ยุตธิ รรมเคลอ่ื นท่ี...ยะลา
ดร.อภริ ชั ศกั ดิ์ รชั นีวงศ์
ทมี่ า https://www.tnews.co.th/headshot/414841/ ท่มี า https://www.moj.go.th/view/32074
“เมื่อวันท่ี 7 พฤศจิกายน 2560 ยุติธรรมจังหวัดยะลา มอบหมายเจ้าหน้าท่ีกลุ่มงานพัฒนาและ
ส่งเสริมระบบงานยุติธรรม ลงพ้ืนที่ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจสานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา พร้อมท้ัง
แจกเอกสารแผน่ พบั บทบาทภารกิจและหนังสือกฎหมายท่ีจาเป็นในชีวิตประจาวัน ภายใต้โครงการออกหน่วย
บริการจังหวัดเคล่ือนท่ี/หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. "หน่วยบาบัดทุกข์ บารุงสุข สร้างรอยย้ิมให้ประชาชน"
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานในพิธี ณ วัดศรีนคร หมู่ 6 ตาบลคีรีเขต อาเภอธารโต จังหวัด
ยะลา”๑๒
จากวันวานจนถงึ วันนี้ ยุติธรรมเคลื่อนที่มีรูปแบบคือ การนาบริการจากที่ต้ังปกติไปต้ังในพื้นท่ี หรือ
ชุมชนน้ันๆ เท่านั้นเอง เม่ือพิจารณาจาก “คาสาคัญ” ได้แก่ “ประชาสัมพันธ์” “แจกเอกสาร” ส่วนคาใหญ่
ท่ีมกั ใช้คือ “สรา้ งการรบั รดู้ า้ นกฎหมาย” สถานการณ์เช่นน้ียังดาเนินมาจวบจนปัจจุบัน ลองมาทาความเข้าใจ
กันใหม่…หน่วยงานหลายหน่วยงานมักใช้คา “การรับรู้” “การประชาสัมพันธ์” “การสร้างความเข้าใจ”
ใช้สับเปล่ยี นกนั ไปมา โดยมงุ่ หวังจะสรา้ งงานให้ตรงกับที่ได้รับมอบหมาย อาจด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ประเด็น
สาคัญคือความไม่รู้เบื้องหลังคาทั้งคาดังกล่าว เม่ือติดเม็ดดุมตั้งแต่เม็ดแรก แล้วจะติดเม็ดสุดท้ายได้ถูกต้อง
เช่นน้นั ฤา จงึ ใครท่ าความเข้าใจให้ถกู ต้องเพื่อให้ตดิ เมด็ ดุมไดถ้ ูกต้องเสียที
การรบั รู Perception)๑
การรบั รู คือ กระบวนการแปลหรอื ตีความตอส่งิ เราขาวสารทผี่ านอวัยวะรบั สัมผัสท้ังหลาย ไดแก
ตา หู จมกู ล้นิ และกาย เขาไปยังสมองในรูปของไฟฟาและเคมี สมองจึงเปนคลังเก็บขอมูลมหาศาลก็จะตีความ
ส่งิ เรา หรือขาวสารนนั้ โดยอาศัยการเทยี บเคียงกับขอมลู ทเี่ คยสะสมไวกอน หรอื ท่เี รยี กวา ประสบการณเดิม
๒
การรับรู คือ การสัมผัสที่มีความหมาย หรือการรู รูสึกส่ิงตางๆ สภาพตางๆ ที่เปนส่ิงเรามาทา
ปฎิกิริยากับตวั เราเปนการแปลอาการสัมผสั ใหมีความหมายขึน้ เกดิ ซ่ึงเปนความรูสึกซ่ึงเฉพาะตัวสาหรับบุคคล
นน้ั ๆ เมือ่ มีการรูสึกเกิดขึน้ จากอวัยวะในการรบั ความรูสกึ อันไดแก ตา หู ปาก จมูก ผิวหนัง อ่ืนๆ ถาการรูสึกมี
การตีความวา การรูสึกท่ีเกิดข้ึนคืออะไร นั่นถือวามีการรับรูเกิดขึ้นแลว๑ (ส่ิงเร้า (Stimulus) คือสัญญาณหรือ
การเปลย่ี นแปลงทมี่ ผี ลต่อกจิ กรรมของสิง่ มชี ีวติ แบ่งเป็น ๒ ชนดิ คอื ๑) สงิ่ เรา้ ภายนอก (External stimulus)
เชน่ อุณหภมู ิ แสง เสียง สารเคมี ความชื้น กล่ินและแรงดึงดูดของโลก ๒) ส่ิงเร้าภายใน (Internal stimulus)
เชน่ การเปลีย่ นแปลงสรรี ะทีเ่ กิดข้นึ ในร่างกาย เช่น ระดบั ออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความ
โกรธ และความเหนอ่ื ย๓)
การรับรู หมายถงึ การรูสึกสัมผสั ที่ไดรับการตคี วามใหเกดิ ความหมายแลว เชน ในขณะน้เี ราอยูใน
ภาวะการรูสึก (Conscious) คือลืมตาตื่นอยู ในทันใดนั้น เรารูสึกไดยินเสียงดังปงมาแตไกล (การรูสึกสัมผัส
Sensation) แตเราไมรูความหมายคือไมรูวาเปนเสียงอะไร เราจึงยังไมเกิดการรับรู แตครูตอมามีคนบอกวา
เปนเสยี งระเบดิ ของยางรถยนต เราจึงเกดิ การรูความหมายของการรูสกึ สมั ผัสนน้ั ดังนเี้ รยี กวาเราเกดิ การรบั รู
กระบวนการรับรูขาวสารของมนุษยแบงเปน ๒ สวน คือ ๑) กระบวนการรับสัมผัส (Sensation) และ
๒) กระบวนการรบั รู Perception)
ส่ิงเร้า การรบั รู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู Perception)
การรบั รูเปนกระบวนการนาความรูหรอื ขอมูล ขาวสารเขาสูสมอง โดยผานอวัยวะสัมผัส (Sensory
Organ) สมองจะเก็บรวบรวมและจดจาส่ิงตาง ๆ เหลานั้นไวเปนประสบการณ เพื่อเปนองคประกอบสาคัญ
ที่ทาใหเกิดมโนภาพหรือความคิดรวบยอด (Concept) และทัศนคติ (Attitude) ในการเปรียบเทียบหรือ
ถายโยงความหมายกับสิ่งเราใหมที่จะรับรูตอ ๆ ไป ดังนั้น การรับรูและการเรียนรูจึงมีความเกี่ยวของกัน
ถาไมมีการ รบั รู การเรยี นรูยอมเกดิ ขน้ึ ไมได้
กระบวนการรับสัมผสั (Sensation) และอวยั วะสัมผสั (Sensory Organ)
กระบวนการรับสมั ผัสเปนการรบั ขาวสารในระยะแรกระหวางอนิ ทรยี กบั สงิ่ เรา โดยอวัยวะ
รับสัมผัส (Reception) เชน อวัยวะในการมองเห็น (Vision) การฟง (Audition) รับความรูสึกทางผิวหนัง
(Skin Senses) เปนตน ในระยะแรกนี้แมวาสิ่งเราจะยังไมถูกตีความหรือใหความหมายใด ๆ ก็ถือวากลไกการ
รบั สมั ผัสมีความสาคญั มากในอนั ทจี่ ะสงผลถึงการรบั รู Perception) และการเรยี นรู Learning) ตอไป มนุษย
เรารับรูจากการสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัส (Reception) ดังน้ี ๑) ตาใหความรูสึกจากการเห็น เรียกวา
จักษุสัมผัส ๒) หูใหความรูสึกจากการไดยิน เรียกวา โสตสัมผัส ๓) จมูกใหความรูสึกจากการไดกล่ิน เรียกวา
ฆานสัมผัส ๔) ล้ินใหความรูสึกจากการรูรส เรียกวา ชิวหาสัมผัส และ ๕) ผิวหนังใหความรูสึกจากการสัมผัส
เรียกวา การสัมผัส๑ ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ผัสสะ หมายถึง สัมผัส การกระทบ การถูกต้องที่ให้เกิด
๓
ความรู้สึก ผัสสะเป็นความประจวบกันแห่งสามส่ิง คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ) อายตนะ
