ภาษาและวฒั นธรรม
(Language and Culture)
161412 (วิชาชพี ครู)
คาอธิบายรายวิชา
ภ า ษ า แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม ไ ท ย เ พ่ื อ ก า ร เ ป็ น ค รู
ภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ทักษะการฟัง
ก า ร พู ด ก า ร อ่ า น ก า ร เ ขี ย น ภ า ษ า ไ ท ย แ ล ะ
ภาษาตา่ งประเทศเพอ่ื การสือ่ ความหมายอยา่ งถกู ตอ้ งการ
ใช้ภาษาและวฒั นธรรมเพ่ือการอยรู่ ว่ มกนั อย่างสนั ติ
Thai language and culture for teacher,
foreign language for professional teaching
development, skill in listening, speaking, reading
, writing Thai and foreign language for accurate
meaning communication, using language and
culture for peaceful coexistence.
หนว่ ยที่ 1
ธรรมชาตขิ องภาษา
(เวลา 3 ชวั่ โมง)
ขอบเขตการเรยี นการสอน
1. ความหมายของภาษา
2. ประเภทของภาษา
3. ความสมั พนั ธ์ระหว่างวัจนภาษาและอวจั นภาษา
4. ลักษณะธรรมชาตขิ องภาษา
5. มโนทศั นเ์ ก่ียวกบั ภาษา
6. คณุ สมบัตแิ ละหนา้ ที่ของภาษาในสังคมไทย
7. พลวัตรของภาษาในกระแสปัจจุบันบนพน้ื ที่
ปฏิบตั กิ ารโรงเรยี น
ภาษาคอื อะไร ?
ให้นสิ ติ อภปิ รายแสดงความคิดเหน็ ในชั้น
เรยี น
ความหมายของภาษา
พระยาอนุมานราชธน (2510 : 25) กล่าวว่า
ภาษาตามความหมายของนริ กุ ตศิ าสตร์คือ วิธีที่มนุษย์แสดง
ความในใจ เพื่อให้ผู้ที่ตนต้องการให้รู้ได้รู้จะเป็นเพราะ
ต้องการบอกความในใจที่นึกไว้หรือเพ่ือระบายความในใจท่ี
อัดอ้ันอยู่ให้ปรากฏออกมาภายนอกโดยใช้เสียงพูดที่มี
ความหมายตามที่ได้ตกลงรับรู้กัน ซึ่งมีผู้ได้ยิน รับรู้และ
เขา้ ใจ
กาญจนา นาคสกุล (2520 : 5) กล่าวว่า “ภาษา
ทีแ่ สดงออกด้วยเสยี งพดู และคาพูดเทา่ นน้ั ท่ีนับว่าเป็นภาษา
ที่แท้จริง เคร่ืองสื่อความหมายอย่างอื่นนับว่าเป็นภาษาที่
สมบูรณ์ไม่ได้ การพยักหน้า สั่นศีรษะ โบกมือ ไม่นับว่าเป็น
ภาษา เพราะไม่มีระบบระเบียบที่แน่นอนและมิได้เป็น
เสียง”
ความหมายของภาษา
วิจินต์ ภาณุพงศ์ (2522 : 6) ได้ให้ความหมาย
ของภาษาไว้ว่า ภาษาคือเสียงพูดท่ีมีระเบียบและ
ความหมาย ซ่ึงมนุษย์ใช้เป็นเคร่ืองมือสา หรับการสื่อสาร
ความคิด ความรู้สึกความต้องการ และใช้ในการประกอบ
กจิ กรรมร่วมกัน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555
(2556: 868) ได้ให้คาจากัดคาว่า “ภาษา”
ว่า “ถ้อยคาที่ใช้พูดหรือเขียนเพ่ือส่ือความหมายของชน
กลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ เชน่ ภาษาไทย ภาษาจนี หรอื เพอื่ สอ่ื ความ
เฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษา
ธรรม ; เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สามารถสื่อ
ความหมายได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง
ภาษามือ”
ความหมายของภาษา
อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ (2545, 2553) กล่าวถึง
ภาษาว่าเป็นระบบสัญลักษณ์ในเชิงคาพูดหรือเชิงการเขียน
ที่มนุษย์เท่านั้นกาหนดขึ้น และใช้เป็นเคร่ืองมือในการสื่อ
ความหมายต่อกันและกัน และภาษามีลักษณะที่ทานาย
ล่วงหน้าไม่ได้ ให้เหตุผลไม่ได้ว่าทาไมแต่ชาติแต่ละภาษาจึง
ฟังเสียงต่างกันไปได้ และเชื่อว่าคาในภาษาท่ีใช้กันนั้นเกิด
ขึน้ มาโดยทไ่ี ม่ทราบสาเหตุ แลว้ ใช้ตอ่ ๆ กันมา แม้จะมีคา
ท่เี กดิ จากการเลยี นเสียงธรรมชาติ แตก่ ็พบน้อยมาก
ความหมายของภาษา
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง นั ก ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ
นักภาษาศาสตร์ นิสิตสามารถสรุปความหมายของภาษา
ตามความรแู้ ละเข้าใจของตนได้ กลา่ วคือ...
