The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by CHADAPORN PALASAK, 2023-09-20 00:50:25

บันทึกการอ่าน

บันทึกการอ่าน

ครั้งที่ ๑/๑๖ ชื่อเรื่อง ห้าสหายผจญภัย ตอนเกาะมหาสมบัติ ผู้แต่ง Enid Blyton ผู้แปล ฉันทนา ไชยชิต จำนวน หน้า ๑๘๔ หน้า เรื่องย่อ วันหยุดหน้าร้อนของสามพี่น้อง จูเลียน ดิ๊กและแอนน์ พวกเขาไปพักที่บ้านอาเควนติน สามพี่น้องได้เจอกับจอร์จลูกของ อาเควนติน และทิโมทีสุนัขรู้ใจของจอร์จ พวกเขาเริ่มต้นกันได้ไม่ดีนักแต่ไม่นานก็เข้ากันได้ เด็ก ๆ ได้ผจญภัยกันอย่างตื่นเต้น บนเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่ง พวกเขาพบกล่องไม้โบราณในซากเรือ ที่เกาะมีซากปราสาทเก่า เด็ก ๆ ได้ค้นพบสมบัติในคุกใต้ดิน ของปราสาท ทุกคนสนุกกับวันหยุดหน้าร้อน และพวกเขาหวังว่าจะได้ไปผจญภัยด้วยกันอีก แนวคิด การผจญภัยของห้าสหายกับเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น ทั้งอุปสรรคที่เด็ก ๆ ได้เจอ สิ่งที่พวกเขาใช้ในการแก้ปัญหาทุกครั้ง คือ ความกล้าหาญ ไหวพริบ และมิตรภาพ มิตรภาพทำให้เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรือมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ และการรักษา มิตรภาพให้คงอยู่นั้น คือ การรู้จักให้อภัยกัน ความคิดเห็น วรรณกรรมสำหรับเยาวชนเรื่องนี้ อ่านเข้าใจง่าย ให้แง่คิด อ่านแล้วจินตนาการเห็นภาพการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น ตัวละคร เจอเรื่องราวและอุปสรรคมากมาย ทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นเอาใจช่วยตัวละครไปด้วย ประโยคประทับใจ “ฉันไม่ยอมให้พวกเขามาแบ่งอะไรให้หรอก ถ้าตัวฉันเองไม่สามารถให้อะไรพวกเขาได้บ้าง มันก็ไม่ยุติธรรมที่จะไปรับของ จากพวกเขา ฉันเลยปฏิเสธ” ( หน้า ๓๕ ) ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นแก่ตัว ไม่อยากเอาเปรียบคนอื่น เป็นเรื่องที่ดี ที่ตัวละครคิดแบบนี้ แต่ไม่จำเป็นเสมอไปที่คนอื่นมีน้ำใจแบ่งปันสิ่งของให้เรา แล้วเราต้องมีสิ่งของตอบแทนเขาเสมอ มีอีกหลายวิธี ที่เราสามารถตอบแทนเขาได้


ครั้งที่ ๒/๑๖ ชื่อเรื่อง เรื่องรักขนาดใหญ่ของเด็กชายตัวเล็ก ผู้แต่ง เจนนิเฟอร์ ริชาร์ด จาคอบสัน ผู้แปล ปณต ไกรโรจนานันทน์ จำนวน หน้า ๒๐๘ หน้า เรื่องย่อ แจ็ก เด็กชายอายุ ๑๑ ปี เขาไปค่ายพักแรมกับแม่ พอตื่นเขาพบว่าแม่หายไป เขาโกหกทุกคนที่ถามถึงแม่ เพราะถ้าคนอื่น รู้ว่าแม่หายไปแล้วหาแม่เจอ แม่จะต้องไปอยู่โรงพยาบาล ส่วนเขาก็ต้องไปอยู่ศูนย์สังคมสงเคราะห์ แจ็กเริ่มออกเดินทางตามหาแม่ เขาเข้าไปที่ร้านขายของ และขโมยตุ๊กตาช้างเพราะไม่มีเงิน แจ็กเห็นข่าวตามหาตัวเขา และยายเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่ กำลังเดินทางไปหมู่เกาะบาฮามาส โดยรู้ว่าแม่กำลังไปที่นั่นโดยไม่มีเขา แจ็กเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ที่หมายคือสวนสัตว์ แจ็กอยาก เจอช้างชื่อลีเดียก่อนที่จะมีคนหาเขาเจอ การไปเจอลีเดียเป็นหนึ่งในลิสต์ของเขา และเป็นเรื่องที่ทำให้เขากับแม่ทะเลาะกัน เขา เจอบิ๊กแจ็กขณะหลบหนีตำรวจ บิ๊กแจ็กบอกว่าเจ้าหน้าที่เจอตัวแม่เขาแล้ว และแม่อยากคุยกับแจ็กมาก แจ็กขอให้บิ๊กแจ็กพาเขาไป สวนสัตว์ เมื่อถึงที่นั่น เขาวิ่งไปหาลีเดีย และเห็นยายนั่งอยู่ตรงมานั่ง บิ๊กแจ็กบอกแจ็กว่าคนที่ให้เบอร์ยายกับผู้ชายบนเรือคือแม่ของ เขา ถึงแม่จะมีอาการทางจิตแต่แม่ก็ดูแลแจ็ก แจ็กรู้ว่าแม่รักเขามากขนาดไหน ตอนเขายังเล็ก แม่จะนำของเกี่ยวกับช้างมาให้เขา ทุกสัปดาห์ แม่เคยแลกสร้อยคอตัวเองกับพวงกุญแจรูปช้าง และเธอเคยขับรถไปถึงนอร์ทเอนด์ เพื่อซื้อทาร์ตราสป์เบอร์รี่รูปช้างให้ เขา ซึ่งทำให้เธอเกือบถูกไล่ออก แจ็กล้วงตุ๊กตาช้างในกระเป๋าแล้วขอให้บิ๊กแจ็กนำไปคืนที่ร้าน ตลอดทางที่ผ่านมาทำให้แจ็กรู้ว่าเขา ไม่ได้โดดเดี่ยว ทุกคนให้ความช่วยเหลือเขาโดยไม่รู้ว่ากำลังช่วย แนวคิด - สะท้อนให้เห็นความรักของแม่และลูก ไม่มีลูกคนไหนที่ไม่รักแม่ และไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูก ถึงแม่จะทิ้งตัวละคร ไว้ตามลำพัง แต่ตัวละครไม่คิดว่าเป็นความผิดของแม่ กลับมองว่าเป็นความผิดของเขาเองที่ทะเลาะกับแม่ - การโกหกคนอื่นจะทำให้ตัวเองเหนื่อย เพราะต้องคิดหาคำมาโกหกไปเรื่อย ๆ - การขโมยของเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อขโมยของมาแล้วก็ต้องทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ ต้องระแวงตลอดเวลา - การช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เห็นได้จากเนื้อเรื่อง หลายคนที่แจ็กเจอระหว่าง การเดินทาง ให้ความช่วยเหลือเขาโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ก็มีบางคนช่วยเหลือตัวละครเพียงหวังเงินรางวัล ทำให้ผู้อ่านเข้าใจ โลกมากขึ้น ว่าคนเรามักมีสองด้านเสมอ ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ สนุก อ่านเพลิดเพลิน ภาษาอ่านง่าย ทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวละครตื่นมา พบว่าแม่หายไป ทำให้ผู้อ่านคิดไปต่างๆนานา ว่าแม่ของตัวละครหายไปไหน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกเศร้า สงสารตัวละครที่ต้องออก เดินทางเพียงลำพัง เนื้อเรื่องให้แง่คิดเกี่ยวกับความรักของแม่และลูก เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกคน เพราะทำให้เราเข้าใจความรักที่แม่ มีต่อตนมากขึ้น ประโยคประทับใจ “ขอเพียงย้อนเวลาได้และถอนสิ่งที่เถียงกันทั้งหมดกลับคืนมา” (หน้า ๑๓๗) ประโยคนี้สะท้อนให้ผู้อ่านได้เตือนสติตนเอง ว่าก่อนที่จะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดีก่อน เพราะคำพูดเมื่อพูดไปแล้ว ไม่สามารถย้อนคืนได้ เมื่อยังอยู่ด้วยกัน ควรทำดีให้กัน ไม่ควรทะเลาะกัน จะได้ไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปในภายหลัง


