The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Bloockchain)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PA NG, 2023-02-27 01:24:38

บทที่ 3

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Bloockchain)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการท าธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม(Blockchain) หัวข้อเรื่อง (Topics) 3.1 ความเป็นมาของเทคโนโลยีบล็อกเชน 3.2 เทคโนโลยีพื้นฐานและคุณสมบัติของบล็อกเชน 3.3 การท างานของเทคโนโลยีบล็อกเชน 3.4 เทคโนโลยีบล็อกเชนกับบิตคอยน์ 3.5 เทคโนโลยีบล็อกเชนกับสัญญาอัจฉริยะ 3.6 ประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนในงานอาชีพต่างๆ แนวคิดส าคัญ (Main Idea) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการปฏิวัติโลกการเงิน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังสกุล เงินดิจิทัล หรือคริปโทรเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เช่น บิตคอยน์ (Bitcoin) หรืออีเธอเรียม (Ethereum) ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่าง แพร่หลายในโลกของการลงทุนดิจิทัล บล็อกแขนไม่ได้เหมาะกับการน าไปใช้ในทุกด้านของโลกการเงิน แต่จะมีประโยชน์มากหากเลือกวิธีใช้ได้ ถูกต้องเหมาะสมกับธรรมชาติของมัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้าใจวิธีการท างานของบล็อกเชน ซึ่งดั้งเดิมนั้นเทคโนโลยี การบันทึกข้อมูล (Data) เป็นการบันทึกใบที่เดียวแบบรวมศูนย์ (Centralized Ledger) ซึ่งผู้ที่ต้องการจะใช้ข้อมูล บันทึกไว้ที่ระบบกลางนี้ต้องเชื่อมั่นและไว้ใจในระบบกลางว่าเก็บเฉพาะข้อมูลที่เป็นจริงระบบกลางบันทึกไว้ว่า อย่างไร สิ่งนั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สมรรถนะย่อย (Element of Competency) แสดงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบเทคโนโลยีที่ใช้ในการท าธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่าน บุคคลที่สาม (Blockchain) วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) 1. บอกความเป็นมาของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ 2. อธิบายเทคโนโลยีพื้นฐานและคุณสมบัติของบล็อกเชนได้ 3. บอกลักษณะการท างานของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ 4. อธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีของบล็อกเชนกับบิตคอยน์ได้ 5. อธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีของบล็อกเชนกับสัญญาอัจฉริยะ 6. บอกประโยชน์ของ บล็อกแขนในงานอาชีพต่างๆ ได้


เนื้อหาสาระ (Content) 3.1 ความเป็นมาของเทคโนโลยีบล็อกเชน บล็อกเชน (Blockchain) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยน ามาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดย ไม่ต้องอาศัย คนกลาง และเป็นแพลตฟอร์มในการท าธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer) ที่มีการบันทึก ข้อมูล รายการธุรกรรมทั้งหมดแบบกระจายศูนย์ (Decentralize) พัฒนาการของบล็อกเชนในยุคแรก (Blockchain 1.0) เริ่มเมื่อปี ค.ศ. 2008 ได้ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรก ในภาคการเงิน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานส าหรับเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งสามารถใช้ แทนสกุลเงินจริงได้ การพัฒนาบล็อกเชนในระยะต่อมา (Blockchain 2.0) เมื่อปี ค.ศ. 2014 ได้ก าเนิดสกุลเงินดิจิทัล (Cyptocurrency) ที่ชื่อว่า อีเธอเรียม (Ethereum) ขึ้น ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (พัฒนาขึ้นโดยวิทาลิค บูเทริน (Vitalk Buterin)) โดยในยุคนี้เป็นยุคที่บล็อกเชนพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรมหรือที่เรียกว่า สัญญา อัจฉริยะ (Smart Contract) บนบล็อกเชนที่ไม่มีตัวกลางควบคุมและไม่ต้องกลัวใครไม่ท าตามเงื่อนไข ต่อมาการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเช่นในระยะถัดมา (Blockchain 3.0) ในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นยุคของ ดีแอป (Decentralized Application : dApp) โดยมีแนวคิดเกี่ยวกับสัญญาอัจฉริยะเพื่อสร้างกระบวนการแบบ กระจายศูนย์ที่เป็นอิสระ ที่ต้องมีการก าหนดกฎการท าธุรกรรมของกลุ่มกันเองและด าเนินการด้วยความเป็น อิสระ ในรูปแบบธุรกรรมอัตโนมัติซึ่งถือเป็นการปิดประตูไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย โดยผู้ประกอบ การสามารถน าสัญญาณอัจฉริยะมาสร้างแอปพลิเคชันที่แก้ปัญหาในชีวิตจริงและปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลง (Disrupti) ธุรกิจโมเดลเดิมๆ รูปที่ 3.1 ด้านซ้ายเป็นระบบการช าระเงิน (Payment) ในปัจจุบันที่ต้องผ่านคนกลาง ด้านขวาเป็นการท าธุรกรรม แบบเพียร์ทูเพียร์(Peer-to-Peer) ที่มีการบันทึกข้อมูลรายการธุรกรรมทั้งหมดแบบกระจายศูนย์ (Decentralize)


รูปที่ 3.2 พัฒนาการของบล็อกเชน 3.1.1 ความหมายของบล็อกเชน บล็อกเชน หมายถึง เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแบ่งปันฐานข้อมูลหรือเทคโนโลยีการ ประมวลผล แบบกระจายศูนย์ (Ditributed Legoe Technology : DLT) ซึ่งการพัฒนา บล็อกเชนมาจากเทคโนโลยี การ จัดเก็บข้อมูล ซึ่งเริ่มต้นด้วยการจัดเก็บข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สมุดบัญชีแยกประเภท (Ledger) ที่ เป็นเล่นๆ จนมาถึงการจัดเก็บข้อมูลบนระบบดิจิทัล แต่ยังมีปัญหาหลายประการในการจัดเก็บข้อมูล จึงท าให้ บล็อกเชนถือก าเนิดขึ้น รูปที่ 3.3 หน้าตาของบล็อกเชนเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่เชื่อมกันด้วยโซ่ 3.1.2 ความส าคัญของบล็อกเชน เทคโนโลยีบล็อกเชนมีความส าคัญในการเรียนโลกใน ตั้งแต่เริ่มเพื่อติดตามการน าเข้า และการขายเพชร เพื่อป้องกันเพชรสีเลือดเข้าสู่ตลาด ใช้เป็นสื่อกลางในการรับ-ส่งเงินที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ผ่าน คนกลางและรู้ยอด ชัดเจน หรือจะเป็นโครงการเริ่มต้นใช้บล็อกเชนเพื่อจัดเก็บข้อมูลภาษีและใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจีน 3.1.3 ส่วนประกอบของบล็อกเชน บล็อกแขนแต่ละบล็อกประกอบด้วย 1. รายละเอียดของตัวบล็อก เช่น หมายแบบล็อก เวลาที่บล็อกถูกสร้างขึ้น


2. ข้อมูล คือ สิ่งที่บรรจุอยู่ในบล็อก เช่น ถ้าเป็นบิตคอยน์ ข้อมูลภายในบล็อกจะเป็นผู้ส่ง ผู้รับและ จ านวนเงิน ถ้าเป็นสัญญาอัจฉริยะจะเป็นข้อก าหนดที่ด าเนินการโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือเงื่อนไขที่ ก าหนด 3. Hash เป็นลายเซ็นดิจิทัลที่ไม่สามารถถอดรหัสได้และแทนตัวของบล็อก เปรียบเสมือนเลขที่บัญชีที่ แทนตัวของบัญชีธนาคาร 4. Previous Hash คือ Hash ปัจจุบันของบล็อกก่อนหน้า 3.1.4 ประเภทของบล็อกเชน ระบบบล็อกเชนได้มีการพัฒนาและปรับปรุง จนในปัจจุบันได้มีระบบบล็อกเชนที่แตกต่างกันออกไป สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. Permissionless Blockchain เป็นระบบบล็อกเช่นที่ไม่มีการกีดกันการเข้าถึงข้อมูล ท าให้คน สามารถเข้าถึงข้อมูลในระบบบล็อกเชนนี้ได้ สามารถเข้ามาใช้งานระบบได้ และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการ ยืนยันและตรวจสอบข้อมูลในระบบได้ หรือที่เรียกกันว่า Public Blockchain 2. Permissioned Blockchain เป็นระบบบล็อกเชนที่มีการกีดกันการเข้าถึงข้อมูล ท าให้จะมีคนเพียง บางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถใช้งาน ยืนยันหรือตรวจสอบข้อมูลในระบบบล็อกเช่นประเภทนี้ได้ ซึ่งจะแบ่งย่อย ออกไปเป็น 2 รูปแบบ คือ (1) Private Blockchain (2) Consortium Blockchain 3.2 เทคโนโลยีพื้นฐานและคุณสมบัติของบล็อกเชน 3.2.1 เทคโนโลยีพื้นฐานของบล็อกเชน บล็อกเชน คือ เทคโนโลยีการเก็บและจัดการข้อมูลในโลกดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralization) หรือแหล่งในข้อมูลส่วนกลางจากการรวมกันของเทคโนโลยี 3 ชนิดนี้ ได้แก่ • Public Keys Cryptography คือ ระบบการเข้ารหัสข้อมูล มีไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยของ ข้อมูล ท างานด้วยระบบกุญแจ (Keys) 2 ชนิด ได้แก่ กุญแจสาธารณะ (Public Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key) ซึ่งกุญแจสาธารณะเปรียบเหมือนตู้เซฟในธนาคาร และกุญแจส่วนตัวเปรียบเสมือนกุญแจใช้ในการโซตู้เซฟ ไทยแห่งแคนจะมีกุญแจอยู่คนละคู่ ซึ่งแต่ละคนจะใช้ได้เฉพาะเขตของตัวเองเท่านั้น เช่น A ต้องการส่งเงินไปให้ B ทาง B ก็จะเอาที่อยู่ตู้เซฟให้กับ A แล้ว A ก็จะไขตู้เซฟของตัวเองด้วยกุญแจของตัวเอง เพื่อน าเงินในตู้เซฟของ ตัวเองไปไว้ที่ตู้เซฟของ B ซึ่งหาก B ต้องการจะเอาเงินในตู้เซฟของตัวเองออกมาใช้ ก็จะต้องใช้กุญแจของ B เอง เท่านั้นจึงจะเปิดตู้เซฟของ 8 ได้ • PZF Network คือ ระบบเครือข่ายที่ท าให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเชื่อมต่อกันได้ โดยตรง ไม่ ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ ก็ได้ เพราะทุกเครื่องจะท าหน้าที่เหมือนกันซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ดูแลระบบ ด้วยกันเอง