“บนั ทึกกจิ กรรมการเรยี นรลู้ งสมุด”
ประเภทของภาษา
ภาษาท่ใี ช้ในการตดิ ต่อสื่อสารในชีวิตประจาวัน
แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื
1. วัจนภาษา (verbal language) คือ ภาษา
ถ้อยคา ไดแ้ ก่ คาพดู หรือตัวอักษรท่ีกาหนดใช้รว่ มกนั ใน
สงั คม หมายรวมท้งั เสยี งและลายลกั ษณอ์ กั ษร ภาษา
ถอ้ ยคาเปน็ ภาษาที่มนุษย์สรา้ งขึน้ อยา่ งมรี ะบบ
ประเภทของภาษา
2. อวัจนภาษา (non - verbal language) คอื
ภาษาทไ่ี มใ่ ช่ถอ้ ยคาแตเ่ ปน็ ภาษาซง่ึ แฝงอยู่ ได้แก่กิริยา
ท่าทาง ตลอดจนสิง่ อน่ื ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับการแปลความหมาย
เช่น นา้ เสยี ง ภาษากาย การย้มิ แยม้ การสบตา การแต่ง
กาย ช่องวา่ งของสถานท่ี กาลเวลา การสัมผสั ลกั ษณะ
ตวั อักษร เครื่องหมายวรรคตอนเปน็ ต้น
ความสมั พันธร์ ะหว่างวัจนภาษา
และอวัจนภาษา
อวจั นภาษาไม่สามารถแยกเด็ดขาดจากวจั
นภาษา
ผ้สู ง่ สารมกั ใช้วัจนภาษาและอวจั นภาษาประกอบ
เชน่ บอกว่า “มา” พร้อมทั้งกวกั มอื เรยี ก เปน็ ต้น วจั
นภาษาและอวจั ภาษามคี วามสัมพนั ธ์กันดังนี้
1. ใช้อวจั นภาษาแทนคาพูด หมายถงึ การ
ใชอ้ วัจนภาษาเพยี งอยา่ งเดยี วให้ความหมายเหมอื นถ้อยคา
ภาษาไดเ้ ช่น กวักมอื สน่ั ศีรษะ เปน็ ต้น
2. ใช้อวจั นภาษาขยายความ เพ่ือให้รับรสู้ าร
เข้าใจย่ิงข้ึน เชน่ พดู ว่า “อย่ใู นห้อง” พร้อมท้งั ชม้ี ือไปที่
ห้องๆ หนง่ึ แสดงวา่ ไมไ่ ด้อยู่ห้องอ่ืน
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวจั นภาษา
และอวัจนภาษา
3. ใช้อวัจนภาษายา้ ความใหห้ นกั แนน่ หมายถึง
การใช้อวัจนภาษาประกอบวจั นภาษาในความหมาย
เดยี วกัน เพ่อื ย้าความใหห้ นักแนน่ ชดั เจนยงิ่ ข้นึ เชน่ พดู ว่า
เสื้อตัวนีใ้ ชไ่ หม พรอ้ มท้ังหยิบเส้อื ข้ึนประกอบ
4. ใช้อวัจนภาษาเน้นความ หมายถงึ การใชอ้ วัจ
ภาษาบางประเด็นของวจั นภาษา ทาใหค้ วามหมายเดน่ ชัด
ขึ้น เช่น พาดหวั หนังสือพิมพ์ใช้ตัวอกั ษรตัวโตพเิ ศษ แสดง
วา่ เป็นเรือ่ งสาคัญมาก
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งวัจนภาษา
และอวจั นภาษา
5. ใช้อวัจนภาษาขัดแยง้ กัน หมายถงึ การใช้
ภาษาทใ่ี หค้ วามหมายตรงข้ามกบั วจั นภาษาผ้รู บั สารมักจะ
เชือ่ ถอื สารจากอวจั นภาษาวา่ ตรงกับความรสู้ กึ มากกวา่ เชน่
การตอบคาถาม “โกรธไหมท่ผี มมาช้า” ดว้ ยวัจนภาษาว่า
“ไม่โกรธหรอกคะ่ ” พรอ้ มกบั มสี หี น้าบ้ึงตึง ผู้รบั สารก็
สามารถร้ไู ดว้ ่ายงั โกรธอยู่
6. ใช้อวัจนภาษาควบคมุ ปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งการ
สื่อสาร หมายถึง การใช้กริ ิยาท่าทาง สายตานา้ เสยี งสร้าง
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการส่ือสาร เชน่ การยมิ้
แยม้ แจ่มใส การแสดงความดใี จทไ่ี ดพ้ บกันอวจั นภาษามีผล
ในดา้ นการสรา้ งความรสู้ ึกได้มากกวา่ วจั นภาษา
ลกั ษณะธรรมชาติของภาษา
1. ภาษาเป็นส่งิ สมมติ
2. ภาษาหมายถงึ ภาษา
ของมนุษย์
3. ภาษาหมายถงึ ภาษาพดู
ลกั ษณะธรรมชาตขิ องภาษา
4. ภาษามโี ครงสร้างหรอื
องค์ประกอบ
5. ภาษามรี ะบบ
กฎเกณฑแ์ นน่ อนใน
ตวั เอง
6. ภาษามจี านวนประโยคไม่รจู้ บ
ภาษามเี สียงจากัด
ลกั ษณะธรรมชาติของภาษา
7. ภาษาเป็นพฤติกรรมของ
สงั คม
8. ภาษาเป็นเครื่องแสดง
ความเจรญิ ของสงั คม
9. ภาษาเปน็ สิง่ ทไ่ี ดท้ าง
วทิ ยาศาสตร์
มโนทศั น์เกย่ี วกบั ภาษา
ภาษาถิ่น
ภาษายอ่ ย
วธิ ภาษา
ภาษามาตรฐาน
มโนทศั นเ์ ก่ียวกบั ภาษา
ภาษาถ่ิน
ภาษาไทยทีพ่ ดู ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใตข้ องประเทศไทย เปน็
ภาษาเดยี วกนั แตม่ คี วามแตกต่างกัน ความแตกตา่ งนี้
เป็นไปตามถิ่น เราจึงสามารถจดั ภาษาแตล่ ะภาษาประจา
ภาคต่างๆ ให้เปน็ ภาษาถนิ่ และเรียกวา่ “ภาษาไทยถิน่ ....”
