ก ำหนดกำรจัดกำรเรียนร
ู้
รำยวิชำ วิทยำศำสตร์พื้นฐำน
รหัสวิชำ ว21101 ระดับชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1
จัดท ำโดย
นำยประสพโชค ประภำ
ต ำแหน่ง คร
ู
โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
อ ำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น
ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศกษำมัธยมศึกษำขอนแก่น
ึ
กระทรวงศึกษำธิกำร
ค ำน ำ
ี่
ก ำหนดกำรจัดกำรเรียนรู้เล่มนี้จัดท ำขึ้น เพื่อเป็นกำรก ำหนดกำรสอน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษำปีท 1
รำยวิชำวิทยำศำสตร์พื้นฐำน รหัสวิชำ ว 21101 ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2564 โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ ส ำนักงำนเขต
ี่
ึ
ึ
็
พื้นทกำรศกษำมัธยมศึกษำขอนแก่น สังกัดสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศกษำขั้นพื้นฐำนกระทรวงศึกษำธิกำร เพื่อเปนกำร
์
ี่
เตรียมกำรเรียนกำรสอนในรำยวิชำให้เป็นไปตำมวัตถุประสงคทวำงไว้ ตลอดจนเป็นแนวทำงในกำรจดกำรเรียนรู้ให้มี
ั
ู้
ั้
ประสิทธิภำพยิ่งๆขึ้นไป โดยเฉพำะครูผสอนจะได้ทรำบแนวปฏิบติและหัวข้อตำง ๆ ที่เกี่ยวกับรำยวิชำได้อย่ำงชัดเจนทงยัง
่
ั
ั
ั
ี้
ั
็
เปนกำรเตรียมกำรในกำรจดเนื้อหำ เวลำ กิจกรรม หน่วยกำรเรียนรู้ ตวชวัด คะแนนให้เหมำะสมกับระดบควำมสำมำรถ
ของนักเรียน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน
ั
่
็
ทั้งนี้ผู้จดทำหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำก ำหนดกำรจดกำรเรียนรู้เลมนี้จะเปนประโยชน์อย่ำงยิ่งในกำรวำงแผนตำง ๆ ในกำร
ั
่
จัดกำรเรียนรู้ต่อไปในอนำคต หำกมีข้อผิดประกำรใดผู้จัดท ำขอน้อมรับเพื่อน ำไปปรับปรุงในกำรท ำให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อไป
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
สำรบัญ
หน้ำ
ค ำน ำ
สำรบัญ
วิสัยทัศน์หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน 1
หลักกำร 1
จุดหมำย 1
วิสัยทัศน์โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ 1
วิสัยทัศน์กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี 2
สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน 3
คุณลักษณะอันพึงประสงค ์ 4
เรียนรู้อะไรในวิทยำศำสตร์ 4
สำระมำตรฐำนกำรเรียนรู้ 5
กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ 6
แนวกำรจัดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ 7
แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์แบบสบเสำะหำควำมรู้ 8
ื
สื่อกำรจัดกำรเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 9
คุณภำพผเรียน 9
ู้
ตัวชี้วัดและสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง ชั้นมัธยมศกษำปีที่ 2 11
ึ
ค ำอธิบำยรำยวิชำ 25
โครงสร้ำงรำยวิชำ 26
หน่วยกำรเรียนรู้ 28
1
วิสัยทัศน์หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน
ู
ึ
ั
ู้
ุ
ตำมหลักสตรแกนกลำงกำรศกษำขั้นพื้นฐำนพุทธศกรำช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนำผเรียนทก
ุ
ี่
้
ั้
็
ั
็
คน ซึ่งเปนก ำลงของชำติให้เป็นมนุษย์ทมีควำมสมดลทงดำนร่ำงกำย ควำมรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในควำมเปนพลเมืองไทย
็
ั
็
และเปนพลโลก ยึดมั่นในกำรปกครองตำมระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเปนประมุข มีควำมรู้และทกษะ
ั
ิ
็
ึ
็
พื้นฐำน รวมทั้ง เจตคต ที่จำเปนต่อกำรศึกษำต่อ กำรประกอบอำชีพและกำรศกษำตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเปนสำคญ
บนพื้นฐำนควำมเชื่อว่ำ ทุกคนสำมำรถเรียนรู้และพัฒนำตนเองได้เต็มตำมศักยภำพ
หลักกำร
ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน มีหลักกำรที่ส ำคัญ ดังนี้
ิ
ั
็
ึ
ู
1. เป็นหลกสตรกำรศกษำเพื่อควำมเปนเอกภำพของชำตมีจดหมำยและมำตรฐำนกำรเรียนรู้เป็นเปำหมำยสำหรับ
ุ
้
ุ
พัฒนำเด็กและเยำวชนให้มีควำมรู้ ทักษะ เจตคติ และคณธรรมบนพื้นฐำนของควำมเป็นไทยควบคู่กับควำมเป็นสำกล
2. เป็นหลักสูตรกำรศึกษำเพื่อปวงชน ที่ประชำชนทุกคนมีโอกำสได้รับกำรศึกษำอย่ำงเสมอภำค และมีคุณภำพ
3. เป็นหลักสูตรกำรศกษำทสนองกำรกระจำยอ ำนำจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในกำรจดกำรศกษำให้สอดคล้องกับสภำพ
ึ
ึ
ั
ี่
และควำมต้องกำรของท้องถิ่น
4. เป็นหลักสูตรกำรศึกษำที่มีโครงสร้ำงยืดหยุ่นทั้งด้ำนสำระกำรเรียนรู้ เวลำและกำรจัดกำรเรียนรู้
5. เป็นหลักสูตรกำรศึกษำที่เน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญ
ึ
ุ
6. เป็นหลกสตรกำรศกษำสำหรับกำรศกษำในระบบ นอกระบบ และตำมอัธยำศย ครอบคลมทกกลมเปำหมำย
ั
ั
ุ
ึ
ุ่
ู
้
สำมำรถเทียบโอนผลกำรเรียนรู้ และประสบกำรณ์
จุดหมำย
ี
ั
ู้
ตำมหลกสตรแกนกลำงกำรศกษำขั้นพื้นฐำน มุ่งพัฒนำผเรียนให้เป็นคนด มีปัญญำ มีควำมสข มีศกยภำพใน
ั
ุ
ึ
ู
กำรศึกษำต่อ และประกอบอำชีพ จึงก ำหนดเป็นจุดหมำยเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ดังนี้
ุ
ิ
ี่
์
1. มีคณธรรม จริยธรรม และคำนิยมทพึงประสงค เห็นคณคำของตนเอง มีวินัยและปฏิบัตตนตำมหลักธรรมของ
่
่
ุ
พระพุทธศำสนำ หรือศำสนำที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีควำมรู้ ควำมสำมำรถในกำรสื่อสำร กำรคิด กำรแก้ปัญหำ กำรใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต
3. มีสุขภำพกำยและสุขภำพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักกำรออกก ำลังกำย
ิ
ิ
ี
4. มีควำมรักชำต มีจตสำนึกในควำมเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชวิตและกำรปกครองตำมระบอบ
ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ิ
5. มีจตสำนึกในกำรอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญำไทย กำรอนุรักษ์และพัฒนำสิ่งแวดลอม มีจตสำธำรณะทมุ่ง
ี่
้
ิ
ท ำประโยชน์และสร้ำงสิ่งที่ดีงำมในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่ำงมีควำมสุข
2
วิสัยทัศน์โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
์
้
ึ
ู
็
ึ
ุ
โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศกษำ เป็นองคกรแห่งกำรเรียนรู้และเปนศนย์กลำงพัฒนำชมชน บริหำรจดกำรศกษำดวย
ั
ระบบคุณภำพตำมหลักธรรมำภิบำลและหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียง สู่ควำมเป็นสำกลตำมวิถีควำมเป็นไทย ครูมีคุณภำพ
ิ
ิ
ั
ั
์
ตำมมำตรฐำนวิชำชพ นักเรียนมีคณลกษณะอันพึงประสงค มีควำมเป็นเลศทำงวิชำกำรก้ำวทนเทคโนโลยีและมีจตสำนึก
ี
ุ
รักษ์สิ่งแวดล้อม
พันธกิจ (MISSION)
1. ส่งเสริมคุณภำพผู้เรียนให้ให้ได้มำตรฐำนกำรศึกษำ
2. พัฒนำผู้เรียนสู่มำตรฐำนสำกล
3. พัฒนำครูและบุคลำกรตำมมำตรฐำนวิชำชีพมุ่งสู่ควำมเป็นมืออำชีพ
4. เพิ่มประวิทธิภำพในกำรบริหำรจัดกำรได้มำตรฐำนโดยมีส่วนร่วม
5. ส่งเสริมให้ผู้บริหำร ครู บุคลำกร และผู้เรียน ด ำเนินชีวิตตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิพอเพียง
เป้ำประสงค์ (GOAL)
1. ผู้เรียนมีคุณธรรม น ำควำมรู้ อยู่ร่วมสังคมอย่ำงมีควำมสุข
2. ผู้เรียนมีคุณภำพตำมเปำหมำยของมำตรฐำนสำกล
3. ครู และบุคลำกรมีควำมเป็นมืออำชีพ
4. มีกำรบริหำรจัดกำรได้มำตรฐำนอย่ำงมีคุณภำพ โดยเน้นกำรมีส่วนร่วม ผู้รับบริกำรพึงพอใจ
5. ผู้บริหำร ครู บุคลำกร และนักเรียนมีทักษะชีวิตตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
กลยุทธ์โรงเรียน
1. พัฒนำคุณภำพผู้เรียนตำมมำตรฐำนกำรศึกษำ
2. พัฒนำผู้เรียนให้มีคุณภำพตำมมำตรฐำนสำกล
3. ส่งเสริมครูและบุคลำกรสู่มืออำชีพ
4. ส่งเสริมกำรบริหำรจัดกำรให้ได้มำตรฐำนอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยเน้นกำรมีส่วนร่วม
5. ส่งเสริมผู้บริหำร ครู บุคลำกร และนักเรียนมีทักษะชีวิตตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
วิสัยทัศน์กลุ่มสำระกำรเรียนรวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ู้
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มุ่งจัดกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์โดยตระหนักถึงศักยภำพของ
ผู้เรียน เน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญ จัดกิจกรรมให้เหมำะสมกับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนอย่ำงมีควำมสุข และส่งเสริมผู้เรียน
ที่มีควำมสำมำรถทำงด้ำนวิทยำศำสตร์ และตระหนักในคุณค่ำและมีเจตคติที่ดีต่อวิชำวิทยำศำสตร์
3
พันธกิจ
ู
1. ส่งเสริมจดกำรเรียนกำรสอนให้สอดคล้องกับหลักสตรแกนกลำงกำรศึกษำขึ้นพื้นฐำน
ั
2. ส่งเสริมและพัฒนำทักษะกำรคิดค ำนวณ และกำรแก้ปัญหำ
3. มีสื่อและและอุปกรณ์กำรสอนที่ทันสมัยและเพียงพอ
4. จัดห้องพักครูให้มีบรรยำกำศเอื้อต่อกำรศึกษำค้นคว้ำหำควำมรู้
5. ปลูกฝังให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่ำนิยมอันพึงประสงค ์
6. ส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนที่มีควำมสำมำรถพิเศษเฉพำะด้ำน ให้สำมำรถพัฒนำได้เต็มตำมศักยภำพ
7. จัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภำพทำงด้ำนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เป้ำประสงค์ของวิทยำศำสตร ์
ในกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบควำมรู้ด้วยตนเองมำกที่สุดเพื่อให้ไดทั้งกระบวนกำร
้
้
ี่
ิ
ั
ั
และควำมรู้จำกวิธีกำรสงเกต กำรสำรวจตรวจสอบ กำรทดลอง แลวน ำผลทไดมำจดระบบเปนหลกกำร แนวคด และองค ์
้
ั
็
