ธุรกรรมการเงินดิจิทัล (Fintech) หัวข้อเรื่อง (Topics) 4.1 ความหมายของธุรกรรมการเงินดิจิทัล 4.2 รูปแบบการให้บริการของธุรกิจธุรกรรมการเงินดิจิทัล 4.3 ประโยชน์และผลกระทบของธุรกรรมการเงินดิจิทัล 4.4 บทบาทของธุรกรรมการเงินดิจิทัลกับระบบการเงินของไทยในอนาคต 4.5 การเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แนวคิดสําคัญ (Main Idea) ผู้ที่ได้ใช้ประโยชน์จากธุรกรรมการเงินดิจิทัล คือ บุคคลทั่วไป ธนาคาร ผู้ให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการด้านสตาร์ตอัป และนักลงทุน ผู้ใช้สามารถลงทุนกับพื้นเทศได้ด้วยการลงทุนใน คริปไทเคอร์เรนซี เทคโนโลยี การให้และขอสินเชื่อ และเทคโนโลยีประกันภัย ส าหรับในประเทศไทยมีสถิติการใช้ระบบการช าระเงินมากเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย จากการซื้อสินค้าออนไลน์ สมรรถนะย่อย (Element of Competency) แสดงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบธุรกรรมการเงินดิจิทัล (Fintech) วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) 1. อธิบายความหมายของธุรกรรมการเงินพิจิทัลได้ 2. จ าแนกรูปแบบการให้บริการของธุรกิจธุรกรรมการเงินดิจิทัลได้ 3. บอกประโยชน์และผลกระทบของธุรกรรมการเงินดิจิทัลได้ 4. บอกบทบาทของธุรกรรมการเงินดิจิทัลกับระบบการเงินของไทยในอนาคตได้ 5. บอกวิธีการเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้
เนื้อหาสาระ (Content) 4.1 ความหมายของธุรกรรมการเงินดิจิทัล ธุรกรรมการเงินดิจิทัลหรือฟินเทค (Financial Technology หรือ Fintech) หมายถึง การน าเอา เทคโนโลยีมาใช้กับการเงินในการสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อเป็นสินค้า บริการ การแก้ปัญหาทางการเงิน รวมถึง เป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ ท าให้การเข้าถึงทางการเงินเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี หินเทพหมีจุดเริ่มต้นจากการน าระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบงานของธนาคาร เมื่อเทคโนโลยีเติบโตขึ้น พร้อมกับความสามารถในการเข้าถึงของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนที่ถือเป็นสิ่งที่ท าให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง (Disruptor) ท าให้อ านาจในการท าธุรกรรมและการเข้าถึงบริการทางการเงินไม่ถูกจ ากัดอยู่กับ สถาบันการเงิน อีกต่อไป 4.2 รูปแบบการให้บริการของธุรกิจธุรกรรมการเงินดิจิทัล ฟินเทค ได้ถูกน าไปใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการทางการเงินของผู้ใช้ สามารถ จ าแนกตามจุดประสงค์ในการใช้งาน แบ่งออกได้เป็น 7 ประเภท ดังนี้ 4.2.1 เทคโนโลยีการธนาคาร (Banking Technology) การน าเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับระบบธนาคารเป็นสิ่งคุ้นเคยและเชื่อว่าในโทรศัพท์ของผู้ใช้วัย ท างานส่วนใหญ่จะมีแอปพลิเคชันธนาคารติดตั้งอยู่แล้ว ฟินเทคประเภทนี้คือ การท าธุรกรรมการเงินผ่าน อินเทอร์เน็ต บนสมาร์ตโฟน (Mobile Banking) ที่มีขึ้นเพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถท าธุรกรรมต่าง ๆ ที่ เป็นการบริหาร จัดการเงินได้ด้วยตนเอง ท างานในฟังก์ชันเดียวกับที่ธนาคารแบบดั้งเดิมฟ้า ยกเว้น การจัดการ กับเงินสด การน าฟินเทคเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินในส่วนที่เทคโนโลยีแบบเต็มไม่ สามารถตอบโจทย์ให้ด้วยขีดจ ากัดทางความช านาญด้านเทคโนโลยี วัฒนธรรม องค์กรแนวคิดการให้บริการ แบบเต็ม ๆ หรือกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามในฐานะสถาบันการเงินที่ดี โดยในแต่ละประเทศมีการพัฒนาฟินเทค ในมีที่ที่แตกต่างกัน ตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป พัฒนาการที่เห็นได้ชัด คือ การเกิดขึ้นของบริษัทฟินเทค เกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า พินเทคสตาร์ลอป (Fintech Startups) ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน โดย มีจุดเด่นคือความช านาญในด้านเทคโนโลยีและลักษณะการด าเนินธุรกิจ (Business Model) รูปแบบใหม่ ซึ่ง สามารถบิดช่องว่างที่เกิดขึ้นส าหรับลูกค้า โดยเน้นการให้บริการเฉพาะด้านและมีความคล่องตัวสูง ส่งผล ให้มี บริษัทฟินเทคเกิดขึ้นมาเป็นจ านวนมากทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักรมีบริษัทฟินเทคราว 1,600 บริษัท) ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการช าระเงินและการโอนเงินระหว่างประเทศ (Payments and Remittances) และซอฟต์แวร์ด้านการเงิน (Financial Software) ประเทศสิงคโปร์มีบริษัท ทนเทศราว 500 บริษัท ที่ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth
Management) การให้กู้เงินแบบทางเลือก (Alternative Lending) และการช าระเงิน ในขณะที่ประเทศ อินโดนีเซียมีบริษัทฟินเทคราว 260 บริษัท เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การช าระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Payment) และการให้กู้เงินแบบทางเลือก ความก้าวหน้าของฟินเทคในประเทศไทย ส าหรับประเทศไทย มันเทศเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก มีผู้พัฒนาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยมีฟินเทคสตาร์ตอัปที่เป็นสมาชิกของสมาคมฟินเทคประเทศไทยจ านวนเกือบ 70 บริษัท นอกจากนี้ สถาบัน การเงินในไทยก็มีความตื่นตัวในการน าฟินเทคมาปรับปรุงวิธีการด าเนินงานและรูปแบบธุรกิจของ ตัวเอง เร่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความสามารถเพื่อให้แข่งขันในยุคดิจิทัลได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางในการ เข้าถึงและขยายกลุ่มลูกค้า เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด รวมทั้งท าให้ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน สามารถเข้าถึงได้ดียิ่งขึ้นด้วย รูปที่ 4.1 การพัฒนามาตรฐานคิวอารืโค้ดเพื่อการช าระเงิน ฟินเทคก าลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนส าคัญของชีวิตประจ าวันจนแทบจะขาดไม่ได้ หนึ่งในพัฒนาการ ด้านฟินเทคที่เด่นชัดที่สุดของไทยคือ การพัฒนามาตรฐานคิวอาร์โค้ดเพื่อการช าระเงิน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการ ช าระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Payment) ให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งส าหรับร้านค้า ขนาดกลางและขนากสามารถรับช าระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการขยายช่องทางการรับช าระเงิน เอานวยความสะดวกให้ลูกค้า ท าให้ร้านค้ามีต้นทุนต่ าลง ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือได้ (Mobile Banking) โดยไม่ต้องจ าชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้ยุ่งยาก โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล หรือ มี (Biometrics) ที่เพียงแค่สแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า