The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สนทรียทางดนตรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nuntanaporn Kawmanee, 2021-05-16 12:36:27

สนทรียทางดนตรี

สนทรียทางดนตรี

๑. ตัวแทนที่เป็ นมนุษย์ (Human Agents) แบ่งออก
เป็ น ๓ กล่มุ คือ

๑.๑. คีตกวี (Composer) คือ ผู้ประพันธ์เพลง
ซ่ึงเป็ นบุคคลกลุ่มแรกที่มีการสร้างผลิตผลทางดนตรี
ออกมา จดั เป็ นวตั ถุดบิ ทม่ี คี วามรู้สึกนึกคดิ มีความฝัน
มีจินตนาการ และมีพรสวรรค์ โดยคตี กวจี ะถ่ายทอด
ความรู้สึกต่าง ๆ ดังกล่าวออกมาในรูปของเสียงหรือ
ตัวโน้ต

ท้ังนี้ คีตกวีจะต้ องเป็ นผู้ท่ีมีความรู้ ความ
สามารถทางทฤษฎีดนตรี การเรียบเรียงเสี ยง
ประสาน และการปฏิบตั ิเครื่องดนตรีเป็ นอย่างดี

๑.๒. ศิลปิ น หรือผู้แสดง (Performer) คือ
ผู้ถ่ายทอดหรือผู้แสดงออกซ่ึงผลงานของคตี กวี

บุคคลกลุ่มนีจ้ ะทาหน้าทแ่ี สดงความหมาย
ในบทเพลงของคตี กวี โดยผ่านส่ือกลางของตน
เช่ น เคร่ืองดนตรีต่าง ๆ หรือเสียงร้ องไปสู่
บุคคลกลุ่มที่ ๓ คือ ผู้ฟัง

ศิลปิ นหรือผู้แสดง

สามารถแบ่งได้ ๓ กล่มุ ดงั นี้
๑. นักร้อง (Singer)
๒. นักดนตรี (Musician)
๓. วาทยกรหรือผู้อานวยการเพลง
(Conductor)

๑.๓. ผู้ฟัง (Listener) หมายถึง กลุ่มบุคคล
ผู้บริโภคงานศิลปะดนตรี โดยผ่านโสตประสาท
กลุ่มผู้ฟังนี้เป็ นกลุ่มใหญ่มีความสาคัญและจะต้อง
ฟังเป็ นจึงจะได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยกลุ่มผู้ฟังนี้
ไม่จาเป็ นต้องได้รับการฝึ กฝนในหลักการทางทฤษฎี
ดนตรีและปฏิบัติแต่อย่างใด แต่จะต้องเข้าใจในเรื่อง
หลักการฟังที่ดี ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลดีก็จะต้องศึกษา
ประวตั ศิ าสตร์ของคตี กวดี ้วย

ประเภทของการฟัง

เราสามารถจัดพฤติกรรมที่เกยี่ วกบั การฟัง
ได้ ๔ ประเภท ดงั นี้

๑. ฟังแบบผ่านหู (Passive Listening)
เป็ นการฟังอย่างไม่ต้ังใจ เป็ นการฟังขณะที่มี
กิจกรรมอื่นร่วมอยู่ด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็ นการ
ได้ยนิ เท่าน้ัน

๒. ฟังด้ วยความรู้ สึ ก (Sensuous
Listening) เป็ นระดับที่มีความต้ังใจฟัง
มากขึน้ เม่ือฟังแล้วเกิดความรู้สึกชอบใน
บางส่ิงบางอย่างจากดนตรี เช่น น้าเสียง
คนร้อง, ติดใจเสียงเครื่องดนตรีบางชิ้น
เป็ นต้น

๓. ฟังด้วยอารมณ์ (Emotional Listening)
การฟั งในระดับนี้ ผู้ฟั งจะมีปฏิกิริ ยาต่ อ
เสียงดนตรีมากขึ้น เกิดอารมณ์คล้อยตามใน
ขณะท่ีฟัง หรืออาจกล่าวได้ว่าดนตรีที่ฟังน้ันมี
บางอย่างสนองอารมณ์ของตน แต่ยงั ไม่สนใจใน
รายละเอยี ดของดนตรีเท่าใดนัก

