ข้อมูลสารสนเทศทางอตุ ุนิยมวทิ ยา
กบั การใช้ประโยชน์
คานา
E-book เลม่ น้ีจดั ทำเพื่อศึกษำขอ้ มูลทำงอุตุนิยมวทิ ยำรวมท้งั ศึกษำประโยชน์ของ
กำรดูแผนที่อำกำศ โดยดูจำกสัญลกั ษณ์ กำรใชอ้ ินฟรำเรดในกำรดูควำมเขม้ ของแสงเพ่อื ดูควำม
รุนแรงของพำยุ กำรใชภ้ ำพถ่ำยดำวเทียมและเรดำห์พยำกรณ์อำกำศ และเรำสำมำรถนำขอ้ มูลน้ีมำ
ช่วยในกำรวำงแผนประกอบอำชีพ หรือกำรท่องเท่ียวใด้ จำกกำรคำดกำรณ์ควำมรุนแรงของพำยุ
ฝนและเตรียมรับมือจำกเหตุกำรณ์ธรรมชำติ เพ่อื ลดควำมเสียหำยทำงทรัพยส์ ินและชีวติ
ท้งั น้ีเน้ือหำและขอ้ มูลต่ำงๆ พวกเรำไดจ้ ดั หำมำจำกหนงั สือประกอบกำรเรียน ขอ้ มูลน้นั
มีท้งั ในหนงั สือประกอบกำรเรียนและในอินเทอร์เน็ตท่ีเรำรวบรวมมำ และทำกำรสรุปใจควำม
สำคญั ๆ เพื่อควำมเขำ้ ใจง่ำยของผอู้ ำ่ น และทำงเรำกห็ วงั วำ่ E-book น้ีจะมีประโยชน์ตอ่
ผอู้ ำ่ นท่ีนำไปใช่ใหส้ ำฤทธ์ิผลตำมควำมคำดหวงั
ก
สารบญั หน้า
คานา ก
บทนา ฮ
ข้อมูลและสารสนเทศทางอตุ ุนิยมวทิ ยา 1
2
-แผนที่อำกำศผวิ พ้นื 3
- ขอ้ มูลและสำรสนเทศทำงอตุ ุนิยมวทิ ยำอื่น ๆ 14
การใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศทางอุตุนิยมวทิ ยา
บทนา
กำรพยำกรณ์อำกำศมีกำรใชข้ อ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศท่ีเกิดข้ึนในอดีตจนถึงปัจจุบนั เพ่ือนำไป
คำดกำรณ์สภำพลมฟ้ำอำกำศที่จะเกิดข้ึนในอนำคต ท้งั น้ีหำกมีขอ้ มูลองคป์ ระกอบ ลมฟ้ำอำกำศจำนวนมำก
กจ็ ะช่วยใหก้ ำรพยำกรณ์อำกำศมีควำมแม่นยำมำกข้ึน ขอ้ มูลจำก องคก์ ำรอุตุนิยมวทิ ยำโลกแสดงใหเ้ ห็นวำ่
ในปี พ.ศ. 2561 มีกำรรวบรวมขอ้ มูลองคป์ ระกอบ ลมฟ้ำอำกำศจำกแหลง่ ขอ้ มูลตำ่ ง ๆ ทวั่ โลกเป็นจำนวน
มำก โดยเป็นสถำนีตรวจอำกำศผิวพ้นื ประมำณ 10,000 แห่ง สถำนีตรวจอำกำศช้นั บนประมำณ 1,000 แห่ง
สถำนีตรวจอำกำศ บนเรือประมำณ 7,000 ลำ ทุ่นลอยในมหำสมุทรประมำณ 1,000 แห่ง สถำนีเรดำร์ตรวจ
อำกำศ หลำยร้อยแห่ง อุปกรณ์ตรวจวดั บนเครื่องบินกวำ่ 3,000 ลำ และดำวเทียม 66 ดวง
ฮ
10.1 ข้อมูลและสารสนเทศทางอุตุนิยมวทิ ยา