ผู้ใช้บริการสามารถยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งานบริการ ทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังเริ่มใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลในการเปิดบัญชี เงินฝาก เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องแม่นย าของการยืนยันตัวลูกค้า เป็นส่วนเสริมนอกหนือจากการ ตรวจสอบโดยพนักงาน ด้วยเทคโนโลยีการใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่ก าลังจะมีบทบาทและความส าคัญมากยิ่งขึ้น ในอนาคต การพัฒนาระบบยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital Identity NOID) โครงสร้างพื้นฐาน ส าหรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนในรูปแบบตีหัด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางส าหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้าระหว่างหน่วยงาน ด้วยวิธีที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง จะช่วยให้ผู้ใช้บริการ ทางการเงินท าธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องยื่นเอกสารหลักฐานหลายครั้ง เช่น การเปิดบัญชีและการขอ สินเชื่อกับผู้ให้บริการรายใหม่ได้สะดวกมากขึ้น โดยใช้หลักการตรวจสอบยืนยันข้อมูลกับหน่วยงานที่เชื่อถือได้
หรือผู้ให้บริการที่เคยรู้จักตัวตนของผู้ขอใช้บริการแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดการให้บริการใหม่อื่น ๆ ได้ เช่น การก ากับดูแลสินเชื่อให้ Digital Lending) การช าระเงินด้วยใบหน้าและลายนิ้วมือ (Bio-Payment) นอกจากเทคโนโลยี “หน้าบ้าน” หรือเทคโนโลยีที่ผู้ใช้บริการได้ใช้งานโดยตรงที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ยังมีเทคโนโลยี “หลังบ้าน” ที่จะเปลี่ยนวิธีการด าเนินงานของผู้ให้บริการให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ถูกลง ตัวอย่างเช่น 1. เทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) รูปที่ 4.2 ความแตกต่างของเทคโนโลยีการประมวลผลแบบรวมศูนย์และกระจายศูนย์ เทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ได้น ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเงินมากที่สุด ด้วยคุณลักษณะเด่นของบล็อกเชนที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีข้อมูล ชุดเดียวกัน โดยข้อมูลไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้ที่เดียว มีระบบข้อตกลงร่วมในระบบ (Consensus) ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องรับทราบและยอมรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล ท าให้ในระบบมีความโปร่งใสมีความน่าเชื่อถือสูง สามารถ ตรวจสอบได้ตลอดเวลา และมั่นคงปลอดภัยจากภัยไซเบอร์โดยในภาคการเงินไทย ได้เริ่มมีการน าบล็อกเชน มาใช้ในการให้บริการหนังสือค้ าประกัน (Letter of Guarantee) ที่ช่วยให้สถาบันการเงินมีกระบวนการผลิต จัดเก็บ และน าส่งหนังสือค้ าประกันที่รวดเร็ว ปลอดภัย และน่าเชื่อถือได้ดีกว่าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งนั่นหมายถึง ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าหนังสือค้ าประกันมีความถูกต้อง แม่นย า และลดต้นทุนในการ จัดเก็บ และน าส่งหนังสือค้ าประกันไปให้กับคู่ค้า นอกจากนี้ ยังมีการน าเอาบล็อกเชนเข้ามาใช้เพื่อการโอนเงิน ระหว่างประเทศ ซึ่งจะท าให้ทุนที่ต่ าลง และรวดเร็วมากขึ้นด้วย 2. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : Al) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความส าคัญ ปัญญาประดิษฐ์ คือ การสร้างความฉลาด ความเข้าใจ ความรู้ ที่มีในมนุษย์ให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต โดยปัญญาประดิษฐ์ สามารถประยุกต์ใช้ในการให้บริการทางการเงินได้หลากหลาย อาทิ การรู้จ าตัวอักษร (Optical Character Recognition OCR) เช่น การอ่านข้อมูลบัตรประชาชนด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและ ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลผิด การรู้จ าค าพูด (Speech Recognition) เช่น การพูดค าสั่งเมื่อโทร เข้า ระบบโต้ตอบทางโทรศัพท์ (Call Center) ที่เป็นระบบอัตโนมัติที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่สามารถเรียนรู้และท านายข้อมูลได้ผ่านการศึกษาและสร้าง อัลกอริทึม (Algorithm)
ในภาคการเงินได้เริ่มมีการน าปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โปรแกรมตอบกลับการสนทนาผ่านตัวอักษรแบบอัตโนมัติ (Chatbot) ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และลดการใช้แรงงานมนุษย์ลงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินคุณภาพของลูกค้าผู้ขอกู้เงินด้วยปัญญาประดิษฐ์ ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องในการเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต ลักษณะการใช้ง่ายและการช าระ เงิน เพื่อวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงโอกาสในการผิดนัดช าระหนี้ ความสามารถในการช าระหนี้ วงเงินปล่อยกู้ ที่เหมาะสม มาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา 3. ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (Application Programming Interface : API) เป็น เทคโนโลยีที่ช่วยให้การเชื่อมต่อฐานข้อมูลแอปพลิเคชั่น (Application) หรือระบบงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการทั้งสถาบันการเงินและที่ไม่ใช่สถาบันการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้นตามความ ประสงค์ของผู้ใช้บริการบนพื้นฐานของความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการจัดการความปลอดภัยที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การจะดึงศักยภาพของฟินเทคให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับประโยชน์มาก ที่สุด คือ การร่วมกันสร้างระบบนิเวศให้สมบูรณ์ ครบวงจร และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือ ในทุกภาคส่วน ดังนั้น ลักษณะการท าธุรกิจและการแข่งขันของผู้ให้บริการจะต้องเปลี่ยนแปลงไป และมีความ ร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้มากที่สุด รูปที่ 4.3 การเชื่อมต่อฐานข้อมูลแอปพลิเคชัน (Application) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ด าเนินการเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมทางการเงิน พร้อมกับระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการเงินผ่านกลไก การทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่น าเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน (Regulatory Sanction) ที่เอื้อให้ผู้ให้บริการทางการเงินทั้งสถาบันการเงินและที่ไม่ใช่สถาบันการเงินสามารถพัฒนา บริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และทดลองให้บริการได้ โดยเริ่มจากการทดสอบการให้บริการในขอบเขต จ ากัด ก่อนจะให้บริการในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเต็มที่ รวดเร็ว และปลอดภัย โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถติดตาม ประเมินความเสี่ยงได้อย่างใกล้ชิดและเหมาะสม นอกจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มประยุกต์ใช้บล็อกเช่นในงานของธนาคารแห่ง ประเทศไทย เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้องได้เรียนรู้บล็อกเชนในเชิงลึกและประเมินความ เหมาะสมในการน า ไปใช้จริงต่อไป โดยให้ด าเนินโครงการน าร่อง 2 โครงการ ได้แก่
