นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การวิเคราะห์การทดสอบของวิลคอกซ์สัน (Wilcoxon Signed Ranks Test) ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คำถามการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพุดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์ จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้าน การพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สมมติฐานการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์ จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตารางที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนเรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูด ภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน 1 12.00 20.00 10 10.00 11.00 2 13.00 15.00 11 12.00 14.00 3 11.00 15.00 12 10.00 15.00 4 11.00 20.00 13 11.00 17.00 5 10.00 15.00 14 12.00 16.00 6 12.00 16.00 15 11.00 15.00 7 12.00 13.00 16 12.00 20.00 8 11.00 14.00 17 11.00 14.00 9 11.00 13.00 18 11.00 15.00
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การวิเคราะห์การทดสอบวิลคอกซ์สัน การทดสอบของวิลคอกซ์สัน ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานทางสถิติเพื่อทดสอบ ดังนี้ 0 : 1=2 0 : 1> 2 การนำเสนอข้อมูล ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 Descriptive Statistics N Mean Std. Deviation Z Sig.(1-tailed) ก่อนเรียน 18 11.2778 .82644 -3.736 .000 หลังเรียน 18 15.4444 2.47867 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยและเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การ พัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 11.27 และ .82644 และหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 15.44 และ 2.47867 ตามลำดับ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ด้านการพูด ภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาพยนตร์จาก Netflix พบว่าทักษะการสื่อสาร ด้านการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ ภาพยนตร์จาก Netflixหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยมีค่า Z เท่ากับ -3.736 และค่า Sig. (1-tailed) เท่ากับ .000
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การวิเคราะห์การทดสอบของครัสคัล วอลลิส (Kruskal wallis test) ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี คำถามการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี แตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 อย่างน้อย 1 คู่หรือไม่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่าง กัน 4 วิธี สมมติฐานการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี แตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 อย่างน้อย 1 คู่ การทำวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสาร ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี โดยผู้วิจัยสุ่มตัวอย่างนักเรียนมาจำนวน 4 ห้อง แล้วทำการ สุ่มวิธีการสอนให้กับนักเรียนในแต่ละห้อง ต่อจากนั้นจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนทั้ง 4 ห้อง ด้วยวิธีการ สอนห้องละ 1 วิธี หลังจากสอนครบตามที่ได้วางแผนแล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง 4 ห้อง ด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกัน ตารางที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง จำนวนเต็ม โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี คนที่ วิธีการสอนที่ 1 วิธีการสอนที่ 2 วิธีการสอนที่ 3 วิธีการสอนที่ 4 1 14.00 20.00 18.00 15.00 2 13.00 19.00 17.00 14.00 3 17.00 18.00 19.00 18.00 4 11.00 16.00 17.00 17.00 5 10.00 14.00 16.00 19.00 6 18.00 14.00 19.00 15.00 7 19.00 15.00 20.00 12.00 8 14.00 13.00 15.00 13.00
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 9 15.00 20.00 19.00 14.00 10 11.00 19.00 17.00 15.00 การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตรวจสอบการแจกแจงของข้อมูล การทดสอบการแจกแจงของข้อมูล ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานทางสถิติเพื่อการทดสอบ ดังนี้ H0 : ข้อมูลมีการแจกแจงปกติ H1 : ข้อมูลมีการแจกแจงไม่ปกติ 1. กำหนดตัวแปรในหน้าต่าง Variable View กำหนดตัวแปร 2 ตัว ได้แก่ วิธีการสอน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยตัวแปรวิธีการสอน แบ่งเป็น 4 ค่า และต้องกำหนดค่าลงในช่อง Value Labels ในที่นี้กำหนดให้ 1 แทน วิธีการสอนที่ 1, 2 แทน วิธีการสอนที่ 2, 3 แทน วิธีการสอนที่ 3, 4 แทน วิธีการสอนที่ 4 ดังภาพ
