The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พรสวรรค์ จันทะวงศ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nickyharnon, 2022-09-17 13:58:37

ดนตรีวิจักษ์

พรสวรรค์ จันทะวงศ์

บทที่ 4

เครือ่ งดนตรีสากล

เคร่ืองดนตรีเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ได้
ความหลากหลายของเสียง หรือปรับจากอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อใช้งานสำหรับการผลิตเสียงดนตรี
หรือสร้างเสียงสำหรับใช้ประกอบในการร้องรำทำเพ ลงตามความต้องการของมนุษย์
เสียงของเคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันตามรูปรา่ ง ลักษณะ และวัสดทุ ี่นำมาใชป้ ระกอบ
เคร่ืองดนตรีสากลที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ชนิดเดียวกัน
ซึ่งชาวตะวันตกได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งมีการแบ่งตามหลักในการทำเสียง
หรอื วิธีการบรรเลง สำหรบั เคร่อื งดนตรีสากลปจั จบุ นั สามารถจำแนกออกได้เปน็ 5 กลมุ่ ใหญ่ ๆ ดังนี้

4.1 กลมุ่ เคร่อื งสาย (String Instruments)
4.2 กลมุ่ เครอ่ื งลมไม้ (Woodwind Instruments)
4.3 กลุ่มเคร่อื งลมทองเหลอื ง (Brass Instruments)
3.4 กลุ่มเคร่อื งคียบ์ อร์ด (Keyboard Instruments)
4.5 กล่มุ เครอ่ื งตี (Percussion Instruments)

4.1 กลมุ่ เครือ่ งสาย

สมบัติ จำปาเงิน (2532 : 34) อธิบายว่า เป็นเคร่ืองดนตรีที่มีสาย และกล่องอุ้มเสียง
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ สายทำจากเชือก เอ็น ลวด โลหะ หรือไนล่อน ซึ่งขึงตึงเพื่อให้เกิดเสียงสูง
ต่ำ หลกั ง่าย ๆ มี 3 อย่างคือ ความยาว ความใหญ่ และความตึง

ความยาว สายยาวจะมีเสียงต่ำ สายสั้นจะมีเสียงสงู
ความใหญห่ รอื หนา และน้ำหนกั ของสายมีผลต่อเสียงมาก กลา่ วคือ ต้องการให้เสียงต่ำต้อง
ใช้สายใหญ่ เป็นต้น
ความตึง สายขนาดยาวสั้นโตเล็กเท่ากัน สายใดตึงกว่าสายนั้นมีเสียงสูงกว่าสายที่ตึงน้อย
กวา่
เคร่ืองสายจำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ เคร่ืองสายที่ใช้คันสี (Bowed Strings)
และเครอ่ื งสายที่ใช้ดดี (Plucked Strings) ดังตอ่ ไปนี้

56

4.1.1 เครือ่ งสายทใ่ี ช้คันสี
เคร่ืองดนตรีตระกูลไวโอลิน (Violin Family) ใช้คันชักสีทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ ด้วย

การกดนิ้วลงที่ตำแหน่งต่าง ๆ บนแผงนิ้ว (Fingerboard) การปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ทาง
ฟิสิกส์ของพิธาโกรัส (ปี 582-507 ก่อนคริสตกาล) นักปราชญ์ชาวกรีกในสมัยโบราณ กล่าวว่า
สายสั้นจะได้เสียงสงู สายยาวจะได้เสียงต่ำ (ไขแสง ศขุ ะวฒั นะ, 2541 : 7)

1) ไวโอลิน (Violin)
ไวโอลินปรากฏขึ้นครั้งแรกในประเทศอิตาลีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งผู้ผลิตได้
ดั ดแปลงมาจากเคร่ืองดนตรียุ คกลาง 3 ชนิ ด ได้ แก่ เรเบค (Rebec) ซอเรอเนซองซ์
(The Renaissance Fiddle) และลีรา ดา บราชโช (Lira Da Braccio) ในปี พ.ศ. 2099 (ค.ศ. 1556) ทีเ่ มอื ง
ลียง ประเทศฝรงั่ เศส และเปน็ ช่วงเวลาทีไ่ วโอลินเผยแพรไ่ ปท่วั ทวีปยุโรป (ตวั อย่างภาพที่ 4.1)

ภาพท่ี 4.1 ไวโอลิน และคันชัก

ไวโอลินคนั แรกของโลกสร้างขึน้ โดย อนั เดร์ อมาตี (Andrea Amati) ในช่วงครึง่ ศตวรรษ
แรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการว่าจ้างของครอบครัวเมดิซี ซึ่งต้องการเคร่ืองดนตรีประเภท
เครื่องสาย ต่อมาพระเจ้าชาลส์ที่ 4 แห่งฝร่ังเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อันเดร์ประดิษฐ์
ไวโอลินขึน้ มาอีก เพื่อใช้เป็นเคร่อื งดนตรีบรรเลงในวงออร์เคสตราประจำของพระองค์

ไวโอลินประกอบด้วยไม้มากกว่า 80 ชิ้น เช่น เมเพิล (Maple) สพรูซ (Spruce) ไลน์
(Lime) อีบอนี (Ebony) และโรสวู้ด (Rosewood) เลือกให้เหมาะกับส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นตัว
ไวโอลิน ตัวไวโอลิน (Body) ทำหน้าทีเ่ ปน็ ตัวกำธร ประกอบด้วยแผ่นไม้ ชนิ้ ด้านหน้าใช้ไม้สพรูซซึ่งเป็น
ไม้เนื้ออ่อน ส่วนแผ่นไม้ด้านหลังใช้ไม้เมเพิลซึ่งมีเนื้อแข็งกว่า แผ่นไม้ท้ังสองเม่ือประสานเป็นตัว
ไวโอลินมี 4 สาย สายทำด้วยเอ็น ไนลอน หรือลวด สายแต่ละเส้นเทียบเสียงห่างกันคู่ 5 เพอเฟ็คท์
(Prefect) คือ G D A E สายต่ำสุดเทียบเสียง G ต่ำถัดจาก C กลาง (Middle C) สายทั้งสี่ยาวเท่ากัน
แต่ให้เสียงแตกต่างกันตรงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง และขึงให้ตึงต่างกัน เสียงต่ำสุดพันหุ้มด้วย
ลวดเส้นเล็ก ๆ สายเสียงสูงสุดหรือสาย E ปัจจุบันเป็นสายลวด การเร่งสายให้ตึงโดยการบิดลูกบิด
(Ped) ประจำแตล่ ะสาย คนั ชักทำด้วยไม้ และหางม้า

57

ไวโอลินมีความยาวทั้งหมด 23.5 นิ้ว ตัวไวโอลินยาว 14 นิ้ว คันชักยาว 29 นิ้ว

เป็นเครอ่ื งดนตรีที่เล่นทำนองเพราะมีเสียงที่แหลม สดใส อ่อนหวาน เลน่ ใหค้ ึกคกั สนกุ สนานหรอื เล่น

ให้เศร้าสร้อยสะเทือนใจอยู่ที่ผู้มีฝีมือในการเล่นพลิกแพลงด้วยเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้ (ไขแสง

ศขุ ะวัฒนะ, 2541 : 11-12)

Staccato เลน่ โน้ตแต่ละตวั ใหม้ ีเสียงขาดเป็นหว้ ง ๆ

Legato เล่นโน้ตแตต่ ะตัวใหม้ ีเสียงเชือ่ มโยงกนั

Spiccato เลน่ โดยใช้คนั ชักกระโดดขึน้ ลงบนสายอยา่ งรวดเร็ว

Martellato เล่นโดยใช้คนั ชักเคาะลงบนสายเหมือนตีดว้ ยค้อน

Tremolo เลน่ โน้ตสองตวั ใหร้ ัวถี่กระช้ันอย่างรวดเรว็

Double Stopping เลน่ ใหเ้ กิดเสียงสองเสียงพรอ้ มกัน

Harmonics เลน่ ใหเ้ กิดเสียงผิวเหมอื นเสียงขล่ยุ ฟลูตโดยใช้คนั ชัก

สัมผสั สายเพียงเบา ๆ ทีจ่ ุดโนด (Modal Points)

Glissando เล่นไล่เสียงขึน้ หรอื ลงโดยใช้น้วิ รูดสายอยา่ งรวดเรว็

Col legno เล่นโดยใช้คันชกั ส่วนที่เป็นไม้แทนส่วนทีเ่ ป็นหางม้า

Pizzicato เล่นโดยใช้น้วิ ดีดสายแทนคนั ชกั

Muting เลน่ โดยติดเคร่อื งลดเสียงเพื่อให้ได้เสียงเบา

และนุ่มนวล

2) วิโอลา (Viola)
วิโอลาลักษณะเหมือนไวโอลินแต่มีขนาดใหญ่กว่า วิโอลามีความยาวท้ังหมด 38 ถึง

45 ซม. วิโอลาเทียบเสียงต่ำกว่าไวโอลินคู่ 5 เพอเฟ็คท์คือ C- G- D- A ซึ่งต่ำกว่าไวโอลินที่เป็น G-
D-A-E สายเสียงต่ำสุดคือสาย C ถัดต่ำจาก C กลาง เสียงของวิโอลาทุ้มกว่าไวโอลินเทียบได้กับ
เสียงอัลโต เทคนิคการเล่นเหมอื นกับไวโอลิน ใช้บรรเลงแนวประสานกับไวโอลินในวงออรเ์ คสตรา

ภาพที่ 4.2 วิโอลา

58

3) เชลโล (Cello)
เชลโลเป็นชื่อย่อของวิโอลอนเชลโล (Violon Cello) มีความยาวท้ังหมด 48.5 นิ้ว มีขนาด

โตกว่าวิโอลาประมาณ 3 เท่า เวลาเล่นผู้เล่นต้องนั่งเก้าอี้เอาเชลโล หันหน้าออกแล้วหนีบด้วยเข่า
ไว้ในหว่างขา เทคนิคการเล่นเหมือนกับไวโอลิน สายท้ังสี่คือ C G D A เทียบเสียงต่ำกว่าวิโอลาหนึ่ง
คู่แปด เทียบเสียงระหว่างเทเนอร์ บาริโทน และเบส เชลโลมีเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ลึกซึ้ง กังวาน
สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ที่เศร้าสร้อย หม่นหมอง อัดอ้ันตันใจได้อย่างวิเศษ การเล่นเชลโลยาก
กวา่ ซออื่น ๆ ผมู้ ีฝีมอื เยี่ยมเทา่ น้ันที่สามารถบรรเลงเดี่ยวได้อย่างซาบซึ้ง

ภาพท่ี 4.3 วิโอลอนเชลโล
4) ดับเบิลเบส (Double - Bass)

ดับเบิลเบสเป็นเคร่ืองดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลไวโอลิน มีความยาว 74 นิ้ว
ในการบรรเลงนักดนตรีต้องยืนหรือน่ังเก้าอี้สูง ๆ ลักษณะเสียงทุ้มต่ำสุด เป็นเสียงที่แสดงถึง
ความมีอำนาจ และความน่ากลัวได้เป็นอย่างดี เม่ือเทียบเสียงจะได้เสียงเบส และเสียงดับเบิลเบส
จำนวนสายมีต้ังแต่ 3 ถึง 6 สาย ปัจจุบันซอมาตรฐานมี 4 สาย แต่ละสายเทียบเสียงห่างกัน
คู่ 4 เพอร์เฟก คือ E- A- D- G เทคนิคการเล่นเหมือนกับไวโอลินต่างกัน เช่น ไม่ใช้คันชักกระโดด
ขึ้นลงบนสายอย่างรวดเร็ว ใช้คันชักสัมผัสสายเพียงเบา ๆ ทำได้บ้าง ส่วนเทคนิคเล่นโน้ตสองตัว
ให้รัวถี่กระช้ันอย่างรวดเร็วสามารถทำได้ดีเป็นพิเศษ (ไขแสง ศุขะวัฒนะ, 2541 : 15) ในปัจจุบัน

59

ดับเบิลเบสได้รับการยอมรับในวงออร์เคสตรา และวงดนตรีแจ๊ส ดับเบิลเบสมักจะบรรเลงด้วย
เทคนิคใช้นิ้วดีด (Pizzicato) แต่บางครั้งจะใช้เทคนิคการตบเบส ซึ่งสายเบสจะไปกระทบ
กับฟิงเกอรบ์ อร์ด และขยบั จากการเล่นทำนองเพียงอย่างเดียวไปเป็นนกั เดีย่ วของดนตรแี จ๊ส

นักดับเบิลเบสแจ๊สในยคุ ศตวรรษที่ 18 เช่น จอห์น ลินด์เซย์ (John Lindsay) และป๊อบ
ฟอรสเตอร์ (Pop Foster) หรือชื่อจริงคือ เมอฟี ฟอรสเตอร์ (Murphy Foster) ท้ังคู่แสดง
อยู่ใน วงของหลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) ในศตวรรษที่ 1930 ส่วนวอลเตอร์
เพจ (Walter Page) และคาร์เลอร์ มินกัส (Charles Mingus) คือ นักดับเบิลเบสที่โดดเด่นใน
ท ศ ว ร ร ษ ที่ 1940 แ ล ะ นั ก ดั บ เบิ ล เบ ส รุ่ น ห ลั งๆ เช่ น ร อ น ค า ร์ เท อ ร์ (Ron Carter)
ประสบความสำเร็จในการใช้ ปิกโกโลเบส (Piccolo Bass) และยังได้เขียนตำราการเล่นดับเบิล
เบสในแบบแจ๊สอีกด้วย ตลอดจน แกรี คาร์ (Gary Karr) นักดับเบิลเบสชาวอเมริกันซึ่งเกิด
ในตระกูลนักดับเบิลเบสเขาประสบผลสำเร็จในการเช่ือมโลกดนตรีคลาสสิกและแจ๊สเข้าด้วยกัน
ในฐานะนกั ดนตรีวงออร์เคสตราทีเ่ ขาปรากฏตัวร่วมกบั วงดนตรเี ชมเบอรร์ ะดบั โลกหลายวง

ภาพท่ี 4.4 ดบั เบิลเบส

60

4.1.2 เครือ่ งสายท่ใี ช้ดีด
1) ฮาร์ป (Harp)
พิณใหญ่หรือ ฮาร์ป นักวิชาการทางดนตรีสันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดจากคันธนู

เม่ือดีดสายจะเกิดเสียงที่น่าฟัง ชาวอียิปต์โบราณได้ใช้พิณเป็นเคร่ืองดนตรีสำคัญในราชสำนัก
ฟาโรห์ ชาวกรีกและชาวโรมันมีพิณไลร์ (Iyre) และพิณคิธารา (Kithara) สำหรับเล่นคลอ
ประกอบการขับร้อง และเล่นร่วมกับเคร่ืองดนตรี ๆ ในงานรน่ื เริง

ปัจจุบันฮาร์ปมีลักษณะเป็นโครงสามเหลี่ยมสีทอง ด้านบนโค้งงอนอย่างงดงาม
มีสายขึงท้ังหมด 47 สาย ช่วงเสียงกว้าง 6 ครึ่งคู่แปด ที่ฐานมีกระเดื่องสำหรับเหยียบ (Pedal) 7 อัน
แต่ละอันจะมีเสียงประจำสายเฉพาะสาย เช่น C D E เป็นต้น เพื่อให้ผู้เล่นสังเกตได้ง่าย และดีด
ไม่ผิด ผู้ประดิษฐ์จึงย้อมสายให้มีสีที่แตกต่างกัน โดยกำหนดให้สาย C เป็นสีแดง สาย F เป็นสีน้ำ
เงนิ นอกนน้ั เป็นสีเหลือง หรอื สีธรรมชาติของวตั ถทุ ี่ใช้ทำ