1. โครงการอินทนนท์ ที่ทดสอบใช้บล็อกเชนในการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน 2. โครงการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DLT Scripless Band) ที่น า เลือกเป็นมาทดสอบใช้ในงานจ าหน่ายพันธบัตรเพื่อช่วยลดความซับซ้อน ลดขั้นตอนและเวลาในการด าเนินงาน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะ ที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาต่อยอดบริการในอนาคต อาทิ การจัดตั้ง โครงการ Thailand Blockchain Community Initiative ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคการเงินและภาคธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ ความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชนและส่งเสริมการน าบล็อกเชนมาพัฒนาบริการทางการเงินที่ หลากหลาย รวมทั้งร่วมมือ กับหน่วยงานก ากับดูแล หน่วยงานภาครัฐ และสมาคมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้ง ในและต่างประเทศ ในการ ติดตามพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และแนวทางการก ากับดูแลอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาฟินเทค ในประเทศไทยเป็นไปอย่างยั่งยืน ทันการณ์ สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน และ สามารถช่วยยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันของภาคการเงินไทยให้เท่าเทียมกับนานาประเทศได้ 4.2.2 เทคโนโลยีการให้บริการสินเชื่อ (Lending Technology) เทคโนโลยีเพื่อการขอสินเชื่อหรือผู้รับเงินมีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นโดยมีจุดประสงค์ เพื่อ ให้เกิดการขอและให้สินเชื่อ ฟินเทคประเภทนี้จะอยู่บนพื้นฐานการสมัครเงินเชื่อ ตรวจสอบเครดิต และ อนุมัติสินเชื่อ รูปที่ 4.4 เทคโนโลยีการให้บริการสินเชื่อออนไลน์ระหว่างบุคคล
บริการสินเชื่อระหว่างบุคคล (P2P Lending) คือ การกู้ยืมระหว่างบุคคลกับบุคคล ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ (Matchmaker) และจัดให้มี การท าสัญญาสินเชื่อ ทั้งนี้ ระหว่างบุคคลกับบุคคลต้องเป็นกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตผ่านทางธนาคาร แห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้โดยแพลตฟอร์มท าหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้มาพบกันผ่านแพลตฟอร์มนี้ โดยผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่จะกู้มาเป็นเงินทุน ส าหรับท าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเสนอโครงการผ่านแพลตฟอร์มนี้โดยแพลตฟอร์ม จะตรวจสอบผู้กู้ ว่าโครงการนี้ด าเนินการเป็นไปได้แค่ไหน มีโอกาสจะส าเร็จหรือไม่ และแสดงข้อมูล ผู้กู้ที่จ าเป็นในการประกอบการตัดสินใจให้กับผู้ให้กู้สามารถดูได้ ผู้ให้กู้ดูข้อมูลหลังจากแพลตฟอร์มตรวจสอบและส่งข้อมูลผู้กู้บางส่วน ถ้าดูแล้วน่าสนใจ น่าลงทุน ผู้ให้กู้สามารถแสดงความประสงค์ที่จะให้กู้แก่ผู้กู้ได้ เป็นการจับคู่กันระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ โดยตรง แพลตฟอร์มนี้สามารถประเมินผู้กู้ส าหรับให้ผู้ให้กู้ใช้ประกอบการตัดสินใจในการให้กู้ยืมได้ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้แตะต้องเงิน ผู้ให้กู้จะน าเงินให้กับคนกลาง เพื่อป้องกันการผิดพลาดหรือทุจริต ในภายหลัง ขณะเดียวกันต้องรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้และผู้ให้กู้ด้วย ข้อดีของบริการสินเชื่อระหว่างบุคคล 1. เป็นทางเลือกที่ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก รวดเร็วผ่าน ช่องทางออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทางไปธนาคาร 2. ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี + ค่าธรรมเนียม จ่ายให้แพลตฟอร์ม (ถ้ามี) 3. เป็นทางเลือกให้กับผู้ให้กู้ในการลงทุน ใช้เงินลงทุนน้อย ได้รับผลตอบแทนที่ความเสี่ยงต่ า ความเสี่ยงของบริการสินเชื่อระหว่างบุคคล 1. ผู้กู้อย่าก่อหนี้เก็บตัวและต้องสามารถช าระหนี้ตนเองได้ตามระยะเวลาสัญญา 2. ผู้ให้กู้อาจไม่ได้รับช าระหนี้ตามสัญญา ไม่สามารถยกเลิกให้สินเชื่อ หรือเรียกให้ช าระหนี้ ก่อนครบก าหนด ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากแพลตฟอร์มของบริการสินเชื่อระหว่างบุคคล 1. แพลตฟอร์มได้รับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ 2. มีโอกาสโดนหลอกลวงจากแพลตฟอร์มและผู้ให้กู้ได้ คุณสมบัติผู้ที่ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มสินเชื่อระหว่างบุคคล 1. มีความพร้อมด้านระบบงาน การให้บริการ มีความมั่นคงปลอดภัย 2 มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ 3. คุ้มครองผู้ใช้บริการและข้อมูลส่วนบุคคล 4. นิติบุคคลไทย ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทขึ้นไป คนไทยถือหุ้น 75% ขึ้นไป 5. ห้ามประกอบธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่แพลตฟอร์มสินเชื้อระหว่างบุคคล
สินเชื่อออนไลน์ระหว่างบุคคลสามารถกู้ได้ผ่านทางออนไลน์โดยไม่ต้องผ่านพนักงานธนาคารและ ไม่ต้องเดินทางไปธนาคาร ท าให้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตทันที โดยมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางและสื่อสารระหว่างผู้กู้ และผู้ให้กู้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอย่างปลอดภัย 4.2.3 สกุลเงิน (Cryptocurrency) สกุลเงินดิจิทัลทั้งเป็นการติดข้อมูลขึ้นมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในโลกออนไลน์ แล้วท าให้ใช้งานได้ เหมือนเงินจริง สามารถใช้จ่ายได้ รวมถึงเก็งก าไรได้ โดยสกุลเงินดิจิทัลสกุลแรกที่ถือก าเนิดมาในโลกคือ บิดคอยน์ ปัจจุบันมีสกุลเงินดิจิทัลมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ลิบรา (Libra) สกุลเงินดิจิทัลของเฟชบุ๊ก (Facebook) ซึ่งอาจเป็นการพลิกผันทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต การเกิดขึ้นของฟินเทคประเภทนี้ถือเป็นโอกาสที่สร้าง ความเท่าเทียมทางการเงิน หรืออาจเป็นภัยต่อระบบการเงินดั้งเดิมของโลก อย่างไรก็ดีสกุลเงินดิจิทัลถือเป็นระบบ การเงินแห่งอนาคตที่มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้น รูปที่ 4.5 สกุลเงินดิจิทัลสามารถเก็งก าไรได้ สกุลเงินดิจิทัลถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น ไม่สามารถจับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น ท าการสแกนธนบัตรมูลค่า 100 บาท ออกมาเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์ แล้วตั้งชื่อว่า hundred-bahit.jpg| ซึ่งถูกแปลงเป็นดิจิทัลแล้วนั้นจะมีข้อได้เปรียบมากมาย แต่ได้ผลเสียมากด้วยเช่นกัน เช่น ไฟล์ เงินที่หักเหล่านี้ สามารถถูกคัดลอกและท าซ้ าได้ไม่จ ากัด อีกทั้งยังไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่าง เงินจริงและเงินดิจิทัล ได้ การจัดการระบบด้านการท าธุรกรรมในปัจจุบันผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet Beking) คือ สมุดบัญชีที่เอาไว้ใช้บันทึกข้อมูลการท าธุรกรรมทั้งหมด (Ledger) หากปราศจากสมุดบัญชีแล้ว เงินเหล่านั้นก็ ไม่ต่างจาก hundred-baht.jpg ที่ และท าและส่งหากันอย่างไร้การควบคุม สกุลเงินดีให้แตกต่างจากสกุลเงิน ทั่วไป คือ การบันทึกธุรกรรมจะถูกเก็บไว้บนสมุดบัญชีที่เรียกว่า บล็อกเชน