ควำมรู้กำรจัดกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์จึงมีเป้ำหมำยที่ส ำคัญ ดังนี้
1. เพื่อให้เข้ำใจหลักกำร ทฤษฎีและกฎที่เป็นพื้นฐำนในวิชำวิทยำศำสตร์
2. เพื่อให้เข้ำใจขอบเขตของธรรมชำติของวิชำวิทยำศำสตร์และข้อจ ำกัดในกำรศึกษำวิชำวิทยำศำสตร์
3. เพื่อให้มีทักษะทส ำคัญในกำรศึกษำค้นคว้ำและคิดค้นทำงเทคโนโลยี
ี่
4. เพื่อให้ตระหนักถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงวิชำวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยีมวลมนุษย์และสภำพแวดล้อมในเชิงที่มี
อิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน
5. เพื่อน ำควำมรู้ควำมเข้ำใจ ในวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและกำร
ด ำรงชีวิต
6. เพื่อพัฒนำกระบวนกำรคิดและจินตนำกำร ควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำ และกำรจัดกำร ทกษะในกำร
ั
สื่อสำร และควำมสำมำรถในกำรตัดสินใจ
ิ
7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจตวิทยำศำสตร์ มีคณธรรม จริยธรรม และค่ำนิยมในกำรใช้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ุ
อย่ำงสร้ำงสรรค ์
กลยุทธ์
1. กำรจัดกำรศึกษำเพื่อควำมมั่นคง
2. กำรสร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน
3. กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพทรัพยำกรมนุษย์
4. กำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสังคม
5. กำรจัดกำรศึกษำเพื่อสร้ำงเสริมคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6. กำรพัฒนำประสิทธิภำพกำรบริหำรจัดกำร
4
สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน
ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน มุ่งเน้นพัฒนำผู้เรียนให้มีคุณภำพตำมมำตรฐำนที่ก ำหนด ซึ่งจะช่วยให้
์
ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส ำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค ดังนี้
้
่
1. ควำมสำมำรถในกำรสื่อสำร เป็นควำมสำมำรถในกำรรับและสงสำร มีวัฒนธรรมในกำรใชภำษำถ่ำยทอด
ควำมคด ควำมรู้ควำมเข้ำใจ ควำมรู้สก และทศนะของตนเองเพื่อแลกเปลยนข้อมูลข่ำวสำรและประสบกำรณอันจะเป็น
ี่
์
ิ
ั
ึ
่
ประโยชน์ตอกำรพัฒนำตนเองและสงคม รวมทงกำรเจรจำตอรองเพื่อขจดและลดปัญหำควำมขัดแย้งตำง ๆ กำรเลอกรับ
ั
่
่
ั้
ั
ื
ื
ุ
หรือไม่รับข้อมูลข่ำวสำรดวยหลักเหตผลและควำมถูกต้อง ตลอดจนกำรเลอกใช้วิธีกำรสื่อสำร ที่มีประสิทธิภำพโดยค ำนึงถึง
้
ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม
์
2. ควำมสำมำรถในกำรคิด เปนควำมสำมำรถในกำรคิดวิเครำะห์ กำรคิดสงเครำะห์ กำรคิด อย่ำงสร้ำงสรรค กำร
ั
็
ิ
ู่
คดอย่ำงมีวิจำรณญำณ และกำรคดเป็นระบบ เพื่อน ำไปสกำรสร้ำงองคควำมรู้หรือสำรสนเทศเพื่อกำรตดสนใจเกี่ยวกับ
ิ
ิ
ั
์
ตนเองและสังคมได้อย่ำงเหมำะสม
้
ิ
้
3. ควำมสำมำรถในกำรแกปัญหำ เป็นควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำและอุปสรรคตำง ๆ ทเผชญไดอย่ำงถูกต้อง
ี่
่
ุ
ั
ี่
ุ
เหมำะสมบนพื้นฐำนของหลกเหตผล คณธรรมและข้อมูลสำรสนเทศ เข้ำใจควำมสมพันธ์และกำรเปลยนแปลงของ
ั
ั
ี่
่
เหตกำรณตำง ๆ ในสงคม แสวงหำควำมรู้ ประยุกตควำมรู้มำใชในกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำ และมีกำรตดสนใจทมี
์
์
ิ
ั
ุ
้
ประสิทธิภำพโดยค ำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม
4. ควำมสำมำรถในกำรใช้ทักษะชีวต เปนควำมสำมำรถในกำรน ำกระบวนกำรตำงๆ ไปใชในกำรดำเนิน
ิ
่
้
็
ชวิตประจำวัน กำรเรียนรู้ดวยตนเอง กำรเรียนรู้อย่ำงตอเนื่อง กำรทำงำน และกำรอยู่ร่วมกันในสงคมดวยกำรสร้ำงเสริม
้
ี
ั
้
่
ี
ควำมสมพันธ์อันดระหว่ำงบุคคล กำรจดกำรปัญหำและควำมขัดแย้งตำง ๆ อย่ำงเหมำะสม กำรปรับตวให้ทนกับกำร
ั
่
ั
ั
ั
์
เปลี่ยนแปลงของสังคมและสภำพแวดล้อม และกำรรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงคที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
่
ื
5. ควำมสำมำรถในกำรใช้เทคโนโลยี เปนควำมสำมำรถในกำรเลอก และใช เทคโนโลยีดำนตำง ๆ และมีทกษะ
ั
้
็
้
กระบวนกำรทำงเทคโนโลยี เพื่อกำรพัฒนำตนเองและสงคมในดำนกำรเรียนรู้ กำรสอสำร กำรทำงำน กำรแก้ปัญหำอย่ำง
ื่
้
ั
สร้ำงสรรค์ ถูกต้อง เหมำะสม และมีคุณธรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ั
ู้
ู
ึ
ุ
ตำมหลกสตรแกนกลำงกำรศกษำขั้นพื้นฐำน พัฒนำผเรียนให้มีคณลกษณะอันพึงประสงค เพื่อให้สำมำรถอยู่
์
ั
ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่ำงมีควำมสุข ในฐำนะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
ิ
1. รักชำต ศำสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5
5. อยู่อย่ำงพอเพียง
6. มุ่งมั่นในกำรท ำงำน
7. รักควำมเป็นไทย
8. มีจิตสำธำรณะ
ิ
ุ
ึ
ุ
์
นอกจำกนี้ สถำนศกษำสำมำรถก ำหนดคณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเตมให้สอดคล้องตำมบริบทและจดเน้นของ
ตนเอง
เรียนรู้อะไรในวิทยำศำสตร ์
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยำศำสตร์ ที่เน้นกำรเชื่อมโยงควำมรู้กับกระบวนกำร
มีทักษะส ำคัญในกำรค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ โดยใช้กระบวนกำรในกำรสืบเสำะหำควำมรู้และแก้ปัญหำที่หลำกหลำย
ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกำรเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีกำรท ำกิจกรรมด้วยกำรลงมือปฏิบัติจริงอย่ำงหลำกหลำย เหมำะสมกับ
ระดับชั้นโดยก ำหนดสำระส ำคัญ ดังนี้
ิ่
ี
์
้
ิ่
ี
ี
์
ิ
✧ วทยำศำสตรชีวภำพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชวิตในสงแวดลอม องคประกอบของสงมีชวิตกำรดำรงชวิตของมนุษย์
และสัตว์กำรด ำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพและวิวัฒนำกำรของสิ่งมีชีวิต
ี่
์
✧ วิทยำศำสตรกำยภำพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชำติของสำร กำรเปลี่ยนแปลงของสำรกำรเคลื่อนท พลังงำน และ
คลื่น
์
ุ
ั
✧ วทยำศำสตรโลก และอวกำศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องคประกอบของเอกภพ ปฏิสมพันธ์ภำยในระบบสริยะ
์
ิ
เทคโนโลยีอวกำศ ระบบโลก กำรเปลยนแปลงทำงธรณวิทยำ กระบวนกำรเปลยนแปลงลมฟ้ำอำกำศ และผลตอสงมีชวิต
ี่
ี่
ี
ิ่
ี
่
และสิ่งแวดล้อม
✧ เทคโนโลยี
• กำรออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อกำรด ำรงชีวิตในสังคมที่มีกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำง
ั
้
รวดเร็ว ใชควำมรู้และทกษะทำงดำนวิทยำศำสตร์คณิตศำสตร์และศำสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหำหรือพัฒนำ
้
งำนอย่ำงมีควำมคิดสร้ำงสรรค์ดวยกระบวนกำรออกแบบเชงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยีอย่ำงเหมำะสม
้
้
ิ
โดยค ำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
• วิทยำกำรค ำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ กำรคดเชิงค ำนวณ กำรคิดวิเครำะห์แก้ปัญหำเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ
ิ
ั
ประยุกต์ใช้ควำมรู้ด้ำนวิทยำกำรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำร ในกำรแก้ปญหำท ี่
พบในชีวิตจริงได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ
6
สำระมำตรฐำนกำรเรียนร ู้
สำระที่ 1 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ
มำตรฐำน ว 1.1 เข้ำใจควำมหลำกหลำยของระบบนิเวศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและ
ั
ควำมสมพันธ์ระหว่ำงสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่ำง ๆ ในระบบนิเวศกำรถ่ำยทอดพลังงำน กำรเปลี่ยนแปลง
แทนที่ในระบบนิเวศ ควำมหมำยของประชำกร ปัญหำและผลกระทบที่มีต่อทรัพยำกรธรรมชำติและ
สิ่งแวดล้อมแนวทำงในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำติและกำรแก้ไขปัญหำสิ่งแวดล้อมรวมทั้งน ำ
ควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 1.2 เข้ำใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐำนของสิ่งมีชีวิต กำรล ำเลียงสำรเข้ำและออกจำกเซลล
์
ควำมสัมพันธ์ของโครงสร้ำงและหน้ำที่ของระบบต่ำง ๆของสัตว์และมนุษย์ที่ท ำงำนสัมพันธ์กัน
ควำมสัมพันธ์ของโครงสร้ำงและหน้ำที่ของอวัยวะต่ำง ๆ ของพืชที่ท ำงำนสัมพันธ์กันรวมทั้งน ำควำมรู้
ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 1.3 เข้ำใจกระบวนกำรและควำมส ำคัญของกำรถ่ำยทอดลักษณะทำงพันธุกรรมสำร
พันธุกรรม กำรเปลี่ยนแปลงทำงพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพและ
วิวัฒนำกำรของ สิ่งมีชีวิต รวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
สำระที่ 2 วิทยำศำสตร์กำยภำพ
มำตรฐำน ว 2.1 เข้ำใจสมบัติของสสำร องค์ประกอบของสสำร ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสมบัติของสสำรกับ
โครงสร้ำงและแรงยึดเหนี่ยวระหว่ำงอนุภำค หลักและธรรมชำติของกำรเปลี่ยนแปลงสถำนะของสสำร
กำรเกิด สำรละลำย และกำรเกิดปฏิกิริยำเคมี
ิ
มำตรฐำน ว 2.2 เข้ำใจธรรมชำตของแรงในชีวิตประจ ำวัน ผลของแรงที่กระท ำต่อวัตถุ ลักษณะกำรเคลื่อนท ี่
ุ
แบบต่ำง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
ิ
มำตรฐำน ว 2.3 เข้ำใจควำมหมำยของพลังงำน กำรเปลี่ยนแปลงและกำรถ่ำยโอนพลังงำนปฏสัมพันธ์
ระหว่ำงสสำรและพลังงำน พลังงำนในชีวิตประจ ำวัน ธรรมชำติของคลื่นปรำกฏกำรณที่เกี่ยวข้องกับ
์
เสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ำ รวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
