๑
แบบทดสอบก่อนเรียน
ผู้เรียนตอบคาํ ถามต่อไปนีให้ถูกต้อง
๑.อะไรทาํ ใหท้ ราบถึงประวตั ิศาสตร์สุโขทยั เป็นอย่างดี
๒.พิณ หมายถึงเครืองดนตรีประเภทใด
๓. พาทย หมายถึงการบรรเลงดนตรีแบบใด
๔. เสียงเลือนเป็นการร้องเพลงในลกั ษณะแบบใด
๕. เสียงขบั เป็นการรอ้ งเพลงในลกั ษณะแบบใด
๖. วงดนตรีไทยวงใดทีมีผบู้ รรเลงเพยี ง ๑ คน
๗. วงขบั ไมป้ ระกอบดว้ ยเครืองดนตรีอะไรบา้ ง
๘. วงดนตรีลกั ษณะใดบรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี
๙. วงดนตรีลกั ษณะใดใชป้ ระโคมงานพธิ ี
๑๐. วงมโหรีเป็นการผสมของวงดนตรีไทยลกั ษณะใดบา้ ง
โฮโอ.....
คาํ ถามแต่ละขอ้ ดูแลว้ ทา้ ทายความรู้จงั เลยครับ
เพอื นๆอยา่ ทอ้ นะครับถา้ ทาํ ไม่ได้
ไม่เป็นไร ศึกษาความรู้กนั ดีกวา่ ครับ
๒
สวสั ดีครับเพือนๆทีน่ารัก เพือนๆรู้ไหมครับวา่ สิงๆนีเขาเรียกวา่ อะไร
และมีความสาํ คญั กบั ประเทศไทยอยา่ งไรบา้ ง
ศิลาจารึกเป็ นวรรณกรรม ชนิดลายลกั ษณ์อกั ษรอย่างหนึง อาศยั การบันทึก
บนเนือศิลาทังชนิดเป็ นแผ่นหรื อเป็ นแท่งโดยใช้โลหะแหลมขูดลงบนเนือศิลา
ใหเ้ ป็นตวั อกั ษรเรียกวา่ จารหรือการจารึก
ศิลาจารึกมีคุณค่าในเชิงบนั ทึกทางประวัติศาสตร์ ผูจ้ ารึกหรือผูส้ ังใหม้ ีการจารึก
มกั จะเป็นผมู้ ีอาํ นาจ มิใช่บุคคลทวั ไปเนือหาทีจารึกมีความหลากหลายตามความประสงค์
ของผจู้ ารึก เช่น บนั ทึกเหตุการณ์ บนั ทึกเรืองราวในศาสนา บนั ทึกตาํ รับตาํ ราการแพทย์
และวรรณคดี
ศิ ลาจ ารึ กพ่ อขุน ร ามคํา แหง ทําจา กหิ นท รายแป้ งลักษณะ เป็ นห ลัก
สี เ ห ลีย ม ด้ า น เ ท่ า ท ร ง ก ระ โจ ม ห รื อ ท ร ง ย อ ก ว้า งด้า น ล ะ ๓ ๕ เ ซ น ติ เ ม ต ร
สูง ๑๑๑ เซนติเมตร จารึกอกั ษรไทยสุโขทยั ภาษาไทยปี พ.ศ.๑๘๓๕
๓
นบั ตงั แต่ไทยไดม้ าตงั ถินฐานอยู่อย่างมนั คงในแหลมอินโดจีนและได้ก่อตงั
อาณาจกั รไทยนับเป็ นการเริมตน้ ยุคแห่งประวตั ิศาสตร์ไทยทีปรากฏหลกั ฐานเป็ น
ลายลกั ษณ์อักษร กล่าวคือเมือไทยไดส้ ถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึนและหลังจาก
ที พ่ อ ขุ น ร า ม คํ า แ ห ง ม ห า ร า ช ท ร ง ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ อัก ษ ร ไ ท ย ขึ น ใ ช้ นั บ ตัง แ ต่ นั น ม า
จึงปรากฏหลักฐานด้านดนตรีไทยทีเป็ นลายลักษณ์อักษรทังในหลักศิลาจารึก
หนงั สือวรรณคดีและเอกสารทางประวตั ิศาสตร์ในแตล่ ะยคุ สามารถนาํ มาเป็นหลกั ฐาน