๔. ฟังด้ วยความซาบซึ้ง (Perceptive
Listening) คือ การฟังอย่างท่ีมีพื้นฐานทาง
ดนตรี จนสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ดนตรีได้
การจะเป็ นผู้ฟังในระดับนี้ได้ ผู้ฟังจะต้องมีการ
สะสมทักษะด้ านการฟังพอสมควร มีการ
ค้นคว้า, ฝึ กฝน และเรียนรู้ ตามข้ันตอนที่
เรียกว่า การสร้างรสนิยมในการฟัง

มารยาทในการฟังดนตรี

การแสดงดนตรี ในปั จจุบันนี้มีหลาย
รูปแบบ หรือหลายประเภท เช่น ดนตรีประกอบ
พิธีกรรม ดนตรีประกอบการแสดง ดนตรีตาม
สถานบันเทิง ฯลฯ ซึ่งดนตรีเหล่านี้ส่ วนมาก
ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการต้ังใจฟังอย่างต้ังอก
ต้งั ใจฟังจริง ๆ นัก

ห า ก แ ต่ ยั ง มี ด น ต รี ป ร ะ เ ภ ท ห น่ึ ง ที่ จั ด ก า ร
แสดงขนึ้ โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือการฟังโดยแท้จริง
นักดนตรีจะต้ังอกต้ังใจท่ีจะแสดงความสามารถ
อย่างเต็มที่ ผู้ฟังกต็ ้ังใจท่ีจะมาฟังอย่างจริงจัง และ
ท่ีจัดการแสดงก็มีอย่างพอเหมาะ ไม่มีรายการ
แสดงอย่างอ่ืนมาประกอบ สรุปแล้วก็คือ การจัด
แสดงดนตรี เพื่อการดนตรีและเพื่อผู้ฟังเท่าน้ัน

รูปแบบของการจัดการแสดงดนตรี
อ ย่ า ง นี้จ ะ จั ด อ ย่ า ง มี ร ะ เ บี ย บ แ บ บ แ ผ น
ซ่ึงการจัดแสดงดนตรีในรูปแบบนีโ้ ดยมาก

มักจะเป็ นการแสดง “ดนตรีคลาสสิก”

มารยาทในการฟังดนตรีคลาสสิก

๑. ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้ อย ถูกกับ
สภาวะและเหตุการณ์

๒. ควรทราบโปรแกรมการแสดงล่วงหน้า
เพื่อจะได้ทาความเข้าใจหรือปูพืน้ ฐานไว้ก่อน

๓. ควรให้ เกียรติแก่ผู้แสดงด้วยการ
ปรบมือแสดงความช่ืนชมและขอบคุณ

๔. ไม่ สร้ างความราคาญให้ แก่ ผู้อ่ืน
ตลอดจนรบกวนสมาธิของผู้แสดง

๕. ควรไปก่อนเวลาการแสดงอย่างน้อย
๑๕ นาที

๒. ตวั แทนทเี่ ป็ นเคร่ืองกลไก (Mechanical
Agents) หมายถงึ ส่ือกลางของผู้แสดงผลงาน
ทางดนตรีและผู้ฟัง ได้แก่

๒.๑. เครื่องดนตรี (Musical Instruments)
ทาให้เกดิ สีสันของเสียงเพลงท่ไี ด้กาหนดไว้
ท้งั นีร้ วมไปถงึ เสียงร้องของมนุษย์ด้วย

๒.๒. กระบวนการพิมพ์ (Publisher) คื อ
กระบวนการท่ีทาให้ บทเพลงหรื อผลงานเพลง
แพร่หลาย

๒.๓. กระบวนการถ่ายทอด หรือส่ือในการ
นาเสนอดนตรี (Transmission) จัดได้ว่าเป็ นแหล่ง
สุดท้ายที่ผู้ฟังจะเลือกหาเลือกฟังผลงานทางดนตรีได้
เช่น เทปบันทึกเสียง, แผ่นเสียง, วิทยุ, โทรทัศน์,
ซีดเี พลง, คาราโอเกะ, อนิ เตอร์เน็ท เป็ นต้น

องค์ประกอบ
ของดนตรี

อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ด น ต รี
คื อ ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ส า คั ญ
พื้นฐานท่ีทาให้ ดนตรี เป็ น
รูปร่างขนึ้ มาได้

องค์ประกอบของดนตรี ประกอบด้วย
๑. จงั หวะ (Rhythm)
๒. ทานอง (Melody)
๓. พืน้ ผวิ และการประสานเสียง
(Texture and Harmony)