สำระที่ 3 วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว 3.1 เข้ำใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนกำรเกิด และวิวัฒนำกำรของเอกภพกำแล็กซีดำวฤกษ์
้
และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภำยในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และกำรประยุกต์ใชเทคโนโลยี
อวกำศ
มำตรฐำน ว 3.2 เข้ำใจองค์ประกอบและควำมสมพันธ์ของระบบโลก กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงภำยใน โลก
ั
ิ
และบนผิวโลก ธรณีพิบัตภัย กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงลมฟ้ำอำกำศและภูมิอำกำศโลกรวมทั้งผลต่อ
สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
7
สำระที่ 4 เทคโนโลยี
มำตรฐำน ว 4.1 เข้ำใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อกำรด ำรงชีวิตในสังคมที่มีกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงรวดเร็ว
ิ
ใช้ควำมรู้และทักษะทำงด้ำนวิทยำศำสตร์ คณตศำสตร์ และศำสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหำหรือพัฒนำ
งำนอย่ำงมีควำมคิดสร้ำงสรรค์ด้วยกระบวนกำรออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่ำง
เหมำะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
มำตรฐำน ว 4.2 เข้ำใจและใช้แนวคิดเชิงค ำนวณในกำรแก้ปัญหำที่พบในชีวิตจริงอย่ำงเป็นขั้นตอนและเป็น
ระบบ ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำรในกำรเรียนรู้กำรท ำงำนและกำรแก้ปัญหำได้อย่ำงมี
ประสิทธิภำพ รู้เท่ำทัน และมีจริยธรรม
กระบวนกำรจัดกำรเรียนร ู้
ึ
ู้
ิ
ู้
แนวคิดส ำคัญของกำรจัดศกษำ ที่เน้นผเรียนเป็นส ำคัญ คือกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ที่เปดโอกำสให้ผเรียน คิดและ
ั
้
ิ
ลงมือปฏิบัตดวยกระบวนกำรที่หลำกหลำย เพื่อเกิดกำรเรียนรู้และพัฒนำตนเองเตมตำมศกยภำพ กำรประเมินกำรเรียนรู้
็
ึ
ั
่
ั
จงมีควำมสำคญและจำเป็นอย่ำงยิ่ง ตอกำรจดกิจกรรมกำรเรียนรู้ในห้องเรียนเพรำะสำมำรถทำให้ผสอนประเมินระดบ
ู้
ั
้
ั
พัฒนำกำรเรียนรู้ของผู้เรียนกำรจดกำรศึกษำตองยึดหลกว่ำ ผู้เรียนทุกคนมีควำมสำมำรถเรียนรู้และพัฒนำ ตนเองได และ
้
ั
ิ
้
่
ู้
ถือว่ำผเรียนมีควำมสำคัญทสด กระบวนกำรจัดกำรศกษำตอง สงเสริมให้ผเรียนสำมำรถพัฒนำตำมธรรมชำตและเต็มตำม
ึ
ี่
ุ
ู้
ศักยภำพ ให้ควำมส ำคัญ ของกำรบูรณำกำรควำมรู้คุณธรรม กระบวนกำรเรียนรู้ตำมควำมเหมำะสมของระดับกำรศึกษำ ได ้
ระบุให้ผู้ที่เกี่ยวข้องด ำเนินกำร ดังนี้ สถำนศึกษำและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง
้
ู้
ั
่
1. จดเนื้อหำสำระและกิจกรรมให้สอดคลองกับควำมสนใจและควำมถนัดของผเรียน โดยคำนึงถึงควำมแตกตำง
ระหว่ำงบุคคล
้
2. ฝึกทักษะ กระบวนกำรคิด กำรจัดกำร กำรเผชิญสถำนกำรณและกำรประยุกต์ควำมรู้มำใชเพื่อป้องกันและแก้ไข
์
ปัญหำ
ิ
็
ิ
ิ
3. จัดกิจกรรมให้ผเรียนได้เรียนรู้จำกประสบกำรณจริง ฝึกกำรปฏบัต ให้ทำได้คดเป็น ทำเปนรักกำรอ่ำน และเกิด
์
ู้
กำรใฝ่รู้อย่ำงต่อเนื่อง
ุ
ั
ุ
ั้
4. จดกำรเรียนกำรสอน โดยผสมผสำนสำระควำมรู้ด้ำนตำง ๆ อย่ำงได้สดสวนสมดลกัน รวมทงปลกฝงคณธรรม
ู
ั
่
ั
่
ค่ำนิยมที่ดีงำมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชำ
ู้
ั
่
ื่
5. สงเสริมสนับสนุนให้ผสอนสำมำรถจดบรรยำกำศ สภำพแวดล้อม สอกำรเรียน และอ ำนวยควำมสะดวกเพื่อให้
้
ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้และมีควำมรอบรู้รวมทั้งสำมำรถใชกำรวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนกำรเรียนรู้ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียน
อำจเรียนรู้ไปพร้อมกันจำกสื่อกำรเรียน กำรสอนและแหล่งวิทยำกำรประเภทต่ำง ๆ
ุ
ุ
ี่
6. จัดกำรเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทกเวลำ ทกสถำนท มีกำรประสำนควำม ร่วมมือกับบดำ มำรดำผู้ปกครอง และบุคคล
ิ
ในชุมชนทุกฝ่ำย เพื่อร่วมกันพัฒนำผู้เรียนตำมศักยภำพ
8
ิ
แนวกำรจัดกำรเรียนรู้วทยำศำสตร ์
ู้
ี่
ั
้
กำรจดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีให้สอดคลองกับกำรพัฒนำผเรียน ในศตวรรษท 21 เพื่อพัฒนำ
สมรรถนะของผู้เรียนให้พร้อมทจะดำรงชีวิตและประกอบอำชพไดอย่ำงประสบควำมส ำเร็จได้ในอนำคตนั้น จำเปนต้องเน้น
ี่
ี
็
้
ั
ี่
่
ิ
กระบวนกำรจดกำรเรียนรู้ทเน้นกำรพัฒนำนักคด นักแก้ปัญหำ และนักเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยจัดกำรเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีสวน
ร่วมในกำรเรียนรู้ของตนเองตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนกำรเรียนรู้โดยท ำได้ดังนี้
ั
• จดเนื้อหำสำระและกิจกรรมให้สอดคลองกับควำมสนใจและควำมถนัดของผเรียน โดยคำนึงถึงควำมแตกตำง
ู้
่
้
ระหว่ำงบุคคล
• ผู้สอนกระตุ้นหรือจัดสถำนกำรณ์ให้ผู้เรียนได้เกิดค ำถำมหรือข้อสงสัยที่อยำกค้นหำค ำตอบ
้
ั
ื
ี่
็
้
• ผู้เรียนใชกระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้อย่ำงเปนระบบเพื่อคนหำค ำตอบทสงสย โดยเริ่มจำกกำรลงมือสบเสำะหำ
ควำมรู้ตำมคำแนะน ำ จนกระทงสำมำรถออกแบบและวำงแผนกำรสบเสำะเพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลและหลกฐำน
ั่
ื
ั
เชิงประจักษ์แล้วน ำมำสร้ำงค ำอธิบำยด้วยตนเอง
ู้
• ผเรียนควรมีโอกำสไดฝกฝนและพัฒนำแนวคดทำงวิทยำศำสตร์ตำง ๆ อย่ำงลมลกและเชอมโยงกันผำนกำรทำ
่
ิ
่
้
ึ
ื่
ุ่
ึ
กิจกรรมที่หลำกหลำย ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
• ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะต่ำง ๆ อย่ำงต่อเนื่อง สม่ ำเสมอและเหมำะสมกับวัย
• ผู้เรียนสำมำรถใช้เทคโนโลยีทสอดคลองตำมยุคสมัยในกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์อย่ำงมีประสทธิภำพ เชน ใชในกำร
้
่
ิ
้
ี่
ุ
ั
สืบเสำะหำควำมรู้ ใช้สืบค้นข้อมูลทั้งจำกแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทติยภูมิ ใช้จดกระทำและสื่อควำมหมำยข้อมูล ใช ้
สร้ำงแบบจ ำลอง
• ผู้เรียนสำมำรถออกแบบและทำโครงงำนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี เพื่อฝึกฝนและสำมำรถใชทักษะกระบวนกำร
้
ี่
ั
ี่
ั
ทำงวิทยำศำสตร์ทักษะ กระบวนกำรส ำหรับกำรออกแบบและเทคโนโลยีและทกษะทส ำคญ ส ำหรับศตวรรษท 21
มำแก้ปัญหำทำงวิทยำศำสตร์ได ้
้
• ผเรียนไดเพิ่มพูนควำมรู้และประสบกำรณจำกแหลงเรียนรู้ในทองถิ่น เพื่อขยำยขอบเขตกำรเรียนรู้และสำมำรถ
้
ู้
์
่
ี่
ิ่
ื่
เชอมโยงสงทไดเรียนรู้ใน ห้องเรียนกับสงที่เกิดขึ้นจริงในชวิตประจำวัน ตลอดจนเหนควำมสำคญ ของกำรเรียนรู้
ั
ิ่
ี
้
็
วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ุ้
ี่
• ผู้เรียนควรมีโอกำสได้รู้จักและคนเคยกับกำรวิเครำะห์ข้อมูลทเกิดขึ้นจริง ซึ่งอำจเพิ่มระดับควำมซับซ้อนของข้อมูล
ให้เหมำะสมกับวัยของผู้เรียน เชน ผู้เรียนระดับประถมศกษำไดฝึกฝนกำรวิเครำะห์และสร้ำงคำอธิบำยจำกข้อมูลท ี่
ึ
้
่
ึ
ั
้
เก็บได้จริงแต่ไม่มีควำมซับซ้อน ส่วนในระดบมัธยมศึกษำอำจให้ผู้เรียนได้ฝกกำรวิเครำะห์และอธิบำยขอมูล ขนำด
ี่
ใหญ่ (Big Data) ซึ่งเป็นข้อมูลทหลำกหลำย ซับซ้อน มีปริมำณมำก และเปลยนแปลงอย่ำงรวดเร็ว จึงไม่สำมำรถ
ี่
น ำมำจัดกระท ำ หรือจัดกำรได้ด้วยวิธีกำรหรือเครื่องมือแบบเดิม
9
• ผเรียนมีโอกำสน ำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีไปบูรณำกำรกับควำมรู้จำกแขนงวิชำอื่น ๆ เชน
่
ู้
คณิตศำสตร์มำแก้ปัญหำที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง หรือเกิดขึ้นจริงโดยใช้กระบวนกำรออกแบบเชิงวิศวกรรม
ู้
แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรวิทยำศำสตร์แบบสืบเสำะหำควำมร ู้
ี่
ในกำรจัดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ในห้องเรียนทเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สอดคล้องกับกำรพัฒนำผู้เรียนแห่งศตวรรษท ี่
ื
ั
้
ิ
21 และธรรมชำตกำรเรียนรู้ของมนุษย์นั้น ครูสำมำรถเลอกกลวิธีในจดกำรเรียนรู้ไดอย่ำงหลำกหลำยตำมควำมเหมำะสม
้
กับเนื้อหำ เวลำ บริบท และปัจจยอื่น ๆ กลวิธีทสำมำรถน ำมำใช้จดกำรเรียนรู้ในห้องเรียนได เช่น กำรเรียนรู้แบบใช้ปัญหำ
ี่
ั
ั
เป็นฐำน (Problem-Based Learning) กำรเรียนรู้แบบสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry-Based Learning)
กำรสืบเสำะ (Inquiry) เป็นกระบวนกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์โดยเลียนแบบวิธีกำรที่นักวิทยำศำสตร์
ิ
ใช้ในกำรสืบเสำะหำควำมรู้ต่ำง ๆ เกี่ยวกับธรรมชำต แม้ว่ำจะมีกำรน ำกำรเรียนรู้แบบสืบเสำะมำใช้ในกำรเรียนรู้
วิทยำศำสตร์มำอย่ำงต่อเนื่องเป็นเวลำหลำยปี ปัจจุบันก็ยังปรำกฏควำมสับสนหลำยประกำรเกี่ยวกับกำร
เรียนรู้แบบสืบเสำะ ดังนี้
1. กำรสืบเสำะหำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และวัฏจักรกำรเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5E Learning Cycle) เป็นสิ่งเดียวกัน
่
2. กำรจัดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ต้องจัดแบบสืบเสำะหำควำมรู้เทำนั้น
ู้
ื
3. กำรเรียนรู้แบบสืบเสำะหำควำมรู้คอต้องให้ผเรียนเป็นผตั้งคำถำม และท ำกำรสืบเสำะเพื่อตอบคำถำมที่ตนตั้งไว้
ู้
ด้วยตัวเอง
ึ
ู้
4. กำรเรียนรู้แบบสบเสำะหำควำมรู้คอกำรมุ่งเน้นให้ผเรียนไดลงมือทำกิจกรรม (hands-on activity) เพื่อฝกฝน
้
ื
ื
ทักษะกระบวนกำรมำกกว่ำกำรสร้ำงองค์ควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์
ู้
ั
ี้
5. ควำมตนเตนสนุกสนำนของผเรียนระหว่ำงทำกิจกรรมเปนตวบ่งชระดบของกำรเรียนรู้แบบสบเสำะหำควำมรู้