ในการพิจารณาความเจริญและววิ ฒั นาการของดนตรีไทยตงั แต่สมยั สุโขทยั เป็นตน้ มา
ศิลาจารึก
๔
สวสั ดีครับจุกและนอ้ งๆทีน่ารักเดียว พโี ดเรมอนจะพานอ้ งๆและจุกยอ้ นเวลา
ไปศึกษาประวตั ิดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั กนั นะ ทุกคนพร้อมแลว้ นะครับไปกนั เลย
“เรืองราวของชนชาติไทยปรากฏมีหลกั ฐานเด่นชดั ขึนในสมยั สุโขทยั
เมือพ่อขุนรามคาํ แหงไดป้ ระดิษฐอ์ กั ษรไทยและจารึกเรืองราวต่าง ๆ ลงในหลกั ศิลา
จากศิลาจารึกสมยั สุโขทัยนีทาํ ให้ทราบถึงประวตั ิศาสตร์สุโขทยั เป็ นอย่างดีดังนัน
ไม่ว่าจะเป็ นความเจริญทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ภาษา
ศิลปวฒั นธรรม ต่างก็รุ่งเรืองอย่างสมดุล ชาวเมืองมีเครืองเล่นสร้างความรืนเริง
บนั เทิงใจและมีอิสรเสรีทีจะแสดงออกในเรืองราวของเพลงและดนตรี เพลงและ
เรืองราวของดนตรีจึงปรากฏอยบู่ นศิลาจารึก หลกั ที 1 กล่าวว่า “เสียงพาทย์ เสียงพิณ
เสียงเลือน เสียงขบั ใครจกั มกั เล่น เลน่ ใครจกั มกั หวั หวั ”
พีโดเรมอนครับ เสียงพิณ เสียงพาทย์ เสียงเอือน เสียงขบั
หมายถึงอะไรครับ
๕
“เสียงพณิ ” ตามศิลาจารึกหลกั ทีหนึง โดย เฉพาะคาํ ว่า “พิณ” ก็หมายถึง
เครืองดนตรีทีมีสายเกิดเสียงโดยการดีดลงไปบนสาย คาํ ว่า “พิณ” แผลงมาจากคาํ วา่
“วีณา” ของอินเดีย พิณในสมยั สุโขทยั ตามภาพปันทีหนา้ บนั ดา้ นเหนือของปรางค์
วดั พระพายหลวง จงั หวดั สุโขทยั มีรูปเหมือนกระจับปี ในปัจจุบนั สมยั โบราณเรียกว่า
“พณิ ” ภายหลงั คงมาเรียกกนั วา่ “กระจบั ปี ”ในบางทีมีรูปเหมือนเต่าจึงใชช้ ือเรียกว่า
“กจั ฉบิ” แต่เครืองดนตรีของบอร์เนียว ชวาก็มีทีเรียกว่า “กระจับปี ” แต่ว่ามีรูปร่าง
เป็ นคนละอย่างอาจเลียนแบบชือกันก็เป็ นได้ พิณนําเต้าทีเป็ นของเขมรเป็ นพิณ
ทีมีสายเดียวกะโหลกทีอุม้ เสียงทาํ ดว้ ยผลนาํ เตา้ พิณอีกอย่างหนึงก็คือ พิณเพียะ
ห รื อ เ ปี ยะ รู ป ร่ า งค ล้า ยพิ ณ นํา เ ต้า แ ต่ มี ส อ งส ายแ ละ กะ โห ล ก ที อุ้ม เ สี ย ง
ทาํ ด้วยกะลามะพร้าว พิณเพียะหรือเปี ยะนิยมดีดกนั อยู่ในทางภาคเหนือโดยมาก
ในสมยั สุโขทยั มีซอสามสาย ซึงเป็นซอของไทยแทอ้ ยู่แลว้ นอกจากนนั อาจจะมีซอ
อย่างซอด้วง ซออู้ ด้วยก็ได้ เพราะว่าซอแบบนีย่อมจะได้เกิดมีขึนมาในเมืองไทย
ตงั แต่ก่อนสุโขทยั