การบรรเลงฮาร์ป ผู้เล่นจะต้องน่ังให้ไหล่ขวาชิดกับตัวฮาร์ป และใช้นิ้วมือท้ังสอง
ยกเว้นนิ้วก้อยดีดสาย เสียงของฮาร์ปคล้ายเสียงเปียโนแต่นุ่มนวลกว่า เหมาะที่จะแสดงถึงระลอก
น้ำที่เต้นพริ้วในสระน้ำวน หรือใช้แทนความรู้สึกการเหาะเหินอย่างรวดเร็วของทวยเทพองค์น้อย
ฯลฯ ปัจจุบันใช้บรรเลงในวงดนตรีประเภทวงออร์เคสตรา (Orchestra) เท่านั้น (ไขแสง ศุขะวัฒนะ,
2541 : 16-19)

ภาพท่ี 4.5 ฮาร์ป

61

2) แมนโดลิน (Mandolin)
แมนโดลินเป็นเคร่ืองดนตรีตระกูลลูท ลักษณะคล้ายลูกแพร์ กำเนิดมาจากประเทศ

อิตาลี แมนโดลินมีสาย 4 คู่ (8 สาย) หรือ 6 คู่ (12 สาย) ต้ังเสียงเท่ากันเป็นคู่ มีลูกบิดคล้ายกีตาร์
ใช้ในการต้ังเสียง และมีนม (Feat) รองรับสาย เวลาเล่นจะใช้นิ้วมือซ้ายจับตัวแมนโดลิน และใช้มือ
ขวาดีดโดยใช้ปิ๊ก (Pick) เสียงที่เกิดจากแมนโดลินมีความไพเราะนับว่ามีคุณภาพ เร้าอารมณ์ได้ดี
โดยเฉพาะอารมณโ์ ศกเศร้าเกี่ยวกับความรกั

ภาพท่ี 4.6 แมนโดลิน
3) แบนโจ (Banjo)

แบนโจเป็นเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านในแถบแอฟริกาตะวันตก (Western Africa) ต่อมาจึง
เป็นที่แพร่หลายในหมู่อเมริกันนิโกร วิธีการเล่นดีดด้วยนิ้วมือ หรือดีดด้วยไม้ดีด (Plectrum)
นิยมในกลุ่มนักร้อง นักดนตรีชาวอเมริกัน กล่องเสียงของแบนโจเหมือนกับหน้ากลอง มีหนังแท้
หรือหนังเทียมขึงปิด คาด หรอื วงรอบด้วยไม้หรอื เหลก็ เพื่อให้หนังตึง แบนโจมี 4 สาย ต้นคริสต
ศตรรษที่ 19 สายที่ 5 ถูกสร้างเพิ่มขึ้นบนกึ่งกลางคอแบนโจ เพื่อให้สามารถเล่นเสียงสูง ๆ
สามารถบรรเลงเพลงต่าง ๆ ได้หลายทำนองอยา่ งน่าอศั จรรย์

ภาพที่ 4.7 แบนโจ

62

4) กีตาร์ (Guitar)

กีตาร์เป็นเคร่ืองดนตรีจัดอยู่ในจำพวกเคร่ืองสาย มักจะเล่นด้วยนิ้วมือซ้าย และดีด
หรือเกาด้วยนิ้วมือขวา หรือใช้ปิ๊กดีดกีตาร์ เสียงของกีตาร์เกิดจากการสั่นสะเทือนของสาย
ทำให้เกิดกำทอน (Resonance) แก่ตัวกีตาร์และคอกีตาร์ กีตาร์มีทั้งแบบกีตาร์อะคูสติก และ
กีตาร์ไฟฟ้า บางตัวเป็นได้ท้ังสองอย่าง กีตาร์มีส่วนตัวเป็นกล่องกำทอน ซึ่งในกีตาร์อะคูสติก
จะเจาะเป็นช่อง ส่วนกีตาร์ไฟฟ้ามักจะตัน และมีโพรง ในส่วนคอกีตาร์ โดยท่ัวไปแล้วส่วนหัว
ของกีตาร์จะยืดขึ้นไปจากคอ เพื่อใส่ลูกบิดหมุนสายสำหรับปรับเสียง กีตาร์เป็นเคร่ืองดนตรีที่
นิยมใช้แพร่หลายและใช้กับดนตรีหลากหลายสไตล์ นับเป็นเคร่ืองดนตรีที่นิยมใช้บรรเลงเดี่ยว
อย่างกว้างขวางที่พบเห็นมากที่สุดคือ กีตาร์คลาสสิก และยังเป็นเคร่ืองดนตรีหลักในวงดนตรี
ประเภทบลูส์ และดนตรรี อ็ กอีกด้วย อีกท้ังสามารถเลน่ ในยามวา่ ง หรอื เป็นงานอดิเรกได้ดี

ประวัติ
เคร่อื งดนตรีที่มีลักษณะคล้ายกีตารเ์ ป็นทีน่ ิยมมากว่า 5,000 ปีเป็นอย่างต่ำ โดยเริ่ม
เป็นทีน่ ยิ มในแถบเอเชียกลาง เรียกวา่ ซิตารา (Sitara) เครอ่ื งดนตรที ี่มีรปู แบบคล้ายคลึงกีตารท์ ี่
เกา่ แกท่ ี่สุดที่ค้นพบมีอายุ 3,300 ปี เป็นหินสลักของกวีอาณาจักรโบราณฮิตไตต์ คำว่ากีตาร์มา
จากภาษาสเปนคำว่า กิทารา (Quitarra) ซึ่งมาจากภาษากรีก คำว่ากิตารา (Kithara) มีรากศัพท์
มาจากภาษาตระกลู อินโดยโู รเปียน กีต (Quit) คล้ายกบั ภาษาสนั สกฤตที่แปลว่า ดนตรี และตาร์
(Tar) หมายถึง คอร์ดหรือสาย กีตาร์ในยุคปัจจุบัน มาจากเคร่ืองดนตรีที่เรียกว่า ซิตารา
(Cithara) ของชาวโรมัน ซึ่งนำเข้าไปแพร่หลายในอาณาจักรฮิสปาเนียหรือสเปนโบราณ
ประมาณ ค.ศ. 40 จากน้ันเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนกลายมาเป็นเคร่ืองดนตรีที่มี 4 สายเรียกว่า
อู๊ด (oud) นำเข้ามาโดยชาวมัวร์ในยุคที่เข้ามาครอบครองคาบสมุทรไอบีเรีย ในศตวรรษที่ 8
ส่วนในยุโรปมีเคร่ืองดนตรีที่เรียกว่า ลูต ของชาวสแกนดิเนเวียมี 6 สาย ในสมัย ค.ศ. 800 เป็น
เครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในกลมุ่ ชาว (ไวกิ้ง) เคร่อื งดนตรีชนิ้ แรกที่มีรูปลักษณ์เหมือนกีตาร์
ในปัจจุบัน เกิดในช่วงยุคปลายของสมัยกลางหรือยุคต้นสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นช่วงที่มีการใช้
เคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองสายกันท่ัวโลก ในยุคนั้นกีตาร์มีท้ังแบบ 4 และ 5 สาย ต่อมาในปี
ค.ศ. 1779 นายแกตาโน วินาซเซีย (Gaetano Vinaccia) ได้ผลิตกีตาร์ที่มี 6 สาย ในเมืองเนเปิล
ประเทศอิตาลี

ต่อมาในศตวรรษที่ 20 กีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกเริ่มผลิตขึ้นโดยจอร์จ โบแชมป์ (George
Beauchamp) ได้รับสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1936 ร่วมกับ ริกเค่นแบ็กเกอร์ (Rickenbacker) ต้ังบริษัท
Electro String Instrument ผลิตกีตาร์ไฟฟ้า และในช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1930 ต่อมาในช่วง
ทศวรรษ 1960 จอห์น เลนนอน สมาชิกวงเดอะบีทเทิลส์ใช้กีตาร์ยี่ห้อนี้ ส่งผลให้เคร่ืองดนตรี

63

ยี่ห้อนี้มีชื่อเสียงในกลุ่มนักดนตรี และในปัจจุบันบริษัทริกเค่นแบ็กเกอร์ถือได้ว่าเป็นบริษัทผลิต
กีตาร์ที่ใหญ่ทีส่ ดุ ในสหรฐั อเมริกา

ประเภทของกีตาร์

1) กีตาร์โปร่ง (Acoustic Guitars)
กีตาร์โปร่งหรือกีตาร์อคูสติกมีขนาดเล็กกว่ากีตาร์คลาสสิก ให้เสียงที่เบากว่ามาก

กีตาร์โปร่งมี รปู ทรง ขนาด และสีที่หลากหลาย สามารถเคลื่อนเคลื่อนย้ายได้สะดวก ไม่ต้องใช้
ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการเล่น เหมาะสำหรับผู้ที่เล่นดนตรีแนวโฟล์คซอง คันทรี หรือแนว
ฟิงเกอร์สไตลก์ ็นิยมนำไปใช้ ปัจจุบันการเล่นกีตารโ์ ปร่งค่อนข้างแพร่หลายในทุกกลุ่ม (ตัวอย่าง
ภาพที่ 4.8)

2) กีตาร์คลาสสิก (Classic Guitar) กีตาร์คลาสสิก เป็นเคร่ืองดนตรีประเภทที่ดีด
ด้วยนิ้วมือ มีพัฒนาการมาก่อนศตวรรษที่15 โดยพัฒนามาจากเคร่ืองดนตรีที่เรียกว่า วิเวลา
(Vihuela) ซึ่งนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในประเทศสเปน ข้อแตกต่างของกีตาร์คลาสสิกกับ
กีตาร์ชนิดอื่น คือ ขนาดของคอกีตาร์ หรือฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard) เป็นส่วนที่รองรับการ
กดนิ้วของผู้บรรเลงที่มีขนาดที่กว้างกว่ากีตาร์ชนิดอื่น และสายที่ทำด้วยไนล่อน หรือที่เรียกกัน
ว่าสายเอ็น แต่เดิมใช้สายที่ทำมาจากเอ็นของสัตว์ กีตาร์ที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับกีตาร์คลาสสิก
คือ กีตาร์ฟลาเมงโก (Flamenco Guitar) กีตาร์คลาสสิกให้เสียงในโทนพริ้วไหว สำหรับผู้ที่มี
ความชำนาญในการเล่น กีตาร์คลาสสิกจะสามารถบนั ดาลเสียงทุกเสียงที่จะประกอบกันให้เป็น
เพลงที่ไพเราะจับใจได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนอง (Melody) คอร์ด (Chord) และเบส
(Bass) ในการเล่นกีตาร์คลาสสิกน้ันผู้เล่นต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และเทคนิคมากมาย ซึ่ง
ในการฝึกน้ันต้องใช้เวลา และความพยายามอย่างสูง กีตาร์คลาสสิกจึงจดั ได้ว่ามีความสมบูรณ์
ในตัวมนั เองจนมีผู้กล่าวว่าการเล่นกีตาร์คลาสสิกนั้นไม่ต่างอะไรกับการเล่นของวงออร์เคสตรา
(ตัวอย่างภาพที่ 4.9)

64

ภาพที่ 4.8 กีตารโ์ ปร่ง ภาพที่ 4.9 กีตาร์คลาสสิก

3) กีตารไ์ ฟฟ้า (Electric Guitar)

กีตาร์ไฟฟ้า คือ กีตาร์ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์เรียกว่า พิคอัพ (Pick Up) ทำหน้าที่
แปลงเสียงที่เกิดจากส่ันของสายกีตาร์ให้กลายเป็นสัญ ญาณอิเล็คทรอนิคส์ ส่งผ่าน
สายสัญญาณ (Cable) ไปยังเคร่ืองขยายเสียงแอมพลิฟายเยอ (Amplifier) อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วย
ปรับความเข้มเสียงให้ดังขึ้น กีตาร์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากกีตาร์โปร่ง และกีตาร์โปร่งไฟฟ้า
ตรงที่ลำตัวของกีตาร์ไฟฟ้าส่วนมากจะไม่มีโพรงเสียงหรือเรียกว่า โซลิดบอดี้ (Solid Body)
ลำตัวตนั อย่างไรก็ดี กีตารไ์ ฟฟ้าฮอลโลวบ์ อดี้ (Hollow Body Guitar) เป็นกีตาร์ที่มีโพรงเสียงที่มี
การติดต้ังพิคอัพ นิยมใช้เล่นในแนวดนตรีประเภทแจ๊ส (Jazz) หรอื บลูส์ (Blues) ปัจจุบันนิยมนำ
สัญญาณเสียงที่ได้จากกีตาร์ไฟฟ้ามาดัดแปลงผ่านอุปกรณ์ดัดแปลงสัญญาณ (Guitar Effect)
ก่อนเข้าสู่เคร่ืองขยายสัญญาณกีตาร์ เพื่อให้ได้ลักษณะเสียงที่มีความแตกต่างหลากหลาย
มากขึ้น

65

1. 2.
ภาพที่ 4.10 1. กีตาร์ไฟฟ้าโซลิดบอดี้ 2. กีตาร์ไฟฟ้าฮอลโลว์บอดี้

4) กีตารเ์ บสไฟฟา้ (Electric Bass Guitar)

กีตาร์เบสไฟฟ้า มีโครงสร้างของคอที่ใหญ่และยาวกว่า มีย่านความถี่เสียงต่ำ
มีหน้าที่หลัก ๆ ในการให้จังหวะ คือ คุมจังหวะตาม Rhythm, line, Pattern และ Groove
ของดนตรี ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายระดับความสามารถการเล่นให้สูงขึ้นตามแนวเพลง
และการประยุกต์ใช้ต่าง ๆ เช่น เทคนิคการตบเบส (Slap) ในดนตรีฟล้ัง (Funk) ดนตรีแจ๊ส
และอีกหลายแนว การแตะอยา่ งแผ่วเบา (Tapping) การด้นสด (Improvising) การเล่นฮาร์มอนิก
(Harmonics) การเล่น Picking เป็นต้น

การตั้งสายกีตาร์เบส 4 สายตามมาตรฐานคือ E-A-D-G (เรียงจากต่ำ-สูง)
เบส 5 สายคือ B-E-A-D-G ส่วน 6 สายคือ B-E-A-D-G-C แต่อย่างไรก็ตามกีตาร์เบสได้ถูก
ขยายขอบเขตออกไปตามแนวคิดและการประยุกต์ใช้ของผู้เล่น ดังน้ันจำนวนสาย
ก็อาจจะมีอน่ื ๆ อีก เชน่ 3 สาย 7 สาย 8 สาย และ 9 สาย เปน็ ต้น

