The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียน เคมี 5
จัดทำโดย
นายปิยเดช พิพัฒน์เยาว์กุล
โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyadet, 2021-09-04 09:40:30

เอกสารประกอบการเรียน เคมี 5

เอกสารประกอบการเรียน เคมี 5
จัดทำโดย
นายปิยเดช พิพัฒน์เยาว์กุล
โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

เคมีอนิ ทรยี ์
ORGANIC CHEMISTRY

ช่อื ........................................ นามสกลุ ........................................
ชน้ั ม.6/......... เลขท่ี ...........

สาระสาคัญ

สารประกอบอนิ ทรีย์เปน็ สารประกอบของคาร์บอน ส่วนใหญพ่ บในสิ่งมชี วี ติ มีโครงสรา้ งหลากหลายและแบง่ ได้
หลายประเภท เนือ่ งจากธาตุคารบ์ อนสามารถเกิดพนั ธะโคเวเลนต์กบั ธาตคุ าร์บอนดว้ ยพันธะเดีย่ ว พันธะคู่ พนั ธะสาม
นอกจากนี้ยงั สามารถเกดิ พนั ธะโคเวเลนตก์ บั ธาตอุ ืน่ ๆ ได้อีกด้วยและมีการนาสารประกอบอนิ ทรียไ์ ปใช้ประโยชน์อย่าง
หลากหลาย โครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรีย์แสดงไดด้ ้วยสูตรโครงสรา้ งลิวอิส สตู รโครงสรา้ งแบบยอ่ หรือสตู รโครงสร้าง
แบบเสน้ สารประกอบอนิ ทรีย์มีหลายประเภท การพิจารณาประเภทของสารประกอบอินทรยี อ์ าจใช้หมู่ฟงั กช์ นั เป็นเกณฑ์จัด
ไดเ้ ป็นแอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน แอลกอฮอลอ์ ีเทอร์ แอลดีไฮด์ คโี ทน กรดคารบ์ อกซลิ ิก เอส
เทอร์ เอมีน และเอไมด์ โดยสารประกอบอนิ ทรยี แ์ ต่ละประเภทมชี อื่ เรียกทสี่ อดคล้องกับโครงสรา้ งและหมูฟ่ ังก์ชนั ตามระบบ
IUPAC และบางชนดิ อาจมชี ่ือสามญั ท่ียังนยิ มใช้อยู่

ปรากฏการณ์ท่ีสารมสี ตู รโมเลกุลเหมอื นกนั แต่มีสมบัติแตกตา่ งกนั เรียกว่า ไอโซเมอริซึมและเรยี กสารแตล่ ะชนดิ ว่า
ไอโซเมอร์ ไอโซเมอรท์ มี่ สี ตู รโมเลกลุ เหมือนกันแต่มสี ูตรโครงสรา้ งต่างกันเรียกว่า ไอโซเมอรโ์ ครงสร้าง

สารประกอบอนิ ทรียม์ สี มบัติทางกายภาพ เช่น จุดเดือด การละลายในนา้ ข้ึนอยกู่ ับหมู่ฟงั ก์ชันขนาดโมเลกุล และ
โครงสร้าง สาหรบั การละลายของสารพิจารณาไดจ้ ากความมีขวั้ ของสารและการเกิดพนั ธะไฮโดรเจน โดยสารสามารถละลาย
ได้ในตวั ทาละลายที่มีขว้ั ใกล้เคยี งกัน หรอื โมเลกุลสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกบั โมเลกุลของตวั ทาละลายได้

สมบัตทิ างเคมีของสารประกอบอินทรีย์ขนึ้ อยกู่ ับหมูฟ่ ังก์ชันเป็นหลัก เชน่ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอโรแมติก
ไฮโดรคารบ์ อน เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ซ่ึงเมื่อเกิดปฏิกริ ยิ าการเผาไหมป้ ฏกิ ริ ิยากับโบรมีน และปฏิกิรยิ ากับ
โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต จะใหผ้ ลของปฏกิ ริ ิยาตา่ งกัน จึงสามารถใช้เปน็ เกณฑ์ในการจาแนกประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อนได้

กรดคาร์บอกซลิ ิกทาปฏิกริ ยิ ากับแอลกอฮอล์ไดเ้ ปน็ เอสเทอร์ เรยี กว่า ปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟิเคชันกรดคาร์บอกซิลกิ ทา
ปฏิกิริยากบั เอมนี เกิดเปน็ เอไมด์ เอสเทอร์และเอไมดส์ ามารถเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ ิสได้ ปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ ของเอสเทอร์ใน
เบสแอลคาไล เรียกว่า ปฏกิ ิริยาสะปอนนิฟิเคชนั

สารประกอบอินทรีย์สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มากมายในชีวติ ประจาวัน รวมทัง้ นาไปใชเ้ ป็นสารตง้ั ตน้ และตวั ทา
ละลายในอตุ สาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น อตุ สาหกรรมเชอื้ เพลงิ และพลังงานอตุ สาหกรรมอาหารและยา อุตสาหกรรมเกษตร

จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. สืบคน้ ขอ้ มลู และนาเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอินทรยี ท์ ี่มีพนั ธะเด่ยี ว พันธะคู่ หรือพนั ธะสามทพ่ี บในชวี ิตประจาวนั
2. เขยี นสตู รโครงสร้างลวิ อสิ สตู รโครงสร้างแบบยอ่ และสตู รโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบอินทรีย์
3. วเิ คราะห์โครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารอินทรีย์จากหมฟู่ ังกช์ ัน
4. เขยี นสตู รโครงสรา้ งและเรียกชอ่ื สารประกอบอนิ ทรียป์ ระเภทตา่ งๆ ท่ีมีหมู่ฟงั ก์ชันไมเ่ กนิ 1 หมตู่ ามระบบ IUPAC
5. เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรียป์ ระเภทต่างๆ
6. วิเคราะห์ และเปรียบเทยี บจดุ เดอื ดและการละลายในน้าของสารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มีหมูฟ่ ังกช์ ัน ขนาดโมเลกลุ
หรือโครงสร้างต่างกนั
7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนและเขียนผลติ ภัณฑจ์ ากปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ ปฏิกิรยิ าโบรมีน หรอื
ปฏกิ ริ ิยากับโพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต
8. เขยี นสมการเคมีและอธิบายการเกดิ ปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกริ ิยาการสงั เคราะห์เอไมด์ ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรไลซิส และ
ปฏิกริ ิยาสะปอนนิฟเิ คชนั
9. ทดสอบปฏกิ ริ ิยาเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรไลซิส และปฏิกริ ิยาสะปอนนิฟเิ คชนั
10. สบื คน้ ขอ้ มูล และนาเสนอตัวอย่างการนาสารประกอบอินทรีย์ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั และอุตสาหกรรม

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

ผังมโนทัศน์ บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

(Overview UNIT 12 Organic Chemistry)

พันธะของคารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรยี ์

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมขี องคาร์บอนในสารประกอบอินทรยี ์
2. สบื คน้ ขอ้ มูลและนาเสนอตัวอย่างสารประกอบอนิ ทรีย์ท่ีมีพันธะเดย่ี ว พันธะคู่ หรอื พันธะสามท่พี บ
ในชวี ิตประจาวนั

พันธะระหวา่ งอะตอมใดๆ ในชวี ิตประจาวนั ประกอบด้วย พนั ธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ หรือ พนั ธะสาม จากการที่อะตอม
สามารถเชือ่ มกันด้วยหลากหลายพนั ธะทาให้เกดิ สารอินทรีย์ขนึ้ มากมายในโลก ซง่ึ สารอินทรยี แ์ ต่ละชนิดนั้น มีคุณสมบตั ิที่
แตกตา่ งออกกันไปอกี

พันธะเคมี จะประกอบด้วยกัน 3 พนั ธะคือ พนั ธะไอออนกิ พันธะโคเวเลนต์ และ พนั ธะโลหะ ในบทเคมีอนิ ทรยี ์ น้ี
เราจะใชเ้ น้อื หาพนั ธะเคมเี ปน็ สว่ นใหญ่

หากพดู ถงึ พันธะของคาร์บอนในสารอนิ ทรีย์ คาร์บอนเป็นธาตหุ มู่ 4A (IVA) มี 4 เวเลนตอ์ เิ ล็กตรอน ปกตจิ ะเกิด
พันธะโคเวเลนต์กบั สารข้างเคียง 4 พันธะเพอื่ ให้เป็นไปตามกฎออกเจด ซ่ึงพนั ธะโคเวเลนต์ทเ่ี กดิ ขน้ึ น้นั อาจจะเปน็
พันธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ หรือ พนั ธะสาม โดยการเชอ่ื มต่อกันระหว่างอะตอมของคาร์บอนในโมเลกุลของสารอินทรยี ์ อาจจะมี
ลกั ษณะเปน็ โซ่ตรง โซก่ ง่ิ หรือเปน็ วง โครสรา้ งทม่ี ีลกั ษณะเปน็ โซต่ รงและโซ่ก่งิ อาจะเรียกรวมๆไดว้ ่าโครงสร้างแบบโซเ่ ปิด
ทบทวนความรกู้ ่อนเรยี นเคมีอนิ ทรีย์
1 จงเขยี นโครงสร้างแบบลวิ อิส ของสารตอ่ ไปน้ี
CH4 CO2 HCN

CH5N C2H2O

2 พจิ ารณาขอ้ ความต่อไปนแี้ ล้วใส่เคร่อื งหมาย ✓ หรือ  หน้าขอ้
.......... 2.1 H2O Cl2 และ NH4+ เปน็ สารที่มพี นั ธะโคเวเลนต์ยดึ เหน่ยี วระหวา่ งอะตอม
.......... 2.2 CH3OCH3 มีพันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกลุ ของสาร
.......... 2.3 CH3OH มีจุดเดอื ดสูงกว่า CH3CH3
.......... 2.4 CCl4 เปน็ โมเลกลุ ไม่มีขัว้
.......... 2.5 CH3COOH มีแรงยึดเหนีย่ วระหว่างโมเลกลุ เป็นพนั ธะไฮโดรเจนเทา่ นัน้
.......... 2.6 CH3Br มจี ุดเดือดสงู กวา่ CH3Cl เพราะ CH3Br เปน็ โมเลกลุ ท่มี ขี ั้วมากกว่า CH3Cl

3 กฎออกเตด คืออะไร ............................................................................................................................. ..............................

