ที่มาและความสาคัญ
ช า ติ พัน ธ์ุ ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ห รื อ “ช า วเ ข า ” ต า ม ค วา ม ห ม า ย ท า ง ร า ชก า ร
หมายถึง กลุ่มชาติพันธ์ุ จานวน 9 กลุ่ม ได้แก่ ม้ง, เย้า, มูเซอ , ลีซอ, อีก้อ, ถ่ิน, ขมุ, ลัวะ
และกะเหรี่ยง ซ่ึงในประเทศไทยชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ กะเหรี่ยงสะกอ
กะเหรี่ยงบะเว กะเหรีย่ งตองสู และกะเหรี่ยงโปว์ ชาตพิ นั ธ์ุกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่มมีเอกลักษณ์ความโดด
เด่นที่แตกต่างกันออกไปตามความเชื่อและวิถีชีวิต เช่น พิธีกรรม การแต่งกาย ลวดลายบนผืนผ้า
รวมไปถงึ การทาการเกษตรเพื่อดารงชวี ิต
ที่มาและความสาคัญ
ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การทาไร่ การปลูก
ผักสวนและการทานา ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ หมู่บ้านนาเกียน ตาบลนาเกียน อาเภออมก๋อย
จังหวัดเชียงใหม่ มีภูมิปัญญาการทานาที่โดดเด่นกว่าที่อื่น ๆ คือ การนาช้างมาไถนา ถือได้ว่าเป็น
จุดเด่นของหมู่บ้านนาเกียน ในอดีตชาวบ้านจะมีช้างอยู่หลายเชือก โดยเลี้ยงไว้เพื่อใช้แรงงาน
ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีเอื้อประโยชน์แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมากในการทานา แต่ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยน
การทานามาใชร้ ถไถนาแทนชา้ ง ส่งผลให้จานวนชา้ งทีเ่ ลีย้ งไว้สาหรับการไถนามีจานวนลดน้อยลง
ทีม่ าและความสาคัญ
จากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม
และภูมิปัญญาการทานา โดยการใช้ช้างไถนา ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ หมู่บ้านนาเกียน
ตาบลนาเกียน อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการแสดง
เชิงสร้างสรรค์ท่ีนาเสนอเรื่องราวเก่ียวกับวิถีชีวิต ความเชื่อ ท่ีสื่อให้เห็นถึงภูมิปัญญา
อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ และความงดงามของธรรมชาติ รวมถึง
การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ จึงเป็นที่มาในการแสดงนาฏยนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์
ชุด กะช้ังไถนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้ช้างไถนาของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านนาเกียน
ซ่งึ มีหนึง่ เดียวในประเทศไทยให้เป็นท่รี ู้จกั สืบไป
วตั ถปุ ระสงคข์ องงานวิจยั
1. เพือ่ ศกึ ษาวิถีชีวติ ความเชื่อ วัฒนธรรม และภมู ิปัญญาในการใชช้ า้ งไถนา ของกลุ่มชาติพนั ธก์ุ ะเหรีย่ งโปว์
หมู่บ้านนาเกียน ตาบลนาเกยี น อาเภออมกอ๋ ย จังหวดั เชียงใหม่