กีตาร์เบสไฟฟ้าตัวแรกของโลก ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาโดย Clarence Leo Fender
ในปี 1951 จากบริษัท Fender Musical Instrumental Company (บริษัทเดียวกับที่ผลิตกีตาร์
Fender) รว่ มกันผลิตเบสที่มีชื่อร่นุ ว่า Precision Bass โดย Leo Fender ได้ประดิษฐข์ ึ้นมาเพื่อการ
แก้ไขปัญหาของเบสรุ่นเก่าที่มีปัญหาในเร่ืองของเสียงและขนาดที่ใหญ่ของ Acoustic Upright
Bass ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อรุ่นว่า Precision Bass เพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย ที่แปลว่า
"เบสที่มีความกระชับ" โดยมีการใช้เฟรท (Fret) เป็นแท่งเหล็กวางขนานติดลงบนฟิงเกอร์บอร์ด
ซึง่ เป็นการทำให้น้ำเสียงใหด้ ีข้ึน

66

ภาพที่ 4.11 กีตารเ์ บส

4.2 กล่มุ เครื่องเป่าลมไม้

เคร่อื งดนตรีประเภทเคร่ืองเป่าลมไม้ใหเ้ สียงโดยการเป่าลมผา่ นช่องแคบ ๆ เข้าไปในทอ่ (Pipe)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเสียงหรือตัวกำธร ระดับเสียงสูงต่ำขึ้นอยู่กับความยาว และขนาด
เส้นผา่ ศูนย์กลางของตวั ขยายเสียง และความแรงของลมที่เปา่ เข้าไปในตัวทอ่ เคร่อื งเป่าลมไม้ แบง่ ได้
อย่างกว้าง ๆ เป็น 2 ประเภทคือ

1) ประเภทเป่าลมเข้าไปในรูเป่า (Blowing into a tube) หรือเคร่ืองเป่าลมไม้ประเภทขลุ่ย
ลำตัวมีลักษณะเป็นท่อ แบ่งตามลักษณะของการเป่าได้ 2 ประเภทคือ ประเภทเป่าตรงปลาย
เชน่ ขลยุ่ รคิ อรเ์ ดอร์ และประเภทเปา่ ลมเข้าทางด้านข้าง เช่น ฟลูต และพิกโคโล

2) ประเภทเปา่ ลมให้ผา่ นลิ้นของเคร่ืองดนตรี (Blowing Through A Reed) หรือเคร่ืองเป่าลมไม้
ประเภทปี่ ส่วนประกอบที่สำคัญคือมีลิ้น (Reed) เป็นตัวส่ันสะเทือน ส่วนที่เป็นลิ้นจะอยู่ตรงปลาย
ด้านหนึ่งของปี่ เม่ือเป่าลมผ่านลิ้นให้เกิดการสั่นสะเทือน ลมจะเข้าไปในท่อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยาย
เสียงหรือตัวกำทอนแล้วออกไปยังปากลำโพง เคร่ืองดนตรีพวกปี่จำแนกออกได้ตามลักษณะ
ของลิน้ ทีใ่ ช้เปน็ ประเภทลิน้ คู่ (Double Reed) และลิน้ เดี่ยว (Single Reed)

67

4.2.1 เครื่องดนตรีประเภทเปา่ ลมเข้าไปในรเู ปา่
4.2.1.1 ประเภทเปา่ ตรงปลาย
1) ขลุ่ยรคิ อรเ์ ดอร์ (Recorder)
ขลุ่ยริคอร์เดอร์เป็นเครื่องเป่าที่มีลักษณะการเป่าแบบด้านตรง มีรูปแบบ

การเกิดเสียงแบบเดียวกนั กบั นกหวีด คือ บริเวณปากเปา่ นั้นจะทำเปน็ ช่องลม (Win Way) เพือ่ ที่จะพงุ่
เข้าไปกระทบกับปากนกแก้ว ทำให้อากาศเกิดการส่ันสะเทือน เกิดเป็นคลื่นเสียงภายในท่อ เกิดเป็น
ระดับเสียงต่าง ๆ ทอ่ ของริคอร์เดอร์มรี ูปทรงกรวย คือ จากส่วนปลายของปากเปา่ ลงมายงั ส่วนปลาย
ทอ่ จะคอ่ ย ๆ สอบลง และแคบสดุ บริเวณปลายของริคอรเ์ ดอร์

นอกจากนี้ ขลุ่ยริคอร์เดอรเ์ ป็นเครอ่ื งดนตรีทีม่ ีสีสนั ของเสียงสวยงามและมี
เสน่ห์มาก ถึงแม้ว่าจะมีครบทุกเสียงในบันไดเสียงโครมาติกก็ตาม แต่ฃลุ่ยริคอร์เดอร์ไม่เหมาะที่จะ
บรรเลงกับดนตรีสมัยใหม่ที่มีบันไดเสียงโครมาติกมากมาย ทั้งนี้ฃลุ่ยริคอร์เดอร์เป็นเคร่ืองดนตรีที่มี
โครงสร้างไมส่ ลับซับซ้อน เมอ่ื ใช้จำนวนลมมากขนึ้ เพือ่ เปลี่ยนระดบั เสียงสูงในเสียงสงู จะสูงได้ไม่มาก
นัก ส่วนเสียงต่ำจะมีความนมุ่ กังวาน และไพเราะมาก ระบบการใช้น้วิ จะมีรายละเอียดบอกไว้ชัดเจน
ทีส่ ำคญั ขลุ่ยริคอรเ์ ดอรเ์ ป็นเครอ่ื งดนตรีราคาถูกสามารถสร้างเพลงได้อย่างงดงาม เหมาะทีจ่ ะพกพา
และเหมาะที่จะใช้ประกอบการเรียนการสอนดนตรีในช้ันเรียนเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันริคอร์เดอร์เป็น
เครอ่ื งดนตรีสำหรบั หัดเรียนดนตรีเบือ้ งต้นโดยเฉพาะในระดับประถมศกึ ษา

ขลุ่ยริคอร์เดอร์มีทั้งหมด 10 ประเภท ปัจจุบันนิยมใช้ 6 ประเภทเท่านั้น
ได้แก่

1) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงโซปรานิโน (Sopranino) มีขนาดเล็กสุด และมีระดับ
เสียงสูงสดุ มีขนาดความยาวเพียง 9 นิว้ นิยมคอ่ นข้างน้อย มีชว่ งเสียงอย่ทู ี่ f2 – G4

2) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงโซปราโน (Soprano) หรือเดสแคนท์ (Descant) เป็น
ประเภทที่ได้รับความนิยมเล่นมากที่สุด นิยมเล่นแนวทำนอง มีความยาวประมาณ 12.5 นิ้ว มี
ชว่ งเสียงอย่ทู ี่ C2 – D4

3) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงอลั โต (Alto) หรือ เทร็บเบิล (Treble) เป็นประเภททมี่ ี
ระดับเสียงต่ำกว่าระดับเสียงโซปราโน 5 ระดับเสียง นิยมใช้บรรเลงคู่กับริคอร์เดอร์ระดับเสียง
โซปราโน ที่เรียกว่า การบรรเลงแบบดูเอ็ต (Duet) มีความยาวประมาณ 18.5 นิ้ว มีช่วงเสียงอยู่ที่
f1 – G3

4) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงเทเนอร์ (Tenor) เป็นเคร่ืองดนตรีที่มีเสียงต่ำกว่า
ระดับเสียงอัลโต นิยมใชผ้ สมวงรคี อร์เดอร์ มีความยาวประมาณ 25 นิว้ มีช่วงเสียงอยูท่ ี่ C1 – D3

68

5) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงเบส (Bass) เป็นเคร่ืองดนตรีที่มีระดับเสียงต่ำ มี
ขนาดใหญ่อ้วน นิยมใช้บรรเลงผสมวงริคอร์ดเดอร์ มีขนาดยาวประมาณ 36 นิ้ว ซึ่งยาวเป็น 2 เท่า
ของริคอร์ดเดอร์ระดบั เสียงอัลโต มีชว่ งเสียงอยู่ที่ f1 – G2

6) ริคอร์เดอร์ระดับเสียงคอนทราเบส (Contra bass) เป็นเครื่องดนตรีที่มี
ระดบั เสียงต่ำทีส่ ดุ ไมน่ ยิ มใช้ พบได้คอ่ นข้างน้อยมาก มีขนาดความยาวประมาณ 49 นวิ้

ภาพที่ 4.12 ขล่ยุ ริคอร์เดอร์
(Benedikt Gahn, 2562)

4.2.1.2 ประเภทเปา่ ลมเข้าทางด้านขา้ ง
1) ฟลูต (Flute)
ฟลูต เป็นเคร่ืองเป่าทางด้านข้าง มีความยาว 26 นิ้วครึ่ง เสียงของฟลูต

คล้ายเสียงขลุ่ยทั่วไป กล่าวคือ เสียงต่ำจะนุ่มนวล เสียงสูง ๆ บริสุทธิ์แจ่มใส ใช้บรรเลง
ท่วงทำนองเหมาะทีจ่ ะใช้เลียนเสียงนก (ไขแสง ศุขะวฒั นะ, 2541: 26) (ตวั อย่างภาพที่ 4.13)

2) พิกโคโล (Piccolo)
พิกโคโลมีลักษณะเช่นเดียวกับฟลูต แต่มีขนาดเล็กกว่า มีความยาว 12

นิว้ เสียงของพิกโคโลเปน็ เสียงที่แหลมคม ให้ความรู้สกึ รา่ เริงกวา่ ฟลูต (ตวั อย่างภาพที่ 4.14)

69

ภาพท่ี 4.13 ฟลูต ภาพท่ี 4.14 พิกโคโล

4.2.2 เครือ่ งดนตรีประเภทเป่าลมใหผ้ า่ นลิ้นของเคร่ืองดนตรี
4.2.2.1 เคร่อื งดนตรปี ระเภทลิ้นคู่

1) โอโบ (Oboe)

โอโบเป็นปี่ลิ้นคู่ที่เก่าแก่ที่สุด ชาวอียิปต์โบราณใช้ปี่ที่มีลักษณะคล้ายกับ
ปี่โอโบ เม่ือประมาณ 3,500 ปี ชาวกรีกและชาวโรมันโบราณเรียกว่า ออโรส (Aulos) โอโบลำตัวยาว
ประมาณ 25.5 นิ้ว เป็นรูปทรงกรวย ทำด้วยไม้หรืออีบอไนท์ (Ebonite) ลิ้นคู่ทำจากไม้ที่ลำต้นมีข้อ
และปล้อง จำพวกกก หรืออ้อ โอโบเป็นเคร่ืองดนตรีที่เล่นยากมาก สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญอยู่ตรง
ทีล่ ้ินคู่หรอื ลิน้ แฝด ผเู้ ล่นต้องสามารถเม้มริมฝปี าก และเป่าลมแทรกลงไประหวา่ งลิ้นคู่ท้ังสองที่บอบ
บาง เข้าไปในท่อลม เทคนิคการควบคุมลมใหส้ ม่ำเสมอ ช่วงเสียงของโอโบกว้างประมาณ 2 ออคเทฟ
ครึ่ง เริ่มตั้งแต่ B Flat ต่ำถัดจาก C กลาง สำเนียงของโอโบมีลักษณะแบน ๆ คล้ายเสียงออกจมูก
เหมาะสำหรบั ทำนองเศร้า ๆ บรรยากาศของธรรมชาติ และลกั ษณะของดินแดนทางตะวนั ออก หน้าที่
สำคัญของโอโบคือ เปน็ เคร่อื งเทียบเสียงของวงออร์เคสตรา (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.15)

2) คอรแ์ องเกลส์ (Cor anglais)
คอร์แองเกลสเ์ ป็นปี่ตระกูลเดียวกับโอโบแตม่ ขี นาดใหญ่กว่า มีระดับเสียง
ต่ำกว่าโอโบ เวลาเล่นจะต้องมีสายติดกับลำตัวปี่โยงไปคล้องคอผู้เล่นเพื่อพยุงน้ำหนักของปี่ เสียง
ของปี่ชนิดนีเ้ หมาะสำหรบั บรรยายความรู้สกึ เศร้า (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.16)

70

ภาพที่ 4.15 โอโบ ภาพที่ 4.16 คอร์แองเกลส์

3) บาสซนู (bassoon)
บาสซูนเป็นเคร่ืองดนตรีประเภทเป่าลมผ่านลิ้นเช่นเดียวกับโอโบ เป็นปี่

ขนาดใหญ่ใช้ลิ้นคู่ (double reed) รูปร่างของบาสซูนประหลาดกว่าปี่ชนิดอื่น ๆ เพราะความใหญ่โต
ของท่อลมท้ังหมด มีความยาวถึง 109 นิ้ว ทำให้มีน้ำหนักมากต้องใช้เชือกถักเส้นเล็ก ๆ ติดกับลำตัว
ปี่โยงไปคล้องคอผู้เล่นเพื่อพยุงน้ำหนักไว้ให้มือท้ังสองของผู้เล่นขยับไปกดคีย์ต่าง ๆ ได้สะดวก
ปี่บาสซูน ได้รับฉายาว่าเป็นตัวตลกของวงดุริยางค์ (The Clown of the Orchestra) ท้ังนี้เพราะเวลา
บรรเลงเสียงส้ัน ๆ หว้ น ๆ (Staccato) อย่างเร็ว ๆ มีเสียงดัง ป๊ดุ ปุ๊ด คล้ายลักษณะท่าทางของตัวตลก
ที่มีอากัปกิริยากระโดดเต้นหยอง ๆ ในโรงละครสัตว์ เสียงของบาสซูนต่ำนุ่มลึก ค่อนข้างแหบโหย
เป็นเสียงสามารถจะแสดงถึงบรรยากาศอันน่าหวาดกลัว มืดมน หม่นหมอง นอกจากนี้บาสซูนยัง
สามารถบรรเลงทำนอง และเดี่ยวได้อย่างงดงามตลอดจนทำหน้าทีเ่ ป็นเบสให้กบั เคร่ืองดนตรีตระกูล
โอโบ และเคร่อื งลมไม้อน่ื ๆ ได้เป็นอย่างดี (ตวั อย่างภาพที่ 4.17)

4) ดบั เบิลบาสซนู (Double bassoon)
ดับเบิลบาสซูนมีขนาดใหญ่กว่าปี่บาสซูน ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกโดยสโตน

และมอร์ตัน (Stone & Morton) นักประดิษฐ์เคร่ืองดนตรีชาวอังกฤษ ต่อมา เฮคเคล (Heckel) นำมา
ปรับปรุงโดยติดกลไกของคีย์ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ และใช้กันในปัจจุบัน เสียงของดับเบิลบาสซูนต่ำ
มาก ให้ความรู้สึกลึกลับ น่ากลัว เหมาะสำหรับบรรยายเร่ืองราวต่าง ๆ เกี่ยวกับความตาย หรือ
ภูตผีปีศาจ ต้ังแต่เสียงกลาง ๆ ขึ้นไป จนถึงเสียงสูงค่อนข้างราบเรียบนุ่มนวล ไม่กร้าวเหมือนเสียง
บาสซูน แต่ถ้าบรรเลงเสียงต่ำ ๆ อย่างช้า ๆ ในวงดุริยางค์ขณะที่เครื่องดนตรีอื่น ๆ บรรเลงอย่าง
เบา ๆ จะสร้างภาพพจน์คล้ายมีงตู วั ใหญ่เลือ้ ยออกมาจากที่มืด (ตัวอย่างภาพที่ 4.18)