• Protocol คือ กฎเกณฑ์หรือข้อก าหนดต่าง ๆ ที่จะใช้ในระบบ ซึ่งจะถูกก าหนดโดยผู้ที่สร้าง หรือพัฒนาระบบขึ้นมา ตัวระบบจะมีแนวทางหรือวิธีการท างานเป็นอย่างไร ก็จะขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ดังกล่าว 3.2.2 คุณสมบัติของบล็อกเชน 1. การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ บล็อกเชนมีการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม ด้วยการส่งข้อมูลไปยังทุกโนต (Node) ที่มีในระบบ ท าให้ในการท าธุรกรรมแต่ละครั้ง ธุรกรรมดังกล่าวจะต้องได้รับการตรวจสอบและผ่านการอนุมัติ จากเสียงส่วนใหญ่ในระบบ ธุรกรรมนั้นถึงจะเพิ่มลงในบล็อกเชน 2. ระบบกระจายศูนย์ บล็อกเชนไม่มีตัวกลางคอยควบคุม ท าให้สามารถจัดเก็บอะไรก็ได้ อาทิสัญญา เงินดิจิทัล ภาพ สามารถส่งให้ผู้รับโดยไม่มีใครสามารถแทรกแซงการท าธุรกรรมได้ 3. ปลอดภัยยิ่งขึ้นบล็อกเชนถูกเข้ารหัสโดยใช้ Haith ซึ่งเป็นการเข้ารหัสทางเดียว ท าให้ไม่สามารถ ถอดรหัสเพื่อให้ให้ข้อมูลต้นฉบับ ดังนั้น ข้อมูลที่เก็บบนบล็อกเชนจะมีความปลอดภัยมากกว่า รูปที่ 3.4 บล็อกเชนถูกเข้ารหัสโดยใช้ Hash 4. การช าระราคารวดเร็วกว่า รูปแบบการธนาคารระบบเดิมที่ใช้เวลาด าเนินการธุรกรรมนานเป็น หลัก มีค่าธรรมเนียมสูงและผ่านตัวกลางมากมาย บล็อกเชนช่วยให้การด าเนินธุรกรรมทางการเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น ค่าธรรมเนียม และไม่ต้องผ่านตัวกลาง 5. การตรวจสอบ บล็อกเชนมีการตรวจสอบ (Consensus) ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ (1) Proof of Work ใช้การแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์หรือปริศนาเข้ารหัสเพื่อยืนยัน (2) Proof of Sale วางเงินจ านวนมากเพื่อให้ได้สิทธิ์การเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อสร้างเด็ก (3) Proof of Bum ผู้ใช้ส่งเหรียญไปยังกระเป๋าที่ไม่สามารถกู้คืนได้ และได้รับรางวัลตามจ านวน (4) Proof of importance ผู้ใช้ที่ท าธุรกรรมรับ-ส่งที่สุดจะได้สิทธิ์ในการสร้างบล็อก


3.3 การท างานของเทคโนโลยีบล็อกเชน บล็อกเชนเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล (Data Structure) แบบหนึ่ง ที่ท าให้ข้อมูลธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ (Digital transaction) ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกคนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ท าให้ บล็อก (Black) ของข้อมูลลิงก์ต่อไปยังทุกคน โดยรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้น เมื่อบล็อกของข้อมูล ได้ถูกบันทึกไว้ ในเลือกเจน เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงเวลาที่มีผู้ต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกคนใน เครือข่ายต้องมีส าเนา ของบล็อกเชนที่สามารถรับอัลกอริทึม (Algorithm) เพื่อตรวจสอบธุรกรรม (Transaction) โดยธุรกรรมใหม่นี้ จะได้รับอนุญาต ก็ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นว่าถูกต้อง การท างานของบล็อกเชนเป็นการท างานด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ต้องมีศูนย์กลาง (Decentralization) หรือ ตัวกลางในการควบคุมและเก็บข้อมูลรวมของระบบ เพราะระบบจะมีการกระจายข้อมูลออกไปยังผู้ใช้ทุกคน ใน ระบบอยู่แล้ว นอกจากนั้นทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะแบ่งออกเป็นชุด ๆ ที่เรียกว่า บล็อก โดยแต่ละบล็อกจะมีขนาดเท่ากับชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน และบล็อกใหม่จะมาเชื่อมต่อกับบล็อก เก่า หรือบล็อกที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้าด้วยวิธีการต่อท้าย เรียงกันเป็นขบวน ซึ่งเรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain) เมื่อมันนอกใหม่มาเรียงต่อแล้ว จะไม่สามารถกลับไปแก้ไขบล็อกที่อยู่ก่อนหน้าได้ รูปที่ 3.5 ลักษณะการท างานของบล็อกเชน การที่จะอัปเดตข้อมูลใหม่เข้าไปในบล็อกเชน เหมือนวิธีการส่งค าขอเข้าไปในกลุ่ม (ในที่นี้คือผู้ใช้ทุกคน ในระบบ หรือที่เรียกกันว่า โนด เมื่อผู้ใช้ในกลุ่มได้เห็นค าขอแล้ว ทุกคนจะร่วมกันคัดสินใจว่าจะอนุญาต รับค าขอ หรือไม่ ถ้าได้รับอนุญาต ค าขอจึงจะส าเร็จได้ เช่น ในกลุ่ม มีนาย A, B, C, D และ E แล้ว เมื่อนาย E ขอส่งรูปไป ให้ นาย D จะต้องได้รับการยอมรับจากนาย A B หรือ C ก่อน ซึ่งจ านวนการยอมรับแล้วค าขอจะส าเร็จนั้นจะ แตกต่าง กันออกไปตามกฎของแต่ละระบบบล็อกเชน) นาย E จึงจะส่งรูปไปให้นาย D ได้ส าเร็จ การท างานของ บล็อกเชน ในรูปแบบไม่มีศูนย์กลาง (Decentralization) ย่อมมีความแตกต่างจากรูปแบบมีศูนย์กลาง (Centralization) หรือการใช้เทคโนโลยีที่มีตัวกลางหรือศูนย์กลางในการเก็บ รวบรวม กระจายข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีแบบมีศูนย์กลางในธุรกิจธนาคารมาแล้ว ท าให้เกิดความคุ้นเคยกับระบบเทคโนโลยีแบบมีศูนย์กลาง ที่มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างออกไปกับเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นรูปแบบไม่มีศูนย์กลาง


3.4 เทคโนโลยีบล็อกเชนกับบิตคอยน์ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและทรัพยากรที่ต้องการ คือ เงิน ความน่าเชื่อถือของในแต่ละสกุล ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อของรัฐบาลแต่ละประเทศ แต่จากประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของโลกและเรื่องราว ของ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ท าให้มีข้อสงสัยว่าเงินประเภทไหนที่ไม่ต้องมีรัฐบาลมาคอยค้ า ไม่ต้องมี ทองค ามาตัวเป็นประกันก็สามารถน าเชื่อถือได้ด้วยตัวมันเอง เงินประเภทไหนที่จะไม่มีวันเพิ่มจ านวนอย่างไม่มี สิ้นสุดด้วยวิธีการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เงินประเภทไหนที่มีคุณสมบัติหายาก ปลอมแปลงไม่ได้ และ แบ่งเป็นชิ้นส่วนย่อย ๆ ได้ แบบที่ท ากับทองค าได้ จึงเป็นที่มาของ “บิตคอยน์” เงินตราทางเลือกที่เป็นของ มหาชน ดูแลโดยมหาชน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวกลาง มีความโปร่งใส ตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดได้ ซึ่ง แนวคิดนี้ เป็นจริงได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกชื่อว่า “บล็อกเชน” บิตคอยน์คือ สกุลเงินชนิดหนึ่งในรูปแบบของ ถูกสร้างขึ้นมาเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนในลักษณะ เดียวกับทองค า นั่นคือ มีจ านวนจ ากัด หายาก ปลอมแปลงไม่ได้ โกงไม่ได้ หรือกล่าวได้ว่าบิตคอยน์มีคุณสมบัติ และคุณค่าไม่ต่างจากทองค าในอดีต ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ บิตคอยน์ไม่มี รูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญ เมื่อปี ค.ศ. 2008 ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า วิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) บุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) ได้ให้ก าเนิดสิ่งที่เรียกว่าบิตคอยน์ ขึ้นมาโดยออกแบบให้เป็นนายแรกในประวัติศาสตร์ ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงินและโอนเงิน หากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ อาทิ ธนาคาร และที่ส าคัญไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐหรือ องค์กรใดๆ ในเวลานั้นไม่ใช่เพื่อบิตคอยน์ แต่เทคโนโลยีที่เรียกว่าบล็อกเจนก็ถือก าเนิดขึ้นด้วย ซึ่งบล็อกเชนคือ เทคโนโลยีที่ท าให้ปิดคอยท่านที่มีมาก่อนนั้นบล็อกเชนจึงมีไว้ส าหรับสร้างสกุลเงิน แล้วสกุลเงินนั้นก็เป็นเพียง หนึ่งในแอปพลิเคชันของบล็อกเชน โดยหลักการของบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่ท าให้สามารถสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป หรือ ที่เรียกว่า Trustless System ซึ่งเครือข่ายบิตคอยน์ (Bitcoin Network) ถือว่าเป็นระบบแรก โดยมีตัว บิตคอยน์ เป็นสกุลเงินใช้บนนั้น