4.2.4 เทคโนโลยีการชาระเงิน (Payment Technology) ระบบการช าระเงิน เป็นการด้วยเทคโนโรยีฟินเลยประเภทนี้ คือ ระบบตัวแทนการใช้จ่าย ที่ผู้ใช้ต้องเปิดบัญชีกับทางแพลตฟอร์มจึงจะสามารถใช้งานได้ เช่น ระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ต่างๆ เครดิตการ์ด ระบบการช าระเงินมากต่างจากระบบการท าธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ต โฟน ซึ่งเจ้าของแพลตฟอร์มมิใช่ธนาคาร และให้บริการเฉพาะการใช้จ่ายเท่านั้น ระบบการช าระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Payment System : E-Payment) คือ ระบบ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออ านวยความสะดวกให้กับคนในยุคปัจจุบัน โดยเป็นระบบที่สามารถโอนเงิน ช าระเงินผ่านทาง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผ่านสมาร์ตโฟน โดยมีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นผู้ช่วยที่ส าคัญ นอกจากนี้ สามารถท าธุรกรรม ทางการเงินผ่านบัตรเครดิตได้ซึ่งอยู่ภายใต้การก ากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นก่อนเปิดใช้งานจึงต้องขออนุญาติก่อน รูปแบบของระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้การก ากับของธนาคารแห่งประเทศไทย มีทั้งหมด 8 ประเภท ดังนี้ 1. ระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นระบบที่ใช้มูลค่าของเงินที่บันทึกไว้บนสื่อ อิเล็กทรอนิกส์โดยส่วนใหญ่มาจากการท างานออนไลน์แทนเงินสด และการโอนช าระค่าสินค้าและบริการต่างๆ เป็นต้น 2. บริการเครือข่ายบัตรเครดิต (Card Network) บริการเครือข่ายบัตรเครดิตเป็นบริการที่ท าหน้าที่ในการรับ - ส่งข้อมูลทางการเงิน โดยส่งไปยัง ผู้ให้บริการบัตรเครดิต 3. บริการเครือข่ายอีดีซี (EDC Network) บริการเครือข่ายดีดีซีเป็นจุดเชื่อมโยงที่ได้ท าการเชื่อมโยงเครือข่ายของอุปกรณ์หรือ เครื่องมือต่าง ๆ ส าหรับรับ-ส่งข้อมูลการช าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ด้วยกัน 4. บริการสวิตซึ่งในการชําระเงิน (Transaction Switching) บริการสวิตซึ่งในการช าระเงินท าหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อเพื่อรับ-ส่งข้อมูลการช าระเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์ไปให้ผู้ให้บริการ 5. บริการหักบัญชี(cleating) บริการหักบัญชีเป็นบริการเพื่อให้ตรวจสอบยืนยันค าสั่งในการช าระเงินแบบหักบัญชี ระหว่าง เจ้าหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้มีความรวดเร็วและแม่นย าขึ้น 6. บริการชําระดุล (Settlement) บริการช าระคุณเป็นบริการที่ช่วยจัดการช าระเงินแบบล่วงหน้า โดยการหักเงินใน บัญชีของผู้ใช้ บริการเพื่อน าไปช าระแก่เจ้าหนี้แบบอัตโนมัติ
7. บริการชําระเงิน บริการช าระเงินแทนเป็นบริการที่จะท าการช าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเจ้าหนี้ 8. บริการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์ บริการช าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์เป็นการช าระเงินผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โดยมีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อ แต่จะไม่มีการเก็บเงินไว้ ความมั่นใจของคนไทยในการชําระเงินผ่านระบบการชําระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผลส ารวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการช าระเงินของผู้บริโภคประจ าปี พ.ศ. 2561 จาก ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 4,000คน (รวมถึง 500คน จากประเทศไทย) จาก 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สรุปได้ดังนี้ 1. คนไทย 78% พยายามใช้เงินผ่านช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจ าวัน 2. คนไทย 5716 นิยมท าธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น บัตรเดบิต/เครดิต แอป พลิเคชันการช าระเงินบนสมาร์ทโฟน และคิวอาร์โค้ด ขณะที่อีก 43% นิยมใช้เงินสด 3. คนไทย 425 ทุกเงินสดน้อยลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่ปลอดภัยในการพก เงินสด การช าระเงินผ่านระบบดิจิทัลที่มากขึ้น และความไม่สะดวกในการใช้เงินสด 4. คนไทย 25% มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้ภายใน 3 ปี 3 เชื่อว่าใช้เวลา 4-7 ปีและราว 6. เห็นว่าต้องใช้เวลามากกว่า 15 ปี 4.2.5 ส่วนต่อประสานโปรกรมประยุกต์ (Application Programming interface : AP) ระบบส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์หรือแอดิโอท าหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อ ระหว่าง ผู้ใช้กับแพลตฟอร์ม เป็นเหมือนประตูบ้านที่อนุญาตให้เฉพาะเจ้าของบัญชีหรือผู้ใช้ที่ถูกต้องเข้าถึง ข้อมูลนั้น ๆ ได้ หากนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับระบบการท าธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟนและ แฟลตฟอร์มอื่น ๆ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ซึ่งคือ ค าสั่ง (Code) ที่อนุญาตให้ซอฟต์แวร์สามารถสื่อสาร ระหว่างกันได้ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์เป็นช่องทางส าหรับขอใช้บริการค าสั่งจากระบบปฏิบัติการ (Operation System :05) หรือโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ใช้งานโดยติดตั้งฟังก์ชันและเรียกใช้งานตามเอกสาร (Document) ทีเขียนไว้