71

ภาพที่ 4.17 บาสซนู ภาพท่ี 4.18 ดับเบิลบาสซูน
(จริ าวฒั น์ โคตรสมบัติ, 2551)

4.2.2.2 เครือ่ งดนตรปี ระเภทปี่ลิน้ เดี่ยว

1) คลารเิ น็ต (Clarinet)
คลาริเน็ตเป็นปี่ลิ้นเดี่ยวดัดแปลงจากปี่โบราณมีชื่อว่า “ชาลือโม” (Chalumeau)

โดยเด็นเนอร์ (Denner) แห่งเมืองนูเร็มแบร์ก (Nuremberg) ประเทศฝร่ังเศส (ค.ศ. 1655 - 1707) คลาริเน็ต
มีช่วงเสียงกว้างมากที่สุดในบรรดาเคร่ืองลมไม้ เสียงสูงๆ จะแหลมคม เสียงระดับกลาง ๆ จะราบเรียบ
นุม่ นวล กลมกล่อม ส่วนเสียงต่ำ ๆ จะทุ้มลึกมีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะทีเ่ รียกว่า ชาลือโม (Chalumeau)
คลาริเน็ตสามารถเล่นไล่เสียงสูงลงไปต่ำ หรือจากต่ำขึ้นมาหาสูง ทำได้คล่องแคล่วว่องไวมากจนได้รับ
ฉายาว่า ไวโอลินของเครอ่ื งเป่า (The Violin Of The Wind Instruments)

ปีค่ ลาริเน็ตทำด้วยอีบอไนท์หรือพลาสติก (Plastic) ลำตัวคล้ายปี่โอโบ ลำตัวมี
5 ทอ่ นคือ ส่วนปากสำหรับเป่า (Mouthpiece) ลำตัว (Barrel) ส่วนทีใ่ ช้เชือ่ มระหวา่ ง (Top joint) ส่วนล่าง
(Bottom) และลำโพง (Bell) ท่อนลำโพงจะบานกว่าของโอโบ ท่อนปากสำหรับเป่าทำด้วยอีบอไนท์หรือ
พลาสติก ลิ้นของปี่มีเพียงลิ้นเดียว ลิ้นจะแนบกับที่เป่าด้านที่เปิดเป็นช่องลม และประกบติดกันด้วย
วงโลหะทีม่ ีสกูรเล็ก ๆ สองตวั ขันใหแ้ นน่ เวลาเปา่ ผเู้ ปา่ จะเม้มริมฝีปากใหล้ ิ้นของปี่แตะอยบู่ นริมฝีปาก
ล่าง ส่วนริมฝีปากบนจะพักอยู่ที่เป่าด้านบนผู้เป่า จะทำให้เกิดคุณสมบัติของเสียงตลอดจนความดัง
หรอื ค่อยใหแ้ ตกต่างกนั (ตัวอยา่ งภาพที่ 4.19)

72

2) เบสคลารเิ นต็ (Bass Clarinet)
เบสคลาริเน็ตประดิษฐ์ขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเม่ือ ค.ศ. 1838 ลำตัวทำด้วย

ไม้หรืออีบอไนท์ ลำโพงที่งอโค้งขึ้น และท่อลมโค้งที่อยู่ระหว่างปากเป่ากับลำตัวทำด้วยโลหะ นักแต่ง
เพลงได้ใหเ้ สียงเบสคลาริเน็ตแสดงเสียงอนั นมุ่ นวล ทุ้มลึกได้อยา่ งงดงาม (ตัวอยา่ งภาพที่ 4.20)

ภาพท่ี 4.19 คลารเิ น็ต ภาพที่ 4.20 เบสคลาริเนต็
(จริ าวัฒน์ โคตรสมบตั ิ, 2551)

3) ตระกลู แซก็ โซโฟน (Saxophone)
ตระกูลแซ็กโซโฟน เป็นเคร่ืองดนตรีที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างเคร่ืองลมไม้

และเคร่ืองทองเหลือง นักวิชาการทางดนตรีได้จัดให้อยู่ในประเภทเครอ่ื งลมไม้ เพราะที่เป่าใช้ลิน้ เดี่ยว
เหมอื นของคลาริเน็ต ทุกประการ อดอลฟ์ แซ็กซ์ (Adolphe Sax) นักประดิษฐ์เคร่อื งดนตรีชาวเบลเยี่ยม
(Belgium) เกิดที่เมืองดีน็อง (Dinant) ผลิตขึ้นเม่ือ ค.ศ. 1840 ที่นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส แซ็กโซโฟน
เปน็ ปี่ที่มีอายนุ ้อยเมอ่ื เทียบกบั ปีช่ นิดอืน่ ๆ

ตระกูลแซ็กโซโฟนเป็นตระกูลใหญ่ มีขนาดต่าง ๆ 7 ขนาด แต่นิยมนำมาใช้
เรียงขนาดจากที่มีเสียงสูงลงไปหาเสียงต่ำ 4 ขนาด คือ โซปราโนแซ็กโซโฟน (Soprano Saxophone)
อัลโตแซ็กโซโฟน (Alto Saxophone) เทเนอร์แซ็กโซโฟน (Tenor Saxophone) และบาริโทนแซ็กโซโฟน
(Baritone Saxophone)

1) โซปราโนแซ็กโซโฟน เป็นเคร่ืองที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาสามารถถือไว้ใน
มอื โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายสะพายก็ได้ โซปราโนแซ็กโซโฟนไมเ่ หมาะสำหรบั ผทู้ ีต่ อ้ งการฝกึ หัดบรรเลง

73

ใหม่ ๆ เน่ืองจากมีความยากในการคุมเสียงมากกว่าชนิดอัลโต และเทนเทนอร์แซ็กโซโฟน ถือเป็น
เคร่อื งดนตรีทีใ่ ช้แทนไวโอลิน

2) อัลโตแซ็กโซโฟน เป็นเคร่ืองที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มฝึก เน่ืองจากเป่าง่าย
กว่า และสามารถบรรเลงได้ในดนตรีหลายสไตล์ ตลอดถึงการนำไปบรรเลงประกอบแตรวง คอนเสิร์ต
หรอื มาชรช์ ิง่ แบนด์ ถือเป็นเคร่อื งดนตรีที่ใช้แทนไวโอลิน และวิโอลาในวงประเภทเคร่อื งเปา่

3) เทเนอร์แซ็กโซโฟน เป็นเคร่ืองดนตรีที่ถูกนำมาใช้บรรเลงในดนตรีแจ๊ส
มีลักษณะเสียงแบบนุ่ม ๆ อ้วน ๆ ระดับเสียงบีแฟล็ต และต่ำกว่าโซปราโน และอัลโตแซ็กโซโฟน ถือ
เปน็ เครอ่ื งดนตรีที่ใช้แทนวิโอลาใน วงประเภทเครอ่ื งเป่า

4) บาริโทนแซ็กโซโฟน เป็นเคร่ืองที่มีขนาดใหญ่และมีความถี่เสียงต่ำ ถือ
เป็นเคร่อื งที่ใช้แทนเชลโลในวงประเภทเคร่ืองเป่า มีราคาค่อนข้างแพง และมีน้ำหนัก ความยาวท่อของ
ตวั เครอ่ื งประมาณ 7 ฟตุ (Prawatisax, 2019)

.

1. 2. 3. 4.
ภาพที่ 4.21 1. โซปราโนแซก็ โซโฟน 2. อัลโตแซ็กโซโฟน 3. เทเนอรแ์ ซก็ โซโฟน

4. บาริโทนแซ็กโซโฟน (หมายเหตุ : ภาพเคร่อื งดนตรีไมไ่ ด้อยใู่ นขนาด
มาตรฐานเดียวกัน)

4.3 กลุม่ เครือ่ งลมทองเหลอื ง

เครอ่ื งดนตรกี ลมุ่ เคร่อื งลมทองเหลืองคือ แตร มที ่อลมทำด้วยโลหะขนาดต่าง ๆ กัน สามารถทำ
ให้เกิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านริมฝีปากของผู้เล่นผ่านเข้าไปปะทะกับช่องที่ปากเคร่ืองเป่า การเป่า
เครอ่ื งลมทองเหลืองขึน้ อยู่กบั ริมฝีปากเปน็ สำคัญ เครอ่ื งดนตรีในกลุ่มเคร่อื งลมทองเหลืองที่ใช้อยู่ใน
ปัจจุบันมีดงั นี้

74

1) เฟรนชฮ์ อรน์ (French Horn)
เฟรนช์ฮอร์น หรอื เรียกส้ัน ๆ วา่ ฮอร์น ต้นกำเนิดของฮอร์นคือเขาสตั ว์ ดงั เหน็ ได้จากแตร

โชฟาร์ (Shofar) ของชาวฮิบรูทำด้วยเขาแกะ ในสมัยโบราณฮอร์นที่ทำจากเขาสัตว์ใช้เป็นเครื่องให้
สญั ญาณของชาวประมง และคนเลีย้ งสัตว์ในทงุ่ หญ้า

เฟรนช์ฮอร์นเป็นแตรที่มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย มีพัฒนาการอย่างพิสดาร
และมีระบบกลไกยุ่งยากสลับซับซ้อนกว่าแตรอื่น ๆ เป็นเคร่ืองเป่าที่เล่นยากที่สุด ผู้เล่นต้องเป็นผู้มี
ปอดแข็งแรง ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างมาก เทคนิคของการเปา่ ฮอรน์ มีมากกว่าแตรอืน่ ๆ เชน่ การเม้ม
ริมฝีปากให้ติดกับกำพวดโดยไม่แน่นเกินไป การกำมือขวาสอดเข้าไปในลำโพง หรือปากแตรจะลด
เสียงให้เบาลงคล้ายลอยมาจากระยะไกล ๆ ด้วยเหตุนี้คีตกวีหลายคนจึงชอบนำสัญญาณฮอร์นมา
สอดแทรกไว้ในบทเพลงประพนั ธ์

เสียงของเฟรนช์ฮอร์น เหมือนเสียงเป่าเขาสัตว์ คือ มีลักษณะโปร่งเบา นุ่มนวล กังวาน
เป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกสง่างามที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหลาย ผู้เป่าจะเล่นให้แผดก้องแสดง
อำนาจ หรือจะเล่นให้อ่อนหวานละมุนละไมก็ได้ นักแต่งเพลงหลายคนใช้เสียงของฮอร์นบรรยาย
ความงามของธรรมชาติ เช่น แมกไม้เขียวขจีอันร่มร่ืน ท้องทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล
และหบุ เขาที่มเี สียงสะท้อนก้องกลับไปกลบั มา เปน็ ต้น (ไขแสง ศุขะวฒั นะ, 2541 : 57-59)

ภาพท่ี 4.22 เฟรนช์ฮอรน์

2) ทรัมเปต็ (Trumpet)
ทรัมเป็ต ซึง่ เป็นเครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่อื งลมทองเหลืองเสียงสงู (High Brass) มีลกั ษณะ

เป็นท่อโลหะโค้งงอทบกันเป็น 3 ทบ ด้านปลายท่อบานออกเป็นลำโพง เพื่อขยายเสียงให้ดังข้ึน
ติดลูกสูบเพื่อใช้บังคับเสียง 3 ลิ้น (3 Valves) ตรงกลางลำตัว ผู้เป่าจะใช้นิ้วบังคับลูกสูบท้ัง 3 โดย
การกดลงเป็นแนวต้ัง กำพวดของทรัมเป็ตเป็นแบบถ้วยหรือระฆังซึ่งทำให้เป่าเสียงสูงได้สดใส
แผดกล้า ให้ความรู้สึกต่ืนเต้น ดังน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่า ทรัมเป็ตเป็นเคร่ืองดนตรีที่มีลักษณะพิเศษ

75

ในการปฏิบัติ และเปน็ เคร่ืองดนตรีที่น่าสนใจจงึ มีผนู้ ิยมนำมาบรรเลงรวมวงตา่ ง ๆ อาทิ วงโยธวาทิต
(Military Band) วงแตร (Brass Band) และวงซิมโฟนิก (Symphonic Band) เปน็ ต้น

ประวตั ิ
ทรมั เปต็ (Trumpet) เปน็ เครือ่ งดนตรที ีป่ รากฎมาตงั้ แต่สมัยโบราณก่อนคริสตศ์ ักราช
ซึ่งมีวิวัฒนาการมาหลายยุคสมัย ในยุคก่อนคริสต์ศักราชเป็นยุคสมัยที่มนุษย์ต่างต่อสู้เพื่อเอา
ชีวิตรอด จึงส่งผลให้มนุษย์ต้องพัฒนา คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้น เพื่อใช้เอื้ออำนวยใน
การดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ อุปกรณ์ทำไร่ทำสวน อุปกรณ์ล่าสัตว์ รวมไปถึงการสร้าง
อุปกรณ์ขยายเสียงธรรมชาติ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระยะไกล เช่น การส่งสัญญาณไปยัง
เผ่าอื่น ๆ แม้กระท่ังการรวมฝูงชน หรือฝูงสัตว์เข้าด้วยกัน อีกท้ังในพิธีกรรม เช่น การขับไล่
วิญญาณชั่วร้าย การข่มขวัญศัตรูอีกด้วย ช่วงดังกล่าวอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างเสียงให้อึกทึกซึ่งมี
ประโยชน์สำหรับการติดต่อสื่อสาร ถูกสร้างขึ้นจากหลากหลายวัตถุดิบเช่น ชิ้นส่วนของไม้ไผ่
เขาสตั ว์ โครงกระดกู และเปลือกหอยขนาดใหญ่ เป็นต้น จึงถือวา่ เป็นชว่ งเริ่มในการวิวฒั นาการ
ของทรัมเป็ต ช่วงยุคอารยธรรมอียิปต์ จีน กรีกและโรมัน ทรัมเป็ตมีโครงสร้างที่เรียบง่ายที่สุด
ทำมาจากเขาแกะของชาวฮิบรู โดยมีรูที่ปลายแคบสำหรับใช้ปากเป่าเพื่อสร้างเสียง ด้วยรูปร่าง
มีความโค้งงอซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเขาสัตว์ ถูกประดับตกแต่งด้วยพื้นผิวที่ขัดเกลาเป็น
อย่างดี และถูกเรียกว่า โชฟาร์ (Shofar) (ภาพที่ 4.23) ยามศึกสงคราม กลางสนามรบ นักเล่น
โชฟาร์จะยืนอยู่ด้านหน้าแถวของขบวนกองทหารราบเป่าโซฟาร์เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ และ
ทำหน้าที่สั่งให้กองทัพทำการจู่โจม หรือสั่งให้ล่าถอย นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในวันเฉลิมฉลอง
ตา่ ง ๆ และใช้ประกอบพิธีทางศาสนาอกี ด้วย (Swift, 1973 : 6-9)

ภาพท่ี 4.23 โซฟาร์
(Rabbi Lazar Gurkow, 2019)

ตอ่ มาในยุคสมัยกรีกแตรโชฟาร์ ถกู พฒั นาเป็นแตรโบราณเรียกว่า ซาลฟิงส์ (Salpinx)
ซึ่งในช่วงเวลานี้นิยมสร้างซาลฟิงส์จากงาช้า และใช้ทองสัมฤทธิ์เป็นข้อต่อระหว่างท่อโดย
ซาลฟิงส์มีลักษณ ะเป็นท่อลมทรงกระบอก ส่วนปลายท่อขยายบานออกเป็นลำโพง