3.5 เทคโนโลยีบล็อกเชนกับสัญญาอัจฉริยะ สัญญาอัจฉริยะ หมายถึง กระบวนการทางดิจิทัล ที่ก าหนดขั้นตอนการท าธุรกรรมโดยอัตโนมัติไว้ ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมาอาศัยตัวกลาง อย่างเช่น ธนาคาร ซึ่งการสร้างสัญญาอัจฉริยะที่เป็นระบบอัตโนมัติอย่าง เต็มรูปแบบ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะมีการตกลงกันก่อนหน้านี้ ถึงขั้นตอนและกลไกในการท ารายการธุรกรรม ดังกล่าว ซึ่งการพัฒนานี้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิมของธนาคาร สัญญาอัจฉริยะเกิดจากนิค ซาโบ (Nick Szabo) เป็นผู้เสนอไอเดียว่าบล็อกเชนสามารถใช้ในการบันทึก ข้อตกลงของสัญญาที่สามารถด าเนินการได้ด้วยตัวเอง ไม่จ าเป็นต้องมีคนกลางหรือใช้พนักงานในการตรวจสอบ เอกสารโดยทุกอย่างให้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมจัดการ และการโจรกรรมจมูกท าให้ยาก รูปที่ 3.6 กระบวนการซื้อขายรถยนต์โดยการท าสัญญาทั่วไป ยกตัวอย่าง การซื้อขายรถยนต์ โดยการท าสัญญาทั่วไปจะเป็นการท าสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย จากตัวอย่าง (รูปที่ 3.6) หากอลิซต้องการซื้อรถยนต์จากบ๊อบ ซึ่งต้องมีบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้จะต้องยืนยันและรับรอง ความ ถูกต้องของข้อตกลงซึ่งมีอย่างน้อย 1 คน แต่โดยปกติแล้วบุคคลที่สามต้องเป็นผู้ที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานด้าน ทะเบียนยานยนต์ร่วมกับทนายความและ/หรือบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและใช้ เวลานานและต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นจ านวนมากส าหรับคนกลางเหล่านี้


รูปที่ 3.7 กระบวนการซื้อขายรถยนต์ด้วยสัญญาณอัจฉริยะ กรณีที่เป็นสัญญาอัจฉริยะเมื่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในเครือข่ายบล็อกเชนแล้ว (ดังรูปที่ 3.7 และ 3.8) ถ้าอลิซต้องการซื้อรถจากบ๊อบ โดยใช้สัญญาอัจฉริยะบนบล็อกเชน ธุรกรรมจะได้รับการตรวจสอบ โดย แต่ละโนดในเครือข่ายบล็อกเชนเพื่อดูว่าบ๊อบเป็นเจ้าของรถหรือไม่ และถ้าอลิซมีเงินเพียงพอที่จะจ่ายให้กับบ๊อบ


รูปที่ 3.8 กระบวนการตรวจสอบความเป็นเจ้าของรถยนต์ ข้อแนะน าเกี่ยวกับสัญญาอัจฉริยะ ในบางธุรกิจของบางประเทศอาจน าสัญญาอัจฉริยะไปใช้งานบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็น เทคโนโลยีใหม่ซึ่งต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดและพิจารณาความเหมาะสมของการน าไปใช้โดยอาจเริ่มท า เป็นโครงการน าร่องทดลองเพื่อเป็นต้นแบบการใช้งานเพื่อรองรับกรณีที่อาจเกิดปัญหาจะสามารถน าข้อมูล เป็นพยานหลักฐานอย่างไร จะต้องมีกระบวนการอย่างไรบ้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีการพิจารณาใน กระบวนการ สัญญาอัจฉริยะ มีการก ากับ/ดูแล หากประเทศไทยมีการน ากระบวนการสัญญาอัจฉริยะมาใช้กับ ธุรกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดผลกระทบต่อการใช้งาน รูปที่ 3.9 ตัวอย่างของการน าสัญญาอัจฉริยะไปใช้ในแบบธุรกรรมทั่วไปถึงธุรกรรมที่มีความซับซ้อน


3.6 ประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนในงานอาชีพต่าง ๆ บริษัทที่ให้บริการด้านการเงินได้เริ่มท าการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่ ไม่ใช่เพื่อใช้กับบิตคอยน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใช้ส าหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการท าธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไข เพราะข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ในหลาย ๆ ระบบ รวมถึงมีการเข้ารหัส ไว้ การปรับเอาบล็อกเชนมาใช้จะต้องได้รับการยืนยันจากระบบส่วนใหญ่ก่อน ซึ่งส่งผลให้การท าธุรกรรมมี ความปลอดภัยและรวดเร็วมากขึ้น เช่น การตรวจสอบสัญญาและการท าธุรกรรมทางการเงินข้ามพรมแดน นอกจากนี้ เบื้องหลังของบล็อกเชนมีการแยกประเภทของข้อมูลที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใสและมีคุณค่าส าหรับ การตรวจสอบมากขึ้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการข้อมูลธุรกรรม สามารถ เปลี่ยนวิธีใช้งานบนอินเทอร์เน็ตด้วยความปลอดภัย โปร่งใส การท าธุรกรรมอย่างรวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลได้อย่าง ง่ายดายและสิทธิประโยชน์อีกหลาย ๆ อย่าง 3.6.1 ประโยชน์ของบล็อกเชนในงานธุรกิจสุขภาพ บล็อกจนข้อมูลต่าง ๆ สามารถแชร์ได้โดยปราศจากความกังวลทางด้านความปลอดภัย เช่น ในอดีต มี แพลตฟอร์มอย่างเช่น (Gem) ที่เปิดตัวมาเป็นเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain Network) เพื่อให้ นักพัฒนา ด้านสุขภาพสามารถพัฒนาต่อยอดจากเครือข่ายนี้ได้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง อย่างอายวะ เทียม เช่น เข่า สะโพก แจ้งเตือนได้ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว กรณีศึกษา : การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการดูแลสุขภาพ ในปัจจุบัน ระเบียนสุขภาพอีกทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Personal Health Records PHRs) ไม่เคยได้รับการออกแบบให้รองรับการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์จากหลาย ๆ หน่วยงาน/สถานประกอบการ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ได้ตลอดอายุของผู้ป่วย ดังนั้น พบว่าผู้ป่วยได้ทั้งข้อมูลการรักษาในอดีตและปัจจุบัน ให้กระจัดกระจายไปในหน่วยงาน/สถานประกอบการที่รัฐและเอกชนต่าง ๆ เนื่องจากความจ าเป็นต้องเข้าการ รักษาจากแห่งหนึ่งไปยังอีกหลาย ๆ แห่ง จากเหตุการณ์เช่นนี้ ท าให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสูญเสียการเข้าถึงข้อมูล ประวัติที่ผ่านมาได้ง่ายๆ ผู้ป่วยจึงมีการเข้าถึงระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลของตนเองในลักษณะ กระจัดกระจาย สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการข้อมูลเหล่านี้ ความท้าทายในการท างานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ และระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลที่แตกต่างกัน เป็นอุปสรรคเพิ่มเติมในการแชร์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การขาดการจัดการข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ในปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานที่ส าคัญในการดูแลสุภาพ เช่น ประวัติการรักษา อาการ ยาที่ใช้รักษา วิธีการรักษา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจทางรังสี ประวัติการผ่าตัด ประวัติการตั้งครรภ์ ค่าใช้จ่าย ในการรักษา ล้วนจัดว่าเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าส าหรับการดูแลสุขภาพ ซึ่งในแต่ละหน่วยงาน/สถาน ประกอบก ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ การจัดเก็บข้อมูลเป็นของตนเองในฐานข้อมูลกลางของคน ซึ่งยากต่อ การตรวจสอบ กับหน่วยงานสถานประกอบการในรัฐอื่น ๆ เช่น การจ่ายยาซ้ าซ้อนในกลุ่มโรคเดียวกัน ซึ่งอาจ