ภาษาเหล่าน้มี คี ณุ สมบตั ิหรือเอกลักษณ์ประจาตวั ซง่ึ ผู้ฟังได้
ยนิ แล้วจะทายถูกวา่ เปน็ ภาษาไทยถ่นิ ใดภาษาถ่ินอาจมี
ขนาดเลก็ หรือใหญ่ก็ได้ ข้ึนอยูก่ ับวา่ จะจดั ขอบเขตอยา่ งไร
ตราบเทา่ ทส่ี ามารถแยกภาษาหน่ึงออกจากอีกภาษาหนงึ่ ซึง่
ต่างกนั ไปตามท้องที่ได้ สามารถจัดภาษานนั้ เป็นภาษาถิน่
ภาษาหนึง่ ได้
มโนทศั น์เก่ียวกับภาษา
ภาษาย่อย
อมรา ประสทิ ธ์ริ ัฐสินธ์ุ ( 2545: 4 ) ได้กล่าวถงึ มโน
ทัศน์ของภาษายอ่ ยไว้ว่า มโนทศั น์ภาษาย่อย เหมือนกับ
ภาษาถ่ิน คือเปน็ สมาชิกของภาษาเดียวกัน อนั ทีจ่ รงิ แล้ว
คาวา่ ภาษายอ่ ยคือ ภาษาถิ่น แปลมาจากคาภาษาองั กฤษ
คาพูดเดียวกนั คือ dialect ซงึ่ มี 2 ความหมาย ได้แก่
1. ความหมายทหี่ น่ึงคือหมายถงึ ภาษายอ่ ย ซึ่งก็
คอื ภาษาใดก็ตามที่ตา่ งจากอกี ภาษาดว้ ยปัจจยั ทางสงั คม
ของผ้พู ดู ภาษาเหล่านี้มคี วามคลา้ ยคลงึ กนั เปน็ ระบบมาก
จนไมใ่ ชค่ นละภาษาภาษาเดก็ กบั ภาษาผ้ใู หญ่ ของไทยตา่ ง
ก็เปน็ ภาษาย่อยของภาษาไทย ภาษาผหู้ ญงิ และภาษา
ผูช้ ายของไทยตา่ งก็เป็นภาษายอ่ ยของภาษาไทย เปน็ ตน้
มโนทศั น์เก่ียวกบั ภาษา
2. ความหมายทสี่ องของคาวา่ dialect คือ
หมายถงึ ภาษาถน่ิ ซง่ึ ก็คอื ภาษาใดก็ตามทีต่ ่างจากอกี ภาษา
เพราะใช้ในถนิ่ ตา่ งกนั หรือพูดโดยคนทม่ี าจากถน่ิ ต่างกันคา
วา่ ภาษาย่อย มักใช้ในความหมายทร่ี วมเอาภาษาถ่ินเข้าไป
ดว้ ย จึงมีผู้แยกความแตกตา่ งใหช้ ดั โดยเรยี กภาษาย่อย
อื่นๆ ที่ไม่ใชภ่ าษาถิ่นว่า ภาษาย่อยสงั คม (social
dialects) และในภาษาอังกฤษถา้ ตอ้ งการกล่าว
เฉพาะเจาะจงถงึ ภาษาถนิ่ จรงิ ๆ เรามักใช้คาวา่ regional
dialectsหรอื geographical dialects
มโนทศั น์เกย่ี วกบั ภาษา
วิธภาษา
คาวา่ วิธภาษา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า language
variety หรือ variety of language เป็นคาทม่ี ีความหมาย
กว้างมาก
วิธภาษา ที่นยิ มใชก้ นั ในหมนู่ กั ภาษาศาสตร์สงั คม
หมายถึง “ชนิดต่างๆของภาษาใดภาษาหนึ่ง” เชน่
เมอ่ื พูดถงึ การทภ่ี าษาไทยแตกยอ่ ยออกเป็นชนิดตา่ งๆ ชนดิ
ต่างๆ ของภาษาไทยก็คอื วิธภาษาน่ันเอง เช่น ภาษาสุพรรณ
ภาษาผหู้ ญิงไทย ภาษาวยั รุ่นไทย ภาษาโฆษณาของไทย
ฯลฯ กเ็ รยี กได้ว่าเปน็ วิธภาษาของภาษาไทยทั้งสน้ิ วธิ ภาษา
แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ๆ ( อมรา ประสิทธ์ิรฐั
สินธุ์ .2545: 6) ไดแ้ ก่
มโนทศั นเ์ กยี่ วกบั ภาษา
วิธภาษา
1. ประเภทแรกคือ วิธภาษาท่ีแตกต่างกนั โดย
ลกั ษณะทางสังคมของ ผ้พู ูด เช่น เพศ อายุ ถน่ิ ทอ่ี ยูช่ ัน้
ทางสงั คม ฯลฯ เรยี กวา่ วธิ ภาษาสงั คม วธิ ภาษาในมิตินก้ี ็
คือ ภาษายอ่ ย น้นั เอง
2. วิธภาษาประเภทที่ 2 คือ วิธภาษาท่ีแตกตา่ งกัน
โดยสถานการณ์การใชห้ รอื หนา้ ที่ เชน่ วธิ ภาษาข่าว ซ่งึ มี
หน้าท่ีเสนอขา่ ว วธิ ภาษากฎหมาย ใชใ้ นการเขยี นกฎหมาย
และวิธภาษาโฆษณา ซง่ึ มหี นา้ ท่เี ฉพาะคอื ใชใ้ นการโฆษณา
เปน็ ต้น วิธภาษาประเภทที่ 2 นี้ รวมเรียกวา่ “วธิ ภาษา