ื
ั
็
้
ื่
ทำงวิทยำศำสตร์
ิ
ึ
ตำมมำตรฐำนวิทยำศำสตร์ศกษำแห่งชำตของประเทศสหรัฐอเมริกำ (National Science Education
ื
ิ
้
Standards) โดยสภำวิจัยแห่งชำต (NRC, 1996) ไดนิยำม “กำรสบเสำะหำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์” (Scientific Inquiry)
ึ
ิ
ว่ำเป็นกระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ที่นักวิทยำศำสตร์ใช้เพื่อศกษำปรำกฏกำรณต่ำง ๆทเกิดขึ้นในธรรมชำต และน ำเสนอ
์
ี่
ผลกำรศกษำนั้นตำมสำรสนเทศ หรือหลักฐำนต่ำง ๆ ที่รวบรวมไดกำรจัดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบ
ึ
้
ึ
ื
่
สบเสำะหำควำมรู้ จงหมำยถึงกำรให้ผเรียนมีสวนร่วมในกระบวนกำรเรียนรู้ของตนเอง เพื่อพัฒนำควำมรู้ควำมเข้ำใจใน
ู้
ี
ื
ั
ู่
เนื้อหำทำงวิทยำศำสตร์ควบคไปกับทกษะกระบวนกำรตำง ๆ ระหว่ำงกระบวนกำรสบเสำะหำควำมรู้แบบเดยวกัน กับท ี่
่
ั
นักวิทยำศำสตร์ใช้เพื่อทำควำมเข้ำใจปรำกฏกำรณตำมธรรมชำต จงกลำวไดว่ำ หัวใจส ำคญของกำรสืบเสำะหำควำมรู้ทำง
่
ึ
์
ิ
้
ู้
วิทยำศำสตร์ในชนเรียนก็คอ กำรให้ผเรียนไดใชกระบวนกำรในกำรสำรวจตรวจสอบ (Investigation Process) และ
้
้
ื
ั้
รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐำนต่ำง ๆ มำใช้อธิบำยปรำกฏกำรณ์หรือแก้ปัญหำ ข้อสงสัยทตนมีเพื่อให้เกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจใน
ี่
10
้
่
ั
ื
ู้
ี่
หลกกำรหรือเนื้อหำทำงวิทยำศำสตร์ ซึ่งกำรสบเสำะหำควำมรู้ทผเรียนไดทำระหว่ำงกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์มีสวนท ี่
คล้ำยคลึงกับวิธีกำรที่นักวิทยำศำสตร์ใช้ในกำรเรียนรู้สิ่งต่ำง ๆ
กำรสบเสำะหำควำมรู้ในห้องเรียนสำมำรถทำไดหลำยระดับ ตงแต่กำรทผู้สอนเปนผก ำหนด กำรส ำรวจตรวจสอบ
ู้
ั้
ี่
็
้
ื
ิ
ของผู้เรียน เพื่อตรวจสอบยืนยันสงทรู้มำแลวไปจนถึงกำรทผู้สอนเปดโอกำสให้ผเรียนออกแบบกำรสำรวจตรวจสอบอย่ำง
ิ่
้
ี่
ี่
ู้
้
์
ี่
ื
อิสระเพื่อสำรวจปรำกฏกำรณทยังไม่สำมำรถอธิบำยได กำรจดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์โดยให้ผเรียนใชกระบวนกำรสบ
ั
ู้
้
เสำะหำควำมรู้แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
1. กำรสืบเสำะแบบก ำหนดโครงสร้ำง
2. กำรสืบเสำะแบบกึ่งก ำหนดโครงสร้ำง
3. กำรสืบเสำะไม่ก ำหนดโครงสร้ำงโดยบทบำทของผู้สอนและผู้เรียนแต่ละระดับมีควำมแตกต่ำงกัน
ี่
่
้
ั
กำรจดกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ดวยกระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้แตละแบบนั้นมีข้อดีและข้อจ ำกัดทแตกต่ำงกัน
ื
ั
ู้
้
ั
ผสอนตองพิจำรณำระดบของกำรสบเสำะหำควำมรู้ตำมควำมเหมำะสมของเนื้อหำ เวลำในกำรจดกำรเรียนรู้ตำม
ควำมสำมำรถของผู้เรียน บริบทของห้องเรียนและโรงเรียน รวมถึงควำมมั่นใจของตัวผู้สอนเอง
สื่อกำรจัดกำรเรียนร/แหล่งเรียนร ู้
ู้
สื่อกำรจัดกำรเรียนร ู้
ี่
่
1. แบบฝกหัด/ใบงำน/ใบกิจกรรม เป็นเครื่องมือทชวยให้นักเรียนฝกทำกิจกรรมหรือทำกำรทดลองตำมขั้นตอน
ึ
ึ
กำรตอบคำถำมทอยู่ในกิจกรรมหรือทำยกำรทดลองจะชวยให้นักเรียนไดพัฒนำทกษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ เชน
่
่
ั
้
ี่
้
กำรสังเกต กำรวัด กำรค ำนวณ กำรจ ำแนกประเภท กำรจัดกระท ำข้อมูลและสื่อควำมหมำยข้อมูล กำรตั้งสมมติฐำน
์
2. สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศนูปกรณ เช่น ภำพต่ำง ๆ ภำพโปสเตอร์ วีดิทัศน์ และ สื่อดิจิทัล
3. วัสดุสิ้นเปลือง เช่น ดินน้ ำมัน แอลกอฮอล ไม้ขีดไฟ กระดำษเยื่อ เกลือ แป้ง ยำงรัดของ ลูกแก้ว
์
ุ
์
4. อุปกรณสำเร็จรูป เป็นอุปกรณทพัฒนำขึ้นเพื่อใชกับเนื้อหำในกำรสอนนี้โดยเฉพำะ เชน ชดสำธิตทำงเดนของ
ิ
์
่
้
ี่
ู้
แสง ชุดระบบสุริยะ ครูผสอนสำมำรถประดิษฐ์และสร้ำงให้เทียบเคียงเพื่อน ำมำใช้ในกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ได้
ี่
์
5. อุปกรณพื้นฐำนตำง ๆ ททกโรงเรียนตองมีอยู่แลว เชน บีกเกอร์ ตะเกียงแอลกอฮอล ทกั้นลมหลอดทดลอง
้
่
์
ี่
ุ
้
่
้
ั
ื
์
้
หลอดหยด หลอดฉีดยำ กรวย ฯลฯ หำกไม่สำมำรถจดหำได้สำมำรถเลอกใชวัสดุอุปกรณอื่นทดแทนไดแต่ครูผู้สอนต้องทำ
กำรทดสอบก่อนกำรน ำไปใช ้
้
์
ื
ี่
่
6. อุปกรณอื่นทจ ำเป็นตองจดหำเพื่อใช้ในกำรจดกำรเรียนรู้ในแตละเรื่อง เชน รูปภำพจำกหนังสอพิมพ์ พืช สตว์
่
ั
ั
ั
กระป๋องนม ดินและทรำย ขวดน้ ำพลำสติก
7. แหล่งเรียนรู้ สำมำรถเลือกใช้ได้ตำมบริบทของตนเองให้เหมำะสมกับเนื้อหำและกิจกรรมกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ นั้น
11
คุณภำพผู้เรียน
จบชั้นประถมศึกษำปีที่ 3
❖ เข้ำใจลักษณะทั่วไปของสิ่งมีชีวิตและกำรด ำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตรอบตัว
❖ เข้ำใจลักษณะที่ปรำกฏ ชนิดและสมบัติบำงประกำรของวัสดุที่ใช้ท ำวัตถุและกำรเปลี่ยนแปลงของวัสด ุ
รอบตัว
❖ เข้ำใจกำรดง กำรผลก แรงแม่เหลก และผลของแรงทมีตอกำรเปลยนแปลงกำรเคลอนทของวัตถุพลงงำน
็
ี่
ึ
ั
่
ี่
ั
ี่
ื่
ไฟฟ้ำ และกำรผลิตไฟฟ้ำ กำรเกิดเสียง แสงและกำรมองเห็น
ิ
์
ิ
ั
❖ เข้ำใจกำรปรำกฏของดวงอำทตย์ดวงจนทร์และดำว ปรำกฏกำรณกำรขึ้นและตกของดวงอำทตย์กำรเกิด
ิ
ื
ั
ิ
้
กลำงวันกลำงคน กำรก ำหนดทศ ลกษณะของหิน กำรจำแนกชนิดดนและกำรใชประโยชน์ลกษณะและ
ั
ควำมส ำคัญของอำกำศ กำรเกิดลม ประโยชน์และโทษของลม
❖ ตงคำถำมหรือก ำหนดปัญหำเกี่ยวกับสงทจะเรียนรู้ตำมทก ำหนดให้หรือตำมควำมสนใจสงเกต สำรวจ
ั้
ั
ี่
ี่
ิ่
ตรวจสอบโดยใชเครื่องมืออย่ำงง่ำย รวบรวมข้อมูล บันทก และอธิบำยผลกำรสำรวจตรวจสอบดวยกำรเขียน
้
ึ
้
หรือวำดภำพ และสื่อสำรสิ่งที่เรียนรู้ด้วยกำรเล่ำเรื่อง หรือด้วยกำรแสดงท่ำทำงเพื่อให้ผู้อื่นเข้ำใจ
❖ แก้ปัญหำอย่ำงง่ำยโดยใช้ขั้นตอนกำรแก้ปัญหำ มีทักษะในกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำร เบื้องตน
้
รักษำข้อมูลส่วนตัว
❖ แสดงควำมกระตอรือร้น สนใจทจะเรียนรู้มีควำมคดสร้ำงสรรคเกี่ยวกับเรื่องทจะศกษำตำมทก ำหนดให้
ึ
ี่
ื
ี่
์
ิ
ี่
หรือตำมควำมสนใจ มีส่วนร่วมในกำรแสดงควำมคิดเห็น และยอมรับฟังควำมคิดเห็นผู้อื่น
❖ แสดงควำมรับผิดชอบด้วยกำรท ำงำนที่ได้รับมอบหมำยอย่ำงมุ่งมั่น รอบคอบประหยัด ซื่อสัตย์จนงำน ล ล ว ง
ุ
่
เป็นผลส ำเร็จ และท ำงำนร่วมกับผู้อื่นอย่ำงมีควำมสุข
้
ี
ึ
❖ ตระหนักถึงประโยชน์ของกำรใชควำมรู้และกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ในกำรดำรงชวิต ศกษำหำควำมรู้
เพิ่มเติม ท ำโครงงำนหรือชิ้นงำนตำมที่ก ำหนดให้หรือตำมควำมสนใจ
จบชั้นประถมศึกษำปีที่ 6
ี่
ี
่
❖ เข้ำใจโครงสร้ำง ลกษณะเฉพำะกำรปรับตวของสงมีชวิต รวมทงควำมสมพันธ์ของสงมีชวิตในแหลงทอยู่
ิ่
ั
ั้
ี
ั
ั
ิ่
กำรท ำหน้ำที่ของส่วนต่ำง ๆ ของพืช และกำรท ำงำนของระบบย่อยอำหำรของมนุษย์
❖ เข้ำใจสมบัตและกำรจำแนกกลมของวัสด สถำนะและกำรเปลยนสถำนะของสสำรกำรละลำย กำร
ุ่
ุ
ี่
ิ
เปลี่ยนแปลงทำงเคมีกำรเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้และกำรแยกสำรอย่ำงง่ำย
12
❖ เข้ำใจลกษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลพธ์แรงเสยดทำน แรงไฟฟ้ำและผลของแรงตำง ๆ ผลทเกิด
ี่
ั
ั
ี
่
์
ั
้
ี
ั
ี่
่
จำกแรงกระทำตอวัตถุควำมดน หลกกำรทมีตอวัตถุวงจรไฟฟ้ำอย่ำงง่ำยปรำกฏกำรณเบื้องตนของเสยง และ
่
แสง
ี่
ั
์
์
❖ เข้ำใจปรำกฏกำรณกำรขึ้นและตก รวมถึงกำรเปลยนแปลงรูปร่ำงปรำกฏของดวงจนทร์องคประกอบของ
ุ่
ุ
่
ระบบสริยะ คำบกำรโคจรของดำวเครำะห์ควำมแตกตำงของดำวเครำะห์และดำวฤกษ์กำรขึ้นและตกของกลม
ดำวฤกษ์กำรใช้แผนที่ดำว กำรเกิดอุปรำคำพัฒนำกำรและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกำศ
❖ เข้ำใจลกษณะของแหลงน้ ำวัฏจกรน้ ำ กระบวนกำรเกิดเมฆ หมอก น้ ำคำงน้ ำคำงแข็ง หยำดน้ ำฟ้ำ
่
ั
ั
้
้
ั
ึ
กระบวนกำรเกิดหิน วัฏจกรหิน กำรใชประโยชน์หินและแร่ กำรเกิดซำกดกดำบรรพ์กำรเกิดลมบก ลมทะเล
้
มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชำติธรณีพิบัติภัยกำรเกิดและผลกระทบของปรำกฏกำรณ์เรือน กระจก
ิ
ื่
้
้
ุ
❖ คนหำข้อมูลอย่ำงมีประสทธิภำพและประเมินควำมน่ำเชอถือ ตดสนใจเลอกข้อมูลใชเหตผลเชงตรรกะใน
ิ
ิ
ั
ื
ิ
กำรแก้ปัญหำ ใชเทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสอสำรในกำรทำงำนร่วมกันเข้ำใจสทธิและหน้ำทของตน เคำรพ
ื่
้
ี่
สิทธิของผู้อื่น
❖ ตงคำถำมหรือก ำหนดปัญหำเกี่ยวกับสงทจะเรียนรู้ตำมทก ำหนดให้หรือตำมควำมสนใจ คำดคะเนคำตอบ
ี่
ี่
ั้
ิ่
หลำยแนวทำง สร้ำงสมมตฐำนทสอดคลองกับคำถำมหรือปัญหำทจะสำรวจตรวจสอบ วำงแผนและสำรวจ
ี่
ิ
ี่
้
ตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสำรสนเทศที่เหมำะสม ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิง ปริมำณ
และคุณภำพ
❖ วิเครำะห์ข้อมูล ลงควำมเห็น และสรุปควำมสมพันธ์ของข้อมูลทมำจำกกำรสำรวจตรวจสอบในรูปแบบท ี่
ี่
ั
เหมำะสม เพื่อสื่อสำรควำมรู้จำกผลกำรส ำรวจตรวจสอบได้อย่ำงมีเหตุผลและหลักฐำนอ้ำงอิง
❖ แสดงถึงควำมสนใจ มุ่งมั่น ในสงทจะเรียนรู้ มีควำมคดสร้ำงสรรคเกี่ยวกับเรื่องทจะศกษำตำมควำมสนใจ
ี่
ี่
์
ิ
ิ่
ึ
ของตนเอง แสดงควำมคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐำนอ้ำงอิง และรับฟังควำมคิดเห็นผู้อื่น
❖ แสดงควำม รับผดชอบดวยกำรทำงำนทไดรับมอบหมำยอย่ำงมุ่งมั่นรอบคอบ ประหยัด ซื่อสตย์จนงำน
้
ี่
ั
้
ิ
ลุล่วงเป็นผลส ำเร็จ และท ำงำนร่วมกับผู้อื่นอย่ำงสร้ำงสรรค ์
❖ ตระหนักในคณคำของควำมรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีใชควำมรู้และกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ใน
