The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 28 กาญจนา ยาแสง, 2023-07-21 10:20:11

คำสมาสแบบสนธิ

คำสมาสแบบสนธิ

เสนอ นางอรสา เสาโกมุท หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย จัดทำ โดย ๑.นางสาวกาญจนา ยาแสง เลขที่ ๒๗ ๒.นางสาวศ ศิธร รวมจิตร เลขที่ ๒๙0 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑ ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖


หลักการสร้า ร้ งคำ ในภาษาไทย เสนอ อาจารย์ อรสา เสาโกมุท มุ ผู้จัผู้ จั ดทำ ๑.นางสาวกาญจนา ยาแสง เลขที่ ๒๗ ๒.นางสาวศศิธ ศิ ร รวมจิตร เลขที่ ๒๙ รายงานฉบับ บั นี้เ นี้ป็นส่ว ส่ นหนึ่งของรายวิชา ภาษาไทย ท๓๓๑๐๑ ภาคการศึก ศึ ษาที่ ๑ ปีการศึก ศึ ษา ๒๕๖๖


คำ นำ รายงานฉบับ บั นี้เ นี้ป็น ป็ ส่ว ส่ นหนึ่ง นึ่ ของรายวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑ เพื่อการเรีย รี นรู้ ในระดับชั้น ชั้ มัธ มั ยมศึก ศึ ษาปีที่ ปี ที่ ๖ มีจุ มี จุ ดประสงค์เพื่อ พื่ การ ศึก ศึ ษาความรู้เ รู้ กี่ยวกับหลักการสร้า ร้ งคำ ในภาษาไทย โดยรายงาน เล่มนี้ต้ นี้ ต้ องมีเ มี นื้อ นื้ หาซึ่ง ซึ่ประกอบด้วยหัว หั ข้อ ข้ หลักเกี่ยวกับคำ ประสม คำ สมาส คำ สมาสแบบสนธิ อันจะนำ ไปสู่ค สู่ วามเข้า ข้ใจภาษา เข้า ข้ใจ ถึงหลักการสร้า ร้ งคำ ผู้จัผู้ จั ดทำ คาดหวังเป็น ป็ อย่า ย่ งยิ่ง ยิ่ ว่าการจัดทำ รายงานฉบับ บั นี้ จะมี ข้อ ข้ มูล มู ที่เป็น ป็ ประโยชน์ต่ น์ ต่ อผู้อ่ผู้ อ่ าน หรือ รื ผู้ที่ผู้ ที่ กำ ลังศึก ศึ ษาหาข้อ ข้ มูล มู เรื่อ รื่ งนี้ หากมีข้ มี อ ข้ แนะนำ หรือ รื ข้อ ข้ ผิด ผิ พลาดประการใด ผู้จัผู้ จั ดทำ ข้อ ข้ น้อ น้ มรับ รั และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้ นี้ ด้ วย ผู้จัผู้ จั ดทำ นางสาวกาญจนา ยาแสง นางสาวศศิธ ศิ ร รวมจิตร ก


สารบัญ บั ข หน้า น้ คำ นำ สารบัญ บั การสร้า ร้ งคำ คำ ประสม คำ สมาส การสมาสกลับคำ การสมาสเรีย รี งคำ คำ สมาสสนธิ หลักการสนธิ ชนิด นิ ของสนธิ ประโยชน์ข น์ องคำ สนธิ บรรณานุก นุ รม ก ข ๑ ๒ ๕ ๕ ๖ ๘ ๘ ๙ ๑๒ ๑๓


การสร้างคำ การสร้างคำ คือ การรวมหน่วยคำ ตั้งแต่ ๒ หน่วยขึ้นไป เข้าเป็นคำ คำ เดียว หน่วยคำ ที่นำ มารวมกันมีทั้งที่เป็นคำ คำ เดียวกันและต่างชนิดกัน ดังนี้ ๑.คำ ที่สร้างขึ้นด้วยหน่วยคำ ที่มีความหมายแตกต่างกัน เรียกว่าคำ ประสม ๒.คำ ที่สร้างขึ้นด้วยหน่วยคำ เติม เรียกว่าคำ ประสาน ๓.คำ ที่สร้างขึ้นด้วยหน่วยคำ ที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกันหรือตรงกันข้ามกันเรียกว่าคำ ซ้อน ๔.คำ ที่สร้างขึ้นด้วยหน่วยคำ ซ้ำ กันเรียกว่า คำ ซ้ำ ๕.คำ ที่สร้างขึ้นด้วยหน่วยคำ ภาษาบาลี-สันสกฤตหรือ ภาษาเขมรเรียกว่า คำ สมาส คำ แผลง หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นภาษาตระกูลคำ โดดคือ เป็นภาษาที่เต็ม ไปด้วยคำ พยางค์เดียวเช่น พ่อ แม่ พี่ ต่อมาได้เกิดการ ยืมคำ จากภาษาต่างประเทศจึงมีหลายพยางค์ เช่น มารดา บิดา ๑