นกั อุตุนิยมวทิ ยำรวบรวมขอ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศจำกสถำนีตรวจอำกำศทว่ั โลก มำ
แสดงผลในรูปแบบของสำรสนเทศทำงอุตุนิยมวทิ ยำเพ่อื ใหง้ ่ำยต่อกำรนำไปใชใ้ นกำรพยำกรณ์
อำกำศ ในประเทศไทยมีกำรใชส้ ำรสนเทศทำงอุตุนิยมวิทยำหลำยประเภทเพ่ือช่วยในกำร
พยำกรณ์ อำกำศเช่นแผนท่ีอำกำศชนิดต่ำงๆ ขอ้ มูลเรดำร์ตรวจอำกำศ ภำพดำวเทียม โดย
สำรสนเทศแต่ละประเภท แสดงขอ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศแตกต่ำงกนั
1
10.1.1 แผนทอี่ ากาศผวิ พืน้
แผนท่ีอำกำศผิวพ้นื เป็นแผนท่ีอำกำศชนิดหน่ึงซ่ึงแสดงขอ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศที่ไดจ้ ำก กำรตรวจวดั จำกสถำนีตรวจอำกำศผวิ
พ้ืน หรือจำกแบบจำลองพยำกรณ์อำกำศเชิงตวั เลข ขอ้ มูล องคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศ ณ ตำแหน่งต่ำงๆ บนพ้ืนผิวโลก จะแสดงดว้ ย
สญั ลกั ษณ์ ดงั รูป 10.2
จำกรูป 10.2 สญั ลกั ษณ์แสดงขอ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศ เช่น อณุ หภูมิอำกำศ อณุ หภูมิ จุดน้ำคำ้ ง ทิศทำงและอตั รำเร็วลม สดั ส่วน
เมฆในทอ้ งฟ้ำ ควำมกดอำกำศ จะปรำกฏ ณ ตำแหน่ง เดิมเสมอ ยกเวน้ สญั ลกั ษณ์แสดงทิศทำงลมท่ีจะเปล่ียนตำแหน่งตำมทิศทำงลม
ในขณะตรวจวดั ในสัญลกั ษณ์แสดงขอ้ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้ำอำกำศอำจแสดงขอ้ มูลไม่ครบถว้ น ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั สภำพลมฟ้ำอำกำศที่
ตรวจวดั ได้
2
10.1.2 ข้อมูลและสารสนเทศทางอุตุนิยมวทิ ยาอ่ืน ๆ
ในกำรติดตำมสภำพลมฟ้ำอำกำศ นอกจำกขอ้ มูลจำกแผนท่ีอำกำศแลว้ ยงั มีสำรสนเทศ ทำงอุตุนิยมวทิ ยำอ่ืน ๆ เช่น
ภำพถ่ำยดำวเทียม ขอ้ มูลเรดำร์ตรวจอำกำศ ที่ถูกนำมำใชใ้ นกำรคำดกำรณ์ สภำพลมฟ้ำอำกำศใหม้ ีควำมถูกตอ้ งและแมน่ ยำ
มำกยงิ่ ข้ึน โดยสำรสนเทศทำงอุตุนิยมวทิ ยำท่ีนำมำ ใชม้ ีขอ้ มูลและรำยละเอียดท่ีแตกต่ำงกนั ดงั น้ี
ก ภาพถ่ายดาวเทยี มอตุ ุนิยมวทิ ยา
ดำวเทียมอุตุนิยมวทิ ยำเป็นอีกเคร่ืองมือสำคญั ที่ใหข้ อ้ มูลทำงอุตุนิยมวทิ ยำ เช่น ชนิดและปริมำณ ของเมฆท่ีปกคลุมทอ้ งฟ้ำ