ุ
้
่
กำรดำรงชวิต แสดงควำมชนชม ยกย่อง และเคำรพสทธิในผลงำนของผคดคนและศกษำหำควำมรู้เพิ่มเตม ทำ
ิ
ิ
้
ี
ิ
ื่
ู้
ึ
โครงงำนหรือชิ้นงำนตำมที่ก ำหนดให้หรือตำมควำมสนใจ
❖ แสดงถึงควำมซำบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤตกรรมเกี่ยวกับกำรใชกำรดแลรักษำทรัพยำกรธรรมชำตและ
้
ิ
ู
ิ
สิ่งแวดล้อมอย่ำงรู้คุณค่ำ
13
ตัวชี้วัดและสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1
สำระที่ 1 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ
ี
ี
ิ
มำตรฐำน ว 1.2 เข้ำใจสมบัตของสงมีชวิต หน่วยพื้นฐำนของสงมีชวิต กำรลำเลยงสำรเข้ำและออกจำก เซลล์
ิ่
ี
ิ่
ควำมสัมพันธ์ของโครงสร้ำงและหน้ำที่ของระบบต่ำง ๆ ของสตว์และมนุษย์ที่ท ำงำนสัมพันธ์กัน ควำมสมพันธ์ของโครงสร้ำง
ั
ั
และหน้ำที่ของอวัยวะต่ำง ๆ ของพืชที่ท ำงำนสัมพันธ์กัน รวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ั
1. เปรียบเทียบรูปร่ำง ลักษณะ และโครงสร้ำงของ - เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐำนของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตบำงชนิดมีเซลล ์
์
์
เซลล์พืชและเซลลสัตว์ รวมทั้งบรรยำยหน้ำที่ของ เพียงเซลล์เดียว เช่น อะมีบำ พำรำมีเซียม ยีสต บำงชนิดมีหลำย
์
์
์
ผนังเซลล เยื่อหุ้มเซลล ไซโทพลำซึม นิวเคลียส เซลล เช่น พืช สัตว์
แวคิวโอลไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลำสต - โครงสร้ำงพื้นฐำนที่พบทั้งในเซลล์พืชและเซลลสตว์ และ
์
ั
์
สำมำรถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล ์
ไซโทพลำซึม และนิวเคลียส โครงสร้ำงที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบ
ในเซลล์สตว์ ได้แก่ ผนังเซลลและคลอโรพลำสต ์
์
ั
- โครงสร้ำงต่ำง ๆ ของเซลล์มีหน้ำที่แตกต่ำงกัน
ี่
์
- ผนังเซลล ท ำหน้ำทให้ควำมแข็งแรงแก่เซลล ์
์
์
ุ
้
2. ใช้กล้องจลทรรศน์ใชแสงศึกษำเซลล์ และ - เยื่อหุ้มเซลล ท ำหน้ำที่ห่อหุ้มเซลลและควบคุมกำรล ำเลียง
โครงสร้ำงต่ำง ๆ ภำยในเซลล ์ สำรเข้ำและออกจำกเซลล ์
- นิวเคลียส ทำหน้ำที่ควบคุมกำรทำงำนของเซลล ์
- ไซโทพลำซึม มีออร์แกเนลล์ที่ท ำหน้ำที่แตกต่ำงกัน
- แวคิวโอล ท ำหน้ำที่เก็บน้ ำและสำรต่ำง ๆ
ี่
- ไมโทคอนเดรีย ทำหน้ำทเกี่ยวกับกำรสลำยสำรอำหำรเพื่อให้ได ้
พลังงำนแก่เซลล ์
- คลอโรพลำสต์ เป็นแหล่งที่เกิดกำรสังเครำะห์ด้วยแสง
3. อธิบำยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงรูปร่ำง กับกำรท ำ - เซลลของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่ำง ลักษณะ ที่หลำกหลำย และมีควำม
์
ี่
หน้ำที่ของเซลล ์ เหมำะสมกับหน้ำทของเซลล์นั้น เช่น เซลล์ประสำทส่วนใหญ่ มี
เส้นใยประสำทเป็นแขนงยำว น ำกระแสประสำทไปยังเซลล์อื่น ๆ
ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์ขนรำก เป็นเซลลผิวของรำกที่มีผนังเซลล ์
์
และเยื่อหุ้มเซลล์ยื่นยำวออกมำ ลักษณะคล้ำยขนเส้นเล็ก ๆ เพื่อ
เพิ่มพื้นที่ผิวในกำรดูดน้ ำและธำตุอำหำร
14
ตัวชี้วัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ั
ิ่
ี
4. อธิบำยกำรจดระบบของสงมีชวิต โดยเริ่มจำก - พืชและสตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลำยเซลล์มีกำรจัดระบบ โดยเริ่มจำก
ั
์
เซลล เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ จนเป็นสิ่งมีชีวิต เซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ และสิ่งมีชีวิต
ตำมล ำดับ เซลล์หลำยเซลล์มำรวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อหลำย
ชนิดมำรวมกันและท ำงำนร่วมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะต่ำง ๆ
ท ำงำนร่วมกันเป็นระบบอวัยวะ ระบบอวัยวะทุกระบบท ำงำน
ร่วมกันเป็นสิ่งมีชีวิต
้
์
5. อธิบำยกระบวนกำรแพร่และออสโมซิสจำก - เซลลมีกำรน ำสำรเขำสู่เซลล เพื่อใช้ในกระบวนกำรต่ำง ๆ ของ
์
์
ิ
ั
ั
หลกฐำนเชงประจกษ์ และยกตวอย่ำงกำรแพร่และ เซลล และมีกำรขจัดสำรบำงอย่ำงที่เซลล์ไม่ต้องกำรออกนอก
ั
์
ออสโมซิสในชีวิตประจ ำวัน เซลล กำรน ำสำรเข้ำและออกจำกเซลล์มีหลำยวิธี เช่น กำรแพร่
เป็นกำรเคลื่อนที่ของสำรจำกบริเวณที่มีควำมเข้มข้นของสำรสูง
ไปสู่บริเวณที่มีควำมเข้มข้นของสำรตำ ส่วนออสโมซิส เป็นกำร
่
์
แพร่ของน้ ำ ผ่ำนเยื่อหุ้มเซลล จำกด้ำนที่มีควำมเข้มข้นของ
สำรละลำยต่ ำไปยังด้ำนที่มีควำมเข้มข้นของสำรละลำยสูงกว่ำ
้
ั
็
6. ระบุปัจจยที่จำเปนในกำรสังเครำะห์ดวยแสงและ - กระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสงของพืชที่เกิดขึ้นในคลอโรพ
้
ี่
้
์
์
ั
ิ
ผลผลตทเกิดขึ้นจำกกำรสงเครำะห์ดวยแสง โดยใช ลำสต จ ำเป็นต้องใช้แสง แก๊สคำร์บอนได-ออกไซด คลอโรฟิลล ์
ิ
หลักฐำนเชิงประจักษ์ และน้ ำ ผลผลตที่ได้จำก
กำรสังเครำะห์ด้วยแสง ได้แก่ น้ ำตำลและแก๊สออกซิเจน
ั
ั
ั
้
ั
7. อธิบำยควำมสำคญของกำรสงเครำะห์ดวยแสง - กำรสงเครำะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนกำรที่ส ำคญต่อสิ่งมีชีวิต
ของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพรำะเป็นกระบวนกำรเดียว ที่สำมำรถน ำ
พลังงำนแสงมำเปลี่ยนเป็นพลังงำนในรูปสำรประกอบอินทรีย์
ี่
่
ุ
่
8. ตระหนักในคณคำของพืชทมีตอสงมีชวิตและ และเก็บสะสมในรูปแบบต่ำง ๆ ในโครงสร้ำงของพืช พืชจึงเป็น
ี
ิ่
สิ่งแวดล้อม โดยกำรร่วมกันปลูกและดูแลรักษำต้นไม้ แหล่งอำหำรและพลังงำนที่ส ำคัญของสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจำกนี้
ในโรงเรียนและชุมชน กระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสงยังเป็นกระบวนกำรหลักในกำร
ี
สร้ำงแก๊สออกซิเจนให้กับบรรยำกำศเพื่อให้สิ่งมีชวิตอื่น ใช้ใน
กระบวนกำรหำยใจ
15
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ี่
9. บรรยำยลักษณะและหน้ำทของไซเล็มและโฟล - พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อมีลักษณะคล้ำยท่อ เรียง
เอ็ม ตัวกันเป็นกลุ่มเฉพำะท โดยไซเล็มทำหน้ำที่ลำเลียงน้ ำและธำต ุ
ี่
อำหำร มีทศทำงลำเลียงจำกรำกไปสล ำต้น ใบ และส่วนต่ำง ๆ
ู่
ิ
10. เขียนแผนภำพที่บรรยำยทศทำงกำรลำเลียงสำร ของพืช เพื่อใชในกำรสังเครำะห์ด้วยแสงรวมถึงกระบวนกำรอื่น
้
ิ
้
ในไซเล็มและโฟลเอ็มของพืช ๆ ส่วนโฟลเอ็มท ำหน้ำที่ล ำเลียงอำหำรที่ไดจำกกำรสังเครำะห์
ด้วยแสง มีทิศทำงล ำเลียงจำกบริเวณที่มีกำรสังเครำะห์ด้วยแสง
ไปสู่ส่วนต่ำง ๆ ของพืช
11. อธิบำยกำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศ และไม่อำศัย - พืชดอกทุกชนิดสำมำรถสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศได และบำงชนิด
้
เพศของพืชดอก สำมำรถสืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศได ้
12. อธิบำยลักษณะโครงสร้ำงของดอกที่มีส่วนท ำให้ - กำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศเป็นกำรสืบพันธุ์ที่มีกำรผสมกันของ
ู
เกิดกำรถ่ำยเรณ รวมทั้งบรรยำย กำรปฏิสนธิของพืช สเปิร์มกับเซลล์ไข่ กำรสืบพันธุ์ แบบอำศัยเพศของพืชดอกเกิดขึ้น
ดอก กำรเกิดผลและเมล็ด กำรกระจำยเมล็ด และ ที่ดอก โดยภำยในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณ ซึ่งท ำหน้ำท ี่
ู
กำรงอกของเมล็ด สร้ำงสเปิร์ม มีถุงเอ็มบริโอ ท ำหน้ำทสร้ำงเซลล์ไข่
ี่
ื
- กำรสืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศ เป็นกำรสบพันธุ์ที่พืชต้นใหม่
ไม่ได้เกิดจำกกำรปฏิสนธิระหว่ำงสเปิร์ม กับเซลล์ไข่ แต่เกิดจำก
ส่วนต่ำง ๆ ของพืช เช่น รำก ล ำต้น ใบ มีกำรเจริญเติบโตและ
พัฒนำขึ้นมำ เป็นต้นใหม่ได ้
- กำรถ่ำยเรณ คือ กำรเคลื่อนย้ำยของเรณูจำกอับเรณูไปยังยอด
ู
เกสรเพศเมีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและโครงสร้ำงของดอก เช่น
สีของกลีบดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย
- กำรถ่ำยเรณจะน ำไปสู่กำรปฏิสนธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอ
ู
13. ตระหนักถึงควำมส ำคัญของสัตว์ที่ช่วยในกำร ภำยในออวุล หลังกำรปฏิสนธิจะได้ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซ
ถ่ำยเรณูของพืชดอก โดยกำรไม่ท ำลำยชีวิตของสตว์ โกตจะพัฒนำต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนำไปเป็นเมล็ด และ
ั
ที่ช่วยในกำรถ่ำยเรณ ู รังไข่พัฒนำไปเป็นผล
ู
- กำรถ่ำยเรณจะน ำไปสู่กำรปฏิสนธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอ
ภำยในออวุล หลังกำรปฏิสนธิจะได้ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซ
โกตจะพัฒนำต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนำไปเป็นเมล็ด และ
รังไข่พัฒนำไปเป็นผล
16
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
็
- ผลและเมลดมีกำรกระจำยออกจำกต้นเดิม โดยวิธีกำรต่ำง ๆ
เมื่อเมล็ดไปตกในสภำพแวดล้อมที่เหมำะสมจะเกิดกำรงอกของ
เมล็ด โดยเอ็มบริโอภำยในเมล็ดจะเจริญออกมำ โดยระยะแรกจะ
้
อำศัยอำหำรที่สะสมภำยในเมล็ด จนกระทั่งใบแทพัฒนำ จน
ี่
สำมำรถสังเครำะห์ด้วยแสงได้เต็มท และสร้ำงอำหำรได้เอง
ี่
ี่
14. อธิบำยควำมส ำคัญของธำตุอำหำรบำงชนิดทมี - พืชต้องกำรธำตุอำหำรทจ ำเป็นหลำยชนิดในกำรเจริญเติบโต
ผลต่อกำรเจริญเติบโตและกำรด ำรงชีวิตของพืช และกำรด ำรงชีวิต
- พืชต้องกำรธำตุอำหำรบำงชนิดในปริมำณมำก ได้แก่
15. เลือกใชปุ๋ยที่มีธำตุอำหำรเหมำะสมกับพืชใน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และ
้
สถำนกำรณ์ที่ก ำหนด ก ำมะถัน ซึ่งในดินอำจมีไม่เพียงพอ ส ำหรับกำรเจริญเติบโตของ
พืช จึงต้องมีกำรให้ธำตุอำหำรในรูปของปุ๋ยกับพืชอย่ำงเหมำะสม