76

(ภาพที่ 4.24 )ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงทำให้ซาลฟิงส์มีน้ำเสียงที่หนา และก้องกงั วานมากขึ้น อีก
ท้ังสามารถสร้างเสียงได้ต่ำกว่าเดิม หรือมีช่วงเสียง (Range) ที่กว้างขึ้น ส่งผลให้ซาลฟิงส์ได้รับ
ความนิยมเป็นเวลาหลายร้อยปี ต้ังแต่สมัยก่อนสงครามโทรจัน (Trojan War) รวมถึงใช้เพื่อ
ประกาศพิธีเปิด-พิธีปิดการแข่งขัน และการประกาศชัยชนะ นอกจากนี้ยังมีการจัดแข่งขันเป่า
ซาลฟิงส์ในกีฬาโอลิมปิกในปี 396 ก่อนคริสต์ศักราช นักเป่าซาลฟิงส์ที่ได้รับชัยชนะจำนวน 2
ทา่ น คือไทมัส (Timeous) และเครส (Crates)

ภาพที่ 4.24 ซาลฟิงส์
(The Diagram Group, 1976 : 60)

ตอ่ มาในยคุ สมัยโรมันผลิตทรมั เป็ตธรรมชาติ (Natural Trumpet) ซึ่งมีเพียงทอ่ ลมกับ
ปากเป่าเรียกว่า ไลตุส (Lituus) (ภาพที่ 4.25) มีความกว้างของท่อลมไม่มากนัก พร้อมท้ังปรับ
รูปทรงของท่อลมให้ส่วนปลายโค้งคล้ายกับตัวอกั ษรเจ (J) สร้างจากโลหะ และถูกใช้เป็นเคร่ือง
ดนตรีในการทหารของกองทัพโรมัน และด้วยวัตถุดิบในการสร้างไลตุสเป็นโลหะ
จึงทำให้สามารถบรรเลงได้หลากหลายเสียงมากขึ้น จากการปรับริมฝีปากผนวกกับความแรง
ของการเพิ่มลมเปา่

ภาพที่ 4.25 ไลตสุ
(The Diagram Group, 1976 : 60)

หลังจากนั้นได้มีการผลิตทรัมเป็ตอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า คอร์นู (Cornu) ทรัมเป็ตชนิด
นี้ ทำมาจากทองสัมฤทธิ์แตย่ ังคงรปู แบบด้ังเดิมที่มีลักษณะคล้ายเขาสตั ว์เหมอื นกับแตรโชฟาร์
ส่วนกำพวดทำมาจากเงินในยุคสมัยนี้นิยมนำมาใช้ในด้านการทหารโดยใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร
ของกองทหารราบ และใช้สำหรับส่งสัญญาณในการโจมตีข้าศึก (ภาพที่ 4.26) จะเห็นได้ว่าแตร
ชนิดน้ีมสี ่วนประกอบกำพวดเพิม่ เข้ามา สามารถสร้างเสียงได้มากขึ้นกว่าไลตสุ

77

ภาพท่ี 4.26 คอรน์ ู
(The Diagram Group, 1976 : 61)
แตรแบบโรมมันแต่ละที่กล่าวมานี้ท้ังหมดถูกใช้ในการทหารเป็นหลัก โดยแต่ละชนิด
ถูกใช้ในคนละภาคส่วนของกองทัพ อาทิ ใช้สำหรับติดต่อสื่อสารในกองทหารราบ และส่ง
สัญญาณในการโจมตีข้าศึกษา แสดงถึงชัยชนะของเขตดินแดนยุโรปตะวันตกสมัยโบราณ
เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ณ ช่วงเวลาดังกล่าว กองทัพโรมันมีความรู้ในการโลหะมาใช้แทน
ทรัพยากรอื่นๆ ส่งผลให้ชาวโรมันได้รับอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนเคร่ืองดนตรีที่ทำจากโลหะ
กลา่ วได้ว่าเปน็ ชว่ งเวลาที่รุ่งเรอื งทีส่ ุดของชาวโรมนั
ต่อมาในยุคกลาง (Middle Age) ได้มกี ารพัฒนารูปร่างของเครื่องดนตรี และชนิดของ
โลหะขึ้นในกองทัพในช่วงท้ายของยุคกลาง ตลอดจนยุคสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
(Renaissance) ทำให้ทรัมเป็ตรุ่งเรืองขึน้ มาในฐานะ “เคร่ืองดนตรี” ทรัมเป็ตในยุคนี้มีเพียง 1 ขด
และยังไม่มีลกู สบู (ภาพที่ 4.27) เวลาจะเปลีย่ นคียก์ ต็ ้องเปลี่ยนเครื่องในการบรรเลง และพฒั นา
มากขึ้นในยคุ บาโรก (Baroque) จนเรียกได้วา่ เปน็ “ยุคทองของทรมั เป็ต”

ภาพที่ 4.27 ภาพวาดทรัมเปต็ ในยุคกลาง
(Ross W. Duffin, 2019)

78

นอกจากนี้ยังพบว่า ในประเทศอังกฤษได้ผลิตเคร่ืองดนตรี มีชื่อว่า คอร์เน็ตโต
(Cornetto) ตัวเคร่ืองและกำพวดทำมาจากไม้ ส่วนตัวเคร่ืองพันด้วยหนังสัตว์ มีรูสำหรับเปลี่ยน
ระดับเสียงจำนวน 7 รู คอร์เน็ตโตแบ่งออก เป็น 3 ขนาด คือ ขนาด 18 นิ้ว ซึ่งมีระดับเสียงที่สูง
ที่สุดทีร่ ะดับ F ต่อมาคือ ระดับความยาว 2 ฟุต ที่ระดับเสียง C ขนาดต่อมาคือ แบบยาว 3 ฟุต
ที่ระดับเสียง G เคร่ืองดนตรีชนิดนี้ได้รับความนิยมในยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 15-16 เน่ืองจาก
เป็นเคร่ืองดนตรีที่มีน้ำเสียงทุ้มเบาแตกต่างจากคอร์นู จากน้ำเสียงดังกล่าว จึงทำให้นิยมนำไป
บรรเลงในวงดุริยางค์ (Orchestra) เพื่อทำหน้าที่บรรเลงคลอระดับเสียงโซปราโนในการขับร้อง
เพลงในโบสถ์ของชาวอิตาเลียน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นักเป่าทรัมเป็ตชาวเยอรมันจึงได้รวมตัวกันเพื่อที่จะรวม
เอากลุ่มนักเป่าทรัมเป็ตที่มีความเช่ียวชาญที่สุดเข้าไว้ด้วยกัน นักดนตรีถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
ได้แก่ นักเป่าทรัมเป็ตสำหรับกองทหาร นักเป่าทรัมเป็ตในเมือง และนักเป่าทรัมเป็ตในศาล
ยุติธรรม พวกเขากลายเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือ และได้รับความสำคัญจากเจ้าหน้าที่
ราชการท้ังหมด รวมถึงสมาชิกของศาลหลวง เม่ือคร้ังที่กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ได้ใช้เคร่ืองเป่า
ทรมั เป็ตจำนวนมากเพื่อคุ้มกนั รถม้าหลวง รวมถึงเพือ่ ความบันเทิง และประกาศการเฉลิมฉลอง
ต่าง ๆ

ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 บาค (Bach) และ เฮนเดล (Handel) ได้รับการพิจารณาให้เป็น
นักแต่งเพลงกลุ่มแรกที่นำเคร่ืองเป่าทรัมเป็ตมาใช้อย่างกว้างขวางในการแต่งเพลงที่เกี่ยวกับศาสนา
เนื่องจากทรัมเป็ตในยุคนี้ถูกสร้างขึ้นในระดับเสียงเพียงระดับเดียว ด้วยระดับเสียงแบบเกินระดับความ
เป็นไปได้ ในการแสดงเทคนิคทางด้านดนตรีจึงมีระดับขีดจำกัด กลไกการประดิษฐ์ได้เริ่มลดข้อจำกัดลง
และในปี 1770 ครุก (Crook) (ภาพที่ 4.28) เคร่ืองปรับเสียงแบบโค้งงอถูกสร้างขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยส่วน
ที่เป็นท่อเพิ่มเข้าไปในตัวทรัมเป็ตเพื่อให้ระดับเสียงอยู่ในระดับต่ำลง โดยพื้นฐานของทฤษฏีที่ว่ารูปท่อที่
สั้นขึ้นก็จะสร้างระดับเสียงที่สูงขึ้น และรูปท่อที่ยาวขึ้นก็จะสร้างเสียงที่ต่ำลง ทำให้ทรัมเป็ตสามารถ
เปลี่ยนบันไดเสียงได้หลากหลายขึ้น เรียกว่า ทรัมเป็ตธรรมชาติที่ติดครุก (Nature Trumpet with Crooks)
(พรสวรรค์ จนั ทะวงศ์, 2556 : 5)

ภาพที่ 4.28 ครกุ ลักษณะต่าง ๆ และทรัมเปต็ ธรรมชาติที่ตดิ ครกุ

79

ในปลายศตวรรษที่ 18 จอห์น ไฮดิ (John Heyde) ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษได้นำท่อลม
ทรงกระบอกสองช้ันสวมซ้อนกันมีลักษณะเป็นรูปตัวยู ท่อลมนี้มีขนาดสั้นกว่าท่อลมของทรอมโบน
(Trombone) สามารถเลื่อน เข้า - ออกได้ขณะบรรเลงมาติดต้ังกับทรัมเป็ตธรรมชาติจึงทำให้เสียงมีความ
หลากหลายขึ้น และเรียกทรัมเป็ตชนิดนี้วา่ ทรัมเป็ตคลาสสิก (Classical Trumpet) (ภาพที่ 4.29) ต่อมาในปี
ค.ศ. 1815 บลืมเมล (Blumel) ได้คิดค้นนำระบบลิ้นบังคับแบบลูกสูบจำนวนหนึ่งลิ้นมาติดขวางท่อลมของ
ทรัมเป็ตธรรมชาติ ดังนั้นขณะเป่าลมผ่านเข้าไปในท่อของทรัมเป็ตแล้วกดลูกสูบ จะทำให้เกิดระดับเสียง
สูง-ต่ำได้ครั้งละครึ่งเสียง ซึ่งระบบลิ้นบังคับดังกล่าวมีข้อจำกัดในระดับเสียงที่เป่าออกมา ยังไม่สามารถ
บรรเลงเสียงได้ครบทุกระดับเสียง หลังจากน้ันสโตลเซิล (Stolzel)ได้ติดต้ังระบบลิ้นลูกสูบเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
ลิ้น เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สามารถใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น การติดตั้งระบบลิ้นลูกสูบตัวที่สองนี้
ส่งผลให้ทรัมเป็ตสามารถกดลูกสูบเปลี่ยนระดับเสียงพร้อมกันทั้งสองลูกสูบ ส่งผลให้ระดับเสียงของ
ทรัมเป็ตลดระดับเสียงต่ำลงมาอีกครึ่งเสียง และหนึ่งเสียง จึงทำให้เสียงของทรัมเป็ตมีความหลากหลาย
ขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1830 เมาเลอร์ (Muler) ได้นำระบบลิ้นลูกสูบมาติดขวางท่อลมเพิ่มอีกหนึ่งลิ้น จึงทำ
ให้ทรัมเป็ตมีระบบลิ้นบังคับลูกสูบจำนวนท้ังหมดสามลิ้น เรียกว่า ทรัมเป็ตติดลิ้นบังคับ (Valves
Trumpet) (รูปภาพที่ 4.30) สง่ ผลใหท้ รัมเป็ตสามารถปฏิบัติโน้ตได้ครอบคลุมทุกระดับเสียง ในเวลาต่อมา
ได้มีการปรับปรุงขนาดรูปทรงของทรัมเป็ตให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเป็นรูปแบบที่ใช้กันในปัจจุบัน
(ภาพที่ 3.31)

ภาพท่ี 4.29 ทรัมเปต็ คลาสสกิ ภาพท่ี 4.30 ทรัมเป็ตติดลิน้ บงั คับ

(The Diagram Group, 1976 : 63)

ภาพท่ี 4.31 ทรัมเป็ต

80

3) คอร์เน็ต (Cornet)
คอร์เน็ต มีต้นกำเนิดที่ฝร่ังเศส นักดนตรีเรียกว่า แตรลูกผสม เพราะต้นกำเนิดคือ

แตรฮอรน์ มีลักษณะคล้ายกับทรมั เป็ต แต่ลำตวั สั้นกว่า คุณภาพของเสียงมีความนุ่มนวล กลมกลอ่ ม
แตค่ วามสดใสของเสียงน้อยกว่าทรัมเป็ต ปัจจุบนั คอร์เนต็ เปน็ เครอ่ื งดนตรีสำคัญสำหรบั วงโยธวาทิต
(ไขแสง ศขุ ะวัฒนะ, 2541 : 64)

ภาพท่ี 4.32 คอร์เน็ต
4) ยโู ฟเนียม (Euphonium)

ยโู ฟเนียมมาจากภาษากรีก หมายถึง เสียงดี ยูโฟเนียม มีลูกสบู 3-4 อัน มีกำพวดเป็นรูป
ถ้วยท่อลมกลวงบานปลายเป็นลำโพง เสียงของยูโฟเนียมจะนุ่มนวล ทุ้มลึก และมีความหนักแน่นมาก
สามารถเล่นในระดบั เสียงตำ่ ได้ดี บางครั้งนำไปใช้บรรเลงในวงออร์เคสตร้าแทนทูบา

ภาพท่ี 4.33 ยโู ฟเนียม

81

5) ทรอมโบน (Trombone)
ทรอมโบนเป็นแตรซึ่งใช้มาต้ังแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ในพิธีศาสนา และพิธียุรยาตร

ร่วมกับแตรโบราณ ชื่อว่า คอร์เน็ต ทรอมโบนประกอบด้วย ท่อลมโลหะสวมซ้อนเลื่อนเข้าออกได้
(Telescopic Slide) ขนาดยาวงอโค้งได้สองทบสองในสามของท่อลมนเี้ ปน็ ทอ่ ทรงกระบอก เช่นเดียวกับ
ทรัมเป็ต ส่วนที่เหลือค่อย ๆ บานออกเป็นปากลำโพง ส่วนที่เป็นท่อลมทรงกระบอก จะเป็นท่อสอง
ชั้นสวมกันไว้ในลักษณะรูปตัว U เลื่อนเข้าออกเพื่อปรับระดับเสียง เม่ือเลื่อนออกจะยาวถึง 9 ฟุต
แต่เม่ือเลื่อนเข้ามีความยาว 45 นิ้ว ทรอมโบนมีเสียงทุ้ม ห้าว ไม่สดใส เหมือนทรัมเป็ต แต่เป็นเสียง
ที่ช่วยใหก้ ลุม่ แตรมีความดงั ก้องกังวานยิ่งขนึ้ ปจั จุบันนิยมใช้แพร่หลายในวงดนตรีชนิดต่าง ๆ

ภาพท่ี 4.34 ทรอมโบน

6) ทูบา (Tuba)
ทูบาเป็นเคร่ืองดนตรีตระกูลแซ็กฮอร์น อดอล์ฟแซ็ก ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1845