เครืองดนตรี ประเภททีมีสายทงั ดีดและสีซึงเป็นตน้ ทางทีจะนาํ มาผสมวงใหเ้ ป็ น
วงมโหรี และวงเค รื องสายใน ปั จจุบัน มีมาแล้วในสมัยสุ โขทัยหลายอย่าง
และคงจะบรรเลงกนั ไดอ้ ยา่ งไพเราะพอทีจะบนั ทกึ ไวใ้ นศลิ าจารึก
๖
เพอื ความเขา้ ใจของนอ้ งๆเดียวพจี ะดูภาพเครืองดนตรีทีปรากฏอยใู่ นศิลาจารึก
สรัสวดี วณี า หรือ ตันจาวูวี วีณา หรือ รฆุนาถะ วณี า ถือว่าเป็นราชินีของ
วีณาทังหมดเพราะเป็ นวีณาทีเล่นง่ายและมีความไพเราะมาก คือมีจํานวนสาย
เพียง ๕ เส้นหลกั สําหรับดีดให้เกิดเสียง และสายสามเส้นสําหรับดีดพร้อมกัน
ใหจ้ งั หวะโดยตาลมั ซึงเป็ นเครืองดนตรีทีนิยมมาก ในการประกอบการแสดงของ
วงดนตรีกรรณาติกของทางอินเดียใต้
กระจบั ปี เป็นพณิ ชนิดหนึง มี ๔ สาย มีลกั ษณะ เป็นกลอ่ งแบน รูปทรงสีเหลียม
คางหมูมุมมน ด้านหน้าทาํ เป็ นช่องให้เกิดเสียงกังวานทวนทาํ เป็ นก้านเรียวยาว
กลมกลึงปลายแบนและงอนโค้งไปดา้ นหลังตรงปลายทวนมีลิมสลกั เป็ นลูกบิดไม้
สําหรับขึ นสาย ๔ ลูก สายส่ วนมากทําด้วยส ายเอ็นหรื อลวด ทองเหลือง
ตลอดแนวทวนด้านหน้าทาํ เป็ น "สะพาน"หรือ นม ปักทําด้วยไม้ เขาสัตว์
หรือกระดูกสัตว์สําหรับหมุนสาย มี ๑๑นมกระจับปี พฒั นามาจากเครืองดนตรี
ประเภทหนึงของอินเดียมีตน้ กาํ เนิดจากการดีดสายธนู
๗
พิณนําเต้ า สันนิ ษฐานว่ามีกําเนิดในประเทศทางตะวันออกมีลักษณะ
เป็ นพิณสายเดียวสันนิษฐานว่าชาวอินเดียนํามาแพร่หลายในดินแดนสุวรรณภูมิ
การทีเรี ยกว่าพิณนําเต้าเพราะใช้เปลือกผลนําเต้ามาทําคันพิณ ทวนทําด้วยไม้
เหลาให้ปลายข้างหนึงเรียวงอนโคง้ ขึนสําหรับผูกสาย ทีโคนทวนเจาะรูแล้วเอาไม้
มาเหลาทาํ ลูกบิดสําหรับบิดใหส้ ายตึงหรือหยอ่ นเพือให้เสียงสูง-ตาํ สายพิณมีสายเดียว
เดิมทาํ ดว้ ยเสน้ หวายต่อมาใชเ้ สน้ ไหม ในปัจจุบนั ใชล้ วดทองเหลือง
พณิ เปี ยะหรือพณิ เพยี ะลกั ษณะคลา้ ยพณิ นาํ เตา้ แต่พิณเพียะทาํ เพิมขึนเป็น ๒ สาย
และ ๔ สาย คนั ทวนยาวประมาณ ๑ เมตรเศษ ลูกบิดยาวประมาณ ๑๘ ซม ใชเ้ ชือก
คลอ้ งสายผูกโยงไวก้ บั ทวนสําหรับเร่งเสียงเหมือนกบั พิณนาํ เตา้ กะโหลกก็ทาํ ดว้ ย
เปลือกลูกนาํ เตา้ ตดั ครึงลูกหรือทาํ ดว้ ยกะลามะพร้าว เวลาดีดเอากะโหลกประกบติดไว้
กบั หนา้ อกขยบั เปิดปิ ดเพอื ใหเ้ กิดเสียงกอ้ งกงั วานเช่นเดียวกบั การดีดพิณนาํ เตา้
๘
พาทย (หรือ พาท) หมายถึง ดีด สี ตี เป่ า การประโคมหรือการบรรเลง