16. เลือกวิธีกำรขยำยพันธุ์พืชให้เหมำะสมกับควำม - มนุษย์สำมำรถน ำควำมรู้เรื่องกำรสืบพันธุ์ แบบอำศัยเพศและ
ต้องกำรของมนุษย์ โดยใช้ควำมรู้เกี่ยวกับกำร ไม่อำศัยเพศ มำใช้ในกำรขยำยพันธุ์เพื่อเพิ่มจ ำนวนพืช เช่น กำร
็
สืบพันธุ์ของพืช ใช้เมลดที่ได้จำกกำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศมำเพำะเลี้ยง วิธีกำรนี้
จะได้พืชในปริมำณมำก แต่อำจมีลักษณะที่แตกต่ำงไป
17. อธิบำยควำมสำคัญของเทคโนโลยี จำกพ่อแม่ ส่วนกำรตอนกิ่ง กำรปักช ำ กำรต่อกิ่ง กำรติดตำ กำร
กำรเพำะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในกำรใช้ประโยชน์ด้ำน ทำบกิ่ง กำรเพำะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นกำรน ำควำมรู้เรื่องกำร
ต่ำง ๆ สืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศของพืชมำใช้ในกำรขยำยพันธุ์ เพื่อให้ได ้
พืชที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิม ซึ่งกำรขยำยพันธุ์แต่ละวิธี มี
ขั้นตอนแตกต่ำงกัน จึงควรเลือกให้เหมำะสมกับควำมต้องกำร
ของมนุษย์
18. ตระหนักถึงประโยชน์ของกำรขยำยพันธุ์พืช โดย โดยต้องค ำนึงถึงชนิดของพืชและลักษณะกำรสืบพันธุ์ของพืช
กำรน ำควำมรู้ไปใช้ในชีวิตประจ ำวัน - เทคโนโลยีกำรเพำะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นกำรน ำควำมรู้เกี่ยวกับ
ปัจจัยทจ ำเป็นต่อกำรเจริญเติบโตของพืชมำใช้ในกำรเพิ่มจ ำนวน
ี่
พืช และท ำให้พืชสำมำรถเจริญเติบโตได้ในหลอดทดลอง ซึ่งจะได ้
พืชจ ำนวนมำกในระยะเวลำสั้น และสำมำรถน ำเทคโนโลยีกำร
เพำะเลี้ยงเนื้อเยื่อมำประยุกต์ เพื่อกำรอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีควำมส ำคัญทำงเศรษฐกิจ กำรผลิตยำและ
สำระส ำคัญในพืช และอื่น ๆ
17
ิ
สำระที่ 2 วทยำศำสตร์กำยภำพ
ิ
ั
์
มำตรฐำน ว 2.1 เข้ำใจสมบัตของสสำร องคประกอบของสสำร ควำมสมพันธ์ระหว่ำงสมบัตของสสำรกับ
ิ
ิ
ั
โครงสร้ำงและแรงยึดเหนี่ยวระหว่ำงอนุภำค หลกและธรรมชำตของกำรเปลยนแปลงสถำนะของสสำร กำรเกิดสำรละลำย
ี่
และกำรเกิดปฏิกิริยำเคมี
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ั
ี่
1. อธิบำยกำรแยกสำรผสมโดยกำรระเหยแห้ง ตัวละลำยและตัวท ำละลำยทเป็นของเหลวที่มีจุดเดือด
ึ
ั่
กำรตกผลก กำรกลนอย่ำงง่ำย โครมำโทกรำฟีแบบ ต่ำงกันมำก วิธีนี้จะแยกของเหลวบริสุทธิ์ออกจำกสำรละลำย
ั
้
้
กระดำษ กำรสกัดดวยตัวทำละลำย โดยใชหลกฐำน โดยให้ควำมร้อนกับสำรละลำย ของเหลวจะเดือดและกลำยเป็น
เชิงประจักษ์ ไอแยกจำกสำรละลำยแล้วควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้ง
ขณะที่ของเหลวเดือด อุณหภูมิของไอจะคงที่ โครมำโทกรำฟี
แบบกระดำษเป็นวิธีกำรแยกสำรผสมที่มีปริมำณน้อยโดยใช ้
แยกสำรที่มีสมบัติกำรละลำยในตัวท ำละลำยและกำรถูกดูดซับ
ื่
ด้วยตัวดูดซับแตกต่ำงกัน ท ำให้สำรแต่ละชนิดเคลอนที่ไปบนตัว
่
ดูดซับได้ต่ำงกัน สำรจึงแยกออกจำกกันได้ อัตรำสวนระหว่ำง
ึ
2. แยกสำรโดยกำรระเหยแห้ง กำรตกผลกกำร ระยะทำงที่สำรองค์ประกอบแต่ละชนิดเคลื่อนที่ได้บนตัวดูดซับ
กลนอย่ำงง่ำย โครมำโทกรำฟีแบบกระดำษกำรสกัด กับระยะทำงที่ตัวท ำละลำยเคลื่อนที่ได้ เป็นค่ำเฉพำะตัวของ
ั่
ด้วยตัวท ำละลำย สำรแต่ละชนิดในตัวท ำละลำยและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ กำรสกัด
ด้วยตัวท ำละลำย เป็นวิธีกำรแยกสำรผสมที่มีสมบัติกำรละลำย
่
ใน ตัวท ำละลำยที่ตำงกันโดยชนิดของตัวท ำละลำยมีผลต่อชนิด
ั่
และปริมำณของสำรที่สกัดได้ กำรสกัดโดยกำรกลนด้วยไอน้ ำ
ใช้แยกสำรที่ระเหยง่ำย ไม่ละลำยน้ ำ และไม่ท ำปฏิกิริยำกับน้ ำ
ออกจำกสำรที่ระเหยยำก โดยใช้ไอน้ ำเป็นตัวพำ
18
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
3. น ำวิธีกำรแยกสำรไปใช้แก้ปัญหำในชีวิตประจ ำวันโดย • ควำมรู้ด้ำนวิทยำศำสตร์เกี่ยวกับกำรแยกสำรบูรณำกำร
ิ
บูรณำกำรวิทยำศำสตร์คณตศำสตร์ เทคโนโลยีและ กับคณิตศำสตร์เทคโนโลยีโดยใช้กระบวนกำรทำงวิศวกรรม
วิศวกรรมศำสตร์ สำมำรถน ำไปใชแก้ปัญหำในชีวิตประจ ำวันหรือปัญหำที่พบ
้
ในชุมชนหรือสร้ำงนวัตกรรม
- ระบุปัญหำในชีวิตประจ ำวันที่เกี่ยวกับกำรแยกสำรโดยใช ้
สมบัติทำงกำยภำพ หรือนวัตกรรมที่ต้องกำรพัฒนำ โดยใช ้
หลักกำรดังกล่ำว
- รวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับกำรแยกสำรโดยใช ้
สมบัติทำงกำยภำพที่สอดคล้องกับปัญหำที่ระบุ หรือ
น ำไปสู่กำรพัฒนำนวัตกรรมนั้น
- ออกแบบวิธีกำรแก้ปัญหำ หรือพัฒนำนวัตกรรมท ี่
เกี่ยวกับกำรแยกสำรในสำรผสม โดยใชสมบัตทำงกำยภำพ
ิ
้
โดยเชื่อมโยงควำมรู้ด้ำนวิทยำศำสตร์คณตศำสตร์
ิ
เทคโนโลยีและกระบวนกำรทำงวิศวกรรมรวมทั้งก ำหนด
และควบคุมตัวแปรอย่ำงเหมำะสม
- วำงแผนและด ำเนินกำรแก้ปัญหำ หรือพัฒนำนวัตกรรม
ื่
รวบรวมข้อมูล จัดกระท ำข้อมูลและเลือกวิธีกำรสอ
ี่
ควำมหมำยทเหมำะสมในกำรน ำเสนอผล
- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีกำรแก้ปัญหำหรือ
นวัตกรรมที่พัฒนำขึ้น โดยใช้หลักฐำนเชิงประจักษ์ท ี่
รวบรวมได ้
- น ำเสนอวิธีกำรแก้ปัญหำ หรือผลของนวัตกรรมท ี่
พัฒนำขึ้น และผลที่ได้โดยใช้วิธีกำรสื่อสำรที่เหมำะสมและ
น่ำสนใจ
19
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
4. ออกแบบกำรทดลองและทดลองในกำรอธิบำยผลของ - สำรละลำยอำจมีสถำนะเป็นของแข็ง ของเหลว และ
ชนิดตัวละลำย ชนิดตัวท ำละลำย อุณหภูมิที่มีต่อสภำพ แก๊ส สำรละลำยประกอบด้วยตัวทำละลำย และตว
ั
ี
ี
ละลำยได้ของสำร รวมทั้งอธิบำยผลของควำมดันที่มีต่อ ละลำย กรณสำรละลำยเกิดจำกสำรที่มีสถำนะเดยวกัน
ั
สภำพละลำยได้ของสำร โดยใช้สำรสนเทศ สำรที่มีปริมำณมำกทสุดจดเป็นตัวท ำละลำย กรณ ี
ี่
สำรละลำยเกิดจำกสำรที่มีสถำนะต่ำงกัน สำรที่มีสถำนะ
เดียวกันกับสำรละลำยจัดเป็นตัวท ำละลำย
- สำรละลำยที่ตัวละลำยไม่สำมำรถละลำยในตัวท ำ
ละลำยได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่ำสำรละลำยอิ่มตัว
- สภำพละลำยได้ของสำรในตัวท ำละลำย เป็นค่ำที่บอก
ปริมำณของสำรทละลำยได้ในตัวท ำละลำย 100 กรัม จน
ี่
ได้สำรละลำยอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและควำมดันหนึ่ง ๆ
สภำพละลำยได้ของสำรบ่งบอกควำมสำมำรถในกำร
ละลำยได้ของตัวละลำย ในตัวท ำละลำย ซึ่ง
ควำมสำมำรถในกำรละลำยของสำรขึ้นอยู่กับชนิดของตัว
ท ำละลำยและตัวละลำย อุณหภูมิ และควำมดัน
- สำรชนิดหนึ่ง ๆ มีสภำพละลำยได้แตกต่ำงกันในตัวท ำ
่
ละลำยที่แตกต่ำงกัน และสำรตำงชนิดกัน มีสภำพ
ละลำยได้ในตัวท ำละลำยหนึ่ง ๆ ไม่เท่ำกัน
- เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สำรส่วนมำก สภำพละลำยได้ของ
สำรจะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊สเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภำพกำร
ละลำยได้จะลดลง ส่วนควำมดันมีผลต่อแก๊ส โดยเมื่อ
ควำมดันเพิ่มขึ้น สภำพละลำยได้จะสูงขึ้น
- ควำมรู้เกี่ยวกับสภำพละลำยไดของสำร เมื่อ
้
เปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลำย ตัวท ำละลำย และอุณหภูมิ
้
สำมำรถน ำไปใชประโยชน์ในชีวิตประจ ำวัน เช่น กำรท ำ
น้ ำเชื่อมเข้มข้น กำรสกัดสำรออกจำกสมุนไพรให้ได ้
ี่
ปริมำณมำกทสุด
20
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ั
5. ระบุปริมำณตัวละลำยในสำรละลำย ในหน่วยควำม - ควำมเข้มข้นของสำรละลำย เปนกำรระบุปริมำณ ตว
ั
็
เข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมำตรต่อปริมำตร มวลต่อมวล และ ละลำยในสำรละลำย หน่วยควำมเข้มข้นมีหลำยหน่วย ท ี่
มวลต่อปริมำตร นิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละ ปริมำตรต่อปริมำตร มวล
ต่อมวล และมวลต่อปริมำตร
- ร้อยละโดยปริมำตรตอปริมำตร เป็นกำรระบุปริมำตร
่
ตวละลำยในสำรละลำย 100 หน่วยปริมำตรเดยวกัน
ั
ี
นิยมใช้กับสำรละลำยที่เป็นของเหลวหรือแก๊ส
- ร้อยละโดยมวลตอมวล เปนกำรระบุมวลตวละลำยใน
่
็
ั
ี
้
สำรละลำย 100 หน่วยมวลเดยวกัน นิยมใชกับ
6. ตระหนักถึงควำมส ำคัญของกำรน ำควำมรู้เรื่องควำม สำรละลำยที่มีสถำนะเป็นของแข็ง
่
เข้มขนของสำรไปใช้ โดยยกตัวอย่ำงกำรใช้สำรละลำยใน - ร้อยละโดยมวลตอปริมำตร เป็นกำรระบุมวล ตว
ั
้
้
ชีวิตประจ ำวันอย่ำงถูกต้องและปลอดภัย ละลำยในสำรละลำย 100 หน่วยปริมำตร นิยมใชกับ
ี่
ั
ั
สำรละลำยทมีตวละลำยเป็นของแข็ง ในตวทำละลำยท ี่
เป็นของเหลว
ี
- กำรใชสำรละลำย ในชวิตประจำวัน ควรพิจำรณำจำก
้
์
ุ
ควำมเข้มข้นของสำรละลำย ขึ้นอยู่กับจดประสงคของ
กำรใช้งำน และผลกระทบต่อสิ่งชีวิตและสิ่งแวดล้อม
21
ิ
สำระที่ 2 วทยำศำสตร์กำยภำพ
มำตรฐำน ว 2.2 เข้ำใจธรรมชำติของแรงในชีวิตประจ ำวัน ผลของแรงที่กระท ำต่อวัตถุ ลักษณะกำรเคลื่อนท ี่
ุ
แบบต่ำง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
่
1. สร้ำงแบบจำลองที่อธิบำยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงควำม - เมื่อวัตถุอยู่ในอำกำศจะมีแรงที่อำกำศกระท ำตอวัตถุใน
ดันอำกำศกับควำมสูงจำกพื้นโลก ทุกทิศทำง แรงที่อำกำศกระท ำต่อวัตถุขึ้นอยู่กับขนำด
พื้นที่ของวัตถุนั้น แรงที่อำกำศกระท ำตงฉำกกับผววัตถุ
ิ
ั้
ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เรียกว่ำควำมดันอำกำศ
- ควำมดันอำกำศมีควำมสัมพันธ์กับควำมสูงจำกพื้นโลก
ี่
โดยบริเวณทสูงจำกพื้นโลกขึ้นไป อำกำศเบำบำงลง มวล
อำกำศน้อยลง ควำมดันอำกำศก็จะลดลง
สำระที่ 2 วิทยำศำสตร์กำยภำพ
้
ั
ี่
ั
ั
มำตรฐำน ว 2.3 เขำใจควำมหมำยของพลงงำน กำรเปลยนแปลงและกำรถ่ำยโอนพลงงำน ปฏิสมพันธ์ระหว่ำง
์
ี่
ิ
ี
ื่
ั
ื่
ั
ี
สสำร และพลงงำน พลงงำนในชวิตประจำวัน ธรรมชำตของคลน ปรำกฏกำรณทเกี่ยวข้องกับเสยง แสง และคลน