แตรตระกูลแซ็กฮอร์น มีหลายขนาดเรียกชือ่ ตา่ ง ๆ กันตามขนาด เช่น บาริโทน ยูโฟเนียม ในการผลิต
ให้มีหลายขนาดเพื่อให้มีแตร สามารถเป่าออกมาได้หลาย ๆ ระดับเสียงสำหรับใช้ในวงแตรวง และ
วงโยธวาทิต ทูบานิยมใช้มากที่สุดในวงออร์เคสตรา เสียงของทูบาทุ้มลึกนุ่มนวลไม่แตกพร่า
มีคุณสมบัติเฉพาะตวั ทำหน้าทีเ่ ปน็ แนวเบส สำหรับกล่มุ เครอ่ื งลมทองเหลือง

ทบู าที่นยิ มใช้ในปัจจุบนั มี 4 ชนิด ได้แก่
1. ทูบาในบันไดเสียงเอฟ เป็นทูบาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อลมประมาณ 1.5
เซนติเมตร มีความยาวของท่อลมประมาณ 365 เซนติเมตร ทูบาชนิดนี้จะมีขนาดเล็กกว่าทูบาชนิด
อื่น สามารถบรรเลงโน้ตในระดับเสียงสูงได้ดีกว่าทูบาในบันไดเสียงซี และบีแฟลต จึงนิยมนำมา
บรรเลงเดีย่ วมากกวา่ บรรเลงรวมวง
2. ทูบาในบันไดเสียงอีแฟลต มีความยาวของท่อลมประมาณ 390 เซนติเมตร มีขนาด
ใหญ่กว่าทูลาในบันไดเสียงเอฟเล็กน้อย ในทางปฏิบัติเสียงที่บรรเลงออกมาจะสูงกว่าทูบาในบันได
เสียงซี และบีแฟลตหนึง่ คแู่ ปด

82

3. ทูบาในบันไดเสียงซี เป็นทูบาที่มีความยาวของท่อลมประมาณ 480 เซนติเมตร ทูบา
ชนิดนี้มีขนาดใหญก่ ว่าทบู าในบันไดเสียงเอฟ และอีแฟลต สำหรบั เสียงที่บรรเลงออกมาจะมีลักษณะ
ทุ้มลึก กงั วานกว่าทูบาในบันไดเสียงเอฟ และอีแฟลต

4. ทูบาในบันไดเสียงบีแฟลต มีขนาดความยาวของท่อลมประมาณ 540 เซนติเมตร
หากเทียบกับทูบาชนิดอื่น ๆ ทูบาชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีเสียงที่ทุ้มลึก กังวานมากกว่า
ทบู าชนิดอืน่ (พรสวรรค์ มณีทอง, 2560 : 76-77) (ตัวอย่างภาพที่ 4.34)

7) ซซู าโฟน (Sousaphone)
ซูซาโฟน เป็นเคร่ืองลมทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุด เป็นเครื่องดนตรีประเภทเดียวกับทูบา

ลักษณะของเสียงจะต่ำทุ้มลึก เหมาะที่จะบรรเลงในแนวเสียงเบสมากกว่าแนวอื่น จอห์น ฟิลิป ซูซา
(John Philip Sousa, 1854-1932) นักประพันธเ์ พลงผคู้ วบคุมวงดนตรีที่มชี ือ่ เสียงของอเมริกาประดิษฐ์
ขนึ้ เพือ่ ใช้แทนทูบา เพือ่ ใหง้ ่ายแกก่ ารเดินสนาม (ตวั อย่างภาพที่ 4.35)

ภาพท่ี 4.35 ทบู า ภาพที่ 4.36 ซซู าโฟน

83

4.4 กลมุ่ เครือ่ งคยี ์บอรด์

ไขแสง ศุขะวัฒนะ (2535 : 71) กล่าวถึง เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด คือ เครื่องดนตรี
ประเภทที่มีแถวลิ่มนิว้ สำหรับให้ผู้บรรเลงกดให้เกิดเสียง ซึ่ง สมบัติ จำปาเงนิ (2532 : 42) กล่าวถึง
เคร่อื งดนตรีประเภทนีว้ า่ เปน็ เคร่อื งตี เคาะ มีกลวิธีสร้าง และทำเสียงสลบั ซบั ซ้อนมากกวา่ เครอ่ื งตี
และเคร่ืองลม เคร่ืองดนตรีประเภทคีย์บอร์ดมีกลวิธีในการสร้างเสียงที่สลับซับซ้อน ผู้บรรเลง
สามารถใช้วิธีการกด ดีด หรอื เคาะลิม่ นิว้ ทำใหเ้ กิดเสียง

1) คลาวิคอร์ด (Clavichord)
Clavichord เป็นคำมาจากภาษาละติน Clavis แปลว่า คีย์ + Chorda แปลว่า สาย

คลาวิคอร์ด เป็นเคร่อื งคีย์บอร์ดที่มีสาย (Stringed Keyboard Instruments) เกิดขึ้นเมอ่ื คริสต์ศตวรรษ
ที่ 12 และ 13 และเป็นเครอ่ื งดนตรีชนิดแรกนิยมกนั มากในคริสตศ์ ตวรรษที่ 17 และ 18

คลาวิคอร์ดมีรปู รา่ งเป็นหบี ไม้ส่เี หลี่ยม กว้างประมาณ 2 ฟุต ยาวประมาณ 4 ฟุต มีแถว
ของลิ่มนิ้วที่ให้ช่วงเสียงประมาณ 3 คู่แปด เคร่ืองดนตรีชนิดนี้อาจวางอยู่บนโต๊ะหรือไม่มีขาของ
มันเอง ระบบเสียงของคลาวิคอร์ดเกิดขึ้นดังนี้ เม่อื ผู้เล่นกดนิ้วลงบนคีย์ แทนเจ้นท์ (Tangent) ซึ่งเป็น
ลิ่มทองเหลืองเล็ก ๆ ที่ติดอยู่กับปลายข้างในของคีย์ก็จะไปสัมผัสกับเส้นลวดทำให้เกิดเสียง ขณะที่
นิว้ ยังกดอยู่ที่คีย์แทนเจ้นท์ก็ยังคงสัมผัสเส้นลวด จนกระทั่งผู้เล่นเอานิ้วออกแทนเจ้นท์ ก็จะกลับมา
อยู่ที่เดิม ผู้เล่นคลาวิคอร์ดสามารถเล่นให้เสียงดังข้ึน (Crescendo) และเบาลง (Diminuendo) ได้
ถ้าต้องการใหด้ งั ก็กดลิ่มนิว้ โดยแรง และถ้าต้องการใหเ้ สียงเบาก็กดลิม่ นวิ้ แตเ่ พียงเบา ๆ คลาวิคอร์ด
ไม่เหมาะที่จะใช้บรรเลงในสังคีตสถาน หรือแม้แต่ในห้องโถงใหญ่ แต่เหมาะที่จะใช้บรรเลงตามบ้าน
มากกว่า เสียงของคลาวิคอร์ดเป็นเสียงที่ละมุนละไม เย็นหู อ่อนหวานน่าฟังมาก จนกล่าวได้ว่าเป็น
เคร่ืองดนตรีที่มีสุ้มเสียงสุภาพที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาเคร่ืองดนตรีไม่กี่ชนิดที่มีอยู่ในโลก
(ไขแสง ศุขะวัฒนะ, 2535 : 72-73) (ตัวอย่างภาพที่ 4.37)

2) ฮารป์ ซิคอร์ด (Harpsichord)
ฮาร์ปซิคอร์ด เป็นเคร่ืองดนตรีที่รู้จักกันกว้างขวางในคริสต์ศตวรรษที่ 16 17 และ 18 ฮาร์ป

ซิคอร์ดมีลักษณะคล้ายแกรนด์เปียโนมีแถวลิ่มนิ้ว (keyboard) 2 แถว วางซ้อนเหลื่อมกัน แถวหนึ่งให้
เสียงดงั กว่าอีกแถวหนึง่ ผู้เล่นฮาร์ปซิคอร์ดไมส่ ามารถเล่นใหด้ งั หรอื ค่อยด้วยการกดลิม่ นิว้ แรง ๆ หรือ
เบา ๆ โดยการใช้ลิ่มนิ้วแต่เพียงแถวเดียว ดังนั้นจึงต้องมีแถวลิ่มนิ้วไว้ 2 แถว ซึ่งให้เสียงดัง และเบา
แตกต่างกนั เทคนิคการเลือกแถวลิ่มนิ้วบรรเลงมี 2 วิธี คือ เล่นเฉพาะลิ่มนิ้วแถวใดแถวหนึ่งใน 2 แถว
นี้ และเลน่ พร้อมกนั ทั้ง 2 แถว โดยมอื ขวาเลน่ แถวหนึง่ และมอื ซ้ายเล่นอีกแถวหนึ่ง

84

ระบบการเกิดเสียงของฮาร์ปซิคอร์ด เป็นดังนี้ เม่ือผู้เล่นกดนิ้วลงบนลิ่มนิ้ว
เคร่ืองกลไกซึ่งอยู่ภายในก็จะรับแรงเคาะจากคีย์ถ่ายทอดไปยังควิลล์ (Quill) ซึ่งเป็นก้านขนนก
และควิลลจ์ ะทำหน้าที่ไปสะกิดเส้นลวด ทำใหเ้ กิดเสียงขึน้ เสียงของฮาร์ปซิคอร์ด สดใส คม ดังกร่าง ๆ
และดังกว่าคลาวิคอร์ด การแสดงคอนเสิร์ตในห้องโถงขนาดใหญ่จะใช้ฮาร์ปซิคอร์ดแทนคลาวิคอร์ด
(ไขแสง ศขุ ะวัฒนะ, 2535 : 73-74) (ตวั อย่างภาพที่ 4.38)

ภาพที่ 4.37 คลาวิคอร์ด ภาพท่ี 4.38 ฮาร์ปซิคอร์ด
(Music Instrument, 2019) (Music Instrument, 2019)

3) ออรแ์ กน (Organ)
ออรแ์ กนโบสถ์ (Church Pipe Organ) เปน็ เคร่อื งดนตรีทีม่ ปี ระวัติความเป็นมาต้ังแต่สมัย

โบราณ คำว่า ออร์แกน มาจากภาษาละติน ออร์กานุม (Organum) เป็นชื่อที่ใช้เรียกเคร่ืองดนตรีชนิด
หนึ่งมีชื่อว่า ไฮดรอลิส (Hydraulis) เป็นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด ประดิษฐ์ขึ้นโดยชิสซาเบียส
ออฟ อเล็กซานเดีย (Ctesibius of Alexandria) ราวศตวรรษที่ 3 เพื่อใช้บรรเลงเม่ือมีการแสดง
ละครสัตว์ หรือการต่อสู้ในสนามกีฬาโรมัน ซึ่งภาพของไฮดรอลิสจะพบได้ตามฝาผนังหรอื ภาพ
โมเสดหรือในสมัยโรมัน ต่อมาเม่ือจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5
จักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ได้รับวัฒนธรรม
การบรรเลงดนตรีชนิด และเน่ืองจากจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นจักรวรรดิที่นับถือคริสต์ศาสนา
ดังนั้นเคร่ืองดนตรีนี้จึงได้มีบทบาทเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการขับร้องเพลงสวดในโบสถ์ของทาง
คริสต์ศาสนานบั แตน่ น้ั เปน็ ต้นมา

85

นับแต่ยุคสมัยจักรวรรดิไบแซนไทน์ลงมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน กระบวนการทำให้
เกิดเสียงของออร์แกนจะคล้ายกับเคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองลมคือ มีการดันลมให้ผ่านท่อที่มี
รูปทรงขนาดแตกต่างกันโดยมีการใช้คีย์บอร์ดเป็นตัวบังคับช่องทางเดินของลมแล้วจะได้เสียง
ออกมาที่แตกต่างกัน ท่อที่ใช้ในการสร้างออร์แกนทำด้วยไม้หรือโลหะก็ได้ซึ่งจะส่งผลให้มีเสียง
ทีแ่ ตกต่างกันและออร์แกนหน่ึงเคร่อื ง สามารถทำเสียงตา่ ง ๆ ได้เท่ากับเคร่ืองดนตรีหลายช้ินมา
รวมกัน ดังน้ันออร์แกนจึงเป็นเคร่อื งดนตรีสำเร็จรูปในตัวเองสามารถเล่นได้ทั้งแนวทำนอง และ
แนวเดินเบส

แต่อย่างไรก็ตามจุดอ่อนที่สุดของออร์แกน คือ กระบวนการในการสร้างลมให้เข้า
เครื่องดนตรียังคงเปน็ ปัญหาใหญ่สำหรบั นักดนตรใี นสมยั ก่อน ดังน้ันการจะเลน่ ออรแ์ กนสักคร้ัง
หน่ึงจะต้องมีผชู้ ่วยอย่างน้อย 1 คน มาช่วยสูบลมให้เข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระให้แก่
ผทู้ ี่ไมใ่ ช่ผู้เลน่ เปน็ อย่างยิ่ง และถ้าไม่มผี ชู้ ่วยสูบลมแล้วกจ็ ะเล่นไมไ่ ด้เลย ซึ่งพัฒนาการของระบบ
การสูบลมเข้าออร์แกนนี้จะมีการพัฒนามากขึ้นในยุคบาโรกเนื่องจากมีการสร้างออร์แกนขนาด
มโหฬารขึ้น การเล่นออร์แกนจึงเป็นการบรรเลงเพื่อประกอบพิธีทางคริสต์ศาสนาเท่าน้ัน ใน
เวลาต่อมา เม่ือความนิยมในการบรรเลงเพลงซึง่ เป็นเพลงทางโลกมีมากขึ้น คีตกวีหลายท่านซึ่ง
เป็นนักออร์แกนสำหรับบทเพลงศาสนาก็หันมาประพันธ์เพ ลงสำหรับบรรเลงด้วยออร์แกน
ออร์แกนจึงมีพัฒนาการมากขึ้น เนื่องจากความต้องการของวัฒนธรรมบาโรกที่ต้องการแสดง
ความยิ่งใหญ่ อลังการ หรูหรา สง่างาม เป็นตัวผลักดันให้มีการคิดค้นประดิษฐ์ออร์แกนให้มี
ศักยภาพในการเล่นสูงมากขึ้น ทำให้เทคนิคในการเล่นแตกแขนงมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย
(Barrister-at-Law, 2006)

ภาพที่ 4.39 ออรแ์ กนโบสถย์ ุคบาโรก
(Barrister-at-Law, 2006)