รูปที่ 4.7 ตัวอย่างการต่อประสานของเอพีไอ ส่วนประกอบของเอพีไอ สร้างขึ้นจากส่วนส าคัญ 2 ส่วน คือ 1. ข้อก าหนดที่อธิบายการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมซึ่งท าออกมาในลักษณะเอกสาร เพื่อบอกว่าต้องการตอบสนองอย่างไร 2. ซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นตามข้อก าหนดและท าการเผยแพร่ออกไปให้ใช้งาน แอปพลิเคชันที่มีเอพีไอ จะต้องถูกเขียนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์และพัฒนาเพิ่มได้ง่าย จึงจ าเป็นต้อง มีการตรวจสอบโครงสร้างเอพีไอ เพราะฉะนั้นเอพีไอที่ดี ผู้ที่ออกแบบต้องให้ความส าคัญในการทดสอบเพื่อตรวจ สอบเชิงตรรกะที่สามารถ เกิดขึ้นได้จากการใช้งาน การใช้งานเอพีไอ การใช้งานในแอปพลิเคชั่นเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้โดยไม่จ าเป็นต้องมีความรู้ หลายบริษัทมีการเปิดเอพีไอ ให้ภายนอกเข้ามาใช้งาน เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ผู้พัฒนาระบบที่สนใจสามารถน าเอพีไอเหล่านี้ไปต่อยอด ซึ่งทางบริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อีก รูปแบบการน าเอพีไอไปใช้งานมีดังนี้ 1. ไลบรารีและเฟรมเวิร์ก (Libraries and Frameworks) เอพีไอมักเอาไปใช้เป็นซอฟต์แวร์ ไลบรารีซึ่งเขียนขึ้นตามเอกสารในรูปแบบภาษาคอมพิวเตอร์ที่ต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับงาน เพื่อน า ไปท าเป็นเฟรมเวิร์กให้กับระบบใช้ในการสื่อสารกัน 2. ระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) เอพีไอสามารถใช้งานในการสื่อสารระหว่างโปรแกรม ประยุกต์และระบบปฏิบัติการ เช่น โพสซิกส์ (POSIX) หรือมาตรฐานการสื่อสารของระบบปฏิบัติการเองก็มี เอพีไอเป็นบรรทัดค าสั่ง (Command Line) เพื่อควบคุมการท างานของระบบปฏิบัติการ
3. รีโมตเอพีไอ (Bemote APIs) ท าไว้ให้นักพัฒนาระบบสามารถเข้าควบคุมทรัพยากรผ่าน ทางโปรโตคอลเพื่อให้มีมาตรฐานการสื่อสารเดียวกับ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละเทคโนโลยี เช่น ฐานข้อมูลเอพีไอ (Database APU) สามารถอนุญาตให้นักพัฒนาระบบเข้ามาดึงข้อมูลในฐานข้อมูลหลากหลายชนิดได้ผ่านฟ้า เดียวกัน เพราะฉะนั้น วันเสนอที่ได้จึงถูกใช้บ่อยในงานบ ารุงรักษาโดยท างานที่พึ่งใคลเอนต์ให้ไปดึงข้อมูล เซิร์ฟเวอร์กลับลงมาท างาน 4. เว็บเอพีไอ (Wed APIs) นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะอยู่ในกลุ่มของเอชทีทีพี (HTTP) และขยายออกไปสู่รูปแบบเอกซ์เอ็มแอล (XML) และ เจซัน (JSON) ซึ่งโดยรวมแล้วคืออยู่บนระบบซอฟต์แวร์ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย (Web Service) เช่น - โซป (Siripate Object Access Protocol, SOAP) ใช้รูปแบบเอกซ์เอ็มแอลส่งข้อมูล - เรานต์ (Represaritational State Transfer : REST) สามารถใช้รูปแบบเอกซ์แอมแอล เจซันส่งข้อมูล รูปที่ 4.8 รูปแบบการใช้งานเอพีไอ ตัวอย่างเอพีโอที่นิยมในปัจจุบัน - กูเกิลแมปเอพีไอ (Google Maps API) เปิดให้ใช้งานเพื่อน าแผนที่ของกูเกิลมาลงในเว็บเพจ โดยอาศัยจาวาสคริปต์ (JavaScript) หรือแฟลช (Flash) - ยูทูบเอพีไอ (YouTube APIs) ยูทูบเปิดให้นักพัฒนาระบบสามารน าคลิปวิดีโอไปลงในเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชั่นได้ - ฟลิคเกอร์เอพีไอ (Flickr APIs) เพื่อให้นักพัฒนาระบบสามารถเข้าถึงคลังรูปภาพในชุมชนของ เว็บไซต์ - ทวิตเตอร์เอพีไอ (Twitter APIs) มีเรสต์เอพีโอ (REST API) ให้ค้นหา และตรวจสอบข้อมูล ความนิยมให้ - เอพีโอการโฆษณาสินค้าของแอมะซอน (Arnon Product Advertising API) : เปิดเอพีไอ ให้ใช้ค้นหาสินค้าและการโฆษณาผ่านทางเว็บไซต์
รูปที่ 4.9 ตัวอย่างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่น ากูเกิลแมปเอพีไอมาใช้ในการระบุต าแหน่งร้านค้า 4.2.6 เทคโนโลยีตรวจสอบความปลอดภัยทางการเงิน (Regulation Technology) ฟินเทคสามารถน ามาใช้เพื่อตรวจสอบและป้องกันการเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในลักษณะที่ไม่ถูกต้องด้วยเทคโนโลยีตรวจสอบความปลอดภัยทางการเงินหรือเร็กเทค (Regtech) ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตรวจสอบการท าธุรกรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น อาจเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือระบบภายในของ ธนาคารหรือแพลตฟอร์ม ฟินเทค ก าลังท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อการกิจการเงิน โดยการน าเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือการน าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงิน ช่วยให้การเข้าถึงสินค้า/บริการได้ สะดวกขึ้น เร็วขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิดที่จะต้องมีระบบ การจัดการก ากับดูแลการน าเทคโนโลยีนั้น ๆ มาใช้อย่างเป็นระบบและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานให้มากที่สุด เร็กเทค เป็นการใช้เทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์มาเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือรายงาน ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภคควบคู่ไปกับการรักษา ความมั่นคงของระบบการเงิน โดยในปัจจุบันองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ได้มีหลักเกณฑ์การก ากับดูแลการท าธุรกรรม หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ จึงมีการก าหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มี ความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับธุรการและความเสี่ยงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและ รวดเร็ว รวมทั้งจัดส่งข้อมูลเพื่อประมวลผลติดตามวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจมีต่อผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจ ในต่างประเทศที่มีการก าหนดให้การเปิดบัญชีของธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า ที่เรียกว่า กระบวนการรู้จักลูกค้าหรือยืนยันตัวตนลูกค้า (Know Your Customer : KYC) ได้มีกลุ่มสตาร์ตอัปบางกลุ่ม คิดค้นพัฒนาระบบยืนยันตัวตน (Digital Verification) สามารถยืนยันตัวบุคคล โดยใช้การตรวจสอบตัวตนทาง
อัตลักษณ์บุคคลและรวบรวมข้อมูลเครดิต การใช้โทรศัพท์ หรือข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ไว้ในที่เดียวกัน ท าให้ กระบวนการรู้จักลูกค้าสามารถท าได้อย่างรวดเร็ว ง่ายขึ้น ลดเวลาทั้งของลูกค้าและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ มีระบบที่สามารถตรวจพบและรายงานว่าได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของทางการครบถ้วนหรือไม่สตาร์ตอัป บางกลุ่มได้เริ่มเข้ามาพัฒนาช่องทางการสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ก ากับดูแลกับผู้ประกอบธุรกิจหรือ ประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ซึ่ง ช่วยสนับสนุนให้ผู้ก ากับดูแลสามารถสื่อสาร อธิบายหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น สะดวกต่อการค้นหา ตลอดเวลา ในทุกสถานที่ที่ต้องการ หลักการที่สําคัญของเร็กเทค 1. ความคล่องตัว (Agility) ประมวลผลข้อมูลที่ยุ่งเหยิง ท าให้เป็นระบบมากขึ้น 2. ความรวดเร็ว (Speed) ช่วยจัดท ารายงานน าเสนอให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายต่อผู้ใช้งาน อย่าง อัตโนมัติและรวดเร็ว 3. การรวบรวมข้อมูล (Integration) รวบรวมข้อมูลให้อยู่ในกรอบที่วางไว้ เพื่อย่นระยะเวลาในการ แก้ปัญหา และสามารถท าให้ข้อมูลมีความต่อเนื่องกัน 4. การวิเคราะห์ (Analytics) วิเคราะห์ข้อมูลอย่างชาญฉลาดแม่นย า ด้วยการจัดการข้อมูล ขนาด ใหญ่จ านวนมาก (Big Data) อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะสามารถน าข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานได้หลาย ๆ วัตถุประสงค์ ในการท าธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนจะถูกย่อให้เล็กลง สะดวกและรวดเร็ว มีความปลอดภัย มีการ น าเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาใช้จัดการข้อมูลมากขึ้น รูปที่ 4.10 หลักการส าคัญของเทคโนโลยีตรวจสอบความปลอดภัยทางการเงิน