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 2. กรอกข้อมูลในหน้าต่าง Data View
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 3. ตรวจสอบการแจกแจงของข้อมูล 3.1 คลิกที่ Analyze Descriptive Statistics Explore 3.2 เลือกตัวแปรเข้าไปในช่อง Dependent List และ Factor List ดังภาพ 3.3 คลิกที่Plots จะปรากฏหน้าต่าง Explore: Plots ให้เลือก Normality plots with tests แล้วคลิก Continue จะปรากฏหน้าต่างดังข้อ 3.2 ให้คลิก OK จะปรากฏผลการวิเคราะห์
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์การแจกแจงของข้อมูล จากตารางที่ 2 พบว่า สถิติทดสอบ Shapiro-Wilk ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสาร ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีค่า Sig. มากกว่าระดับนัยสำคัญ .05 ที่กำหนด จึงยอมรับ H0 แสดงว่าข้อมูลมีการแจกแจงปกติ เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง จำนวนเต็ม โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี จากตารางที่ 3 พบว่า ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ สื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี โดยวิธีการสอนที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.2000 และ 3.08401 วิธีสอนที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.8000 และ 2.69979 วิธีการสอนที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.7000 และ 1.56702 วิธีการสอนที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.2000 และ 2.20101 ตารางที่ 4 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสาร ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 จากตารางที่ 4 พบว่า ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสาร ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกัน 4 วิธี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย พบว่าค่าสถิติทดสอบเอฟมีค่า 4.098 และค่า sig มีค่า .013 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนด (.05) ตารางที่ 5 แสดงผลการเปรียบเทียบรายคู่ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสื่อสาร ภาษาอังกฤษ Multiple Comparisons Dependent Variable: ผลสัมฤทธิ์
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 จากตารางที่ 5 ผลการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Tukey พบว่าค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง วิธีการสอนที่ 1 ( X = 14.20) วิธีการสอนที่ 3 ( X = 17.70) มีค่า sig เท่ากับ .015 แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนวิธีการสอนที่2 ( X = 16.80) กับวิธีการสอนที่ 4 ( X = 15.20) มีค่า sig เท่ากับ .473 วิธีการสอนที่ 1 ( X = 14.20) กับ วิธีการสอนที่ 4 ( X = 15.20) มีค่า sig .799 และ วิธีการ สอนที่2 ( X = 16.80) วิธีการสอนที่ 1 ( X = 14.20) มีค่า sig.102 และ วิธีการสอนที่2 ( X = 16.80)กับ วิธีการสอนที่ 3 ( X = 17.70) มีค่า sig .845 และ วิธีการสอนที่ 4 ( X = 15.20) กับ วิธีการสอนที่ 1 ( X = 14.20) มีค่า sig .799 และ วิธีการสอนที่ 4 ( X = 15.20) กับ วิธีการสอนที่2 ( X = 16.80) มีค่า sig .473 พบว่าไม่แตกต่างกัน
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การวิเคราะห์การทดสอบแมน-วิทนีย์(Mann-Whitney U test) ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 คำถามการวิจัย ทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ โดยรับชมอนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast นักเรียนชายและนักเรียน หญิงมีทักษะการฟังแตกต่างกันหรือไม่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนเพศชายและนักเรียนเพศหญิง ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast สมมติฐานการวิจัย ทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ โดยรับชมอนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast นักเรียนชายและนักเรียน หญิงมีทักษะการฟังที่แตกต่างกัน การทำวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนเพศชายและ นักเรียนเพศหญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast โดย ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างนักเรียนมาจำนวน 12 คน ผู้วิจัยได้ทำการวัดทักษะการฟัง ผลการวัด ดังต่อไปนี้ (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) ตารางที่1 ผลการวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดย ใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast เพศ คะแนนทักษะการฟัง 1.เด็กหญิง A 5.00 2.เด็กชาย B 9.00 3.เด็กหญิง C 10.00 4.เด็กหญิง D 6.00 5.เด็กชาย E 7.00 6.เด็กหญิง F 9.00 7.เด็กชาย G 10.00 8.เด็กชาย H 9.00 9.เด็กหญิง i 10.00 10.เด็กชาย L 8.00