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรีย์

สูตรโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
เขยี นสูตรโมเลกลุ สูตรโครงสร้างลิวอสิ สูตรโครงสร้างแบบย่อ และสตู รโครงสรา้ งแบบเส้นพนั ธะของ
สารประกอบอนิ ทรีย์

ความเข้าใจคลาดเคลือ่ นทอี่ าจจะเกดิ ขึน้

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความเขา้ ใจที่ถกู ต้อง

การเขียนสูตรโครงสร้างลวิ อสิ แสดงอิเลก็ ตรอนครู่ ่วมพันธะ การเขยี นสูตรโครงสร้างลวิ อสิ สามารถแสดงอเิ ล็กตรอนคู่
ด้วยจุดเท่านั้น ร่วมพนั ธะดว้ ยจดุ หรอื เสน้ ก็ได้

การเขียนสตู รโครงสรา้ งลิวอสิ แบบเสน้ ไม่ต้องแสดง การเขยี นสูตรโครงสรา้ งลวิ อิสแบบเสน้ ตอ้ งแสดงอเิ ล็กตรอน
อเิ ลก็ ตรอนคู่โดดเดยี่ วดว้ ยจดุ คโู่ ดดเดย่ี วด้วยจดุ

สตู รโครงสร้างแบบเส้นพันธะเหมาะสมสาหรบั แสดง สูตรโครงสรา้ งแบบเสน้ พนั ธะไม่เหมาะสมสาหรบั สารท่ีมี
โครงสร้างของสารทกุ ชนิด โมเลกลุ ขนาดเล็กบางชนิด เชน่ CH4 CH3CH3 CH3OH

วิธกี ารเขยี นโครงสร้างสตู รแบบย่อ

1) สตู รโครงสรา้ งแบบย่อแสดงเฉพาะสญั ลักษณข์ องธาตุ พันธะคูห่ รือพนั ธะสามระหวา่ งอะตอมของคารบ์ อน และ
ตัวเลขที่แสดงจานวนอะตอม โดยไม่จาเปน็ ต้องแสดงพันธะเดีย่ ว

2) ถ้ามีกลุ่มอะตอมทซี่ า้ กนั มากกวา่ 1 กลุ่มทต่ี อ่ กนั หรอื ต่อกบั อะตอมเดียวกัน อาจเขียนไวใ้ นวงเลบ็ และใชต้ วั เลข
แสดงจานวนกล่มุ ของอะตอม

3) โครงสรา้ งแบบวงให้แสดงพันธะเดีย่ วระหวา่ งอะตอมของคารบ์ อนภายในวงและพันธะของอะตอมทีไ่ ม่ใช่
ไฮโดรเจนท่ีเชื่อมต่อกับวง

4) สูตรโครงสรา้ งแบบย่ออาจแสดงพนั ธะเดย่ี วระหวา่ งอะตอมท่ีไมใ่ ช่ไฮโดรเจนเพือ่ ความชดั เจน

ตัวอย่าง จงเขียนสตู รอยา่ งย่อ และ สตู รโครงสร้างต่อไปนี้ ใหถ้ ูกต้อง สตู รโครงสร้าง
สูตรอยา่ งย่อ

CH3CH = C(CH3)2

โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

วิธกี ารเขยี นโครงสรา้ งสูตรแบบเสน้ พันธะ

1) สตู รโครงสรา้ งแบบเส้นพันธะนยิ มแสดงเส้นพนั ธะระหว่างอะตอมท่ีไมใ่ ชไ่ ฮโดรเจน และเชือ่ มต่อกันในลักษณะ
เส้นซิกแซก็

2) โซ่กิ่งจะแสดงด้วยเส้นตรงทตี่ ่อออกมาจากมุมของเสน้ ซิกแซ็ก
3) มุมระหวา่ งพนั ธะเดี่ยวกบั พนั ธะสามในสูตรโครงสร้างแบบเสน้ พนั ธะ ให้เขียนเป็นเสน้ ตรงตามมุมพันธะจริง
(180 องศา)
4) โครงสร้างแบบวงจะแสดงดว้ ยรปู เหลี่ยมด้านเท่า
5) โครงสรา้ งท่มี ีอะตอมของธาตอุ ืน่ ๆ เชน่ ออกซิเจน ไนโตรเจน ตอ้ งแสดงสัญลักษณ์ของธาตแุ ละอะตอมไฮโดรเจน
ที่ตอ่ กบั ธาตุเหล่านน้ั ด้วย

ตัวอยา่ ง จงเขียนสูตรโครงสร้างแบบย่อ และ สูตรโครงสรา้ งแบบเสน้ พนั ธะ ต่อไปนี้

สูตรอย่างย่อ สตู รโครงสร้างแบบเสน้ พันธะ

(CH3)2C = CHCH2CH3

CH3C ≡ CCH2CHO
เขียนสูตรโครงสร้างแบบย่อและสตู รโมเลกลุ ของสารประกอบอนิ ทรยี ท์ ีม่ ีสูตรโครงสรา้ งแบบเส้นพันธะดังนี้

สูตรโครงสรา้ งแบบย่อ คือ .......................................................................................................................................................
สตู รโมเลกุล คือ ............................................................................................................................. ..........................................

โรงเรียนอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

แบบฝึกหัดท่ี 1 สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์

***************************************************************************************************************
1. จากสตู รโมเลกลุ ของสารประกอบอนิ ทรีย์ C2H2 CH2O CH4O CH5N ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1.1 จงเขยี นสูตรโครงสร้างแบบลวิ อสิ

สูตรโมเลกลุ C2H2 CH2O CH4O CH5N

สตู รโครงสรา้ งลิวอิส

1.2 สูตรโมเลกุลในข้อใดทีม่ ีพันธะคู่อยู่ภายในโมเลกุล
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
1.3 สูตรโมเลกุลในขอ้ ใดท่มี ีพันธะสามอยู่ในโมเลกลุ
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.4 จงเขียนสตู รโครงสร้างแบบยอ่

สูตรโมเลกุล C2H2 CH2O CH4O CH5N

สูตรโครงสร้าง
แบบยอ่

1.5 เขยี นสูตรโครงสรา้ งแบบเส้นพนั ธะ พร้อมท้ังใหเ้ หตุผลว่าสตู รโครงสรา้ งแบบเสน้ พันธะน้ีเหมาะสมสาหรบั การแสดง

โครงสร้างของสารประกอบอินทรียข์ นาดเล็กหรือไม่ อยา่ งไร

สูตรโมเลกลุ C2H2 CH2O CH4O CH5N

สตู รโครงสรา้ ง
แบบเส้นพันธะ

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

2. จงเติมข้อมลู ลงในตารางต่อไปนใ้ี ห้ถกู ต้องครบถว้ นสมบูรณ์

ขอ้ สูตรโครงสร้างลวิ อิส สูตรโครงสรา้ ง สูตรโครงสร้างแบบยอ่ สตู รโมเลกลุ

แบบเสน้ พนั ะ

2.1

2.2
CH3CHCl2

2.3

2.4
CH3CH2CH2NH2

2.5

2.6

2.7
CH3CH(CH3)CH2CH=CH2

2.8

2.9

2.10
ClC≡CCH(CH3)COCH3

โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

หมู่ฟังก์ชนั

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
วเิ คราะห์โครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารประกอบอนิ ทรยี ์จากหมู่ฟังกช์ นั

ตารางแสดงหมู่ฟังกช์ นั ทีค่ วรจาได้ สตู รท่ัวไป สตู รโมเลกุล ชื่อหมู่ฟังกช์ นั
- -
ที่ ประเภท CnH2n+2 -
1 Alkane R-CH=CH2 CnH2n
2 Alkene R-CH≡CH CnH2n-2 -
3 Alkyne
4 Aromatic - - -
5 Alcohol R-OH ไฮดรอกซลิ
6 Ether R-O-R CnH2n+2O แอลคอกซ่ี
7 Aldehyde R-CHO CnH2n+2O คาร์บอกซาลดไี ฮด์
8 Ketone R-CO-R CnH2nO คารบ์ อนิล
9 Carboxylic R-COOH CnH2nO คาร์บอกซลิ
10 Ester R-COO-R CnH2nO2 แอลคอกซีคาร์บอนิล
11 Amine CnH2nO2
12 Amide R-NH2 CnH2n+2O อะมโิ น
R-CONH2 CnH2n+2O
เอไมด์

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

ประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

ประเภท สตู รทั่วไป สูตรโมเลกุล หม่ฟู ังกช์ นั ธาตุทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบ

แอลเคน ไมม่ ี CnH2n+2 พันธะเด่ยี ว C:H

Alkane

แอลคนี R-CH=CH2 CnH2n พันธะคู่ C:H
Alkene

แอลไคน์ R-C≡CH CnH2n-2 พนั ธะสาม C:H
Alkyne

อะโรมาติก ไมม่ ี ไม่มีทแ่ี น่นอน ไมม่ ีทีแ่ น่นอน C:H

Aromatic

“..สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน จะประกอบด้วยกัน 4 ชนิดคือ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ และ อะโรมาติก เรา

สามารถสงั เกตและจาแนกชนิดของสารได้ เมื่อกาหนดมาให้ในรูปของสตู รแบบวง กล่าวคือ ถา้ วงมีแตพ่ ันธะเดยี่ ว สารน้ัน

จะเปน็ แอลเคน แน่นอน แต่ถา้ ในวงมีพันธะคู่ สารนั้นจะเป็น แคลคีน และถ้าสารนนั้ มีพันธะสาม สารน้ันกจ็ ะเป็น แคลไคน์

แตห่ ากโจทย์กาหนดใหใ้ นรปู สตู รโมเลกุล เราสามารถพจิ ารณาไดใ้ นจากสตู รในชอ่ งสตู รโมเลกุล..”

โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

แอลเคนมพี นั ธะระหว่างอะตอมของคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยวท้งั หมด ดงั นัน้ จงึ จัดเป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
อ่ิมตัว

ส่วน แอลคีน และ แอลไคน์ จะมีพันธะคู่หรือพันธะสามอยู่ในสารประกอบ ดงั น้นั จึงจดั เป็นสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อนไมอ่ ่ิมตัว นอกจากนี้ อะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน ก็ไม่อ่ิมตัวเชน่ กนั เนอ่ื งจากพันธะคูส่ ามารถวิง่ ได้รอบวง
ดงั นนั้ จึงเรียกปรากฎการณ์ท่ีพนั ธะคู่วง่ิ ไดว้ ่า “เรโซแนนซ์”

การเกดิ เรโซแนนซ์ เกิดการว่งิ ของพันธะคภู่ ายในวง ทาใหม้ ีความเสถยี รมากข้ึนและจะไม่วอ่ งไวต่อ
ปฏกิ ิริยาเคมีเท่ากับพนั ธะคู่ของแอลคนี

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไมม่ ีวงเบนซนี เป็นองคป์ ระกอบ เรยี กวา่ “อะลิฟาตกิ ไฮโดรคาร์บอน”

ตวั อยา่ ง จงระบุประเภทและหมู่ของฟังกช์ ันของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนทีก่ าหนดใหต้ อ่ ไปน้ี

สตู รโครงสร้าง ประเภทของสาร หมู่ฟังกช์ ัน

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

สารประกอบที่มี O เป็นองค์ประกอบ

“.. สารประกอบอนิ ทรียท์ ี่มี O เปน็ องค์ประกอบ ได้แก่ แอลกอฮอล์ , คาร์บอกซิลกิ , เอสเทอร์ , แอลดีไฮด์ , คีโตน
และ อีเทอร์ ..”

ประเภทของสารอินทรีย์

ประเภท สูตรทัว่ ไป สูตรโมเลกุล หมูฟ่ ังก์ชนั ธาตทุ เี่ ป็นองคป์ ระกอบ
R-OH CnH2n+2O -OH C:H:O
แอลกอฮอล์ R-O-R CnH2n+2O -O- C:H:O
Alcohol R-CHO CnH2nO - CHO C:H:O
อีเทอร์ R-CO-R CnH2nO - CO C:H:O
Ether R-COOH CnH2nO2 C:H:O
CnH2nO2 - COOH C:H:O
แอลดีไฮด์ R-COO-R - COO
Aldehyde

คโี ตน
Ketone

คาร์บอกซลิ ิก
Carboxylic
เอสเทอร์

Ester

“..บรเิ วณที่ทา Highlight สเี หลอื ง เม่อื เราเจอกลุ่มเหลา่ น้ี เราสามารถบอกชนิดของสารอินทรียไ์ ดเ้ ลย เชน่
CH3COOH เราจะเหน็ วา่ เราเจอกลุ่ม -COOH เราจะบอกไดเ้ ลยวา่ สารนเี้ ปน็ สารอนิ ทรยี ป์ ระเภท “คาร์บอกซลิ กิ ”

กรดอินทรียท์ เ่ี ราควรรู้จัก

กรดเบนโซอกิ กรดซาลซิ ลิ ิก กรดเทเรฟทาลกิ ฟีนอล
C6H5COOH HOC6H4COOH HOOCC6H4COOH

จากตารางแสดงหมฟู่ ังก์ชนั จะเหน็ สัญลกั ษณ์ R เราเรียกว่า หมู่แอลคิล (alkyl group) ท่ีเปน็ ส่วนของ
ไฮโดรคารบ์ อนท่ีมไี ฮโดรเจนหายไป 1 อะตอม ดังนนั้ R = CnH2n+1 เสมอ

โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

สารประกอบท่ีมี N เป็นองค์ประกอบ

ประเภท สูตรทั่วไป สตู รโมเลกลุ หมูฟ่ ังก์ชนั ธาตทุ ่ีเป็นองค์ประกอบ
R – NH2 CnH2n+3N – NH2 C:H:N
เอมนี
Amine R – CONH2 CnH2n+1NO – CONH2 C:H:N:O

เอไมด์
Amide

ตวั อย่าง จงระบปุ ระเภทและหมู่ของฟังก์ชนั ของสารอินทรีย์ท่ีกาหนดใหต้ ่อไปน้ี

สูตรโครงสรา้ ง ประเภทของสาร หมฟู่ ังก์ชนั

CH3CH2CHO

CH3(CH2)2OH

CH3(CH2)2COOH

CH3COOCH2CH3

CH3CO(CH2)2CH3

CH3CH2OCH2CH3

โรงเรียนอยุธยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

แบบฝึกหัดที่ 2 หมูฟ่ ังก์ชนั
1. สารประกอบอินทรยี ใ์ นข้อใดบา้ งเป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน และระบวุ า่ เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนประเภทใด

Ans
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

2. จงเติมขอ้ มลู ต่อไปนี้ลงในตารางใหถ้ ูกต้อง สตู รท่ัวไป หมู่ฟังกช์ ัน
ข้อ ประเภทของสารประกอบ
2.1

2.2 CnH2n-2
2.3 แอลดีไฮด์ (Aldehyde)

2.4 R – O – R

2.5

2.6 อะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน -
(Aromatic Hydrocarbon) R – CONH2

2.7

2.8 แอลเคน

2.9 R-COO-R
2.10 แอลกอฮอล์

2.11 C=C
2.12 กรดคารบ์ อกซิลิก (Carboxylic Acid)

โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

3. วงกลมล้อมรอบหมฟู่ ังก์ชนั (ยกเวน้ C–C) และระบุประเภทของสารประกอบอนิ ทรีย์จากสตู รโครงสรา้ งท่ีกาหนดให้ตอ่ ไปนี้

4. ระบหุ มู่ฟังกช์ นั และจานวนของหมู่ฟงั กช์ นั นั้น (ยกเว้น C C) จากสูตรโครงสร้างของวติ ามินซดี งั นี้
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

ชอ่ื ของสารประกอบอนิ ทรยี ์

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
เขยี นสูตรโครงสรา้ งและเรยี กชื่อสารประกอบอินทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆทมี่ ีหมฟู่ งั ก์ชันไม่เกิน 1 หมู่
ตามระบบ IUPAC

ความเข้าใจคลาดเคลอื่ นที่อาจจะเกิดขึ้น ความเข้าใจท่ีถูกต้อง

ความเข้าใจท่คี ลาดเคลอ่ื น ระบตุ าแหนง่ ของหมแู่ ทนท่ี โดยพิจารณาจากตาแหน่งแรกที่
ระบุตาแหน่งของหมู่แทนท่ี โดยพจิ ารณา จากผลรวมของ ต่างกนั ใหเ้ ปน็ ตวั เลขน้อยท่ีสุด เชน่
ตาแหนง่ ใหน้ อ้ ยท่สี ดุ เช่น

2,3,3,7,7-pentamethyloctane 2,2,6,6,7-pentamethyloctane
(ผลรวมตาแหนง่ ของหมแู่ ทนทเ่ี ป็น 22) (ผลรวมตาแหน่งของหมแู่ ทนทเี่ ปน็ 23)

โซ่หลักคือสายคารบ์ อนท่ีมีจานวนคาร์บอนต่อกนั ยาวทีส่ ดุ โซห่ ลกั คือสายคารบ์ อนที่มจี านวนคารบ์ อนต่อกันยาวท่สี ดุ
เสมอ และมหี มู่ฟังก์ชันหลกั

ตารางแสดงคาลงท้ายของหมูฟ่ งั ก์ชันของสารประกอบอินทรียใ์ นแตล่ ะประเภท

ท่ี ประเภท สูตรทวั่ ไป คาลงทา้ ย การออกเสียง
1 Alkane - -ane เอน
2 Alkene -ene อนี
R-CH=CH2
3 Alkyne R-CH≡CH -yne ไอน์

4 Aromatic - - -
5 Alcohol R-OH -ol ออล
6 Ether R-O-R - -
7 Aldehyde R-CHO -al อาล
8 Ketone R-CO-R -one โอน
9 Carboxylic R-COOH -oic acid โออกิ แอซิด
10 Ester R-COO-R -oate โอเอต
11 Amine -amine เอมีน
R-NH2
12 Amide R-CONH2 -amide เอไมด์

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

ชอ่ื ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

การอ่านชื่อสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีโครงสร้างแบบโซ่เปิด

1. ให้เลอื กโซท่ ีย่ าวท่สี ดุ เปน็ โซ่หลกั ถา้ โซ่ยาวทีส่ ดุ มหี ลายแบบให้เลอื กโซท่ ี่มีจานวนหมู่ แอลลิล มากกวา่ เปน็ โซ่หลัก
2. ให้กาหนดตวั ที่มาเกาะกับโซ่หลกั เป็นตาแหนง่ ที่น้อยท่ีสดุ
3. ให้บอกจานวนของตัวที่มาเกาะด้วยคาว่า di , tri , tetra …
4. อ่านตวั มาเกาะเรียงตามตวั อกั ษรภาษาองั กฤษ จาก a ไปถึง z
5. ถ้าเปน็ แอลคีน หรอื แคลไคน์ ให้เลอื กโวท่ ่ยี าวท่ีสุด ท่ีมีพนั ธะคู่หรือพันธะสามอยู่ในโซ่นั้น และต้องกาหนดพันธะคู่

หรอื พนั ธะสามใหเ้ ปน็ ตาแหน่งที่น้อยทส่ี ุด

ตารางการเรยี กช่ือ ตามจานวนอะตอมคาร์บอน

จานวน C ชอ่ื จานวน C ชอ่ื
6 ตวั เฮก-ซ
1 ตวั มีท หรือ เม-ท 7 ตวั เฮป-ป
8 ตวั ออก-ท
2 ตวั อที หรือ เอ-ท 9 ตวั โน-น
10 ตวั เดก-ด
3 ตวั โพร-พ

4 ตวั บิว-ท

5 ตวั เพน-ท

ตวั อยา่ งในการอา่ นช่อื แบบสูตรโมเลกุล

ตวั อย่างในการอ่านช่อื แบบสูตรโครงสร้าง

การอ่านชื่อสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนท่ีมีโครงสรา้ งแบบโซ่ปดิ
1. นับจานวนอะตอมของ C ตามมมุ
2. ใส่คานาหนา้ คือคาว่า ไซโคล “Cyclo” เปน็ คาทบี่ ง่ บอกวา่ สารชนิดนม้ี ีโครงสร้างแบบวง

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

ตวั อยา่ ง จงอา่ นช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่อไปน้ใี ห้ถูกต้อง ประเภทของสาร
สาร ชอื่ สาร

ตวั อย่าง จงอ่านช่ือสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนตอ่ ไปนใี้ ห้ถูกต้อง ประเภทของสาร
สาร ชือ่ สาร

“..การเรียกชือ่ ไซโคลแอลคนี และ ไซโคลแอลไคน์ เรยี กชื่อในทานองเดยี วกันกับไซโคลแอลเคน โดยถ้ามีหมู่แทนที่
ใหร้ ะบุตาแหนง่ ของพันธะคู่หรอื พันธะสามและหมู่ทีแ่ ทนท่ีด้วย...”

โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

ตวั อยา่ ง จงอา่ นชื่อสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง ประเภทของสาร
สาร ช่อื สาร

“….ในการอ่านชื่อสารประกอบไฮโดรคาร์บอน การลงทา้ ยเสยี ง จะลงท้ายตามประเภทของสารนน้ั ๆ เชน่

C5H12 เป็นสารประเภทแอลเคน จงึ อ่านว่า เพนเทน (เพน มาจากเลข 5 เทน มาจากการลงท้าย)

C5H10 เป็นสารประเภทแอลคนี จงึ อา่ นว่า เพนทนี (เพน มาจากเลข 5 ทีน มาจากการลงท้าย)

C5H8 เป็นสารประเภทแอลไคน์ จงึ อา่ นว่า เพนไทน์ (เพน มากจากเลข 5 ไทน์ มาจากการลงท้าย)

ชอ่ื สารประกอบท่ีมี O เป็นองค์ประกอบ

แอลกอฮอล์ ALCOHOL

สตู ร IUPAC สูตร IUPAC
เมทานอล
CH3OH เอทานอล C6H13OH
C2H5OH C7H15OH
C3H7OH C8H17OH
C4H9OH C9H19OH
C5H11OH C10H21OH

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

หลกั การอา่ นช่ือสารอินทรยี ์ประเภทแอลกอฮอล์
1) อา่ นดา้ นท่เี ป็น Hydrocarbon (CxHy) กอ่ น ตามระบบเดมิ
2) ใหล้ งทา้ ยเสียงด้วยคาวา่ -อานอน เสมอ

กรดอนิ ทรยี ์ CARBOXYLIC ACID

สตู ร IUPAC หลกั การอ่านช่ือสารอนิ ทรยี ์ประเภทกรดอินทรยี ์

HCOOH เมทาโนอิก แอซิด (Methanoic Acid) 1) นบั จานวน คาร์บอนกอ่ นทุกครัง้ และตอ้ ง

CH3COOH นับถึงหมู่ฟงั กช์ นั คือ -COOH เสมอ

C2H5COOH 2) เมื่อนบั จานวน C แล้ว อ่านแบบเดมิ เช่น

C3H7COOH ถา้ C 3ตัว = เพน
C4H9COOH 3) ให้ตอ่ ด้วยคาว่า -ทาโนอิก แอซิด เสมอ

*** ระวัง ต้องนับจานวนคาร์บอน (C) ให้ถึงหมู่ฟังกช์ ัน หากไม่นบั ถึงหมู่ฟังกช์ ันจะอ่านชอ่ื สารผดิ

เอสเทอร์ ESTER

หลักการอ่านช่ือสารอนิ ทรีย์ประเภทเอสเทอร์
1) อา่ นจากดา้ นที่เป็นแอลกอฮอลก์ ่อน
2) ตามดา้ นอา่ นด้วยทีเ่ ป็นกรดอนิ ทรีย์
3) ลงท้ายเสยี งดว้ ยคาว่าเอต (ate)

ตัวอยา่ ง จงอา่ นช่ือสารประกอบต่อไปนี้
1) C3H7COOC3H7 อ่านว่า เพนทลิ บิวทาโนเอต
หลักการ OC3H7 เราจะเหน็ วา่ ตวั H หายไป ถ้าเติม H เขา้ ไปจะกลายเปน็ C3H7OH มนั คือสารอนิ ทรียป์ ระเภท
แอลกอฮอล์ ดงั น้ัน เราต้องอ่านด้านนกี้ อ่ น แต่ลงท้ายเสียง อลิ จึงได้ เพนทิล

C3H7CO จะเหน็ ได้ว่า ด้านน้ี OH หายไป หากเราเตมิ OH เข้าไปจะกลายเปน็ C3H7COOH มันคือ
สารอนิ ทรยี ป์ ระเภทกรดอินทรีย์ ดงั นัน้ เราจึงอ่านด้านนตี้ ามมา แลว้ ลงท้ายเสียงดว้ ย เอต จงึ ได้ บวิ ทาโนเอต (อย่าลมื นบั
ตาแหนง่ ของ C ถึงหมูฟ่ งั ก์ชัน)
2) HCOOC5H11 อา่ นวา่ ...............................................................................................................................................
3) C6H5COOC2H5 อ่านวา่ ..................................................................................................................... ......................

ตัวอย่าง จงเขียนสตู รของสารประกอบต่อไปน้ี 2) เมทลิ ฟอร์เมต ..............................................................
1) โพรพิลแอซีเตด ...................................................... 4) บิวทิลซาลซิ ิเลต ............................................................
3) โพรพลิ เบนโซเอต ...................................................

โรงเรียนอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรยี ์

แอลดไี ฮด์ ALDEHYDE

กาหนดใหค้ ารบ์ อนของ -CHO เปน็ ตาแหน่งท่ี 1 และเรยี กโซห่ ลกั ดว้ ยช่ือของแอลเคน (-ane) แตต่ ัดตัวอกั ษรทา้ ย
ของแอลเคน คือ e ออก แล้วลงทา้ ยดว้ ย -al โดยไมต่ ้องระบตุ าแหน่งของฟังก์ชนั ในสว่ นของคานาหนา้ ให้ระบตุ าแหน่งและ
ช่ือของหม่แู ทนที่ (ถ้ามี)

54 3 21

3-methylpentanal
คโี ตน KETONE

กาหนดตัวเลขแสดงตาแหนง่ ของคารบ์ อนในโซห่ ลัก โดยเร่มิ จากปลายท่มี ีตาแหนง่ ของหมู่คีโตนอยู่ ทีมตี ัวเลขน้อย
ทสี่ ดุ เรยี กโซห่ ลักด้วยชือ่ ของแอลเคน (-ane) แต่ตัดตัวอักษรท้ายของแอลเคน คือ e ออก จากนั้นระบุตาแหนง่ ของหมคู่ โี ตน
ตามดว้ ยคาลงทา้ ย (-one) ในสว่ นของคานาหน้าให้ระบุตาแหน่งและชื่อของหมูแ่ ทนท่ี (ถ้ามี) เชน่

5 4 3 21

4-methylpentan-2-one

อีเทอร์ ETHER

กาหนดใหด้ ้านท่ีมจี านวนคาร์บอนมากกว่าเป็นโซห่ ลกั สว่ นด้านที่มีจานวนคารบ์ อนนอ้ ยกว่า ให้รวมกบั ออกซเิ จน
เปน็ หมู่แทนท่ี เรียกวา่ alkoxy (-OR) ซง่ึ เรยี กขอื่ ตามจานวนคารบ์ อน แล้วลงทา้ ยด้วย -oxy (ออกซี) เชน่

-OCH3 เรยี กวา่ เมทอกซี (Methoxy)
-OCH2CH3 เรยี กวา่ เอทอกซี (Ethoxy)
-OCH2CH2CH3 เรยี กว่า โพรทอกซี (Prothoxy)

2-methoxy-2-2methylpropane

โรงเรียนอยุธยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

ชอื่ สารประกอบท่ีมี N เป็นองค์ประกอบ

เอมนี AMINE
กาหนดตวั เลขแสดงตาแหนง่ ของคาร์บอนในโซ่หลกั โดยให้ตาแหน่งของคาร์บอนท่ีมหี มู่ -NH2 เป็นตัวเลขท่นี ้อยทส่ี ดุ
เรยี กโซ่หลกั ด้วยชื่อของแอลเคน (-ane) แตต่ ดั ตัวทา้ ยของแอลเคน คือ e ออก จากน้ันระบุตาแหน่ง -NH2 ตามด้วยคาลงทา้ ย
-amine

เอไมด์ AMIDE
กาหนดให้คารบ์ อนของ -CONH2 เป็นตาแหนง่ ท่ี 1 และเรียกโซห่ ลักด้วยชื่อของแอลเคน (-ane) แตต่ ัดตวั ท้ายของ
แอลเคน คือ e ออก แล้วลงท้ายด้วย -amide โดยไมต่ ้องระบุตาแหน่งของหมฟู่ ังกช์ นั ในส่วนของคานาหนา้ ใหร้ ะบตุ าแหนง่
และช่ือของหมู่แทนที่ (ถ้ามี)

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

แบบฝึกหดั ท่ี 3 ชอื่ ของสารประกอบอนิ ทรยี ์

1. เรียกชอ่ื สารประกอบต่อไปนีต้ ามระบบ IUPAC จากสตู รโครงสร้างท่กี าหนดให้ต่อไปน้ี

