หนังสอื อเิ ล็กทรอนิกสอ์ อนไลน์ ๔เล่มท่ี
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สาระศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
เร่อื ง
ชาวพทุ ธทีด่ ี
โดย
นางจฬุ วดี ศรโี ยธี
ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะครูชำนาญการพเิ ศษ
โรงเรียนสามัคคีบวั ขาว
สังกัดสำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต ๓
~1~
คำนำ
หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ อนไลน์ฉบบั น้ีเป็นส่อื การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา
ศาสนา และวัฒนธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรอ่ื ง ชาวพุทธที่ดี ซ่ึงภายในได้รวบรวม
เนอื้ หาเพือ่ ให้ผ้เู รยี นไดศ้ กึ ษาเรียนรู้ พรอ้ มดว้ ยมแี บบฝกึ หดั ท้ายเลม่ เพอื่ ประเมินความรู้ผู้เรยี นได้
ด้วยตนเอง
ผูจ้ ดั ทำหวงั เป็นอย่างยง่ิ วา่ หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ สอ์ อนไลน์ฉบบั นี้จะเปน็ ประโชนต์ อ่ ผู้เรยี น
และสามารถพฒั นาต่อยอกองค์ความรู้ต่อไปได้ในอนาคต
จุฬวดี ศรโี ยธี
~2~
สารบัญ หน้า
1
หนา้ ท่ีชาวพทุ ธ 1
การมสี ว่ นรว่ มในการจัดเตรียมสถานท่ปี ระกอบพิธีกรรม
ศาสนพธิ ี 3
ชาวพุทธตวั อยา่ ง 5
มรรยาทชาวพุทธ 10
แบบฝกึ หัดท้ายเลม่
เอกสารอ้างอิง 12
13
~3~
ชาวพุทธทดี่ ี
๑ หน้าทีช่ าวพุทธ
หลกั ในการจดั พิธีกรรม
พิธีกรรม หรือศาสนพิธี หมายถึง ระเบียบแบบแผน แบบอย่างที่พึ่งปฏิบัติในศาสนา เมื่อนำมาใช้ใน
พระพทุ ธศาสนา จึงหมายถึงระเบยี บ แบบแผนหรือแบบอย่างท่ีพงึ ปฏิบตั ใิ นพระพุทธศาสนา
พธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนาชว่ ยให้เกดิ คณุ ธรรมหลายประการในตวั ผูป้ ฏิบตั ิ เช่น ความสามคั คี ความ
มีระเบียบวินัย ความอดทน ความเสียสละ เป็นต้น เมื่อชาวพุทธจะจัดพิธีกรรมใด เช่น งานบวช งานแต่งงาน
งานทำบุญข้ึนบ้านใหม่ งานศพ เป็นตน้ ควรยึดหลกั ดังนี้
๑) ถกู ตอ้ งตามหลักศาสนา
๒) ประหยัดทรัพย์
๓) ได้คุณประโยชน์
๔) ไมข่ ดั กับประเพณีนิยม พิธีบวชพระ
๒ การมีสว่ นร่วมในการจัดเตรยี มสถานทป่ี ระกอบพธิ กี รรม ภาพจาก: https://thestandard.co/
พิธกี รรม เป็นส่งิ ที่มีอยใู่ นทุกศาสนา ซง่ึ แตกตา่ งกนั ไปตามลกั ษณะความเชอ่ื ของศาสนาหรอื ลทั ธนิ ั้น ๆ เปน็
สิ่งทีเ่ กดิ ขึ้นภายหลังศาสนา โดยศาสนาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นก่อน แล้วพิธีกรรมต่าง ๆ จึงจะเกิดข้ึน แม้พิธีกรรม
ไม่ใช่สิง่ ที่เป็นแกน่ สารของศาสนา แตท่ า่ นผู้ร้กู เ็ ปรียบพิธีกรรมหรือศาสนพิธวี ่าเป็นเช่นดงั เปลอื กตน้ ไม้ ซึ่งคอย
ห่อหุ้มแก่นของต้นไม้คือเนอ้ื แท้ของศาสนาไว้
พธิ ีกรรมของพระพุทธศาสนา เป็นสิง่ ที่ช่วยหล่อเลย้ี งแกน่ แท้ของ พระพทุ ธศาสนาไว้ แตใ่ นปัจจุบันนี้ได้มีผู้
คิดว่า การทำพิธีกรรมต่างๆ เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาและยึดถือไว้ ฉะนั้นในฐานะที่เราเป็น
พทุ ธศาสนกิ ชนจงึ ต้องขวนขวายศึกษาทำความเข้าใจเกย่ี วกับพิธีกรรมให้ถกู ต้องตามหลกั ของพระพุทธศาสนา
เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเริ่มต้นขวนขวายและมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมสถานที่ที่จะ
ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธ ศาสนาให้ถูกต้องและเหมาะสมก่อนทจ่ี ะประกอบพธิ กี รรมอ่นื ๆ ต่อไป
การจัดทบ่ี ูชาพระรัตนตรยั
พุทธศาสนิกชนทั่วไปนิยมจัดที่บูชาพระรัตนตรัยไว้เพื่อทำการสักการบูชา และให้เกิดความเป็นสิริ
มงคลและความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ของตนเองและครอบครัว
การจดั ทบี่ ชู าพระรตั นตรัย มสี าระสำคัญ ๒ ประการ ดงั น้ี
๑) องคป์ ระกอบของทีบ่ ูชาพระรัตนตรัย ประกอบดว้ ยส่ิงสำคัญ ๔ อย่าง ไดแ้ ก่
