้แทนยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้แทนมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ผู้แทนศาสนาอิสลาม ผู้แทนศาสนาคริสต์ ผู้แทนศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ผู้แทนศาสนาซิกข์ นางศรีนวล ลัภกิตโร ผู้อำ นวยการสำ นักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม นายธนพล พรมสุวงษ์ นักวิชาการศาสนาชำ นาญการพิเศษ นายศักดิ์เพชร ยานะแก้ว นักวิชาการศาสนาชำ นาญการพิเศษ นายวิเชียร อนันตศิริรัตน์ นักวิชาการศาสนาชำ นาญการพิเศษ นางสุพัตรา หะยีอับดุลรอมาน นักวิชาการศาสนาชำ นาญการพิเศษ นางสุรีย์ เกาศล นักจัดการงานทั่วไปชำ นาญการพิเศษ พระพุทธศาสนา นายบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ ศาสนาอิสลาม นางเบญจมาส แพทอง ศาสนาคริสต์ นายนภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู นางสายไหม จบกลศึก ศาสนาซิกข์ นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ นางสาวระชา ภุชชงค์


Click to View FlipBook Version