ข้อ สาร ช่อื สารประกอบ

1.1

1.2

1.3

1.4
1.5
1.6

1.7

1.8
1.9
1.10

1.11
1.12

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

2. จงเขยี นสูตรโครงสร้างของสารประกอบอินทรียจ์ ากชื่อท่ีกาหนดใหต้ ่อไปน้ี โครงสร้าง
ขอ้ ชือ่ สารประกอบ
2.1 pent-2-ene
2.2 Hexanamide
2.3 butan-2-one
2.4 Propan-1-ol
2.5 Butan-1-amine
2.6 Ethyl buthanoate
2.7 3-chlorobutanal
2.8 1-ethoxypentane
2.9 5-methylcyclonon-1-yne
2.10 1-ethhyl-2-methylbenzene
2.11 3,3-dimethylbuthanoic acid
2.12 3-ethyl-2,4-dimethylbexane
2.13 1-ethyl-3-methylcyclooctane

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์

3. สารแอโรแมตกิ บางชนดิ เช่น กรดเบนโซอกิ กรดซาลิซลิ ิก ฟนี อล ซึ่งเปน็ ชื่อสามัญที่ IUPAC ยอมรบั ใหใ้ ชใ้ นการเรียกชือ่ ได้
จงเขียนโครงสรา้ งของสารประกอบเอสเทอร์ของ สารท่ีกาหนดใหต้ ่อไปนี้
**นักเรยี นจะวาดโครงสร้างแบบใดก็ได้ ในแบบที่นักเรียนถนดั

ขอ้ ชื่อสารประกอบ โครงสรา้ ง

3.1 เมทลิ เบนโซเอต (methyl benzoate)

3.2 เมทิลซาลซิ เิ ลต (methyl salicylate)

3.3 ฟนี ิลเอทาโนเอต (phenyl ethanoate)

โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรีย์

ไอโซเมอร์

จุดประสงค์การเรยี นรู้
เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบอินทรียป์ ระเภทต่างๆ

ความเขา้ ใจคลาดเคลื่อนท่ีอาจจะเกิดขน้ึ ความเข้าใจท่ีถกู ต้อง

ความเขา้ ใจทค่ี ลาดเคลอื่ น โครงสร้างสารทเ่ี ขียนแสดงแตกต่างกนั อาจเป็นสารชนิด
โครงสร้างสารชนดิ เดียวกนั แต่เขยี นแสดงแตกตา่ งกนั เป็น เดยี วกนั เช่น
ไอโซเมอร์ เชน่

(CH3)2CHCH2CH2CH3 (CH3)2CHCH2CH2CH3

ไอโซเมอร์ (Isomer) สารที่มีสูตรโมเลกลุ เหมอื นกัน แตม่ ีการจดั เรียงอะตอมของคาร์บอนท่แี ตกตา่ งกนั ทาให้เกิดไอโซเมอร์

ดงั ตวั อย่างเชน่ C3H8O เราสามารถเขยี นโครงสร้างออกมาได้ 3 แบบ ท้งั ๆเปน็ สารเดียวกัน เราสามารถพดู ง่ายๆวา่ ไอโซเมอร์
คอื “สตู รเหมอื นกันแตโ่ ครงสรา้ งต่างกัน”

ทงั้ น้ี สตู รเหมือนกนั กลา่ วคือ จานวนอะตอม C จะต้องเท่ากันด้วย

ตวั อย่าง เขยี นไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรยี ์ที่มีสตู รโมเลกลุ ดังต่อไปน้ี และระบวุ ่ามีไอโซเมอร์ทเ่ี ป็นแบบโซ่

เปดิ และแบบวงอย่างละกี่ไอโซเมอร์

สาร ไอโซเมอรแ์ บบโซ่เปดิ ไอโซเมอรแ์ บบวง

C4H8

โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรีย์

สาร ไอโซเมอรแ์ บบโซเ่ ปดิ ไอโซเมอร์แบบวง
C5H10

ตวั อย่าง จงอา่ นช่อื สารทเ่ี ปน็ ไอโซเมอร์กนั ต่อไปนใ้ี หถ้ ูกต้อง ช่ือสารประกอบ
สาร

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรยี ์

ตวั อยา่ ง จงอ่านช่ือสารทเี่ ป็นไอโซเมอร์กนั ต่อไปน้ใี ห้ถูกต้อง ชอ่ื สารประกอบ
สาร

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

ตารางสรุปจานวนไอโซเมอร์ของสารชนดิ ต่างๆ

จานวน แอล แอ ไซโคล แอลไคน์ แอลกอฮอล์ อเี ทอร์ กรด เอส แอล ดโี ตน เอมีน เอไมด์

อะตอม เคน ลคีน แอลเคน อินทรีย์ เทอร์ ดไี ฮด์

คาร์บอน

1 -- - - - - - - - -- -

2 -- - - - - - - - -2 2

3 -- - - 2 - - 2 - -4 4

4 23 2 2 4 3 2 42 -8 8

5 35 5 3 8 6 4 9 4 3 17 18

6 5 13 12 7 17 15 8 20 5 6

7 9 27 26 13 36 17 17 15

8 18 64 54 31 36 36

9 35 135 66

10 75 290 145

“..เราสามารถพจิ ารณาความเป็นไอโซเมอร์ของสารได้ โดยใช้หลกั ง่ายๆดังน้ี
1) สารชนดิ นนั้ มีจานวน คาร์บอน (C) เท่ากนั เชน่ ถา้ สาร A มี C 5 ตัว สาร B ก็ตอ้ ง C 5 ตัวดว้ ย หากสาร

A และ B จานวนอะตอมคาร์บอนไมเ่ ทา่ กันแล้ว ยังไงก็ไม่ใช่ ISOMER แน่นอน
2) พิจารณาการหายไปของไฮโดรเจน (H) ตามประเภทของสารดังน้ี
2.1) สารประเภทแอลเคน (Alkane) H จะอยูค่ รบ ไมม่ ีการหาย
2.2) สารประเภทแอลคีน (Alkene) H จะหายไปทต่ี าแหน่งของพนั ธะตาแหน่งละ 2 ตวั เชน่

ถา้ สารน้ันพนั ธะคู่ 3 แหง่ แสดงว่า H จะหายไป 6 ตวั
2.3) สารประเภทแอลไคน์ (Alkyne) H จะหายไปทต่ี าแหน่งพันธะสามตาแหนง่ ละ 4 ตวั

** เราต้องระวงั สารประเภทอะโรมาตกิ (Aromatic) ด้วย สารประเภทวง H จะหายไปท่ี C ตาแหนง่ ละ 2 ตัว …”

โรงเรียนอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรีย์

แบบฝึกหดั ท่ี 4 ไอโซเมอร์

***************************************************************************************************************
1. สารประกอบอนิ ทรีย์ในขอ้ ใดเปน็ ไอโซเมอร์กนั

1.1 CH3OCH3 กับ CH3CH2OH
1.2 (CH3)2CCl2 กบั (CH3)2CHCH2Cl
1.3 CH3(CH2)3CHO กับ (CH3CH2)2CO
1.4 (CH3CH2)2CHCH3 กับ CH3CH2C(CH3)3
1.5 CH3CH2CH2NH2 กบั CH3CH2NHCH3
1.6 CH3CH2COOCH3 กับ CH3CH2CH2COOH
1.7 CH2 = CHCH(CH3)2 กับ (CH3)2CHCH = CH2
1.8 CH3CH2CH(OH)CH2CH3 กบั CH3CH2CH(CH2CH3)OH

1.9 1.10

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

2. สารข้อใดต่อไปน้ี เปน็ ไอโซเมอร์กัน และ ไม่เปน็ ไอโซเมอร์กนั

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3. เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสร้างท่ีเปน็ ไปได้ทั้งหมดของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีคาร์บอน 6 อะตอม และมีโครงสรา้ งและ
พันธะระหว่างอะตอมของคาร์บอนดงั น้ี

3.1 โซเ่ ปิดทมี่ พี ันธะเดยี่ วทงั้ หมด
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

3.2 แบบวงทม่ี ีพนั ธะเดยี่ วทง้ั หมด
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
3.3 โซเ่ ปดิ ท่มี พี นั ธะคู่ 1 พนั ธะ
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3.4 โซเ่ ปิดทีม่ พี นั ธะสาม 1 พันธะ
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

สมบตั ิบางประการของสารอนิ ทรยี ์

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
วเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทยี บจดุ เดอื ดและการละลายในนา้ ของสารประกอบอินทรยี ์ทมี่ ีหมู่ฟงั ก์ชัน โมเลกุล
ขนาดโมเลกุล หรอื โครงสรา้ งตา่ งกัน

ความเขา้ ใจคลาดเคล่อื นทอี่ าจจะเกดิ ข้นึ

ความเข้าใจทคี่ ลาดเคลือ่ น ความเขา้ ใจทีถ่ ูกต้อง

สารประกอบอนิ ทรยี ์แต่ละชนิดมีแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ ง สารประกอบอนิ ทรยี บ์ างชนดิ มแี รงยดึ เหนีย่ วระหว่าง

โมเลกลุ เพียงชนดิ เดียว โมเลกุลมากกว่า 1 ชนดิ เช่น แรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ

เช่น แรงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกุลของแอลกอฮอลค์ ือพนั ธะ ของแอลกอฮอลค์ ือพันธะไฮโดรเจน แรงระหว่างขัว และ

ไฮโดรเจนเทา่ นัน แรงแผก่ ระจายลอนดอน

อเี ทอร์ แอลดีไฮด์ คโี ทน และเอสเทอร์ไมส่ ามารถเกดิ พันธะ สารประกอบอินทรียท์ ม่ี ีธาตุออกซเิ จน เชน่ อีเทอร์

ไฮโดรเจนกบั แอลดไี ฮด์ คีโทน เอสเทอร์ สามารถเกิดพนั ธะไฮโดรเจน

โมเลกลุ ของนา้ เพราะในโมเลกุลไมม่ ีอะตอมของไฮโดรเจน ระหวา่ งอะตอมออกซิเจนของโมเลกุลสารกบั อะตอม

ต่อกบั ออกซิเจน ไฮโดรเจนของโมเลกลุ นา้ ได้ เชน่ อีเทอรเ์ กดิ พันธะไฮโดรเจน

กับน้า ดังแสดง

จุดเดอื ดของสารประกอบอนิ ทรีย์พจิ ารณาจากพลงั งาน จุดเดือดของสารประกอบอินทรยี พ์ ิจารณาจาก
พนั ธะภายในโมเลกุล แรงามม่ ยดึ เหน่ยี วระหวา่ งโมเลกลุ

สมบัติของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

จดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวของแคลเคน
กราฟที่ 1 จดุ เดือดของแอลเคนและไซโคลแอลเคนทม่ี ีคาร์บอน 3-8 อะตอม

โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

จากกราฟที่ 1 ซ่งึ แสดงความสัมพันธ์ระหวา่ งจดุ เดือดกับจ้านวนอะตอมของคาร์บอน ของแอลเคนโซ่ตรงและไซโคล
แอลเคนที่มคี ารบ์ อน 3-8 อะตอม พบว่าทงั แอลเคนโซต่ รงและไซโคลแอลเคนมีจดุ เดือดเพ่ิมขึนเมอ่ื มจี ้านวนอะตอมของ
คาร์บอนเพิม่ ขึนและเม่ือเปรยี บเทยี บจุดเดือดของแอลเคนโซต่ รงและไซโคลแอลเคนท่ีมจี า้ นวนอะตอมของคาร์บอนเท่ากนั
พบวา่ ไซโคลแอลเคนมจี ดุ เดอื ดสูงกวา่ แอลเคนโซต่ รงซงึ่ แสดงว่าโครงสรา้ งแบบวงมจี ุดเดือดสูงกวา่ โครงสรา้ งแบบเส้น
กราฟท่ี 2 จุดหลอมเหลวของแอลเคนและไซโคลแอลเคนที่มีคาร์บอน 3-8 อะตอม

จากกราฟท่ี 2 ซ่ึงแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งจดุ หลอมเหลวกบั จา้ นวนอะตอมของคารบ์ อนของแอลเคนโซต่ รงและ
ไซโคลแอลเคนท่ีมีคารบ์ อน 3-8 อะตอม พบว่าจดุ หลอมเหลวของทังแอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนมีแนวโน้มเพ่มิ ขึนเม่อื
มจี า้ นวนอะตอมของคารบ์ อนเพมิ่ ขึนแตก่ ารเพ่ิมขนึ ของจดุ หลอมเหลวมีความต่อเนอ่ื งนอ้ ยกว่าจุดเดือด

“....แอลเคนโซต่ รงและไซโคลแอลเคนมจี ุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวเพ่ิมขนึ เม่ือมีจา้ นวนอะตอมของคารบ์ อนเพมิ่ ขนึ และเม่อื
เปรียบเทยี บจุดเดือดของแอลเคนโซ่ตรงและไซโคลแอลเคนที่มีจ้านวนอะตอมของคาร์บอนเท่ากัน พบวา่ ไซโคลแอลเคนมีจุด

เดอื ดสงู กว่าแอลเคนโซ่ตรงเลก็ นอ้ ยแสดงว่า ทังขนาดโมเลกลุ และโครงสร้างของสารมีผลตอ่ จดุ เดือดของแอลเคน...”

ตวั อย่าง สารทม่ี ีสตู รโมเลกุล C5H12 มี 3 ไอโซเมอร์ เขยี นไอโซเมอร์โครงสร้างทังสามและเรียงล้าดบั จดุ เดือดของไอโซเมอร์
เหลา่ นจี ากสูงไปตา่้
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

▪ จุดเดอื ดของแอลคีนและแอลไคน์โซ่ตรงเพม่ิ ขึนเม่ือจา้ นวนอะตอมของคาร์บอนเพิม่ ขึน
▪ สารประกอบอินทรยี ์ที่มธี าตุออกซเิ จนเป็นองค์ประกอบมีสภาพขัวตา่ งจากสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน โดย

สารประกอบอนิ ทรยี ท์ ี่มธี าตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบมีสภาพขัวมากกว่า

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรีย์

ตารางแสดงสมบัติของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบ แรงยึดเหน่ียว แรงยดึ เหนี่ยว สภาพข้วั การเกดิ การนา จุดเดอื ด การ
ของโมเลกุล เขม่า ไฟฟ้า ละลายนา้
ภายในโมเลกุล ระหวา่ งโมเลกลุ   ตา้่ 

แอลเคน โคเวเลนต์ แรงแผ่กระจาย เขมา่  ตา้่ 
 เล็กนอ้ ย
Alkane ลอนดอน เขมา่ มาก  ตา้่ 

แอลคีน โคเวเลนต์ แรงแผก่ ระจาย เขมา่ มาก  ตา้่ 

Alkene ลอนดอน

แอลไคน์ โคเวเลนต์ แรงแผก่ ระจาย

Alkyne ลอนดอน

อะโรมาติก โคเวเลนต์ แรงแผก่ ระจาย

Aromatic ลอนดอน

สมบตั ิสารประกอบที่มี O เป็นองค์ประกอบ

ทดสอบการละลายน้าของสารแอลกอฮอล์

จากผลการทดลองพบวา่ propan-1-ol ละลายในนา้ ไดด้ ีกวา่ butan-1-ol และ pentan-1-olตามล้าดับ ซึ่งเมื่อ
พิจารณาความสัมพันธ์ของจ้านวนอะตอมของคาร์บอนในโมเลกลุ แอลกอฮอล์กับการละลายในน้าพบวา่ แอลกอฮอลท์ ม่ี ขี นาด
โมเลกลุ ใหญ่ขึนหรอื มีจา้ นวนอะตอมของคารบ์ อนเพ่ิมขนึ ละลายในนา้ ไดน้ อ้ ยลง

“....แอลกอฮอลท์ ่ีมีจา้ นวนอะตอมของคาร์บอนเพิ่มขึนละลายในน้าได้น้อยลง...”

ทดลองหาจดุ เดือดของ propan-2-one และ propan-2-ol
จากการทดลองพบว่า จุดเดือดของ propan-2-one ต้า่ กว่า propan-2-ol ทังท่มี ีขนาดโมเลกลุ ใกล้เคียงกัน ซ่งึ เมื่อ

พจิ ารณาหมู่ฟงั ก์ชนั ของ propan-2-one พบว่า มีเพียงอะตอมของออกซิเจนแตไ่ ม่มไี ฮโดรเจนท่สี ามารถเกิดพันธะไฮโดรเจน
ระหว่างโมเลกุลของสารได้แต่ propan-2-ol มหี มู่ –OH ทีส่ ามารถเกดิ พันธะไฮโดรเจนได้ ดังรปู ดา้ นลา่ ง

“....จดุ เดอื ดของ propan-2-ol สงู กว่า propan-2-one เนอ่ื งจาก propan-2-ol เกดิ
พันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกลุ ของสารได้ แต่ propan-2-one ไมส่ ามารถเกิดพนั ธะไฮโดรเจนระหวา่ งโมเลกุลได้...”

แนวโนม้ จดุ เดือดของสารประกอบอนิ ทรยี ์พิจารณาได้จากขนาดโมเลกลุ และแรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกลุ ได้แก่
แรงแผ่กระจายลอนดอน แรงระหวา่ งขวั และพันธะไฮโดรเจน

โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

ตารางแสดงสมบตั ิของสารอินทรีย์ท่ีมี O เปน็ องค์ประกอบ

สารประกอบ แรงยึดเหนีย่ ว แรงยดึ เหนีย่ ว สภาพข้วั การ การนาไฟฟ้า จุด ความเป็น

ภายในโมเลกลุ ระหว่างโมเลกลุ ของโมเลกลุ ละลายน้า ของสารละลาย เดือด กรด-เบส

แอลกอฮอล์ โคเวเลนต์ พันธะไฮโดรเจน ✓ ✓  สงู กลาง

Alcohol (3ตวั แรก)

คาร์บอกซิลกิ โคเวเลนต์ พันธะไฮโดรเจน ✓ ✓ ✓ สงู กรด

Carboxylic (4ตัวแรก)

เอสเทอร์ โคเวเลนต์ แรงระหวา่ งขัว ✓ ✓  ปาน กลาง

Ester กลาง

แอลดไี ฮด์ โคเวเลนต์ แรงระหวา่ งขวั ✓ ✓  ปาน กลาง

Aldehyde กลาง

คีโตน โคเวเลนต์ แรงระหวา่ งขัว ✓ ✓  ปาน กลาง

Ketone กลาง

อีเทอร์ โคเวเลนต์ แรงระหวา่ งขัว ✓ ✓  ปาน กลาง

Ether กลาง

สมบัติสารประกอบท่ีมี N เป็นองค์ประกอบ

ตารางแสดงสมบัติของสารอินทรียท์ ี่มี N เป็นองค์ประกอบ

สารประกอบ แรงยึดเหนยี่ ว แรงยึดเหน่ียว สภาพขว้ั การ การนาไฟฟา้ จดุ ความเป็น

ภายในโมเลกลุ ระหวา่ งโมเลกลุ ของโมเลกุล ละลายน้า ของสารละลาย เดือด กรด-เบส

เอมนี โคเวเลนต์ พนั ธะไฮโดรเจน ✓ ✓  สูง เบส

Amine

เอไมด์ โคเวเลนต์ พนั ธะไฮโดรเจน ✓ ✓  สูง กลาง

Amide มาก

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

แบบฝึกหัดที่ 5 สมบตั ิบางประการของสารอนิ ทรยี ์

1. A B และ C เป็นสารประกอบแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน และมโี ครงสร้างดงั นี

จงเรยี งล้าดับจุดเดอื ดของสารจากมากไปน้อย พร้อมอธิบายเหตุผล
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
2. ในการทดลองเติมผงแนฟทาลนี หรือลกู เหมน็ (C10H8) ปรมิ าณ 0.1 กรมั ลงในหลอดทดลองที่มีสารผสมระหวา่ งนา้ กล่ัน
และเฮกเซนอยา่ งละ 5 มลิ ลลิ ติ ร จากนนั เขยา่ แรงๆ และตงั ไว้3 นาที จงวาดรปู แสดงผลการทดลอง พร้อมอธิบายเหตผุ ล
(กา้ หนดให้ความหนาแนน่ ของเฮกเซน = 0.66 กรมั ต่อมลิ ลิลิตร)
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3. สาร A B และ C มสี ูตรโครงสร้างและจดุ เดือดดงั นี