ควำมรุนแรง และควำมเร็วลมสูงสุดใกลศ้ ูนยก์ ลำงของพำยหุ มุนเขตร้อน ขอ้ มูลอุตุนิยมวทิ ยำเหล่ำน้ีไดจ้ ำกกำรตรวจวดั คล่ืน
แม่เหลก็ ไฟฟ้ำในช่วงควำมยำวคลื่นที่แตกต่ำงกนั และประมวลผลออกมำเป็นภำพ สำหรับภำพถ่ำยดำวเทียมที่ศึกษำใน
บทเรียนน้ี ประกอบดว้ ย ภำพถ่ำยดำวเทียมใน 2 ช่วงคลื่นสำคญั ท่ีเผยแพร่ในส่ือต่ำง ๆ อยำ่ งแพร่หลำย คือ ภำพถ่ำยดำวเทียม
ช่วงคลื่นอินฟรำเรด (infrared satellite image) และภำพถ่ำยดำวเทียมช่วงคล่ืนแสง (visible satellite image) ลกั ษณะภำพที่ได้
และกำรแปลควำมหมำยของภำพถำ่ ยดำวเทียม แต่ละช่วงควำมยำวคลื่นมีควำมแตกต่ำงกนั ดงั น้ี
3
1) ภาพถ่ายดาวเทยี มอตุ ุนิยมวทิ ยาช่วงคลื่นอนิ ฟราเรด
เป็นภำพที่ไดจ้ ำกกำรตรวจวดั ปริมำณของรังสีอินฟรำเรดที่แผอ่ อกมำจำกวตั ถสุ ำมำรถตรวจวดั ไดท้ ุกช่วงเวลำ ภำพที่ไดจ้ ะเป็นภำพท่ีมีเฉดสีเทำ
ไลร่ ะดบั สีแตกต่ำงกนั ตำมอณุ หภูมิของพ้ืนผวิ วตั ถุ ถำ้ ภำพมีเฉดสีขำวถึงเทำอ่อนแสดงวำ่ วตั ถุน้นั มีอุณหภูมิต่ำ ถำ้ ภำพมีเฉดสีเทำเขม้ ถึงดำแสดงวำ่ วตั ถุ
น้นั มีอณุ หภูมิสูง ดงั น้นั ภำพถำ่ ยดำวเทียมช่วงคลื่นอินฟรำเรดของเมฆจึงมีสีแตกต่ำงกนั ตำมอุณหภูมิของเมฆชนิดต่ำง ๆ ดงั รูป 10.7 เมฆท่ีอยสู่ ูงหรือมี
ยอดเมฆสูงมีอณุ หภูมิต่ำ เช่น เมฆช้นั สูง เมฆฝนฟ้ำคะนอง ภำพจะปรำกฏเป็น สีขำวหรือสีขำวสวำ่ ง ส่วนเมฆท่ีอยใู่ นระดบั ต่ำ ลงมำใกลพ้ ้ืนผวิ โลก มี
อณุ หภูมิสูงข้ึนตำมระดบั ควำมสูงท่ีลดลง จะปรำกฏเฉดสีเป็นสีเทำมำกข้ึน ส่วนพ้ืนดินและพ้นื น้ำซ่ึงมีอณุ หภูมิสูงกวำ่ เมฆ จะปรำกฏเป็นสีเทำเขม้ ถึงดำ
รูปท่ี 10.7 การแผ่รังสีอนิ ฟราเรดของเมฆข้นั ตา่ และเมฆช้ันสูงในปริมาณท่ีต่างกนั
ทาให้ได้ภาพถ่ายดาวเทยี มทมี่ ีเฉดสีต่างกนั
4
กำรแปลควำมหมำยภำพถ่ำยดำวเทียมอุตุนิยมวทิ ยำช่วงคล่ืนอินฟรำเรดยงั มีขอ้ จำกดั คือ ถำ้ วตั ถุ มีอุณหภูมิใกลเ้ คียงกนั
มำก สีของภำพจำกกำรตรวจวดั จะมีควำมแตกต่ำงกนั นอ้ ย ทำใหแ้ ปล ควำมหมำยของภำพไดย้ ำก ดงั น้นั จึงตอ้ งใชก้ ำรปรับสี
ของภำพในแต่ละช่วงอุณหภูมิใหม้ ีควำมละเอียด มำกข้ึน ดงั รูป 10.8