ครั้งที่ ๓/๑๖ ชื่อเรื่อง ม้าน้ำสีทอง ผู้แต่ง เอกอรุณ จำนวนหน้า ๙๖ หน้า เรื่องย่อ สนและโต้อาศัยอยู่ในชุมชนริมคลอง ทั้ง ๒ คนเป็นเพื่อนกัน สนและโต้อยากได้กางเกงนักเรียนตัวใหม่ แต่ครอบครัวของ ทั้งคู่มีฐานะยากจน พวกเขาจึงหาวิธีหาเงิน พวกเขาจะไปเก็บปลาที่หล่นจากเรือแล้วนำไปขาย แต่การเก็บปลาที่ตกจากเรือไม่ใช่ เรื่องง่าย ชิตทำถุงอวนให้และสอนเด็กทั้ง ๒ คนว่าอย่าขโมยข้าวของในเรือ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ชิตเตือนอีกว่า หากตอนนั้นเราอยู่ใน น้ำเก็บได้แล้ว ถ้ามีคนในเรือมองมาเห็นก็เอาขึ้นไปคืนเขา ชิตพาทั้ง ๒ คนขึ้นไปช่วยงานคนบนเรือ ช่วยยกถาดปลา ช่วยล้างถาด ทุกวันหัวหน้าคนงานจะแบ่งปลาให้เด็ก ๆ พอเก็บเงินได้เพียงพอแล้ว เด็กทั้ง ๒ ก็คุยกันว่าจะไปซื้อกางเกง โต้บอกสนว่ารองเท้าของเขามันขาดแล้ว ถ้าซื้อรองเท้า ก่อน เด็กทั้งโรงเรียนก็จะมีแต่โต้ที่ใส่กางเกงก้นปะ สนจึงบอกโต้ว่าให้ซื้อรองเท้า แล้วเขาจะใส่กางเกงก้นปะเป็นเพื่อนไปก่อน พวก เขาเก็บเงินได้มากพอจึงซื้อชุดนักเรียน ทั้งคู่เดินไปโรงเรียนอย่างภูมิใจที่ได้ชุดนักเรียนใหม่ที่ซื้อด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง สน โต้ และชิตเจอกันอีกครั้งบนเรือ ชิตบอกสนและโต้ว่า ม้าน้ำหนามสีทองขายได้ราคาดี ทั้งคู่จึงเพาะพันธุ์ม้าน้ำขาย เด็ก ๆ ไปร้านป้าหลีจูเพื่อฟังคำแนะนำ วิธีการเลี้ยง ไม่นานม้าน้ำก็คลอดลูก โรงเรียนของสนและโต้กำลังจะเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา เพื่อปล่อยลงทะเล ครูบอกโต้และสนว่า ม้าน้ำเมื่อโตได้ที่แล้ว ขายให้โรงเรียนไปเพาะพันธุ์ต่อ พวกมันจะได้ไม่เป็นม้าน้ำตากแห้ง ป้าหลีจูย้ายบ้านหลังสามีเสีย ป้าตั้งใจมอบตู้เลี้ยงและม้าน้ำทั้งหมดให้โรงเรียน แต่ลูกม้าน้ำอยากปล่อยลงทะเล สนอาสา นำไปปล่อยให้ สนและอาเอกออกทะเลเพื่อดูว่าตรงไหนลึกพอเหมาะสำหรับปล่อยม้าน้ำ หลังปล่อยม้าน้ำเสร็จพายุก็เข้า ทำให้เรือ คว่ำ มีเรือผ่านมาช่วยอาเอกได้ แต่สนถูกคลื่นซัดไปจนหมดสติ ลืมตาขึ้นมาอีกที ผืนน้ำรอบตัวเป็นสีทองไปหมด เขาพบฝูงม้าน้ำ มากมายคอยหนุนด้านล่างตัวเขาไปยังฝั่งที่ใกล้ที่สุด มีคนพบเขาบนชายหาด และส่งสนกลับบ้านอย่างปลอดภัย แนวคิด - สะท้อนให้เห็นว่าความดี ความซื่อตรง และรู้จักผูกมิตร นั้นส่งผลดีอย่างไร - สอนให้รู้ค่าของเงินว่าการได้เงินมาแต่ละบาทนั้นลำบากเพียงใด - แสดงให้เห็นถึงความรักของเพื่อน มิตรภาพที่มีให้แก่กัน ความเห็นใจกันและกัน - ปลูกฝังให้รักธรรมชาติ รักสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล สอนให้รู้จักอนุรักษ์สัตว์น้ำ ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ อ่านเข้าใจง่าย สะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้ชีวิตในด้านที่ต้องใช้ความพยายามแก้ไข้ปัญหา และ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาสิ่งที่ต้องการ อะไรที่ไม่เคยทำไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้สำเร็จ เราต้องค่อยเรียนรู้ไป และเป็นการปลูกฝังให้ผู้อ่านรัก ธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม รู้จักอนุรักษ์สัตว์น้ำ ประโยคประทับใจ “งั้นเอางี้ ข้าก็จะซื้อรองเท้าใหม่ ยอมใส่กางเกงก้นปะเป็นเพื่อนเองไปก่อน” (หน้า ๓๐) ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความรัก เพื่อน ความเห็นอกเห็นใจกัน


ครั้งที่ ๔/๑๖ ชื่อเรื่อง Color Land ดินแดนสีสัน ผู้แต่ง กิตติพัฒน์ วิริยะ จำนวนหน้า ๑๓๖ หน้า เรื่องย่อ มาวิน เด็กชายอายุ ๑๘ ปี อาศัยอยู่ในรัฐทีรัน เมืองที่มีแต่สีขาวดำ ระหว่างเดินไปโรงเรียนเด็กชายร่างท้วมที่อยู่หน้ามาวิน ล้มลง มาวินรีบประคองร่างเพื่อไม่ให้หัวกระแทกพื้น เจ้าหน้าที่เดินมาและบอกว่าเขาฝ่าฝืนกฎระเบียบเยาวชนแห่งรัฐทีรัน ที่ช่วยเหลือเด็กป่วยโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเสร็จกิจกรรมตอนเช้า ให้เขาไปห้องปกครองทันที เจนจิราเดินเข้ามาทักมาวิน เพราะเธอเห็นตอนที่เขาช่วยเด็กอ้วน เธอรู้ว่าเขาต่างจากคนอื่น เธอจึงชวนเขาไปที่บ้าน เพื่อให้ดูหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ มันเป็นหนังสือต้องห้าม เธอนำภาพถ่ายในอดีตของเมืองหนึ่งที่บันทึกไว้เป็นภาพสี ซึ่งเรื่องที นี้จะต้องเก็บเป็นความลับ เพราะเสี่ยงต่อการโดนเจ้าหน้าที่รัฐจับ เจนจิราไม่ได้มาโรงเรียน มาวินจึงไปหาเธอที่บ้าน เขาเจอจดหมายจึงทำให้รู้ว่าครอบครัวของเธอหนีไปดินแดน ที่เรียกว่าสีสัน มาวินหาข้อมูลในห้องสมุดโรงเรียน คาดเดาที่ตั้งดินแดนสีสันจากหนังสือ และออกเดินทาง ที่ดินแดนสีสัน ประชาชนมีอิสระในการทำทุกอย่าง แต่ทำอย่างมีขอบเขต เด็กนักเรียนที่นี่ใช้เวลาเรียนรู้ส่วนใหญ่นอก ห้องเรียน มาวินเจอเจนจิรา ครอบครัวเจนจิราต้องปรับตัวอย่างมาก แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับเพิ่มคือ ความสุข รอยยิ้ม เสรีภาพ มาวิน เพิ่งเคยได้เห็นคนทะเลาะกัน ซึ่งต่างจากรัฐทีรัน เพราะมีบทลงโทษที่รุนแรง มาวินกลับไปที่รัฐทีรันอีกครั้งเพื่อพาพ่อกับแม่มาด้วย พ่อจับตัวเขาไปลงโทษที่ไปฝักใฝ่กับกลุ่มสีสัน กลุ่มสีสันมาช่วยมาวิน และคนอื่น ๆ ในรัฐที่รัน มาวินซาบซึ้งใจจนร้องไห้ และมาวินก็กลายเป็นคนมีสีสัน สีสันเเผ่ขยายไปทั่วเมือง กลุ่มฝักใฝ่สีสันขอให้ ชาวรัฐทีรันทุกคนร่วมมือกับพวกเขาเพื่อสร้างประเทศให้น่าอยู่ไปด้วยกัน แนวคิด - สะท้อนให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการมีเสรีภาพ ข้อดีคือ เรามีอิสระในการทำทุกอย่าง มีอิสระในการคิด มีอิสระในการ รู้สึก เช่นในการเลือกรับประทานอาหาร เห็นได้จากในเนื้อเรื่องรัฐทีรันตอนที่ยังไม่มีเสรีภาพ รัฐกำหนดให้ประชาชนรับประทานแต่ ข้าวต้ม ซึ่งในดินแดนสีสันมีอาหารมากมายให้เลือกรับประทาน และข้อเสีย การมีเสรีภาพมากเกินไป ทำให้ผู้คนคิดและรู้สึกอยาก ทำอะไรเกินขอบเขต หรือกรอบที่กำหนดไว้ เห็นได้จากในเนื้อเรื่องตอนท้าย เมื่อรัฐทีรันกลายเป็นเมืองที่มีเสรีภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำงานหนักขึ้น เกิดเหตุร้ายมากขึ้น - สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน ขณะที่เราวิ่งเล่น เราก็เรียนรู้ที่จะวิ่งอย่างไรไม่ให้ล้ม ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ ได้รับรางวัลชมเชย ในโครงการประกวดวรรณกรรมรางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ ๑๓ ปี ๒๕๕๙ ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย ผู้เขียนใช้สีสันแทนเสรีภาพ เนื้อเรื่อง สะท้อนให้ผู้อ่านเห็นถึงด้านดีและด้านเสียของการมีเสรีภาพ ทำให้ผู้อ่าน ได้ตระหนักในการใช้เสรีภาพของตนเองอย่างพอประมาณ ไม่ให้เกินขอบเขต ประโยคประทับใจ “เนื่องจากที่นี่เป็นสีสันทั้งหมด มีเพียงผมที่ยังเป็นขาวดำ สิ่งแรกที่ผมจะทำคือศึกษาเรื่องราวทุกอย่าง และเรียนรู้เพื่อ พัฒนาตัวเองครับ” (หน้า ๙๔) ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าตัวละครมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาในสิ่งที่ตนไม่รู้