๔. สีสันหรือคุณภาพของเสียง
(Tone Colour of Quality)

๕. คตี ลกั ษณ์ (Forms)

จังหวะ
(Rhythm)

จังหวะ (Rhythm) หมายถึง ช่วงเวลาที่

ดาเนินอยู่ในขณะท่ีบรรเลงดนตรี จะสิ้นสุดลง
ก็ต่อเม่ือจบเพลงน้ัน ๆ แล้ว จังหวะมีหน้าที่
ควบคุมการเคลื่อนที่ของทานองเพลงและแนว
ประสานเสียงต่าง ๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน
โดยการเดินของจังหวะจะเป็ นไปอย่ าง
สมา่ เสมอ จะเหมือนกบั การเดนิ ของนาฬิกา

ทานอง
(Melody)

๒. ทานอง (Melody) หมายถึง การ
จัดเรียงของเสียงท่ีมีความต่างของระดับ
เสียงและความยาวของเสียง หรือระดับ
เสียงสูง – ต่า ส้ันบ้างยาวบ้างสลบั กนั ไป
บางทีกด็ ังบางทีกค็ ่อย ท้ังนีข้ ึน้ อยู่กบั ความ
ประสงค์ของผู้ประพนั ธ์

ทานองเป็ นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับ
ความสูง-ต่า ความส้ัน-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติ
เหล่านีเ้ ม่ือนามาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องบนพืน้ ฐานของความ
ช้า-เร็ว จะเป็ นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทา
ความเข้าใจได้ง่ายทส่ี ุด

ในเชิงจิตวิทยา ทานองจะกระตุ้นผู้ฟังในส่ วนของ
สติปัญญา ทานองจะมีส่ วนสาคัญในการสร้ างความ
ประทับใจ จดจา และแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพลง
หนึ่งกบั อกี เพลงหนึ่ง

ตวั โน้ตดนตรี หรือสัญลกั ษณ์ทใ่ี ช้แทนเสียงดนตรี

เป็ นระบบการบันทึกแทนเสียงดนตรีที่มีมา
ต้ังแต่ศตวรรษที่ ๑๑ โดย กโี ด เดอ อเรซ์โซ (Guido d’
Arezzo, ๙๙๕ - ๑๐๕๐) บาทหลวงชาวอิตาเลยี น
ต่อมาได้มีการพฒั นาอย่างต่อเนื่องจนกระท่ังสมบูรณ์
อย่างท่ีเราได้พบเห็นและใช้กันในปัจจุบัน ตัวโน้ต
สามารถบอกหรือสื่อให้นักดนตรีทราบถึงความส้ัน –
ยาว, สูง – ตา่ ของระดบั เสียงได้

ลกั ษณะของตวั โน้ต และตวั หยุด

การเปรียบเทยี บค่าของตัวโน้ต

จะเห็นได้ว่า
โน้ตตัวขาว มีค่าเท่ากบั 1/2 ของโน้ตตวั กลม
โน้ตตัวดา มีค่าเท่ากบั 1/4 ของโน้ตตวั กลม
โน้ตตวั เขบต็ 1 ช้ัน มีค่าเท่ากบั 1/8 ของโน้ตตวั กลม
โน้ตตวั เขบ็ต 2 ช้ัน มคี ่าเท่ากบั 1/16 ของโน้ตตวั กลม
หรือ 1 ตวั กลม = 2 ตัวขาว = 4 ตวั ดา = 8 ตวั เขบต็ 1 ช้ัน =
16 ตวั เขบ็ต 2 ช้ัน

ส่วนตวั หยุด ให้เปรียบเทยี บค่าเหมือนตวั โน้ต

การเปรียบเทยี บค่าของตวั โน้ต

บรรทดั ๕ เส้น และกญุ แจประจาหลกั

การบันทกึ โน้ตลงบนบรรทัด ๕ เส้น

พืน้ ผวิ และการประสานเสียง

(Texture and Harmony)

พื้นผิวและการประสานเสียง (Texture

and Harmony)
“พื้นผิว” เป็ นคาทใ่ี ช้อยู่ท่วั ไปในวชิ าการ

ด้านวจิ ติ รศิลป์ หมายถงึ ลกั ษณะพืน้ ผวิ ของสิ่ง
ต่าง ๆ เช่น พื้นผิวของวัสดุท่ีมีลักษณะขรุขระ
หรือเกลยี้ งเกลา ซ่ึงอาจจะทาจากวสั ดุทตี่ ่างกนั