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย คำ ประสม คำ ประสม หมายถึงคำ ที่เกิดจากการนำ หน่วยคำ อิสระที่ มีความหมายต่างกันอย่างน้อย ๒ หน่วยมารวมกัน เกิด เป็นคำ ใหม่คำ หนึ่ง มีความหมายใหม่ คำ ประสมมีลักษณะ ดังนี้ ๑.คำ ประสมเป็นคำ ที่มีความหมายใหม่ ต่างจากความ หมายที่เป็นผลรวมของหน่วยคำ ที่มารวมกันแต่มักมีเค้า ความหมายของหน่วยคำ เดิมอยู่ เช่น น้ำ แข็ง เป็นคำ ประสมมีความหมายว่า “น้ำ ที่เป็นก้อน เพราะถูกความเย็นจัด” เป็นความหมายใหม่ที่มีเค้าความ หมายเดิมของหน่วยคำ น้ำ และแข็ง หนังสือพิมพ์ เป็นคำ ประสมมีความหมายว่า “สิ่ง พิมพ์ที่เสนอข่าวสารและความเห็นแก่ประชาชน มักออก เป็นรายวัน” เป็นความหมายใหม่ที่มีเค้าความหมายเดิม ของหน่วยคำ หนังสือและพิมพ์ ๒


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ๒.คำ ประสมที่มีความหมายในทำ นอง เปรียบเทียบ เช่น ปากแข็ง หมายความว่า พูดยืนยัน หรือเถียงอย่างดื้อ ดึง ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับผิดและบางคำ สามารถ เป็นสำ นวนได้ เช่น ยกเมฆ หมายความว่า กุเรื่องขึ้น คาด เอา เดาเอาเอง ชักดาบ หมายความว่า โกง หรือบิดพลิ้วไม่จ่ายค่า สินค้า บริการหรือไม่ชำ ระหนี้สิน หัวแข็ง หมายความว่า กระด้าง ว่ายาก สอนยาก ดื้อ รั้น ๓.คำ ประสมบางคำ จะมีความหมายไม่เหมือนเดิม หรือจะ มีคำ อื่นๆมาแทรกกลาง ไม่ได้ เช่น เขานั่งกินที่ ไม่สามารถย้ายคำ ว่า กิน หรือ ที่ ไปไว้ที่ อื่นได้คำ ว่า กินที่ จึง เป็นคำ ประสม ๔.คำ ประสมที่สามารถเกิดความหมายใหม่หรือมีความ เฉพาะก็ได้ เช่น กล้วยไม้ มาจากคำ ว่า กล้วย+ไม้ คือพืชดอกชนิดหนึ่ง ผีเสื้อ มาจากคำ ว่า ผี+เสื้อ คือสัตว์ปีกที่มีสีนสัน สวยงามชนิดหนึ่ง ๓


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ๕.คำ ประสมที่มีความหมายเฉพาะ เป็นการย่อคำ ที่มี ความหมายยาว ทำ ให้กะทัดรัดสะดวกต่อการนำ ไปใช้ เช่น ชาว ย่อมาจาก ผู้ที่อยู่ใน เช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาว เมือง นัก ย่อมาจาก ผู้ที่กระทำ เช่น นักร้อง นักเรียน นัก ดนตรี ช่าง ย่อมาจาก ผู้ที่ชำ นาญ เช่น ช่างยนต์ ช่าง ไฟฟ้า ช่างกล ตัวอย่างคำ ประสม ๑.นาม + นาม วัวนม วัวพันธุ์ที่เลี้ยง ไว้เพื่อรีดนม หูช้าง กระจกติดข้างรถยนต์เป็นรูปคล้ายหูของช้าง สำ หรับเปิดรับลม หมูกระทะ ชื่ออาหารประเภทหนึ่ง รถไฟฟ้า รถไฟที่แล่นบนทางยกระดับ ๒.นาม + ลักษณนาม น้ำ แข็งก้อน น้ำ แข็งชนิดที่ทำ เป็นก้อนเล็ก ๆ บะหมี่ซอง บะหมี่กึ่งสำ เร็จรูปที่บรรจุในซอง ๓.นาม + กริยา มือถือ โทรศัพท์ที่ติดตัวไปได้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล่องดำ กล่องบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับการบินใน เครื่องบิน ๔