2. เพื่อสร้างสรรค์เผยแพร่ วิถีชีวติ ความเชือ่ วฒั นธรรม และภูมิปญั ญาในการใชช้ า้ งไถนา ของกลุ่มชาติพนั ธ์ุ
กะเหรีย่ งโปว์ บ้านนาเกยี น ตาบลนาเกียน อาเภออมกอ๋ ย จงั หวัดเชียงใหม่ ผ่านนาฏยนิพนธเ์ ชงิ สร้างสรรค์
ชดุ กะชงั้ ไถนา
ขอบเขตการวิจัย
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา
ศึกษาวิถีชีวติ ความเชื่อ วัฒนธรรม และภมู ปิ ญั ญาในการใช้ช้างไถนา ของกลุ่มชาติพนั ธุ์กะเหรี่ยงโปว์
หมู่บ้านนาเกียน ตาบลนาเกียน อาเภออมกอ๋ ย จังหวัดเชียงใหม่
2. ขอบเขตด้านพื้นที่
ศึกษาลงพื้นที่เกบ็ เกีย่ วข้อมูลภาคสนาม ณ หมู่บ้านนาเกียน ตาบลนาเกียน อาเภออมกอ๋ ย จังหวัดเชียงใหม่
3. ขอบเขตด้านระยะเวลา
ระยะเวลาการดาเนินการวิจัยใช้เวลา 6 เดือน โดยเริ่มต้ังแต่เดือนเมษายน 2565 ถงึ เดือนกนั ยายน 2565
ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับ
1. ได้ศึกษาเรยี นรู้วถิ ชี วี ิต ความเชือ่ วฒั นธรรมและภูมิปญั ญาการทานา โดยการใช้ช้างไถนา
ของชาติพันธก์ุ ะเหรีย่ งบ้านนาเกยี น อาเภออมกอ๋ ย จงั หวัดเชียงใหม่
2. ได้นาข้อมลู การทานาโดยการใช้ชา้ งไถนา ด้านแนวคิด และแรงบนั ดาลใจในการสร้างสรรค์
ผลงานการแสดง ชดุ กะชงั้ ไถนา
3. ได้สร้างสรรค์ ถ่ายทอดและเผยแพร่วถิ ชี วี ิต ความเชื่อ วัฒนธรรมและภมู ิปัญญา
การใชช้ า้ งไถนา ของชาติพนั ธกุ์ ะเหรีย่ งโปว์ บา้ นนาเกียน อาเภออมกอ๋ ย จงั หวดั เชียงใหม่
ให้เปน็ ที่รจู้ ักสืบไป
การแตง่ กาย
คณะผู้วจิ ัยได้รบั แรงบนั ดาลใจจากการแต่งกายของกลุ่มชาติพนั ธุ์กะเหรี่ยงโปว์
บา้ นนาเกียน ตาบลนาเกียน อาเภออมกอ๋ ย จังหวัดเชียงใหม่
โดยแบ่งการแต่งกายเปน็ 3 รูปแบบ คือ
1. การแตง่ กายของนักแสดงชาย
ได้รบั แรงบนั ดาลใจจากการแต่งกายของผู้ชายชาติพนั ธ์ุกะเหรีย่ งโปว์
- การแต่งกาย
สวมเสื้อคอวี แขนส้ัน นุ่งกางเกงขายาวแบบจีนสีน้าเงินหรือสีเข้ม
และสะพายย่าม
2. การแต่งกายของนกั แสดงหญิง (รูปแบบที่ 1)
ได้รับแรงบนั ดาลใจจากการแต่งกายของผู้หญงิ ชาติพันธกุ์ ะเหรี่ยงโปว์
ทีแ่ ตง่ งานแล้ว
- การแตง่ กาย
โพกศีรษะ สวมเสื้อคอวี แขนส้ัน นุ่งผ้าถงุ ลายขวาง
สวมปลอกแขนและปลอกขา
- เครอ่ื งประดบั
ต่างหู สร้อยคอ และกาไล
3. การแต่งกายของนักแสดงหญิง (รูปแบบที่ 2)
ได้รับแรงบันดาลใจจากการแต่งกายของหญิงสาวชาติพนั ธก์ุ ะเหรีย่ งโปว์
- การแต่งกาย
โพกศรี ษะ สวมหมวกกะเหรี่ยง หรือที่เรียกว่า “คโู่ มะไท่” สวมชดุ ทรง
กระสอบสขี าวยาวกรอมเท้า คอเสื้อเปน็ รูปตวั วี แขนสั้น ถกั ด้วยด้ายรอบคอเสื้อ
และบริเวณแขน ระหว่างเอว ทอเป็นลวดลายคาดเอวและเยบ็ ด้วยด้ายไหมพรม
รอบ ๆ ปกั พไู่ หมพรมส้ัน ๆ ท่ชี ายกระโปร สวมปลอกแขนและปลอกขา
- เครือ่ งประดับ
ต่างหู สร้อยและกาไล
อุปกรณ์ประกอบการแสดง