ในเชิงดนตรีน้ัน “พืน้ ผิว” หมายถงึ ลกั ษณะหรือ
รูปแบบของเสียงท้ังท่ีประสานสัมพันธ์ และไม่
ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็ นการนาเสียงมา
บรรเลงซ้ อนกันหรือพร้ อมกัน ซึ่งอาจพบท้ังใน
แนวต้ังและแนวนอน ตามกระบวนการประพันธ์
เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวท้ังหมดเหล่าน้ัน
จัดเป็ นพื้นผิวตามนัยของดนตรีท้ังสิ้น ลักษณะ
รูปแบบพืน้ ผวิ ของเสียงมอี ยู่หลายรูปแบบ ดงั นี้

๑. Monophonic Texture

เป็ นลักษณะพื้นผิวของเสียงท่ีมีแนว
ทานองเดียว ไม่มีเสียงประสาน พื้นผิว
เสียงในลักษณะนี้ถือเป็ นรูปแบบการใช้
แนวเสียงของดนตรีในยุคแรก ๆ ของ
ดนตรีในทุกวฒั นธรรม

๒. Polyphonic Texture

เป็ นลักษณะพื้นผิวของเสียงท่ีประกอบด้วย
แนวทานองต้ังแต่สองแนวทานองขึน้ ไป โดยแต่ละ
แนวมีความเด่นและเป็ นอิสระจากกัน ในขณะท่ีทุก
แนวสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน จัดได้ว่า
เป็ นพื้นสมัยใหม่ เร่ิมใช้ กันมาต้ังแต่สมัยกลาง
(Middle Ages) คือประมาณปี ค.ศ.๑๓๐๐ เป็ นต้นมา

๓. Homophonic Texture

เป็ นลกั ษณะพืน้ ผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนว
ทานองแนวเดยี ว โดยมีกล่มุ เสียง (Chords) ทาหน้าที่
สนับสนุน ในคีตนิพนธ์ประเภทนี้ แนวทานองมักจะ
เคล่ื อนที่ในระดับเสี ยงสู งที่สุ ดในบรรดากลุ่มเสี ยง
ด้วยกนั ในบางโอกาสแนวทานองอาจจะเคลื่อนท่ีใน
ระดบั เสียงตา่ ได้เช่นกนั

ถึงแม้ว่าคีตนิพนธ์ประเภทนี้จะมีแนวทานองท่ีเด่น
เพียงทานองเดียวก็ตาม แต่กลุ่มเสียง (Chords) ท่ีทา
หน้าที่สนับสนุนน้ัน มีความสาคัญท่ีไม่น้อยไปกว่าแนว
ทานอง การเคล่ือนท่ีของแนวทานองจะเคล่ือนไปใน
แนวนอน ในขณะท่ีกลุ่มเสียงสนับสนุนจะเคล่ือนไปใน
แนวต้ัง พื้นผิวในลักษณะนี้เร่ิมใช้ มาต้ังแต่ประมาณปี
ค.ศ.๑๗๐๐ การประสานโดยวิธีนี้เป็ นท่ีนิยมกันมากใน
ดนตรีตะวันตกในปัจจุบัน เช่น ในการขับร้องประสาน
เสียง (Chorus)

๔. Heterophonic Texture

เป็ นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทานองหลาย
ทานอง แต่ละแนวมีความสาคัญเท่ากันทุกแนว
คาว่า Heteros เป็ นภาษากรีก หมายถึง แตกต่าง
หลากหลาย ลักษณะการผสมผสานของแนวทานอง
ในลักษณะนี้พบมากในดนตรี ไทย จีน ญี่ป่ ุน ชวา
เป็ นต้น

สีสันหรือคุณภาพของเสียง

(Tone Colour of Quality)

สีสันหรือคุณภาพของเสียง (Tone Colour of Quality)

สีสันของเสียง หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่
กาเนิดจากแหล่งเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกาเนิดเสียง
ดังกล่าว เป็ นได้ท้ังที่เป็ นเสียงร้องของมนุษย์ และเครื่อง
ดนตรีชนิดต่าง ๆ ความแตกต่างของเสียงร้องมนุษย์ ไม่ว่า
จะเป็ นระหว่างเพศชายกับเพศหญิง หรือระหว่างเพศ
เดยี วกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพืน้ ฐานของการแตกต่างทางด้าน
สรีระ เช่น หลอดเสียงและกล่องเสียง เป็ นต้น