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ๔.กริยา + กริยา กันชน ส่วนของรถยนต์ที่อยู่หน้าและท้ายรถ ป้องกัน ไม่ให้รถเกิดความเสียหายเวลารถชน ห่อหมก ชื่ออาหารใช้เนื้อปลาผสมกับน้ำ พริกและกะทิ กวนให้เข้ากันห่อแล้วนึ่ง ๕.กริยา + นาม บังตา เครื่องบังประตูทำ ด้วยไม้หรือกระจก ความสูง เหนือระดับสายตา ๖.บุพบท + นาม ในหลวง พระเจ้าแผ่นดิน ใต้เท้า สรรพนามบุรุษที่ ๒ แทนผู้ที่นับถืออย่างสูง คำ สมาส การสร้างคำ ที่นำ เอาคำ จากภาษาบาลีหรือสันสกฤต ๒ คำ รวมให้เป็นคำ เดียวกัน เกิดเป็นคำ ใหม่ที่ยังคง เค้าความ หมายเดิมอยู่ และเวลาออกเสียงจะออกเสียงต่อเนื่องกัน เรียกว่า การสมาส ๑.การสมาสกลับคำ คือการนำ คำ บาลีและคำ สันสกฤต ๒ คำ มารวมกัน เกิดความหมายใหม่ แปลความหมายจากคำ หลังมาหน้า เช่น ราชโอรส หมายถึง ลูกชายพระราชา กาฬพักตร์ หมายถึง หน้าดำ วรรณคดี หมายถึง เรื่องราวของหนังสือ ๕


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ๒.การสมาสเรียงคำ คือการนำ คำ ๒ คำ มาเรียงกัน แปลจากคำ หน้าไปคำ หลังพยางค์ท้ายของคำ หน้าจะไม่ ประวิสรรชนีย์ ไม่มีตัวการันต์ และต้องออกเสียงพยางค์ ท้ายของคำ หน้า เช่น บุตร + ธิดา อ่านว่า บุด-ตฺระ-ทิ-ดา แปลว่า ลูกชาย และลูกสาว บาท + ยุคล อ่านว่า บาด-ทะ-ยุ-คน แปลว่า เท้าทั้งคู่ ฤทธิ + เดช อ่านว่า ริด-ทิ-เดด แปลว่า แรงอำ นาจ ข้อสัง เกต หลักการสมาส -บาลี+บาลี ตัวอย่าง เช่น พุทธ+บูชา , ยุทธ+ภูมิ, ราช+การ , รัฐ+บาล , พยัคฆ+ราช , อัคคี+ภัย -บาลี+สันสกฤต ตัวอย่าง เช่น วัฒน+ธรรม , หัตถ+กรรม , จริย+ศึกษา , รัฐ+บุรุษ , อิทธิ+ฤทธิ์ , ฉันท+ลักษณ์ -สันสกฤต+บาลี ตัวอย่าง เช่น เทศ+บาล , ธรรม+บูชา , กรรม+กร , เศรษฐ+กิจ ,มิตร+ภาพ, เชษฐ+ราช -สันสกฤต+สันสกฤต ตัวอย่าง เช่น ธร รม+ศาสตร์ , อักษร+ศาสตร์ , ศีล+ธรรม , โจร+กร รม , สัตย + เคราะห์ , พัสดุ + ภัณฑ์ ๖


หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย ข้อสัง เกต -คำ ว่า พระ ที่นำ หน้าศัพท์ที่มาจากภาษาบาลีหรือ สันสกฤต ซึ่งแผลงมาจาก วร เมื่อประกอบกันแล้วก็เป็น คำ สมานด้วย เช่น พระพุทธ พระอรหันต์ พระภูมิ พระ เคราะห์ พระรูป พระองค์ พระธร รม -คำ สมาสต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องกัน เช่น โจรภัย อ่านว่า โจน-ระ-ไพ ถาวรวัตถุ อ่านว่า ถา-วอ-ระ-วัด-ถุ ธาตุเจดีย์ อ่านว่า ทาด-เจ-ดี ชาติภูมิ อ่านว่า ชาด-ติ-พูม ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประหวัด-ติ-สาด -คำ ที่ลงท้ายด้วย กรรม ศาสตร์ ภาพ ศิลป์ วิทยา ภัย และศึกษา เป็นคำ สมาส เช่น กรรม - จิตรกรรม วิศวกร รม สถาปัตยกร รม อุตสาหกรรม ศาสตร์ - อักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ภาพ - สุนทรียภาพ ชีวภาพ เอกัตภาพ ศิลป์ - วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ วิจิตรศิลป์ เครศิลป์ วิทยา - จิตวิทยา มานุษยวิทยา ชีววิทยา สุขวิทยา ภัย - โจรภัย อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย ทุพภิกขภัย ศึกษา - เพศศึกษา ธรรมศึกษา สุขศึกษา พลศึกษา ๗


คำ สมาสแบบสนธิ คำ สมาสแบบสนธิ คือ คำ สมาสที่มีการเปลี่ยนเสียง กลางคำ เพื่อเชื่อมเสียง เช่น ธน + อาคาร = ธนาคาร ศิลป + อากร = ศิลปากร หลักการสนธิ ๑.คำ ที่ใช้สนธิกันได้ต้อง เป็นคำ ที่มาจากภาษาบาลีและ สันสกฤตเท่านั้น เช่น ภัตต + อาหาร = ภัตตาหาร อรุณ + อุทัย = อรุโณทัย ๒.การแปลคำ สนธิต้องแปลจากข้างหลัง ไปข้างหน้าเสมอ เช่น ปิย + โอรส = ปิโยรส(โอรสผู้เป็นที่รัก) ราช + โอวาท = ราโชวาท(โอวาทของพระราชา) ๓.ถ้าเป็นสระสนธิพยางค์ต้นของตัวที่มาสนธิต้อง เป็นตัว "อ" เสมอ เช่น มห + อัศจรรย์ = มหัศจรรย์ มห + อรรณพ = มหรรณพ ๘


คำ สมาสแบบสนธิ ชนิดของสนธิ มี ๓ ชนิด ๑.สระสนธิ ๒.พยัญชนะสนธิ ๓.นฤคหิตสนธิ ๑.สระสนธิ ๑.๑ ลบสระท้ายของคำ หน้า คงสระหลัง ไว้ตามรูปเดิม เช่น มห + อิทธิ = มหิทธิ มหา + ไอศวรรย์ = มไหศวรรย์ เภรี + อินทร์ = เภรินทร์ วชิร + อาวุธ = วชิราวุธ ๑.๒ ลบสระท้ายของคำ หน้าแล้วแปลงสระหลัง ๑.๒.๑ แปลงสระหลังจาก สระอะ เป็น สระอา เช่น สุข + อภิบาล = สุขาภิบาล จล + อาจล = จลาจล ๑.๒.๒ แปลงสระหลังจาก สระอิ เป็น สระเอ เช่น นร + อิศวร = นเรศวร สุริย + อินทร์ = สุริเยนทร์ ๙


คำ สมาสแบบสนธิ ๑.๒.๓ แปลงสระหลังจาก สระอะ สระอุ เป็น สระอู สระโอ เช่น ราช + อุปโภค = ราชูปโภค สาธารณ + อุปโภค = สาธารณูปโภค สุข + อุทัย = สุโขทัย ๑.๓ แปลงสระท้ายของคำ หน้าเป็นพยัญชนะ แล้วสนธิ กับคำ หลัง เช่น ๑.๓.๑ เปลี่ยนสระอิ + สระอะ (เอียะ) หรือสระอี + สระอา (เอีย) เป็นพยัญชนะ "ย" เช่น มติ + อธิบาย = มตย + อธิบาย = มตยาธิบาย(คำ ที่ลง มติแล้ว) รติ + อารมณ์ = รตย + อารมณ์ = รตยารมณ์(อารมณ์ ของความรัก) ๑.๓.๒ เปลี่ยนสระอุ สระอู + สระอะ สระอา เป็นตัว "ว" เช่น สินธู + อานนท์ = สินธว + อานนท์ = สินธวานนท์ ธนู + อาคม = ธนว + อาคม = ธนวาคม(ธันวาคม) เหตุ + อเนกร รถ = เหตว + อเนกรรถ = เหตวาเนกรรถ ๒.พยัญชนะสนธิ คือ การกลมกลืนเสียงสระชองคำ หน้า กับเสียงพยัญชนะของคำ หลัง มี ๒ ลักษณะ ดังนี้ ๒.๑ คำ ที่มี สฺ เป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายตามหลังสระอะ สฺ จะเปลี่ยนเป็น โอ เช่น มนสฺ + ภาว = มโนภาพ รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน ๑๐