แม่เหล็กไฟฟ้ำรวมทั้งน ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
1. วิเครำะห์ แปลควำมหมำยข้อมูล และค ำนวณปริมำณ - เมื่อสสำรได้รับหรือสูญเสียควำมร้อนอำจท ำให้สสำรเปลี่ยน
ควำมร้อนที่ท ำให้สสำรเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยน อุณหภูมิ เปลี่ยนสถำนะ หรือเปลี่ยนรูปร่ำง
สถำนะ โดยใชสมกำร - ปริมำณควำมร้อนที่ท ำให้สสำรเปลี่ยนอุณหภูมิขนกับมวล
้
ึ้
Q = mcΔt และ ควำมร้อนจ ำเพำะ และอุณหภูมิ ที่เปลี่ยนไป
ี่
ี่
Q = mL - ปริมำณควำมร้อนททำให้สสำรเปลยนสถำนะขึ้นกับมวล
ี่
ี่
2. ใช้เทอร์มอมิเตอร์ในกำรวัดอุณหภูมิของสสำร และควำมร้อนแฝงจำเพำะ โดยขณะทสสำรเปลยนสถำนะ
อุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง
3. สร้ำงแบบจำลองทอธิบำยกำรขยำยตวหรือหดตัวของ - ควำมร้อนทำให้สสำรขยำยตวหรือหดตวได เนื่องจำกเมื่อ
้
ี่
ั
ั
ั
ื่
สสำรเนื่องจำกได้รับหรือสูญเสียควำมร้อน สสำรไดรับควำมร้อนจะทำให้อนุภำคเคลอนทเร็วขึ้น ทำให้
ี่
้
เกิดกำร
22
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
4. ตระหนักถึงประโยชน์ของควำมรู้ของกำรหดและ ขยำยตัวแต่เมื่อสสำรคำยควำมร้อนจะท ำให้อนุภำคเคลื่อนท ี่
ขยำยตัวของสสำรเนื่องจำกควำมร้อน โดยวิเครำะห์ ช้ำลง ทำให้เกิดกำรหดตัว
สถำนกำรณ์ปัญหำ และเสนอแนะวิธีกำรน ำควำมรู้มำ - ควำมรู้เรื่องกำรหดและขยำยตัวของ
แก้ปัญหำในชีวิตประจ ำวัน สสำรเนื่องจำกควำมร้อนน ำไปใช้ประโยชน์ได้ด้ำนต่ำง ๆ เช่น
กำรสร้ำงถนน กำรสร้ำงรำงรถไฟ กำรท ำเทอร์มอมิเตอร์
5. วิเครำะห์สถำนกำรณ์กำรถ่ำยโอนควำมร้อนและ - ควำมร้อนถ่ำยโอนจำกสสำรที่มีอุณหภูมิสูงกว่ำ ไปยังสสำรท ี่
ค ำนวณปริมำณควำมร้อนที่ถ่ำยโอนระหว่ำงสสำรจนเกิด มีอุณหภูมิต่ ำกว่ำจนกระทั่งอุณหภูมิของสสำรทั้งสองเท่ำกัน
สมดุล สภำพที่สสำรทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ำกัน เรียกว่ำ สมดุลควำม
ควำมร้อนโดยใช้สมกำร Q สูญเสีย = Q ได้รับ ร้อน
- เมื่อมีกำรถ่ำยโอนควำมร้อนจำกสสำรที่มีอุณหภูมิต่ำงกัน
ุ
จนเกิดสมดลควำมร้อน ควำมร้อนที่เพิ่มขึ้นของสสำรหนึ่งจะ
เท่ำกับควำมร้อนที่ลดลงของอีกสสำรหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตำมกฎ
กำรอนุรักษ์พลังงำน
6. สร้ำงแบบจำลองทอธิบำยกำรถ่ำยโอนควำมร้อนโดย -กำรถ่ำยโอนควำมร้อนมี 3 แบบ คือ กำรน ำควำมร้อน กำร
ี่
่
กำรน ำควำมร้อน กำรพำควำมร้อน กำรแผรังสควำม พำควำมร้อน และกำรแผ่รังสีควำมร้อน กำรน ำควำมร้อนเป็น
ี
ร้อน กำรถ่ำยโอนควำมร้อนที่อำศัยตัวกลำง โดยที่ตัวกลำงไม่
ี่
เคลื่อนท กำรพำควำมร้อนเป็นกำรถ่ำยโอนควำมร้อนที่อำศัย
ตัวกลำง โดย
์
ี
7. ออกแบบ เลอกใช และสร้ำงอุปกรณ เพื่อแก้ปัญหำ ที่ตัวกลำงเคลื่อนที่ไปด้วย ส่วนกำรแผ่รังสควำมร้อนเป็นกำร
้
ื
ี
ในชวิตประจำวันโดยใชควำมรู้เกี่ยวกับกำรถ่ำยโอน ถ่ำยโอนควำมร้อนที่ไม่ต้องอำศัยตัวกลำง
้
ควำมร้อน - ควำมรู้เกี่ยวกับกำรถ่ำยโอนควำมร้อนสำมำรถน ำไปใช ้
้
ประโยชน์ในชีวิตประจ ำวันได เช่น กำรเลือกใช้วัสดุเพื่อน ำมำ
ท ำภำชนะบรรจุอำหำร เพื่อเก็บควำมร้อน หรือกำรออกแบบ
ระบบระบำยควำมร้อนในอำคำร
23
สำระที่ 3 วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว 3.2 เข้ำใจองค์ประกอบและควำมสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงภำยในโลกและบน
ผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงลมฟ้ำอำกำศและภูมิอำกำศ โลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ิ
1. เปรียบเทียบกระบวนกำรเกิด สมบัต และกำรใช ้ - เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์ เกิดจำกกำรเปลี่ยนแปลง
ประโยชน์ รวมทั้งอธิบำยผลกระทบจำกกำรใช้เชื้อเพลิง สภำพของซำกสิ่งมีชีวิตในอดีต โดยกระบวนกำร ทำงเคมี
ซำกดึกด ำบรรพ์ จำกข้อมูลที่รวบรวมได ้ และธรณีวิทยำ เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์ ได้แก่ ถ่ำนหิน
หินน้ ำมัน และปิโตรเลียม ซึ่งเกิดจำกวัตถุต้นก ำเนิด และ
สภำพ แวดล้อมกำรเกิดที่แตกต่ำงกัน ท ำให้ได้ชนิดของ
ิ
เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัต และกำร
น ำไปใช้ประโยชน์แตกต่ำงกัน ส ำหรับปิโตรเลียมจะต้องมี
กำรผ่ำนกำรกลั่นล ำดับส่วนก่อนกำรใช้งำนเพื่อให้ได ้
ิ
ผลิตภัณฑ์ที่เหมำะสมต่อกำรใช้ประโยชน์ เชื้อเพลงซำก
ดึกด ำบรรพ์เป็นทรัพยำกรที่ใช้แล้วหมดไป เนื่องจำกต้อง
้
ใช้เวลำนำนหลำยลำนปีจึงจะเกิดขึ้นใหม่ได ้
2. แสดงควำมตระหนักถึงผลจำกกำรใชเชื้อเพลิงซำกดึกด ำ - กำรเผำไหม้เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์ในกิจกรรม ต่ำง ๆ
้
บรรพ์ โดยน ำเสนอแนวทำงกำรใช้เชื้อเพลิงซำกดึกด ำ ของมนุษย์จะท ำให้เกิดมลพิษทำงอำกำศ ซึ่งส่งผล
บรรพ์ กระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมนอกจำกนี้แก๊ส
บำงชนิดที่เกิดจำกกำรเผำไหม้เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์
์
์
เช่น แก๊สคำร์บอนไดออกไซด และไนตรัสออกไซด ยัง
เป็นแก๊สเรือนกระจกซึ่งส่งผลให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลง
ภูมิอำกำศของโลกรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้เชื้อเพลิง
ซำกดึกด ำบรรพ์ โดยค ำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตและ
ื
สิ่งแวดล้อม เช่น เลือกใช้พลังงำนทดแทน หรือเลอกใช ้
เทคโนโลยีทลดกำรใช้เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์
ี่
3. เปรียบเทียบข้อดีและข้อจ ำกัดของพลังงำนทดแทนแต ่ • เชื้อเพลิงซำกดึกด ำบรรพ์เป็นแหล่งพลังงำนที่ส ำคัญใน
ละประเภทจำกกำรรวบรวมข้อมูลและน ำเสนอแนว กิจกรรมต่ำง ๆ ของมนุษย์ เนื่องจำกเชื้อเพลิงซำกดึกด ำ
ทำงกำรใช้พลังงำนทดแทน ที่เหมำะสมในท้องถิ่น บรรพ์มีปริมำณจ ำกัดและมักเพิ่มมลภำวะในบรรยำกำศ
มำกขึ้น จึงมีกำรใช้พลังงำนทดแทนมำกขึ้น เช่น พลังงำน
24
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ั
แสงอำทิตย์ พลังงำนลม พลังงำนน้ ำ พลังงำนชีวมวล
พลังงำนคลื่น พลังงำนควำมร้อนใต้พิภพ พลังงำน
ไฮโดรเจน ซึ่งพลังงำนทดแทนแต่ละชนิดจะมีข้อดีและ
ี่
ข้อจ ำกัดทแตกต่ำงกัน
4. สร้ำงแบบจำลองที่อธิบำยโครงสร้ำงภำยในโลกตำม • โครงสร้ำงภำยในโลกแบ่งออกเป็นชั้นตำมองค์ประกอบ
องค์ประกอบทำงเคมีจำกข้อมูลที่รวบรวมได ้ ทำงเคมี ได้แก่ เปลือกโลก ซึ่งอยู่นอกสุด ประกอบด้วย
สำรประกอบของซิลิกอน และอะลูมิเนียมเป็นหลก เนื้อ
ั
่
โลกคือสวนที่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงแก่นโลก มี
องค์ประกอบหลักเป็นสำรประกอบของซิลิกอน
แมกนีเซียม และเหล็ก และแก่นโลกคือส่วนที่อยู่ใจกลำง
ของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและนิกเกิล ซึ่งแต ่
ละชั้นมีลักษณะแตกต่ำงกัน
5. อธิบำยกระบวนกำรผุพังอยู่กับท กำรกร่อน และกำร - กำรผุพังอยู่กับท กำรกร่อน และกำรสะสมตัวของ
ี่
ี่
สะสมตัวของตะกอนจำกแบบจ ำลอง รวมทั้งยกตัวอย่ำงผล ตะกอน เป็นกระบวนกำรเปลี่ยนแปลงทำงธรณีวิทยำ ท ี่
ของกระบวนกำรดังกล่ำวที่ท ำให้ผิวโลกเกิดกำร ท ำให้ผิวโลกเกิดกำรเปลี่ยนแปลงเป็นภูมิลักษณ์แบบ
เปลี่ยนแปลง ต่ำง ๆ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือน้ ำ ลม ธำรน้ ำแข็ง แรงโน้ม
ถ่วงของโลก สิ่งมีชีวิต สภำพอำกำศ และปฏิกิริยำเคมี
- กำรผุพังอยู่กับท คือ กำรที่หินผุพังท ำลำยลงด้วย
ี่
กระบวนกำรต่ำง ๆ ได้แก่ ลมฟ้ำอำกำศกับน้ ำฝน และ
รวมทั้งกำรกระท ำของต้นไม้กับแบคทีเรีย ตลอดจนกำร
แตกตัวทำงกลศำสตร์ซึ่งมีกำรเพิ่มและลดอุณหภูมิสลับกัน
- กำรกร่อน คือ กระบวนกำรหนึ่งหรือหลำยกระบวนกำร
ที่ท ำให้สำรเปลือกโลกหลุดไป ละลำยไปหรือกร่อนไป
โดยมีตัวน ำพำธรรมชำต คือ ลม น้ ำ และธำรน้ ำแข็ง
ิ
ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ลมฟ้ำอำกำศ สำรละลำย กำร
ครูดถู กำรน ำพำ ทั้งนี้ไม่รวมถึงกำรพังทลำยเป็นกลุ่ม
ก้อน เช่น แผ่นดินถล่ม ภูเขำไฟระเบิด
- กำรสะสมตัวของตะกอน คือ กำรสะสมตัวของวัตถุจำก
กำรน ำพำของน้ ำ ลม หรือธำรน้ ำแข็ง
25
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
6. อธิบำยลักษณะของชั้นหน้ำตัดดินและกระบวนกำรเกิด - ดินเกิดจำกหินทผุพังตำมธรรมชำติผสมคลุกเคล้ำกับ
ี่
ดิน จำกแบบจ ำลอง รวมทั้งระบุปัจจัยที่ท ำให้ดินมี อินทรียวัตถุที่ได้จำกกำรเน่ำเปื่อยของซำกพืช ซำกสัตว์ทับ
ลักษณะและสมบัติแตกต่ำงกัน ถมเป็นชั้น ๆ บนผิวโลก ชั้นดินแบ่งออกเป็นหลำยชั้น
ขนำนหรือเกือบขนำนไปกับ ผิวหน้ำดิน แต่ละชั้นมี
ลักษณะแตกต่ำงกันเนื่องจำกสมบัตทำงกำยภำพ เคมี
ิ
ชีวภำพ และลักษณะอื่น ๆ เช่น สี โครงสร้ำง เนื้อดิน กำร
ยึดตัว ควำมเป็นกรด-เบส สำมำรถสังเกตได้จำกกำร
ส ำรวจภำคสนำม กำรเรียกชื่อชั้นดินหลักจะใช้อักษร
ภำษำอังกฤษตัวใหญ่ ได้แก่ O, A, E, B, C, R
- ชั้นหน้ำตัดดิน เป็นชั้นดินที่มีลักษณะปรำกฏให้เห็น
ุ
เรียงล ำดับเป็นชั้นจำกชั้นบนสุดถึงชั้นล่ำงสด
- ปัจจัยที่ทำให้ดินแตละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัต ิ
่
แตกต่ำงกัน ได้แก่ วัตถุต้นก ำเนิดดิน ภูมิอำกำศ สงมีชีวิต
ิ่
ในดิน สภำพภูมิประเทศ และระยะเวลำ ในกำรเกิดดิน
7. ตรวจวัดสมบัตบำงประกำรของดิน โดยใช้เครื่องมือท ี่ - สมบัติบำงประกำรของดิน เช่น เนื้อดิน ควำมชื้นดิน ค่ำ
ิ
เหมำะสมและน ำเสนอแนวทำงกำรใช้ประโยชน์ดินจำก ควำมเป็นกรด-เบส ธำตุอำหำรในดิน สำมำรถน ำไปใช้ใน
ข้อมูลสมบัติของดิน กำรตัดสินใจถึงแนวทำงกำรใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยอำจ
น ำไปใช้ประโยชน์ ทำงกำรเกษตรหรืออื่น ๆ ซึ่งดินที่ไม่
เหมำะสมต่อกำรทำกำรเกษตร เช่น ดินจืด ดินเปรี้ยว ดิน