ครั้งที่ ๕/๑๖ ชื่อเรื่อง กล่องตุ๊กตาใสกับจดหมายของพ่อ ผู้แต่ง ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์ จำนวนหน้า ๙๖ หน้า เรื่องย่อ ก่อนพ่อเสียชีวิต พ่อได้เขียนจดหมายหลายฉบับไว้ให้ต้นข้าว จดหมายทุกฉบับคือตัวแทนของพ่อในวันที่ต้นข้าวเจอปัญหา เมื่อต้นข้าวอยู่ชั้นมัธยมปลาย แม่มีแฟนใหม่ชื่ออาปวร ต้นข้าวจึงอ่านจดหมายของพ่อ “เมื่อแม่มีแฟนใหม่” พ่อแนะนำให้ต้นข้าว เปิดใจ เพราะพ่อมั่นใจว่าคนที่แม่เลือก สามารถดูแลแม่และต้นข้าวได้ เหมือนที่แม่เลือกพ่อ ต้นข้าวทำตามคำแนะนำของพ่อ ต้นข้าวมีเพื่อนสนิทชื่อบัว ทั้งสองมีหนุ่ม ๆ ในโรงเรียนตามจีบมากมาย ไม่นานบัวก็ท้อง บัวมาปรึกษาต้นข้าว เพราะไม่กล้าบอกพ่อแม่ และครอบครัวฝ่ายชายบอกให้ไปเอาเด็กออก ต้นข้าวนำจดหมายของพ่อให้บัว“ต้นข้าวท้องก่อนแต่ง พ่อหวังว่าลูกของพ่อคงไม่จำเป็นต้องเปิดจดหมายฉบับนี้” พ่อแนะนำให้บอกเรื่องนี้กับแม่ เพราะแม่จะช่วยแก้ปัญหาได้ และ อย่าทำร้ายเด็กในท้อง หลังจากนั้นบัวก็กลับบ้านที่ต่างจังหวัด และบอกพ่อแม่ เมื่อต้นข้าวเข้ามหาลัย เธอกำลังมีความรัก เธออ่านจดหมาย “เมื่อต้นข้าวมีความรัก” ในจดหมายพ่อแนะนำเรื่องการคบ คน เวลาคบใครให้ศึกษาดูใจกันนาน ๆ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง ต้นข้าวไปงานปาร์ตี้กับพี่ชานนแฟนของเธอ พี่ชานนเมามาก แต่ทั้ง สองก็ไม่ทำอะไรที่ไม่ดีไม่งาม เพราะทั้งสองมีความยับยั้งชั่งใจ เมื่อต้นข้าวแต่งงานกับพี่ชานน ไม่นานก็มีลูกชื่อ ชาคร ทั้งสองทำงานเก็บเงินเพื่อไม่อยากให้ลูกลำบาก จนไม่มีเวลาให้ ชาครติดยาเสพติด การพนัน และพยายามฆ่าตัวตาย พอชาครได้อ่านจดหมายที่ตาเขียนไว้ให้แม่ “อ่านจดหมายฉบับนี้ก่อน แล้ว ค่อยฆ่าตัวตาย” ทำให้เขาเลิกคิดสั้น พ่อแม่เข้าใจชาครมากขึ้น ชาครต้องการเพียงให้พ่อแม่มีเวลาให้เขาบ้าง จดหมายฉบับสุดท้ายของพ่อ “เมื่อวันสุดท้ายของลูกใกล้เข้ามา” ในจดหมายพ่อบอกต้นข้าวว่า ความตายไม่ใช่เรื่องน่า กลัว ทุกชีวิตบนโลกล้วนต้องตายกันทั้งนั้น ชีวิตต้นข้าวผ่านมาถึงวันนี้ คงมีความสุขไม่น้อย ไม่ต้องกลัวลูกพ่อ มันเป็นเรื่องธรรมดา แนวคิด - เมื่อเราเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ ควรปรึกษาพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เต็มใจช่วยเราเสมอ - การชิงสุกก่อนห่าม กับอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร - การคบคน ไม่ควรด่วนรักใครโดยง่าย หรือใช้เวลาสั้น ๆ ควรที่จะศึกษาเขาให้นาน ๆ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง - ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เป็นสัจธรรมของชีวิต มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ความคิดเห็น นวนิยายสำหรับเยาวชนเรื่องนี้ ได้รับรางวัลชมเชย ในโครงการประกวดรางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ ๑๓ ปี ๒๕๕๙ เนื้อเรื่อง เป็นการเล่าเรื่องผ่านเด็กหญิงคนหนึ่งที่พ่อได้เขียนจดหมายไว้ให้ก่อนเสียชีวิต ในจดหมายมีคำแนะนำในการดำเนินชีวิต มีแง่คิดและ คำสอนในเรื่องต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านได้นำคำแนะนำเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประโยคประทับใจ “ลูกจะชอบหรือพอใจเขาได้ง่ายหากใช้เวลาน้อยเกินไป และลูกอาจต้องเสียใจภายหลัง แต่ลูกจะมองชัดขึ้นหากใช้เวลา ดูใจหรือศึกษาคนคนนั้นให้นานหน่อย ถ้าเขาไม่ใช่คนดีจริง เขาจะค่อยๆแสดงออกมา ” (หน้า ๓๓) ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึง การเลือกคบคน เวลาจะคบใครต้องใช้เวลาศึกษาดูใจกันนาน ๆ ดูคนให้ดูนาน ๆ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง


ครั้งที่ ๖/๑๖ ชื่อเรื่อง เด็กชายในชุดนอนลายทาง ผู้แต่ง จอห์น บอยน์ผู้แปล วารี ตัณฑุลากร จำนวนหน้า ๒๐๕ หน้า เรื่องย่อ บรูโนกลับมาจากโรงเรียนและพบว่าต้องย้ายบ้าน เพราะพ่อได้รับหน้าที่ใหม่ เมื่อถึงบ้านใหม่ บรูโนขึ้นห้องนอนและมอง ออกไปนอกหน้าต่างเห็นกลุ่มคนมากมายใส่ชุดนอนลายทาง ในรั้วที่กั้นเป็นทางยาว เขาถามพ่อว่าคนที่อยู่ข้างในรั้วเป็นใคร พ่อบอก เขาว่าอย่างน้อยก็ไม่ใช่คนในความหมายที่เราเข้าใจ พวกเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับลูก บรูโนเจอเด็กชายคนหนึ่งในรั้ว เขาเจอผอมกะหร่อง ทั้งสองทักทายกัน ชมูเอลอายุเก้าขวบเท่าบรูโน ชมูเอลเล่าว่าก่อนที จะมาอยู่ที่นี่ เขาอยู่กับพ่อแม่และพี่ชาย แล้ววันหนึ่งทหารก็พาพวกเขามาที่นี่ และแยกแม่เขาไป บรูโนบอกชมูเอลว่าจะมาหาใหม่ พร้อมของกิน ผู้หมวดคอทเลอร์ให้ชมูเอลมาทำความสะอาดแก้วที่บ้านบรูโน บรูโนเจอชมูเอลและหั่นไก่ให้เขา เมื่อผู้หมวดคอทเลอร์ กลับมา เขาเห็นอาหารในปากชมูเอล ชมูเอลบอกผู้หมวดว่าบรูโนให้เขา ผู้หมวดถามบรูโน แต่เขากลับปฏิเสธ เมื่อบรูโนไปหาชมูเอล ที่รั้ว เขาเห็นรอยฟกช้ำหลายรอย บรูโนขอโทษที่เขาไม่พูดความจริง ชมูเอลเห็นความจริงใจจึงให้อภัยบรูโน พ่อตัดสินใจให้ บรูโน ย้ายกลับไปที่บ้านเก่า ซึ่งก่อนที่จะย้ายเขาอยากเล่นกับชมูเอลอีกครั้ง จึงลอดรั้วเข้าไปข้างในและ ช่วยชมูเอลตามหาพ่อ ชมูเอลเอาชุดลายทางมาให้บรูโนใส่เพื่อให้ดูกลมกลืนกับกลุ่มคนที่อยู่ข้างใน เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น กลุ่มคน มากมายรวมทั้งบรูโนและชมูเอลเดินแถวเข้าไปในห้องที่มืดสนิท หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ข่าวคราวของบรูโนอีกเลย แนวคิด - ผู้ปกครองควรอธิบายให้เด็กได้เข้าใจ ไม่ใช่แค่สั่งห้าม แต่ควรให้เหตุผล ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ อย่างเช่นในเนื้อเรื่อง บรูโนไม่รู้ว่าค่ายที่ชมูเอลอยู่มีไว้ใช้แรงงานและเป็นค่ายสังหารมนุษย์ เป็นเหตุให้เขาถูกฆ่า - การที่เราโกหกเพื่อให้ตนเองรอด เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ - การที่เราทำผิด แล้วรู้จักขอโทษอย่างจริงใจ ย่อมได้รับการให้อภัย - มิตรภาพไม่มีปิดกัน ถึงแม้เด็กทั้งสองคนจะเป็นศัตรูกันทางด้านเชื้อชาติ และมีรั้วขวางกั้น ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็น เพื่อนกันของเด็กทั้งสองคน แสดงความคิดเห็น นวนิยายเยาวชนเรื่องนี้ ภาษาที่ใช้อ่านง่าย มีแง่คิดให้ผู้อ่าน เนื้อเรื้องสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่มีให้กันของเด็กสองคน ถึงมีรั้วสูงขวางกั้นแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นเพื่อนกันของพวกเขา และทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของสอง เชื้อชาติในอดีต เนื้อเรื่องตอนจบทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจ เด็กทั้งสองเข้าไปในห้องที่มืดสนิท และไม่มีใครได้ข่าวคราวของเด็กทั้ง สองอีกเลย ประโยคประทับใจ “สำคัญซี่ คุณเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวไม่ใช่หรือ” (หน้า ๕๗) ประโยคนี้เป็นตอนที่บรูโนถามความเห็นของมาเรีย เธอเป็นสาวรับใช้แสดงให้เห็นถึงการไม่แบ่งชนชั้นของบรูโนกับมาเรีย ถึงเธอจะเป็นคนรับใช้ แต่บรูโนก็ให้ความสำคัญเหมือนเธอ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว


ครั้งที่ ๗/๑๖ ชื่อเรื่อง จิ๋วกับน้อย ผู้เขียน วีรศิลป์ วิฬารศิลป์ จำนวนหน้า ๑๕๒ หน้า เรื่องย่อ น้อยอาศัยอยู่บ้านริมน้ำกับพ่อแม่ ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เขาจะเข้าไปหลบในตู้เสื้อผ้าและคุยกับจิ๋ว เพื่อนใน จินตนาการ น้อยไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะพ่อไม่ชอบให้เล่นกับเด็กแถวบ้าน น้อยจึงเลือกที่จะคุยกับหมอนข้าง นิด น้องชายของน้อยจะเข้าโรงเรียนเดียวกับน้อย พ่อบอกว่าจะขับรถไปส่งโดยให้เหตุผลที่ไม่ให้นั่งเรือไปกับป้าเลี่ยมว่า นิดยังว่ายน้ำไม่เป็น ในขณะที่น้อยก็ว่ายน้ำไม่เป็นก็ยังให้นั่งเรือไปกับป้าทุกวัน พ่อชวนพี่ใหญ่ไปนั่งเรือเล่น พี่ใหญ่ชวนน้อยไปด้วย พ่อขับเรือด้วยความเร็วจนชนตอไม้ทำให้เรือรั่ว ทั้งสามคนลอยอยู่กลางน้ำโดยมีห่วงยาง เรือขายน้ำผ่านมาและให้ความช่วยเหลือ เมื่อพ่อขึ้นเรือทำให้เรือต่ำลงจนปริ่มน้ำ พ่อจึงให้น้อยให้รออยู่ที่นี่ก่อน จิ๋วบอกน้อยว่าพ่อไม่รักน้อย แต่น้อยไม่ยอมรับและบอกให้จิ๋ว หยุดพูด เมื่อเรือยายตวงผ่านมาก็ช่วยน้อย เมื่อเปิดเรียน ครูวันดีเชิญผู้ปกครองน้อยไปพบ เพราะเข้าใจว่าผู้ปกครองทำการบ้านให้น้อย แม่ขอโทษครูและบอกว่า น้อยอาจลอกงานคนอื่นมา ป้าเลี่ยมตำหนิแม่ที่ไม่เข้าข้างลูก น้อยได้ถามครูวรรณาเรื่องโควตา น้อยรู้ว่าถ้าเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับ พี่ใหญ่ได้ จะทำให้พ่อแม่หันมาสนใจเขามากขึ้น แต่น้อยต้องขยันกว่าเดิม เพราะเขาเรียนไม่ค่อยเก่ง ครูวรรณาอ่านงานเขียนของน้อย ครูถามน้อยว่าสุนัขกับแมวต่างกันอย่างไร น้อยบอกครูว่า สุนัขชอบเอาใจ อยากให้คน สนใจตลอดเวลา ส่วนแมวไม่สนใจใครและเป็นตัวของตัวเอง ครูบอกน้อยว่าบางทีน้อยอาจเป็นแมวที่ถูกเลี้ยงให้เป็นสุนัข ไม่ว่าจะ เป็นอะไรก็ดีหมด แต่ขอให้ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเป็น น้อยได้รับจดหมายว่าเขาได้โควตา เขาวิ่งไปหาพ่อและแม่ที่กำลังทะเลาะกันอยู่ แม่ไม่เชื่อและปัดจดหมายทิ้ง สุนัขที่เลี้ยง ไว้ไล่แมวที่ป้าให้น้อยจนแมวตกน้ำ เขาขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย น้อยตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วย แมว พอขึ้นฝั่งพ่อกับแม่วิ่งมากอดและขอโทษเขา จากนั้นน้อยอุ้มแมวเดินออกจากบริเวณนั้นโดยไม่สนใจใคร แนวคิด - พ่อแม่ควรรักและใส่ใจลูกให้เท่ากัน - การที่เราพยายามทำอะไรอย่างตั้งใจ จะทำให้ประสบความสำเร็จ - เราควรมีความภูมิใจในตัวเอง ไม่ควรผูกชีวิตไว้กับคำพูดของคนอื่น และควรทำในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ใช่ทำเพื่อคนอื่น ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ เนื้อเรื่องอ่านง่ายและสะท้อนให้เห็นปัญหาครอบครัวที่พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ทำให้เด็กสร้าง เพื่อนในจินตนาการขึ้นมา จากเรื่องพ่อแม่ให้ความสนใจพี่คนโต เพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง และให้ความสนใจน้องคนสุดท้อง เพราะ เป็นเด็กน่ารัก แต่กลับไม่สนใจลูกคนกลางเท่าที่ควร เพราะเป็นเด็กเรียนไม่ค่อยเก่ง ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตาม สงสารตัวละคร ประโยคประทับใจ “หยุดดิ้นรนเพื่อเรียกร้องความสนใจเถอะ เพราะถ้าเธอเลือกทางนั้น เธอก็ต้องคอยวิ่งตามพวกเขาไปชั่วชีวิต เธอแค่ต้อง หยุดฟังเสียงคนอื่น แล้วหันมาฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้าง” (หน้า ๑๔๒) สะท้อนให้เห็นว่า เราควรทำในสิ่งที่เราชอบหรือถนัด ไม่ใช่ ทำตามที่คนรอบข้างต้องการ เพียงเพื่อให้เขาสนใจเรา เราควรเชื่อมั่นในตนเองและไม่ควรนำชีวิตไปยึดติดกับคำพูดของคนอื่น