ภายนอก (รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ, สัมผัสหรือผัสสะมีหกอย่าง คือ
๑) จกั ขุสมั ผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ ๒) โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบ
ทางหู คือ หู+เสยี ง+โสตวญิ ญาณ ๓) ฆานสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางจมูก คอื จมกู +กลิ่น+ฆานวิญญาณ
๔) ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ล้ิน+รส+ชิวหาวิญญาณ ๕) กายสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ (เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ ๖) มโนสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์ (ส่งิ ทใ่ี จนกึ คดิ )+มโนวิญญาณ๒
องคประกอบของกระบวนการรับรู การรับรูขาวสารของมนุษยจะมีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด
ยอมขนึ้ อยกู บั องคประกอบดงั นี้
๑. อาการรบั สมั ผัส หมายถึง อวัยวะรับสัมผัสตาง ๆ ไดรับกระตุนจากส่ิงเราแลวจะแปลความหมาย
โดยอาศัยประสบการณเขามาชวย
๒. การแปลความหมายของอาการสมั ผสั การแปลความหมายของสิง่ เราทร่ี บั เขามาจะถูกตองเพียงใด
ขึ้นอยูกับปจจัย ๒ ประการ คอื
๒.๑ ปจจัยทางดานสรีระ (Physiologial Factor) เปนขีดจากดั ความสามารถของอวยั วะรับ
สมั ผสั ท่ีตอบสนองตอสง่ิ เรา เชน ขนาดของส่ิงเรา ความสึกหรอของอวัยวะรบั สัมผัส เปนตน
๒.๒ ปจจัยทางจิตวทิ ยา (Phycological Factor) เน่อื งจากส่งิ เราที่มากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส
มีมาก มนุษยจะเลือกรับรูเฉพาะส่ิงเราที่มีความหมาย แตการรับรูดังกลาวจะเกิดขึ้นหรือไมน้ันยอมอยูกับ
ปจจัยดานจิตวิทยา เชน (๑) ความต้ังใจ โดยมีสาเหตุหลายประการ เชน ความเปลี่ยนแปลง ความแปลกใหม
ขนาดและความเขม การกระทาซ้าเคลื่อนไหว เปนตน (๒) สติปญญา ทาใหบุคคลเขาใจเหตุการณหรือ
สิ่งตาง ๆ ไดชา หรือรวดเรว็ ตางกัน (๓) ความระวังระไว เปนความคลองแคลวหรอื ไวตอการรบั รูสิ่งเราตาง ๆ
(๔) คุณภาพของจิตใจ ความเหนื่อยลาหรือความแจมใสของจิตใจยอมมีผลกระทบตอความเขาใจสิ่งเราตาง ๆ
ได (๕) บุคลิกภาพ ผูท่ีมีบุคลิกภาพเปดเผยชอบสังคมกับผูที่มีบุคลิกภาพเก็บตัวมักจะรับรูส่ิงในทางตรงขาม
เสมอ
๓. ประสบการณเดิม บุคคลจะรับรูสิ่งตาง ๆ ดวยการคาดคะเน หรือต้ังสมมุติฐานไวกอน เมื่อไดรับ
สง่ิ เราทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว ประสบการณเดมิ ทเ่ี คยมีมากอนจะชวยใหสามารถยืนยันการคาดคะเนได หรือทาการแกไข
การคาดคะเนเสียใหม กรณีที่สิ่งที่เกิดขึ้นใหมเขมแข็งกวาและสามารถพิสูจนไดวาประสบการณนั้นผิดพลาด
อยางแนนอน
อิทธิพลของสิ่งเราท่ีมตี อการรับรู
1. ส่ิงเราภายนอก คุณสมบตั ขิ องส่ิงเราภายนอกจะมอี ทิ ธิพลตอการรับรูมากนอยเพียงใดยอมข้นึ อยู
กับคุณลักษณะดังน้ี (๑) ความเปลี่ยนแปลงของส่ิงเรา การเปล่ียนแปลงอยูเสมอยอมดึงดูดความสนใจและ
เอาใจใสตอสิง่ เราน้นั (๒) การเคล่ือนไหวของสง่ิ เรา การเคล่ือนไหวจะชวยกระตุนเรตินาในนยั นตา ทาใหเกดิ
๔
พลงั งานประสาทสมอง (๓) ขนาดของส่ิงเรา วัตถุท่ีมีขนาดผิดปกติ เชน ใหญมากหรือเล็กมากยอมไดรับความ
สนใจมากกวาวัตถทุ ม่ี ขี นาดปกติ (๔) การเกิดซ้าซากของส่ิงเรา การเกิดซ้าซาก หมายถึง การตอกย้าดวยความ
เขมขนหรือจังหวะที่แตกตางกัน มิฉะน้ันแลวเกิดการซ้าซากบอยครั้งจะทาใหขาดความเอาใจใสตอสิ่งเรานั้น
ไดเหมือนกนั (๕) ความเขมขนหรือความหนักเบาของสิ่งเรา ส่ิงเราที่มีความเขมขนสูงกวาปกติยอมดึงดูดความ
สนใจไดดกี วาสงิ่ เราปกตธิ รรมดา (๖) องคประกอบอนื่ ๆ ที่มอี ิทธิพลตอการรับรู เชน สี ความถี่ของเสียง ความ
แปลกใหม เปนตน
2. สิ่งเราภายใน ได้แก่ (๑) ความตองการ เม่อื มนษุ ยเกดิ ความตองการอะไรมักจะเอาใจใสในสิ่งนั้น ๆ
อยูเสมอและกลายเปนจุดเนนของการรับรู (๒) คุณคาและความสนใจ บุคคลจะสนใจกับส่ิงเราหรือเหตุการณ์
ที่มีคุณคาและมีความหมายตอตนเอง บางคร้ังกอใหเกิดความตองการและความหวังท่ีจะรับรูในสิ่งนั้น ๆ ดวย
ความตงั้ ใจและสนใจ
3. คุณลักษณะของสิ่งเรา ส่ิงเราที่มีอิทธิพลตอการรับรูมีคุณลักษณะ 2 อยาง คือ (๑) ส่ิงเราที่มี
โครงสรางหรือแบบแผน ไดแก สิ่งเราท่ีชัดเจนเปนรูปธรรม (๒) ส่ิงเราท่ีไมมีโครงสรางหรือแบบแผน ไดแก
สิง่ เราที่มลี กั ษณะกากวม ไมชัดเจน
หลกั การรบั รูสาหรบั การศึกษา
1. การรบั รูจะพัฒนาตามวยั และความสามารถท่จี ะรับรูสง่ิ ภายนอกอยางถกู ตองและเหมาะสม
2. การรับรูโดยการเห็นจะกอใหเกิดความเขาใจดีกวาการไดยินและประสาทสัมผัสอื่นๆ ดังนั้น การ
เรียนรูโ้ ยผ่านประสบการณ์สัมผสั ได้มากจะกอ่ นให้เกดิ ความเข้าใจที่สมบรู ณย์ ง่ิ ขนึ้
3. ลกั ษ ณะและวธิ ีการรับรูของแตละคน จะแตกตางกันตามพน้ื ฐานบคุ ลิกภาพและจะแสดงออก
ตามท่ไี ดรับรูและทรรศนะของเขา
4. การเข้าใจผูเรยี นทงั้ ในดานคณุ ลกั ษณะและสภาพแวดลอมจะเปนผลดตี อ่ การจดั การเรียนการสอน
การเรียนรู Learning)
การเรียนรู หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปสูพฤติกรรมใหมคอนขางถาวร และ
พฤติกรรมใหมน้ีเปนผลมาจากประสบการณหรือการฝกฝน มิใชผลจากการตอบสนองจากธรรมชาติ
สญั ชาตญาณ อุบัติเหตหุ รือความบงั เอิญ
กระบวนการเรียนรู้ เปนกระบวนการตอเนื่องเช่ือมโยงจากการรับรู กลาวคือ เม่ือประสาทสัมผัส
กระทบสิ่งเราและเกิดความรูสึกสงไปยังสมอง สมองบันทึกความรูสึกน้ันไวเปนประสบการณและเม่ืออวัยวะ
รับสัมผสั กระทบกับส่ิงเราเดมิ อีก สามารถระลึกได Recall) หรอื จาได Recognition) ถอื วาเกิดการเรยี นรูข้นึ