หน้าท่ี” ซงึ่ บางคนนยิ มเรยี กวา่ “ทาเนียบภาษา”
มโนทัศน์เกยี่ วกับภาษา
ภาษามาตรฐาน
อมรา ประสิทธิร์ ฐั สินธ์ุ (2545 : 7) ได้กล่าวถงึ
ภาษามาตรฐานไวว้ ่า การใชภ้ าษามาตรฐานจะทาใหผ้ ้ใู ชม้ ี
ศกั ดศ์ิ รี ( prestige ) และบางครั้งทาใหก้ ลายเปน็ ผถู้ ือ
อภสิ ิทธเิ์ หนือผู้ทไ่ี ม่ได้ใช้หรอื ผู้ที่ใชภ้ าษาอ่ืนๆ ภาษา
มาตรฐานมักเป็นภาษาท่ีมีความมน่ั คงแต่ในขณะเดยี วกนั ก็
เปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลงทางสงั คม เช่น ในสมัย
ปจั จบุ นั ภาษามาตรฐานมักเปลีย่ นเพือ่ ก้าวใหท้ ันกบั ยุค
อตุ สาหกรรม และยุควิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาษา
มาตรฐานมกั ได้รบั การยกย่องให้เป็นภาษาประจาชาติ และ
กลายเปน็ สญั ลักษณ์ของความสามคั คีของคนในชาติ ภาษา
มาตรฐานจงึ ผูกพันกับการเมืองในชาติ และความรสู้ ึก
ชาตนิ ยิ มด้วย
คณุ สมบัติและหนา้ ที่ของภาษาใน
สังคมไทย
ภาษาในสงั คมไทยจาแนกตามเกณฑค์ ุณสมบตั ิ
อมรา ประสิทธร์ิ ฐั สินธ์ุ (2545: 45-48) ไดแ้ สดงทัศนะ
เก่ยี วกบั การจาแนกเกณฑ์คุณสมบตั ิของภาษาในสังคมได้
อย่างนา่ สนใจ กล่าวคือ คณุ สมบัติทนี่ กั ภาษาศาสตร์สงั คม
ใช้เป็นเกณฑใ์ นการจาแนกประเภทภาษาโดยทั่วไปมี 4
ประการ คอื ความเปน็ มาตรฐาน (standardization) ความ
เปน็ เอกเทศ (autonomy) ความมีประวัติอนั ยาวนาน
(historicity) และความมีชีวติ (vitality)
คณุ สมบตั แิ ละหนา้ ที่ของภาษาใน
สังคมไทย
1. ความเปน็ มาตรฐาน
2. ความเปน็ เอกเทศ
3. ความมปี ระวตั อิ ันยาวนาน
4. ความมชี วี ติ
ภาษาในสังคมไทยจาแนกตามเกณฑ์
หน้าที่
ภาษาต่างๆ มีหนา้ ท่ีทางสงั คมต่างกัน หนา้ ท่ีทาง
สังคมหมายถงึ บทบาทของภาษาในสงั คมหรือการที่คนใน
สงั คมใช้ภาษาต่างๆ ทากิจกรรมอะไร ภาษาตา่ งๆ ในสงั คม
ใดสงั คมหนึง่ อาจจาแนกตามหนา้ ทที่ างสังคมได้เปน็
ประเภทต่างๆ ได้ 10 ประเภท ดงั น้ี การจาแนกภาษาตาม
หนา้ ท่ีนี้ดดั แปลงมาจากของ Stewart (1968. อา้ งถงึ ใน
อมรา ประสทิ ธิร์ ฐั สินธุ์ .2545: 46 )
ภาษาในสังคมไทยจาแนกตามเกณฑ์
หน้าท่ี
1. ภาษาราชการ (official language)
2. ภาษาเมอื งหลวง (capital language)
3. ภาษาภมู ิภาค (provincial language)
4. ภาษานานาชาติ (international
language)
5. ภาษากลางในประเทศไทย (local lingua
franca)
ภาษาในสงั คมไทยจาแนกตามเกณฑ์
หน้าท่ี
6. ภาษาเฉพาะกลุ่ม (group language)
7. ภาษาการศึกษา (educational
language)
8. ภาษาสอนเป็นวชิ า (school-subject
language)
9. ภาษาศาสนา (religions language)
10. ภาษาวรรณกรรม (Literary language)
ลาดบั ชั้นของภาษากบั ลกั ษณะของ
สงั คมไทย
การทภ่ี าษาในประเทศไทยที่มฐี านะตามลาดบั ชั้น
นัน้ เป็นผลดตี ่อสงั คมไทยอยา่ งมากประการแรกทีเดียว เป็น
การทาให้แต่ละภาษาท่มี ีอย่เู ฉพาะของตน และหนา้ ท่ี
ประจาของตน ตราบใดท่ีมคี วามพอใจเช่นนนั้ ความขดั แยง้