ดงั เช่นศิลาจารึกสุโขทยั หลกั ที ๘ กล่าวไวว้ ่า “อีกดว้ ยดูรยพาทพิณฆอ้ งกลอง เสียงดงั
สีพดงั ดินจกั หล่มอนั ใส”ความหมายของ “พาทย”หมายถึงประโคม,บรรเลงหรือดีด สี
ตี เป่ าเช่นเดียวกบั จารึกหลกั ที ๑ ทีกล่าวว่า “เสียงพาทย์ เสียงพิน เสียงเลือน เสียงขบั
ใครจกั มกั เล่น เล่น ใครจกั มกั หัว หวั ” แต่ในหลกั ที ๘ชัดเจนว่าดูรยพาทหมายถึง
การประโคมหรือบรรเลงดูรยะคือเครืองตีและเครืองเป่ า
เสียงเลือน เสียงขับ หมายถึง คีต คือ เสียงขบั ร้อง เสียงเลือน ร้องโดยทาํ เสียง
ยาว เช่นเสียงเอือน เสียงขบั เป็นเสียงขบั ร้องธรรมดาร้องจงั หวะสนั
๙
ตอ่ ไปพโี ดเรมอน จะพานอ้ งๆและจุกไปทาํ ความรู้จกั
กบั เครืองดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั
ดังพณ หมายถึง พณิ เพยี ะ หรือนําเต้า
ฆ้อง กลองทับ
กลองทดั
กลองบัณเฑาะว์
หมายถงึ
เครืองประกอบจงั หวะ
๑๐ มฤทงิ ค์ หมายถึง
กลองตุ๊ก กลองตะโพน
ดงเดือด ทะเทยี ด หมายถงึ กลองสองหน้า
หมายถงึ หน้าใหญ่ตดี ้วยไม้ หน้าเลก็ ตีด้วยมือ
กลองทัด
กงั สดาล
หมายถึง
ระฆงั วงเดือน
มโหระทึก หมายถึง กลองทีหล่อจาก กรับ
โลหะผสมคือ ทองแดง ตะกวั ดีบุก
๑๑
ปี สรไน หมายถงึ
แตรสังข์
ปี แน ปี ใน
พสิ เนญชัย หมายถงึ ปี ทที าํ มาจาก กาหล หมายถึง แตรงอน
เขาสัตว์ (ปี เสนง หรือ แขนง)
ซอพงุ ตอ หมายถงึ
ซอสามสาย
๑๒
โฮโอ เครืองดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั เยอะจงั เลยครบั แต่พโี ดเรมอนครับ
ในสมยั นี เขามีการแบ่งประเภทเครืองดนตรีไหมครับ และมีวงดนตรีไทย
อะไรบา้ งครับ
สมยั สุโขทยั มีเครืองดนตรีทงั ๔ ประเภท คือ
๑.เครืองดดี - กระจบั ปี พณิ นาํ เตา้ และพิณเพยี ะ
๒.เครืองสี - ซอสามสาย ซออู้ และซอดว้ ง
๓.เครืองตี - ประเภทโลหะ - มโหระทึก ฆอ้ ง
๓.๑ประเภทไม้ - กรับคู่ กรบั พวง กรับเสภา
๓.๒ประเภทหนงั - กลองทดั กลองตะโพน กลองตกุ๊
๔.เครืองเป่ า - พสิ เนญชยั แตรงอน แตรสังข์ ปี ไฉน
วงดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั มีลกั ษณะดงั นี
๑๓
๑.วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง ๑ คน ทําหน้าทีดีดพิณและขับร้องไปด้วย
ซึงเป็ นลกั ษณะของการขับลาํ นํา
๒. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง ๓ คน คือผู้ขับลํานํา ๑ คน ผู้บรรเลง
