คณะครศุ าสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย
มหาวิทยาราชภฏั ลาปาง
รายวิชาคติชนวิทยา
นักศึกษาชนั้ ปี ท่ี 3 สาขาวิชาภาษาไทย
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาราชภฏั ลาปาง
คำนำ
“เส้นทางผ้า พาสู่ยอง” เป็นหนงั สือทีม่ ีเนื้อหาและมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับรายวิชาคติชนวิทยา รหัสวิชา 1103204 ซึ่งภายในหนังสือก็ได้นำเสนอ
เนื้อหาเกี่ยวกับที่มาและความสำคัญของชาวยอง การอพยพ ผ้าซิ่นของชาว
ยองที่ประเภทของลายผ้าซิ่นยองและกระบวนการในการทอผ้า จนกลายมา
เปน็ ผลิตภณั ฑผ์ ้าของชาวยองในปัจจบุ ัน
ซึ่งกลุ่มผู้จัดทำได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากคุณถนัด สิทธิชัย,
คุณพิบูลย์ กันสุยะ, คุณน้ำฝน กาบแก้ว ซึ่งเป็นชาวยองที่พักอาศัยอยู่ใน
จังหวัดลำพูน รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ
ได้ไม่ว่าจะในหนังสือหรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่กำลังศึกษาและสนใจข้อมูล
เรื่องข้อมูลของชาวยองและผ้าซิ่นชาวยอง หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด
ตอ้ งขออภัยมา ณ ท่ีน้ี ดว้ ย
ขอขอบพระคุณ อาจารย์ธิดารัตน์ ผมงาม อาจารย์ผู้สอนประจำวิชา
คติชนวิทยาที่ได้ให้ความรู้และคำแนะนำ จนหนังสือเล่มนี้บรรลุเป้าหมาย
และสำเร็จตามประสงค์
คณะผจู้ ัดทาํ
กเสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
สารบญั หนา้
ก
คำนำ ข
สารบญั ง
สารบญั ภาพ 1
การเดนิ ทางของชาวยอง สเู่ มอื งลำพนู 1
4
ต้นกำเนิดชาวยอง 13
จากเมอื งยอง สูเ่ มืองลำพูน 22
การกระจายตวั ของชาวยองในเมอื งลำพูน 24
วถิ ีชีวิตของชาวยอง 26
เฮอื นอยู่เฮอื นกน๋ิ 27
ของกิน๋ จาวยอง 30
อู้จา๋ ภาษายอง 34
แต่งตัว๋ จาวยอง 34
ผ้าซนิ่ ยอง ส่ลู ายยกดอกและลายบา้ นดอน 35
ความเป็นมาของผา้ ซิ่นยอง 36
เรื่องบา่ เกา่ เลา่ ผ้าซ่นิ ยอง 37
เอกลกั ษณข์ องผ้าซิ่นยอง 40
ผา้ ไหมยกดอกลำพนู
หมูบ่ า้ นหตั ถกรรมบา้ นดอนหลวง
ข เสน้ ทางผา้ พาสยู่ อง
สารบญั (ตอ่ ) หนา้
กระบวนการในการทอ 45
ผ้าไหมและฝ้าย 46
การย้อมด้วยสธี รรมชาติ 47
ผ้าไหมยกดอกลำพูน 48
ผ้าฝา้ ยบ้านดอนหลวง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 51
ผลติ ภัณฑข์ องกลุ่มทอผ้าบ้านดอนหลวง 53
สรปุ 54
บรรณานุกรม 61
ภาคผนวก 64
ผูจ้ ัดทำ 67
คเส้นทางผา้ พาสู่ยอง
สารบัญภาพ
หนา้
ภาพที่ 1 ชาวยองในอดตี 1
ภาพท่ี 2 ชาวยองในรฐั ฉาน 2
ภาพที่ 3 เชียงรุ่ง สบิ สองปนั นา 3
ภาพที่ 4 ต้นตระกลู ชาวลำพูน 4
ภาพท่ี 5 พระเจ้ากาวิละ 5
ภาพท่ี 6 ภาพที่ คนยองเมืองลำพูน 6
ภาพท่ี 7 แมน่ ำ้ กวงในอดตี 7
ภาพที่ 8 เกบ็ ผกั ใส่ซา้ เก็บข้าใสเ่ มอื ง 8
ภาพท่ี 9 แมน่ ำ้ กวง ในปจั จุบนั 9
ภาพท่ี 10 คนยอง ชาตพิ ันธ์ุตน้ ตระกูลคนลำพูน 10
ภาพท่ี 11 การตานใจบ้านชาวยองลำพนู 11
ภาพที่ 12 ฟ้อนยองลำพูน 12
ภาพที่ 13 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช 13
ภาพท่ี 14 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั 14
ภาพที่ 15 พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยู่หวั 15
ภาพที่ 16 พระเจา้ กาวลิ ะ 15
ง เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
สารบญั ภาพ (ตอ่ ) หน้า
16
ภาพที่ 17 วัดป่าซางงาม อำเภอปา่ ซาง จังหวดั ลำพนู 17
ภาพที่ 18 สะพานขาวทาชมภู สะพานข้ามแมน่ ้ำทา 18
ภาพท่ี 19 เจ้าอินทยงยศโชติ 19
ภาพท่ี 20 กลมุ่ ชาตพิ นั ธไุ์ ทยวน 20
ภาพที่ 21 แผนทแ่ี สดงอาณาเขต จังหวดั ลำพนู 21
ภาพที่ 22 คนเมอื งยอง 22
ภาพที่ 23 การยกยอ วถิ ีชีวติ คนเมอื งยอง 23
ภาพท่ี 24 บา้ นยองโบราณบา้ นมะกอก 24
ภาพท่ี 25 การเอามื้อเอาวันในการทำนาของชาวบา้ น 25
ภาพที่ 26 นำ้ พริกน้ำผกั 26
ภาพท่ี 27 ภาษายอง 27
ภาพท่ี 28 แผนทภี่ าพรวม จงั หวัดลำพนู 28
ภาพท่ี 29 วัดหวั ขว่ ง เมืองยอง รฐั ฉาน ประเทศพมา่ 29
ภาพที่ 30 ภาพการแตง่ กายของชาวยอง 30
ภาพท่ี 31 ภาพสมั ภาษณ์ คณุ ถนดั สทิ ธิชยั 31
ภาพที่ 32 ภาพซ่นิ ตาโยน
จเสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
สารบัญภาพ (ต่อ)
หน้า
ภาพท่ี 33 ภาพเสื้อป้ดี 32
ภาพท่ี 34 ซิ่นไหมยกดอก 33
ภาพที่ 35 คณุ พิบลู ย์ กนั สยุ ะ เจ้าของรา้ นเฮือนมาลผี ้าฝา้ ย 34
ภาพท่ี 36 คุณนำ้ ฝน กาบแกว้ เจา้ ของรา้ นเฮือนมาลีผา้ ฝ้าย 35
ภาพท่ี 37 ผา้ ซน่ิ ตาหมหู่ รือผา้ ซิน่ ตีนเขยี ว 36
ภาพท่ี 38 ผา้ ไหมยกดอกลำพนู 37
ภาพท่ี 39 วดั ต้นแกว้ กลุ่มทอผ้าฝ้ายยกดอก ตำบลเวยี งยอง 38
อำเภอเมือง จงั หวัดลำพนู
ภาพท่ี 40 ฉลองพระองคช์ ุดผ้าไหมยกดอกลำพูน 39
ภาพท่ี 28 แผนที่ภาพรวม จงั หวดั ลำพูน 27
ภาพที่ 29 วดั หัวขว่ ง เมืองยอง รัฐฉาน ประเทศพมา่ 28
ภาพท่ี 30 ภาพการแต่งกายของชาวยอง 29
ภาพที่ 31 ภาพสมั ภาษณ์ คณุ ถนดั สิทธิชยั 30