การแสดงชุด กะช้ังไถนา เป็นการจาลองการทานาของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านนาเกียน
โดยคณะผู้วิจยั ได้เลือกใช้อปุ กรณ์ท่ใี ช้จริงประกอบการแสดง ดงั นี้
1. กา๋ วี 2. กระสอบข้าว
3. หัวช้างจาลอง
ภาพการสวมหวั ช้างจาลองประกอบการแสดง
เพลงประกอบการแสดง
คณะผู้วิจัยได้สร้างสรรค์เพลงประกอบการแสดงขนึ้ มาใหม่โดยใช้ชื่อเพลง “กะช้ังไถนา”
โดยแบ่งช่วงเพลงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ชว่ งที่ 1 ไถนา ซังบงึ (ไถนา ปลูกข้าว) เริ่มตน้ ด้วยเสียงที่นาเสนอบรรยากาศธรรมชาติยามเช้า
ต่อดว้ ยทานองเพลงที่มคี วามครึกครื้นแข็งแรง เพื่อสือ่ ถึงการไถนา และเข้าสู่ทานองทมี่ จี ังหวะกลาง
เพือ่ นาเสนอเรือ่ งราวบรรยากาศของการปลูกขา้ ว (0.00-03.00 นาที)
ชว่ งที่ 2 อังผลึง่ ทงั กะชั้งคู (พิธีทาขวญั ช้าง) เริ่มตน้ ด้วยเสียงเปา่ แกว (เครือ่ งเป่าเขาควาย) เพือ่ สื่อถงึ
วิถีชวี ิตของชาติพนั ธุ์กะเหรยี่ ง ต่อดว้ ยทานองเพลงทสี่ นกุ สนานและทานองเพลงช้าสื่อถงึ ความศรัทธาในพธิ กี รรม
ทาขวญั ช้าง (03.01-04.45 นาที)
ช่วงที่ 3 เกาะบึง (เก็บเกย่ี ว) ทานองเพลงมีความสนกุ สนานสือ่ ถึงกระบวนการ การเก็บเกีย่ วขา้ วของ
ชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงและลงท้ายด้วยจงั หวะเพลงช้า สือ่ ถึงบรรยากาศยามเย็นหลงั จากเสร็จสิ้นกระบวนการ
การทานา (04.46-08.08นาที)
(เพลงกะชั้งไถนามีความยาวทั้งหมด 08.08 นาที)
รปู แบบการแสดง
การแสดงชุด กะชง้ั ไถนา เป็นการแสดงทีเ่ กีย่ วข้องกับวิถีชีวติ วัฒนธรรม และภูมิปญั ญาการทานา
โดยการใช้ช้างไถนาของกลมุ่ ชาติพนั ธก์ุ ะเหรี่ยง แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ชว่ ง ดงั นี้
ช่วงที่ 1 ไถนา ซงั บึง (ไถนา ปลูกข้าว) นาเสนอบรรยากาศธรรมชาติในยามเช้าในป่าและ
กระบวนการปลูกข้าวของชาติพันธก์ุ ะเหรี่ยง
ชว่ งที่ 2 อังผล่งึ ทังกะชง้ั คู (พิธีทาขวญั ช้าง) นาเสนอเรื่องราววถิ ชี วี ิต และพิธกี รรมทาขวญั ชา้ ง
ของชาติพนั ธกุ์ ะเหรีย่ งบ้านนาเกยี น
ช่วงที่ 3 เกาะบึง (เกบ็ เกีย่ ว) สื่อถงึ กระบวนการ การเก็บเกีย่ วข้าวของชาติพันธกุ์ ะเหรีย่ งโปว์
บา้ นนาเกียน
ท่าหลักประกอบการแสดง
คณะผู้วจิ ัยได้สร้างสรรคค์ท่าทางประกอบการแสดง โดยใชท้ ่าทางเลียนแบบธรรมชาติทส่ี ือ่ ถงึ
วิถีชีวติ ความเชื่อ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาในการทานาโดยใช้ช้างในการไถนาของชาติพันธก์ุ ะเหรีย่ ง
บ้านนาเกยี น ดังนี้
ทา่ ที่ 1 ช้างไถนา
ท่าที่ 2 ปลกู ขา้ ว
ทา่ ที่ 3 ปัดเปา่
ท่าที่ 4 เกีย่ วขา้ ว
ทา่ ที่ 5 ตขี า้ ว
คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ คณะกรรมการทุกท่าน
สาหรับการรับฟงั การนาเสนอความคืบหน้าในคร้ังนี้ ครบั /ค่ะ