(๑) พระพทุ ธรูป ๑ องค์
(๒) กระถางธปู ๑ ลกู
(๓) เชิงเทียน ๑ คู่ เป็นอย่างน้อย
(๔) แจกันดอกไม้ ๑ คู่ เปน็ อยา่ งน้อย
~๑~
๒) เคร่อื งสักการบชู าพระรัตนตรยั เครอ่ื งสักการบชู าพระรตั นตรัย ทช่ี าวพุทธนิยมนำมาใช้บูชาเป็น
ประจำในการประกอบพิธกี รรม ไม่วา่ งาน มงคลหรอื อวมงคล มี ๓ อยา่ ง ดังน้ี
ธูป สำหรับบูชาพระพุทธเจา้ นิยมจุดครั้งละ ๓ ดอก หมายถึง การบูชาพระคณุ ๓ ของพระพุทธเจา้
คอื พระปัญญาคุณ พระวิสทุ ธคิ ุณ และพระกรณุ าคุณ
เทยี น สำหรับบชู าพระธรรม นยิ มจุดบชู าคร้งั ละ ๒ เลม่ หมายถึง พระธรรม และพระวินัย
ดอกไม้ สำหรบั ไว้บูชา พระสงฆ์ ตามธรรมดาดอกไม้เมอื่ อยูก่ ับตน้ ก็จะสวยงามตามสภาพของพันธุ์ไม้
น้ัน ๆ เมอ่ื บคุ คลเก็บดอกไม้มากองไวโ้ ดยมไิ ด้จดั ย่อมที่จะไม่เปน็ ระเบียบและไมส่ วยงาม แตถ่ า้ เรานํามาจัดใส่
พานหรือแจกัน ย่อมมีระเบียบ สวยงาม เปรียบเสมือนพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติงามด้วยศีลเสมอกัน จึงเกิด
ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ชวนใหเ้ ลื่อมใส ศรทั ธา นา่ เคารพสักการบชู า ดอกไม้ท่ีนํามาบูชาพระควรใช้ดอกไม้
สด สสี วย และมีกลิ่นหอมสดช่ืน
ชาวพุทธควรจะมีความรู้ในเรื่องพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา เพราะพิธีกรรมเป็นพิธีที่เก่ียวข้องกบั
การดำเนินชีวติ ของเราต้ังแต่เกิดจนตาย ถ้ากระทำใหเ้ ป็นระเบียบเรียบรอ้ ย ถูกต้องตามความเช่อื ทางศาสนา
และขนบธรรมเนียมประเพณแี ลว้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามสร้างความปลืม้ ปตี ใิ ห้กบั เจ้าภาพและผู้รว่ มในพธิ ีทกุ คน
รวมทงั้ ยังช่วยรกั ษาเอกลกั ษณข์ องชาติ ศาสนา และวฒั นธรรมไทยใหม้ ่ันคงสบื ไป
การจัดโตะ๊ หมูบ่ ูชาพระรตั นตรยั
ภาพจาก : https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16645
~๒~
๓ ศาสนพิธี
ศาสนพิธี หมายถึง พธิ ีกรรมทางศาสนา สำหรับในช้ันนไ้ี ดก้ ำหนดให้ เรียนศาสนพิธที างพระพุทธศาสนา ๒
พธิ ดี ว้ ยกัน ซ่ึงมรี ายละเอยี ด ดังนี้
๑. การถวายสังฆทาน
เปน็ พธิ ที างศาสนาอย่างหนง่ึ ที่ชาวพุทธนยิ มทำกนั ในโอกาสต่าง ๆ เชน่ ทำบญุ อุทศิ ใหก้ ับผตู้ าย ทำบุญ
วันเกิด เป็นต้น
สงั ฆทาน คือ ทานทีอ่ ทุ ิศแก่สงฆ์ ถวายเปน็ กลาง ๆ ไม่เจาะจง ถวายแก่พระสงฆ์รปู ใดรูปหน่ึง เครื่อง
สงั ฆทานส่วนมากจะใช้อาหารท่ปี รุงสำเร็จแลว้ และอาจมขี องอ่ืนทเ่ี ป็นบรวิ ารมากนอ้ ยเพยี งใดก็ได้ โดยจะถวาย
แต่อาหารเพียงอย่างเดียว ไม่ถวายภาชนะด้วยก็ได้ หรือถวายทั้งอาหารและภาชนะท่ีใส่อาหารด้วยกไ็ ด้ ตาม
ประสงค์ของผใู้ ห้
ขั้นตอนในการถวายสังฆทาน เมอื่ ตงั้ ใจจะถวายสงั ฆทาน เราควร ปฏบิ ัติตามขน้ั ตอน ดงั นี้
๑) เตรยี มภัตตาหารใส่ภาชนะให้เรยี บรอ้ ย
๒) นิมนต์พระสงฆ์ ซงึ่ นิยมทำกนั ๒ วธิ ี คอื
• นิมนตพ์ ระสงฆร์ ูปท่อี อกบิณฑบาตในตอนเช้า ผู้มาถึงเฉพาะหน้าในขณะน้ัน ให้ครบตามจำนวนท่ี
ตอ้ งการ
• นมิ นตจ์ ากเจา้ อาวาส ใหจ้ ดั พระสงฆ์ตามจำนวนทตี่ อ้ งการไปรบั สังฆทาน
๓) จัดสถานท่ใี ห้เรยี บรอ้ ย ถา้ มพี ระพทุ ธรปู ควรจัดต้ังที่บูชาดว้ ย
๔) เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมแล้ว ให้นําภัตตาหารที่ได้จัดเตรียมไว้ มาตั้งตรงหน้าพระสงฆ์ จากนั้นให้
อาราธนาศลี แลว้ สมาทานศีล
๕) กล่าวคำถวายสังฆทาน ถา้ ถวายร่วมกันหลาย ๆ คน ใหผ้ ูเ้ ปน็ หัวหน้ากล่าวนําเป็นวรรค ๆ จากน้ัน
ผู้อ่นื กลา่ วตาม และควรกลา่ วทง้ั คำบาลีและคำแปล ดังนี้
คำถวายสังฆทาน
อมิ านิ มะยัง ภนั เต ภตั ตานิ สะปะรวิ ารานิ ภกิ ขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภนั เต
มี อิมานิ ภตั ตานิ สะปะรวิ ารานิ ปะฏิคคณั หาตุ อมั หากงั ทฆี ะรัตตัง หติ ายะ สุขายะ