การเรียนรู คือ กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมซ่ึงองคประกอบสาคัญของทฤษฏีการเรียนรู
กลุมนี้คือพฤติกรรมนั่นเอง การเรียนรูในทัศนะกลุ่มพฤติกรรมเกิดจากกระบวนการตอบสนองเมื่อมีการเสนอ
ส่ิงเรา องคประกอบสาคัญของการเรยี นรูตามทฤษฏนี ี้มี 4 ประการ คือ 1) แรงขบั (Drive) หมายถึง ความตอง
การของผูเรียนในบางส่ิงบางอยางแลวจูงใจใหผู้เรียนหาหนทางตอบสนองความตองการนั้น ๒) สิ่งเรา
๕
(Stimulus) เม่ือมีสิ่งเราผูเรียนจะไดรับความรู หรือการช้ีแนะทันทีทันใดจากส่ิงเรานั้นกอนที่จะตอบสนอง
๓) การตอบสนอง (Response) หมายถึง การท่ีผูเรียนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองส่ิงเรา ซ่ึงอธิบายไดดวย
พฤติกรรมท่ีผูเรียนแสดงออก ๔) การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การใหรางวัล เชน การปรบมือ
การชมเชยในกรณที ผี่ ูเรยี นตอบสนองถกู ตอง
สรปุ การรบั รู้
สิ่งเร้า การรับรู้ การตอบสนอง
สง่ิ เรา้ ภายนอก: (เช่น อณุ หภมู ิ แสง กระบวนการรบั รู้ นาความรขู้ ้อมูลขา่ วสาร การรสู้ กึ ทเี่ กดิ ขนึ้ :
เสยี ง สารเคมี ความชื้น กลน่ิ และ เข้าสสู่ มองโดยผา่ นอวัยวะสมั ผสั สมอง การตอบสนองเมือ่ แสงเป็นสงิ่ เรา้
แรงดงึ ดดู ของโลก) โดยมอี ิทธพิ ลตอ่ จะเก็บรวบรวมและจดจาไว้เป็น เช่น การหร่ตี าเม่อื แสงเข้าตามาก
สงิ่ เรา้ คอื ความเปล่ยี นแปลงของ ประสบการณ์ เพ่ือเกดิ มโนภาพและ เกนิ ไป การบนิ เข้าหาแสงของแมลง
สิง่ เร้า การเคลือ่ นไหวของสง่ิ เร้า ทศั นคติ การทน่ี กบนิ ออกจากรงั ในตอนเชา้ ๓
ขนาดของส่ิงเร้า การเกิดซ้าซากของ กระบวนการรับสัมผัส ๑) อนิ ทรยี ์ (ตา หู การตอบสนองเมอ่ื อุณหภมู เิ ป็นสง่ิ เรา้
สง่ิ เร้า ความเข้มข้นหรือความหนัก จมกู ลิน้ กาย) กบั สิ่งเร้า ยงั ไม่ถกู ตคี วาม เช่น แมวจะเลยี องุ้ เทา้ ตอนอากาศมี
เบาของสง่ิ เร้า และอืน่ ๆ ๒) รับร้จู ากสัมผสั (ผสั สะ) (จักขสุ ัมผสั อณุ หภมู สิ งู หมจู ะหนรี อ้ นดว้ ยการ
โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผสั การ แช่โคลน กิ้งกา่ จะหลบร้อนอย่ตู าม
ส่ิงเราภายใน: (เช่น ระดับฮอรโ์ มน สัมผสั ) การแปลความหมายข้ึนกบั ปจั จยั โพรงไม้ เมอื่ อากาศหนาวหมี
เอนไซม์ ความหวิ ความโกรธ และ ด้านสรรี ะ ปจั จัยจติ วิทยาและ จะจาศลี ๓
ความเหนื่อย) โดยมีอทิ ธิพลตอ่ ประสบการณเ์ ดิม
สิง่ เรา้ คือ ความต้องการ,
คณุ ค่าและความสนใจ
การเรยี นรู้
การสรา้ งความเขา้ ใจ
การสร้างความเข้าใจเป็นคาที่นิยมนามาใช้กับประชาชน โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับ
ประชาชนในเรอื่ งตา่ งๆ ลองมาดูกนั ว่า “ความเข้าใจ” เป็นอยา่ งไร
ความเขา้ ใจ คือ กระบวนการทางจิตวทิ ยาท่เี ก่ยี วข้องกบั ส่งิ ใดสงิ่ หนึ่ง ซึง่ ทาใหบ้ คุ คลสามารถครุ่นคิด
ถึงส่ิงน้ันและสามารถใช้มโนทัศน์ (concept) เพื่อจัดกับกับส่ิงน้ันได้อย่างเพียงพอ สิ่งที่กล่าวถึงนี้อาจจะมี
ลักษณะเป็นนามธรรมหรือเปน็ สิ่งทางกายภาพก็ได้ เช่น บคุ คล สถานการณแ์ ละสาร๔
ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือการเข้าใจจุดยืนของอีกฝ่ายหน่ึง การส่ือสารด้วยความเข้าอก
เข้าใจ ผู้พูดจะไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ศูนย์กลางจะอยู่ท่ีผู้รับสาร ใช้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นตัวต้ัง
เข้าใจความคิด มองเห็นคุณค่าและความเชื่อที่เขายึดถือ รับรู้ประสบการณ์ทั้งหมดของเขาจากมุมท่ีเขายืนอยู่
โดยปราศจากทัศนคติส่วนตัว ปราศจากการตัดสิน ทักษะนี้บางคนมีต้ังแต่ยังเด็ก บางคนไม่มี แต่เป็นทักษะที่
ฝึกฝนได้และประยุกต์ใช้ได้หลายช่องทาง ในสถานการณ์โควิด-๑๙ ลูกค้าหลายคนท่ีเคยมีความม่ันคงในชีวิต
สูง ต้องเผชิญกบั ความไมม่ ่นั คงหลายด้านพร้อมกนั ท้งั ดา้ นเศรษฐกิจ การเงิน ความเป็นอยู่ จนส่งผลกระทบไป
๖
ถึงความมั่นคงทางจิตใจ ความปลอดภัยท้ังทางร่างกายและจิตใจจึงกลายมาเป็นประเด็นหลักและ Empathy
คอื เครื่องมอื สาคัญท่ีสรา้ งสง่ิ น้ี๕
“การสร้างความเข้าใจ” ในการทางานระหว่างเพื่อนร่วมงานน้ัน เกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
แต่โดยรวมแล้วมีจุดมุ่งหมายท่ีเหมือนกัน คือ ต้องการเข้าใจในเนื้อหาท่ีตรงกันและทาให้การทางานมีความ
สะดวกมากยง่ิ ขนึ้ เมอื่ เราร้สู กึ ว่าเราไม่เข้าใจเขา และเขาไม่เข้าใจเรา มักจะเกิดจากหลาย ๆ อย่างประกอบกัน
แต่ส่งิ ท่ีเราทาได้คือการปรับตัวเองใหเ้ ข้ากับคนอื่น เพราะอยา่ งน้อยทีส่ ดุ เราก็จะไดไ้ ม่มปี ัญหาในการทางาน๖
เมื่อพิจารณาจากคาใกล้เคียงข้างต้น พอจะเห็นได้ว่า “การสร้างความเข้าใจ” จะมุ่งเน้นไปใน
ทิศทางการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารจะมีองคประกอบของการส่ือสาร ดังนี้๑ 1) ผูสง ผูส่ือสารหรือตนแหลงของ
การสง (Sender, Communicator or Source) เปนแหลงหรือผูท่ีนาขาวสาร เรื่องราว แนวความคิด ความรู
ตลอดจนเหตุการณตาง ๆ เพ่ือสงไปยังผูรับ ซึ่งอาจเปนบุคคลหรือกลุมชนก็ได โดยการใชภาษาหรือใชวิธีการ
อ่ืนๆ ก็ได เพื่อใหผูรับเขาใจการกระทาดังกลาว เรียกวา "การเขารหัส" (encode) เปนภาษาพูด ภาษาเขียน
ภาษามือ รูปภาพ สัญลักษณ เปนตน 2) เน้ือหาเร่ืองราว (Message) ไดแก เนื้อหาของสารหรือเร่ืองราว
ที่ สง ออกมา เชน ความรู ความคิด ขาวสาร บทเพลง ขอเขียน ภาพ ฯลฯ เพ่ือใหผูรับรับขอมูลเหลานั้น
3) ส่ือหรือ ชองทางในการนาสาร (Media or Channel) หมายถึง ตัวกลางท่ีชวยถายทอดแนวความคิด