มีผลต่อการรักษา การวินิจฉัยที่เหมาะสม หากมีการย้ายหน่วยงาน/สถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ เป็นต้น สรุปสาระส าคัญของปัญหา คือ ในการดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยนั้น ข้อมูลการรักษาจะอยู่อย่าง กระจัดกระจาย ประกอบกับในแต่ละหน่วยงาน/สถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ไม่ได้มีการน ามา รวบรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อให้เห็นและใช้ในการวิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ ได้ ผู้ป่วยอาจไปรับบริการกับหน่วยงาน สถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งซ้ าซ้อน ซึ่งตรงนี้นับเป็นปัญหาอย่างมาก เป็นการสูญเสีย ทรัพยากร และในปัจจุบันไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอาจไม่สบายแล้วไปรักษาพยาบาล กับโรงพยาบาล 3 แห่ง ซึ่งจะพบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นกระจัดกระจายไม่ทราบว่าผู้ป่วยรับยาและรับการรักษา ซ้ าซ้อน หรือไม่ จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลไม่สามารถทราบข้อมูลการรับบริการของผู้ป่วยได้แบบรอบด้าน การให้การรักษาที่เหมาะสมนั้นจึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ตามความเป็นจริง ผลคืออาจมีผู้ป่วย ต้องรับ บริการทางการแพทย์ซ้ าซ้อน ประการสุดท้าย คือข้อมูลการรักษาที่มีการจัดเก็บแบบเป็นศูนย์กลางนั้น มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้ม สถิติต่าง ๆ ของโรค ไม่ว่าจะเป็นทั้งหน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล แพทย์ ผู้วินิจฉัยวิจัยโรคต่าง ๆ อีกมากมาย รวมถึงตัวผู้ป่วยเองก็ยังสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาพยาบาลได้อย่าง รวดเร็ว และเป็นที่ชัดเจนว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมธุรกิจเป็นอย่างมาก แนวทางในการแก้ปัญหานี้ ทางบริษัทฯ เลือกใช้ฐานข้อมูลแบบบล็อกเซน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ และเอื้ออ านวยต่อการออกแบบระบบการจัดเก็บข้อมูลกลาง รวมถึงวิธีการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งหมด การเปลี่ยนแปลง นี้ จะมีความส าคัญเพราะท าให้สามารถลดต้นทุนไม่จ าเป็นต้องมีองค์กรกลางใดๆ มาจัดเก็บข้อมูล เพียงแต่ต้อง สร้าง กลไกและการวางแผนที่ดีในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว การจัดเก็บข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลกลางด้านสุขภาพด้วย เทคโนโลยีบล็อกเชนจะมีการจัดเก็บฐานข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ไว้กับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ต้องการใช้ ข้อมูลดังกล่าว โดยระบบจะส่งข้อมูลที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแบบอัตโนมัติไปยังฐานข้อมูลทุกฐานข้อมูลที่หน่วยงาน ใช้กระจายไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน ส าหรับความมั่นคงของข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลสามารถใช้เทคโนโลยี ในการเข้ารหัสและระบุตัวตนของข้อมูลที่จะเข้าถึงได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดสามารถเข้ามาปลอมแปลง ข้อมูลได้ ดังนั้น เมื่อมีการออกแบบระบบใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ จ าเป็นต้องจัดล าดับความส าคัญของหน่วย บริการสุขภาพของผู้ป่าย (Patient Agency) ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ประวัติ ทางการแพทย์ของพวกเขาที่มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้ (Transparent picture of their mechical history) นี่คือข้อพิสูจน์ที่ส าคัญในการสร้างความไว้วางใจและความมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในระบบการแพทย์ ผู้ป่วยอาจมี ข้อสงสัยในข้อมูลสุขภาพที่เป็นความลับของตนเอง และอาจงดเว้นการเปิดเผยข้อมูล หรือแม้กระทั่งหลีกเลี่ยงการ รักษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ระบบที่เสนอจะต้องตระหนักว่าไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดของผู้ให้บริการที่จะสามารถ เปิดเผยหรือควรให้บริการแก่ผู้ป่วย เช่น ข้อมูลบันทึกการให้ค าปรึกษาด้านจิตวิทยา หรือทรัพย์สินทางปัญญาของ แพทย์ เป็นต้น แต่ระบบต้องมีความยืดหยุ่นมากพอเกี่ยวกับข้อยกเว้นต่าง ๆ ในการบันทึกข้อมูลที่จะต้องป่าไปใช้ งานร่วมกัน


ต้นทุนของการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยบล็อกเชนเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในปัจจุบันที่จะต้องมี ตัวกลางในการจัดการต่าง ๆ แล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชนจะสามารถประหยัดต้นทุนและลดกระบวนการท างานต่าง ๆ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพใต้มากมาย ตัวอย่างเช่น ความพร้อมของระบบที่มีตลอดเวลา ประสิทธิภาพของระบบ ที่มีการประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว การขยายตัวของระบบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการประมวลผลที่มี ความซับซ้อน การบ ารุงรักษาระบบที่ง่ายและสะดวกสบาย มีระบบความมั่นคงสูง ป้องกันการโกง การปลอม แปลงได้ ทุกชนิด รวมถึงข้อมูลที่จัดเก็บจะมีความเชื่อมั่นได้สูงว่าถูกต้องอยู่เสมอ เทคโนโลยีบล็อกเชนจึงเข้ามา มีบทบาท ส าคัญในการปฏิวัติการจัดเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลแบบกระจายโดยไม่จ าเป็นต้องมีศูนย์กลางหรือ หน่วยงานใด ต้องมารับผิดชอบในการจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่สามารถจัดเก็บข้อมูลไว้ได้ในทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย การแก้ไขข้อมูลที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนั้น จะมีผลไปยังทุกหน่วยงานโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เมื่อ โรงพยาบาลท าการรักษาผู้ป่วย ก็จัดเก็บข้อมูลการรักษาเอาไว้ในฐานข้อมูลแบบบล็อกเชน ข้อมูลการรักษา ดังกล่าวจะกระจายไปยังหน่วยงาน/สถานประกอบการด้านสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในเครือข่าย บล็อกเชนโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถส่งไปยังหน่วยงานของภาครัฐได้ ไม่ว่าจะเป็นส านักงานหลักประกัน สุขภาพ แห่งชาติ (สปสช.) หรือส านักงานประกันสังคม (สปส.) โดยที่ไม่จ าเป็นต้องท าการสร้างโปรแกรมใน การเชื่อมต่อไป ยังหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้งข้อมูลดังกล่าวยังเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงเพราะไม่สามารถมี ใครแก้ไขข้อมูล ในการรักษาได้ การเข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อมูลในอดีตเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากบล็อกเชนมี กลไกในการควบคุม ความมั่นคงของข้อมูลอย่างดี การแก้ไขนั้นต้องแก้ไขพร้อม ๆ กันในหลายฐานข้อมูล และ ต้องมีการค านวณ ปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ ในฐานข้อมูลซึ่งใช้พลังในการประมวลผลอย่างมหาศาลซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่สามารถท าได้ ข้อดีอีกประการหนึ่งคือทุกหน่วยงานจะเห็นข้อมูลเดียวกันและเป็นข้อมูลกลมที่มีประโยชน์ในด้าน การดูแลสุขภาพ ส าหรับภาครัฐสามารถจะน าไปใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น การค านวณ ต้นทุนในการรักษาพยาบาลมีความถูกต้องและเหมาะสม การรวบรวมสถิติของโรคที่เกิดขึ้น การวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับ โรคต่าง ๆ ของแพทย์และหน่วยงานของโรงพยาบาล การควบคุมในการเบิกจ่ายไม่ให้เห็นวงเงิน ต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจ อีกประการหนึ่งคือ ต้นทุนในการสร้างระบบนี้ต่ ามาก เพราะไม่จ าเป็นต้องมีหน่วยงานหรือ องค์กรที่เป็นตัวกลาง ในการเก็บข้อมูลดังกล่าว มีกระบวนการและขั้นตอนมากมายในการตรวจสอบข้อมูลและ ป้องกันการแก้ไข ข้อมูล รวมถึงการสร้างระบบเชื่อมต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนจ านวน มากเมื่อเปรียบเทียบ กับเทคโนโลยีบล็อกขอเพียงแค่ทุกหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่ก าหนดลงใน ฐานข้อมูลของตัวเอง จากนั้นข้อมูลต่าง ๆ จะถูกตรวจสอบความถูกต้องแบบอัตโนมัติและกระจายไปยัง ฐานข้อมูลอื่น ๆ แบบอัตโนมัติ อีกด้วย ไม่จ าเป็นต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรโตเข้ามาท าหน้าที่ในการจัดเก็บ ข้อมูลในการส ารองข้อมูล ดังนั้น หากพิจารณาเทคโนโลยีบล็อกเงินปฏิวัติวงการสุขภาพจะท าให้ได้ประโยชน์ ต่อผู้ป่วยอย่างมาก


นอกจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นของข้อมูลกลางด้านสุขภาพที่ไม่ต้องมีตัวกลางแล้ว ข้อมูลกลาง เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลยังสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้ข้อมูลการรักษาของตัวเอง ประวัติการจ่ายยาได้โดย ไม่ ต้องยึดติดกับโรงพยาบาลโด ข้อมูลทั้งหมดในอดีตสามารถแสดงอยู่บนพีเอชอาร์บล็อกซ์ (PHRBlox) ซึ่งเป็น แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลกลาง รูปที่ 3.10 ตัวอย่างประโยชน์ของบล็อกเชนในงานธุรกิจสุขภาพ 3.6.2 ประโยชน์ของบล็อกเชนกับการดูแลโครงสร้างต่าง ๆ ในเมือง สามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น จอภาพ กล้องวงจรปิด และใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการดูแลปัจจัย ความ เสี่ยงบนท้องถนน รางรถไฟ แหล่งก าเนิดไฟฟ้า สะพาน ท่าเรือ สนามบิน (Runways) เพื่อตรวจสอบดูปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและลดต้นทุนได้ 3.6.3 ประโยชน์ของบล็อกเชนในงานเอกสาร เมื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ (Physical Asset) กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เอกสารก็เช่น เดียวกัน ทั้ง ลิขสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของ การรับรอง ค้ าประกัน จะถูกน าไปไว้บนบล็อกเชน ตัวอย่างเช่น เจ้าของรถ จะสตาร์ต รถไม่ได้ ถ้าตรวจสอบแล้วว่าประกันหมด เจ้าของรถไม่จ่ายค่าที่จอดรถ หรือใบขับขี่ของคนขับที่พยายาม จะขับรถ นั้นเป็นที่ต้องสงสัย เรียกว่าทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกันได้แบบกระจาย (Distributed) รูปที่ 3.11 การจัดการเอกสารบนบล็อกเชนผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถท าได้ทุกที่ทุกเวลา


เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เข้ามาในชีวิตประจ าวันมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านั้นได้ถูกออกแบบให้ช่วยปัญหา หมดไป หรืออาจไม่ได้หมดไปแต่ท าให้ดีขึ้น อย่างเช่นเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการเก็บ ข้อมูล หรือการท าธุรกรรมทางการเงินให้ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หน่วยงานในประเทศหรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้มา เริ่มใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนกันมากขึ้น จะช่วยลดปัญหาในสังคมได้อย่างมากมาย เช่น 1. ราชการ เอกสารเป็นเรื่องที่หลายบุคคลประสบปัญหา โดยเฉพาะการติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเอกชนหรือราชการ ก็จ าเป็นต้องมีเอกสารเข้ามาเกี่ยวข้อง และบางอย่างใช้เอกสารที่มีจ านวนมาก เช่นกัน และถ้าเอกสารที่อยู่กับทางหน่วยงานหรือราชการเกิดการเสียหายหรือสูญหาย จะไม่สามารถติดตามหรือหา เอกสารชิ้นนั้นมาทดแทนได้เช่นกัน หรือแม้แต่การโกงเรื่องเอกสารนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็น กระดาษแทบทั้งสิ้น ท าให้สามารถเข้าถึงและน าไปดัดแปลงแก้ไขได้ง่าย ซึ่งโปรเจกต์ด้านบล็อกเชนจึงเป็นโปรเจกต์ ที่เข้ามาแก้ปัญหาด้านการปลอมแปลงเอกสาร โดยเน้นไปที่เรื่องของหนังสือเดินทาง (Passport) และบัตรประชาชน รูปที่ 3.12 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในงานเอกสารราชการ


2. เลือกตั้ง บล็อกเชนน ามาช่วยเรื่องของการเลือกตั้งได้ โดยในหลายประเทศเริ่มใช้บล็อกเชน เข้ามาดูแลเรื่องการเลือกตั้ง เช่น ยูเครน สหรัฐอเมริกาที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียก็เริ่มน าแอปพลิเคชั่นมือถือส าหรับ ใช้ลงคะแนนเลือกตั้งผ่านบล็อกเชนมาใช้แล้วเช่นกัน ส่วนรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ก็ได้ให้ค ามั่นสัญญากับ ประชาชนว่าจะเริ่มใช้บล็อกเชนเข้ามาใช้ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเช่นกัน รูปที่ 3.13 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในการเลือกตั้ง 3. ใบขับขี่ ใบขับขี่โดยทั่วไป คือ บัตร 1 ใบ ซึ่งปรากฏข่าวที่มิจฉาชีพได้ท าการปลอมใบขับขี่ ขึ้นเพื่อน าไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ บ่อยครั้ง โดยที่ทางหน่วยงานไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างทันที รัฐบาล ในประเทศออสเตรเลียได้น าร่องทดลองน าระบบบล็อกเชนมาใช้ในการเก็บข้อมูลใบขับขี่ โดยมีจุดประสงค์คือ ประชาชนไม่ต้องพกใบขับขี่ให้ยุ่งยาก และเมื่อทางการต้องการดูใบขับขี่นั้น ประชาชนในออสเตรเลียเพียงเปิด แอปพลิเคชันขึ้นมาและค้นหาชื่อตนเองในฐานข้อมูลเท่านั้น


รูปที่ 3.14 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้บล็อกเชนกับใบขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถท าให้การไปติดต่อกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรต่าง ๆ นั้น สะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยในเรื่องของข้อมูลที่ไม่มีวันสูญหายและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่งผลให้ประชาชน ไว้ใจ นอนและมีดนตรีที่ดีต่อหน่วยงานราชการ 3.6.4 ประโยชน์ของบล็อกเชนกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากการใช้บล็อกเชนเพื่อโอนบิตคอยน์แล้ว ยังสามารถใช้บล็อกเชนเพื่อนโอนถ่ายข้อมูลหรือมูลค่า อื่น ๆ ได้ เช่น - นายหน้าขายที่ดินที่ประเทศจีนอาจต้องการท าสัญญาอัจฉริยะกับลูกค้ามหาเศรษฐี ชาวซาอุดิอาระเบีย เพื่อให้การติดต่อสื่อสารข้ามโลกนี้เป็นไปได้อย่างสะดวก อีกทั้งเต็มไปด้วยความเชื่อใจ ข้อมูลตรงกันทั้งสองฝ่าย เทคโนโลยีบล็อกเชนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางเดิมเต็มความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้ - ประเทศเอสโตเนียใช้บล็อกเชนในการเลือกตั้งหรือที่รู้จักในชื่อไอ-โหวตตึง (I-Voting) ซึ่งท าให้การ ทุจริตการเลือกตั้งกระท าได้ยากยิ่งขึ้น และท าให้การเลือกตั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น บล็อกเชน จึงมีส่วน ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย -ตัวอย่างบล็อกเชนในประเทศไทย เช่น ระบบยืนยันตัวตนบุคคลกลาง (E-Authorization) เพื่อให้สามารถ ลงชื่อใช้งานเพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งเป็นก้าวส าคัญที่น าไปสู่บริการแบบ จุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) - ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของรัฐ (CDX) เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและเอกสารดิจิทัล ระหว่าง หน่วยงานรัฐ ท าให้ประชาชนและภาคเอกชนสะดวกยิ่งขึ้น โดยน าร่องจากบริการภาครัฐที่ต้องการส าเนาบัตร ประชาชน ส าเนาทะเบียนบ้าน ภายใต้โครงการยกเลิกส าเนาเอกสาร (No Copy) - ส่วนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการเงินมีการน าบล็อกเชนมาใช้ในการโอนเงินระหว่าง ประเทศที่ช่วย ลดต้นทุนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภายใต้บริการกรุงศรีบล็อกเชน อินเตอร์เทค เจอร์ (Krungsri Blockchain's Iriterledger) ที่สามารถโอนเงินจากประเทศลาวมาประเทศไทยแบบ เรียลไทม์ โดยรองรับเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น


- การชาระเงินในรูปแบบเชียร์เชียร์โดยใช้เทคโนโฟนิกประเภท สามารถส่งบิตคอยน์ ไปทั่วทุกมุมโลก โดยใช้เวลาไม่กี่นาทีโดยไม่มีข้อจ ากัด - ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของการให้บริการในธุรกิจต่าง ๆ ระบบแบบ รวมศูนย์มั่นเหลา เนื่องจากมีการท างานเป็นแบบรวมศูนย์ข้อมูลของทุกคน ท าให้สามารถเข้าไปใช้งาน ข้อมูล ของผู้ยื่นได้ ปัญหาหลักของระบบรวมศูนย์ คือ ผู้มีอ านาจสามารถเข้าถึงข้อมูลของทุกคนได้ และด้วย เลือกขน ไม่มีการไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลที่งาน (Third Party ใช้เทคโนโลยีกระจายศูนย์ (DLIT) ซึ่งจะมีการเข้ารหัสลับ (Encrypted) ข้อมูล ท าให้ข้อมูลมีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว 3.6.5 ข้อจ ากัดของบล็อกเชน แม้ว่าบล็อกเชนจะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสามารถน าไปใช้ ประโยชน์ ใต้อย่างหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์ระบบบล็อกเขนก็ยังมีข้อจ ากัด ดังนี้ - ความไม่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะระบบพิสูจน์การท า Proof of Work) มีการ ชุดแข่งขัน กันอย่าง โดยมีผู้ชนะเพียง 1 คน ทุก 10 นาที ท าให้ผู้ที่ต้องการชนะต้องยกระดับอุปกรณ์ส าหรับการขุดยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดการพลังงานจ านวนมาก - การแก้ไขข้อมูล ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะท าให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ แต่บันทึกข้อมูลที่ ผิดพลาดลงในบล็อก การแก้ไขข้อมูลดังกล่าวจะเป็นเรื่องยากมาก - การจัดเก็บข้อมูล การเดินโตของขนาดเล็กเช่นในปัจจุบันอาจท าให้บล็อกขนมีขนาดใหญ่เกินกว่าขนาด ของฮาร์ดดิสก์และมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียโนด หากการจัดเก็บข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินกว่า จะดาวน์โหลดและ บันทึกได้ - กุญแจส่วนตัว ด้วยบล็อกเชนใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะที่ท าให้ผู้ใช้งานมีกรรมสิทธิ์ เหนือ ข้อมูลบล็อกเชน โดยแต่ละที่อยู่บล็อกเจนจะมีกุญแจส่วนตัวของแต่ละคน หากท ากุญแจส่วนตัวหายเท่ากับ ว่า ข้อมูลบล็อกเชนดังกล่าวหายไปตลอดกาลและกู้คืนไม่ได้ สรุปได้ว่า บล็อคเชน คือ ระบบฐานข้อมูลหรือรูปแบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่งที่ไม่มีตัวกลาง แต่มีการ ปกป้องข้อมูลอย่างดีเยี่ยม บรรจุด้วยข้อมูลที่ผู้ใช้ไว้ใจได้ ประกอบด้วย Data, Hash และ Previous Hash เป็น การป้องกันการขโมยข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี แนวคิดของซาโตชิ นากาโมโตะ และการประยุกต์ใช้ ไม่มีบิตคอยน์ก็ไม่มีบล็อกเชน โจทย์ของซาโตริ นากาโมโตะ คือ ท าอย่างไรถึงจะสร้างกุลเงินที่ไร้ตัวกลางไร้คนควบคุม จึงคิดเทคโนโลยี ที่เรียกว่าบล็อกเชนขึ้นมาเพื่อท าให้สร้างบิตคอยน์ได้ส าเร็จ หากกลับกันว่าซาโตชิ นากาโมโตะ ไม่ได้ต้องการสร้าง สกุลเงินบิตคอยน์นี้ อาจไม่เห็นเทคโนโลยีบล็อกเชน