4.2.7 เทคโนโลยีการประกันภัย (Insurance Technology) การซื้อประกันภัย ประกันชีวิต คือ การลงทุนรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งระบบการค านวณเบี้ยประกัน มีความซับซ้อน การใช้ฟินเทคเข้ามาช่วยด้านการค านวณเบี้ยประกัน ผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงอัตราส่วนลด อย่างเป็นเหตุผลด้วยเทคโนโลยีการประกันภัยหรืออินชัวร์เทค (Insurtech) ท าให้ผู้และผู้เสนอขายประกันภัย ประกันชีวิต สามารถบริหารจัดการระบบประกันได้สะดวกขึ้น เช่น ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนทนาออนไลน์เป็น ข้อความ (Chatbot) กับลูกค้าโดยไม่ต้องติดต่อกับพนักงานเพื่อซื้อประกันสอบถามข้อมูล เคลมค่าเสียหาย เป็นต้น รูปที่ 4.11 ล าดับแสดงรูปแบบการให้บริการของธุรกิจฟินเทค
4.3 ประโยชน์และผลกระทบของธุรกรรมการเงินดิจิทัล 4.3.1 ประโยชน์ฟินเทคต่อกลุ่มผู้ใช้งาน 1. บุคคลทั่วไปได้ประโยชน์จากในเทคในลักษณะการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ที่ท าให้ผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถใช้จ่าย ท าธุรกรรม รวมถึงขอสินเชื่อลงทุนได้ด้วย ตนเอง 2. สถาบันการเงินใช้ประโยชน์จากฟินเทคได้ด้วยการน าระบบส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ มาใช้ หรือการตรวจสอบความปลอดภัยด้วยเบิกเทศ รวมถึงสิ่งที่ง่ายและเป็นประโยชน์ที่สุดคือการสร้างระบบ ธนาคารย่อย ๆ แบบการท าธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เบียบนสมาร์ตโฟนลงมาให้อยู่ในโทรศัพท์มือถือ 3. ผู้ใช้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในรูปแบบของระบบการช าระเงิน การเชื่อมต่อส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ และเทคโนโลยีการธนาคาร เพราะเป็นการขายออนไลน์ที่เกิด การใช้จ่ายขึ้นในแพลตฟอร์ม 4. นักลงทุน ในเทศเป็นต่อการลงทุนทั้งในรูปแบบตลาดลาดเงินที่จิทัล เทคโนโลยีประกันภัย และเทคโนโลยีการให้บริการสินเชื่อ เหมาะส าหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในรูปแบบใหม่ ๆ 4.3.2 ผลกระทบของฟินเทคต้องมาการและอุตสาหกรรมอื่น ๆ การท าให้บุคคลทั่วไปมีอ านาจจัดการการเงินของตัวเองเทียบเท่ากับซื้อนาคารสามารถท าได้ ประกอบกับมีการให้บริการหลายรูปแบบ นอกจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว มีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 1. ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ด้วยความเป็นเจ้าเก่าที่ครองอ านาจทางการเงินมาโดยตลอด ท าให้เมื่อฟินเทคก าเนิดขึ้นมา โดยมีลักษณะที่คล้ายกับการให้บริการของทางธนาคาร จึงมีการตั้งค าถามว่าชนาการจะอยู่ได้หรือไม่หากคน หันไปใช้ฟินเทคกันมากขึ้น แม้ดินเทศจะมีหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการในการบริหารจัดการ การเงิน แต่ไม่ได้มีที่ไหนรับฝากเงินเหมือนที่ธนาคารท า การได้รับเงินสดจากเทคโนโลยีทางการเงินนั้นเป็นไปได้ ยาก จะเห็นตัวเลขแต่ไม่ได้เห็นตัวเงินจริง จนกว่าจะมีการแลกเปลี่ยนผ่านทางสถาบันการเงิน การน าฟินเทคมาใช้กับสถาบันการเงิน ท าให้สถาบันการเงินผูกบัญชีกับสมาร์ตโฟนยิ่งส่งผล ให้สถาบันการเงินใกล้ชิดกับผู้ใช้มากขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีเช่นกัน สถาบันการเงินที่ปิดสาขาลงอาจมีผลกระทบ ต่อ พนักงานด้านปฏิบัติการ แต่หากมองในแง่สถานะและความมั่นคงของธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นข้อดี มากกว่า เช่น ลดต้นทุนค่าแรงงาน ประหยัดเวลาในการท าธุรกรรมท าให้มีลูกค้ามากขึ้น ดังนั้นจึงท าให้สถาบัน การเงินขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก พยายามร่วมมือกับธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน เพราะเป็นโอกาสดี ที่ จะให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไทยไม่ต้องลงมือพัฒนาเอง 2. ห้างสรรพสินค้า เมื่อมีการซื้อขายออนไลน์แบบครบขั้นตอนในแพลตฟอร์มเกิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก ฟินเทคการซื้อขายสินค้าที่ต้องเดินทางออกไปเพื่อค้นหาจึงมีความจ าเป็นลดลง ห้างสรรพสินค้าจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ อาจได้รับผลกระทบ แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชอบซื้อสินค้าที่ได้สัมผัสด้วยมือ มองเห็นด้วยตา รวมถึงต้องการ
สถานที่เพื่อนัดพบรับประทานอาหารหรือใช้บริการต่าง ๆ ยังมีอยู่เช่นกัน นับว่าฟินเทคเป็นประโยชน์ในการสร้าง โอกาสเพิ่มอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และการขยายโอกาสในการเข้าบริการทางการเงิน รูปที่ 4.12 ประโยชน์และผลกระทบของธุรกรรมการเงินดิจิทัลต่อกลุ่มผู้ใช้และภาคธุรกิจ รูปที่ 4.13 ตัวอย่างฟินเทคที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 4.4 บทบาทของธุรกรรมการเงินดิจิทัลกับระบบการเงินของไทยในอนาคต เทคโนโลยีทางการเงินเป็นหนึ่งในทิศทางการพัฒนาระบบการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความส าคัญ โดยมุ่งให้เกิดการน าเทคโนโลยีมาสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการในหลากหลาย รวมถึง ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาบริการทาง การเงินอย่าง เป็นรูปธรรมในหลายมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดีขึ้น เพิ่มความ สะดวกรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายลดลง ขณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยมีการ ด าเนินการใน หลายด้าน ได้แก่ 1. การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการเงินผ่านกลไกการทดสอบบริการทางการเงิน (Regulatory Sad box) ที่เอื้อให้ผู้ให้บริการทางการเงินทั้งสถาบันการเงินและที่ไม่ใช่สถาบันการเงินสามารถพัฒนา บริการ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และให้บริการได้รวดเร็วขึ้น โดยเริ่มจากการทดสอบการให้บริการในขอบเขตจ ากัด เพื่อให้สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ และมีการติดตามประเมินผลจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ก่อนน าออกให้บริการในวงกว้าง