เหตกุ ารณเรอ่ื งราวตาง ๆ ท่ีผูสงตองการใหไปถึงผูรับ ส่ือที่ใชมากท่ีสุด คือ "ภาษาพูด" ซ่ึงใชเสียงเปนส่ือ เวลา
เขียนหรอื อานหนงั สอื สื่อที่ใชคือ "ภาษาเขียน" หรือถามีการส่ือความหมายกับคนใบก็ใชส่ือซึ่งเปน "ภาษามือ"
นอกจากนี้อาจมีการใชส่ืออุปกรณ เชน วิทยุ โทรทัศน สื่อสิ่งพิมพ ประเภท แผนท่ี รูปภาพ การแสดง
นิทรรศการ เปนสื่อหรือชองทางเพื่อการสื่อความหมายได 4) ผูรับหรือกลุมเปาหมาย (Reciever or Target
Audience) ไดแก ผูรับเนื้อหาเร่ืองราวจากแหลงหรือผูสง ผูรับอาจเปนบุคคล กลุมชนหรือสถาบันก็ได
เม่ือรับเร่ืองราวแลวผูรับตองมี "การถอดรหัส" (decode) คือ การแปลขาวสารนั้นใหเขาใจ 5) ผล (Effect)
หมายถงึ สิง่ ท่ีเกิดขึ้นจากการท่ีผูสงสงเร่ืองราวไปยังผูรับ เชน ความเขาใจ ไมรูเร่ือง ยอมรับหรือปฏิเสธ พอใจ
หรือโกรธ ฯลฯ ซ่ึงผลของการสื่อสารจะเปนผลสืบเนื่องถึงการบรรลุผลสาเร็จตามจุดมุงหมายของการสื่อสาร
ท้ังน้ี ยอมข้นึ อยกู ับทัศนคตขิ องผูรับ สอื่ ทีใ่ ช้และสถานการณในการส่อื สารเปนสาคัญดวย และ 6) ผลยอนกลับ
(Feedback) เปนสิ่งทีเ่ กย่ี วเน่ืองจากผลซึ่งผูรับสงกลับมายังผูสง โดยผูรับอาจแสดงอาการใหเห็น เชน งวงนอน
ปรบมือ ย้มิ พยักหนา สายหนา การพูดโตตอบหรือการแสดงความคิดเห็น เพื่อเปนขอมูลท่ีทาใหผูสงทราบวา
ผูรบั มีความพอใจหรือมคี วามเขาใจในความหมายท่ีสงไปหรือไม
หากพิจารณา “ความเข้าใจ” ในมิติการเรียนรู้อันเกิดมาจากการรับรู้ (การรับรู้เป็นเรื่องจิตวิทยา)
การเรยี นรเู้ ปน็ เรื่องการศกึ ษา หากใช้ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ องบลูมเป็นแนวทางการเทียบเคียง “การสร้างความรู้”
ดังนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956)๗ จาแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
ออกเป็น ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ๒) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
๓) ด้านเจตพิสยั (Affective Domain) ดังน้ี
๗
๑. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเก่ียวกับสติปัญญา ความรู้
ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเร่ืองราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงเป็นความสามารถ
ทางสตปิ ัญญา พฤตกิ รรมทางพทุ ธพิ สิ ัย 6 ระดับ ได้แก่ 1) ความรู้ความจา ความสามารถในการเก็บรักษามวล
ประสบการณต์ ่าง ๆ จากการทีไ่ ด้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งน้ันได้เม่ือต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวิดีทัศน์ที่
สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆ ได้ สามารถเปิดฟังหรือดูภาพเหล่าน้ันได้ เม่ือต้องการ
2) ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสาคัญของสื่อและสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปล
ความ ตีความ คาดคะเน ขยายความหรือการกระทาอื่น ๆ 3) การนาความรู้ไปใช้ เป็นขั้นท่ีผู้เรียนสามารถนา
ความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะ
สามารถนาไปใช้ได้ 4) การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิดหรือแยกแยะเร่ืองราวส่ิงต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เก่ียวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์
จะแตกตา่ งกันไปแลว้ แต่ความคดิ ของแตล่ ะคน 5) การสงั เคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ
เขา้ เป็นเร่ืองราวเดยี วกันอยา่ งมรี ะบบ เพื่อใหเ้ กดิ สงิ่ ใหมท่ ่สี มบรู ณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิด
ออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกาหนดวางแผนวิธีการดาเนินงานข้ึนใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่
จะสร้างความสัมพันธ์ของส่ิงที่เป็นนามธรรมข้ึนมาในรูปแบบหรือแนวคิดใหม่ 6) การประเมินค่า
เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคาหรือสรุปเก่ียวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมี
กฎเกณฑท์ ่ีเหมาะสม ซ่งึ อาจเปน็ ไปตามเนื้อหาสาระในเร่ืองนนั้ ๆ หรอื อาจเป็นกฎเกณฑท์ ีส่ งั คมยอมรับกไ็ ด้
๒. จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ) ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซ้ึง ทัศนคติ
ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังน้ัน การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนโดยจัดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมและสอดแทรกส่ิงท่ีดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทาให้พฤติกรรมของผู้เรียน
เปล่ียนไปในแนวทางท่ีพึงประสงค์ได้ ด้านจิตพิสัยจะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
1) การรับรู้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซ่ึงเป็นไปในลักษณะของการ
๘
แปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกท่ีเกิดข้ึน 2) การตอบสนอง
เป็นการกระทาที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อส่ิงเร้าน้ัน ซึ่งเป็นการตอบสนอง
ที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว ๓) การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นท่ียอมรับกันในสังคม การยอมรับ
นับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหน่ึง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติท่ีดีใน