กไ็ ม่เกิดขน้ึ นอกจากนน้ั การท่ีภาษาไทยมาตรฐานอยู่ใน
ลาดบั ชั้นท่ีหนึง่ นน้ั ทาใหภ้ าษาไทยมาตรฐานมคี วามสาคญั
มากทสี่ ดุ และเด่นมากจนไร้ค่แู ข่ง สภาพเช่นนท้ี าให้
ประเทศไทยมเี อกภาพทางภาษาและมคี วามสงบสุขในสังคม
ลาดับชน้ั ของภาษากบั ลักษณะของ
สังคมไทย
สมอลลี อธบิ ายว่า การท่สี ังคมไทยมีลาดบั ช้ันของ
ภาษานน้ั เป็นเพราะคนไทยมองโลกและจัดสรรพส่ิงในโลก
แบบศูนย์กลางเป็นหลัก คือยดึ ใจกลางหรอื ลกั ษณะเด่นของ
สงิ่ ของเป็นหลกั ไม่สนใจว่าส่งิ ต่างๆ จะตา่ งกนั อย่างเดด็ ขาด
หรอื ไม่ ไม่สนใจว่าขอบเขตของแต่ละสง่ิ อยู่ท่ใี ด ส่ิงของ
ต่างกนั อาจกลนื เข้าหากนั ได้แตย่ ังคงตรงกันตรงใจกลางหรอื
ศนู ย์กลาง
ลาดบั ชน้ั ของภาษากับลกั ษณะของ
สงั คมไทย
สมอลลี อธบิ ายวา่ การมีลาดบั ชัน้ ของภาษามไิ ดท้ า
ให้ความไม่เท่าเทียมกนั หมดไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม
กลับทาใหค้ วามไม่เท่าเทยี มกนั กลายเป็นสถาบันใน
สังคมไทย ซงึ่ เหน็ ไดช้ ดั ในแทบทกุ ด้านของวฒั นธรรมไทย
อยา่ งไรกต็ ามลาดบั ช้นั ของสังคมไทยทาให้การเลอ่ื นช้นั ทาง
สังคม (upward mobility) เป็นไปไดง้ ่าย เพราะคนทจ่ี ะ
เล่ือนขนึ้ จะต้องเรยี นร้ภู าษาทอี่ ยู่ในลาดับช้นั ทส่ี งู ข้นึ ไป แต่
ไม่ตอ้ งทง้ิ เอกลักษณ์ของตนเองในลาดับช้ันเดมิ เพียงแต่
อาจบดบงั ไวช้ ว่ั ระยะ และนามาใชใ้ นเวลาจาเปน็ ดังน้ัน
ลาดับช้ันของภาษาจงึ เปน็ สญั ลักษณ์ของการเลอื่ นชนั้ ใน
สงั คมไทยดว้ ย ( อมรา ประสทิ ธริ์ ัฐสินธ์ุ .2545: 47 )
ภาษาไทยถน่ิ หรอื ภาษาถิน่ ของไทย
ภาษายอ่ ยอีกประเภท ได้แก่ภาษาถิ่น ภาษาไทย
สามารถแยกออกเป็นประเภทย่อยตามถ่นิ มากมาย ขึ้นอยู่
กบั วา่ เราจะแบ่งใหห้ ยาบ หรอื ละเอยี ดเพยี งใด การแปรอาจ
เป็นทางดา้ นเสียง คา หรือประโยค การแปรด้านเสียง
เช่น ไทย กรงุ เทพพูดวา่ “ร้อน” ไทยอสี านพูดวา่
“ฮอ่ น” ไทย
กรุงเทพว่า“ชอ้ น” ไทยอีสานวา่ “ซอ่ น” เป็นตน้
การแปรดา้ นศพั ท์ เชน่ คาวา่ “พดู ” ใชต้ า่ งกันท้งั 4 ภาค
คือ
ไทยกรุงเทพและไทยกลางใชค้ าว่า “พดู ”
ไทยอสี านใช้ “เว่า”
ไทยเหนือใช้ “อู้”
และไทยใต้ใช้ “แหลง”
ภาษาไทยถ่ินหรือภาษาถิ่นของไทย
คาว่า “ภาษาถ่ิน” สาหรับคนบางคนอาจมีความหมาย
แฝงวา่ หมายถึงภาษาท่ไี มม่ าตรฐาน ภาษาของคนบา้ นนอก
ภาษาท่ีฟงั ดเู หน่อ หรอื มสี าเนยี งแปลก แต่
ในทางวิชาการแล้ว คาน้ี หมายถงึ ภาษายอ่ ยท่แี ตกต่างกนั โดย
ถิ่นทอ่ี ยู่อาศยั ภาษาถิ่นทุกภาษามีความสมบรู ณ์เทา่ เทยี มกนั
และมีความไพเราะเหมือนกนั การทีจ่ ะระบวุ า่ ภาษาถ่นิ ใดเหน่อ
หรอื ไมเ่ หนอ่ เปน็ เพียงความเห็นหรือทัศนคติมใิ ชข่ ้อเทจ็ จริง คน
ทพ่ี ูดภาษาไทยกรุงเทพอาจบอกว่าภาษาถิ่นสพุ รรณบรุ ีเหนอ่
นน่ั เป็นทศั นคติในทางกลับกันภาษาไทยกรุงเทพก็ฟงั ดูเหน่อ
สาหรบั คนสุพรรณบรุ เี ชน่ กนั ประเดน็ สาคญั ก็คอื การทจี่ ะระบุ
วา่ ภาษาใดดกี วา่ ไพเราะกว่า หรอื มมี าตรฐานกวา่ อีกภาษาหน่ึง
นน้ั เป็นเร่ืองของทัศนคตขิ องสงั คมไมใ่ ชข่ อ้ เทจ็ จริงภาษาถ่ินอาจ