ภาพที่ 32 ภาพซ่ินตาโยน 31
ภาพที่ 33 ภาพเส้ือปด้ี 32
ฉ เสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
สารบญั ภาพ (ตอ่ )
หนา้
ภาพที่ 34 ซ่ินไหมยกดอก 33
ภาพท่ี 35 คณุ พิบลู ย์ กนั สุยะ เจ้าของร้านเฮือนมาลผี า้ ฝ้าย 34
ภาพท่ี 36 คุณนำ้ ฝน กาบแกว้ เจา้ ของร้านเฮือนมาลีผา้ ฝ้าย 35
ภาพที่ 37 ผา้ ซิน่ ตาหมหู่ รือผ้าซิ่นตีนเขียว 36
ภาพท่ี 38 ผา้ ไหมยกดอกลำพูน 37
ภาพที่ 39 วัดตน้ แก้ว กลุ่มทอผ้าฝา้ ยยกดอก ตำบลเวยี งยอง 38
อำเภอเมอื ง จังหวดั ลำพูน
ภาพที่ 40 ฉลองพระองคช์ ุดผา้ ไหมยกดอกลำพูน 39
ภาพท่ี 41 ซิน่ ผา้ ฝา้ ยจากกลมุ่ ทอผา้ บา้ นดอนหลวง 40
ภาพที่ 42 รา้ นจนิ ดา รา้ นคา้ ผา้ ในอำเภอป่าซาง 41
ภาพที่ 43 พธิ เี ปดิ ศูนยจ์ ำหนา่ ยสินค้าจากผา้ ฝ้ายทอ 42
บ้านดอนหลวง
ภาพที่ 44 ศูนยร์ วมผลิตภณั ฑผ์ า้ ทอบ้านดอนหลวง 43
ในปัจจุบนั
ภาพที่ 45 งานแต่งสอี วดลายผ้าฝ้ายดอนหลวง คร้ังท่ี 9 44
ภาพที่ 46 ก่ีทอผา้ ของกลุม่ ทอผา้ บา้ นดอนหลวง 45
ชเส้นทางผ้าพาสู่ยอง
สารบญั ภาพ (ต่อ)
หน้า
ภาพที่ 47 ฝา้ ยเข็นมือกลุม่ ทอผา้ บา้ นแมแ่ รง ตำบลแมแ่ รง 46
อำเภอปา่ ซาง จงั หวดั ลำพูน
ภาพที่ 48 เปลอื กไมท้ ่ใี ชใ้ นการยอ้ มสเี ส้นฝ้าย 47
ภาพที่ 49 ผ้าซ่นิ ไหมยกดอกลำพนู 48
ภาพที่ 50 ชุดผ้าไหมยกดอกลำพูนประยุกต์ของ ลซิ ่า ลลิษา 49
ภาพท่ี 51 การทอผ้าไหมยกดอกลำพนู 50
ภาพท่ี 52 ผา้ ฝา้ ยทอมือ กลมุ่ ทอผา้ บ้านดอนหลวง 51
ภาพท่ี 53 ผลติ ภณั ฑข์ องกลุ่มทอผา้ บ้านดอนหลวง 52
ภาพที่ 54 ผ้าพนั คอผลิตภณั ฑข์ องกลุ่มทอผ้าบ้านดอนหลวง 53
ภาพที่ 55 การแตง่ ตวั ของชาวยอง ร้านน้ำฝนผ้าฝา้ ยทอมอื 54
ภาพที่ 56 ผ้าหลบชาวยองโบราณของคณุ ยายสุพนิ 55
ภาพที่ 57 คนเมอื งยอง ย้ายถนิ่ ฐาน 215 ปี 56
ภาพท่ี 58 ผา้ ซ่ินตา๋ 57
ภาพท่ี 59 การฟอ้ นยองของชาวยองในจังหวดั ลำพูน 58
ภาพที่ 60 ซน่ิ ตายอง 59
ซ เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
การเดนิ ทางของชาวยอง สู่เมืองลำพูน
ตน้ กำเนดิ ชาวยอง
ภาพที่ 1 ชาวยองในอดีต
ทีม่ า : https://www.gotoknow.org/posts/423145
(ถนดั สทิ ธิชยั , ผู้ใหส้ มั ภาษณ์, 5 สงิ หาคม 2565) กล่าวว่า ชาว
ยองเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ไตลื้อหรือไทลื้อกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานอยู่ ณ เมือง
ยอง ประเทศพม่า เป็นเมืองที่มีชือ่ เดียวกับแม่น้ำคือ แม่น้ำยองที่อยู่ใกล้
กบั แม่นำ้ โขง ในอดตี เมืองยองมชี ่ือว่า มหิยังคนะ และเรยี กตวั เองว่าชาว
ไตเมืองยอง เมืองยอง สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยชาว
พน้ื เมือง
1เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
ต่อมามีผู้คนอพยพจากเมืองเชียงรุ้งเข้าไปสร้างบ้านแปงเมือง โดยมีเจ้า
เมอื งซ่ึงเปน็ ชนชาวพืน้ เมืองเชอ้ื สายไทลือ้ ปกครองบ้านเมืองสบื ต่อกันมา
บางช่วงเวลาเมืองยอง ก็เป็นเมืองรา้ งอันเน่อื งมาจากศกึ สงคราม และใน
ปัจจุบันเมืองยองมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉานในประเทศพม่า เมือง
ยองตัง้ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉยี งเหนือของรัฐฉาน
ภาพท่ี 2 ชาวยองในรฐั ฉาน
ทม่ี า : https://pantip.com/topic/32459263
2 เส้นทางผ้าพาส่ยู อง
ภาพที่ 3 เชียงร่งุ สิบสองปันนา
ทม่ี า : https://kintiewkaan.com/jinghong/3
ทุ่งเมืองยองมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบ ในอดีตเมืองยองคือเมืองสำคัญของ
อาณาจกั รเชยี งรุ่ง สบิ สองปันนา ไทยองสบื เชื้อสายมาจากไทลอ้ื ที่อพยพ
มาจากเมอื งเชยี งรุง่ และเมืองอ่ืนๆ จากสิบสองปันนาเข้ามาต้ังรกราก ซ่ึง
เมืองยองในปัจจุบันแต่เดิมเปน็ ดินแดนของกลุม่ ชาติพันธุ์ลัวะจึงเกิดการ
ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมกับชนกลุ่มเดิมในพื้นที่และเกิดเป็น
วัฒนธรรมเฉพาะของ “ไทยอง” ขึน้
3เสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
จากเมืองยอง สเู่ มืองลำพนู
ภาพที่ 4 ต้นตระกลู ชาวลำพูน
ท่มี า : https://www.chainarai.com
ในปี พ.ศ.2348 พระเจ้ากาวิละร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชกอบกู้บ้านเมืองในแคว้นแดนเหนือทั้งหมดให้
เป็นอิสระจากพม่า ชาวยองได้ถูกกวาดต้อนและเคลือ่ นยา้ ยเข้ามาต้ังถ่ิน
ฐานในเมอื งลำพูน ในยุค “ยุคเก็บผกั ใส่ซา้ เก็บขา้ ใส่เมือง”
4 เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
ภาพที่ 5 พระเจ้ากาวลิ ะมหาราช ปฐมกษัตริย์ทัพจักรวงศ์
ท่มี า : https://visitlanna.com/post/6
ในยุคสมัยพระเจ้ากาวิละ เมืองแต่ปรากฏว่าแต่ละเมืองนั้นร้าง
ผู้คนที่จะมาอาศัยอยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช
จึงทรงมีบัญชาให้พระเจ้ากาวิละ และคณะ ไปอพยพผู้คนที่พูด