เค็ม และดินดำน อำจเกิดจำกสภำพดินตำมธรรมชำติหรือ
กำรใช้ประโยชน์จะต้องปรับปรุงให้มีสภำพเหมำะสม เพื่อ
น ำไปใช้ประโยชน์
8. อธิบำยปัจจัยและกระบวนกำรเกิดแหล่งน้ ำผิวดินและ - แหล่งน้ ำผิวดินเกิดจำกน้ ำฝนที่ตกลงบนพื้นโลก ไหลจำก
ี่
แหล่งน้ ำใต้ดิน จำกแบบจ ำลอง ที่สูงลงสู่ทต่ ำด้วยแรงโน้มถ่วง กำรไหลของน้ ำท ำให้พื้น
โลกเกิดกำรกัดเซำะเป็นร่องน้ ำ เช่น ล ำธำร คลอง และ
แม่น้ ำ ซึ่งร่องน้ ำจะมีขนำดและรูปร่ำงแตกต่ำงกัน ขึ้นอยู่
ิ
กับปริมำณน้ ำฝน ระยะเวลำในกำรกัดเซำะ ชนิดดนและ
หิน และลักษณะภูมิประเทศ เช่น ควำมลำดชัน ควำมสูง
26
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ต่ ำของพื้นท เมื่อน้ ำไหลไปยังบริเวณที่เป็นแอ่งจะเกิดกำร
ี่
สะสมตัวเป็นแหล่งน้ ำ เช่น บึง ทะเลสำบ ทะเล และ
มหำสมุทร
้
- แหล่งน้ ำใตดินเกิดจำกกำรซึมของน้ ำผิวดินลงไปสะสม
ตัวใต้พื้นโลก ซึ่งแบ่งเป็นน้ ำในดินและน้ ำบำดำล น้ ำในดิน
เป็นน้ ำที่อยู่ร่วมกับอำกำศตำมช่องว่ำงระหว่ำงเม็ดดิน
ส่วนน้ ำบำดำลเป็นน้ ำที่ไหลซึมลึกลงไปและถูกกักเก็บไว้ใน
ชั้นหินหรือชั้นดิน จนอิ่มตัวไปด้วยน้ ำ
้
9. สร้ำงแบบจำลองที่อธิบำยกำรใช้น้ ำ และน ำเสนอแนว - แหล่งน้ ำผิวดินและแหล่งน้ ำใต้ดินถูกน ำมำใชในกิจกรรม
ทำงกำรใช้น้ ำอย่ำงยั่งยืนในท้องถิ่นของตนเอง ต่ำง ๆ ของมนุษย์ ส่งผลต่อกำรจัดกำรกำรใช้ประโยชน์น้ ำ
และคุณภำพของแหล่งน้ ำ เนื่องจำกกำรเพิ่มขึ้นของ
จ ำนวนประชำกร กำรใช้ประโยชน์พื้นที่ในด้ำนต่ำง ๆ เช่น
ภำคเกษตรกรรม ภำคอุตสำหกรรม และกำรเปลี่ยนแปลง
ภูมิอำกำศ ท ำให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงปริมำณน้ ำฝนใน
พื้นที่ลุ่มน้ ำ และแหล่งน้ ำผิวดินไม่เพียงพอส ำหรับกิจกรรม
ของมนุษย์ น้ ำจำกแหล่งน้ ำใต้ดินจึงถูกน ำมำใช้มำกขึ้น
ส่งผลให้ปริมำณน้ ำใต้ดินลดลงมำก
จึงต้องมีกำรจัดกำรใช้น้ ำอย่ำงเหมำะสมและยั่งยืน ซึ่งอำจ
ท ำได้โดยกำรจัดหำแหล่งน้ ำเพื่อให้มีแหล่งน้ ำเพียงพอ
ส ำหรับกำรด ำรงชีวิต
่
10. สร้ำงแบบจ ำลองที่อธิบำยกระบวนกำรเกิดและ - น้ ำท่วม กำรกัดเซำะชำยฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ แผนดิน
ผลกระทบของน้ ำท่วม กำรกัดเซำะชำยฝั่ง ดินถลม หลุม ทรุด มีกระบวนกำรเกิดและผลกระทบ ที่แตกต่ำงกัน ซึ่ง
่
ยุบ แผ่นดินทรุด อำจสร้ำงควำมเสียหำยร้ำยแรง แก่ชีวิต และทรัพย์สิน
- น้ ำท่วม เกิดจำกพื้นที่หนึ่งได้รับปริมำณน้ ำเกินกว่ำที่จะ
กักเก็บได ท ำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ ำ โดยขึ้นอยู่กับปริมำณ
้
น้ ำและสภำพทำงธรณีวิทยำของพื้นท ี่
- กำรกัดเซำะชำยฝั่ง เป็นกระบวนกำรเปลี่ยนแปลงของ
ชำยฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลำจำกกำรกัดเซำะของคลื่น
หรือลม ท ำให้ตะกอนจำกที่หนึ่งไปตกทับถมในอีกบริเวณ
27
ั
ตัวชี้วด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
หนึ่ง แนวของชำยฝั่งเดิมจึงเปลี่ยนแปลงไป บริเวณที่มี
ตะกอนเคลื่อนเข้ำมำน้อยกว่ำปริมำณที่ตะกอนเคลื่อน
ออกไป ถือว่ำเป็นบริเวณที่มีกำรกัดเซำะชำยฝั่ง
- ดินถล่ม เป็นกำรเคลื่อนที่ของมวลดินหรือหินจ ำนวน
มำกลงตำมลำดเขำ เนื่องจำกแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นหลัก
ซึ่งเกิดจำกปัจจัยส ำคัญ ได้แก่ ควำมลำดชันของพื้นท ี่
สภำพธรณีวิทยำ ปริมำณน้ ำฝน พืชปกคลุมดิน และกำรใช ้
ประโยชน์พื้นท ี่
- หลุมยุบ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนำดต่ำง ๆ ที่อำจ
เกิดจำกกำรถล่มของโพรงถ้ ำหินปูนเกลือหินใต้ดิน หรือ
เกิดจำกน้ ำพัดพำตะกอนลงไปในโพรงถ้ ำหรือธำรน้ ำใต้ดิน
แผ่นดินทรุดเกิดจำกกำรยุบตัวของชั้นดิน หรือ หินร่วน
เมื่อมวลของแข็งหรือของเหลวปริมำณมำก
28
ค ำอธิบำยรำยวิชำ
รำยวิชำ ว 21101 วิทยำศำสตร์พื้นฐำน กลุ่มสำระกำรเรียนรวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ู้
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1 ภำคเรียนที่ 1 เวลำ 60 ชั่วโมง/ภำคเรียน จ ำนวน 1.5 หน่วยกิต
์
ึ
ี่
ิ
ศกษำวิเครำะห์ ควำมรู้และกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์และปรำกฏกำรณตำมธรรมชำตทเกิดขึ้น มีกำร
ี่
ี
่
ตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือทมีอยู่ เกี่ยวกับโครงสร้ำงเซลล์และสวนประกอบของเซลล์ กำรใช้กล้องจุลทรรศน์ กำรลำเลยง
ี่
่
ั
ั
ิ่
น้ ำ กำรสงเครำะห์แสง ควำมสำคญของพืชทมีตอมนุษย์และสตว์ กำรเจริญเตบโตและกำรตอบสนองตอสงเร้ำ กำร
่
ั
ิ
ิ
ี่
สืบพันธุ์ เทคโนโลยีชวภำพทเกี่ยวกับพืช กำรเพิ่มผลผลต กำรจำแนกสำร สำรเนื้อเดยว สำรเนื้อผสม สำรแขวนลอย
ี
ี
สำรคอลลอยด์ สำรละลำยกรด-เบส สำรบริสุทธ์ สำรที่ใช้ในชีวิตประจ ำวัน ประโยชน์และโทษของสำร
ใช้กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ กำรสบเสำะหำควำมรู้ กำรส ำรวจตรวจสอบ กำรสืบค้นข้อมูลและกำรอภิปรำย
ื
เพื่อให้เกิดองค์ควำมรู้ มีควำมสำมำรถในกำรตัดสินใจ มีควำมมั่นใจที่จะน ำควำมรู้ไปใช้ในชีวิตประจ ำวัน
ู้
้
่
ิ
กำรเรียนรู้วิชำนี้มุ่งให้ผเรียนมีจตวิทยำศำสตร์ซึ่งประกอบดวย ควำมสนใจใฝรู้ ควำมมุ่งมั่น อดทน รอบคอบ
ควำมรับผดชอบ ควำมซื่อสตย์ ประหยัด กำรร่วมแสดงควำมคิดเหนและยอมรับฟังควำมคิดเห็นของผอื่น ควำมมีเหตุผล
็
ู้
ั
ิ
กำรท ำงำนร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงสร้ำงสรรค์ ปฏิบัติตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณธรรม จริยธรรม และค่ำนิยม
ที่พึงประสงค ์
ตัวชี้วัดชั้นปี
ว1.1 ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 ม.1/5 ม.1/6 ม.1/7
ม.1/8 ม.1/10 ม.1/11 ม.1/12 ม.1/13
ว3.1 ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4
ว3.2 ม1/1 ม.1/2 ม.1/3
ั
รวมทั้งหมด 19 ตวชี้วด
ั
29
โครงสร้ำงรำยวิชำ
ู้
รำยวิชำ ว 21101 วิทยำศำสตรพื้นฐำน กลุ่มสำระกำรเรียนรวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
์
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1 ภำคเรียนที่ 1 เวลำ 60 ชั่วโมง/ภำคเรียน จ ำนวน 1.5 หน่วยกิต
หน่วย ชื่อ มำตรฐำน/ตัวชี้วัด สำระส ำคัญ เวลำ น้ ำหนัก
ที่ หน่วยกำรเรียนร ู้ (ชั่วโมง) คะแนน
1 โครงสร้ำงเซลล์ และ ว1.1 - เซลลและส่วนประกอบของเซลล ์
์
ส่วนประกอบของเซลล ์ ม.1/1 – ม.1/3 - โครงสร้ำงของเซลล ์
- ส่วนประกอบของเซลล ์ 8 15
- บอกลักษณะของเซลล์พืช - สัตว์
- กำรใช้กล้องจุลทรรศน์
2 กระบวนกำรสังเครำะห์ ว1.1 - คลอโรฟิลด์กับกำรสร้ำงอำหำร
แสง ม.1/5 – ม. 1/7 - แสงกับกำรสร้ำงอำหำร 7 10
- คำร์บอนไดออกไซด์กับกำรสร้ำงอำหำร
- ผลพลอยได้ที่ได้จำกกำรสร้ำงอำหำรของพืช
3 กำรล ำเลียงน้ ำและ ว1.1 - กำรล ำเลียงน้ ำแร่ธำตุและอำหำรของพืช
อำหำรในพืช ม.1/4 , ม.1/8 , - กำรล ำเลียงน้ ำและแร่ธำต ุ
ม.1/9 - แพร่และออสโมซิส 7 10
- กำรล ำเลียงอำหำร
4 กำรสืบพันธุ์ของพืชแบบ ว1.1 - กำรสืบพันธ์แบบอำศัยเพศและไม่อำศัยเพศ
อำศัยเพศและไม่อำศัย ม.1/10 , - กำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศ 8 15
เพศ ม.1/11 - กำรสืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศ
5 กำรเจริญเติบโตของพืช ว1.1 ม.1/12 - กำรเจริญเติบโตของพืช
กำรตอบสนองต่อสิ่งเร้ำ - ปัจจัยที่มีผลต่อกำรเจริญเติบโต
- ควำมส ำคัญของพืชที่มีต่อมนุษย์และสัตว์
และกำรตอบสนองต่อสิ่งเร้ำ 10
- กำรตอบสนองต่อสิ่งเร้ำเนื่องจำกกำร 7
เจริญเติบโต
- กำรตอบสนองต่อสิ่งเร้ำเนื่องจำกกำร
เปลี่ยนแปลงปริมำณน้ ำในเซลล ์
30
หน่วย ชื่อ เวลำ น้ ำหนัก
ที่ หน่วยกำรเรียนร ู้ มำตรฐำน/ตัวชี้วัด สำระส ำคัญ (ชั่วโมง) คะแนน
6 เทคโนโลยีทหลำกหลำย ว 1.1 ม.1/13 - เทคโนโลยีที่หลำกหลำย กำรเพิ่มผลผลิต
ี่
กำรเพิ่มผลผลิตทำง ทำงกำรเกษตร
กำรเกษตร - กำรขยำยพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช 7 10
- กำรเพิ่มผลผลต
ิ
- กำรใช้ประโยชน์จำกเทคโนโลยีด้ำนต่ำงๆ
7 สำรและสมบัติของสำร ว 3.1 - สำร - สมบัติของสำร
ม.1/1 – ม.1/4 - กำรจ ำแนกสำรเป็นหมวดหมู่ 8 15
ว 3.2 - สำรเนื้อผสม - สำรเนื้อเดียว
ุ
ม.1/1 – ม.1/3 - สำรละลำย - สำรบริสทธิ์
ี่
8 สำรที่ใช้ใน ว 3.1 - สำรทเป็นกรด - สำรทเป็นเบส
ี่
ชีวิตประจ ำวัน ม. 1/1 – ม.1/4 - สำรปรุงแต่งอำหำร
้
ว3.2 - สำรทใชท ำควำมสะอำดยำรักษำโรค
ี่
ี่
้
ี่
้
ม.1/1 – ม.1/3 - สำรทใชทำงกำรเกษตรสำรทใชท ำควำม 8 15
สะอำดอื่นๆ
- หลักกำรใช้สำรโดยทั่ว ๆ ไป
รวม ชวโมง/คะแนน ระหว่ำงภำค 80
ั่
รวม ชวโมง/คะแนน ปลำยภำค 20
ั่
รวมทั้งสิ้น 100
31
หน่วยกำรเรียนร ู้
รำยวิชำ ว 21102 วิทยำศำสตร์พื้นฐำน กลุ่มสำระกำรเรียนรวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ู้
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 60 ชั่วโมง/ภำคเรียน จ ำนวน 1.5 หน่วยกิต
ชื่อหน่วยกำรเรียนร ู้ สำระกำรเรียนร ู้ เวลำ (ชั่วโมง)
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 เรียนรู้วิทยำศำสตร์อย่ำงไร 6
เรียนรู้วิทยำศำสตร์อย่ำงไร
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 2 สมบัติของสำรบริสุทธิ์ 6
สำรบริสุทธิ์ กำรจ ำแนกและองค์ประกอบของสำรบริสุทธิ์ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 3 เซลล ์ 6
หน่วยพื้นฐำนของสิ่งมีชีวิต กำรล ำเลียงสำรเข้ำออกเซลล ์ 6
สอบกลำงภำค
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 4 กำรสืบพันธุ์และกำรขยำยพันธุ์พืชดอก 10
กำรด ำรงชีวิตของพืช กำรสังเครำะห์ด้วยแสง 10
กำรล ำเลียงน้ ำ ธำตุอำหำร และอำหำรของพืช 10
สอบปลำยภำค
รวม 60