แบ่งยอ่ ยออกเป็นภาษาถิ่นย่อยไดอ้ กี เพราะในภาษาถิ่นเดยี วกนั
ยงั อาจมกี ารแปรอกี เชน่ ภาษาถน่ิ สุพรรณบุรี ก็อาจแบง่ เปน็
ภาษาสุพรรณบุรขี องคนอายุมาก ภาษาสพุ รรณบุรีของคนอายุ
นอ้ ย เป็นตน้
ภาษาถ่ินกับการเปล่ยี นแปลงของภาษา
วิทยาภาษาถ่นิ กาเนิดมาจากการศกึ ษาภาษาศาสตร์
เชงิ ประวัติ การแปรของภาษาตามถ่นิ จึงสมั พนั ธอ์ ยา่ งใกล้ชดิ กับ
การเปลี่ยนแปลงของภาษา นกั ภาษาศาสตร์เชิงประวตั ิเชือ่ วา่
ภาษาตา่ งๆ ทอี่ ย่ใู นตระกูล (family) เดียวกนั เดมิ เปน็ วธิ ภาษา
ถิน่ ของภาษาเดียวกัน เขาจงึ เปรียบเทียบรปู ภาษาในภาษา
ตระกลู เดยี วกัน เพอ่ื สืบสรา้ งรปู ภาษาในภาษาแมใ้ นอดีตได้
( อมรา ประสิทธิ์รฐั สินธ์ุ (2545:70-71 )
อย่างไรก็ตาม การเปลย่ี นแปลงย่อมขน้ึ อยูก่ บั ตัวแปร
สาคัญอืน่ ๆ ดว้ ย เชน่ อายุ และชั้นทางสงั คม นอกจากนป้ี จั จัย
ภายนอกอื่นๆ เช่น ความสะดวกรวดเรว็ ในการคมนาคมทาให้
การไปมาหาสู่และการทามาค้าขายเปน็ ไปอย่างงา่ ยดาย ไมม่ ี
อุปสรรคประกอบกบั ความก้าวหนา้ ทางการสอื่ สารสมัยใหม่
เช่น วิทยุ โทรทศั น์ ดาวเทียม คอมพวิ เตอร์ จึงน่าจะเปน็ ไปได้
อย่างยงิ่ วา่ การเปลีย่ นแปลงของภาษาในปจั จุบัน
พลวัตรของภาษาในกระแสปัจจบุ ันบนพ้นื ที่
ปฏบิ ัตกิ ารโรงเรียน
การเปลยี่ นแปลงทางภาษามผี ลกระทบกบั ทกุ
ระบบในภาษาความพยายามศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ
ภาษาท้ังดา้ นลักษณะตา่ งๆ ของภาษา หรอื โดย
การวิเคราะหบ์ ริบททางสงั คมร่วมดว้ ยน้ันจะสามารถอธิบาย
ปรากฏการณ์การเปล่ยี นแปลงทางภาษาไดค้ รอบคลุมความ
เขา้ ใจของผใู้ ช้ภาษาทว่ั ๆ ไป และการสร้างความเขา้ ใจถงึ
การเปลี่ยนแปลงภาษาในบริบททางสังคมดงั กลา่ ว สามารถ
สร้างความเป็นกล่มุ พวกเดยี วกันได้ชัดเจนมากยิง่ ขน้ึ ได้
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จุบันบนพนื้ ที่
ปฏบิ ตั กิ ารโรงเรียน
ลักษณะการเปลย่ี นแปลงของภาษา
ปราณี กุลละวณิชย์ (2531) ไดแ้ สดงขน้ั ตอนการ
เปล่ียนแปลงของภาษาตั้งแต่เริม่ ตน้ จนกระบวนการสดุ ทา้ ย
คือภาษาเกดิ การเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ ดังแสดงใหเ้ ห็น
อยา่ งเปน็ ลาดับ ดังนี้
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จุบนั บนพ้ืนที่
ปฏิบัติการโรงเรยี น
1. ปัจจัยทที่ าให้เกดิ การเปลีย่ นแปลง
2. กลไกท่ีทาให้ภาษาเปลยี่ นแปลง
3. ภาษามีการเปลีย่ นแปลงลกั ษณะการ
เปลี่ยนแปลงภาษา
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จบุ นั บนพืน้ ที่
ปฏบิ ัติการโรงเรียน
เราจงึ สามารถแบ่งการเปลยี่ นแปลงทางภาษาดว้ ย
ช่วงเวลาได้เปน็ 2 ลกั ษณะ ดังน้ี
1. การเปลี่ยนแปลงของภาษาเดยี วกันในช่วงเวลา
ทต่ี า่ งกัน เป็นส่งิ ทน่ี กั ภาษาศาสตร์เชงิ ประวตั ิใหค้ วามสนใจ
ดงั ทีป่ ราณี กลุ ละวณชิ ย์ (2550) กล่าววา่ นกั ภาษาศาสตร์
เชิงประวัติศึกษาการเปล่ยี นแปลงของภาษาในชว่ งเวลาที่