โลกนี้ต้องพึ่งพาด้วยยาง กับธุรกิจที่เกิดขึ้นจากค าว่าเชื่อถึงได้ (Trust) ตัวอย่างตัวกลางเรื่องการโอนเงิน จากรูปข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่า A และ B ฝากเงินกับ Bank 1 ในขณะที่ C และ D ฝากเงินกับ Bank 2 ดังนั้น A โอนเงินให้ B โดยผ่าน Bank 1 ถ้า A จะโอนเงินให้ D โดยผ่านทั้ง Bank 1 และ Bank 2 เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องพึ่งธนาคารตัวกลางในการโอนเงินให้กัน เมื่อมีการโอนเงินเข้ามา ธนาคารจะต้องด าเนินการดังนี้ (1) จัดบันทึกจ านวนเงินของลูกค้า ตัวอย่างที่ 1 Bank I ท าการบันทึก A มี 100 บาท และ B มี 100 บาท (2) ด าเนินการท าธุรกรรมให้ลูกค้า ตัวอย่างที่ 2 สมมุติ A ต้องการโอนเงิน 50 บาท ให้ D ทาง Bank 1 จะตรวจสอบว่า A มีเงินหรือไม่ ก่อนที่จะสอบถามจาก Bank 2 หลังจากนั้น A จะถูกหักเงิน 50 บาท และ Bank 2 จะเครดิตเงิน 50 บาท ให้กับ D


สาเหตุที่ต้องใช้บริการจากธนาคารให้ด าเนินการท าธุรกรรม เนื่องจาก (1) ไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของเงินในรูปแบบดิจิทัลได้ (2) ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินที่โอนมาได้ การท าธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถด าเนินการเองได้ จึงเป็นโอกาสทางด้านธุรกิจ ขึ้นมา โดยที่ธุรกิจเหล่านี้เป็นเสมือนตัวกลางที่น่าเชื่อถือให้ทั้งสองฝ่าย โดยที่ต้องเชื่อใจได้ว่า ตัวกลางนั้นจะ ซื่อสัตย์ จะมีอัปเดตดูแลบัญชีให้ทุกอย่างถูกต้องเสมอ ผลของการมีตัวกลาง ในการด้านธุรกรรมกับธนาคาร ผ่านแอปพลิเคชัน เครื่องรับ-จ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) หรือ หน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบเซิร์ฟเวอร์-ไคลเอนต์ (Server-Client Architecture) ธุรกิจตัวกลาง ต้องการก าไร ต้องมีค่าใช้จ่าย (Cost) การผ่านตัวกลางหลายแห่งนั่นคือการเพิ่มค่าใช้จ่ายและใช้เวลามากขึ้น เกิดความล่าช้า อาทิ การอนเงินตราไปต่างประเทศ โดยไม่ทราบว่าเงินไปที่ใดบ้าง ส าคัญที่สุด คือต้องสร้าง ความเชื่อใจให้กับลูกค้าว่าตัวกลาง ไม่โกง ไม่แก้ข้อมูล หรือไม่มีการเชื้อประโยชน์ให้กับลูกค้ารายอื่น การหางานของบล็อกเชน โดยทั่วไปความเชื่อใจ คือ แก่นของธุรกิจกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคาร บล็อกเชนนั้นเป็นเทคโนโลยี ที่สามารถสร้างระบบที่กระจายอ านาจความเชื่อใจของตัวกลาง ท าให้ไม่จ าเป็นต้องเชื่อตัวกลางคนใดคนหนึ่ง อีกต่อไป หรือท าให้ท าธุรกรรมกันแบบเพียร์ทูเพียร์ได้ โดยมีการด าเนินธุรกรรม ดังนี้ (1) การกระจายให้ทุกคนถึง ตามแนวทางของบล็อกแขนแทนที่จะให้ธนาคารเก็บข้อมูลบัญชีลูกค้า ไว้ แต่จะให้ลูกค้าทุกคนใช้บัญชีเล่มเดียวกัน โดยให้ทุกคนคัดลอกข้อมูลบัญชีอันเดียวกันไปเก็บไว้ ผลปรากฏ รูป ด้านล่าง


จากรูปข้างบน หากทุกคนมีข้อมูลบัญชีอันเดียวกัน จะสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครมีเงินเท่าไหร่ สมมุติ B แก้วเอง จาก 100 เป็น 1000 บัญชีของ 8 ก็จะไม่ตรงกับ A, C และ D ทุกคนก็จะรู้ว่า B เป็นผู้โกงบัญชี เมื่อมีการโอน เช่น A โอนให้ D ข้อมูลกรรมจะถูกเผยแพร่ (Broadcast) ประกาศ และอัปเดตบัญชีตามกัน (2) บล็อกเชน คือ วิธีการ ข้อมูลบัญชีรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีธุรกรรมรายการใหม่ ๆ เข้ามา ข้อมูล จะถูก กองรวมกันไว้ เมื่อได้จ านวนหนึ่งจะจัดบรรจุธุรกรรมเหล่านั้นลงกล่องบัญชี (Black) เมื่อท าการปิดกล่อง เสร็จ จะได้กล่องใหม่ สิ่งที่ท าให้บล็อกเชนต่างจากการเก็บบัญชีแนนอื่นคือ ไม่มีการกลับไปเปิดกล่องบัญชีเก่าเพื่อแก้ไข หรืออัปเดตข้อมูลธุรการรรม แต่กล่องธุรกรรมใหม่จะถูกสร้างขึ้นเรื่อย ๆ ไปในทางเดียว โดยจะเชื่อมและ อ้างอิง (Reference) กับกล่องเก่าอยู่เสมอ ในลักษณะของกล่องหลาย ๆ กล่องที่มิใช่เชื่อมกัน จึงเรียกว่า บล็อกเชน ตัวอย่างจากรูปข้างบน เมื่อสร้าง Block 4 แล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปแพ้ข้อมูลใน Block 1, 2 หรือ 3 ให้ ผลคือข้อมูลธุรกรรมจะถูกเก็บถาวร ข้อมูลธุรกรรมของบล็อกก่อนหน้าจะถูกเข้ารหัสทางเดียว เพื่อ ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นต้นฉบับจริง ไม่มีใครเปลี่ยนแปลง (Cryptographic Hash) โดยที่บล็อกใหม่ที่ถูก สร้างจะมี Hash ของบล็อกเก่าระบุอยู่ด้วย (จึงอ้างอิงกลับได่ว่าบล็อกก่อนหน้าคืออันไหน) หากมีผู้แอบไป เปลี่ยนแปลง ข้อมูลกรรมเลือกเก่าแม้แต่เพียงนิดเดียว Hash ก็จะเปลี่ยน ท าให้ทราบว่ามีข้อมูลถูกแก้ไข ตัวอย่างดังรูปข้างบน จะเห็นได้ว่าประโยค “How are you” ถ้าแค่เดิมเครื่องหมายค าถาม “?” เข้าไป ผลลัพท์ Hash ก็จะเปลี่ยนไปทันที


ประโยชน์ที่ได้จากการตัดตัวกลาง (1) ความเป็นเจ้าของ (Ownership) การด าเนินธุรกรรมโดยผ่านตัวกลางเป็นผู้ดูแลบัญชี ต้องขอ อนุญาต ทุกครั้ง การโอนเงินในบล็อกเช่นแบบเพียร์ทูเพียร์ท าให้เก็บทรัพย์สินหรือเงินไว้กับตัวเองได้จริง (2) ความเป็นระบบเปิดและเท่าเทียม (Open & Neutral) ทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้อย่างเท่าเทียมกัน (3) ความโปร่งใสและข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ (Transparency & Immutability) ข้อมูลบน บล็อกเชนเป็นข้อมูลที่ถูกสร้างอย่างถาวร มีความน่าเชื่อถือให้กับทุกฝ่าย และไม่มีใครสามารถเข้าไปแก้ไข ข้อมูลย้อนหลังได้ (4) ความปลอดภัย (Security) การเก็บข้อมูลแบบกระจายบัญชี ท าให้ปลอดภัยจากอาชญากรทาง หากมีอินเทอร์เน็ตคอมพิวเตอร์ (5) ความไร้พรมแดน (Borgierless) การเปิดบัญชีธนาคาร ระบบไม่มีการจ ากัดประเทศ ก็สามารถใช้ งานระบบได้ทุกเมื่อ (6) ลดค่าใช้จ่าย (Cut Cost) เมื่อไม่มีธุรกิจตัวกลาง ค่าใช้จ่ายของการท าธุรกรรมย่อมลดลง (7) สามารถน าระบบที่ไม่ต้องพึ่งนวัตกรรมตัวกลาง (Trustless System) ที่ถูกสร้างด้วยบล็อกเชนมา ปฏิรูปธุรกิจที่ต้องพึ่งพาตัวกลางในปัจจุบัน เช่น • เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network : Facebook, Twitter • ตลาดกลาง อ-ขายสินค้า (Marketplace): Uber, Airbnb • พาณิชย์อิเลิกทรอนิกส์ (E-Commerce) : Amazon, eBay เทคโนโลยีบล็อกเชนพลิกโลกโลจิกส์ ปัจจุบัน การสร้างความน่าเชื่อถือในการด าเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถท าได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อเทียบ กับ การพัฒนาความเชื่อใจที่ต้องใช้เวลานานนับปีอย่างในอดีต แม้ว่าความซื่อสัตย์จะยังคงเป็นพื้นฐานส าคัญ ส าหรับ การด าเนินการร่วมกันของหลายฝ่าย แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างเทคโนโลยีบล็อกเชน โลก ธุรกิจ จึงจ าเป็นต้องหันกลับมาเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการกระจายข้อมูลด้านการบัญชีที่สามารถบันทึกหลักฐานการด าเนินธุรกรรม ระหว่างองค์กรหรือบุคคลที่มีความปลอดภัยและยั่งยืน เนื่องจากข้อมูลที่อยู่บนบล็อกเชนทั้งหมดจะมีการลง บันทึก วันเวลาที่แน่ชัด ท าให้ไม่สามารถดัดแปลงหรือปลอมแปลงได้ อีกทั้งยังสามารถระบุตัวตนเจ้าของธุรกรรม การเงิน นั้น ๆ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลบนบล็อกเชนจะเป็นข้อมูลสาธารณะที่ผู้ได้รับอนุญาตสามารถ เข้าถึงและอัปเดตข้อมูลได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ใดจะเจาะเข้าสู่ระบบเพื่อโจรกรรมหรือดัดแปลง ข้อมูล เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีการจัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์หลายเครื่องและส าเนาข้อมูลไว้บนระบบที่เชื่อมโยง ถึงกัน ได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การที่ข้อมูลทางธุรกรรมต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้นย่อม หมายความ ว่าบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาขจัดขั้นตอนการตรวจสอบ การบันทึกข้อมูลซ้ า และการ ประสานงานทาง ธุรกรรมที่ไม่จ าเป็นออกไป ดังนั้น การท างานของบล็อกเชนจึงเป็นการเปลี่ยนจากการรักษา ข้อมูลทางธุรกรรมไว้ อย่างใกล้ชิดอย่างในอดีต มาเป็นระบบการกระจายข้อมูลไปยังทุกฝ่ายแทน