รูป 10.8 ภาพถ่ายดาวเทยี มอุตุนิยมวทยาช่วงคล่ือนิ ฟราเรด
จากดาวเทยี มฮิมาวาริ (ประเทศญปี่ ่ ุน) เม่ือวนั ท่ี 17 สิงหาคมพ.ศ.2559
(ก) ก่อนการปรับสีของภาพ (ข) หลงั การปรับสีของภาพ
6
จำกรูป 10.8 พบเมฆปกคลุมพ้ืนที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย โดยรูป 10.8 (0) เป็นภำพถ่ำยดำวเทียม ช่วงคล่ืน
อินฟรำเรดก่อนปรับสีของภำพ พบบริเวณสีขำวสวำ่ งบริเวณภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน ภำคเหนือตอนบน และ
ภำคใตต้ อนบน ซ่ึงแสดงถึงกำรปกคลุมของเมฆฝนฟ้ำคะนอง แต่ยงั ไม่สำมำรถ แสดงควำมแตกต่ำงของอุณหภูมิในกอ้ น
เมฆไดช้ ดั เจน และเม่ือใชร้ ่วมกบั ขอ้ มูลจำกภำพถ่ำยดำวเทียม ช่วงคล่ืนอินฟรำเรดท่ีปรับสีภำพในแต่ละช่วงอุณหภูมิใหม้ ี
ควำมละเอียดมำกข้ึน ดงั รูป 10.8 (ข) ทำให้ สำมำรถบอกควำมแตกต่ำงของอุณหภูมิในกอ้ นเมฆน้ีได้ โดยบริเวณท่ีพบสีสม้
ถึงน้ำตำลแดง แสดงถึง เมฆที่มีอุณหภูมิอยใู่ นช่วง 80 ถึง -60 องศำเซลเซียส ซ่ึงมีอุณหภูมิต่ำกวำ่ เมฆท่ีปกคลุมบริเวณ
โดยรอบ และเป็นตำแหน่งเดียวกนั กบั เมฆที่ปรำกฏในภำพถ่ำยดำวเทียมช่วงคลื่นอินฟรำเรดก่อนปรับ ของภำพ จึงยนื ยนั
ไดว้ ำ่ บริเวณน้ีมีเมฆฝนฟ้ำคะนอง และบริเวณสีน้ำตำลแดง ซ่ึงแสดงถึงเมฆท่ีมีอุณหภูมิ ประมำณ 180 องศำเซลเซียส ที่
ปรำกฏอยทู่ ี่บริเวณภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน และภำคใต้ ตอนบน ทำใหร้ ะบุไดว้ ำ่ บริเวณน้ีมีควำมรุนแรงของฝน
ฟ้ำคะนองมำกกวำ่ บริเวณอ่ืน ๆ
7
นอกจำกภำพถ่ำยดำวเทียมในช่วงคลื่นอินฟรำเรดแลว้ นกั อุตุนิยมวทิ ยำยงั มีกำรใชข้ อ้ มูล จำกภำพถ่ำยดำวเทียมจำกช่วงคล่ืนแสง
ร่วมดว้ ย เพ่อื ใหก้ ำรแปลควำมหมำยจำกภำพถ่ำยดำวเทียม อุตุนิยมวทิ ยำมีควำมสมบูรณ์มำกข้ึน
ซ่ึงมีหลกั กำรทำงำนดงั น้ี
2) ภาพถ่ายดาวเทยี มอุตุนิยมวทิ ยาช่วงคล่ืนแสง เป็นภำพที่ไดจ้ ำกกำรสะทอ้ นรังสีของวตั ถุ ดงั น้นั กำรใชป้ ระโยชน์จำกขอ้ มูลของ
ภำพถ่ำยดำวเทียมในช่วงคล่ืนน้ีจึงใชเ้ ฉพำะภำพถ่ำยดำวเทียม ในช่วงที่มีแสงซ่ึงภำพที่ไดจ้ ะเป็นภำพท่ีมีเฉดสีเทำไล่ระดบั สีตำม