สิ่งน้ัน 4) การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมท่ีเกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ ถ้าเข้ากันได้
ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า 5) บุคลิกภาพ
การนาค่านิยมท่ียึดถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นนิสัยประจาตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ส่ิงท่ีถูกต้องดีงาม
พฤตกิ รรมด้านนี้ จะเกยี่ วกับความรู้สึกและจิตใจ ซ่ึงจะเร่ิมจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยา
โต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ
ซ่ึงจะเป็นควบคมุ ทศิ ทางพฤตกิ รรมของคนคนจะรู้ดีรชู้ ว่ั อย่างไรนั้นกเ็ ป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้
๓. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเน้ือประสาท) พฤติกรรมท่ีบ่งถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชานิชานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ
คุณภาพของงานเป็นตัวช้ีระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ ๕ ข้ัน
ดังน้ี 1) การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติท่ีถูกต้องหรือเป็นการเลือกหาตัวแบบท่ีสนใจ
2) กระทาตามแบบหรือเคร่ืองชีแ้ นะ เป็นพฤติกรรมท่ผี เู้ รยี นพยายามฝึกตามแบบท่ีตนสนใจและพยายามทาซ้า
เพ่ือท่ีจะให้เกิดทักษะตามแบบท่ีตนสนใจให้ได้หรือสามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนา 3) การหาความ
ถกู ต้อง พฤตกิ รรมสามารถปฏิบัติไดด้ ว้ ยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเคร่ืองชี้แนะ เม่ือได้กระทาซ้าแล้ว ก็พยายาม
หาความถูกต้องในการปฏิบัติ 4) การกระทาอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะ
กระทาตามรูปแบบนัน้ อยา่ งต่อเน่ือง จนปฏิบัติงานท่ียุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่
ผู้เรียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทาอย่างสม่าเสมอ 5) การกระทาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเน่ือง จนสามารถปฏิบัติได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่าง
ธรรมชาติ ซ่งึ ถอื เปน็ ความสามารถของการปฏิบัติในระดับสงู
๙
จะเห็นได้วา่ ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของบลูม ประกอบดว้ ย ดา้ นพุทธพิ ิสัย (ความรู้ท่ีเกิดจากความจา ความ
เข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า) ด้านจิตพิสัย (การรับรู้ (Rerceive: ตั้งใจ
สนใจในสิ่งเร้า) การตอบสนอง คุณค่าค่านิยม การจัดระบบและบุคลิกภาพ) และด้านทักษะพิสัย (การรับรู้
(Imitation: สังเกตและทาตาม) การลงมือปฏิบัติและทาตาม ความถูกต้อง ความชัดเจนและต่อเน่ืองในการ
ปฏิบัติ และความเป็นธรรมชาติ) ในด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัยต่างมีข้ันตอนการรับรู้เช่นเดียวกัน
แต่ความหมายต่างกัน หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีของบลูม “ความเข้าใจ” เป็นข้ันตอนท่ีสองต่อจากขั้นความรู้
อนั เกิดจากความจา นัน่ หมายถงึ วา่ การสรา้ งความเข้าใจจักตอ้ งให้ความรู้จนเกิดความจาเสียก่อน แล้วจึงจะถึง
ความเขา้ ใจ
การประชาสมั พนั ธ์
การประชาสัมพันธ์ (Public relations หรือ PR) คือ การทางานในการจัดการการส่ือสารระหว่าง
องค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทาให้องค์กรหรือบุคคล ได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เร่ืองท่ี
เปน็ ทส่ี นใจของสาธารณะและใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง กิจกรรมโดยท่ัวไป เช่น การ
พูดในงานชุมนมุ การทางานร่วมกับแหล่งขา่ ว๘
การประชาสัมพนั ธ์ (Public Relation) เป็นการติดต่อสื่อสารจากองค์การไปสู่สาธารณชนที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและประชามติจากสาธารณชนที่มีต่อองค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความ
เช่อื ถอื ภาพลกั ษณ์ ความรู้และแก้ไขข้อผดิ พลาดในเรื่องใดเร่ืองหนึง่ ๙
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอันได้แก่ กระทรวง
ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซ่ึงอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการกระจายข่าวสาร
เกีย่ วกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและชื่อเสียงเกียรติคุณ
ของรัฐ อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์
ความสาเร็จแกห่ นว่ ยราชการและประเทศชาติโดยรวม
ลักษณะของการประชาสมั พนั ธ์มีดังน้ี๙
๑. การประชาสัมพันธ์เป็นการส่ือสารสองทาง (Two-way communication) เป็นการสื่อสารจาก
ผูส้ ่งไปยังผ้รู ับเก่ยี วกับข่าวสารขององค์การท่ีต้องการส่ือสารให้สาธารณชนรบั ทราบและเขา้ ใจ และยงั เปน็
การสอ่ื สารย้อนกลบั จากผู้รบั คือ สาธารณชนไปยงั องคก์ ารเกี่ยวกับความคดิ เหน็ ทเ่ี ก่ียวกบั องคก์ าร
๒. การประชาสมั พันธอ์ าจมีกลุม่ เป้าหมายหลายกลมุ่ (Multiple target group) เช่น พนักงาน
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ชุมชน รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุระสงค์ในการประชาสัมพันธ์ว่า
ต้องการประชาสมั พนั ธไ์ ปยังกลุ่มเป้าหมายใดบา้ ง
๓. การประชาสัมพันธ์เป็นการส่อื สารเพอื่ โน้มน้าวใจ ทัง้ นก้ี ารประชาสัมพันธ์ต้องต้ังอยู่บนหลักความ