แตกต่างกนั และมงุ่ ศกึ ษาวิวฒั นาการของภาษาเดยี วกันทีม่ ี
ความตอ่ เนอ่ื งจากสมัยหน่ึงมายงั สมัยหน่งึ มากกวา่
การศกึ ษาความแตกตา่ งของภาษาเท่านน้ั
2. การเปลี่ยนแปลงของภาษาเดียวกนั ในชว่ งเวลา
เดยี วกนั อมรา ประสทิ ธิ์รัฐสินธ์ุ (2545) กล่าวถึง
การเปลี่ยนแปลงของภาษาในลกั ษณะนวี้ ่าเปน็ การ
เปลีย่ นแปลงที่กาลังดาเนนิ อยู่ หรือจะเรียกวา่ การแปรของ
ภาษา
พลวัตรของภาษาในกระแสปจั จบุ ันบนพื้นที่
ปฏิบตั ิการโรงเรียน
การใชภ้ าษาไทยในการส่อื สารปจั จุบัน
กหุ ลาบ มัลลิกะมาส (2551) กล่าวถงึ สภาพการใชภ้ าษาไทยในการ
ส่อื สารในปจั จบุ ัน ดังน้ี
1. มีคาบัญญตั ิเพือ่ มีใช้ใหเ้ พยี งพอกบั ความเปน็ จริงของชวี ติ
และวัฒนธรรมดา้ นการศกึ ษาต่างๆ
2. คาท่เี กิดใหมใ่ นภาษาท่ีมากทีส่ ดุ ในภาษาไทย เป็น
ภาษาต่างชาติ
3. การใชค้ าซง่ึ มคี วามหมายเดมิ อยา่ งหน่ึงใหม้ ี
ความหมายใหมอ่ ีกอย่างหนึ่ง
4. ภาษาเฉพาะกลมุ่ เชน่ ภาษาของวยั รุ่น
พลวัตรของภาษาในกระแสปจั จุบนั บนพ้นื ท่ี
ปฏบิ ตั กิ ารโรงเรยี น
ปัญหาการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารปัจจุบัน
พระธรรมกติ ตวิ งศ์ (2551: 83) กลา่ วสรปุ สาเหตุ
ของปัญหาการใชภ้ าษาไทยในการสื่อสารในปจั จุบัน มี
สาเหตุมาจาก 3 ประเดน็ ใหญๆ่ ดงั น้ี
1. เกิดจากความไมร่ ะมัดระวังในการใช้
ภาษา
2. ไมพ่ ถิ ีพถิ ันในการใช้ภาษา
3. เคร่งครัดในการใชภ้ าษามากเกินไป
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จบุ ันบนพื้นที่
ปฏบิ ตั กิ ารโรงเรยี น
ภาษาไทยยคุ ใหมก่ บั โลกสมัยทีเ่ ปลยี่ นแปลง
ประเทศไทยนอกจากมชี อื่ เสียงเป็นทร่ี จู้ ักกนั ดใี น
นามเมอื งแห่งความอดุ มสมบรู ณ์ในเร่ืองของทรพั ยากรข้าว
ปลาอาหารแล้ว ด้านความงดงามทางวฒั นธรรม ท่มี สี ี
สันโดษเดน่ แตกตา่ งกันในแตล่ ะภาคก็ได้รบั การกลา่ วขาน
เชน่ เดียวกัน ไมว่ า่ จะเป็นเรอื่ งของวัฒนธรรมการแตง่ กาย
วัฒนธรรมการแสดง หรอื วฒั นธรรมโดยเฉพาะอย่างยงิ่ ดา้ น
ภาษาท่ีกาลังมกี ารกล่าวถงึ กันในขณะนี้ สงั คมและ
วฒั นธรรมย่อมมกี ารเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา
พลวัตรของภาษาในกระแสปัจจบุ ันบนพื้นที่
ปฏบิ ตั ิการโรงเรียน
ภาษาไทยยุคใหม่กับโลกสมัยท่ีเปลี่ยนแปลง
1. การเปลย่ี นแปลงในภาษาไทยสมยั ใหม่
2. สาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงใน
ภาษาไทยสมัยใหม่
3. ตัวอยา่ งภาษาท่ีเปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ
ภาษาวิบัติ หรอื ภาษาอุบัติ
พลวตั รของภาษาในกระแสปัจจบุ นั บนพ้นื ท่ี
ปฏิบตั ิการโรงเรียน
ภาษาไทยในยคุ 4.0
นติ ยา กาญจนะวรรณ (2559) ได้แสดงทัศนคติ
เกย่ี วกบั ภาษาไทยสมยั ใหม่ในบทความ“ภาษาไทย 4.0” ไว้
อยา่ งนา่ สนใจ ดังน้ี ดร.สุวิทย์ เมษนิ ทรีย์ กล่าววา่ ประเทศ
ไทยมีการปรบั รูปแบบเศรษฐกิจอยู่หลายคร้งั เรมิ่ จาก
“ประเทศไทย 1.0” ซงึ่ เนน้ เร่ืองการเกษตร “ประเทศไทย