ซอสามสาย ๑ คน และผู้ทไี กวบัณเฑาะว์เพอื ควบคุมจงั หวะ ๑ คน
๑๔
๓. วงปี พาทย์ เป็ นลกั ษณะของวงปี พาทย์เครือง ๕ มี ๒ ชนิด ได้แก่
๓.๑ วงปี พาทย์เครืองห้าอย่างเบา ประกอบด้วยเครืองดนตรีชนิดเลก็ ๆ
จํานวน ๕ ชิน คือ ๑.ปี ๒.กลองชาตรี ๓.ทับ(โทน) ๔.ฆ้องคู่ และ ฉิงใช้บรรเลง
ประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็ นละครเก่าแก่ทีสุดของไทย)
๓.๒ วงปี พาทย์เครืองห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย เครืองดนตรีจํานวน
๕ ชิน คือ๑. ปี ใน๒. ฆ้องวง (ใหญ่)๓. ตะโพน๔. กลองทัด และ๕. ฉิงใช้บรรเลง
ประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่ าง ๆจะเห็นว่า
วงปี พาทย์เครืองห้า ในสมัยนียงั ไม่มรี ะนาดเอก
๑๕
๔.วงมโหรี เป็ นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึง ทีนําเอา วงบรรเลงพิณ
กบั วงขบั ไม้มาผสมกนั เป็ นลกั ษณะของวงมโหรีเครืองสี ประกอบด้วย ผู้บรรเลง ๔ คน
- คนขับลาํ นําและตี กรับพวง ให้จังหวะ
- คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง
- คนดดี พณิ
- คนตีทบั (โทน) ควบคุมจงั หวะ
เป็นอยา่ งไรบา้ งครับนอ้ งๆและจกุ พโี ดเรมอนได้ พานอ้ งๆยอ้ นเวลา
ไปศกึ ษาความรู้เกียวดนตรีไทยสมยั สุโขทยั จุกสรุปความรู้ทีไดร้ ับใหพ้ ี
ดูหน่อยไดไ้ หม
๑๖
ดนตรีไทยสมัยสุโขทัยมีปรากฏหลักฐานสําคัญใน "หลักศิลาจารึก
พ่อขุนรามคาํ แหง หลกั ที ๑" และหนังสือวรรณคดีเรือง "ไตรภูมิพระร่ วง"
เป็ นพระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาลิไท โดยข้อความสําคัญทีเกียวกับ
ดนตรีไทยจากหลกั ฐานทงั สองได้กล่าวถึง เครืองดนตรีไทยและการบรรเลง
เป็ นวงดนตรีไทยไวอ้ ย่างชดั เจนทงั "เสียงพาทย"์ กบั "เสียงพิณ"ซึงหมายถึง
ว ง ปี พ า ท ย์แ ล ะ เ ค รื อ ง ด น ต รี ป ร ะ เ ภ ท ดี ด แ ล ะ เ ค รื อ ง ด น ต รี ป ร ะ เ ภ ท สี
โดยมีพิณเป็ นเครื องดนตรี หลัก ดังนันจากหลักฐานชินสําคัญดังทีกล่าวมา
ทําให้ทราบว่าเครืองดนตรีทีใช้บรรเลงเป็ นวงตามแบบแผนในสมัยสุโขทัย
มีรายละเอียดดงั ต่อไปนี
วงบรรเลงพณิ มผี ้บู รรเลง ๑ คน
วงขบั ไม้ ประกอบไปด้วยผู้บรรเลง ๓ คน
วงปี พาทย์ เป็ นลกั ษณะของวงปี พาทย์เครือง ๕ มี ๒ ชนิด
วงปี พาทย์เครืองห้าอย่างเบา
วงปี พาทย์เครืองห้าอย่างหนกั
วงมโหรี เป็ นลกั ษณะของวงดนตรี ทนี ําเอา วงบรรเลงพณิ กบั วงขับไม้ มาผสมกนั