ภาษาไทยเดียวกันจากแควน้ ต่างๆ ใหเ้ ข้ามาอยู่ในเมอื งตา่ งๆ พระเจ้ากา
วิละจึงทรงยกทัพไปอพยพผู้คนตามรับสั่ง แต่คนชาวยองไม่ยอมและสู้
รบกันอยู่ถึง 5 วัน พระเจ้ากาวิละก็เข้ายึดเมืองได้ และทรงประกาศให้
ชาวยองเตรยี มอพยพมาอาศยั อยู่ยังเมอื งลำพูน
5เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
ชาวยองไม่ยอมบางส่วนพากันหนีเข้าป่าไปพระเจ้ากาวิละไม่
หักหาญน้ำใจ จึงประกาศว่าหากผู้ใดไม่อยากอพยพไปยังเมืองลำพูนให้
โกนหัว ส่วนผู้ที่ต้องการไปไม่ต้องโกน ปรากฏว่าชาวเมืองเกือบทั้งหมด
โกนหัว เหลือเพียงส่วนน้อยที่ไม่โกน พระเจ้ากาวิละจึงพิโรธจึงรับสั่งว่า
ผู้ที่โกนหัวทั้งหมดนี่แหละที่ต้องอพยพไปยังเมืองลำพูน และทรงเห็นว่า
คนที่ไม่โกนหัวเป็นผู้ที่หัวอ่อน ไม่เหมาะสมกับการสร้างบ้านแปงเมือง
และพาชาวยองที่โกนหัวพร้อมด้วยเจ้าฟ้าเมืองยองพร้อมทั้งพระญาติ
พระวงศม์ าในปี พ.ศ. 2348
ภาพที่ 6 คนยองเมอื งลำพนู
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=opuLOnp_NWA
6 เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
บริเวณฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกวง (ปัจจุบันบริเวณนี้คือตำบลเวียงยอง) และ
กระจายตัวอยตู่ ามอำเภอตา่ งๆ ทว่ั จังหวัดลำพนู ชาวยองท่อี พยพเทครัว
มาในคร้งั น้นั ล้วนเป็นชนชน้ั สงู ทหารชน้ั ต่างๆ เหลา่ คหบดีและช่างฝีมือ
ด้านต่างๆ ทั้งสิ้น กับทั้งพระภิกษุ สามเณรจำนวนมาก ด้วยความอาลัย
อาวรณ์ในบ้านเกิดเมืองนอน แต่มิอาจขัดพระราชบัญชาได้ ชาวเมือง
ยองเหลา่ น้ัน จงึ พากนั นำช่ือบ้านเดมิ ของตนเองมาต้ังเปน็ ชื่อบ้านใหม่ใน
เมอื งลำพูนอีกคร้ัง
ภาพที่ 7 แม่นำ้ กวงในอดีต
ท่มี า : https://www.facebook.com/105618760947061/
7เสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
นับจากปีที่อพยพมาจนถึงปัจจุบนั ผ่านมาแล้วสองร้อยกว่าปี ชาวยองจึง
กลายเป็นชนเผ่าหลักของเมอื งลำพนู และยังรักษาขนบ ธรรมเนียมต่างๆ
ของตนไว้ไม่เสื่อมคลายจนถึงปัจจุบันนี้ (แสวง มาละแซม, 2560, น.
182-143) สอดคล้องกับคำกล่าวของ (ถนัด สิทธิชัย, ผู้ให้สัมภาษณ์, 5
สิงหาคม 2565) กล่าวว่าเดิมเมืองลำพูนเป็นเมืองร้างเนื่องจากเกิดโรค
ระบาดและทำให้กลุ่มชนเดิมนั้นอพยพออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด ต่อมา
ในช่วงรัชกาลที่ 1 สมัยพระเจ้ากาวิละต้องการให้คนเข้ามาอยู่ในเมืองน้ี
และกวาด ต้อนผู้คนจากเมืองยองมายังเมืองลำพูนในยุค “เก็บผักใส่ซ้า
เกบ็ ข้าใสเ่ มือง”
ภาพท่ี 8 เก็บผกั ใส่ซ้า เกบ็ ข้าใส่เมอื ง
ทม่ี า : https://pantip.com/topic/36515660
8 เสน้ ทางผา้ พาสยู่ อง
ทรงประกาศว่าใครไม่อยากอพยพไปยังเมืองลำพูนให้โกนหัวเสีย ส่วนผู้
ที่ต้องการไปไม่ต้องโกน ปรากฏว่าชาวเมืองเกือบทั้งหมดโกนหัว เหลือ
เพียงส่วนน้อยที่ไม่โกน พระเจ้ากาวิละทรงเห็นว่าคนไม่โกนหัวเป็นผู้ท่ี
หัวอ่อน ไม่เหมาะสมกับการสร้างบ้านแปงเมือง จึงพาชาวยองที่โกนหัว
พรอ้ มท้ังเจ้าขนุ มูลนายเดนิ ทางมายังเมืองลำพนู
ภาพท่ี 9 แม่นำ้ กวงบริเวณวัดพระธาตุหรภิ ุญชัยวรมหาวหิ ารในปจั จุบนั
ทม่ี า : สมาชิกในกลมุ่ ถา่ ยเมอื่ วนั ที่ 5 สงิ หาคม 2565
9เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
การเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูนของกลุ่มชาวยอง
นั้นเป็นการยกเข้ามาทั้งโครงสร้างทางสังคม ประกอบด้วย เจ้าเมือง
บุตรภรรยา ญาติพี่น้อง ขุนนาง พระสงฆ์ ตลอดจนไพร่พลจำนวนมาก
ทำให้มีผลต่อโครงสร้างการปกครองเมืองลำพูนด้วย การเข้ามาตั้งถิ่น
ฐานของผู้คนจากเมืองยองกลุ่มแรกนั้นมักจะตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มี
ความเหมาะสมด้านการเกษตร โดยเฉพาะในที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญใน
เมอื งลำพนู ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำปิง แมน่ ้ำกวง แมน่ ้ำทา เป็นตน้
ภาพท่ี 10 คนยอง ชาตพิ นั ธ์ุต้นตระกูลคนลำพนู
ที่มา : https://m.facebook.com/Armythai007/posts/199437
10 เส้นทางผ้าพาส่ยู อง
อีกทั้งชาวยองยังกระจายตัวออกไปตามที่ราบอื่นๆด้วยกลุ่มชาว
ยองที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดลำพูนจึงประกอบอาชีพเกษตรกรรม
เป็นหลัก แม้ผู้คนจากเมืองยองจะมีจำนวนเป็นส่วนใหญ่ของเมืองลำพูน
ก็ตามสังคมเมืองลำพูนก็ยังคงประกอบโดยผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติ
พันธุ์ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในระยะเวลาใกล้เคียงกัน อาทิ กลุ่มพวก
ไทใหญ่ ยางแดง เขิน ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกัน
ดังกล่าวทำให้เมืองลำพูนมีพฒั นาการของผู้คนที่มีการผสมผสานกันทาง
สังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ (แสวง มาละแซม,
2560, น. 232-234)