ในส่ วนที่เกี่ยวข้ องกับเคร่ื องดนตรี น้ัน
ความหลากหลายด้านสีสันของเสียง ประกอบด้วย
ปัจจัยท่ีแตกต่างกันหลายประการ เช่ น วิธีการ
บรรเลง วัสดุท่ีใช้ทาเครื่องดนตรี รวมท้ังรูปทรง
และขนาด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสีสัน
ของเสียงเคร่ืองดนตรี ทาให้เกิดคุณลักษณะของ
เสียงทีแ่ ตกต่างกนั ออกไป

๑. วธิ ีการบรรเลง
อาศัยวิธีดีด สี ตี และเป่ า วิธีการผลิตเสียง

ดั ง ก ล่ า ว ล้ ว น เ ป็ น ปั จ จั ย ใ ห้ เ ค รื่ อ ง ด น ต รี มี
คุณลกั ษณะของเสียงทต่ี ่างกนั
๒. ขนาดและรูปทรง

ลกั ษณะของเคร่ืองดนตรีที่มีรูปทรงและขนาดที่
แตกต่างกัน จะเป็ นปัจจัยท่ีส่ งผลให้ เกิดความ
แตกต่ างกันในด้ านสี สั นของเสี ยงในลักษณะท่ีมี
ความสัมพนั ธ์กนั

๓. วสั ดุทใี่ ช้ทาเครื่องดนตรี
วัสดุท่ีใช้ทาเคร่ืองดนตรีของแต่ละวัฒนธรรม

จะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของสังคม และ
ยุคสมัย วัสดุที่ใช้ ทาเคร่ื องดนตรีที่แตกต่ างกัน
นับเป็ นปัจจัยที่สาคัญประการหน่ึง ท่ีส่ งผลให้เกิด
ความแตกต่างในด้านสีสันของเสียง

ระดบั เสียงร้องของมนุษย์
(Human Voice)

ระดบั เสียงร้องของมนุษย์ (Human
Voice) สามารถแบ่งออกเป็ น ๓ กลุ่ม
ดงั นี้

๑. เสียงร้องของเดก็ เป็ นระดับเสียง
ร้องสูงสุด เรียกว่า “Treble” (เทรบเบิล)
เป็ นเสียงสูงทแ่ี จ่มใส บริสุทธ์ิ

๒. เสียงร้องของผู้หญิง เป็ นเสียง
ร้องท่มี คี วามแตกต่างกนั ๓ ระดบั คือ

๒.๑. Soprano (โซปราโน) คือ โทนเสียง
ในการร้องเพลงประสานเสียง ซ่ึงเป็ นโทนเสียง
ท่ีสูงของนักร้องหญิง และเป็ นโทนเสียงท่ีสูง
ทสี่ ุดในวงขบั ร้องประสานเสียงอกี ด้วย

ตวั อยา่ งเสียงร้องระดบั โซปราโน

๒.๒. Mezzo-Soprano (แมซโซ -

โซปราโน) คือ ระดับเสียงร้ องกลาง

ของผู้หญงิ

๒.๓. Alto / Contralto (อลั โต /

คอนทรัลโต) คือ ระดับเสียงร้องต่าสุด

ของผู้หญงิ ตวั อยา่ งเสียงร้องระดบั อลั โต

๓. เสียงร้องของผู้ชาย เป็ นเสียง
ร้องท่มี คี วามแตกต่างกนั ๓ ระดบั คือ

๓.๑. Tenor (เทเนอร์) คือ โทนเสียงใน
การร้องเพลงประสานเสียง ซ่ึงเป็ นโทน
เสียงสูงของนักร้องชาย

ตวั อยา่ งเสียงร้องระดบั เทเนอร์

๓.๒. Baritone (บาริโทน) คือ
ระดบั เสียงร้องกลางของผู้ชาย

๓.๓. Bass (เบส) คือ ระดับ
เสียงร้องตา่ สุดของผู้ชาย

ตวั อยา่ งเสียงร้องระดบั เบส

การขบั ร้องประสานเสียง
(Chorus & Choir)
๑. Soprano
๒. Alto
๓. Tenor
๔. Bass


Click to View FlipBook Version