เสี ยงพิณ หมายถึงเครื องดนตรี ประเภทเครื องสายในสมัยสุ โขทัย ก็คือ
พิณเป็ นเครืองดนตรีทีมีสายและดีดให้เป็ นเสียง ซึงพิณในสมัยสุโขทยั มีรูปร่าง
เหมือนกระจับปี ในปัจจุบัน นอกจากพิณทีมีลักษณะดังกล่าวแล้ว พิณนําเต้า
(จากเขมร) และ พิณเปี ยะ(ทีนิยมเล่นกนั ทางภาคเหนือ)
ซอในสมยั สุโขทยั จะมีทงั ซอสามสาย ซอดว้ งและซออู้
๑๗
เกร็ดความรู้เรืองเครืองดนตรีไทย
ฆ้อง หมายถึงเครืองตีทาํ ดว้ ยโลหะผสมเรียกสัมฤทธิ มีรากเหงา้ จากมโหระทึก เป็นสัญลกั ษณ์
ของความศกั ดิสิทธิและความเป็ นใหญ่
ทับเป็ นเครื องดนตรี ทีมีความสําคัญในการให้จังหวะควบคุมการเปลียนแปลงจังหวะ
และเสริมท่ารําของการแสดงโนราให้ดีเยียม ตวั ทบั มีลกั ษณะคลา้ ยกลองยาวแต่มีขนาดเล็กกวา่
ยาวประมาณ ๔๐-๕๐ เซนติเมตรทาํ ด้วยไม้แก่น ไมข้ นุน หุ้มดว้ ยหนัง เช่น หนังค่าง หนังแมว
ตรึงหนงั ด้วยเชือกดา้ ยและหวาย ทบั ใบหนึงจะมีเสียงทุม้ เรียกว่า "ลูกเทิง" อีกใบหนึงมีเสียงแหลม
เรียกวา่ "ลูกฉบั "
กลองทัดเป็ นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ขึนหน้าทังสองข้างด้วยหนังววั หรื อหนังควาย
ตรึงดว้ ยหมุด หุ่นกลองทาํ จากไมเ้ นือแข็งกลึงควา้ นข้างในจนเป็ นโพรงป่ องตรงกลางนิดหน่อย
หมุดทีตรึงหนงั เรียกวา่ “แส้” ทาํ ดว้ ยไมห้ รืองาหรือกระดูกสตั ว์ ตรงกลางหุ่นกลองมีห่วงสําหรับแขวน
เรียกวา่ “หูระวงิ ” กลองทดั มีขนาดหนา้ กวา้ งเท่ากนั ทงั สองขา้ งวดั เส้นผา่ ศูนยก์ ลางไดป้ ระมาณ ๔๖ ซม
ตวั กลองยาวประมาณ ๔๑ ซม กลองทดั มี ๒ ลูก ลูกทีมีเสียงสูง ดงั “ตุม” เรียกวา่ ตวั ผู้ ลูกทีมีเสียงตาํ
ตีดงั “ตอ้ ม” เรียกวา่ ตวั เมีย ใชไ้ มต้ ี ๑ คูม่ ีขนาดยาวประมาณ ๕๔ ซม
๑๘
กลองชาตรี มีรูปร่างลักษณะและการตีเช่นเดียวกับกลองทดั ทุกอย่างแต่ขนาดเล็กกว่า
ใชบ้ รรเลงร่วมในวงปี พาทยป์ ระกอบการแสดงละครชาตรีทีเรียกว่าปี พาทยช์ าตรีจึงเรียกกลองชนิดนี
ว่า"กลองชาตรี" แต่มีชือเรียกตามเสียงอีกอยา่ งหนึงวา่ "กลองตุ๊ก" มีหน้ากวา้ งวดั ผา่ นศูนยก์ ลาง
ประมาณ ๒๐ ซม.ยาวประมาณ ๒๔ ซม.มีขนาดเล็กกวา่ กลองทดั ราวครึง แตก่ ่อนคงใชก้ ลองใบเดียว
แต่ต่อมาในตอนหลงั นีใช้ ๒ ใบ เช่นเดียวกบั กลองทดั ทีทาํ เป็ นขนาดเล็กก็เพือสะดวกในการขนยา้ ย
ไปมาเพราะละครชาตรีเป็นชนิดละครเร่ ในครังโบราณมีแพร่หลายในจงั หวดั ภาคใตข้ องประเทศไทย