ครั้งที่ ๘/๑๖ ชื่อเรื่อง ร่มไม้หนึ่งซึ่งเราตัวเล็ก ผู้เขียน ปันนารีย์ จำนวนหน้า ๑๗๑ หน้า เรื่องย่อ เข้มมีเพื่อนสนิทชื่อประวีณ เขาชอบไปเล่นที่บ้านประวีณ เพราะปู่แสนมีเรื่องเล่าให้ฟังมากมาย ปู่เล่าเรื่องต้นไม้ใหญ่อายุ เกือบร้อยปีให้เขาและประวีณฟัง เด็กทั้งสองมองว่าต้นไม้นี้พิเศษสำหรับพวกเขา ทุกวันหยุดเข้มจะไปเล่นบ้านประวีณ แม่จะเตรียม อาหารให้เข้มและเตรียมเผื่อปู่แสนกับประวีณ เมื่อเข้มจะกลับบ้าน ปู่แสนจะฝากผักและปลาให้แม่ทุกครั้ง เพื่อนบ้านใหม่ของเข้ม ชื่อวินเนอร์ เขาอายุเท่ากับเข้ม เด็ก ๆ ชอบมาเล่นที่บ้านประวีณ ช่วยปู่แสนปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ และชอบเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปู่เล่าให้ฟัง ปู่แสนไม่สบาย เด็ก ๆ จึงขอความช่วยเหลือจากพ่อของวินเนอร์ พ่อวินเนอร์ไปส่งปู่แสนที่ โรงพยาบาล เมื่อปู่แสนออกจากโรงพยาบาล เข้มยังไปเล่นบ้านประวีณเหมือนเดิม เด็ก ๆ ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ทุกต้นเป็นเหมือน เพื่อนของพวกเขา ปู่แสนอาการไม่ค่อยดี เด็ก ๆ กลัวว่าอาทูนลูกชายอีกคนของปู่แสนจะถือโอกาสตัดต้นไม้ใหญ่ พวกเขาหาผ้า หลากสีมาผูกต้นไม้ไว้ ทำให้ชาวบ้านพากันมาขูดขอเลข และอาทูนก็ยังไม่ตัดต้นไม้ เมื่อปู่แสนจากไป ประวีณบวชให้ปู่แสน และตั้งใจบวชเรียนต่อ อาทูนขายบ้านและต้นไม้ใหญ่ให้พ่อวินเนอร์ พ่อวินเนอร์ บอกเข้มว่าจะไม่ย้ายต้นไม้ไปไหน และจะทำบริเวณนั้นเป็นสวนสาธารณะ เข้มเล่าเรื่องที่ทางการจะตัดต้นไม้ที่อายุหลายสิบปีเพื่อ ขยายถนนให้เณรประวีณฟัง เขาไม่อยากให้ทางการตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว เณรบอกให้เข้มรู้จักปล่อยวาง เพราะบางเรื่องอาจใหญ่ เกินไปสำหรับเด็กอย่างเรา แนวคิด - การมีน้ำใจ การแบ่งปันสิ่งของให้แก่เพื่อนบ้าน เห็นได้จากเนื้อเรื่อง ทุกครั้งที่เข้มไปเล่นบ้านประวีณ แม่จะทำอาหารเผื่อ ปู่แสนและประวีณ เมื่อเข้มจะกลับบ้าน ปู่แสนจะแบ่งปลาที่ตกได้ หรือแบ่งผักที่ปลูกฝากให้แม่เข้ม - สะท้อนให้เห็นความเชื่อของคนในหมู่บ้าน แค่มีผ้าหลากสีผูกต้นไม้ ชาวบ้านก็พากันมาขูดขอเลข - สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา - สะท้อนให้เห็นว่า เราควรรู้จักปล่อยวาง บางเรื่องก็ใหญ่เกินกว่าที่เราจะแก้ไขได้ ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ เนื้อเรื่องอ่านง่ายและสะท้อนให้เห็นความผูกพันของคนที่มีต่อต้นไม้เด็ก ๆ ไม่อยากให้อาทูน ขายต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุกว่าร้อยปีสะท้อนความเชื่อในการผูกผ้าหลากสีและเข้มไม่อยากให้ทางการตัดต้นไม้ที่อายุมากเพื่อขยาย ถนน ต้นไม้ทุกต้นเป็นเหมือนเพื่อนของเขา แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องปล่อยว่าง เพราะบางเรื่องก็ใหญ่เกินไปสำหรับเด็กอย่างเขา ประโยคประทับใจ “เข้มก็รู้ว่าธรรมชาติของมนุษย์ก็ต้องตายเป็นธรรมดา ต้นไม้ก็เหมือนกัน ดูต้นกล้วยนั่น เป็นพืชล้มลุก แตกหน่อ โตขึ้นมา ให้ลูกแล้วก็ตาย หน่อใหม่ก็งอกขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้” (หน้า ๖๙) แสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่อง ธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ เป็นวัฏจักรหมุนเวียนเหมือนกับต้นกล้วย ที่แตกหน่อ ให้ลูกแล้วก้ตาย หน่อใหม่ก็งอกขึ้นมาอีก


ครั้งที่ ๙/๑๖ ชื่อเรื่อง บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน ผู้เขียน หลุยส์ ซัคเกอร์ผู้แปล ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ จำนวนหน้า ๒๐๑ หน้า เรื่องย่อ บรัดเล่ย์ เด็กชายที่ชอบสร้างปัญหา ชอบโกหก ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ทำการบ้าน ชอบแกล้งคนอื่น ทำให้เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร สนใจเขา แม้แต่ครูผู้สอนก็ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน บรัดเล่ย์พบครูที่ปรึกษาคนใหม่ ครูคาร์ล่ารับฟังปัญหาของเขา และพยายามให้เขาเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตัวเอง การได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูคาร์ล่า ทำให้บรัดเล่ย์อยากเป็นเด็กดี เขาพยายามปรับพฤติกรรมตัวเอง เขาทำการบ้านทุกครั้ง ตั้งใจ เรียนในห้อง เลิกโกหก เขาทักทายและแสดงไมตรีต่อเด็กคนอื่น ทำให้เขามีเพื่อนมากขึ้น แนวคิด - สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ในฐานะครูหรือผู้ปกครอง ควรรับฟังปัญหา และให้คำปรึกษาแก่เด็ก - สะท้อนให้เห็นว่าการโกหก เป็นพฤติกรรมของคนไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ - สะท้อนให้เห็นว่ามิตรภาพสามารถสร้างได้ง่าย เพียงแค่มีไมตรีต่อคนอื่น - สะท้อนให้เห็นว่าการปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น ไม่มีใครที่จะไม่ให้โอกาส ความคิดเห็น วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ ช่วยให้ผู้ใหญ่เข้าใจเด็กมากขึ้น เด็กเกเรที่คนอื่นเห็น บางทีอาจจะ ไม่ใช่ตัวตนจริง ๆ ของเขา ผู้ใหญ่ในฐานะครูหรือผู้ปกครอง ควรรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษา ไม่ใช่ตัดความรำคาญด้วยการ ไม่สนใจ และในเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าการปรับพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น ทุกคนพร้อมให้โอกาสเสมอ ประโยคประทับใจ “หยุดนะบรัดเล่ย์ โตขึ้นลูกอยากเป็นโจรอย่างนั้นเหรอ อยากใช้ชีวิตในคุกรึไง พ่อเห็นคนแบบลูกที่โรงพักทุกวันเลยนะ เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบนี้อีก” (หน้า ๑๔) บลัดเล่ย์ไม่อยากให้แม่ไปประชุมผู้ปกครอง เขาสร้างเรื่องโกหก โดยบอกว่าแม่สัญญากับ เขาว่าจะพาไปสวนสัตว์ พ่อบอกให้เขาเลิกโกหก ประโยคข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการโกหกเป็นพฤติกรรมของคนไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ ควรทำ