คำแปล ขา้ แตพ่ ระสงฆ์ผเู้ จรญิ ขา้ พเจ้าท้งั หลาย ขอถวายภัตตาหาร พร้อมดว้ ยเคร่อื ง
บรวิ ารเหลา่ น้ี แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรบั ภัตตาหาร พร้อมด้วยบรวิ ารเหลา่ นีข้ อง
ขา้ พเจา้ ท้งั หลาย เพอื่ ประโยชนแ์ ละความสขุ แก่ขา้ พเจา้ ทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
๖) เมื่อกล่าวคำถวายจบแลว้ ให้ประเคนของที่เตรียมไว้ เมื่อประเคนเสร็จ พระสงฆ์อนุโมทนาผูถ้ วาย
กรวดน้ำ เป็นเสร็จพธิ ี
~๓~
๒. ระเบียบพธิ ีในการทำบุญงานมงคล
การทำบญุ งานมงคลนนั้ เปน็ การทำบญุ เพ่อื ความสุขความเจริญแก่จติ ใจ เช่น การทำบญุ เลย้ี งพระ โดย
มเี หตทุ ่ีดีเป็นปัจจัยเกยี่ วกบั ฉลองความสำเรจ็ ในชวี ิตหรอื เกีย่ วกับการเรม่ิ ชีวติ ใหม่ เป็นตน้ และเปน็ การทำบุญ
เพ่ือให้เกิดความสำเร็จตามปรารถนา เช่น ทำบุญข้นึ บ้านใหม่ ทำบญุ งานแต่งงาน เป็นตน้
การทำบุญนี้มผี ้เู ก่ียวข้องในการปฏิบัติ ๒ ฝ่าย คือ ฝา่ ยเจ้าภาพ และฝา่ ยสงฆ์ ซงึ่ ท้ังสองฝ่ายมรี ะเบยี บ
พธิ ีกำหนดไวใ้ หป้ ฏิบตั ิ เพอ่ื ความเรียบรอ้ ยเหมาะสมและเป็นขนบประเพณีสืบมา
ผทู้ ีจ่ ะทำบุญในทนี่ ีค้ อื “เจ้าภาพ” ซึง่ จะตอ้ งเตรียมกจิ การตา่ ง ๆ ทีค่ วรทำก่อน ดงั นี้
(๑) กำหนดวนั เวลาทำบญุ ๔) เตรียมสถานท่ี
๒) อาราธนาพระสงฆ์ ๕) เตรยี มเคร่อื งไทยธรรม
๓) เตรยี มสิ่งของทจี่ ะใชใ้ นพธิ ี
เครือ่ งไทยธรรม หมายถงึ สิง่ ของทีจ่ ะถวายพระภกิ ษสุ งฆ์ นอกจากภัตตาหารคาวหวานแล้ว มักนิยม
เตรียมเครอื่ งไทยธรรม ซึง่ เป็นสิ่งของเคร่ืองใชต้ า่ ง ๆ ท่ีจำเปน็ สำหรบั พระภกิ ษุสามเณร โดยไมข่ ัดต่อพระธรรม
วินัย เรียกว่า ทานวัตถุ ๑๐ ประการ และท่ีสำคัญสิ่งของที่จะนํามาถวายเป็นไทยธรรมนั้นควรเป็นของที่มี
คุณภาพดี เช่น ข้าวที่หุงสุกใหม่ ๆ อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เป็นต้น โดยเงินที่นำมาใช้ซื้อเครื่องไทยธรรมน้นั
จะตอ้ งเป็นเงินทไ่ี ด้มาโดยสจุ รติ มิใชเ่ กดิ จากการเบียดเบยี นผู้อ่ืน
ในปัจจุบัน เจ้าภาพจะถวายความสะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ เพราะไม่ทราบว่าพระภิกษุสงฆ์มีความ
ต้องการสงิ่ ใด หรือขาดส่งิ ใด จึงมกั นยิ มถวายเงิน โดยเรยี กกนั ว่า ปจั จยั
ขั้นตอนในการทำบุญงานมงคล ในวันงานทำบุญเมื่อพระสงฆ์มาถึงตามเวลากำหนด ฝ่ายเจ้าภาพ
จะตอ้ งปฏบิ ัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี
๑. คอยตอ้ นรบั พระสงฆ์ และนําพระสงฆ์เข้าห้องหรือสถานท่ปี ระกอบพธิ ี
๒. เม่ือพระสงฆ์นั่ง ณ อาสนะแล้วให้ประเคนเครอื่ งรับรอง
๓. เมอ่ื ได้เวลาใหจ้ ุดธปู เทยี นที่โตะ๊ หมู่บชู า จากนัน้ บชู าพระรัตนตรัยแล้วกราบนมสั การ ๓ ครั้ง
๔. อาราธนาศีล และรบั ศลี ๕
๕. อาราธนาพระปรติ ร แลว้ นัง่ ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
๖. ก่อนพระสงฆ์สวดจบ เตรียมยกบาตรและภัตตาหารมาตั้งไว้ให้พร้อม พอสวดเสร็จก็ยก
ประเคนได้
๗. เมอ่ื พระสงฆ์ฉันเสรจ็ แลว้ ถวายเคร่อื งไทยธรรม
๘. พระสงฆอ์ นโุ มทนาให้เจา้ ภาพกรวดน้ำและรับพรเปน็ อันเสรจ็ พธิ ี แล้วส่งพระสงฆ์กลบั วดั
ประโยชน์ของการเข้าร่วมศาสนพิธี การเข้าร่วมศาสนพิธี เช่น การถวายสังฆทาน การทำบุญงาน
มงคล เป็นตน้ จะทำให้เกดิ ประโยชนห์ ลายประการ ดังนี้
๑. ทำใหผ้ ู้ปฏิบตั มิ ีจิตใจทดี่ งี าม เกิดคณุ ธรรม และมศี รทั ธาทมี่ นั่ คงในพระพทุ ธศาสนา
๒. เป็นการรกั ษาวฒั นธรรมประเพณี ซึ่งเปน็ เอกลกั ษณข์ องชาติ
~๔~
๓. ชว่ ยดํารงรักษาพระพทุ ธศาสนาไว้ ซงึ่ การเข้ารว่ มศาสนพธิ จี ะเป็นพน้ื ฐานสำคัญให้ผปู้ ฏบิ ตั ิ
เกดิ ความสนใจท่ีจะศกึ ษา แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาต่อไป
ชาวพุทธตัวอย่าง
ชาวพทุ ธตวั อย่าง
ชาวพุทธตัวอย่าง เป็นบุคคลรุ่นหลังซง่ึ เกดิ ไม่ทนั เห็นพระพทุ ธเจา้ แตช่ ีวติ ของชาวพุทธตัวอย่างท่ีนํามา