ภาพท่ี 11 การตานใจบ้านชาวยองลำพนู ประมาณ พ.ศ. 2537
ทีม่ า : https://www.facebook.com/%2-317513909149127/
11เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
การอพยพเข้ามาสร้างถิ่นฐานในจังหวัดลำพูนของชาวยองน้ัน
ส่งผลต่อในด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาของจังหวัดลำพูนเป็นอย่าง
มาก ชาวยองต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ กลุ่มชาว
ยองจึงเป็นอกี หนึ่งชนชาติพันธ์ทุ ่มี ีการคงและอนรุ ักษผ์ สมผสานทางด้าน
สังคมและวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสำนึกรักในชาติ
พันธุ์ของตนเองและคงเอาไว้ในรูปแบบเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มี
ความเด่นชัดของชาวยองเพื่อจำแนกตนเองออกจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
ในล้านนา
ภาพที่ 12 ฟ้อนยองของชาวลำพนู
ทีม่ า : http://www.nextsteptv.com/budsaba
12 เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
การกระจายตวั ของชาวยองในเมืองลำพนู
ภาพท่ี 13 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ที่มา : https://th.wikipedia.org
สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325 - พ.ศ.2352) ในปีพ.ศ. 2348
ชาวยองไดถ้ กู กวาดตอ้ งเขา้ มาในจังหวัดลำพนู ชาวยองที่อพยพเทครัวมา
ในครั้งนั้นล้วนเป็นชนชั้นสูง ทหารชั้นต่างๆ เหล่าคหบดีและช่างฝีมือ
ด้านต่างๆ ทั้งสิ้น กับทั้งพระภิกษุ สามเณรจำนวนมาก เข้ามาทำการ
สร้างบ้านแปงเมืองลำพูนโดยตั้งถิ่นฐานบริเวณฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกวง
(ปัจจุบันบรเิ วณนี้คือตำบลเวยี งยอง)
13เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
ภาพที่ 14 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย
ที่มา : https://sites.google.com/site/krungratnkosinthr/
สมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352 - พ.ศ.2367) เมืองลำพูนขณะน้ัน
ยังไม่มีเจ้าเมืองปกครองเมืองลำพูนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยาราชวงษ์ (คำ
ฟั่น) พระอนุชาในพระเจ้ากาวิละ ขึ้นครองราชย์เป็นและเป็นเจ้า
ปกครองเมืองลำพูน และในปีพ.ศ. 2358 พระเจ้าลำพูนไชย(บุญมา) ได้
ขึ้นปกครองนครลำพูน ในสมัยนี้ชาวยองยังไม่มีการกระจายตัวออกไป
ยงั ทีอ่ ่นื เน่อื งจากการสร้างบ้านแปงเมอื งลำพูนท่ยี ังไมส่ มบูรณน์ ัก
14 เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
ภาพที่ 15 พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อย่หู ัว ภาพท่ี 16 พระเจ้ากาวิละ
ท่ีมา : https://th.wikipedia.org/wiki/ ทมี่ า : https://th.wikipedia.org/wiki/
สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 - พ.ศ.2394) ในสมัยเจ้าหลวง
น้อยอินทร์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 3 และเจ้าผู้ครองนครลำปาง
องค์ที่ 8 ปรากฏหลักฐานว่ามีกลุ่มเครือญาติเจ้าเมืองยองได้พาญาติพี่
น้องและบริวารออกไปตั้งบ้านเรือนในเขตบริเวณเขตเมืองเชียงราย คือ
เขตอำเภอพานในปัจจุบัน สืบเนื่องจากเจ้าเมืองลำพูนต้องการยกกอง
ออกไปคล้องช้างป่า ซึ่งเป็นจำนวนมากในแถบนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของชุมชนไม่มีแต่เฉพาะชุมชนของชาวบ้าน
เท่านั้น หากยังเกิดชุมชนของตระกูลเจ้าเมืองยองและกลุ่มผู้นำอีกด้วย
(แสวง มาละแซม, 2560, น. 145)
15เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
การกระจายตัวของชาวยองในระยะนี้เป็นการกระจายตัวของชนชั้นสูง
และช่างที่มีผีมือเริ่มมีการกระจายตัวสู่เมอื งอื่น การขยายตัวออกไปเห็น
อย่างชัดเจนเห็นจากการสร้างวัดต่างๆ ในหมู่บ้านหลักซึ่งมีอายุใน
มากกว่า 180 - 200 ปีขึ้นไป เช่น วัดต้นแก้ว วัดหัวขัว ในเขตอำเภอ
เมืองลำพูน วัดป่าซางงาม วัดอินทขิล ในเขตอำเภอป่าซาง เป็นต้น
นอกจากนี้ การร่วมกลุ่มกันตามชื่อหมู่บ้านเดิมที่ตั้งอยู่ที่เมืองยองโดย
การนำมาตั้งชื่อหมู่บ้าน เช่น บ้านเวียงยอง บ้านหลวย บ้านบัว บ้าน
แซม บ้านหนองบัว บ้านหลุก เป็นต้น และการนับถือผีเดียวกัน เช่น
ผู้คนในแถบบ้านแซม อำเภอป่าซาง นับถือผีผญาแก้วที่สืบเนื่องมาจาก
เมืองยอง เป็นต้น (แสวง มาละแซม, 2560, น.150 -151)
ภาพที่ 17 วัดป่าซางงาม อำเภอปา่ ซาง จังหวัดลำพนู
ท่มี า : http://www.pasangmunicipality.go.th/
16 เสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
ภาพที่ 18 สะพานขาวทาชมภู สะพานขา้ มแม่นำ้ ทา อำเภอแมท่ า
ทีม่ า : https://www.tatcontactcenter.com/
ชาวยองในระยะนี้เป็นคาบเกี่ยวระหว่างสมัยรัชกาลที่ 3 และ
รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2380 - พ.ศ. 2436 ชาวยองมีการกระจายตัวเข้า
ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นชุมชนเดิมมาก่อนบริเวณที่ราบลุ่ม