แม้ว่าในระยะแรก เทคโนโลยีบล็อกเชนได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการครอบครองและ การค้าเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัล แต่หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่าบล็อกเซนเป็นเทคโนโลยี ที่เหมาะส าหรับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและ ความปลอดภัย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดบล็อกเชนจึงมีโอกาสที่จะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานได้ในอนาคต ความท้าทายและโอกาส อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยังคงมีช่องโหว่ในด้านความโปร่งใสอยู่มาก โดยสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจาก ธรรมชาติ ด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมฯ นอกจากนี้ ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม หลักและ กิจกรรมสนับสนุนหลาย ๆ ส่วนในอุตสาหกรรมฯ ยังคงเป็นกระบวนการที่ด้อยประสิทธิภาพและ จ าเป็นต้องพึ่งพา แรงงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความโปร่งใส ท าให้การติดตามสถานะการส่งสินค้า (Shipment) ในแต่ละส่วน ของห่วงโซ่อุปทานไม่มีประสิทธิภาพ แต่การน าบล็อกเชนเข้ามาใช้งานจะสามารถ ช่วยจัดการปัญหาข้อผิดพลาด ต่าง ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพภายในห่วงโซ่อุปทานได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยพัฒนาในด้านความโปร่งใสของทั้งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งจะน าไปสู่ การมีแหล่งข้อมูลจริงเพียงหนึ่งเดียว (Single Source of Truth) โดยข้อมูลทั้งหมดจะกลายเป็นข้อมูลที่มี ความ ยั่งยืน ใช้งานร่วมกันได้ง่าย และช่วยให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานสามารถรับรู้และเข้าใจข้อมูลร่วมกัน ได้อย่าง ที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าประโยชน์หลักที่ส าคัญของบล็อกเชน คือ การยกระดับประสิทธิภาพของทั้ง อุตสาหกรรม โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มความสามารถในการจัดการ และลดความขัดแย้งทางข้อมูล ภายในอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ได้ หากมีการน าบล็อกเชนเข้ามาใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่งยิ่งท าให้อุตสาหกรรม โลจิสติกส์สามารถท างานร่วมกันได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถน ามา ใช้งานกับอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่งเพื่อลดขั้นตอนการท างานที่ไม่จ าเป็น ผ่านการท าให้เป็นระบบอัตโนมัติแทน ซึ่งที่ได้คือสามารถยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการ ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาในการท างานลดลง อีกทั้งยังเพิ่ม โอกาสในการพัฒนาแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่มีคุณค่าต่อบริษัทมากขึ้น


รูปที่ 3.15 การจัดการโลจิสติกส์ด้วยบล็อกเชน บล็อกเชนกับการจัดการระบบขนส่ง ในอุตสาหกรรมการขนส่งมีการไหลเวียนของข้อมูลจ านวนมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นจากทั้งสองด้านของ เครือข่ายทั้งจากธุรกรรมการท าธุรกิจการค้าระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B) และภาคธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) ซึ่งในฐานะผู้บริโภคอนาคตของเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถบอกเส้นทางของอาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ผ่านเซ็นเซอร์และไมโครโปรเซสเซอร์ที่ติดตั้งไว้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แท็ก และอื่น ๆ จึงเป็นเรื่อง ธรรมดาที่ เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถเปลี่ยนเกมการขนส่งได้ ปัจจุบันธุรกิจตั้งแต่ผู้จัดจ าหน่ายวัตถุดิบรวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าได้ท าการทดลองเกี่ยวกับวิธีการ น า บล็อกเชนมาประยุกต์เข้ากับธุรกิจของตัวเอง ทั้งบริษัทที่ผลิตผลิตภัณฑ์และบริษัทจัดหาวัตถุดิบพยายาม สร้าง ความเชื่อมั่นให้กับผู้รับสินค้า บริษัทเหล่านี้มีความตระหนักและให้ความส าคัญกับการจัดการผลิตภัณฑ์ โดยรวม ยิ่งบริษัทเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ การติดตามสินค้าทั้งหมดจะถือเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็น ความท้าทาย ส าหรับการปฏิวัติยุคดิจิทัลครั้งต่อไปในการแก้ปัญหา “ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์” เพื่อให้ผู้ที่ ได้รับผลกระทบ ในกระบวนการต่าง ๆ มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น วัฏจักรของเทคโนโลยีบล็อกเชนในวงการขนส่ง ข้อมูลต่าง ๆ สร้างขึ้นจากลูกค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทุกสรรพสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ (ML) มาจากการรวบรวมข้อมูล ของบริษัท ข้อมูลเหล่านี้ถูกวิเคราะห์และแปลโดยอัลกอริทึมข้อมูลบิ๊กดาต้า จากนั้นจะถูกจัดเก็บและแบ่งปัน กับผู้ใช้งานโดยเฉพาะผ่านบล็อกเชน การกระจายข้อมูล “สาธารณะ” ในแต่ละขั้นตอนที่ผลิตสามารถถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ เช่น การ รับรอง ผู้ซื้อภาพสัญญาการช าระเงิน และอื่น ๆ ลงบนบล็อกเชน ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศของความโปร่งใส แลความ ถูกต้องส าหรับธุรกิจ เมื่อป้อนข้อมูลลงในบล็อกเขนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ข้อมูลจะถูกแก้ไข จึงเป็น การแก้ปัญหา "ความน่าเชื่อถือ" ภายในศูนย์การด าเนินธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันของห่วงโซ่อุปทาน


ด้วยเหตุนี้ทุกศูนย์จึงมีข้อมูลที่แน่นอนเหมือนกันทั้งหมด บริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับบางแห่ง ก าลัง ด าเนินการน าไปใช้กับธุรกิจของตนเอง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น บริษัทไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอร์ (pic) บริษัทดีบีเชงเกอร์ (DB.Schenken) บริษัทแอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง (LVMS) บริษัทเรโนลต์ (Renaolt) เป็นต้น เมื่อสินค้าส่งถึงลูกค้าปลายทาง บริษัทและลูกค้าสามารถตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวของสินค้าได้โดย การสร้างระบบตรวจสอบและแสดงให้แก่ลูกค้าใช้โดยง่าย ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่มาของผลิตภัณฑ์และการเดินทาง ของ ผลิตภัณฑ์ผ่านสมาร์ตโฟนของลูกค้า ดังนั้นวิธีนี้ถือเป็นการแก้ปัญหา “ความน่าเชื่อถือ” หากข้อมูลระบบ สินค้าที่ ได้รับถูกลงนามในชื่อผู้ซื้อและไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้บนบล็อกเชน ข้อดีประการแรกคือ การโอน สินค้าของผู้ ซื้อจะไม่สามารถโอนได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้ซื้อจึงยากที่ผู้ใดจะขโมยสินค้าผู้ซื้อไป ข้อดีประการ ที่สองคือ ความมั่นใจของผู้ซื้อที่มีต่อสินค้าโดยการซื้อด้วยการสแกนแท็กที่เข้ารหัสของรายการอย่างง่าย ผู้ซื้อจะ สามารถเห็น ความถูกต้องของผลิตภัณฑ์และประวัติการจัดหาสิ่งนี้อาจเป็นเรื่องแปลก แต่จากสถิติของส านักงาน ต ารวจยุโรป (Europrot) พบว่า อุตสาหกรรมของปลอมมีมูลค่าประมาณ 461 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี บริษัทต่าง ๆ เช่น บริษัทโลเท็กซ์ (Lotex) บริษัทวีเซน (Vechain) และอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการ ประยุกต์ใช้บล็อกเชนเพื่อเปลี่ยนแปลงจัดการห่วงโซ่อุปทานโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่ง การ ได้รับค าปรึกษาทางด้านบล็อกเชนอันดีจะช่วยในการประยุกต์และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม ทาง เทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่ว่าการตอบโจทย์ด้วยบล็อกเชนเพียงอย่างเดียวสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ว่าการ รวมตัว ของเทคโนโลยีหลายประเภทสามารถปฏิวัติระบบของทุกอุตสาหกรรมได้ บล็อกเชนมิติใหม่ในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจโดยเฉพาะในภาคการเงินการธนาคาร ขณะที่ปัจจุบันในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเริ่มมีการพูดถึงและถูกน ามาใช้มากขึ้นแล้ว บล็อกเชน คือ เทคโนโลยีที่ท างานเหมือนเป็นเครือข่ายข้อมูลที่บุคคลจ านวนมากสามารถเข้าถึงและรับข้อมูลแบบเดียวกัน ซึ่งข้อมูลที่ได้บันทึกไว้จะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ท าให้ข้อมูลในเครือข่ายมีความปลอดภัยสูง ความ ปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้เป็นหัวใจส าคัญที่ท าให้มีการน าไปประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ ธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การ ช าระเงินด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ระบบลงทะเบียนในมหาวิทยาลัย การจัดการข้อมูลบัตรประชาชน และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ระบบการขนส่งสินค้า เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าบล็อกเชนของแต่ละธุรกิจ จะมี รูปแบบและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบการใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ๆ โดยอยู่บนฐานของเทคโนโลยีเดียวกันนั่นเอง