ใหน้ ักเรยี นได้ศึกษาน้นั เปน็ แบบอยา่ ง ของการปฏบิ ัติตนตามพุทธปณธิ าน ๔ ประการ คอื
๑. ศึกษาธรรม
๒. ปฏบิ ัตธิ รรม
๓. เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
๔. ปกป้องค้มุ ครองพระพุทธศาสนา
ชาวพุทธตัวอย่างอาจจะปฏิบัติหน้าที่ตามพุทธปณิธานครบหรือไม่ครบทั้ง ๔ ข้อ ก็ได้ แต่บุคคล
เหลา่ น้นั ตอ้ งมีจุดเด่นบางประการเปน็ แรงบันดาลใจให้คนร่นุ หลงั ถอื เป็นแบบอย่างทางด้านศลี ธรรม เชน่ พระ
เจ้าอโศกมหาราช พระนาคเสน เป็นชาวพุทธตวั อย่างในด้านการเผยแผ่และปกป้องคุ้มครองพระพทุ ธศาสนา
เปน็ ต้น สำหรับในชัน้ น้นี ักเรยี นจะไดศ้ กึ ษาเรอื่ งของสมเด็จพระสังฆราช (สา) และอาจารย์เสถียร โพธินันทะ
๑. สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา)
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๔ แห่งกรงุ
รตั นโกสนิ ทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถติ มหาสมี ารามราชวรวหิ าร ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.
๒๔๓๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๒
สมเด็จพระสังฆราช (สา) ประสูติเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม
พ.ศ. ๒๓๕๖ รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั
ทรงมีพระนามว่า “สา" โยมบิดาชื่อ “จันท์” โยมมารดาชอื่
“สขุ ”
สมเด็จพระสังฆราช (สา) บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัด
ใหม่บางขุนเทียน ต่อมาจงึ ได้ย้ายมาจำพรรษาอยทู่ ว่ี ดั สงั เวชวิ
ศยาราม และได้ถวายองค์เป็นลูกศิษย์แด่
พระภิกษพุ ระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว รชั กาล
ที่ ๔ สมัยเมื่อผนวชอยู่ ณ วัดสมอราย (ปัจจุบัน คือ วัด
ราชาธวิ าสวิหาร)
~๕~
๑) สามเณรองคแ์ รกของเมืองไทย สอบเปรยี ญสูงสุดได้
เมอ่ื พระชันษาได้ ๑๔ ปี ทรงสอบไดเ้ ปรยี ญ ๒ ประโยค และเมอ่ื พระชันษาได้ ๑๘ ปี พระองคท์ รง
สอบได้เปรยี ญ ๙ ประโยค ซึง่ เป็นการจบช้นั สงู สดุ ในพระพุทธศาสนา สมเดจ็ พระสังฆราช (สา) จงึ นับไดว้ ่าเปน็
สามเณรองค์แรกของเมอื งไทยที่ได้เปรยี ญเอก
สมเดจ็ พระสังฆราช (สา) ไดผ้ นวชเปน็ ภิกษุ ณ วดั สมอราย โดยมีพระสุเมธาจารย์ “พุทธวโ์ ส” เป็น
พระอุปัชฌาย์ และพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ต่อมา
พระภกิ ษุพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ไดเ้ สด็จไปประทบั ครองวัดบวรนเิ วศวิหาร สมเดจ็ พระสงั ฆราช
(สา) ก็ไดต้ ามเสดจ็ ด้วย
๒) ทรงลาสิกขา
เมื่อพระภกิ ษพุ ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ได้ทรงลาสกิ ขา และเสดจ็ ขนึ้ เสวยราชสมบัติ
สมเด็จพระสงั ฆราช (สา) จงึ ทรงลาสิกขาไปเปน็ คฤหัสถ์ จนตอ่ มาพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว ทรง
ทราบก็ไมส่ บายพระทัย เพราะทรงคิดว่า สมเด็จพระสังฆราช (สา) จะเป็นผู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้มีความ
เจริญรุ่งเรอื งแผ่ไพศาลยิง่ ขึน้
๓) ทรงโปรดให้ผนวชใหม่
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั จึงโปรดให้สมเด็จพระสงั ฆราช (สา) ผนวชใหม่ ณ
วดั บวรนิเวศราชวรวหิ าร ในขณะน้ันพระชันษา ๓๙ ปี และเมือ่ ทรงสอบพระปริยตั ธิ รรมใหม่ ก็สอบได้เปรียญ
๙ ประโยคอีกครั้ง จนมีผู้ตั้งสมญานามความเกง่ ของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ในเรื่องการสอบไล่พระปริยตั ิ
ธรรมได้ถงึ ๒ คร้งั วา่ “มหาสา ปสุ สเทโว เปรยี ญ ๑๘ ประโยค
สมเด็จพระสังฆราช (สา) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ “พระสาสนโสภณ” และทรงดำรง
ตำแหน่งน้ีเป็นเวลายาวนาน ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงมีพระราชศรัทธาจะสรา้ งวดั ราช