ครั้งที่ ๑๐/๑๖ ชื่อเรื่อง ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก ผู้เขียน อี.บี. ไวท์ผู้แปล คณา คชา จำนวนหน้า ๑๙๘ หน้า เรื่องย่อ วิลเบอร์ ลูกหมูที่เกิดมามีลักษณะตัวเล็กแกร็น ไม่แข็งแรง ทำให้เกือบถูกฆ่า เฟิร์นลูกสาวของเจ้าของหมู เธอเลี้ยงมันด้วย ความรักและความใส่ใจ เล่นกับมันเหมือนมันเป็นเพื่อนของเธอ เมื่อวิลเบอร์อายุห้าสัปดาห์ มันกินจุมากขึ้น ครอบครัวของเฟิร์นขาย มันให้ครอบครัวซัคเกอร์แมน ลุงโฮเมอร์เลี้ยงวิลเบอร์ให้อ้วน เพื่อทำเนื้อหมูรมควัน และแฮมในช่วงคริสต์มาส ชาร์ล็อตต์ แมงมุงเพื่อนรักของวิลเบอร์ เธอช่วยวิลเบอร์ไม่ให้ถูกฆ่า เธอชักใยเป็นตัวอักษร “หมูพิเศษ” คนมากมาย เดินทางมาดูวิลเบอร์และอ่านข้อความบนใยของชาร์ล็อตต์ ชาร์ล็อตต์ชักใยเป็นคำใหม่ ๆ “องอาจ” “แจ่มใส” วิลเบอร์ก็พยายาม แสดงให้เห็นว่าตนเป็นอย่างคำที่อยู่บนใยของชาร์ล็อตต์ นายซัคเกอร์ส่งวิลเบอร์เข้าประกวดในงานประจำปี ชาร์ล็อตต์ตามไปงาน กับวิลเบอร์ เธอชักใยคำว่า “นอบน้อม” ซึ่งตรงกับบุคลิกของวิลเบอร์ที่ไม่เย่อหยิ่ง วิลเบอร์ได้รับรางวัลดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาร์ล็อตต์บอกวิลเบอร์ว่าเธอไม่สามารกลับไปที่โรงนาได้ เธอแก่มากและจะตายในอีกสองวัน วิลเบอร์ขอบคุณชาร์ล็อตต์ ที่ช่วยเหลือเขาทุกอย่างและสัญญาจะดูแลถุงไข่ของชาร์ล็อตต์ ลูกแมงมุมเริ่มทยอยออกจากถุงไข่ บางตัวลอยตามลมเพื่อหาที่ สร้างรัง บางตัวก็เลือกที่จะอาศัยอยู่ในโรงนาและเป็นเพื่อนกับวิลเบอร์ แนวคิด - สะท้อนให้เห็นความเมตตาจากเพื่อนร่วมโลก เฟิร์น เด็กหญิงที่ขอร้องพ่อของเธอไม่ให้ฆ่าลูกหมู เพียงเพราะมันตัวเล็ก และไม่แข็งแรง มันไม่ผิดที่เกิดมาตัวเล็กกว่าหมูตัวอื่น สุดท้ายมันก็เป็นหมูที่มีชื่อเสียง - บางคนมักเชื่ออะไรโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ในเรื่องคนส่วนใหญ่สนใจแต่วิลเบอร์ที่คิดว่าเป็นหมูพิเศษ ซึ่งข้อความ “หมู พิเศษ”ทีปรากฏอยู่บนใยแมงมุม เกิดจากการชักใยของแมงมุม ไม่ใช่เกิดจากวิลเบอร์ ถ้าคนเหล่านั้นพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่าสิ่งที่พิเศษ คือแมงมุม - การพยายามทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา ย่อมทำให้เกิดความลำบาก ในเรื่องตอนต้นคำที่อยู่บนใยของชาร์ล็อตต์ ไม่ใช่สิ่งที่วิล เบอร์เป็น ทำให้เขาต้องใช้ความพยายาม - สะท้อนให้เห็นมิตรภาพที่มีให้กัน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความคิดเห็น วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับรางวัลนิวเบอรี ออสการ์แห่งวงการวรรณกรรมเยาวชน ใช้ภาษาอ่านง่าย เนื้อเรื่องสนุก สะท้อนให้ เห็นมิตรภาพที่งดงามของหมูและแมงมุม ทั้งสองเพื่อนเป็นรักที่ช่วยเหลือกัน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ชาร์ล็อตต์ แมงมุมที่ช่วยเหลือ ไม่ให้หมูถูกฆ่า วิลเบอร์ หมูที่ดูแลถุงไข่ของชาร์ล็อตต์เป็นอย่างดี จนลูกแมงมุมออกจากถุงไข่ ประโยคประทับใจ “ก็เธอเป็นเพื่อนฉันไง นั่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ฉันชักใยให้เธอเพราะฉันชอบเธอ ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตคืออะไร เราต่างเกิดมามี ชีวิตอยู่ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ช้าก็ตายไป ... การที่ฉันได้ช่วยเธอ ทำให้ชีวิตของฉันมีค่าขึ้น” (หน้า ๑๗๘-๑๗๙) แสดงให้เห็นถึง มิตรภาพที่ชาร์ล็อตต์มีให้วิลเบอร์ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ นอกจากการเป็นเพื่อนกัน เราต่างเกิดมามีชีวิตอยู่ ไม่ช้าก็ตายไป การที่ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำให้ชีวิตมีค่ามากขึ้น


ครั้งที่ ๑๑/๑๖ ชื่อเรื่อง ดั่งดาวระยิบฟ้า ผู้เขียน ชมัยภร แสงกระจ่าง จำนวนหน้า ๓๔๐ หน้า เรื่องย่อ เมษา ครูสาวผู้มีอุดมการณ์ที่จะไปสอนนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู โรงเรียนแห่งแรกที่เธอบรรจุ โรงเรียนวัดสว่าง จินต์ ปัญหาที่เธอพบคือ เด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ออก เธอตัดสินใจขอครูใหญ่สอนเด็กป.๑ เพื่อต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ ทุกคน ไม่นานเธอก็ขอย้ายเพื่อทำตามอุดมการณ์ของเธอ ไปสอนที่โรงเรียนไพรสน มีครูทั้งหมด ๖ คน ปัญหาที่พบคือ ครูใหญ่ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม และบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ครูเมษาต้องย้ายกลับกรุงเทพ เพราะแม่ของเธอไม่สบาย เธอได้ไปสอนอยู่โรงเรียนที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ซึ่งไม่ตรงกับ อุดมการณ์จึงขอย้ายไปสอนโรงเรียนคำสว่าง อำเภออรัญประเทศ โรงเรียนมีครูอยู่ ๒ คน ปัญหาที่พบคือ ความยากจน และเสียง ระเบิด เสียงปืนใหญ่ เพราะอยู่ติดชายแดน ไม่นานโรงเรียนก็ต้องปิดชั่วคราว เนื่องจากโรงเรียนเสียหายอย่างมาก จึงให้เด็กย้ายไป เรียนที่โรงเรียนใหม่ ด้วยระยะทางที่ไกลทำให้ไม่มีเด็กย้ายตามไปเรียน ครูเมษากลัวว่าเด็กจะเลิกสนใจการเรียน จึงขอครูใหญ่สอนที่ บ้านพักครู ครูใหญ่ไม่อนุญาต แต่เธอก็ยืนยันที่จะสอน ไม่นานครูเมษาก็ถูกไล่ออกจากราชการเพราะขาดราชการเกิน ๑๕ วัน เธอตัดสินใจเป็นครูอาสา โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ สอนหนังสือที่บ้านบังกะโลริมอ่างเก็บน้ำ มีทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออกมาเรียน เพื่อน ๆ ก็คอยส่งอุปกรณ์การเรียนและหนังสือมาให้ วลาหก ชายหนุ่มที่หลงรักครูเมษาและครู เมษาก็ชอบเขา พวกเขาเจอกันตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนวัดสว่างจินต์ เขามาช่วยสอนวาดรูปและช่วยหาทุนสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แนวคิด - แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นของครู ครูที่มีความเสียสละ - สะท้อนให้เห็นปัญหาที่พบได้ในชีวิตจริง เช่น เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ห้องสมุดไม่มีหนังสือเพียงพอต่อความต้องการ ผู้บริหารบางคนบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใส่ใจเด็ก ไม่มีงบสำหรับทำโครงการให้เด็ก - แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของเพื่อนที่คอยช่วยเหลือในยามที่เราลำบาก คอยสนับสนุนทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ความคิดเห็น นวนิยายเรื่องนี้ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เนื้อเรื่องน่าสนใจ เนื้อหาเกี่ยวกับครูผู้มีอุดมการณ์ที่ต้องการสอนหนังสือในโรงเรียน ที่ขาดแคลนครู แม้จะเจออุปสรรคมากมายแต่เธอก็ไม่เคยทิ้งอุดมการณ์ในเรื่องแสดงให้เห็นถึงผู้ที่มีอุดมการณ์มากมาย เช่น ผู้ที่มี อุดมการณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ ๖ ตุลาและพฤษภาทมิฬ ผู้ที่มีอุดมการณ์ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ผู้อ่านได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบุคคลเหล่านี้ นวนิยายเรื่องนี้ช่วยให้ผู้อ่านที่มีอุดมการณ์ มุ่งมั่น มีกำลังใจในการทำตามอุดมการณ์ที่ ตนตั้งไว้ รวมทั้งเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้คนที่ยังไม่มีอุดมการณ์ มีอุดมการณ์คิดที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประโยคประทับใจ “ เราเบื่อเด็ก ๆ ไม่ได้ เพราะเด็ก ๆ เป็นหัวใจในการทำงานของเรา เพราะเด็กๆ มาหาเราด้วยเห็นเราเป็นความหวัง ครูคือทุกสิ่งทุกอย่างในความรู้สึกของเขา ผู้ปกครองก็เห็นเราเป็นที่พึ่ง เราจึงไม่อาจเบื่อเด็ก ๆ ได้ ” (หน้า ๒๐๓) แสดงให้เห็นว่า ครู เป็นอาชีพที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก เราไม่สามารถเบื่อเด็กได้ เพราะเราเลือกมาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ซึ่งมีหน้าที่ต้องอบรมสั่งสอน ให้ความรู้แก่เด็ก เด็กเปรียบเหมือนผ้าขาวบาง ที่พร้อมรับความรู้จากครู ครูจึงต้องใส่ใจและสอนนักเรียนอย่างตั้งใจ