อตั รำส่วนรังสีสะทอ้ นของวตั ถุ สำหรับอตั รำส่วนรังสีสะทอ้ นของเมฆจะสมั พนั ธก์ บั ควำมหนำของเมฆ ถำ้ เมฆที่มีควำมหนำมำก
จะมีอตั รำส่วนรังสีสะทอ้ นสูงกวำ่ เมฆที่มีควำมหนำนอ้ ย ภำพถ่ำยดำวเทียมจึงแสดงเฉดสีของเมฆ ท่ีแตกต่ำงกนั โดยไล่ระดบั เฉดสี
จำกสีขำวไปจนถึงสีเทำอ่อนตำมควำมหนำของเมฆที่ลดลง สำหรับ เมฆท่ีมีควำมหนำนอ้ ยมำกจะมีสีเทำเขม้ ถึงสีคอ่ นขำ้ งจนเกือบ
กลมกลืนกบั สีของพ้ืนผวิ โลก เช่น รูป 10.9 แสดงใหเ้ ห็นวำ่ บริเวณ (ก) พบเมฆที่มีควำมหนำและมีอตั รำส่วนรังสีสะทอ้ นมำกกวำ่
บริเวณ (ข) และ (ค) ตำมลำดบั
8
รูป 10.9 ภาพถ่ายจากดาวเทียมฮิมาวาริในช่วงคล่ืนแสงบริเวณประเทศไทยและบริเวณใกล้เคยี ง ในวนั ท่ี 17 สิงหาคม พศ. 2561 เวลา 8.30 น.
นอกจำกกำรสงั เกตสีแลว้ ภำพถ่ำยดำวเทียมในช่วงคลื่นแสงยงั แสดงรูปทรง และลกั ษณะ พ้นื ผวิ ของเมฆทำใหส้ ำมำรถระบุไดว้ ำ่
เมฆดงั กล่ำวเป็นเมฆกอ้ นหรือเมฆแผน่ ถำ้ เป็นเมฆกอ้ น ภำพถ่ำยดำวเทียมส่วนใหญ่จะแสดงรูปทรงท่ีมีลกั ษณะเป็นกอ้ นพ้ืนผวิ ไม่
เรียบ เช่น บริเวณ (ก) ในรูป 10.9 ส่วนเมฆแผน่ มกั มีพ้นื ผวิ เรียบ หรือมีรูปทรงไม่ชดั เจน เช่น บริเวณ (ค) ในรูป 10.9
9
รูป 10.10 ภาพถ่ายดาวเทยี มอตุ นุ ิยมวทิ ยาจากดาวเทียมฮิมาวาริช่วงคลื่นแสง บริเวณประเทศไทย ในวนั ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เวลา 16.16 น.
บริเวจณำกปครวะำเมทรศู้ขไำ้ทงยตน้จะเมพ่ือบพวำจิ่ มำรีลณกั ษำทณ้งั ะสเีปร็นูปกทอ้รนง แพล้นื ะผลิวกั ไษมณ่เระียพบ้ืนแผลิวะขมอีสงีขเมำฆวจฝนนถฟึง้ำเคทะำนออ่อนงใโนดภยำบพรถิเว่ำยณดทำ่ีมวีสเทีขียำมวแสดง
ขวขภำ่ออำ้้ มคมจีฝตำูลกนะดดวัฟำนทัว้ำเคี่อแทตะอียนกกมตเอฉอ่ำงีุตยงรงุนกุนเนิัหยแมนรดวงืองัทิมบนยำ้ำนักำงใกกบนำวรรรำ่ิเใูบปวชณรขป้ิเอวมรงณะีเภมโอำฆย่ืนพชฝถดนน่ำงั์ยฟรดู้ำปำคว1ะเ0นท.1อีย0มงแทซส่ำึงดใภหงำใม้พหีโถเ้อหำ่ ยก็นดำวสำำ่วเกเบทิดรียฝิเมวนณขมอภำงกำแคจตตำ่ละกะวทชนั ี่น่วตกงั กคเรลภียื่นำนคนไต้นัดะศ้มวึกีขนั ษอ้อำดอเีแปกล็นภะกำำครใใตช้ ้