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 11.เด็กชาย M 9.00 12.เด็กหญิง N 5.00 การวิเคราะห์การทดสอบ Man – Whitney U test การทดสอบของ Man – Whitney U test ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐาน ทางสถิติเพื่อทดสอบ ดังนี้ 0 : 1=2 0 : 1 ≠ 2 การนำเสนอข้อมูล ตารางที่ 2: ผลการวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast Group Statistics เพศ N Mean Std. Deviation Z Sig Mann-Whitney U ผลการวัดทักษะการฟัง ชาย 6 8.67 1.033 -.576 .565 14.500 หญิง 6 7.50 2.429 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยและเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะทางการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนรู้ผ่าน การชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast นักเรียนชายมีค่าเท่ากับ 8.67 และ 1.033 และนักเรียนหญิงมีค่า เท่ากับ 7.50 และ 2.429 ตามลำดับ และผลการเปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชายและ นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast พบว่าทักษะ การฟังภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนรู้ผ่านการชมอนิเมชั่น เรื่อง The Sea Beast ของนักเรียนชายและนักเรียน หญิงไม่แตกต่างกัน โดยมีค่า Z เท่ากับ -.576 และค่า Sig. (2-tailed) เท่ากับ .565
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 การวิเคราะห์การทดสอบของฟรีดแมน (Friedman Test) ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 คำถามการวิจัย ทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ โดยรับชมอนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast จะสามารถทำให้นักเรียนมี ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นหรือไม่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ การจัดการเรียนรู้โดยการชมภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast สมมุติฐานการวิจัย ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2เพิ่มสูงขึ้นทุก 1 คาบเรียนหลังจากใช้ การจัดการเรียนรู้โดยการชมภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast การทำวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยการชมภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast โดยผู้วิจัยได้ สุ่มตัวอย่างนักเรียนมาจำนวน 12 คน โดยทำการทดสอบวัดทักษะก่อนใช้การเรียนรู้ผ่านการรับชมภาพยนตร์อ นิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast จากนั้นทำการทดสอบวัดทักษะเป็นเวลา 3 คาบเรียน ผลการวัดเป็นดังนี้ (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ตาราง: ผลการทดสอบเรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คนที่ ก่อนเรียน คาบเรียนที่1 คาบเรียนที่ 2 คาบเรียนที่ 3 1 20 19 18 20 2 18 20 19 17 3 14 15 16 18 4 15 14 15 16 5 16 15 14 16 6 19 18 19 18 7 11 13 15 16 8 10 11 13 15 9 13 12 14 13
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 10 17 16 15 14 11 12 11 13 13 12 13 11 14 16 การวิเคราะห์การทดสอบฟรีดแมน (Friedman Test) การทดสอบของฟรีดแมน ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานทางสถิติเพื่อทดสอบ ดังนี้ 0 : 1 = 2 = 3 = 4 0 : 1 < 2 < 3 < 4 การนำเสนอข้อมูล ตาราง: แสดงการทดสอบเรื่อง เรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากตาราง พบว่า ค่าเฉลี่ยและเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนรู้ผ่านการ รับชมใช้อนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 14.83 และ 3.215 หลังการจัดการเรียนรู้ผ่าน การรับชมอนิเมชั่นเรื่อง The Sea Beast คาบเรียนที่ 1 มีค่า 15.83 และ 2.918
นายชนะพล นาสมบัติ 658010180118 คาบที่ 2 มีค่า 16.58 และ 2.392 คาบที่ 3 มีค่า 17.75 และ 1.658 ตามลำดับ ผลของทักษะการฟัง ภาษาอังกฤษ โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการรับชมวิดีโอภาษาอังกฤษ เรื่อง The Sea Beast สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ 1 คาบเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยมีค่า Chi-square เท่ากับ 19.710 และค่า Sig. (1-tailed) เท่ากับ .000