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่มีการน าเข้ามาทดสอบภายใต้กรอบบริการทางการเงิน เช่น - การน าเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการโอนเงินที่ช่วยให้การโอนเงินระหว่างประเทศรวดเร็วมากขึ้น ต้นทุนต่ าลง และใช้ในการให้บริการหนังสือค้ าประกัน (Letter of Guarantee) ที่ช่วยให้สถาบันการเงินออก หนังสือค้ าประกันให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ด้วยกระบวนการที่ปลอดภัย มี กลไกป้องกันการปลอมแปลง ช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลา ลดขั้นตอนการจัดการเอกสารและน าเชื่อมั่นมากขึ้น - การน าเทคโนโลยียืนยันตัวตนด้วยอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) เช่น การสแกนใบหน้าหรือ ลายนิ้วมือ มาใช้ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้บริการ ทางการเงิน และอ านวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ผ่านการพิสูจน์และยืน ตัวตนลูกค้าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic-Know Your Customer : e-KYC) โดยไม่จ าเป็นต้องเดินทาง ไปที่สาขา รูปที่ 4.14 เทคโนโลยีที่น ามาใช้ในฟินเทค 2. การส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะที่มีลักษณะเป็นโครงสร้าง พื้นฐาน รองรับการพัฒนาต่อยอดบริการในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว การส่งเสริมความร่วมมือที่ส าคัญ เช่น - การจัดตั้ง Thailand Blockchain Community Initiative ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคการเงิน และ คนใจเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและส่งเสริมการน าบล็อกเชนมาพัฒนา บริการทางการเงินที่หลากหลาย และส่งเสริมให้เกิดการร่วมกันใช้งานในวงกว้างทั้งในภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
- การพัฒนา National Digital Kentity (NDID) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานส าหรับการพิสูจน์และ ยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้หลักการตรวจสอบยืนยันข้อมูลกับหน่วยงานที่เชื่อถือได้ หรือผู้ให้บริการ ที่เคยรู้จักตัวตนของผู้ขอใช้บริการรายนั้นแล้ว ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถท าธุรกรรมทางการเงิน เช่น การเปิดบัญชีเงินฝากการสมัครใช้บริการ การยื่นขอ สินเชื่อ เป็นต้นได้สะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องยื่นเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้แก่ผู้ให้บริการรายใหม่ทุก ครั้งที่ต้องการ ใช้บริการ - การพัฒนาและส่งเสริมการใช้มาตรฐานคิวอาร์โค้ดเพื่อการช าระเงินที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการ ช าระเงินให้สามารถท าได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Payment) ซึ่งมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางทั่วประเทศ รองรับการช าระเงินได้หลากหลายทั้งบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรเครดิต บัตรเดบิต และ เงินอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กมีช่องทางรับช าระเงินที่สะดวก ต้นทุนต่ า สนับสนุน การเข้าถึงบริการทางดิจิทัลในไทยให้แพร่หลายมากขึ้น โดยมีร้านค้าที่ติดตั้งคิวอาร์โค้ตแล้วกว่า 3 ล้านร้านค้า และเปิดโอกาสในการต่อยอดการพัฒนาบริการข่าวนะเงินระหว่างประเทศด้วยต้นทุนต่ า - การพัฒนาระบบต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจาย ศูนย์ (DLT) ในระบบการเงินเพื่อสร้างระบบนิเวศให้ผู้เกี่ยวข้องได้เรียนรู้เทคโนโลยีนี้ในเชิงลึกและประเมินความ เหมาะสมในการน าไปใช้จริงต่อไปได้แก่โครงการอินทนนที่ทดสอบใช้บล็อกในการโอนเงินระหว่างสถาบัน การเงิน และโครงการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลด้วยระบบเล็กer (DLT Scripless Bond) ที่น าเทคโนโลยี เกรนมาทดสอบใช้ในงานจ าหน่ายพันธบัตรเพื่อช่วยลดความซับซ้อน ลดขั้นตอนและเวลาการท างานของผู้ที่ เกี่ยวข้อง 3. การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านฟินเทคแก่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น Bangkok Finitech Fair เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและเผยแพร่ ความรู้ด้านฟินเทคผ่านการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของวิทยากร ผู้มีประสบการณ์สูงจากทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ และการจัดแสดงนวัตกรรมทางการเงิน การจัดงาน Blockchain the Series @ BOT เพื่อเผยแพร่ องค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเช่นในบริการทางการเงิน และ งาน Jouney of Biometrics in Financial Services เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองในการใช้เทคโนโลยียืนยันตัวตนด้วย อัตลักษณ์บุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในบริการทางการเงินและการช าระเงิน การส่งเสริมและพัฒนาฟินเทคตามข้างต้น ธนาคารแห่งประเทศไทยมุ่งหวังให้ภาคการเงินไทยก้าวทัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลดี และใช้โอกาสจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการยกระดับบริการทางการเงิน และการช้างเงินที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ และเป็นส่วนส าคัญในการสนับสนุน การใช้ชีวิตประจ าวันของประชาชน และการด าเนินงานของภาคธุรกิจและภาครัฐ ช่วยยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันของไทยในยุคดิจิทัล
รูปที่ 4.15 การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านฟินเทค เรกูลาทอรี แซนด์บ็อกซ์ (Regulatory Sandbox) การทดสอบบริการทางการเงิน ที่น านวัตกรรม บทมาใช้ภายใต้สภาพแวดล้อมของการประกอบธุรกิจและการให้บริการที่จ ากัด โดยการทดสอบอยู่ภายใต้ การท ากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย 4.5 การเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การก้าวพ้นยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์การต้องการพนักงานที่พร้อมจะปรับตัวให้เก่งขึ้น รวมถึง ความ รวดเร็วในการตัดสินใจและความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง รวมถึงทักษะในการพัฒนาที่ต้องพร้อม อยู่เสมอ และที่ส าคัญที่สุดของบุคลากรในยุคดิจิทัล คือ การเข้าใจงานในภาพรวม มีความรู้ที่กว้างขวาง แม้ว่า จะเป็นหน้า งานบริการ ค้าทางโทรศัพท์ ไม่ได้ท างานกับระบบเทคโนโลยี หรือคิดเนื้องานอย่างใกล้ชิด แต่ต้องตอบ ค าถามหลากหลายจากผู้บริโภค การเข้าใจงาน เข้าใจระบบ เป็นสิ่งส าคัญ เพื่อจะส่งต่อประสบการณ์การใช้บริการที่ดีให้แก่ผู้บริโภค ประสบการณ์ที่ดีไม่ได้มาจากเทคโนโลยี แต่มาจากบุคลากรที่เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจงาน เข้าใจองค์กร และ ที่ส าคัญคือเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นสิ่งส าคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและน าเทคโนโลยี มาใช้ในธุรกิจยุคดิจิทัล (Dietal Transformation) ทักษะดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เป็นทักษะที่มีความส าคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงแนวคิด และน าเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจยุคดิจิทัลไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเฉพาะในองค์กรเท่านั้น แต่การพัฒนาตัวเอง ให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับธุรกิจบุคลใดที่ก าลังจะมาถึง ทักษะทางด้านดิจิทัดที่ควรมีอย่างยิ่ง มี 3 ทักษะ คือ