เดียวนีก็ยงั คงมีอยแู่ ต่ละครแตไ่ ดเ้ ปลียนแปลงวธิ ีเล่นไปเสียมากแลว้
บัณเฑาะว์ เป็ นกลองสองหน้าขนาดเล็ก ไทยคงได้เครืองดนตรีนีมาจากอินเดียตวั กลอง
ทาํ จากไมข้ นาดเล็กมีขนาดพอมือหัวและทา้ ยใหญ่ตรงกลางคอดมีสายโยงเร่งเสียงใชเ้ ชือกร้อยโยง
ห่างๆมีสายรัดอกตรงคอดทีตรงสายรัดอก มีหลกั ยาวอนั หนึงรูปเหมือนหวั เมด็ ทรงมณั ฑท์ าํ ดว้ ยไม้
หรืองาทีปลายหลกั มีเชือกผูกปลายเชือกอีกข้างหนึงผูกลูกตุม้ ในการบรรเลงใช้มือไกวบณั เฑาะว์
คือพลิกขอ้ มือกลบั ไปกลบั มาให้ลูกตุ้มทีปลายเชือกเหวียงตวั ไปกระทบหนังหน้ากลองทงั สองดา้ น
บางครังใช้บณั เฑาะว์ลูกเดียว บางครังใช้สองลูกไกวพร้อมกันทังสองมือ มือละลูกเป็ นจังหวะ
ในการบรรเลงประกอบขับไม้ในงานราชพิธี เช่น ขับกล่อมสมโภชพระมหาเศวตฉัตร
สมโภชพระยาชา้ งเผือกและชา้ งสาํ คญั เป็ นตน้
๑๙
ปี ใน เป็นเครืองเป่ าทีมีลิน ผสมอยใู่ นวงปี พาทยม์ าแต่โบราณ ทีเรียกว่า
" ปี ใน " กเ็ พราะวา่ ปี ชนิดนี เทียบเสียงตรงกบั ระดบั เสียงทีเรียกวา่ " เสียงใน "
ซึงเป็นระดบั เสียงทีวงปี พาทยไ์ มแ้ ขง็ บรรเลงเป็นพนื ฐาน
ปี แน เป็ นปี ประเภทลินคู่ทาํ ด้วยใบตาลมีรู บังคับเสี ยง เช่นเดียวกับปี ใน
นิยมบรรเลงในวงกลองตึงนง วงพาทยเ์ มืองเป็นตน้ มี ๒ ขนาด ไดแ้ ก่ ขนาดเล็กนนั เรียกว่าแนเล็ก
โดยมีรูปร่างคลา้ ยปี ชวาแตม่ ีขนาดใหญก่ วา่ ขนาดใหญเ่ รียกวา่ แนหลวง มีรูปร่างคลา้ ยปี มอญ
กลองสองหน้า กลองชนิดนีขึนหนังไว้ ๒ ด้านโดยมีขนาดของหน้ากลอง
แตกต่างกนั เล็กนอ้ ย รูปร่างโดยทวั ไปคลา้ ยกบั ลูก “เปิ งมางคอก” หนา้ กลองดา้ นทีมีขนาดใหญ่
นนั ใชม้ ือซ้ายตี ดา้ นทีขนาดเล็กกว่าใช้มือขวาตี หุ่นของกลองเสภายาวประมาณ ๕๕ ถึง ๕๘
เซนติเมตร ตรงบริเวณหนา้ กลองติดขา้ วตะโพนเพอื ถ่วงใหเ้ สียงนุ่มนวลขึน
กังสดาล เป็ นระฆงั วงเดือนหล่อจากสัมฤทธิหรือทองเหลืองด้านบนเจาะรู
ไวแ้ ขวนใช้เป็ นเครืองตีบอกสัญญาณของพระสงฆใ์ นสมยั โบราณและใช้ประกอบการบรรเลง
ดนตรีในบางโอกาส
๒๐
แตรสังข์ เป็ นหอยทะเลชนิ ดหนึ งเปลือกขรุ ขระต้องเอามาขัดให้เรี ยบและ
เกลียงเสียก่อนแลว้ เจาะกน้ หอยให้ทะลุเป็ นรูเป่ า เครืองเป่ าชนิดนีไม่มีลินตอ้ งเป่ าดว้ ย
ริมฝี ปาก ไทยไดแ้ บบอยา่ งการใช้สังขเ์ ป่ าในงานพระราชพิธีมาจากอินเดียการใชเ้ ครืองเป่ า
ชนิดนีถือเป็ นของขลงั และศกั ดิสิทธิ โดยเฉพาะในงานทีมีเกียรติสูงศกั ดิร่วมกบั แตรงอน