86

ออร์แกนโบสถ์ในยุคบาโรกมีหัวใจสำคัญในการควบคุมเสียงและการเล่น คือ
บริเวณคีย์บอร์ด (Manuals) คันเหยียบ (Pedal) และหมุดดึงสร้างเสียง (Stops) มีขนาดใหญ่มาก
มีความหลากหลายและซับซ้อนไมแ่ ตกต่างจากห้องควบคุมในเครื่องบินเลยทีเดียว หมุดดึงสร้าง
เสียงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้ออร์แกนสามารถสร้างเสียงที่หลากหลายคล้ายกับวงออร์เคสตรา
มาบรรเลงอยู่ โดยใช้นักดนตรีเพียงคนเดียว เพราะตัวหมุดดึงจะมีหน้าที่เลือกว่านักดนตรี
ต้องการใช้ท่อไหน เพื่อสร้างเสียงแบบใด เช่น หากต้องการเสียงแตรทรัมเป็ต ก็จะดึงหมุดที่
บังคับส่งลมเข้าไปในท่อเสียงทองเหลือง หากต้องการเสียงฟลูตก็จะดันหมุดแตรทรัมเป็ตกลับ
เข้าไป แล้วไปดึงหมดุ ที่บังคบั สง่ ลมเข้าไปในท่อไม้ เป็นต้น จะเห็นได้วา่ ผู้เล่นออรแ์ กนโบสถ์ที่เก่ง
นั้น นอกจากจะต้องมีทักษะในการบรรเลงแล้ว ยังต้องมีปฏิภาณความสามารถในการ
จนิ ตนาการเสียง และความรวดเรว็ ว่องไวในการเลือกใช้หมดุ บงั คับเสียงอีกด้วย

ภาพที่ 4.40 หมดุ ตึงสร้างเสียงออร์แกนโบสถ์
(Barrister-at-Law, 2006)

ต่อมาในยุคบาโรก เป็นเวลาแหง่ ความสุนทรีย์ทางศิลปะในทกุ แขนงมารวมกันอย่าง
ผสมผสานกลมกลืนท้ังด้านดนตรี สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ดังนั้นออร์แกน
โบสถ์จึงถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน และประดับประดาอย่างหรูหรา วิจิตรบรรจงและเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกับโบสถ์ ก่อนที่จะสร้างออร์แกนโบสถ์แต่ละหลัง จะต้องประกอบด้วย
ความร่วมมือกันระหว่างช่างฝีมือหลายฝ่าย เช่น นักเล่นออร์แกน และนักสร้างออร์แกน ซึ่งจะ
ทราบถึงศักยภาพของออร์แกน และความเหมาะสมในการใช้งาน ช่างก่อสร้างซึ่งต้องประกอบ
ออร์แกนเข้ากับผนังของโบสถ์โดยคำนึงถึงโครงสร้างทางวิศวกรรม สถาปนิกซึ่งต้องออกแบบ
โครงสร้างออร์แกนให้สอดคล้องกับการประดับตกแต่งรายละเอียดอันวิจิตรบรรจงของโบสถ์
ตลอดไปจนถึงประติมากร ผู้ที่จะต้องออกแบบและป้ันรูปประดับตกแต่งบนตัวออร์แกน แสดง

87

ให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อศาสนา และสะท้อนถึงความสามารถในเชิงฝีมือช่างสาขาต่าง ๆ
ทีม่ ารว่ มกันสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญร่ ่วมกัน

ภาพท่ี 4.41 ออร์แกนโบสถ์
(Barrister-at-Law, 2006)

4) เปียโน (Piano)
เปียโนเป็นเคร่ืองดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ระบบการเกิดเสียงของเปียโน

จดั เป็นแบบกลไกลกู ค้อน (Hammer Mechanism) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เม่อื ผเู้ ลน่ เคาะนวิ้ ลงบนลิ่มนิ้ว
ของเปียโน ลูกค้อนที่เชื่อมโยงด้วยกลไกจากคีย์ก็จะกระดกไปเคาะเส้นลวดทำให้เกิดเสียง
คำว่า ปีอาโน แปลว่า เบา (Soft) และฟอเต (Forte) แปลว่า ดัง (Loud) เป็นภาษาอิตาเลียน ต่อมานิยม
เรียกกันว่า เปียโนฟอเต (Piano Forte) แปลว่า เคร่ืองดนตรีซึ่งส่งเสียงดงั และเบาได้ ปัจจุบันนิยมเรียก
อยา่ งส้ัน ๆ วา่ เปียโน

มาตรฐาน เปียโนมี 88 คีย์ มีกระเดื่องเหยียบหรอื เพเดิล (Pedal ) สองอนั อันซ้ายทำใหเ้ สียง
เบาลง อันขวาทำให้เสียงกังวาน แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็จะกลับทำให้เสียงรัวปนกันไปหมดจนฟังไม่รู้เร่ือง
เปียโนท่ัวไปมี 2 แบบ คือ เปียโนแบบต้ัง (Upright Piano) เปน็ เปียโนที่เส้นลวดต้ังฉากกับพืน้ สว่ นมากใช้
เล่นตามบ้าน นิยมวางให้ด้านหลังของเปียโนติดกับฝาหรือผนังห้อง แกรนด์เปียโน (Grand Piano)
เป็นเปียโนที่เส้นลวดขนานกับพื้น มีหลายขนาดต้ังแต่เบบี้แกรนด์ (Baby Grand) (ยาวประมาณ 5 ฟุต)
ไปจนถึงคอนเสิร์ตแกรนด์ (Concert Grand) (ยาวประมาณ 9 ฟุต) นอกจากนี้คีตกวีนิยมใช้เปียโนเป็น
เคร่ืองมือในการประพันธ์เพลง ตลอดจนสามารถเป็นเคร่ืองมือสำหรับสอนวิชาทฤษฏีดนตรี เปียโน
เหมาะที่จะใช้สำหรับบรรเลงเดี่ยว สามารถบรรเลงเพลงได้ทุกชนิดทุกประเภท สามารถบรรเลงร่วมกับ
เคร่ืองดนตรีอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งใช้บรรเลงคลอประกอบการขับร้อง หรือบางคร้ังก็มีส่วนร่วม
บรรเลงในวงดรุ ิยางค์ (ไขแสง ศุขะวัฒนะ, 2535 : 76 -78) (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.42)

88

1. 2.
ภาพท่ี 4.42 1. แกรนด์เปียโน 2. เปียโนแบบต้ัง
(Yamaha, 2019)

5) แอคคอรเ์ ดียน (Accordion)
แอคคอร์เดียนเป็นเคร่ืองดนตรีประเภทลิ่มนิ้วเช่นเดียวกับเปียโน เสียงของ

แอคคอร์เดียน เกิดจากการส่ันสะเทือนของลิ้นทองเหลืองเล็ก ๆ ภายในตัวเคร่ือง เน่ืองมาจากการ
เล่นซึ่งต้องใช้แรงของผเู้ ล่นสูบเข้า - ออก แอคคอร์เดียน มีหลายขนาด เช่น ขนาด 25 ลิ่มนวิ้ 12 เบส
ขนาด 37 ลิม่ นิ้ว 80 เบส และขนาดใหญ่ซึ่งนิยมใช้เล่นโดยท่ัวไปจะมี 41 ลิ่มนิ้ว 120 เบส และยังมีปุ่ม
เพื่อปรับเปลี่ยนระดับเสียงติดอยู่ทางด้านขวาอีกหลายปุ่ม ทางด้านซ้ายมีช่องปรับความดัง - ค่อย
ซึ่งเปิด - ปิด ได้อีก 3-4 ช่อง แอคคอร์เดียนนิยมใช้กับวงดนตรีขนาดเล็ก เช่น วงดนตรีลูกทุ่ง
วงสตริงคอมโบ และวงดนตรีโฟล์คซอง เป็นต้น

ภาพท่ี 4.43 แอคคอร์เดียน

89

4.5 กลุ่มเครื่องตี

เครื่องดนตรีประเภทที่ใช้ตีประกอบจังหวะ ได้แก่ เคร่ืองดนตรีที่เกิดเสียงดังขึ้นจากการ
ตี กระทบ การส่ัน การเคาะ การเขยา่ การตี โดยใช้ไม้ตี หรืออาจจะใช้สิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง
เพื่อทำใหเ้ กิดเสียง เครอ่ื งตีประกอบจงั หวะประกอบขนึ้ ด้วยวัสดขุ องแข็งหลายชนิด เชน่ ไม้ โลหะ หรือ
แผ่นหนังขึงตึงเคร่ืองดนตรีประเภทที่ใช้ตีประกอบจังหวะ (ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2557 : 42) แบ่งออกเป็น 2
ประเภท ดงั นี้

4.5.1 เครอ่ื งดนตรีทีม่ รี ะดับเสียงแน่นอน (Definite Pitch Instruments) ในกลมุ่ นีเ้ ปน็ เครอ่ื งดนตรี
ที่มีระดับเสียงสูงต่ำ เหมือนกับเคร่ืองดนตรีประเภทอื่น ๆ เสียงเกิดจากการตีกระทบ ได้แก่ ไซโลโฟน
(Xylophone) ไวบราโฟน (Vibraphone) มาริมบา (Marimba) ระฆังราว (Tubular Bells) กล็อกเคนชปีล
(Glockenspiel) และกลองทิมพะนี (Timpani) เป็นต้น

4.5.2 เคร่ืองดนตรีมีระดับเสี ยงไม่แน่นอน (Indefinite Pitch Instruments) ในกลุ่มนี้ เป็ น
เคร่ืองดนตรีไม่มีระดับเสียงแน่นอน มีหน้าที่สำคัญคือ ใช้เป็นเคร่ืองดนตรีประกอบจังหวะ เสียงเกิดจาก
การเคาะ ตี เขย่า สั่นหรือขูด ได้แก่ ฉาบ (Cymbals) ทรัยแองเกิลหรือกิ๋ง (Triangle) มาราคัส (Maracas)
คาบาซา (Cabaza) กลองใหญ่ (Bass Drum) กลองเล็ก (Snare Drum) กลองชุด (Drum Set) คองก้า (Conga)
กลองบองโก (Bongos) แทมบูรีน (Tambourine) และคาวเบลส์ (Cowbels) เป็นต้น

4.5.1 เครื่องดนตรที ่มี ีระดับเสียงแน่นอน
1) ไซโลโฟน
ไซโลโฟนเป็นระนาดไม้ขนาดเล็กของดนตรีตะวันตก มีลักษณะคล้ายกับมาริมบา

และไวบราโฟน ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง จัดเรียงลำดับเสียงตามบันไดเสียงโครมาติก (Chromatic)
เช่นเดียวกับเปียโน หรือออรแ์ กน ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะติดอยู่เพื่อเป็นตัวขยายเสียง (ตัวอย่างภาพที่
4.44)

2) ไวบราโฟน
ไวบราโฟนเป็นระนาดโลหะของดนตรีตะวันตก มีลักษณะคล้ายกับมาริมบา และ

ไซโลโฟน เป็นระนาดขนาดใหญ่ ลกู ระนาดทำด้วยโลหะ ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะเพื่อเป็นตัวขยายเสียง
มีแกนใบพดั เลก็ ๆ ประจำอยู่แตล่ ะท่อ ใช้มอเตอรห์ มุนใบพดั มีผลตอ่ ระดบั เสียง (Sound Effect) ทำให้
เสียงสัน่ รัวได้ (ตัวอย่างภาพที่ 4.45)

90

ภาพที่ 4.44 ไซโลโฟน ภาพที่ 4.45 ไวบราโฟน

3) มารมิ บา
มาริมบาเป็นระนาดไม้ของดนตรีตะวันตก มีลักษณะคล้ายกับไซโลโฟน หรือ

ไวบราโฟน เป็นระนาดไม้ขนาดใหญ่ ลูกระนาดทำด้วยไม้ที่มีชื่อว่า โรสวู้ด (Road Wood) ใต้ลูกระนาด
มีทอ่ โลหะติดอยู่เพือ่ เปน็ ตัวขยายเสียง (ตัวอยา่ งภาพที่ 4.46)

4) กลอ็ กเคนชปีล (Glockenspiel)
กล็อกเคนชปีลรูปร่างคล้ายไซโลโฟนแต่มีขนาดเล็กกว่า ลูกระนาดเป็นแผ่น

เหล็ก ไม้ตีเรียกว่า มอร์เล็ต (Mallet) มีหัวตีทำด้วยวัสดุต่าง ๆ กัน เช่น ไม้ ยาง โลหะ
กล็อกเคนชปีลเหมาะที่จะเล่นเสียงสูงของแนวทำนอง เพราะมีเสียงใสกังวานคล้ายระฆัง
เล็ก ๆ สำหรับในวงโยธวาทิต วงเมโลเดียน และแตรวง มีกล็อกเคนชปีลชนิดหนึ่งเรียกว่า เบล-
ไลรา (Bell-Lyra) (ตัวอย่างภาพที่ 4.47)

ภาพที่ 4.46 มาริมบา ภาพที่ 4.47 กล็อกเคนชปีล

91

5) ระฆังราว
ระฆังราว ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ออร์เคสตราเบล (Orchestral Bells) และไชม์

(Chimes) ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเลียนเสียงระฆังจริง ๆ ทำด้วยท่อโลหะแขวนเรียงตามลำดับเสียงต่ำไปยัง
เสียงสูง ท่อโลหะที่มีขนาดส้ันจะเป็นระดับเสียงสูง ส่วนท่อยาวจะเป็นระดับเสียงต่ำ แขวนกับโครง
โลหะในแนวดิง่ ใช้ไม้ตีทีป่ ลายทอ่ ด้านหวั จะเกิดเปน็ เสียงคล้ายเสียงระฆงั

ภาพท่ี 4.48 ระฆังราว

6) กลองทิมพะนี
กลองทิมพะนีมีช่ือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เค็ตเทิลครัม (Kettledrums) มีลักษณะ

เหมือนกะทะ หรือกาต้มน้ำ ทิมพะนีมีต้นกำเนิดแถวอาระเบีย สมัยก่อนชาวอาหรับจะผูกกลอง 2 ลูก
บนหลงั อูฐสำหรับตีประโคมเวลายกทัพออกศึก หรอื เวลาเคลื่อนกองคาราวาน ทิมพะนีมีรูปร่างคล้าย
ผลมะนาวผ่าซีกหงายขึ้น ตั้งบนขาหย่ังสามขา หรือฐานสำหรับกลอง ตัวกลองทำด้วยทองแดง และ
ขึงหนังหน้ากลองด้วยหนังลูกวัว หนังกลองถูกบังคับให้ตึงมากน้อย เพื่อให้เกิดระดับเสียงต่าง ๆ ด้วย
การบิดสกรทู ีอ่ ยรู่ อบ ๆ ขอบกลอง หรอื ด้วยการเหยียบกระเดื่องเรียกวา่ เพดัล (Pedal)

ไม้ตีกลอง (Drumsticks) มีหลายชนิด หัวไม้มีขนาดต่างกนั คือ เลก็ กลาง ใหญ่ ด้ามจับ
ทำด้วยไม้ ปลายด้ามนำสักหลาด สักหลาดอ่อน ผ้าสำลี ผ้าผ้าย ไม้ ไม้ก๊อก ฟองน้ำ มาหุ้มหรือมาติด
ทำใหไ้ ด้เสียงทีน่ ุ่มนวล และกังวาน

เทคนิคการเล่นกลองทิมพะนีอยู่ที่การตี (Stoke) เช่น การตีโน้ตที่สั้นห้วน (Staccato)
การตีเสียงรัว (Roll or Tremolo) การเล่นกลิสซานโด (Glissando) และไล่เสียงโครมาติกทำได้โดยการ
เหยียบกระเดื่อง ถ้าต้องการเสียงที่แผ่วเบาเหมือนลอยมาจากระยะไกล ๆ ผู้เล่นจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปูบน
หนงั กลองแล้วตีบนผา้ เบา ๆ