แม่น้ำและที่มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกวง แม่น้ำทา
และแม่น้ำปิง หลังจากนั้นพบว่าชุมชนเหล่านั้นเป็นบริเวณที่ชาวยองได้
ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างมั่งคงและมีการจัดตั้งโครงสร้างภายในชุมชนอย่าง
ชัดเจน โดยที่หมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านหนองล่อง บ้านดอน บ้านแซม
และมีผู้นำของหมบู่ า้ น (แสวง มาละแซม, 2560, น.158 -161)
17เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
ในปี พ.ศ.2437 - พ.ศ.2445 ในสมัยของเจ้าอินทยงยศโชติ(เจา้
น้อยอินทยศ) เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 โดยในปี พ.ศ. 2443 ทาง
รัฐบาลกลางกรุงเทพฯ ได้แต่งตั้งให้พระยาศรีสหเทพราชปลัดทูลฉลอง
ประชุมร่วมกับเจ้าเมืองลำพูนตลอดจนเจ้านายบุตรหลานเพื่อจัด
ราชการเมอื งลำพนู ใหม่ โดยใหแ้ บ่งเขตการปกครองเมืองลำพูนออกเป็น
2 แขวง คือ แขวงในเมือง และนอกเมืองลำพูน ประกอบด้วย แคว้น
หรือตำบลต่างๆ เช่น ป่าซาง หนองล่อง เหมืองจี้ ทาปลาดุก มะเขือแจ้
เป็นต้น และแขวงเมืองลี้ประกอบดว้ ย เมืองลี้ เมืองปวง ทุ่งหัวช้าง และ
ไม้ตะเคียนปม (แสวง มาละแซม, 2560, น. 161-162) ในช่วงนี้ชุมชน
ชาวยองในเมืองลำพูนได้เพิ่มขึ้นและกระจายตัวไปทั่วทั้งจังหวัดลำพูน
มาจนถึงปัจจุบัน
ภาพท่ี 19 เจา้ อนิ ทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 7
ทม่ี า : https://th.wikipedia.org/
18 เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
การกระจายตัวของชาวยองในจังหวัดลำพูน ชาวยองมีการ
กระจายตัวอย่างรวดเร็วในจังหวัดลำพูน ชาวยองในยุคแรกที่อพยพเข้า
มาตั้งถิ่นฐานในเขตตำบลป่าซาง ตำบลแม่แรง และตำบลมะกอก ส่วน
ตำบลที่อยู่ทางด้านทิศใต้นั้นมาจากการอพยพย้ายถิ่นมาในตอนหลัง
การเคลื่อนย้ายไปสู่บริเวณต่างๆ ของอำเภอป่าซางนั้น ส่วนใหญ่เกิด
จากการหาที่ทำกิน การค้าขาย และความสัมพันธ์กันทางเครือญาติ
สังเกตได้ว่ากลุ่มคนยองที่ไปตั้งบ้านเรือนแห่งใหม่นั้นจะไม่ตั้งบ้านเรือน
อยกู่ บั คนปากลาว (คนท่พี ดู ภาษาคำเมอื งหรือไทยวน)
ภาพท่ี 20 กล่มุ ชาติพนั ธไุ์ ทยวน
ท่ีมา : http://www.hugchiangkham.com/
19เสน้ ทางผา้ พาสูย่ อง
ส่วนมากจะรวมกลุ่มกันไปตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใหม่ที่มักจะเป็นคน
ยองในหมบู่ า้ นเดียวกนั ชักชวนกันไป หรอื ไมก่ ต็ า่ งหมู่บ้าน ต่างตำบล ที่
เป็นเครือญาติกันหรือมีความสัมพันธ์กันในเรื่องต่างๆ การตั้งหมู่บ้าน
ใหม่นี้คงเกิดขึ้นช่วงหลังจากที่อพยพเคลื่อนย้ายจากเมืองยองมาอยู่ท่ี
ตำบลใกล้กับตัวอำเภอป่าซาง เพราะหมู่บ้านรอบนอกที่เป็นคนยองมัก
อยู่เป็นหมู่บ้านกระจายเกิดขึ้นภายหลังทั้งสิ้น (วิลักษณ์ ศรีป่าซาง,
2536, น.9) ปัจจุบันชาวยองถือว่าเป็นกลุ่มชน กลุ่มใหญ่ของจังหวัด
ลำพนู
ภาพท่ี 21 แผนท่ีแสดงอาณาเขต จังหวัดลำพนู
ที่มา : https://mod709179.files.wordpress.com
20 เส้นทางผ้าพาสยู่ อง
โดยมีจำนวนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอในจังหวัด
ลำพูน และอำเภอที่กลุ่มชนชาวยองอาศัยอยู่มากที่สุด ได้แก่ อำเภอป่าซาง ดัง
ตารางตอ่ ไปนี้
(กลุ่มชาตพิ ันธุ์และมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม จังหวดั ลำพนู , 2564, น.13)
21เส้นทางผา้ พาสูย่ อง
วิถีชวี ติ ของชาวยอง
ภาพท่ี 22 คนเมืองยอง
ทมี่ า : https://www.chiangmainews.co.th/100lanna/1339670/
ชาวยองสว่ นใหญ่จะมีวถิ ชี ีวิตระดับหมูบ่ ้านแบบพ่ึงพาและเล้ียง
ตัวเอง กลุ่มชาวยองแถบป่าซางและสบทามกี ารอาศยั ประสบการณ์จาก
การที่ได้มีโอกาสติดต่อซื้อขายในเส้นทางการค้าทางน้ำกับกลุ่มพ่อค้า
ชาวจีนที่มาจากกรุงเทพฯ ปากน้ำโพ เมืองระแหง และเส้นทางการค้า
ทางบกกับกลุ่มพ่อค้าชาวไทใหญ่ พ่อค้าจีนฮอ่ ท่ีมาจากเมืองทางตอนบน
จนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการการค้าอื่นๆ เช่น การผลิต
ผ้า การค้าผ้าในแถบป่าซาง ดังตัวอย่าง กิจการของกลุ่มธุรกิจซาไทยอง
ในตระกูลนันท-ขว้าง อุนจะนำ อังกะสิทธ์ เป็นต้น (แสวง มาละแซม,
2560, น. 178-179)
22 เสน้ ทางผ้าพาส่ยู อง
วิถีชีวิตของชาวไทยองจังหวัดลำพูนนั้นเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
ชาวยองในจังหวัดลำพูนมีการรักษาวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพ
บุรุษ ทั้งทางด้านภาษา ได้แก่ภาษายอง การแต่งกาย วัฒนธรรมการกิน
รวมถึงความเชื่อทางด้านศาสนา นอกจากนั้นชาวยองจังหวัดลำพูนยังมี
การประกอบพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ เป็นการ
สะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของคนยองเมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน
จังหวัดลำพูนและนำเอาศาสนาความเชื่อดั้งเดิมของตนนั้นมาด้วย ซ่ึง
เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงว่าชาวยองมีการสำนึกถึง “ความเป็นยอง” ที่
แสดงออกมาผ่านวถิ ชี ีวติ และระบบความเชื่อของชาวบ้านในชุมชนตา่ งๆ
ภาพท่ี 23 การยกยอ วิถีชวี ติ คนเมอื งยอง
ทม่ี า : https://www.chiangmainews.co.th/100lanna/1339670/
23เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
เฮือนอย่เู ฮอื นกน๋ิ
ภาพที่ 24 บ้านยองโบราณ บา้ นมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
ทมี่ า : https://mgronline.com/travel/detail/9540000127580
ด้านที่อยู่อาศัยบ้านเรือนของชาวยอง ชาวยองถือว่าเป็น
ช่างฝีมือที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไม้แกะสลักอย่างยิ่ง เนื่องจาก
การอพยพเข้ามาอาศัยในจังหวัดลำพูนมีการนำชนชั้นสูงทหารชั้นต่างๆ
เหล่าคหบดีและช่างฝีมือด้านต่างๆ มาอาศัยในจังหวัดลำพูนทั้งสิ้น จึง
ทำให้บ้านเรือนของชาวยองมีความประณีตและงดงาม มีเอกลักษณ์ที่
โดดเด่น นิยมสร้างบ้านด้วยไม้ ใต้ถุนโล่ง หลังคาไม่มีกาแลแต่จะมีรูป
นกยูง ซึ่งนกยูงเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่ชาวยองเคารพนับถือประดับอยู่
แทน ชาวยองจะนิยมปลูกผักสวนครัวหน้าบ้านหรือหลังบ้านไว้กินที่
เรียกว่า “สวนน้อย” ไว้ทุกหลังคาเรือน เป็นการปลูกผักหลายชนิดไว้
รบั ประทานเพ่ือลดรายจ่ายในครอบครัว
24 เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
ภาพที่ 25 การเอามื้อเอาวนั ในการทำนาของชาวบ้านในอำเภอป่าซาง
ที่มา : http://www.oknation.net/
หลังจากการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของคนไทยองใน
อำเภอป่าซาง เช่น บ้านหนองเงือก บ้านดอน ตำบลแม่แรง อำเภอป่า
ซาง จังหวัดลำพูน ชาวบ้านก็มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมี
ระบบการแลกเปลี่ยนแรงงานในการผลิตที่เรียกกันว่า “การเอามื้อเอา
วัน” เป็นหลักพื้นฐานของวัฒนธรรมในชุมชน และยังมีการช่วยเกื้อกูล
กันในสังคม เช่น งานประเพณี งานศพ หรืองานมงคลต่างๆ เป็นต้น
และในปัจจุบันอาจเห็นลักษณะที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมของชาวยองใน
พื้นที่จังหวัดลำพูนได้อยู่บ้าง ส่วนมากจะอยู่ในอำเภอป่าซาง เช่น บ้าน
มะกอก บ้านหนองเงือก เป็นต้น ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์
และอัตลกั ษณ์ในเรอื่ งท่ีอยู่อาศยั ของชาวยองแบบด้ังเดิมไวอ้ ยู่
25เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
ของกนิ๋ จาวยอง
ภาพท่ี 26 น้ำพรกิ น้ำผัก
ท่ีมา : https://krua.co/recipe/nampriknampak/
ชาวยองจังหวัดลำพูนนิยมทานอาหารที่ทำมาจากพืชผักและ
สัตว์ที่สามารถหาได้ในบริเวณบ้าน เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน
(คนเมือง) ได้แก่อาหารประเภทน้ำพริก แกง ต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่าง หมก โดย
จะรับประทานกับข้าวเหนียว และอาหารดั้งเดิมของชาวยองที่ยังคงสืบ
ทอดมาจนถึงปัจจุบันจะเป็นอาหารประเภทผักที่สามารถหาได้ง่ายและ
เป็นผักตามฤดูกาลในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ผักกูด เตา น้ำพริกน้ำผัก เป็น
ต้น
26 เส้นทางผ้าพาสยู่ อง
อู้จ๋าภาษายอง
ภาพท่ี 27 ภาษายอง
ที่มา : https://www.matichonweekly.com
ภาษายองเป็นภาษาหลักในการสื่อสารภายในกลุ่ม มีความ
คล้ายคลึงกับภาษาพื้นเมืองหรือภาษาถิ่นล้านนา (ไทยวน) การใช้ภาษา
ยองเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทำให้ดำรง
ความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยองได้ สิ่งที่แตกต่างไปจาก
ภาษาในกลุ่มชาติพนั ธุ์ตา่ งๆ ได้แก่ สำเนยี ง สำเนียงท่ีเป็นเอกลกั ษณ์ของ
ชาวยองซึ่งสำเนียงการพูดภาษายองจะไม่มีสรประสม แต่หาก
จำเปน็ ตอ้ งใชเ้ สยี งทีม่ ีสระประสมก็จะใช้สระท่ีต่างออกไป เช่น ใช้สระเอ
แทนสระเอีย ใช้สระโอแทนสระอัว (ศูนย์เรียนรู้ชาติพันธุ์ไทในล้านนา
สถาบนั วจิ ยั สังคมมหาวิทยาลยั เชียงใหม่, 2562)
27เส้นทางผา้ พาสู่ยอง
ภาพที่ 28 แผนท่ภี าพรวม จงั หวดั ลำพนู
ทม่ี า : https://www.rd.go.th/13841.html
และยังสามารถแบ่งภาษาของชาวยองในจังหวัดลำพูน
ออกเป็น 2 ภาษาถิ่นย่อย คือ ภาษาถิ่นย่อยตะวันออก ได้แก่ ภาษาถ่ิน
ย่อยที่พูดในอำเภอแม่ทา อำเภอเมืองด้านทิศตะวันออก และภาษาถิ่น
ตะวันตก ได้แก่ ภาษาถิ่นย่อยที่พูดกันในอำเภอเมืองด้านทิศตะวันตก
อำเภอป่าซาง และอำเภอบ้านโฮ่ง โดยระบบวรรณยุกต์ในภาษาถิ่นย่อย
ทั้งสองของภาษายองที่พูดกันในจังหวัดลำพูนมีลักษณะวิวัฒนาการจาก
ระบบวรรณยุกต์ในภาษาไทดง้ั เดิมที่แตกตา่ งกัน
28 เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
ภาพที่ 29 วดั หัวขว่ ง เมืองยอง รัฐฉาน ประเทศพม่า
ท่ีมา : https://www.facebook.com/profile.php?id=
ภาษาถิ่นย่อยตะวันออกมีลักษณะวิวัฒนาการของระบบ