คำ สมาสแบบสนธิ ๒.๒ คำ ที่มี สฺ เป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายตามหลังสระ อื่นๆ สฺ จะเปลี่ยนเป็น ร เช่น นิสฺ + ภัย = นิรภัย ทุสฺ + ชน = ทุรชน ทรชน ๓.นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคำ เมื่อพยางค์ท้ายของคำ หน้าเป็นนฤคหิต( ํ)เมื่อสนธิแล้วจะเปลี่ยนเป็น ง ญ ณ น ม ซึ่ง เป็นพยางค์ท้ายวรรค มีหลักดังนี้ ๓.๑ นฤคหิตสนธิกับสระ จะเปลี่ยนนฤคหิต เป็น"ม"เสมอ เช่น สํ + อาคม = สมาคม สํ + โฮสร = สโมสร ๓.๒ นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะ เมื่อนฤคหิตสนธิกับ พยัญชนะวรรคใดจะเปลี่ยนเป็นพยัญชนะตัวท้ายของ วรรคนั้นๆได้แก่ ง ญ น ณ ม พยัญชนะวรรค วรรค ก ก ข ค ฆ ง เช่น สํ + คม = สังคม วรรค จ จ ฉ ช ฌ ญ เช่น สํ + จร = สัญจร วรรค ฏ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เช่น สํ + ฐาน = สัณฐาน วรรค ต ต ถ ท ธ น เช่น สํ + นิบาต = สันนิบาต วรรค ป ป ผ พ ภ ม เช่น สํ + ผัส = สัมผัส ๑๑


คำ สมาสแบบสนธิ ๓.๓ นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค ได้แก่ ย ร ล ว ส ห ฬ อ จะเปลี่ยนนฤคหิตเป็น" ง "เสมอ เช่น สํ + โยค = สัง โยค สํ + สาร = สังสาร สงสาร สํ + วร = สังวร สํ + หรณ์ = สังหรณ์ ประโยชน์ของคำ สนธิ ๑.เพื่อเพิ่มคำ ให้มากขึ้นกว่าเดิม ๒.การสนธิเป็นวิธีการเชื่อมคำ ให้ติดต่อเป็นคำ เดียวกัน เพื่อให้คำ เหล่านั้นมีเสียงสั้นขึ้น ๓.เพื่อสะดวกในการออกเสียง และถ้อยคำ สละสลวยขึ้น ๔.เป็นประโยชน์ในการแต่งคำ ประพันธ์ประเภทฉันท์ และร่าย ตัวอย่างคำ สมาสแบบสนธิ พฤษภาคม กรกฎาคม กุศโลบาย จราจร กามารมณ์ กัลปาวสาน ชลาลัย ทักษิโณทก ทรัพยากร เทวาลัย เทพารักษ์ นโยบาย นิทรารมณ์ บร รณารักษ์ วิทยากร ประชาธิปไตย ประธานาธิบดี ปรมาณู อภินันทนาการ มหรรณพ วิทยาลัย ภัตตาคาร มูรธาภิเษก ๑๒


บรรณานุกรม ๑๓ ประเสริฐ ริ ศรีร รี าชพัฒน์.น์ (๒๕๕๔). การสอนหลักภาษา ไทย. GotoKnow. https://www.gotoknow.org/posts/420018 ทีมงานทรูปลูก ลู ปัญ ปั ญา. (๒๕๖๔). หลักการใช้ภ ช้ าษาไทย. Trueplookpanya. https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/1180


๑๓


Click to View FlipBook Version