ประดษิ ฐฯ์ เพ่ือให้เป็นท่พี ักพงิ แก่พระสงฆฝ์ า่ ยพระธรรมยุต และไดอ้ าราธนาใหส้ มเดจ็ พระสงั ฆราช (สา) เสด็จ
มาเปน็ เจา้ อาวาสวัดนี้ได้ ๔ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวก็เสด็จสวรรคต
๔) พระเกยี รติคณุ
ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดให้เลื่อนสมณศักด์ิ
หลายครั้งด้วยทรงเล่อื มใสศรัทธาในพระองค์ท่าน ทท่ี รงแตกฉานในดา้ นพระปรยิ ัติ
สมเด็จพระสังฆราช (สา) ทรงมีความรู้ในภาษา เช่น ไทย ขอม สิงหล รามัญ สันสกฤต และทรง
ค้นคว้าคัมภีร์พระพุทธศาสนาเทียบกับภาษาอื่น จนเป็นที่พึ่งของสมณะและบุคคลทั่วไป อีกทั้งทรงมี
ความสามารถในการเทศนาและไดส้ ั่งสอนพระภิกษุสามเณร ตลอดจนบุคคลทั่วไปให้ดำเนินชีวิตได้อย่างถกู ตอ้ ง
และพระองค์ยงั ได้เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ ผนวชพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว เจ้าฟ้า และพระองค์เจา้ หลาย
พระองค์
สมเด็จพระสังฆราช (สา) มีความประพฤติและอัธยาศยั เรียบรอ้ ยเป็นท่เี คารพศรทั ธา จงึ มีพระบรมราช
โองการให้สถาปนาเป็นสมเดจ็ พระราชาคณะ และต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์ดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระอริยวง
ศาคตญาณ จนมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชมีพระนามตามจารึกในพระ
~๖~
สุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สถติ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวหิ าร พระอาราม
หลวง
๕) ทรงเชียวชาญพระสูตร
สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช ทรง เช่ียวชาญทางพระสตู ร บทสวดมนต์ และ
บทเทศนา ได้ทรงนิพนธ์บทสวดต่าง ๆ ไว้ถึง ๓๙ บท ซึ่งในปัจจบุ ันบทสวดมนตข์ องสมเดจ็ พระสังฆราช (สา)
บางบทยงั ใชส้ วดเปน็ ทแ่ี พร่หลาย
สมเด็จพระสังฆราช (สา) ประชวรเป็นพระโรคบิดและต่อมาทรงเป็นพระโรคชรา พระองค์
สิ้นพระชนมล์ งเม่อื พระชันษาได้ ๘๗ ปี ซึง่ ตลอดพระชนมช์ ีพของสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา) ได้ทรงปฏบิ ตั ิหน้าที่
ของชาวพุทธที่สมควรยกย่องให้เป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะได้ปฏิบัติตามพุทธปณิธานครบทั้ง ๔
ประการ
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช ทรงมีพระจรยิ วัตรทีส่ มควรเปน็ แบบอย่าง คอื
๑. ทรงปฏิบตั พิ ระองคต์ ามพุทธปณธิ าน ๔ ประการ
๒. ทรงมีความเพียรพยายามและขยันหม่ันเพียรในการศึกษาพระธรรม
๓. ทรงยดึ ม่นั ในพระพทุ ธศาสนามาต้ังแตพ่ ระเยาว์สามารถสอบได้เปรียญ ๙ เมอื่ ยังทรงเปน็ สามเณร
๒. อาจารยเ์ สถียร โพธินันทะ
อาจารยเ์ สถียร โพธินันทะ เป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ปฏบิ ัติ
ตามพุทธปณิธานได้อย่างเคร่งครัด เป็นผู้จงรักภักดีต่อ
พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง อาจารย์เสถียร เป็นบุคคลที่มี
จุดเด่นหลายประการในการเป็นแรงบันดาลใจ ให้คนทั่วไป
ถอื เปน็ แบบอยา่ งทางศลี ธรรม
๑) ชีวติ วัยเยาว์
อาจารย์เสถียรเกิดเมื่อ วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๗๒ ที่บ้านบรเิ วณทีเ่ รยี กกันทั่วไปวา่ ตลาดเก่าเยาวราช
ซง่ึ ตั้งอยูใ่ กล้กบั วัดกนั มาตยุ าราม ในพนื้ ที่อำเภอสมั พนั ธวงศ์
กรุงเทพฯ บิดาเป็นชาวจีน ชื่อนายตัง้ เป็งท้ง มารดาชื่อนาง
มาลยั มีพี่สาว ๒ คน และอาจารยเ์ สถียรเปน็ บุตรคนสดุ ทอ้ ง
บิดามารดาของอาจารย์เสถียรนั้น ประกอบอาชีพค้าขาย
โดยมีร้านค้าชื่อ “ตั้งท่งฮวด” และชื่อภาษาไทยว่า
“ท. วฒั นา” เป็นรา้ นค้าขายพวกของชําและเครอ่ื งกระป๋อง ซงึ่ กิจการค้ารงุ่ เรอื งดีในยา่ นตลาดเกา่ เยาวราช
เมือ่ มารดาได้ต้งั ท้องอาจารยเ์ สถยี รนนั้ บิดาจำเป็นตอ้ งเดนิ ทางไปประเทศจนี และต่อมาได้ถึงแก่