จำกขอ้ มูลในภำพถ่ำยดำวเทียมตอ้ งนำขอ้ มูลจำกภำพถ่ำยดำวเทียมในหลำยช่วงคลื่นมำประมวลผล ร่วมกนั เพื่อให้
สำมำรถแปลผลขอ้ มูลไดแ้ ม่นยำ และสำมำรถนำมำคำดกำรณ์สภำพลมฟ้ำอำกำศ เบ้ืองตน้ ได้ แต่สำหรับกำรพยำกรณ์
ออำำกกำำศศนเช้นัิงตตวอั้ เงลใขชทข้ ี่ใอ้ หมข้ ูลอ้จมำกูลดลำมวฟเท้ำอียมำกเพำศอื่ เนพำม่ิ ไมปำวกิเคข้รึนำะแหล์ะดมว้ ยีครวะำบมถบกู ทตี่ซอ้ บังทซี่สอ้ ุดนเพื่อใชเ้ ป็นขอ้ มูลสำหรับแบบพยำกรณ์
10
อยำ่ งไรกต็ ำมภำพถ่ำยดำวเทียมน้นั ใหข้ อ้ มูลชนิดและปริมำณของเมฆที่ปกคลุมทอ้ งฟ้ำ ถำ้ หำก ตอ้ งกำรคำดกำรณ์ปริมำณฝน
ฟ้ำคะนอง ตอ้ งใชเ้ ครื่องมือที่สำคญั อีกอยำ่ งหน่ึง คือ เรดำร์ตรวจอำกำศ (weather radar) ซ่ึงสำมำรถบอกขอ้ มูลของหยำด
น้ำฟ้ำ ทำใหค้ ำดกำรณ์ควำมแรงของฝนทิศทำงกำร เคลื่อนตวั ของกลุ่มฝนและปริมำณน้ำฝนในแต่ละพ้ืนที่ได้ ซ่ึงศึกษำไดจ้ ำกใน
หวั ขอ้ ต่อไป ขขอ้ มูลเรดำร์ตรวจอำกำศ เรดำร์ตรวจอำกำศเป็นเครื่องมือที่ใชใ้ นกำรติดตำมขอ้ มูลหยำดน้ำฟ้ำที่เกิดข้ึนแลว้ ใน
บรรยำกำศ ขณะทำกำรตรวจวดั ซ่ึงยงั ไม่ใช่ปริมำณฝนหรือหยำดน้ำฟ้ำท่ีตกถึงพ้ืนดิน โดยมีรัศมีกำรตรวจวดั หลำยร้อยกิโลเมตร
และตรวจวดั ค่ำควำมเขม้ ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้ำท่ีสะทอ้ นกลบั มำยงั เรดำร์ ตรวจอำกำศ ค่ำควำมเขม้ ของคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้ำและ
ขอ้ มูลหยำดน้ำฟ้ำมีควำมสัมพนั ธก์ นั อยำ่ งไร นกั เรียนจะไดศ้ ึกษำกำรแปลควำมหมำยขอ้ มูลเรดำร์ตรวจอำกำศไดจ้ ำกกิจกรรม
ต่อไปน้ี
เรดาร์ตรวจอากาศ
เป็นเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นกำรติดตำมขอ้ มูลหยำดน้ำฟ้ำท่ีเกิดข้ึนแลว้ ในบรรยำกำศ ขณะทำกำรตรวจวดั ซ่ึงยงั ไม่ใช่ปริมำณฝนหรือ
หยำดน้ำฟ้ำที่ตกถึงพ้ืนดิน โดยมีรัศมีกำรตรวจวดั หลำยร้อยกิโลเมตร และตรวจวดั ค่ำควำมเขม้ ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้ำท่ีสะทอ้ น
กลบั มำยงั เรดำร์ ตรวจอำกำศ
11
เรดำร์ตรวจอำกำศจะตรวจวดั หยำดน้ำฟ้ำโดยกำรปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกไปกระทบกบั เมฆฝนฟ้ำคะนองเพื่อใหค้ ล่ืนสะทอ้ น