วรรณยุกต์คล้ายคลึงกับลักษณะวิวัฒนาการของระบบวรรณยุกต์ใน
ภาษาลื้อที่พูดกันในแคว้นสิบสองปันนามลฑลยูนนานประเทศจีนแต่ใน
ภาษาถิ่นย่อยตะวันตกมีลักษณะวิวัฒนาการของระบบวรรณยุกต์
คล้ายคลึงกับภาษาลื้อซึ่งพูดกันที่เมืองยอง รัฐฉาน ประเทศพม่า (วิสุทธิ
ระ เนยี มนาค, 2528, น. 115-116)
29เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
แต่งต๋วั จาวยอง
ภาพที่ 30 ภาพการแต่งกายของชาวยอง
ที่มา : https://board.postjung.com/572635
การแต่งกายของชาวยองนั้นมีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่โดด
เด่นและแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นยอง” ที่มีลักษณะแตกต่างจากกลุ่ม
ชาติพันธุ์อน่ื ๆ โดยผชู้ ายชาวยองมลี ักษณะการแต่งกาย โดยสวมเสื้อคอ
กลมผ่าหน้า มีกระดุมห้าเม็ด มีกระเป๋าเสื้อ 3 แห่ง บริเวณหน้าอก
ด้านซ้าย และที่ชายเสื้อทั้งสองข้าง เป็นเสื้อที่ได้รับรูปแบบมาจากเส้ือ
ของชาวจีน สวมกางเกงขาก๊วยหรือเตี่ยวสะดอขายาวคลุมข้อเท้า เคียน
ศีรษะด้วยผ้าสีอ่อน เช่น สีชมพู สีขาว สีเหลือง เป็นต้น การโพกหัวหรอื
เคียนศรี ษะของชาวยองนั้นไมใ่ ชเ่ พอื่ ความสวยงามแต่เพยี งอยา่ งเดียวแต่
เพื่อใช้กันฝน กันลม กันความร้อน และซับเหงื่อได้ (ถนัด สิทธิชัย, ผู้ให้
สัมภาษณ,์ 5 สิงหาคม 2565)
30 เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
ภาพที่ 31 ภาพสมั ภาษณ์ คณุ ถนดั สิทธิชยั
ท่มี า : สมาชิกในกลุ่ม ถา่ ยเมอื่ วันท่ี 5 สิงหาคม 2565
ส่วนผู้หญิงนั้นจะนุ่งซิ่นตาลื้อต่อหัวซิ่นด้วยผ้าสีดำและต่อตีน
ซิ่นด้วยผ้าแพรสีม่วงหรือสีเขียว สอดคล้องกับการบอกเล่าของ (ถนัด
สิทธิชัย, ผู้ให้สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2565) กล่าวว่า ตีนซิ่นสีเขียวคือสี
มงคลของชาวยอง สำหรับ “ซิ่นตาลื้อ” ซิ่นตาลื้อเป็นซิ่น 2 ตะเข็บ มี
โครงสร้างเป็นริ้วขวางลำตัวไม่สม่ำเสมอแต่เป็นแบบแผน ผ้าซิ่น
ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น หากเป็นที่ใส่ใน
โอกาสพิเศษจะทอด้วยเส้นไหมที่มาจากประเทศจีน แม้โครงสร้างของ
ซิ่นดังกล่าวจะคล้ายซิ่นตาลื้อ แต่มีโทนสีที่แตกต่างกัน คือ โทนสีชมพู
มว่ ง (สถาบนั วจิ ัยสังคม มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, 2551, น. 144)
31เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
ภาพท่ี 32 ภาพซิ่นตาโยน ภาพที่ 33 ภาพเสื้อปีด้
ทีม่ า : https://www.otoptoday.com
ที่มา \: https://th-th.facebook.com › posts
นอกจากซิ่นตาลื้อแล้วยังมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ซิ่นตาโยน”
ซิ่นตาโยนมีลักษณะเป็นลายริ้วขวางลำตัวคล้ายซิ่นของชาวไทยวนและ
เปน็ ทีม่ าของช่ือเรียก แตแ่ ตกต่างตรงที่ซิ่นตาโยนน้ันจะทอให้เกิดลายร้ิว
ด้วยเส้นพุ่งทำให้เป็น 2 ตะเข็บ เสื้อที่สวมใส่เรียกว่า “เสื้อปี๊ด” เส้ือป๊ีด
เสื้อที่สาบเสื้อด้านหนึ่งป้ายทับมาอีกข้างหนึ่ง นิยมตัดเย็บด้วยผ้าสีอ่อน
เช่น สีฟ้า สีขมพู สีเหลือง เป็นต้น หากในฤดูหนาวจะสวมเสื้อที่ตัดเย็บ
จากผา้ กำมะหย่ีสเี ขม้ บนุ วม เรียกว่า “เสอื้ ปกุ ” หรือ “เสื้อก็บ”
32 เส้นทางผ้าพาสูย่ อง
ผ้าซิ่นที่ใช้ในราชสำนักยองจะนุ่งซิ่นเช่นเดียวกับสามัญชน แต่
วัสดุที่ใช้ในการทอจะมีความพิเศษมากกว่าคือ เส้นไหมสีสดและเส้นเงิน
เส้นทอง ซึ่งที่ทอด้วยเส้นเงินเส้นทองนี้เรียกว่า “ซิ่นไหมคำ” ต่อตีนซิ่น
ด้วยผ้าไหมจีนสีเขียวและสีม่วง ที่เชิงตกแต่งด้วยการปกั ระกำไหมแทรก
ด้วยแล่งทองเป็นรูปเครือเถาประกอบดอกไม้ใบไม้ และปักเสื่อมแว่น
เพิ่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความแวววาว (สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, 2561)
ภาพที่ 34 ซนิ่ ไหมยกดอก
ที่มา : https://www.facebook.com/daranee.silk
33เสน้ ทางผ้าพาสู่ยอง
ซิ่นผ้ายอง สู่ลายยกดอกและลายบา้ นดอน
ความเป็นมาของผา้ ซิน่ ยอง
ภาพท่ี 35 คณุ พิบูลย์ กันสยุ ะ เจา้ ของร้านเฮือนมาลผี ้าฝ้าย
ที่มา : สมาชกิ ในกลมุ่ ถ่ายเมอ่ื วันที่ 26 สิงหาคม 2565
(พิบูลย์ กันสุยะ, ผู้ให้สัมภาษณ์, 26 สิงหาคม 2565) กล่าวว่า
ผ้าซิ่นของชาวยองเข้ามาพร้อมกับชาวยองที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในเมือง
ลำพูน จึงได้นำเอาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวยองมา
ผสมผสานกับความเป็นวัฒนธรรมลา้ นนาจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมท่ีมคี วาม
หลากหลายและเปน็ เอกลกั ษณ์ข้นึ
34 เส้นทางผ้าพาสู่ยอง
เรอื่ งบ่าเกา่ เล่าผ้าซิ่นยอง
ภาพที่ 36 คุณนำ้ ฝน กาบแกว้ เจ้าของรา้ นเฮือนมาลผี า้ ฝ้าย
ทม่ี า : สมาชกิ ในกลุ่ม ถ่ายเมอ่ื วันที่ 26 สิงหาคม 2565
ซิ่นยอง ซิ่นลื้อจะมีความโดเด่นของลายอยู่ที่สะโพก (น้ำฝน