ปัจจุบันได้มีการน าเทคโนโลยีนี้มาใช้ในธุรกิจจ าหน่ายเพชรแล้ว โดยเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลตลอด ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ เรียกว่าเป็นข้อมูลจากเหมืองสู่มือผู้บริโภค กล่าวคือจะมีการบันทึกข้อมูลและที่มาของ เพชรในทุกขั้นตอนจนถึงมือผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นเรื่องความถูกต้องของแหล่งที่มาของเพชรและความโปร่งใส ใน การด าเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกระบวนการใช้แรงงานในการท าเหมือง กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ลงทุนและน า เทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมี 2 กลุ่ม ได้แก่ เดอเบียร์ส และ ริสไลน์กรุ๊ป • เดอเบียร์ส (De Beers) ใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยเริ่มจากเพชรก้อนจากเหมืองสู่ขั้นตอนการตัด การเจียระไน การเข้าตัวเรือน จนถึงมือผู้บริโภค ระบบปฏิบัติการบล็อกเชนที่เดอเบียร์สได้พัฒนาร่วมกับบริษัท บอสตันคอนซัลติ้งกรุ๊ป (Boston Consulting Group) เพื่อใช้งาน เรียกว่า TRACR โดยทดลองใช้งานด้วยการ ติดตามและบันทึกข้อมูลของเพชรเจียระไนขนาดใหญ่จ านวน 100 เม็ด อีกทั้งมีแผนที่จะขยายการใช้งานกับเพชร ขนาดเล็ก และหุ้นส่วนผู้ผลิตรายอื่น มีเป้าหมายว่าจะขยายขอบข่ายการใช้งานระบบปฏิบัติการไปยังส่วนอื่นที่ เหลือจนครบ รูปที่ 3.16 บล็อกเชนในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ


• รีชไลน์กรุ๊ป (Richline Group) ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการบล็อกเชนร่วมกับบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) ภายใต้ชื่อทรัสต์เซน (TrustChain) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มบริษัทของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับจ านวน 5 บริษัท ประกอบด้วย (1) บริษัท โอทีนโคไดมอนด์ (Rio Tinto Diamonds) บริษัทผู้ผลิตเพชร (2) บริษัท เซการ์เนอร์ (Leach Gainer) บริษัทผู้ผลิตโลหะมีค่า (3) บริษัทอาซาร์ไฟน์เนอร์รี่ (Asahi Refinery) บริษัทผู้สกัดโลหะมีค่า (4) บริษัทเชลซ์เบิร์ก (Heeberg) บริษัทผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา (5) บริษัทรีซไลน์กรุ๊ป (Richline Group) บริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับ ท าให้ระบบปฏิบัติการนี้เป็นการรวมตัวกันของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบและส่วนประกอบของ เครื่องประดับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีหรือโลหะมีค่าไปจนถึงภาคการผลิตตลอดห่วงโซ่ ทั้ง TRACR และ TrustChain นั้นถูกพัฒนามาจากบริษัทในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการ สามารถเปิดรับบริษัทผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกรายอื่นได้ในปี 2019 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้ามาใช้งานเครือข่าย แต่อาจมีค่าธรรมเนียมในการท าธุรกรรมจ านวนหนึ่ง ซึ่งบริษัทที่สนใจสามารถเพิ่มข้อมูลเข้ามาในเครือข่ายได้ด้วย การสร้างระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการท างานของบล็อกเชน ส าหรับระบบควบคุมความปลอดภัยในการ ใช้งาน TRACR และ TrustChain นี้ได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ท าให้บริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาใช้งานสามารถ มี ส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลส าคัญจะถูกเปิดเผย เช่น การก าหนดราคา นอกจากประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้รับจากเทคโนโลยีบล็อกเชนในเรื่องของการควบคุมระบบห่วงโซ่ อุปทานและการลดต้นทุนในแง่ต่าง ๆ แล้ว ผู้บริโภคเองก็มีความสนใจในเรื่องของแหล่งที่มาของสินค้าที่ใช้ในการ อุปโภคบริโภคมากขึ้นด้วย การที่ภาคธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องนี้ได้และสามารถ จัดการการผลิตและจัดจ าหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นควบคู่กันไปได้นั้น ยิ่งท าให้เทคโนโลยีนี้ได้รับ ความสนใจอย่างยิ่งจากผู้ประกอบการ ปัจจุบันบล็อกแขนเพื่อใช้งานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับยัง อยู่ ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ผู้ประกอบการที่สามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมตัวพร้อมรับมือกับการ เปลี่ยนแปลง ส าคัญในอุตสาหกรรมจะได้เปรียบในการด าเนินธุรกิจ


เทคโนโลยีที่ใช้ในการท าธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain) ค าชี้แจง จงเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. พัฒนาการของบล็อกเชน (Blockcha) เกิดขึ้นในแวดวงใด ก. พยากรณ์อากาศ ข. การเงิน ค. การธนาคาร ง. อุตสากรรม จ. วิทยาศาสตร์ 2. รัฐบาลสามารถระงับไปให้ผู้ใช้ส่งบิตคอยน์(Bitcoin) เข้าถึงระหว่างกันในประเทศได้หรือไม่ ก. ไม่ได้ เพราะแค่คนสองคนท าเอกสารสัญญากันลับๆ ก็สามารถรับ-ส่งได้ ข. ได้ โดยการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ ค. ได้โดยการยกเลิกเอกสาร ง. ได้ โดยการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศและปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น จ. ไม่ได้ เพราะถึงไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็รับ-ส่งบิตคอยน์ได้ 3. ระบบเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralization) และระบบเครือข่ายแบบแจกจ่าย (Distribution) มีข้อใดเหมือนกัน ก. การก าาหนดกฎการท าธุรกรรมของกลุ่มกันเอง ข. ความปลอดภัย น่าเชื่อถือ ค. มีการเริ่มใช้งานพร้อมๆ กัน ง. โลก ไม่มีผู้มีอ านาจควบคุมเครือข่ายทั้งหมดได้ จ. คอมพิวเตอร์อยู่ในสถานที่ต่างๆ กระจายอยู่ทั่ว 4. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของระบบเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ ก. Smart Contract ข. Fault Tolerance ค. Attack Resistance ง. Collusion Resistance จ. Immutable Resistance 5. ข้อใดคือข้อเสียของบล็อกเชน ก. กระจายข้อมูล ข. เก็บข้อมูลข้าเมื่อเทียบกับระบบรวมศูนย์ (Centralize) ค. จะมีข้อมูลที่ขัดแย้งถ้าใช้งานระยะยาว ง. มีความซ้ าซ้อนของข้อมูลสูง จ. ผิดทุกข้อ


6. ถ้าเครื่องขุดบิตคอยน์สุ่มค านวณจน Nonce หมดแล้วจะท าข้อใด ก. เปลี่ยนแปลง Password ข. ท าการ Hash SHA-256 อีกรอบเพื่อท าให้เป็น Triple Hash SHA-256 แล้วสุ่มใหม่ ค. เปลี่ยนแปลง Sigscript ใน Coinbase Transaction แล้วเริ่มสุ่มใหม่ ง. เพิ่ม Transaction เข้าไปเพื่อให้ Merkle Root Hash เปลี่ยน แล้วเริ่มสุ่มใหม่ จ. ระเบิดตัวเองตายเนื่องจากท างานไม่ส าเร็จ 7. Public Blockchain คือข้อใด ก. Previous Hash ข. Permissionless Blockchain ค. Permissioned Blockchain ง. Private Blockchain จ. Consortium Blockchain 8. ข้อใด้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับบล็อกเชน ก. พัฒนาเป็นครั้งแรกในภาคการเงิน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานส าหรับเงินดิจิทัล ข. ไม่มีตัวกลางควบคุมและไม่ต้องกลัวใครไม่ท าตามเงื่อนไข ค. ใช้เป็นสื่อกลางในการรับ-ส่งเงินที่สะดวก รวดเร็ว ง. สกุลเงินชนิดหนึ่งในรูปแบบของดิจิทัล จ. เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยน ามาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง 9. Smart Contract หมายถึงข้อใด ก. กระบวนการทางดิจิทัลที่ก าหนดขั้นตอนการท าธุรกรรมโดยอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า โดยไม่ ต้องอาศัยตัวกลาง ข. สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ค. เทคโนโลยีที่ท าให้สามารถสร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง ง. การอัปเดตข้อมูลใหม่เข้าไปในบล็อกเซน จ. การแบ่งข้อมูลทั้งหมดออกเป็นชุด ๆ 10. ประโยชน์ของบล็อกเชนคือข้อใด ก. การช าระเงินในรูปแบบ Peer-to-Peer) ข. งานธุรกิจสุขภาพ ค. งานเอกสาร ง. อุตสาหกรรม จ. ถูกทุกข้อ


Click to View FlipBook Version