กลบั มำสู่ตวั รับสญั ญำณ โดยควำมเขม้ ของคล่ืนท่ีสะทอ้ นกลบั จะแตกต่ำงกนั ตำมบริเวณของเมฆที่คลื่นไปกระทบ เช่น บริเวณยอดเมฆ
บริเวณตอนกลำงของ เมฆ บริเวณใตฐ้ ำนเมฆ ดงั รูป 10.11 ซ่ึงควำมเขม้ ของคล่ืนที่สะทอ้ นกลบั มีหน่วยเดซิเบลหรือ dBZ ในกำรตรวจวดั
ดว้ ยเรดำร์ตรวจอำกำศของกรมอุตุนิยมวทิ ยำจะตรวจวดั ค่ำกำรสะทอ้ นกลบั ของคล่ืน โดยกำหนดค่ำมุมเงยเพยี งค่ำเดียวในระดบั ท่ีใกลพ้ ้นื
โลกมำกที่สุดที่คล่ืนสำมำรถขำ้ มสิ่งกีดขวำงต่ำง ๆ ได้ เช่น อำคำรสูง เพื่อใหเ้ รดำร์กวำดทำมุมได้ 360 องศำ รอบตำแหน่งท่ีต้งั ของเรดำร์
ภำพจำกเรดำร์ ตรวจอำกำศเป็นภำพที่มีมุมมองเช่นเดียวกบั กำรมองจำกดำ้ นบน (top view) เรียกวำ่ ภำพแบบ PPI (the plan
position indicator) ตำมท่ีไดเ้ ห็นในรำยกำรโทรทศั น์หรือในเวบ็ ไซตก์ รมอุตุนิยมวทิ ยำ ดงั รูป 10.12
รูป 10.11 การทางานของเรดาร์ตรวจอากาศ
12
ควำมเขม้ ของคล่ืนที่ตรวจวดั ไดจ้ ะแสดงดว้ ยสีท่ีแตกต่ำงกนั ตำมควำมแรงและ รูป 10.12 ข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ สถานีเรดาร์สุวรรณภูมิ
ชนิดของ หยำดน้ำฟ้ำ โดยฝนที่มีกำลงั อ่อนท่ีสุดจะตรวจวดั ค่ำควำมเขม้ ของคลื่น ประจาวนั ท่ี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 08:10 UTC
ที่สะทอ้ นได้ 20 เดซิเบล นอกจำกเรดำร์ตรวจอำกำศ จะบอกพ้ืนที่ที่พบควำมแรง
ของกลุ่มฝนแลว้ ยงั สำมำรถนำขอ้ มูลตรวจวดั ในเวลำใกลเ้ คียงกนั มำคำดคะเน
กำรเคลื่อนตวั ของกลุ่มฝนได้ แต่ไม่สำมำรถนำมำพยำกรณ์ฝนท่ีจะเกิดข้ึนได้ แต่
อยำ่ งไรกต็ ำมกำรแปลควำมหมำยขอ้ มูลเรดำร์อำจตอ้ งระวงั เร่ืองขอ้ มูลที่ไม่ได้
แสดงถึงค่ำควำมแรงของฝนที่แทจ้ ริง โดยมกั พบขอ้ มูล ดงั กล่ำวมีลกั ษณะเป็น
แถบยำวออกจำกสถำนีไปตำมรัศมีตรวจวดั หรือบริเวณขอบของรัศมีเรดำร์ และ
ขอ้ มูลน้ีจะมีค่ำควำมเขม้ ของคล่ืนท่ีสะทอ้ นกลบั สูงกวำ่ ปกติ ดงั น้นั จึงควร
ตรวจสอบขอ้ มูล ร่วมกบั ภำพถ่ำยดำวเทียม
13
10.2 การใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศทางอตุ ุนิยมวทิ ยา