กาบแก้ว, ผู้ให้สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2565) กล่าวว่ามีหมาตัวหนึ่งมี
เมียเป็นคน หมาตัวนั้นก็คือหมาควยหลวง มันจะเอาคนในหมู่บ้านมา
เป็นเมียหากมีลูกด้วยกันแล้วเป็นผู้ชายก็จะฆ่าทิ้ง แต่ก็มีหญิงสาวคน
หนึ่งที่มีลูกด้วยกันกับหมาควยหลวงเป็นผู้ชาย หญิงคนนั้นก็เอาลูกชาย
ไปซ่อนไว้จนเติบใหญ่ขึ้นมา เมื่อหมารู้หมามันก็จะตามไปฆ่าแต่ลูกชาย
ของหญิงคนนั้นเสีย แต่หญิงคนนั้นก็ฆ่าหมาตายก่อน เมื่อผู้หญิงใน
หมู่บ้านคนอืน่ ๆ รู้ก็พากนั ร้องไห้เสียใจที่ผัวของตนนั้นตาย ร้องไห้เสยี ใจ
เอามือไปแปะเลือดของผัวที่ตายแล้วมาเช็ดกับผ้าซิ่นในบริเวณสะโพก
จนทำใหเ้ กิดเปน็ ลายของผ้าซ่นิ ข้นึ มา
35เสน้ ทางผ้าพาส่ยู อง
เอกลักษณ์ของผ้าซิน่ ยอง
ภาพที่ 37 ผา้ ซิ่นตาหมหู่ รอื ผ้าซน่ิ ตนี เขียว
ท่ีมา : สมาชกิ ในกลุ่ม ถา่ ยเมอื่ วันท่ี 26 สิงหาคม 2565
ผ้าซิ่นยองนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่ ซิ่นตาหมู่ หรือที่ชาว
ยองเรียกว่า “ซิ่นตา” (ซิ่นต๋า ในสำเนียงของชาวยอง) ซึ่งซิ่นตาหมู่จะมี
ลักษณะเป็นตาๆ ซึ่งตาของซิ่นยองนั้นจะมีกี่ตาก็แล้วแต่ดุลพินิจของผู้
ทอ โดยมาจากการที่ช่างทำเส้นยืนให้กับคนทอผ้า หรือจะเรียกเป็นอีก
ชอ่ื หนง่ึ ว่า “ซ่นิ ตีนเขยี ว”
36 เส้นทางผ้าพาสูย่ อง
ผา้ ไหมยกดอกลำพูน
ภาพท่ี 38 ผา้ ไหมยกดอกลำพูน
ที่มา : https://www.facebook.com/phusathaisilk
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระธิดาในพระ
เจ้าอินทรวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 พระราชชายาใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังจากท่ี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชชายา
เจ้าดารารัศมีได้พระราชทานทูลขอพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 6 เสด็จกลับเชียงใหม่ ทรงได้นำความรู้ที่เรียนรู้
มาจากราชสำนักส่วนกลางขณะประทับ ณ วังหลวงในกรุงเทพฯ มา
ประยุกต์ใช้ในการประดษิ ฐ์ลวดลาย
37เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง
ภาพที่ 39 วดั ต้นแกว้ กลมุ่ ทอผา้ ฝา้ ยยกดอก อำเภอเมอื ง จังหวดั ลำพนู
ทม่ี า : สมาชกิ ในกลุม่ ถา่ ยเมอื่ วันที่ 5 สงิ หาคม 2565
และได้ฝึกหัดคนในคุ้มเชียงใหม่ให้ทอผ้ายกโดยเพิ่มลวดลายลงในผืนผ้า
ไหมให้พิเศษขึ้น คือ เพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็นดิ้นเงิน ดิ้นทอง การเก็บ
ลายจึงต้องใช้ตะกอเพื่อให้สามารถทอลวดลายที่สลับซับซ้อนประณีต
งดงามได้ เรียกเทคนิคการทอนี้ว่า “ยกดอก” เพื่อนำไปถวายเจ้านาย
ชั้นผู้ใหญ่ในภาคกลางและทรงใช้ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยทรงเป็นพระ
ญาติกับเจ้าเมืองลำพูนจึงทรงถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้ายกที่มี
ลวดลายสวยงามแปลกตาและวิจิตรบรรจงให้แก่เจ้าหญิงส่วนบุญพระ
ราชชายาของเจา้ จกั รคำขจรศักดิ์ เจา้ ผู้ครองนครลำพนู องค์สุดทา้ ย และ
เจ้าหญงิ ลำเจยี ก พระธิดาเจา้ จกั รคำขจรศกั ดิ์
38 เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
ภาพท่ี 40 ฉลองพระองคช์ ุดผา้ ไหมยกดอกลำพนู ลายสัตตบงกช
ท่ีมา : https://woman.teenee.com/fashion/1565.html
ทั้งสองพระองค์ได้นำความรู้การทอผ้ายกมาฝึกคนในคุ้มหลวงลำพูน
และชาวบ้านได้เรียนรู้การทอผ้ายกจากคนในคุม้ จนมีความชำนาญ และ
มีการเผยแพร่ทั่วไปในชุมชนต่างๆ มีการฝึกหัดชาวบ้านในบริเวณ
ใกล้เคียงจนมีความรู้เรื่องการทอผ้าไหมยกดอกเป็นอย่างดี ทรงฟื้นฟูผ้า
ไหมยกดอกลำพูน โดยทรงดัดแปลงให้ผ้าไหมมีความวิจิตรสวยงาม
ยิ่งขึ้น ทรงใช้เทคนิคในภาคกลางมาประยุกต์ ผ้าไหมยกดอกนิยมทอกัน
มากในตำบลเวียงยอง และบริเวณใกล้เคียงที่เป็นชมุ ชนของเจ้านายยอง
ในอดีต (สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อน
ไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2561)
39เสน้ ทางผ้าพาสยู่ อง
หม่บู า้ นหัตถกรรมบ้านดอนหลวง
ภาพท่ี 41 ซิ่นผา้ ฝ้ายจากกลมุ่ ทอผา้ บ้านดอนหลวง
ทีม่ า : https://www.lamphun.go.th/
(สมบูรณ์ ยาจันทร์, ผู้ให้สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2565) กล่าววา่
ครั้งเมื่อชาวยองอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตั้งหมู่ บ้านปัจจุบัน
เนื่องจากเป็นชุมชนใหญ่ประกอบกับที่ตั้งหมู่บ้านเป็นที่ดอน จึงเรียกชือ่
หมู่บ้านใหม่ว่า “บ้านดอนหลวง” ทุกๆ บ้านของชาวยองนั้นจะมีกี่หรือ
หูกอยู่ทุกๆ บ้าน บ้านใดทม่ี ลี กู สาวเยอะกจ็ ะมกี ีห่ รือหูกเยอะมากเชน่ กัน
เมื่อว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรมผู้หญิงในทุกๆ บ้านจะต้องทอผ้าเพ่อื
ใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง เช่น ซิ่น ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน
ผ้าม่าน เปน็ ตน้
40 เสน้ ทางผา้ พาสู่ยอง