2.0” ซ่ึงเน้นเรอื่ งอุตสาหกรรมเบาในปจั จบุ นั คอื “ประเทศ
ไทย 3.0” ซ่งึ เนน้ เร่ืองอตุ สาหกรรมหนัก ต่อไปจะเปน็
“ประเทศไทย 4.0” ซง่ึ เนน้ เร่อื งเศรษฐกจิ ท่ีขบั เคลือ่ นด้วย
นวตั กรรม “ประเทศไทย 4.0” จะเกดิ การเปลี่ยนแปลง
อยา่ งนอ้ ย 3 เรอ่ื ง คือ
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จบุ นั บนพื้นท่ี
ปฏิบตั กิ ารโรงเรียน
การเปลย่ี นแปลงภาษาไทยในยุค 4.0
1. เปลยี่ นจากการผลิตสนิ คา้ “โภคภณั ฑ์” ไปสู่สินคา้ เชงิ
“นวตั กรรม”
2. เปลี่ยนจากการขบั เคลื่อนประเทศด้วยภาคอตุ สาหกรรม
ไปสูก่ ารขับเคลอื่ นดว้ ยเทคโนโลยี ความคิดสรา้ งสรรค์ และ
นวตั กรรม
3. เปล่ียนจากการเนน้ ภาคการผลติ สินค้า ไปสกู่ ารเน้นภาค
บรกิ ารมากข้ึนกลา่ วโดยสรปุ กค็ อื การเปล่ยี นแปลงรูปแบบ
เศรษฐกิจทีป่ ระเทศไทยจะต้องอาศัยเทคโนโลยีใหมๆ่
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จบุ ันบนพื้นที่
ปฏบิ ัติการโรงเรียน
ภาษาไทย 4.0
“ภาษาไทย 1.0” คือยคุ ทีก่ ารเรียนภารสอนภาษาไทยมุ่งเน้นทกี่ ารอ่าน การเขียน และการ
แตง่ คาประพนั ธ์
“ภาษาไทย 2.0” คอื ยุคท่มี กี ารอธบิ ายภาษาไทยโดยอาศัยโครงสร้างของ
ภาษาอังกฤษตามแบบ สยามไวยากรณ์ ของ พระยาอุปกติ ศลิ ป
สาร
“ภาษาไทย 3.0” คอื ยุคทส่ี อนภาษาไทยเพอ่ื การสอ่ื สาร ดังทปี่ รากฏอยใู่ นหลกั สูตร
ของกระทรวงศึกษาธิการในปจั จบุ นั
“ภาษาไทย 4.0” ที่คอลัมน์ “มองไทยใหม่” ภาษาไทยที่ทาใหค้ นไทยสามารถเขา้ ใจ
“ประเทศไทย 4.0”
พลวตั รของภาษาในกระแสปจั จุบนั บนพ้นื ท่ี
ปฏิบัติการโรงเรยี น
กลา่ วโดยสรปุ
การเปล่ยี นแปลงของภาษาไทยมักถือความถูกตอ้ งเป็น
หลกั และมุง่ หวงั ให้ทกุ คนใชภ้ าษาไทยทง่ี ดงาม สละสลวยตาม
แบบแผนท่ีบรรพบรุ ษุ ได้วางไว้เป็นตัวอยา่ ง แต่ผ้ทู ่ีเหน็ ดว้ ยกับ
การเปลย่ี นแปลงมองไปในแงก่ ารสร้างสรรค์ การเจรญิ เติบโต
ของภาษาและยงั เห็นด้วยวา่ ในสงั คมไทยควรยอมรบั ความ
หลากหลายในการใช้ภาษา วธิ ภาษาบางประเภทของไทย
อาจธารงอยูไ่ ด้โดยปราศจากการเปล่ยี นแปลง เชน่
วิธภาษาท่ีเป็นวจั นลีลาตายตัว เชน่ ราชาศัพท์ ภาษามาตรฐาน
ภาษากฎหมาย แต่วธิ ภาษาบางประเภทปรับตวั
อย่างรวดเรว็ ไปตามการเปล่ียนแปลงของสงั คม
จึงเปล่ยี นไปจากวิธภาษาแบบวจั นลีลาตายตัว ดงั นัน้
สว่ นสาคัญในเร่อื งการเปลยี่ นแปลงของภาษาในบทน้ี คอื การ
พจิ ารณาความถกู ผิดในภาษานั้น ควรกระทาโดยคานงึ ถงึ ความ
เหมาะสมกบั ผใู้ ชแ้ ละปริบท จงึ จะเป็นการยตุ ธิ รรมแก่ผใู้ ช้
ภาษาไทยทกุ คน
กิจกรรมท้ายหนว่ ยการเรยี นรู้
1. เมอื่ เรียนจบบทเรยี นแล้วให้นิสติ สรปุ องค์
ความรูโ้ ดยใชเ้ ทคนิค
“ผังกราฟิก (Graphic Organizers)” โดยในรูปแบบต่าง
ๆ เพื่อเสรมิ สรา้ งความสามารถด้านการคิดของนิสิต ที่
เหมาะสมกับเนอื้ หาสรปุ องค์ความร้พู รอ้ มระบายสอี ย่าง
สร้างสรรค์ 1 ชน้ิ งาน
2. ใหเ้ พอื่ นนสิ ิตโหวต
ชน้ิ งานท่มี คี วามสมบูรณ์ทีส่ ดุ
นาเสนอพร้อมอภปิ รายสรปุ
หนา้ ช้ันเรยี น