ขอ้ มูลสำรสนเทศทำงอุตุนิยมวทิ ยำถูกนำมำใชใ้ นกำรดำเนินชีวติ และประกอบอำชีพต่ำง ๆ รวมท้งั กำรป้องกนั และรับมือกบั
ภยั พิบตั ิ แต่ละอำชีพใชป้ ระโยชน์จำกขอ้ มูลสำรสนเทศแตกต่ำงกนั ขอ้ มูลสำรสนเทศทำงอุตุนิยมวทิ ยำและพยำกรณ์อำกำศถูก
นำมำใชใ้ นกำรวำงแผน เตรียมควำมพร้อมเพอ่ื ลดกำรสูญเสียท่ีอำจเกิดจำกภยั พบิ ตั ิทำงธรรมชำติ เช่น กำรเตือนภยั พำยไุ ตฝ้ ่นุ เซบี
ซ่ึงพฒั นำกำลงั แรงข้ึนมำจำกพำยดุ ีเปรสชนั บริเวณมหำสมุทรแปซิฟิ ก โดยจะ เคลื่อนที่เขำ้ สู่ทำงชำยฝ่ังทำงตอนใตข้ องประเทศ
ญี่ป่ ุน ระหวำ่ งวนั ท่ี 4 - 5 กนั ยำยน พศ2561 ดงั รูป 10.13 ผลจำกพำยไุ ตฝ้ ่นุ เชปี คร้ังน้ี ไดส้ ร้ำงควำมเสียหำยเป็นบริเวณกวำ้ ง
อำคำร บำ้ นเรือน สนำมบินเสียหำย ตอ้ งยกเลิกเท่ียวบินจำนวนมำกกวำ่ 700 เที่ยวบิน แต่จำกกำรติดตำมขอ้ มูล สำรสนเทศ
ดงั กล่ำว ทำใหส้ ำนกั อุตุนิยมวทิ ยำญ่ีป่ ุน (Japan Meteorological Agency) ไดป้ ระกำศ ใหป้ ระชำชนในพ้ืนที่ที่อำจ
ไดร้ ับผลกระทบกวำ่ 1 ลำ้ นคน เตรียมควำมพร้อมและอพยพไดท้ นั จึงลด กำรสูญเสียชีวติ และควำมเสียหำยในดำ้ นต่ำง ๆ ไดเ้ ป็น
อยำ่ งมำก
14
รูป 10.13 เส้นทางพายุไต้ฝ่ ุนเชบี
กำรเปลี่ยนแปลงลมฟ้ำอำกำศและภูมิอำกำศน้นั ส่งผลต่อสิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม ดงั น้นั ขอ้ มูล สำรสนเทศอุตุนิยมวทิ ยำจึง
จำเป็นต่อทุกหน่วยงำน องคก์ ร และทุกอำชีพ เช่น หน่วยงำนที่มีภำรกิจ ในกำรบริหำรจดั กำรน้ำ กำรทำฝนหลวง กำรคมนำคม
ขนส่งท้งั ทำงบก ทำงน้ำ และทำงอำกำศ กำรปฏิบตั ิกำรนอกชำยฝ่ัง กิจกรรมกลำงแจง้ ต่ำง ๆ ซ่ึงทุกฝ่ำยมีกำรนำขอ้ มูล
สำรสนเทศ อุตุนิยมวทิ ยำไปวำงแผนกำรใชป้ ระโยชน์ในดำ้ นต่ำง ๆ เพอื่ ช่วยพฒั นำและเพม่ิ ประสิทธิภำพ ในกำรทำงำน
กำรเตรียมควำมพร้อม รวมท้งั ป้องกนั ควำมเสียหำยท่ีอำจเกิดข้ึนต่อชีวติ และทรัพยส์ ินได้
15
จดั ทาโดย
นำย พลวตั ศรีกลุ เลขท่ี 8 ม.6/11
นำงสำว พรี ดำ สุวรรณวงษ์ เลขที่ 23 ม.6/11
นำงสำว วริศรำ ไชยตน้ เทือก เลขที่ 26 ม.6/11
นำงสำว วริศรำ อุน่ จิต เลขที่ 27 ม.6/11
เสนอ
คุณครู นพรัตน์ นำมเนำว์