กรรม อาจารย์เสถยี ร จึงไมไ่ ด้เหน็ หนา้ บดิ า มารดาของอาจารยเ์ สถยี รเปน็ คนท่ีมีความรคู้ วามสามารถ โดยพูด
~๗~
ได้ท้ังภาษาไทย ภาษาจีน รู้จกั วางตนให้เปน็ ที่เคารพยาํ เกรงของลูกจา้ ง และผคู้ นทงั้ หลายในละแวกน้ันต่างให้
ความนบั ถอื จึงสามารถปกครองและดำเนนิ กิจการรา้ นค้าให้เจรญิ รงุ่ เรอื งตลอดมาและสามารถ เลย้ี งดูบตุ รธดิ า
ให้มีความสุขความเจริญโดยควรแก่ฐานะ
๒) การศึกษา
อาจารย์เสถียรได้เข้าเรียนหนังสือในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราษฎรเจริญ ของครูชม เปา
โรหติ ย์ อย่ใู กลก้ บั ยา่ นสำเพ็ง และวัดจกั รวรรดิราชาวาส ตอ่ มาท่านได้เรียนตอ่ ในระดบั มัธยมศึกษาที่ วัดบพิตร
พิมุข ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ จึงลาออก เพราะปรารถนาที่จะค้นคว้าหาความรู้เอง โดยเฉพาะความรู้ทาง
พระพทุ ธศาสนา
๓) ความมจี ิตฝกั ใฝ่ในพระพทุ ธศาสนา
อาจารยเ์ สถียรเป็นผมู้ จี ติ ใจโนม้ มาสพู่ ระพุทธศาสนาตัง้ แต่อายยุ ังน้อยเห็นได้จากพฤตกิ รรมทีแ่ สดง
ออกมา เช่น ชอบเล่นแต่งกายเป็นพระจีน ชอบเขียนรูปพระพุทธเจ้า รูปบุคคลประกอบตามเรื่องราว ทาง
พระพุทธศาสนา ชอบท่องเที่ยวไปตามวัดต่าง ๆ ทั้งวัดไทย วัดญวน และวัดจีน เพื่อสนทนาซักถามเรื่อง
พระพทุ ธศาสนากบั พระภกิ ษุ เปน็ ตน้ อาจารย์เสถียรสามารถทำท่ามอื ในแบบตา่ ง ๆ ของพธิ ีพระญวนและจีน
ได้งดงามมาก
เนื่องจากยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาจีนอย่างจริงจัง เพียงแต่พูดจีนได้ อาจารย์เสถียรจึงได้ศึกษาหา
ความร้ใู นเรื่อง พระพทุ ธศาสนามหายานจากหนงั สือ “ลทั ธิ ของเพอ่ื น” ของเสถียรโกเศศ และนาคะ ประทีป
และการท่ีชอบไปสนทนาซักถามพระจีนและพระญวนที่มีความรู้ จึงมีความแตกฉานในเรื่องของจนี และญวน
ดว้ ย
๔) การเป็นผใู้ ฝ่รูใ้ ฝเ่ รยี น
ภายหลงั ทีล่ าออกจากโรงเรยี นมธั ยมวัดบพิตรพมิ ขุ แลว้ จึงไปเรียนภาษาจีนได้ ๒ ปเี ศษ มีความร้ใู น
ภาษาจีนจนกระท่งั สามารถใช้คำศัพท์ชน้ั สูงและยาก ๆ ได้ โดยเฉพาะภาษาจีนกลาง ทำให้ชอ่ื เสยี งด้านความรู้
ทางพระพุทธศาสนาและความสามารถในภาษาจนี กลางของอาจารยเ์ สถียรเป็นทเี่ ลอื่ งลือไปถึงไต้หวัน และเมื่อ
มพี ระจีนเดินทางมา แสดงธรรมเปน็ ภาษาจนี อาจารย์เสถียรจะเป็นผแู้ ปลเป็นภาษาไทย แตท่ ่ีเลอื่ งลือมากคือ
อาจารยเ์ สถียรพดู สาํ เนยี งจนี กลางไดเ้ หมือนคนปกั กิ่ง
แตเ่ ดิมอาจารย์เสถียร โพธนิ นั ทะ ใชน้ ามสกลุ วา่ “กมลมาลย์" ตามทม่ี ารดาจดทะเบียนไว้ ตอ่ มาเมอ่ื
อายุได้ ๒๐ ปี จึงได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่โดยมีความประสงค์ใหใ้ กล้ชิดพระศาสนา คือนามสกลุ “โพธินันทะ”
ซึ่งแปลว่า “ผูท้ ี่มคี วามพอใจในการตรสั รู้” และไดใ้ ช้นามสกลุ นี้ดว้ ยใจรักจนถึงแก่กรรม
อาจารย์เสถียร เปน็ ผู้เลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนา ได้ประหยดั ค่าขนมที่มารดาให้ เพอ่ื ซือ้ หนงั สือทาง
พระพทุ ธศาสนามาอ่านและนาํ มาเปรียบเทียบกบั ศาสนาอ่ืน ๆ ซึง่ แต่เดิมมีพื้นความรทู้ างมหายาน แตเ่ มื่อไดม้ า
ศึกษาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเพิ่มเติมจนแตกฉาน จึงเป็นผู้ที่ทำใหพ้ ุทธศาสนิกชนฝ่ายเถรวาทและฝ่าย
มหายานเข้าใจ หลักธรรมของกันและกันมากข้ึน ต่อมาได้เปน็ ศิษย์ของสชุ ีโวภกิ ขุ วัดกันมาตุยาราม แล้วเรม่ิ
เขียนบทความธรรมะ เพอ่ื นาํ ลงตพี ิมพใ์ นหนังสอื ธรรมจักษุ และต่อมากไ็ ดเ้ ริ่มแสดงปาฐกถาในท่ตี า่ ง ๆ ตั้งแต่
อายุเพยี ง ๑๘ ปี
~๘~
๕) ประวตั ิผลงาน
อาจารย์เสถียร โพธินนั ทะ มีผลงานที่มคี ณุ คา่ ต่อพระพทุ ธศาสนาอยา่ งยิง่ ตวั อยา่ งเชน่
(๑) ความสามารถในการเขยี นบทความทเี่ กย่ี วกบั ธรรมะ เพือ่ สอนชาวพุทธ
(๒) ความสามารถในการแสดงปาฐกถาธรรม ซ่ึงมคี นนิยมมากมาย