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรีย์

4. เอทานอล (CH3CH2OH) และเมทอกซีมีเทน (CH3OCH3) เปน็ ไอโซเมอรก์ นั แตเอทานอลมีสถานะเป็นของเหลว ในขณะท่ี
เมทอกซมี ีเทนมีสถานะเป็นแกส๊ ทอ่ี ุณหภมู ิหอ้ ง เพราะเหตุใด
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

5. ท้าเครือ่ งหมาย ✓ ลงในช่องว่างใหส้ อดคลอ้ งกบั แรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกุลทสี่ ่งผลตอ่ จุดเดือดของสาร (

ทา้ เครอื่ งหมาย ✓ ไดม้ ากกวา่ 1 ชอ่ ง)

สาร แรงแผ่กระจายลอนดอน แรงระหว่างขว้ั พนั ธะไฮโดรเจน

Hexane

Penten-1-ol

1-methoxybutane

6. เปรียบเทียบจุดเดอื ดของสารตอ่ ไปนี พรอ้ มอธิบายเหตุผล
6.1 butan-1-ol กบั pentan-1-ol

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

6.2 ethanoic acid และ methyl methanoate
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

6.3 hexan-1-ol กับ hexan-1-amine
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรีย์

ปฏิกิรยิ าเคมขี องสารประกอบอนิ ทรยี ์

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ ปฏิกิรยิ ากับโบรมนี หรอื
ปฏกิ ิริยากบั โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต และเขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ิริยาที่เกิดข้ึน
2. เขียนสมการเคมแี ละอธิบายการเกิดปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟิเคชัน ปฏกิ ริ ยิ าการสงั เคราะห์เอไมด์
ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟเิ คชัน
3. ทดสอบปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนฟิ ิเคชัน

ความเขา้ ใจคลาดเคลอื่ นท่อี าจจะเกิดขนึ้

ความเขา้ ใจที่คลาดเคล่อื น ความเขา้ ใจท่ถี กู ต้อง

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั จะเกิดปฏิกริ ิยาการเผา การเผาไหม้อยา่ งสมบรู ณแ์ ละไม่สมบรู ณ์ของสารประกอบ

ไหมอ้ ย่างสมบูรณ์ ส่วนสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนไม่อ่ิมตวั ไฮโดรคาร์บอน นอกจากขน้ึ อยูก่ ับความอม่ิ ตวั ของ

จะเกดิ ปฏิกิริยาการเผาไหมไ้ ม่สมบรู ณเ์ สมอ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแลว้ ยังขนึ้ กับภาวะของการเผา

ไหมด้ ้วย เชน่ ปรมิ าณแก๊สออกซิเจน

ปฏกิ ิริยาการฟอกจางสีสารละลายโบรมนี ของแอลคีนและ ปฏกิ ริ ยิ าการฟอกจางสีสารละลายโบรมนี ของแอลคนี และ

แอลไคนเ์ กดิ ไดเ้ ฉพาะในที่มดื เท่านนั้ แอลไคนเ์ กิดได้ทงั้ ในที่มืดและทส่ี ว่าง

เอมีนทาปฏิกิรยิ ากบั กรดคาร์บอกซิลิกท่ีอณุ หภมู หิ ้องจะได้ เอมนี ทาปฏิกิรยิ ากับกรดคาร์บอกซิลิกที่อณุ หภมู ิห้องจะให้

เอไมด์ เกลือแอมโมเนยี ม

คาร์บอกซเิ ลต แต่เม่ือให้ความร้อนจะได้เอไมด์เกดิ ข้ึน

ปฏิกิริยาการเผาไหม้

ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ (combustion reaction) การเปน็ ปฏิกิริยาการเผาไหมข้ องสารประกอบอินทรีย์ ทกุ ครัง้
จะต้องมี แกส๊ ออกซิเจน เขา้ ไปทาปฏิกริ ยิ าเสมอ ผลิตภณั ฑ์ท่ไี ดท้ ุกครงั้ จะได้ แกส๊ คารบ์ อนได้ออกไซด์ และ นา้ เทา่ น้นั
เรยี กวา่ “การเผาไหมอ้ ยา่ งสมบรู ณ์” เช่น ถา้ หากเราจะเผา C5H18 สามารถเขียนสมการไดด้ ังน้ี

2C8H18 + 25O2 → 16CO2 + 18H2O
หลกั การดลุ สมการสารประกอบอินทรยี ์

1) เอา 4 หารจานวนอะตอมของ H
2) เอาผลลัพทท์ ไ่ี ด้ ไปบวกกับจานวนอะตอมของ C
3) ผลลัพท์ที่ได้ ไปใส่หน้า O ถ้าหากเลขไมล่ งตวั ใหห้ าเลขมาคณู ใหต้ วั เลขสละสลวย
4) ปรบั จานวนธาตุ ดา้ นขวา
ตวั อย่าง ปรมิ าณการใชแ้ กส๊ ออกซิเจนในการเผา ระหวา่ ง เพนเทน และ เฮกเซน สารใดใช้ออกซิเจนมากกว่ากนั
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรยี ์

ปฏกิ ิรยิ าการฟอกจางสีของสารละลาย

การฟอกจางสสี ารละลายโบรมีน

แอลเคน สามารถทาปฏกิ ริ ยิ ากบั Br2 ในท่ีสวา่ ง แตไ่ มท่ าปฏกิ ริ ยิ าในทีม่ ืด เรียกวา่ “ปฏิกิรยิ าการแทนท่ี”
แสง
CH3CH3 + Br2 CH3CH3Br + HBr


แอลเคน ผลิตภณั ฑ์ทไี่ ดจ้ ะเป็นของผสม และ มีกรดเกดิ ขึ้นเสมอ

แอลคนี สามารถทาปฏิกิรยิ ากบั Br2 ในทมี่ ืดและท่สี ว่าง และสามารถทาปฏิกริ ยิ ากับ KMnO4 เรียกว่า “ปฏิกริ ิยารวมตวั ”
หรือ “ปฏกิ ริ ิยาการเตมิ ” และสามารถทาปฏกิ ิริยากับนา้ ได้โดยมีกรดเปน็ ตัวเร่งปฏิกิรยิ า เรียกว่า “ปฏิกิริยาไฮเดรชัน”
ถ้าทาปฏิกิริยากับ H2 แลว้ จะต้องมี Ni หรอื Pt เป็นตวั เร่งปฏิกิรยิ าเสมอ เรยี กวา่ “ปฏิกิริยาไฮโดรจเี นชัน”

ตวั อย่าง เมทิลเบนซนี (โทลอู ีน) และไซโคลเฮกซนี ทาปฏิกิริยากบั สารละลายโบรมนี ในท่ีสว่างไดผ้ ลดงั นี้
1) จงเขียนสมการเคมีท่เี กิดขึ้น

โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรีย์

2) เมอ่ื นากระดาษลิตมสั ชืน้ ไปอังที่ปากหลอดทดลองของปฏิกิรยิ าขา้ งตน้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรอื ไม่ อยา่ งไร
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

การฟอกจางสสี ารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต
แอลคีน

ไกลคอล (glycol) หรือ ไดแอลกอฮอล์ (dialcohol) = 2OH
แอลไคน์ แอลไคน์ สามารถฟอกจางสีของสารละลายโพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต ไดเ้ ช่นเดยี วกบั แอลคีน โดยดา่ ง
ทบั ทมิ สามารถทาปฏิกิริยาได้บรเิ วณทีเ่ ป็นพันธะสาม ซึง่ อาจไดผ้ ลิตภัณฑ์ท่หี ลากหลายข้ึนอยู่กับชนิดของแอลไคน์ เรยี กว่า
“ปฏิกริ ยิ าการเติม” เชน่ เดียวกันกับแอลคนี
แบบท่ี 1 ไดผ้ ลิตภณั ฑต์ วั เดยี วไมม่ กี รดเกดิ ขนึ้

แบบท่ี 2 เกิดผลติ ภณั ฑเ์ ป็น Di-Ketone

ดา่ งทับทิมเข้าไปทาลายบรเิ วณพนั ธะสาม แลว้ เกิดเปน็ Di-Ketone ดงั วงกลมแสดง
แบบที่ 3 เกิดผลิตภณั ฑ์แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และเกดิ หมู่คาร์บอกซิลิก

** มีความเป็นกรด กระดาษลิสมันจะเปลยี่ นสี

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรยี ์

ตารางสรปุ การเกิดปฏกิ ิริยาเคมีของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบ Br2 ในท่สี ว่าง Br2 ในท่มี ืด สารละลาย KMnO4
แอลเคน ✓  

แอลคนี (ในทีส่ ว่างเทา่ นนั้ ) ✓ ✓
แอลไคน์ ✓ ✓ ✓
อะโรมาติก  




ปฏกิ ริ ิยาทเ่ี กิดขึ้นในสารประกอบแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ ทาปฏิกริ ยิ ากับ Na แต่ไม่ทาฏิกริ ยิ ากบั NaHCO3 ดังสมการ

2C2H5OH + 2Na → C2H5ONa + H2

2C2H5OH + 2NaHCO3 → ? (ไมเ่ กดิ ปฏิกริ ยิ าเคม)ี

ปฏิกริ ิยาท่ีเกดิ ขึน้ ในสารประกอบคาร์บอกซีลิค

1. Carboxylic สามารถทาปฏิกิรยิ ากบั Na ได้ เกลือของกรดอนิ ทรีย์ และ H2 ดังสมการ
2R – COOH + 2Na → 2R – COONa + H2

2. Carboxylic สามารถทาปฏกิ ริ ยิ ากับ NaHCO3 ได้ เกลอื ของกรดอนิ ทรยี ์ และ CO2 ดงั สมการ
2R – COOH + 2NaHCO3 → 2R – COONa + H2 + H2O

3. Carboxylic สามารถทาปฏิกริ ยิ ากบั NaOH ได้ เกลือของกรดอินทรยี ์ และ H2O ดังสมการ
CH3COOH + NaOH → CH3COONa + H2O

ปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟิเคชัน (ESTERIFICATION)

ปฏกิ ิริยาเอสเทอร์ เปน็ ปฏกิ ริ ิยาทเี่ กดิ จาก แอลกอฮอล์ และ กรดอินทรีย์ มาทาปฏิกริ ยิ ากัน เพ่ือใหไ้ ดส้ ารประกอบ
เอสเทอร์ โดยใช้ 3 กระบวนการ คือ กระบวนการเกดิ เรยี กว่า Esterification กระบวนการตัดให้สารกลับมารูปเดมิ โดยใช้
กรด เรียกวา่ Hydrolysis หรอื กระบวนการตดั ใหส้ ารกลับมารปู เดมิ โดยใชเ้ บส เรยี กว่า saponification

โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรีย์

ESTERIFICATION

ตัวอยา่ ง จงเตรียมสารต่อไปน้ีเพ่ือให้ไดเ้ อสเทอร์ 1 โมเลกลุ เมทานอล และ บวิ ทาโนอิก
............................................................................................................................. .......................................................................
........................................................................................................................................................................................ ............
...................................................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
.................................................................................................................................................................... ................................
.................................................................................................. ..................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................