4.5.1 ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อน ามาแปรผลและน ามาใช้ประโยชน์กับธุรกิจ เป็นทักษะที่มี ความจ าเป็นอย่างมาก จึงควรฝึกฝนด้วยการแปรผลข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดระเบียบ 4.5.2 ทักษะการปกป้องความปลอดภัยทางดิจิทัล เมื่อมีข้อมูลมากมาย โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ต่างมีข้อมูลที่จ าเป็นต้องใช้อยู่ ภายในองค์กร ข้อมูลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การปกป้องข้อมูลเป็นเรื่องที่จ าเป็น ทักษะที่มีความจ าเป็นในด้าน การปกป้องความปลอดภัยทางดิจิทัลจึงเป็นทักษะที่มีความต้องการขององค์กร เมื่อมีการเก็บข้อมูลมากขึ้น ก็ย่อมมีการโจมตีระบบเพื่อขโมยข้อมูลหรือหวังผลที่ไม่ดีอย่างอื่น จึงเป็นเหตุผลให้อาชีพที่มีทักษะทางด้านนี้ มี ความต้องการในองค์กรมากขึ้น รูปที่ 4.16 ทักษะทางด้านการปกป้องความปลอดภัยทางดิจิทัล 4.5.3 ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการตลาดดิจิทัล การตลาดดิจิทัล เป็นอีกทักษะหนึ่งที่มีความต้องการในตลาดแรงงานในระดับสูง เนื่องจากเป็น สาขาใหม่ ในประเทศไทยมหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนมากนัก เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ และ การเรียนรู้ ด้วยตัวเอง ทักษะทางด้านนี้จ าเป็นต้องเรียนรู้อย่างเจาะลึก ไม่เพียงท าหน้าที่ซื้อสื่อในออนไลน์เท่านั้น แต่ต้อง เก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาวิเคราะห์ การเรียนรู้การตลาดดิจิทัลเริ่มเรียนรู้ทฤษฎี จนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ อินเทอร์เน็ต แล้วน าข้อมูลที่ได้จากการโฆษณาไปวิเคราะห์ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลก็พร้องหมาอย่างมี ประสิทธิภาพ
เมื่อพนักงานเริ่มรู้สึกถึงความไว้ใจที่องค์กรมีต่อพนักงาน และรู้สึกใกล้ชิดกับข้อมูลที่มีความ ส าคัญขององค์กรก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม การปรับตัว และตื่นตัวในการตอบสนองต่อความต้องการ ของลูกค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนรูปแบบ การด าเนินธุรกิจสถาบันการเงินด้วยนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการเกิดความสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่าย ที่ถูกกว่าฟินเทคก าลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นผลมาจากเทคโนโลยี 4 ด้าน ประกอบด้วย สื่อสังคมออนไลน์ โทรศัพท์มือถือ การวิเคราะห์ข้อมูล และคลาวด์ ที่เกิดการประยุกต์ใช้บนแนวโน้มการเติบโต ด้านอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้จ านวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รูปที่ 4.17 เทคโนโลยีที่ท าให้ฟินเทคได้รับความนิยม เทคโนโลยี ฟินเทคมีบทบาทต่อการท าธุรกรรมทางการเงิน ท าให้สถาบันการเงินสนับสนุน เงินลงทุนให้กับกลุ่มสตาร์ตอัปหรือบริษัทเกิดใหม่พัฒนาบริการด้านการเงินรูปแบบใหม่ ๆ การน าเทคโนโลยี ฟินเทคมาประยุกต์ใช้หรือสร้างการในธุรกิจการเงินท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การจ่าย เงินออนไลน์ การซื้อหุ้นออนไลน์ เป็นต้น การช าระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัล (e-Payment) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึง การบริการได้รวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายในการท าธุรกรรมดินเทศในประเทศไทย เช่น TrueMoney Wallet, mPay, Paysbuy, 2C2P ส าหรับในต่างประเทศเกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นฟินเทคสตาร์คลิป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่พัฒนา เทคโนโลยีหรือบริการด้านธุรกรรมทางการเงิน มีบทบาทส าคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบสถาบัน การในไทยและธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับบริการที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่าย รูปที่ 4.18 ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย
ธุรกรรมการเงินดิจิทัล (Fintech) คําชี้แจง จงเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ฟินเทค (Fintech) หมายถึงข้อใด ก. เทคโนโลยีบล็อกเชน ข. เทคโนโลยีเพื่อการขอสินเชื่อ ค. การน าเทคโนโลยีมาใช้กับการเงินในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ง. เทคนิคการใช้จ่ายเงิน จ. การน าเทคโนโลยีมาใช้กับธนาคาร 2. Fintech ย่อมาจากอะไร ก. Final Technology ข. Financial Technology ค. Financy Technology ง. Financl Technology จ. Funny Technology 3. ฟินเทคมีรูปแบบการให้บริการกี่รูปแบบ ก. 10 รูปแบบ ข. 9 รูปแบบ ค. 7 รูปแบบ ง. 5 รูปแบบ จ. 3 รูปแบบ 4. Payment Technology คือรูปแบบการให้บริการข้อใด ก. Prompt Pay ข. E-Wallet ค. API Data ง. Regtech จ. Mobile Banking 5. ข้อใดคือการใช้ฟินเทคในการซื้อประกันภัย ก. Money Technology ข. Regulation Technology ค. Insurance Technology ง. Banking Technology จ. Lending Technology
6. ฟินเทคมีประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไปตามข้อใด ก. นักรีวิวสินค้าออนไลน์ ข. บริการทางการเงินด้วยตนเอง ค. ตรวจสอบความปลอดภัย ง. การลงทุนรูปแบบใหม่ จ. การขายของออนไลน์ 7. ข้อใดกล่าวถึงฟินเทคที่มีประโยชน์ต่อสถาบันการเงินได้ถูกต้อง ก. สามารถซื้อขายออนไลน์แบบครบขั้นตอนในแพลตฟอร์ม ข. สามารถรักษาความปลอดภัย ค. สามารถธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ง. สามารถตรวจสอบบัญชีได้ด้วยตนเอง จ. สามารถผูกบัญชีกับสมาร์ตโฟนอย่างใกล้ชิด 8. ข้อใดกล่าวถึงประโยชน์และผลกระทบของฟินเทคต่อห้างสรรพสินค้าได้ถูกต้อง ก. สามารถซื้อขายออนไลน์แบบครบขั้นตอนในแพลตฟอร์ม ข. สามารถรักษาความปลอดภัย ค. สามารถธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ง. สามารถตรวจสอบบัญชีได้ด้วยตนเอง จ. สามารถผูกบัญชีกับสมาร์ตโฟนอย่างใกล้ชิด 9. ข้อใดหมายถึง “การเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล” ก. Digital Online ข. Digital Security ค. Digital Analysis ง. Digital Transformation จ. Digital Marketing 10. “การเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล” ต้องมีทักษะใดในการวิเคราะห์ข้อมูล ก. Digital Online ข. Digital Security ค. Digital Analysis ง. Digital Transformation จ. Digital Marketing