(๓) เปน็ อาจารย์ในมหาวทิ ยาลัยสงฆ์ สอนวิชาประวัติศาสตรท์ างพระพทุ ธศาสนา และความรู้ทาง
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานในสภาการศึกษามหามกุฏราชวทิ ยาลัย ๑๖ ปี
(๔) เปน็ ล่ามแปลปาฐกถาและคำกล่าวโตต้ อบเมื่อสมณทูตจนี มาเมืองไทย
(๕) เป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และแปลเรื่องราวและคมั ภีรท์ างพระพุทธศาสนาให้สภาการศึกษา
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั พมิ พ์จำหนา่ ย
(๖) เปน็ ผู้เรียบเรียงหนงั สือเรือ่ ง เมธตี ะวันออก
(๗) เป็นผูร้ ิเรม่ิ กอ่ ตง้ั คณะยวุ พุทธิกะ และยุวพทุ ธิกสมาคม
(๘) ตอบปญั หาธรรมะในนิตยสาร “สามมขุ ”
อาจารย์เสถียรได้อุปสมบทท่วี ัดกันมาตยุ าราม เปน็ เวลา ๑ เดือน กบั ๒๖ วัน หลงั จากลาสิกขาแล้วก็
ได้รับเชญิ ไปเป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชาประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนา และวิชาพระพุทธศาสนามหายาน ใน
สภา การศกึ ษามหามกุฏราชวิทยาลยั โดยได้ทำหน้าที่อย่างดีตลอดมาตามความมุ่งหมายไวจ้ นถงึ แกก่ รรม เมื่อ
อายเุ พยี ง ๓๘ ปี
การปฏิบตั ิตนทสี่ มควรเป็นแบบอย่างของอาจารยเ์ สถียร โพธนิ นั ทะ คือ
๑. สนใจใฝร่ ูใ้ ฝ่เรียนในพระพทุ ธศาสนา
๒. ปฏบิ ัติตนเปน็ ลูกทด่ี ีของมารดาโดยรกั และเอาใจใสม่ ารดา
๓. เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาตลอดชีวิต
๔. ปกป้องและบำรุงรกั ษาพระพุทธศาสนา เช่น ชักชวนให้ชาวพทุ ธรว่ มกันบรจิ าคทรัพย์
บรู ณะพระพทุ ธรปู ที่ชํารดุ
๕. มจี ิตใจเมตตาตอ่ สตั ว์ เช่น ซื้อปลาจากตลาดมา และจา้ งเรือแจวนําปลาไปปล่อยกลางแม่นำ้ เป็นตน้
~๙~
มารยาทชาวพุทธ
มรรยาทชาวพทุ ธ
มรรยาทชาวพทุ ธ คือ ระเบยี บปฏิบัติต่าง ๆ ที่ชาวพุทธยดึ ถอื เปน็ หลกั ในการปฏิบัตติ นทัง้ ตอ่ พระภกิ ษุ และ
พุทธศาสนิกชนด้วยกัน มรรยาทชาวพุทธที่นักเรียนควรศึกษาปฏิบัติ เพื่อให้มีความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี
ได้แก่
๑. การไหว้
การไหวเ้ ปน็ การแสดงความเคารพ ของชาวพทุ ธวธิ ีหนง่ึ ซง่ึ มกี ารแสดงออก ต่อผทู้ ีเ่ ราไหว้ต่างกันตาม
ฐานะ ดังนี้
๑) การไหว้บดิ ามารดา และครูอาจารย์ ให้ปฏบิ ตั ิโดยประนมมอื จากนนั้ น้อมตัวและก้มศีรษะลงให้
ปลายนว้ิ ช้จี รดอยู่ทรี่ ะหวา่ งคว้ิ ถา้ เปน็ ชาย ยืนแลว้ คอ้ มตัว พร้อมกบั ยกมือข้นึ ไหว้ ถ้าเป็นหญงิ ยืนแล้วถอยเท้า
ออกไปข้างหน่ึง และ ยอบตัวลงไหว้
๒) การไหว้บุคคลทั่วไปที่เคารพนับถือ ให้ปฏิบตั โิ ดยประนมมือ จากนั้นน้อมตัวและก้มศรี ษะลงให้
ปลายนิ้วมือจรดทีป่ ลายคาง และปลายนว้ิ ชจ้ี รดท่ีจมูก ถา้ เป็นชาย ยนื ตรงแล้วคอ้ มตัว ถา้ เป็นหญิง ยืนแล้วถอย
เทา้ ออกไปขา้ งหน่งึ และ ยอบตวั ลงไหว้
๒. การกราบ
การกราบตรงกบั คำศัพท์วา่ อภิวาท เป็นกิริยาอาการแสดงความเคารพอย่างสูง เราแสดงออกต่อผูท้ ี่
เรากราบแตกตา่ งกันตามฐานะ ดงั น้ี
๑) การกราบพระรัตนตรัย ซึ่งได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ใช้การกราบเบญจางคประ
ดิษฐ์ ซง่ึ ปฏิบัตดิ งั น้ี
การน่ังคุกเขา่ สำหรับชาย - ให้นั่งคุกเข่าท่าเทพบุตร โดยยกปลายเทา้ ท้ังสองตั้งขึ้น เท้าทั้งคู่แนบชดิ
สนิทกนั แลว้ นงั่ ทับบนส้นเท้าทั้งคู่ แยกหวั เข่าหา่ งกนั ประมาณ ๑ คืบ
- วางมือทั้งสองทอดราบที่เหนือเข่าทั้งสอง นิ้วมือแนบชิดไม่กาง วางมือ
สบายไมเ่ กรง็
การน่งั คกุ เขา่ สำหรับหญงิ - ให้นั่งคุกเข่าอยู่ในท่าเทพธิดา โดยเหยียดหลังเท้าทั้งคู่ให้ราบกับพื้นไป
ทางด้านหลัง ปลายเทา้ ทง้ั สองทับกนั เลก็ น้อย น่งั ทบั ลงบนฝา่ เท้าทั้งสอง หัว
เขา่ ทัง้ สองแนบชิดกัน
- วางมือทั้งสองข้างทอดราบไว้ที่เข่าทั้งสอง นิ้วมือแนบชิดไม่กาง วางมือ
สบายไม่เกร็ง
~ ๑๐ ~
จากนัน้ เร่ิมกราบพระรตั นตรยั โดยแบ่งจังหวะการกราบออก เปน็ ๓ จังหวะ ดังนี้