จริง เพื่อมุ่งให้เกิดความเชื่อถอื และปฏิบตั ิตามดว้ ยความสมคั รใจ
๑๐
๔. การประชาสมั พนั ธ์เป็นการดาเนินงานอยา่ งตอ่ เนื่องและสมา่ เสมอ โดยคาดหวงั ผลตอ่ เนอ่ื ง
ในระยะยาวเพอ่ื ให้สาธารณชนมีความศรัทธาและมีความไวเ้ นื้อเชื่อใจต่อองค์การเพื่อให้องค์การสามารถดาเนิน
กิจการอยู่ในระยะยาวได้
๕. การประชาสัมพันธ์เป็นการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการวางแผน ควบคุมและ
ประเมินผลของการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ม่ันใจว่าการดาเนินการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธผิ ล
การประชาสัมพนั ธ์ของรัฐบาลมวี ตั ถปุ ระสงคด์ ังนี้๙
๑. เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบถงึ บรกิ ารหรอื หน่วยงานตา่ งๆ ของรัฐบาลทีม่ อี ยู่ อนั จะส่งผลใหเ้ กิด
การสนับสนนุ และได้รบั ประโยชน์จากการใช้บริการหนว่ ยงานนน้ั ๆ ไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี
๒. เพอ่ื ให้ได้รับความเหน็ ชอบจากสาธารณชนในการออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถงึ การแก้ไขกฎหมาย
ตามสถานการณ์ท่เี ปลยี่ นแปลงไป
๓. เพอ่ื ขจัดหรอื ลดความขัดแยง้ ตา่ งๆ ที่เกิดขนึ้ กบั งานใหม่ๆ ของรฐั บาล
๔. เพอ่ื ใหส้ าธารณชนได้มีโอกาสในการเสนอความคดิ เหน็ ต่อรัฐบาล
๕. เพ่อื อธบิ ายเกี่ยวกบั ประชามตขิ องประชาชนตอ่ หนว่ ยงานราชการตา่ งๆ เพอื่ จะไดด้ าเนินการให้
สอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชน
๖. เพ่ือสร้างให้เกิดการสนับสนุนจากประชามติและความร่วมมอื อนั ดจี ากสาธารณชน ด้วยการชีแ้ จง
ถงึ ความจาเปน็ และความเข้าใจในกฎระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานราชการ
๗. เพ่อื สร้างความนิยมและความสัมพนั ธอ์ นั ดจี ากสาธารณชน
๘. เพื่อเรียกร้องความร่วมมือและการสนับสนุนจากสาธารณชนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และการพฒั นาประเทศด้านต่างๆ
๙. เพ่อื เผยแพรผ่ ลงานความก้าวหน้าต่างๆ ด้านการปกครองและการบรหิ ารประเทศของรฐั บาล
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท๙ ได้แก่ ๑) การประชาสัมพันธ์
ภายในประเทศ จะเกี่ยวข้องกับงานด้านข่าวสารและการเผยแพร่เพ่ือสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล
และประชาชน อันจะส่งผลให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างกันได้ โดยประชาชนจะได้รับทราบข่าวสารความ
เคลื่อนไหวต่างๆ ของรัฐบาล อันได้แก่ นโยบาย การดาเนินงานและผลงานของโครงการต่างๆ เพื่อเรียกร้อง
การสนับสนุนจากประชาชนและป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนท่ีมีต่อหน่วยงานของรัฐบาล
หน่วยงานราชการมักจะใช้การประชาสัมพันธ์ในกรณีต่อไปนี้ เม่ือเร่ิมโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่ท่ีต้องการ
ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อ
ประชาชน เม่ือมีกฎหมายหรือระเบียบราชการใหม่ๆ ท่ีประชาชนควรทราบเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
เมื่อหน่วยงานราชการต้องการแถลงผลงานที่ปฏิบัติไปแล้ว เมื่อมีเร่ืองท่ีประชาชนเข้าใจผิดเก่ียวกับการ
ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ และเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ
๑๑
วิธกี ารในการประชาสัมพันธ์ภายในประเทศอาจทาได้โดย (๑) การรณรงค์เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงาน
ราชการและรัฐบาลท่ีประชาชนควรทราบ เช่น การจัดต้ังหน่วยราชการใหม่ การดาเนินงานโครงการใหม่
การออกกฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมาย เป็นต้น (๒) การรณรงค์วางแผนระยะยาวหรือโครงการต่อเนื่อง
เพื่อชักจูงใจให้ประชาชนร่วมมือและสนับสนุน เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนเสียภาษีอากร การรักษาความ
สะอาด เป็นต้น (๓) การเผยแพร่ความเคลื่อนไหวของทางราชการ เช่น ข่าวการส่งเสริมการท่องเท่ียว
ภายในประเทศการป้องกันการระบาดของโรคปากเท้าเป่ือย เป็นต้น ๒) การประชาสัมพันธ์ภายนอกประเทศ
เป็นการสรา้ งความเขา้ ใจ ความรจู้ ักและความสมั พันธอ์ ันดีของประชาชนในประเทศต่างๆ อันจะนามาซ่ึงความ
นิยมชมชอบและมติ รภาพอนั ดรี ะหว่างประเทศ โดยรฐั บาลจะทาการประชาสัมพันธ์ให้ท่ัวโลกทราบถึงนโยบาย
วัตถุประสงค์และการดาเนินงานของรัฐบาล เพื่อป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด สนับสนุ นนโยบาย
ต่างประเทศของรัฐบาลในดา้ นตา่ งๆ รวมถงึ เพ่อื เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอนั ดีของประเทศ
สรุป การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ เพื่อการ
เสรมิ สรา้ งความเขา้ ใจอนั ดแี ละชอ่ื เสียงเกยี รตคิ ุณของรัฐ อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและ
การสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาติโดยรวม ,
เมื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ ลองตามไปดูให้รู้
“การเผยแพรข่ ่าวสารของหนว่ ยราชการ” วา่ เป็นอย่างไร
การประชาสัมพันธ์กับการเผยแพร่ โดยการเผยแพร่เป็นเพียงส่วนหน่ึงของการประชาสัมพันธ์
(การเผยแพร่ (publicity) หมายถึง การเผยแพร่หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับองค์การผ่านสื่อ
ทเ่ี หมาะสมไปยังกลุ่มประชาชนเป้าหมาย) ซ่ึงนักประชาสัมพันธ์นิยมใช้การเผยแพร่มาเป็นเครื่องมืออย่างหน่ึง