HYDROLYSIS

ตวั อยา่ ง เมื่อมีโพรพลิ เฮกซาโนเอต จงระบสุ ารตั้งตน้ ของปฏกิ ริ ิยาเอสเทอรน์ ้ี
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................. .......................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
........................................................................................................................................................... .........................................

SAPONIFICATION

ตวั อย่าง เมื่อมเี อทิลบวิ ทาโนเอต 1 โมเลกลุ จงระบุสารต้ังต้น โดยใช้วธิ ี Saponification
............................................................................................................................. .......................................................................
........................................................................................................................................................................................ ............
...................................................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
.................................................................................................................................................................... ................................
.................................................................................................. ..................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................

โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรยี ์

ปฏกิ ริ ิยาการสังเคราะหเ์ อไมด์
เอไมด์ เตรยี มได้จากปฏิกริ ิยาระหวา่ งกรดคาร์บอกซิลิก กับ แอมโมเนยี หรือเอมนี ทอี่ ุณหภูมิสูงๆ ซึง่ คล้ายกบั
ปฏิกริ ิยาเอสเทอรฟิ ิเคชัน เมือ่ เอมนี ทาปฏกิ ริ ยิ ากับกรดอินทรยี ์แลว้ จะใหเ้ กลอื แอมโมเนยี มคารบ์ อกซเิ ลต แต่เมื่อใหค้ วามร้อน
แล้วจะได้ “เอไมด์”
ปฏกิ ิริยาการสังเคราะห์เอไมด์ และ ปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเิ คชัน จดั เปน็ “ปฏกิ ริ ยิ าควบแน่น” ซ่ึงเปน็ ปฏกิ ิริยาท่รี วม 2
โมเลกลุ ใหเ้ ป็นโมเลกุลทใ่ี หญ่ขน้ึ กว่าเดมิ โดยผลพลอยได้ ก็มีเชน่ นา้ เมทานอล กรดแอซีตกิ เป็นต้น
ตัวอย่าง เขียนโครงสร้างของสารผลิตภัณฑ์ 2 ชนดิ ท่เี ตรียมจากกรดคารบ์ อกซลิ ิกและเอมีนแตล่ ะค่ตู อ่ ไปน้ี และระบวุ ่า
ผลติ ภัณฑท์ ้งั 2 ชนิดน้มี คี วามสัมพันธ์กันอย่างไร
ก. CH3COOH และ C6H5NH2

ข. C6H5COOH และ CH3NH2

*ปฏกิ ริ ยิ าการไฮโดรไลซิสไอไมด์ คล้ายกบั ปฏกิ ิริยาเอสเทอรร์ ฟิ เิ คชัน ศึกษาเพ่ิมเตมิ ในหนงั สอื หน้า 70*

โรงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรยี ์

แบบฝึกหัดท่ี 6 ปฏิกิรยิ าเคมขี องสารประกอบอนิ ทรยี ์

1. เมือ่ นา pentane pent-1-ene และ pent-1-yne มาเผาภายใต้บรรยากาศปกติ สารใด ให้ปรมิ าณเขม่ามากท่ีสุดและ
นอ้ ยท่ีสดุ เพราะเหตใุ ด
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

2. เขียนสมการเคมแี สดงปฏิกิริยาการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ของเฮกเซนและไซโคลเฮกเซน
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3. สาร A B C และ D มสี มบัติดงั นี้

3.1 สารใดมโี อกาสเปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน เพราะเหตุใด
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3.2 สารใดมีโอกาสทจ่ี ะทาปฏกิ ริ ิยากับสารละลายโบรมนี ในทม่ี ืดได้
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

3.3 สารใดมีโอกาสท่ีจะทาปฏกิ ิรยิ ากบั สารละลายโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทที่ 12 เคมอี นิ ทรีย์

4. เขยี นสมการเคมแี สดงปฏิกิริยาท่เี กดิ ข้นึ ได้ พรอ้ มดุลสมการ

5. X Y และ Z เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซง่ึ เกิดปฏกิ ริ ิยาดังสมการเคมีต่อไปน้ี

X+ Br2 แสง C4H9Br + HBr ..... (1)
แสง


Y+ Br2 C4H8Br2 ..... (2)
แสง
2Z + 15O2 10H2O + 10CO2 ..... (3)


5.1 X Y และ Z มสี ูตรโมเลกุลเปน็ อย่างไร

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
5.2 สารใดเปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนอม่ิ ตัว และสารใดเป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนไมอ่ ิ่มตวั
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
5.3 ระบุประเภทของปฏกิ ิริยาเคมที ่ีเกิดขึ้น
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรีย์

5.4 สาร Z ทาปฏกิ ริ ิยาฟอกจางสสี ารละลายโบรมนี ในทมี่ ืด เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งทเี่ ปน็ ไปได้ท้งั หมดของสาร Z
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
6. ไอโอดนี (I2) ที่อยู่ในสารละลายทงิ เจอร์ไอโอดีน สามารถเกิดปฏกิ ริ ิยาการเตมิ ไดเ้ ช่นเดียวกบั โบรมนี จึงสามารถนามาใช้
เปน็ รเี อเจนต์ในการเปรยี บเทียบความไม่อมิ่ ตัวในนา้ มนั ได้ โดยเม่ือนานา้ มนั 3 ชนิด ปริมาณเท่ากัน มาหยดสารละลาย
ทิงเจอรไอโอดีนแล้วนบั จานวนหยดทใี่ ช้จนกระทั่งสีของสารละลายทิงเจอร์ไอโอดีนไมจ่ างหายไป ได้ผลการทดลองดงั ตาราง

นา้ มันชนดิ ใดมรี ้อยละของกรดไขมนั อ่ิมตัวเปน็ องคป์ ระกอบมากที่สดุ เพราะเหตุใด

Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

7. เขียนสมการเคมีของปฏิกริ ิยาเอสเทอรฟิ เิ คชันเพื่อเตรยี มเบนซิลแอซเี ตต (CH3COOCH2C6H5) ซึ่งเปน็ เอสเทอรท์ ่ีมีกลิ่น
หอมของดอกมะลิ
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

8. เขยี นสมการเคมแี สดงปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ ิสของเมทลิ ซาลิซิเลตทง้ั ในภาวะกรดและเบส
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมีอนิ ทรยี ์

9. โพรพานาไมด์ มโี ครงสรา้ งดังแสดง

NH2

9.1 เขียนสมการเคมแี สดงปฏิกริ ยิ าการสังเคราะห์โพรพานาไมด์ จากปฏิกิริยาระหวา่ งกรดคาร์บอกซลิ กิ กบั เอมนี หรือ
แอมโมเนยี
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
9.2 เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสของโพรพานาไมดท์ ั้งในภาวะกรดและเบส
Ans ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........

โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | บทที่ 12 เคมีอนิ ทรีย์

สารประกอบอนิ ทรยี ใ์ นชวี ติ ประจาวนั และ

การนาไปใชป้ ระโยชน์

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
สบื ค้นข้อมูลและนาเสนอตัวอยา่ งการนาสารประกอบอนิ ทรียไ์ ปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวนั และ
อตุ สาหกรรม

ความเข้าใจคลาดเคลอ่ื นทอ่ี าจจะเกิดขน้ึ

ความเข้าใจทีค่ ลาดเคลอ่ื น ความเข้าใจท่ีถูกต้อง

สารประกอบอินทรียท์ ี่ไดจ้ ากธรรมชาติปลอดภยั ไม่เป็นพษิ สารประกอบอินทรีย์ทงั้ ท่ีได้จากธรรมชาตแิ ละสงั เคราะห์

แตส่ ารประกอบอนิ ทรยี ์ที่ไดจ้ ากการสังเคราะหเ์ ป็นอนั ตราย อาจเปน็ พิษและเปน็ อันตรายได้ ดังนั้นจงึ ควรมีการทดสอบ

ความเป็นพิษหรือตรวจสอบข้อมลู เพื่อการนาไปใช้อย่าง

เหมาะสม

ใหน้ กั เรยี นสืบค้นข้อมลู จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเคมี 5 หน้า 74 ถงึ 77 หรือสามารถสืบคน้ ข้อมลู จากแหลง่ ภายนอก
ไดอ้ ธบิ ายถึงโครงสรา้ งทางเคมี และ การนาไปใชป้ ระโยชน์

เขียนโครงสร้างทางเคมี

สารประกอบอินทรยี ช์ นดิ น้คี อื ................................................................................

อธบิ ายหลกั การและการนาไปใช้ประโยชน์ ................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
....................................................................................................................................................................... .............................
..................................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................
................................................................................................................................................... .................................................
................................................................................. ...................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................................

โรงเรียนอยธุ ยาวทิ ยาลัย จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา | บทท่ี 12 เคมอี นิ ทรยี ์


Click to View FlipBook Version