ครั้งที่ ๑๒/๑๖ ชื่อเรื่อง ช่างสำราญ ผู้เขียน เดือนวาด พิมวนา จำนวนหน้า ๒๐๐ หน้า เรื่องย่อ พ่อแม่ของเด็กชายกำพล ช่างสำราญ แยกทางกัน พ่อทิ้งกำพลไว้และมาหาเขาเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้รับกำพลไปอยู่ด้วย เสียที กำพลเด็กชายอายุห้าปีกลายเป็นเด็กเร่ร่อน ในทุก ๆ วันคนในชุมชนก็จะให้ข้าวให้น้ำ บางคนก็ให้ที่หลับนอน บางวันกำพล ไม่ได้กินข้าว ก็ยังมีเฮียชงเจ้าของร้านของชำทำกับข้าวให้กิน กำพลทำทุกวิธีเพื่อความอยู่รอด ทั้งทำเรียงเบอร์ขาย เป็นคนไปตามผู้รับสายมารับโทรศัพท์ที่ร้ายเฮียชง ไปนวดให้ลุงแดง ได้เทปเพลงและหนังสือจากเฮียชงก็นำไปขายที่ตลาดนัด ปีต่อมากำพลก็ได้กลับไปเรียนหนังสือ และได้รับทุนช่วยเหลือการศึกษา จากครูใหญ่ สมเดชชวนกำพลไปเก็บหอยที่ทะเล กลับมากำพลเป็นไข้ เฮียชงพาไปส่งที่อนามัย เมื่อกำพลตื่นมา เขาก็ตื้นตันและสุขใจ ที่ได้เจอคนมากมาย ล้วนแต่เป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือเขา ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่หลับนอนแก่เขา แนวคิด แสดงให้เห็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้กำพลจะไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ ของคนในชุมชน แต่คนในชุมชน ก็ให้ความช่วยเหลือเขา ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่หลับนอน ถึงกำพลจะมีชีวิตที่ลำบาก แต่เขาก็สามารถมีความสุขได้ จากการได้รับ ความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ชี้ให้เห็นว่าการมีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ความคิดเห็น วรรณกรรมเรื่องช่างสำราญ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตความลำบากของเด็กชายกำพล ช่างสำราญ ที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง ทำให้ต้องอยู่ อย่างเร่ร่อน สะท้อนให้เป็นปัญหาครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน และไม่รับผิดชอบดูแลลูก แม้ตัวละครจะมีชีวิตที่ลำบาก แต่ตัวละคร ก็หาหนทางเพื่อความอยู่รอด และยังได้รับความช่วยเหลือจากคนในชุมชน การช่วยเหลือจากคนในชุมชนทำให้ผู้อ่านรู้สึกประทับใจ เห็นถึงการมีน้ำใจ ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าตน ประโยคประทับใจ “เฮียชง ลุงคนนี้หิวมาก ตอนนี้เขาไม่รู้ตัวแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำร้ายใคร” (หน้า๑๖๕ ) กำพลจูงชายผู้หิวโหยมาที่ร้านเฮียชง เฮียชงเคยบอกกำพลว่าถ้าหิวมาก ๆ ให้มากินข้าวที่ร้าน เพราะถ้าหิวมาก ๆ คนหิวจะทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว กำพลเห็นชายคนนี้ดู ท่าทางหิวโหย และกลัวว่าจะไปทำร้ายคนอื่น จึงพามาหาเฮียชง ให้ทำกับข้าวให้เขากิน แสดงให้เห็นว่า แม้กำพลจะเป็นเด็กแต่ก็ยัง เป็นห่วงคนอื่น กลัวว่าชายผู้หิวโหยจะไปทำร้ายคนอื่น


ครั้งที่ ๑๓/๑๖ ชื่อเรื่อง ข้างหลังภาพ ผู้เขียน ศรีบูรพา จำนวนหน้า ๒๗๒ หน้า เรื่องย่อ นพพร ชายหนุ่มที่จัดการทำธุระให้เจ้าคุณอธิการบดีและภรรยาของท่าน หม่อมราชวงศ์กีรติ ขณะมาพักที่ญี่ปุ่น นพพร ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหม่อมราชวงศ์กีรติเมื่อท่านเจ้าคุณไม่อยู่ ทำให้เขาสนิทกับหม่อมราชวงศ์กีรติมากขึ้น และนพพรก็หลงรักเธอ เขาสารภาพรักต่อเธอที่เขามิตาเกะ แต่หม่อมราชวงศ์กีรติบอกให้นพพรเลิกคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ท่านเจ้าคุณและหม่อมราชวงศ์กีรติเดินทางกลับประเทศไทย นพพรไม่รู้ความรู้สึกที่แน่ชัดของหม่อมราชวงศ์กีรติ เวลาผ่านไปความรู้สึกที่นพพรมีต่อหม่อมราชวงศ์กีรติก็จางหายไป หลังจากท่านเจ้าคุณเสียชีวิต นพพรกลับมาประเทศไทยและ แต่งงานกับปรีดิ์ หญิงที่พ่อเลือกให้ หม่อมราชวงศ์กีรติป่วยหนัก นพพรมาเยี่ยมเธอ เธอให้ภาพวาดที่มิตาเกะ และบอกนพพรว่า ความรักของเขาเกิดและจบ ที่นั่น แต่ความรักของเธอยังโชติช่วงอยู่ในร่างที่ใกล้จะดับ ผ่านไป ๑ สัปดาห์ หม่อมราชวงศ์กีรติก็สิ้นลมหายใจ แนวคิด แสดงให้เห็นถึงการรู้จักวางตัวให้เหมาะสม รู้จักหนักแน่นและข่มอารมณ์ตนเอง เลือกทำตามความถูกต้องแทนการทำ ตามใจตนเอง แสดงความคิดเห็น เป็นนวนิยายที่ใช้ภาษาอ่านง่าย เนื้อเรื่องน่าสนใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการอาภัพในความรักของหญิงสาวที่งดงาม คือหม่อม ราชวงศ์กีรติ เธอแต่งงานกับท่านเจ้าคุณไม่ใช่เพราะความรัก เธอพบกับนพพร ชายหนุ่มที่หลงรักเธอและเธอก็ชอบเขา แต่ด้วย สถานะของเธอที่มีคู่ครองแล้ว ถึงแม้เธอจะรู้สึกเช่นเดียวกับนพพร แต่เธอก็เลือกที่จะทำตามความถูกต้องมากกว่าความต้องการ ของเธอ นพพรไม่รู้ความรู้สึกที่แน่ชัดของหม่อมราชวงศ์กีรติ ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอก็ค่อย ๆ จางหายไป สุดท้ายหม่อมราชวงศ์กีรติ ก็เป็นคนที่อาภัพรัก ประโยคประทับใจ “คนดีของฉัน ขอได้โปรดรับคำแนะนำของฉันเป็นครั้งสุดท้าย เธอจากบ้านเกิดเมืองนอนมาญี่ปุ่นเพื่อการศึกษาเล่าเรียน มิใช่เพื่อจะมารักฉัน จงจำจุดหมายปลายทางของเธอไว้ให้แม่น จงยึดไว้ให้มั่น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉันในชั่วเวลา ๒ เดือน เศษนี้ เธอจงลืมเสีย จงนึกเสียว่ามันเป็นความฝัน” (หน้า ๙๙) แสดงให้เห็นถึงการวางตัวที่เหมาะสมของหม่อมราชวงศ์กีรติ ถึงแม้ เธอจะชอบนพพร แต่เธอก็รู้ว่าควรที่จะประพฤติตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานะที่มีคู่ครองแล้ว