92

กลองทิมพะนีมีเสียงทุ้มมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเส้นผ่าศูนย์กลางของหน้ากลอง
เส้นผา่ ศนู ยก์ ลางยาวมากเสียงทุ้มมาก เส้นผา่ ศูนย์กลางส้ันทุ้มน้อย เสียงของทิมพะนี เทียบได้กบั เสียง
เบสทำให้เพลงมีน้ำหนัก เป็นเสียงที่แสดงถึงความมีอำนาจ ความโอฬาร และสร้างความต่ืนเต้นเร้าใจ
ได้เป็นอย่างดี (ไขแสง ศขุ ะวฒั นะ, 2541 : 75 -77)

ภาพที่ 4.49 กลองทิมพะนี

4.5.2 เครือ่ งดนตรมี ีระดบั เสียงไม่แนน่ อน
1) ฉาบ
ฉาบเป็นเคร่ืองดนตรีด้ังเดิมของพวกเตอร์ก รูปร่างเป็นจานทองเหลืองบาง ๆ

ขนาดเท่ากันสองอัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10 นิ้วถึง 24 นิ้ว ตรงกลางจานด้านนอกมีที่จับ
ทำด้วยแผน่ หนัง ฉาบเปน็ เคร่อื งดนตรีที่สง่ เสียงอึกทึกทีส่ ดุ ในวงดรุ ิยางค์ เวลาเล่นใช้ตกี ระทบกันหรอื
ถ้าใช้เพียงอนั เดียวกจ็ ะไม้ตีกลองตี

ภาพที่ 4.50 ฉาบ

2) กลองใหญ่ (Bass Drum)
กลองใหญเ่ ปน็ เคร่อื งตี มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ในวงโยธวาทิตจะใช้กลองที่มี

ขนาดตั้งแต่ 24 - 32 นิ้ว ตีด้วยไม้ตี ปลายไม้ข้างหนึ่งทำเป็นปมไว้สำหรับใช้ตีกระทบกับหนังกลอง
ปมนั้นหุ้มด้วยสักหลาด ไม้ก๊อก ผ้านวมหรือฟองน้ำ เสียงกลองใหญ่ตีเน้นย้ำจังหวะเพื่อให้เกิด
ความหนักแน่นหรืออาจจะใช้รัวเพื่อให้เกิดความต่ืนเต้น และรัวเพื่อสร้างจุดสนใจขึ้นในบทเพลง
(ตวั อย่างภาพที่ 4.51)

93

3) กลองเล็ก (Snare Drum)
กลองเล็กเป็นเคร่ืองตี มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง หน้ากลองด้านลา่ งขึงคาดไว้

ด้วยสายสะแนรท์ ำด้วยเอ็นสัตว์ ปัจจุบันสายสะแนรท์ ำด้วยไนล่อนและเส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีชื่อ
เรียกอีกอย่างว่า กลองสแนร์ ที่มีขาต้ังรองรับตัวกลองใช้เป็นส่วนหน่ึงของกลองชุด หรือนำมาใช้
บรรเลงประกอบจังหวะสำหรับวงออร์เคสตร้าหรือวงดนตรีอื่น ๆ ที่นั่งบรรเลง สำหรับวงโยธวาทิต
ผตู้ ีจะนำไว้ด้านหน้าโดยมีตัวยึดทำด้วยโลหะคล้องยึดไว้กับลำตวั (ตัวอยา่ งภาพที่ 4.52)

ภาพที่ 4.51 กลองใหญ่ ภาพท่ี 4.52 กลองเลก็

4) กลองชดุ (Drum set)
กลองชุดประกอบด้วยกลองใหญ่ กลองสะแนร์ ฉาบ 1 หรือ 2 ใบ กลองทอม 2

หรือ 3 ลูก ไฮแฮท 1 คู่ อีกทั้งยังเพิ่มเครื่องกระทบจังหวะอ่ืน ๆ ประกอบด้วยกัน เช่น คาวเบลส์
เป็นต้น

ภาพท่ี 3.53 กลองชุด

94

5) คองกา
คองกาเปน็ กลองหน้าเดียว ขึงด้วยหนังสตั ว์ กลองคองกามีหลายขนาด ต่างระดับ

เสียงกนั ใช้ 2 ใบ ตีสอดสลบั กันตามลีลาจงั หวะของบทเพลง ตีดว้ ยปลายนิว้ และฝ่ามอื เช่นเดียวกับ
การตีกลองบองโก (ตัวอย่างภาพที่ 4.54)

6) กลองบองโก
กลองบองโกเปน็ กลองคู่ มี 2 ลกู ขนาดเล็ก และใหญ่ 1 ลกู ระดับเสียงต้ังใหห้ ่าง

กันในระยะคู่ 4 หรือคู่ 5 หนังกลองบองโกต้ังตึงกว่ากลองคองกา ขณะตีกลองผู้ตีต้องหนีบกลองท้ัง
2 ใบ ให้อยู่ระหว่างขาทั้ง 2 ข้างด้วยเข่า หรือวางตั้งไว้บนขาตั้งโลหะ ใช้ปลายนิ้วมือ และฝ่ามือตี
เช่นเดียวกบั กลองทอมบา (ตวั อย่างภาพที่ 4.55)

ภาพที่ 4.54 คองกา ภาพท่ี 4.55 กลองบองโก

7) ทรัยแองเกิลหรือ กิ๋ง
ทรัยแองเกิล เป็นเครื่องตีกระทบ ทำด้วยแท่งโลหะ ดัดให้เป็นรูปสามเหลี่ยม

แท่งโลหะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. เพื่อให้เสียง ดังกังวาน ต้องแขวนทรัยแองเกิลไว้
กับเชือก แล้วตีกระทบด้วยแท่งโลหะ เสียงของทรัยแองเกิล แจม่ ใสมีชีวติ ชีวา (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.56)

95

8) มาราคัส (Maracas)
มาราคัสเป็นเคร่ืองเขย่า เดิมทำด้วยผลน้ำเต้าแก่จัดทำให้แห้ง ภายในบรรจุด้วย

เมล็ดน้ำเต้า เมล็ดถั่วต่าง ๆ ต่อด้ามไว้สำหรับถือเวลาเล่นใช้เขย่าเพื่อให้เกิดเสียงดังซ่า ๆ ผู้เล่นเขย่า
ด้วยมือทั้งสองข้างให้ดังสลับกัน ปัจจุบันทำด้วยไม้ และใช้ประกอบในเพลงประเภทไทยสากล หรือ
เพลงในกลุ่มลาตินอเมริกา (ตัวอย่างภาพที่ 4.57)

ภาพที่ 4.56 ทรยั แองเกิล ภาพท่ี 4.57 มาราคสั

9) คาบาซา(Cabaza)
คาบาซา เดิมทำด้วยผลน้ำเต้าหรือผลบวบแห้ง ภายนอกรอบ ๆ ท่อ หุ้มด้วย

ลูกประคำร้อยเชือก มีด้ามถือหรือไม่มีก็ได้ เกิดเสียงโดยการหมุน ส่ัน เขย่า ถู เพื่อให้ลูกประคำ
เคลือ่ นทีเ่ สียดสีกับผวิ ของผลน้ำเต้า หรอื ผลบวบ ทำใหเ้ กิดเสียงดงั ขึน้ เสียงของคาบาซาฟังคล้ายกับ
เสียงของมาราคาปัจจุบันคาบาซา ทำด้วยไม้ประกอบโลหะเป็นทรงกระบอกมีด้ามจับ ผิวของ
ทรงกระบอกห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะจึงทำให้ผิวขรุขระ ลูกประคำทำด้วยโลหะร้อยติดกันล้อมรอบ
ผวิ โลหะ (ตัวอย่างภาพที่ 4.58)

10) แทมบูรีน
แทมบูรีนประกอบด้วยขอบกลมเหมือนขอบกลอง มีขนาดเล็กประมาณ 10 นิ้ว

ขอบทำด้วยโลหะ ไม้ หรือพลาสติก รอบ ๆ ขอบติดด้วยแผ่นโลหะประกบกัน 2 แผ่น ติดด้วยลูกกะ
พรวน การเล่นใช้มือขวาเล่นโดยใช้ข้อนิ้วมือเคาะ กำมือหลวม ๆ ตีเคาะปลายนิ้วขณะที่ตีก็จะมีเสียง
กระพรวนไปพร้อม ๆ กัน หรือสั่นเขย่าให้เกิดเสียงดังกรุ๋งกริ๋งก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถวางบนตัก
หรือบนเก้าอี้ ใช้นิ้วตีหรือไม้ตีกลองได้นิยมใช้ประกอบกับบทเพลงสเปน ยิบซี อิตาเลียน และแขก
(ตัวอย่างภาพที่ 4.59)

96

ภาพที่ 4.58 คาบาซา ภาพท่ี 4.59 แทมบูรีน

11) คาวเบลล์
คาวเบลล์เป็นเคร่ืองดนตรีที่พัฒนามาจาก กระดิ่งผูกคอวัว รูปร่างและรูปทรง

คล้ายกับระฆังมากกว่ากระดิ่ง ตีด้วยไม้กลอง นิยมใช้มากในดนตรีละตินอเมริกา และดนตรี
ประกอบการเต้นลีลาศ อีกทั้งยงั ใช้เป็นอปุ กรณ์ส่วนหนึง่ ของกลองชดุ ด้วย (ตัวอยา่ งภาพที่ 4.60)

12) กรับสเปนหรอื คาสทาเน็ต (Castanet)
กรบั สเปนเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องกระทบ กรบั 1 ชดุ จะมี 2 ชิน้

ขนาดจะพอดีกับอุ้งมอื นำมาตีกระทบกนั ทำให้เกิดเสียงตามลีลาจงั หวะที่ตอ้ งการ ปกติจะใช้
เสียงของกรับประกอบการเต้นระบำ นยิ มใช้ในประเทศสเปน และในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้
ตวั กรบั จะทำดว้ ยไม้เน้ือแขง็ เม่อื มากระทบกันทำให้เกิดเสียงดัง (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.61)

ภาพท่ี 4.60 คาวเบลล์ ภาพที่ 4.61 กรับสเปน

97

13) ไลน์เบล (Line Bell)
ไลนเ์ บลเปน็ เครือ่ งเคาะจงั หวะทีม่ สี ายห้อยลงมาเป็นเส้น ๆ เมอ่ื เคาะก็จะมี

เสียงทีแ่ ตกตา่ งกันของแต่ละเส้น (ตวั อย่างภาพที่ 4.62)

14) กวีโร (Guiro)
กวีโร เป็นน้ำเต้าแห้งลูกยาว ๆ ให้เสียงด้วยการเอาไม้ครูดที่รอยบากบนผิว

ของนำ้ เต้า นิยมใชป้ ระกอบในวงดนตรลี ูกทุ่ง และวงสตรงิ (ตวั อยา่ งภาพที่ 4.63)

ภาพที่ 4.62 ไลน์เบล ภาพที่ 4.63 กวีโร

15) วดู บล็อค (Woodblock)
วูดบล็อค แท่งไม้ เป็นเคร่ืองตีใช้ประกอบจังหวะ มีลักษะเป็นไม้ ภายใน

กลวงอาจใช้เป็นชุด ชุดละ 3–4 อัน ให้เสียงของความเป็นพื้นบ้าน หรือเสียงแบบตะวันออก
ในภาษาไทยใช้คำว่า ชุด เป็นลักษณนาม เช่น แท่งไม้ 1 ชุด (ณัชชา โสคติยานุรักษ์, 2547 : 341)
(ตวั อยา่ งภาพที่ 4.64)

16) เทมเพิลบล็อค (Temple block)
เทมเพิลบล็อค มีลักษณะคล้ายกบั วดู บล็อก แตกตา่ งกันตรงที่เครอ่ื งดนตรีชนิดนี้

เป็นไม้โพรง มีรูปร่างคล้ายกระดองเต่าจำนวน 5 อัน มีขนาดใหญ่เล็กเรียงกันได้เสียงตามบันไดเสียง
เพ็นตาโตนิก การเล่นจะวางไว้บนราง หรืออุปกรณ์สำหรับตั้ง ไม้ตีมีด้ามจับเป็นหวาย มีหัวกลมหุ้ม
ด้วยสกั หลาดหรอื บางทีใช้ไม้กลองเล็กตี (ณชั ชา โสคติยานุรักษ์, 2547 : 341) (ตวั อย่างภาพที่ 4.65)

98

ภาพที่ 4.64 วูดบล็อก ภาพที่ 3.65 เทมเพิลบล็อก

สรุป

เคร่ืองดนตรีสากลเป็นสื่อสร้างเสียงที่มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ เพื่อให้ได้ความหลากหลาย
ของเสียงตามความต้องการของมนุษย์ เสียงของเคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดจึงมีความแตกต่างกันตาม
รปู ร่าง ลักษณะ และวสั ดทุ ี่ใช้ประกอบ เม่ือนำเครอ่ื งดนตรีมาปฏิบตั ิพร้อมกันจะได้เสียงของบทเพลงที่
ไพเราะ น่าฟัง ช่วยให้ผู้ฟังเพลงรู้สึกผ่อนคลาย ปัจจุบันเคร่ืองดนตรีสากลจำแนกออกเป็น 5 ประเภท
ดังนี้ กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มเครื่องลมไม้ กลุ่มเครื่องลมทองเหลือง กลุ่มเครื่องคีย์บอร์ด และกลุ่ม
เคร่ืองตี เคร่ืองดนตรีสากลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในบทเพลงเนื่องจากเป็นสื่อกลางใช้ใน
การถ่ายทอดท่วงทำนอง และเสียงประสานที่เกิดขึ้นในบทเพลง ดังน้ันผู้เรียนจึงควรศึกษาทำความ
เข้าใจในเร่อื งเคร่อื งดนตรีสากลเพื่อเป็นพืน้ ฐานการศกึ ษาในระดบั สงู ขึน้ ไป

99

กิจกรรมท้ายบท

ตอนท่ี 1 จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1. จงเปรียบเทียบคุณสมบตั ิของเครือ่ งดนตรตี ระกูลไวโอลิน และตระกูลแซ็กโซโฟน

มีความเหมอื น และแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
2. เคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองเป่าลมไม้ แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง อธิบายพร้อม

ยกตวั อยา่ งประกอบ
3. กลุ่มเคร่ืองสายหมายถึงเคร่ืองดนตรีประเภทใด อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง มาพอ

เข้าใจ
4. จงอธิบายความหมายคำว่ากลมุ่ เครื่องตี พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
5. ตรัยแองเกิล และมาริมบา จัดอยู่ในกลุ่มเคร่ืองดนตรีประเภทใด มีความแตกต่างกัน
หรอื ไม่ อย่างไร
6. ทรัมเป็ต และทรอมโบนจัดอยู่ในกลุ่มเคร่ืองดนตรีประเภทใด และอธิบายคุณสมบัติ

ของการเกิดเสียงของเครือ่ งดนตรีท้ังสองชนิด
7. จงบอกชือ่ เครื่องดนตรีที่จัดอยูใ่ นประเภทเคร่ืองลิม่ นวิ้ และอธิบายคณุ สมบตั ิของการ

เกิดเสียงของเครือ่ งดนตรีแตล่ ะชนิด มาพอสังเขป


Click to View FlipBook Version