เพอื่ ช่วยให้งานประชาสมั พันธ์มปี ระสิทธภิ าพมากย่ิงข้นึ นอกจากน้ียังมีคาท่ีอยู่ในหมวดใกล้เคียงกันที่ก่อให้เกิด
ความสับสน เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสารนิเทศ (information) ซ่ึงหมายถึง การ
ให้บรกิ ารขา่ วสารหรอื ข้อมูลต่าง ๆ ทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ กป่ ระชาชนเพ่ือสรา้ งความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนหรือ
ผู้ท่ีมาติดต่อองค์การ โดยบางองค์การมีการต้ังเป็นศูนย์สารนิเทศ (information center) หรือศูนย์บริการ
ข่าวสาร (information service center) และอีกคาที่ทาให้เกิดความสับสนคือการประกาศ
(announcement) ซึ่งเป็นการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่าง ๆ ให้ประชาชนหรือผู้ท่ีเกี่ยวข้องได้ทราบ
มักจะทาเป็นคร้ังคราวตามโอกาสหรือความจาเป็นแต่ละกรณี๑๐ ความหมายอื่นท่ีใกล้เคียงกับการ
ประชาสัมพันธ์ ๑) การเผยแพร่ (Publicity) คือการกระจายข่าวสารต่างๆ ของแหล่งความรู้ไม่สู่บุคคลท่ัวไป
๒) สารสนเทศ (Information) คือ การให้บริการข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ ท่ีเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป เพื่อให้
ความรู้ รับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ๓) การโฆษณา (Advertising) คือ การเผยแพร่ สื่อสาร ชักจูงใน
เรื่องท่ีเกี่ยวข้องกับสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยใช้ส่ือโฆษณาต่างๆ เป็นตัวกลางในการเผยแพร่
๔) การประกาศ (Announcement) คือการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปหรือ
ผ้เู กี่ยวขอ้ งไดทราบในเรือ่ งใดเรอ่ื งหน่ึง๑๑
๑๒
สอ่ื หรือเคร่อื งมือในด้านการประชาสมั พันธ์ท่ีทางภาครัฐจะนิยมใช้ คือส่ือวิทยุโทรทัศน์และกิจกรรม
คือการจัดเหตุการณ์พิเศษ (Special Events) ซึ่งมีหลายประเภท คือ ๑) การจัดวันและสัปดาห์พิเศษ
(Special Days and Weeks) ๒) นิทรรศการ (Exhibitions) ๓) การจัดงานวันครบรอบปี (Anniversaries)
๔) การจัดประชุม (Meetings and Conferences) ๕) การให้รางวัลพิเศษ (Special Awards) ๖) การเปิดให้
เยี่ยมชมองค์กร (Open Houses) ๗) การจัดงานประกวด (Contest) ๘) การจัดขบวนแห่ (Parades and
Pageants) ๙) การอปุ ถมั ภ์งานของชุมชน (Sponsored Community Events)๑๑
สรุปภาพรวม “การรบั รู้ การประชาสมั พนั ธ์และการสร้างความเข้าใจ”
สง่ิ เร้า การรับรู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู้ การรู้สกึ ทเี่ กดิ ข้นึ
ส่งิ เร้าภายนอก กระบวนการรับสัมผสั
ส่งิ เราภายใน
การเรียนรู้
การประชาสัมพนั ธ์ของรฐั บาล การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วย เพอื่ การเสริมสร้างความเข้าใจอันดี
ราชการของรัฐ และชอื่ เสยี งเกียรตคิ ุณของรัฐ
อันจะส่งผลใหเ้ กดิ
๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม
๒) การสนบั สนนุ จากประชาชน
๑๓
ตัวอย่าง แผนการสร้างการรับรู้ตามแผนการประชาสัมพันธ์เพ่ือสร้างความเข้าใจระดับยุทธศาสตร์
กิจกรรม ประกอบด้วย ๑) การสัมมนาเชิงบูรณาการส่ือมวลชนภาครัฐสร้างการรับรู้ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน
กลุ่มจังหวดั ๒) การพบปะพัฒนาสัมพันธ์เครอื ข่ายมวลชนสร้างการรับรู้ ๓) การสัมมนาเชิงบูรณาการเครือข่าย
สอ่ื สังคมออนไลน์ ๔) การพบปะพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง ๕) การพบปะพัฒนา
สัมพันธ์ส่วนราชการและสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า “ชื่อแผนเป็นการสร้างการรับรู้” ซ่ึงการสร้างการรับรู้ภายใต้
กระบวนการสิ่งเร้า การรับรู้และการตอบสนอง อันทาให้เกิดการเรียนรู้ “ตามแผนการประชาสัมพันธ์”
นั่นหมายถึง เป็นการดาเนินการกรอบแนวคิดการประชาสัมพันธ์ (การประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นการเผยแพร่
ขา่ วสารของหน่วยราชการของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและชื่อเสียงเกียรติคุณของรัฐ อันจะส่งผลให้
เกิด ๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม และ ๒) การสนับสนุนจากประชาชน) “เพื่อสร้างความเข้าใจ”
เป็นกรอบทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม โดยมีข้ันตอนของกิจกรรมจักต้องผ่านข้ันตอนท่ี ๑ ข้ันความรู้อันเกิดจาก
ความจา และขั้นที่ ๒ ข้ันความเข้าใจ ในความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากดูแผนน้ีเป็นการบูรณาการคือ
บูรณาการ ๓ เรือ่ งเข้าด้วยกนั (การรบั รู้ การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้) สุดปลายทางกลุ่มเป้าหมาย
ท่ีเข้าร่วมกิจกรรม ๑) จะเกิดการรับรู้เพียงใด ๒) มีความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมเพียงใด ๓) การสนับสนุน
จากประชาชนเพยี งใด ๔) เกิดความเข้าใจเพียงใด
ยุติธรรมเคลื่อนที่ที่ยะลา กิจกรรมคือ “ประชาสัมพันธ์” “แจกเอกสาร” ถ้าใช้คาว่า
“ประชาสัมพนั ธ์” นน่ั คือ การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอัน
ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซ่ึงอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการ
กระจายข่าวสารเก่ียวกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและ
ช่อื เสยี งเกียรตคิ ุณของรฐั อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนใน
การสร้างสรรค์ความสาเร็จแกห่ น่วยราชการและประเทศชาตโิ ดยรวม. และ “แจกเอกสาร” เป็นวิธกี ารกระจาย
ข่าวสารในงานประชาสัมพันธ์น่ันเอง แต่งานยุติธรรมเคลื่อนที่ ในสิ่งท่ีอยู่เบ้ืองหลังท่ีแท้จริงคือ การนาบริการ
ของหน่วยงานในท่ีตั้งปกติไปสู่บริการประชาชนในพ้ืนท่ี หากแต่เป้าหมายท่ีแท้จริงกลับถูกแปลงเป็น “สร้าง
การรบั รู้ด้านกฎหมายและงานยตุ ิธรรม” ดังน้นั “การสร้างการรบั รู้” ทา้ ยสุดกค็ ือ “การเรียนรู้” เมื่อการเรียนรู้
ดาเนินกิจกรรมเพียงการพูดคุยเล็กน้อยกับการแจกเอกสาร แล้ว “ผลการเรียนรู้” จะเกิดขึ้นเพียงใด นั่นคือ
“ยุติธรรมเคล่อื นท”่ี ในบริบทปจั จบุ นั ไม่ต่างอะไรกบั การ “ข่ชี า้ งจับต๊ักแตน”
ยุติธรรมเคล่ือนท่ีของยะลาที่ควรจะเป็น “ต้องยึดหลักการรับรู้ ท้ายสุดคือกิจกรรมการเรียนรู้
การเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่ (หลักการเรียนรู้ผู้ใหญ่) ก็มิใช่การจัดการเรียนรู้ด้วยระบบการศึกษาในระบบ หรือ
การศึกษาในโรงเรียน ดังน้ัน แนวทางการเรียนรู้ผู้ใหญ่ โดยกลุ่มสัมพันธ์ คือ การรวมกลุ่ม ขนาดเล็ก (ไม่เกิน
๑๐ คน) มาคุยกันในเรื่องยุติธรรมที่ใกล้ตัว หรือในชีวิตประจาวัน น่ันคือ เราจะต้องหาให้ได้ว่า “ยุติธรรมท่ี
ใกล้ตัว หรือในชีวิตประจาวันของชาวบ้านในพ้ืนที่นั้นๆ คืออะไร” “ยุติธรรมเคลื่อนที่ในบริบทปัจจุบัน”
ย่อมแตกต่างจากยุติธรรมเคล่ือนที่ในอดีต ซ่ึงใช้แนวคิดและวิธีการจาก “จังหวัดเคลื่อนที่ หรืออาเภอเคลื่อนที่
๑๔
ของกระทรวงมหาดไทย” หากไม่ปรับเปล่ียน mind set “ยุติธรรมเคลื่อนท่ี” ก็จักเป็นยุติธรรมเคล่ือนท่ี
ทม่ี รี ปู แบบเดมิ ๆ ประชาชนยงั คงไม่รู้เรอ่ื งยุตธิ รรมดังเดิม
สรุป ยุติธรรมเคล่ือนที่ในบริบทใหม่ คือ การสร้างพื้นท่ีเรียนรู้ของประชาชนเรื่องยุติธรรมในพ้ืนท่ี
น่ันๆ โดยการสร้างกลุ่มสนทนา หรือ “Dialogue (สุนทรียสนทนา)” คือ กระบวนการสนทนาท่ีเน้นการฟัง
อย่างลกึ ซ้งึ ใครค่ รวญ และไมด่ ่วนตดั สิน
อ้างอิง
๑ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. ม.ป.พ. ทฤษฎที ่เี กี่ยวของกับเทคโนโลยีทางการศึกษา. เข้าถงึ ข้อมูลได้จาก
http://pirun.ku.ac.th/~g5414600546/images/Perception.pdf วนั ที่สืบค้นขอ้ มูล ๖ พฤศจกิ ายน
๒๕๖๓.
๒ วิกิพีเดยี สารานุกรมเสรี. ๒๕๕๖. ผสั สะ. เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทสี่ บื ค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๓ ชาญวทิ ย์ ปรีชาพาณชิ พฒั นา. ม.ป.พ. “สง่ิ มีชีวติ กับกระบวนการดารงชวี ิต” วทิ ยาศาสตร์ ม.๒ (หลักสตู ร
๒๕๕๑). เขา้ ถึงข้อมูลได้จาก https://sites.google.com/site/akadahtwongrat/1-sing-mi-chiwit-kab-
krabwnkar-darng-chiwit/08 วนั ที่สืบคน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๔ วกิ พิ เี ดีย สารานกุ รมเสร.ี ๒๕๕๖. ความเขา้ ใจ. เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ท่สี บื คน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๕ ดจุ ดาว วัฒนปกรณ์. ๒๕๖๓. “การสร้าง Empathy สาหรับอุตสาหกรรมไมซ์” ดูแล “หัวใจ” ตลอดเสน้ ทาง
ประสบการณ์. เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ได้จาก MICE intelligence center: https://intelligence.
businesseventsthailand.com/en/blog/mice-empathy วันท่สี ืบค้นข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๖ jobsdb.com. ม.ป.พ. สือ่ สารอย่างไรให้เพือ่ นร่วมงานเขา้ ใจเรา. เข้าถึงขอ้ มูลไดจ้ าก https://th.jobsdb.
com/th-th/articles/ วนั ทส่ี ืบค้นขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๗ max social. ม.ป.พ. ทฤษฎีการเรยี นรูข้ องบลมู . เขา้ ถงึ ข้อมลู ได้จาก https://sites.google.com/site/
anansak2554/thvsdi-kar-reiyn-ru-khx-ngblum วันทีส่ ืบค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๘ วิกพิ เี ดีย สารานกุ รมเสร.ี ๒๕๕๖. การประชาสมั พนั ธ.์ เข้าถงึ ขอ้ มูลได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทสี่ ืบค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๙ ประภาศรี สวสั ดิอ์ าไพรักษ์. ม.ป.พ. “เร่ืองท่ี 8.3.2 การประชาสัมพนั ธ์ของรัฐบาล” หนว่ ยท่ี ๘ การส่งเสริม
การตลาด : การประชาสมั พนั ธ์. เข้าถึงขอ้ มลู ได้จากสาขาวชิ าวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมา-
ธิราช https://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sms/market/Unit8/SUBM3/U832-1.htm
วนั ท่สี ืบคน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๕
๑๐ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ ันทา. ม.ป.พ. หลกั การและทฤษฏกี ารประชาสมั พนั ธ.์ เขา้ ถงึ ข้อมลู ไดจ้ าก
http://www.elfms.ssru.ac.th/wipanee_ma/file.php/1/PCC2201/Document/chapter_1_
conceptPR.pdf วนั ทส่ี ืบค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๑๑ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ ม.ป.พ. หลกั การประชาสมั พันธ.์ เข้าถึงขอ้ มูลได้จาก http://agecon-extens.agri.
cmu.ac.th/Course_online/Course/352311/9.pdf วนั ท่สี บื ค้นข้อมลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
1๒ สานักงานยุติธรรมจังหวดั ยะลา. 2560. สานักงานยุติธรรมยะลา ออกหนว่ ยเคลอื่ นท่ีเผยแพรง่ านยตุ ิธรรม
สชู่ มุ ชน. เขา้ ถึงข้อมูลได้จาก https://www.moj.go.th/view/12204 วนั ท่ีสืบค้นขอ้ มลู 26 มีนาคม
2560.