จังหวะที่ ๑ อัญชลี คือ การประนมมือ
จงั หวะที่ ๒ วันทา คอื การไหว้
จังหวะท่ี ๓ อภวิ าท คือ การกราบ
โดยนักเรียนศกึ ษารายละเอยี ดและฝึกปฏิบัติได้ ดังนี้
จังหวะที่ ๑ อญั ชลี ยกมอื ประนมอยู่ระหว่างอก
จังหวะที่ ๒ วนั ทา ยกมือประนมขึน้ จรดหนา้ ผาก นิ้วหวั แมม่ ือท้ังสองอยรู่ ะหว่างค้ิว
ปลายน้วิ ชีจ้ รดตนี ผม
จงั หวะท่ี ๓ อภิวาท หมอบลงกราบ หน้าผากจรดพื้น ฝ่ามือทั้งสองแบนราบกับพ้ืน แล้วลุกขน้ึ
นง่ั กราบจังหวะท่ี ๑, ๒, ๓ ตามลำดบั จนครบ ๓ คร้ัง
การหมอบลงกราบ
สำหรับขาย ข้อศอกทั้งสองต้องต่อกับหัวเขา่ ทั้งสองข้าง นิ้วมือชิดกัน วางฝ่ามือทัง้ สองลงราบกับพ้ืน
ห่างกันประมาณ ๔ นว้ิ พร้อมกับกม้ ศีรษะลง หน้าผากจรดพ้ืน แล้วลุกขึน้ นั่ง
สำหรับหญงิ ต่างกับแบบชาย คอื ข้อศอกทง้ั สองอยขู่ ้างลำตัว แนบชดิ กับขาพบั ทัง้ สอง หวั เข่าแนบกาย
หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับมรรยาทชาวพุทธแล้ว นักเรียนควรฝึกปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้เป็นผู้ที่มี
มรรยาท สมกับเปน็ ชาวพุทธทีด่ ี
๒) การกราบศพ เป็นการแสดงความเคารพและเป็นการใหเ้ กียรติกบั ผู้ถึงแก่กรรมไปแล้ว เมื่อเราไป
งานศพก่อนที่จะกราบศพ ต้องกราบพระพุทธรูปก่อน โดยการกราบแบบเบญจางคประดษิ ฐ์ แล้วจึงไปจุดธูป
เพื่อกราบศพ การกราบศพโดยทั่วไปแบง่ แยกตามฐานะของผเู้ สยี ชวี ิตเปน็ ๒ ลักษณะ ดังน้ี
(๑) การกราบศพคฤหัสถ์ ให้นั่งคกุ เข่า แล้วจุดธูป ๙ ดอก จากนั้นประนมมอื ยกธปู ขึ้นจบโดยต้งั
จติ ขอขมาโทษตอ่ ศพ ปกั ธูปลงในกระถาง แลว้ นง่ั พับเพยี บเกบ็ ปลายเท้า ทอดมือท้งั สองขา้ งพรอ้ มกนั วางราบ
กบั พื้น กราบไม่แบมือ หนา้ ผากแตะส่วนบนของฝ่ามอื ทป่ี ระนม ในขณะทีก่ ราบไมต่ อ้ งกระดกนิ้วหัวแม่มือขึ้น
รับหน้าผาก ใหก้ ราบเพยี งครั้งเดยี ว จากน้ันทรงตวั ขึ้นนัง่ พบั เพยี บตามเดมิ
(๒) การกราบศพพระสงฆ์ ให้นัง่ คกุ เข่า แล้วจดุ ธูป ๙ ดอก จากนั้นกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์
โดยกราบ ๓ ครัง้
สแกน QR code เพือ่ วีดที ัศน์
“มารยาทชาวพุทธ”
~ ๑๑ ~
แบบฝกึ หดั ทา้ ยเลม่
ให้ผู้เรียนแสกน QR code เพ่อื เข้าไปทำแบบฝกึ หัด
ใบงานมารยาทชาวพุทธ ใบงานชาวพุทธตวั อย่าง
ใบงานมารยาททีด่ ีชาวพุทธ
วธิ กี ารสง่ งาน
1. เมื่อนกั เรียนตอบถกู แล้วกด Finish
2. กดเลอื ก Email my answers to my teacher
3. กรอกข้อมูลใหเ้ รียบรอ้ ย ในชอ่ ง
“Enter your teacher's email or key code:”
ใหน้ กั เรยี นกรอกรหสั ดงั น้ี
3z2pemv3yk2
~ ๑๒ ~
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. สบื คน้ จาก
http://academic.obec.go.th/web/mission/view/34
จงจรสั แจ่มจนั ทร.์ (2565). หนงั สือเรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ป.5. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั อกั ษร
เจรญิ ทศั น์ อจท จำกัด.
พระระพนิ สุทธสิ าโร และพระมหามนัส กิตตสิ าโร. (2563). หนงั สอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน พระพุทธศาสนา
ป.5. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั พัฒนาคณุ ภาพวิชาการ (พว) จำกัด.
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ.
(2551). ตัวช้วี ัดและสาระการเรยี นร้แู กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : ชุมนุม
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
~ ๑๓ ~
หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สอ์ อนไลน์
เรื่อง ชาวพทุ ธทด่ี ี
โดย นางจฬุ วดี ศรีโยธี
ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะครชู ำนาญการพเิ ศษ
โรงเรยี นสามัคคบี ัวขาว
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต ๓
~ ๑๔ ~