และแตรฝรัง
แตรงอนมีลักษณะงอนบานปลาย ไทยได้แบบอย่างมาจากอินเดียและมีชือ
ซึงแปลความหมายว่าเขาสัตว์ ซึงเดิมคงทาํ จากเขาสัตว์ ทาํ ด้วยโลหะชุบเงินทาํ เป็ นสองท่อน
สวมต่อกนั ท่อนแรกเป็ นหลอดโค้งเรียวยาวสําหรับเป่ าลมปากตรงทีเป่ าทาํ ให้บานรับกับ
ริมฝี ปากทีเรียกว่า "กําพวด" ท่อนปลายเป็ นลําโพงมีเส้นเชือกริบบินผูกโยงท่อนเป่ ากับ
ทอ่ นลาํ โพงไวด้ ว้ ยกนั ใชบ้ รรเลงร่วมกบั สงั ขใ์ นงานพระราชพธิ ีเกียรติยศ เช่น พระมหากษตั ริย์
เสด็จออกรับทูตเป็ นทางราชการใช้ในงานเสด็จพระราชดําเนินโดยขบวนพยุหยาตรา
ทางชลมารค, สถลมารคและจนขบวนแห่งอยา่ งอืน ซึงจะตอ้ งเป่ าแตรสังขเ์ ป็นเครืองประโคม
สาํ หรับพระราชอสิ ริยยศดว้ ย
๒๑
ซอสามสาย กะโหลกสําหรับอุม้ เสียงทาํ ด้วยกะลามะพร้าวตดั ขวางให้เหลือพูทงั สาม
อยู่ด้านหลัง ขึงหน้าด้วยหนังแพะหรื อหนังลูกววั มีคัน(ทวน) ตังต่อจากกะโหลกขึนไป
ยาวประมาณ ๑.๒๐ เมตร ทาํ ด้วยงาช้างหรื อไม้แก่นกลึงตอนปลายให้สวยงามมีลูกบิด
สอดขวางคันทวน ๓ อัน สําหรับพนั ปลายสายเร่งให้ตึงหรือหย่อนตามต้องการ มีทวนล่าง
ต่อลง ไปจากกะโหลก ก ลึง ให้เรี ยวเล็กลง ไปจนแหล มเลี ยมโล หะตอนปลายเพือให้แข็งแรง
สําหรับปักลงกับพืน สายทงั สามนันทาํ ด้วยไหมหรือเอ็นขึงจากทวนล่างผ่านหน้าซอซึงมี
หย่องรองรับขึนไปตามทวนและร้อยเข้าในรูไปพนั ลูกบิดสายละอนั ส่วนคนั ชักหรือคนั สี
ทําคล้ายคันกระสุ นขึงด้วยเส้นหางม้าหลายๆเส้นสี ไปมาบนสายทังสามตามต้องการ
สิงสาํ คญั ของซอสามสายอยา่ งหนึงคือ"ถ่วงหน้า" ถ่วงหนา้ นีทาํ ดว้ ยโลหะประดิษฐ์ใหส้ วยงาม
บางทีถึงกบั ฝังเพชรพลอยก็มี แต่จะตอ้ ง มีนาํ หนกั ได้ส่วนสัมพนั ธ์กบั หนา้ ซอติดตรงหน้าซอ
ตอนบนดา้ นซา้ ย ถา้ ไมม่ ีถ่วงหนา้ แลว้ เสียงจะดงั อูอ้ ีไม่ไพเราะ
มโหระทึก เป็ นกลองหน้าเดียวหล่อด้วยโลหะทังลูก มโหระทึกมีมาตังแต่
ยุคโลหะตอนปลายซึงตกประมาณ ๒,๐๐๐ปี มาแล้วพบในหลายประเทศในสุวรรณภูมิ
ตวั กลองมีหนา้ กลองแบนกวา้ ง บริเวณตรงกลางหนา้ กลองนิยมทาํ เป็ นรูปดาวและมีลวดลายอืน ๆ
ด้านข้างตวั กลางมักจะหลักลวดลายต่าง ๆ ฐานกลองเป็ นทรงกระบอกกลวง ในการตี
จะวางมโหระทึก ตงั เอาหน้ากลองขึน ใช้ไมต้ ีสองอนั ทาํ ดว้ ยไมร้ วกหรือไมเ้ นือแข็งเหลากลม
ปลายทีใชต้ ีพนั ดว้ ยผา้ ใหแ้ น่นแลว้ ผกู เคียนหรือถกั ดว้ ยเส้นดา้ ย