ครั้งที่ ๑๔/๑๖ ชื่อเรื่อง จนตรอก ผู้เขียน ชาติ กอบจิตติ จำนวนหน้า ๑๒๘ หน้า เรื่องย่อ ออด เด็กชายที่ต้องหาเลี้ยงปู่กับน้อง แม่และพี่สาวของเขาทะเลาะกับพ่อ และหนีออกจากบ้านพ่อต้องไปทำงานหาปลา บนเรือ เพื่อใช้หนี้ นาน ๆ จะได้กลับมาหาเขา ปู่ของเขาเคยช่วยหารายได้ด้วยการเดินรับจ้างล้างมีด แต่ถูกคนปล้นและทำร้าย ทำให้ปู่เดินไม่ได้ กลายเป็นออด ที่ต้องหาข้าวให้คนในบ้านทุกมื้อ ออดต้องการเงินพาปู่ไปรักษาที่โรงพยาบาล ไปยืมใครก็ไม่มีใครมีเงินให้ยืม เขาตัดสินใจขโมยของ สุดท้ายเขาถูกจับ ทั้งบ้านที่เหลือแต่ปู่กับดำน้องชายของเขา ปู่ไม่รู้จะช่วยออดอย่างไร ได้แต่โทษตัวเองที่เป็นภาระให้ครอบครัวลูกชาย ปู่ฝากดำไว้กับ เพื่อนบ้าน และตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตนเอง บุญมา พ่อของออดกลับมาบ้าน หลังจากหายไป ๖ เดือน เพราะลูกจับอยู่ที่พม่า สาเหตุเกิดจากเรือของเถ้าแก่ที่เขา ทำงานจับปลาในเขตพม่า เมื่อถึงบ้าน ทั้งบ้านไม่มีคน เห็นแต่ดำที่อยู่บ้าน คนแถวนั้น เมื่อเขารู้ว่าพ่อตายแล้ว เขาโทษตัวเองว่า ไม่น่าชวนเลย พ่อมาลำบากด้วย และโกรธตัวเองที่เกิดมาจน ต้องทำงานใช้หนี้จนไม่มีเวลาดูแลครอบครัว เขาตัดสินใจจบชีวิตกับดำ ด้วยการกินยาเบื่อ แต่สุดท้าย เขารอดชีวิตเพียงคนเดียว ทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เขาทำลงไป แนวคิด สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน ทุกคนในบ้านต้องดิ้นรนทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม้บางอาชีพจะรายได้ น้อย หรือเป็นอาชีพที่ไม่มีเกียรติ แต่ก็ต้องทำเพื่อให้คนในครอบครัวได้มีกิน เมื่อคนหมดหนทางแก้ไขปัญหา บางคนกลายเป็นขโมย หรือเลือกจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา แสดงความคิดเห็น เรื่องจนตรอก เป็นนวนิยายนาดสั้น ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยใช้ตัวละคร ออด ปู่และบุญมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง เล่าถึง ความลำบากที่แต่ละตัวละครต้องเจอ เรื่องจนตรอก แสดงให้เห็นถึงปัญหาความยากจนที่เห็นได้ในปัจจุบัน ความยากจน ทำให้คน ไม่สามารถเลือกอาชีพได้ คนที่อยากมีบ้านก็ต้องเป็นหนี้ไปกู้ยืมคนอื่นมาสร้างบ้าน เมื่อต้องใช้หนี้ก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว จนไม่มี เวลาดูแลครอบครัว ความจนทำให้บางคนกลายเป็นขโมยหรือเลือกจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เนื่องเรื่องทำให้ผู้อ่านรู้สึกเศร้า คล้อยตามไปกับตัวละครที่ต้องพบปัญหามากมาย และเลือกจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ประโยคประทับใจ “ไม่เป็นไร ลื้อไม่เป็นไรหรอก อั๊วหางานใหม่ให้ลื้อแล้ว อั๊วไม่ให้ลื้อว่างงานหรอก อั๊วเข้าใจความเดือดร้อนของลื้อ” (หน้า ๖๓) แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาต่อลูกน้อง ถึงแม้เถ่าแก่จะปลดคนงานออก เพราะโรงงานกำลังแย่ แต่เถ้าแก่ก็ยังหางาน รองรับให้ลูกน้องไม่ต้องตกงาน


ครั้งที่ ๑๕/๑๖ ชื่อเรื่อง คุณปู่แว่นตาโต ผู้เขียน ชมัยภร แสงกระจ่าง จำนวนหน้า ๒๑๓ หน้า เรื่องย่อ คุณปู่แว่นตาโต เป็นฉายาที่เด็ก ๆ ตั้งให้คุณปู่ พวกเขาสงสัยบ้านคุณปู่เป็นบ้านแบบเยอรมันหรือเปล่า จึงพากันไปถามให้ กระจ่าง คุณปู่เห็นว่าเด็ก ๆ มีความสนใจในสิ่งรอบตัว ท่านอยากให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องวรรณคดีและมีพื้นฐานการเข้าใจชีวิต จึงตั้ง โครงการศิลปะเป็นพลังชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชน คุณปู่เคยเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ท่านให้ลูกศิษย์สาขาต่างๆ มาช่วยสอน เด็ก ๆ เช่น ความรู้ด้านศิลปะ การวาดภาพ งานปั้น ความรู้ด้านดนตรีตะวันตก ดนตรีไทยและความรู้ด้านการละคร การแสดงอีกทั้ง ยังพาเด็ก ๆ ไปสัมผัสกับศาสตร์ต่าง ๆ คุณปู่พาเด็กๆไปปั้นดิน ให้ฟังดนตรีจากเครื่องดนตรีตะวันตกจริง ๆ และพาไปฟังดนตรีไทย เมื่อถึงวันปิดภาคเรียน เด็ก ๆ ชวนคุณปู่และคุณย่าไปดูการแสดงของพวกเขาที่โรงเรียน พวกเขานำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการของ คุณปู่ มาประยุกต์ใช้ในการแสดง คุณปู่ภูมิใจที่เห็นเด็ก ๆ นำความรู้ไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสร้างสรรค์ แนวคิด - สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะแขนงต่าง ๆ ว่าเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตที่คนปัจจุบันไม่ให้ความสำคัญ - สะท้อนให้เห็นถึงความรักในวิชาชีพ แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังมีความตั้งใจสอนเด็ก ๆ ให้มีความรู้ มีพื้นฐาน การเข้าใจชีวิต แสดงความคิดเห็น เป็นนวนิยายที่ได้ตัวละครที่มีช่วงอายุแตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นมุมมองที่ต่างกันองเด็กกับคนชรา เหมาะ สำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะใช้ภาษาที่เข้าใจ เนื้อเรื่องสนุก และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะแขนงต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้ผู้อ่าน ตระหนักในการใช้จินตนาการให้มากกว่า การใช้เทคโนโลยี ประโยคประทับใจ “รู้จักใช้จินตนาการ ถึงปราศจากจินตนาการ เราก็จะหมดสมรรถภาพในการคิดใหม่” (หน้า ๑๙๗) แสดงให้เห็นถึง ความสำคัญของการใช้จินตนาการ ถ้าไม่มีจินตนาการ เราก็ไม่สามารถคิดได้อย่างสร้างสรรค์


ครั้งที่ ๑๖/๑๖ ชื่อเรื่อง อาม่าบนคอนโด ผู้เขียน ชมัยภร แสงกระจ่าง จำนวนหน้า ๒๕๖ หน้า เรื่องย่อ เชิญโชค เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นสื่อโซเชียล ใช้ชีวิตประจำวันแบบเด็กทั่วไป จนเมื่อมีเพื่อนบ้านใหม่ เป็นอาม่าอายุ ๘๐ ปี เชิญโชคได้ฟังจากคนอื่นว่าอาม่าเป็นคนนิสัยไม่ดี และเขามักถูกอาม่าตำหนิทุกครั้งที่เจอ ทำให้เขาไม่ชอบอาม่า อาม่าลื่นล้มในห้องน้ำ ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อาม่าไม่มีญาติ เชิญโชคจึงไปเยี่ยมอาม่าตามคำสั่งของพี่สาว เชิญโชคโพสต์เรื่องราวของอาม่าและสถานที่ที่อาม่าพักรักษาตัวในเฟสบุ๊ค คนในโซเชียลแสดงความคิดเห็นไปต่าง ๆ นานา บางคน ก็อยากบริจาคเงินช่วยอาม่า หลายคนมาเยี่ยมอาม่า ทำให้อาม่าไม่มีความเป็นส่วนตัวจนต้องย้ายห้อง และบางคนในโซเชียลว่า อาม่าเป็นพวกหลอกลวง เชิญโชครู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำลงไป จึงเริ่มหันมาใส่ใจและดูแลอาม่าให้มากขึ้น เมื่ออาม่าออกจากโรงพยาบาล เชิญโชคเป็นคนพาอาม่าไปซื้อของทำอาหาร อีกทั้งอาม่ายังสอนการใช้ชีวิตให้กับเชิญโชค ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ทำให้ทั้งสองเกิดความผูกพันเหมือนเป็นญาติกันจริง ๆ อาม่าทำให้เชิญโชคหันมาใส่ ใจคนอื่น ให้ความสนใจและห่วงใยเพื่อนบ้านในคอนโดมากขึ้น แนวคิด - การใช้สื่อโซเชียลอย่างไม่ระมัดระวัง เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป สามารถนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและผู้อื่นได้ - การเอาใจใส่คนรอบข้าง ไม่สนใจแต่เรื่องของตนเอง จะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น - ไม่ควรตัดสินคนอื่นว่าเป็นคนไม่ดี จากภาพลักษณ์ภายนอก หรือคำบอกเล่าของคนอื่น จนกว่าจะได้รู้จักนิสัยแท้จริงของ บุคคลนั้น แสดงความคิดเห็น อาม่าบนคอนโด เป็นนวนิยายที่ใช้ตัวละครที่มีอายุแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดของ คนสองรุ่น ระหว่างคนรุ่นเก่า ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า เข้าใจชีวิต และใส่ใจคนรอบข้าง ต่างจากเด็กรุ่นใหม่ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ เทคโนโลยีมากเกินไป จนไม่สนใจคนรอบข้าง สนใจเเต่เรื่องของตัวเอง ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยของทั้งสองจะไม่เป็นปัญหาของ การอยู่ร่วมกัน เพียงต่างฝ่ายต่างใส่ใจกันและยอมรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย ประโยคประทับใจ “อั๊วจู้จี้จุกจิกกับลื้อ เพราะอยากให้ลื้อเห็งว่า ชีวิกมีลายละเอียก เลาต้องใช้ล่วยความละมักละวัง” (หน้า๒๓๒) แสดงให้ เห็นถึงการใส่ใจคนรอบข้าง อาม่าสั่งสอนโชค แม้ว่าโชคจะไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ ของตน เห็นถึงความหวังดีที่อาม่ามีต่อโชค อยากให้ โชคดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง


Click to View FlipBook Version