The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดลนภา รัตนมุณี, 2020-10-26 12:08:59

E-BOOK 5 45

E-BOOK 5 45

E-BOOK

บทท่ี 12 การควบคุมการ
เจริญเติบโตและการตอบสนอง

ของพืช
(Control of plant
growth and response)

จัดทาโดย
นางสาว ดลนภา รตั นมุณี
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5/8 เลขท่ี 45

เสนอ
อาจารย์ นิชาภา พฒั นว์ ิชยั โชติ

Plant growth regulator
(สารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของพืช)

จดั เปน็ กลุม่ ของสารทก่ี าลังได้รบั ความสนใจ
อย่างมากในปจั จบุ นั น้ี เนือ่ งจากสามารถใช้
ประโยชนไ์ ดก้ ว้างขวางและเห็นผลไดค้ อ่ นขา้ ง
เด่นชดั โดยมากใช้ในการติด
ผล เรง่ หรอื ชะลอการแก่ การสกุ ซ่ึง
ลกั ษณะตา่ ง ๆ เหล่านถี้ ูกควบคมุ โดยสารแต่
ละชนดิ แตกตา่ งกันไปดงั น้นั ถ้ามีการ
เลือกใช้ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องก็จะทาให้เราสามารถ
ควบคุมการเจรญิ เตบิ โตของพชื ไดต้ ามต้องการ

Plant hormone
(ฮอร์โมนพชื )

ฮอร์โมนพืช เปน็ สารเคมีท่ีพชื สร้างขึ้นมาเพอ่ื
ควบคมุ การเจรญิ เติบโตของพชื และใชเ้ ป็น
การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพชื ด้วย

Strigolactone
(สตริโกแลกโทน)

เก่ียวขอ้ งกับการยบั ยั้งการเจริญของตาขา้ ง
ในปัจจบุ นั มนุษย์ยงั สามารถสงั เคราะห์สารทีม่ ี
สมบตั คิ ลา้ ยฮอร์โมนพืช เพื่อนามาใช้ประโยชน์
ทางการเกษตรอีกด้วย

Auxin
(ออกซิน)

เป็นฮอรโ์ มนทีพ่ ชื สร้างขนึ้ จากปลายยอดหรือ
ปลายราก เพ่ือกระต้นุ ให้เซลลข์ ยายขนาดท่ี
ปลายยอดออกซินแพร่จากดา้ นทม่ี แี สงมากไป
ยงั ด้านทมี่ แี สงน้อย ดงั น้ันดา้ นท่มี แี สง
นอ้ ยจะมีออกซนิ มากกวา่ เซลลจ์ ึงขยายตวั ได้
มากกว่า ปลายยอดจงึ โคง้ เข้าหาแสง

Cytokines
(ไซโทไคนนิ )

กระตุ้นการแบ่งเซลลแ์ ละการเจริญ
เปล่ียนแปลงของเซลล์ เชน่ ในลาตน้ และราก
จากการเลยี้ งเน้อื เยอื่ พืชในอาหารเลยี้ งเช้ือท่มี ี
ไซโทไคนิน พบวา่ เนอ้ื เยื่อจะถกู ชกั นาใหเ้ กดิ
การแบ่งเซลลแ์ ละสรา้ งแคลลสั ขนึ้ อยา่ ง
รวดเร็ว

Gibberellin
(จบิ เบอเรลลนิ )

-กระตนุ้ การเจริญของเซลลต์ รงข้อทาใหต้ ้นไม้
สูง
–กระต้นุ การงอกของเมลด็ และตา (ทาลายการ
พกั ตวั ของเมล็ดและตา)
–เพ่มิ การติดผล เพิม่ การเกิดดอกสาหรบั พชื
วนั ยาว
–ชว่ ยเปลี่ยนดอกตัวผใู้ หเ้ ปน็ ดอกตวั เมยี ของพชื
กระกลู แดง
–ช่วยยืดชอ่ ผลขององ่นุ ทาให้ขอ่ ใหญ่ ลกู องนุ่
ไม่เบยี ดกันมาก
–กระตนุ้ พืชวนั ยาว เชน่ ผักกาดหอม
กะหลา่ ปลี ให้ออกดอกเรว็ ข้ึน

Ethylene
(เอทิลีน)

–เปน็ แกส๊ ทเี่ กิดในกระบวนการเมแทบอลิซึมของ
พืช โดยมตี น้ ตอจากกรดอะมโิ นเมไทโอนีน
–เร่งการสุกของผลไม้ เช่น มะม่วง กลว้ ย
ละมุด เรง่ การแกข่ องผลไม้บนตน้
–กระตุ้นการออกดอกของพชื พวกสบั ปะรด
–กระตนุ้ การหลดุ ร่วงของใบไม้ และการผลดั ใบ
ตามฤดกู าล
–กระตุ้นการงอกของเมล็ดพชื บางชนิด
–ทาลายการพักตวั ของเมลด็
–กระตนุ้ ยางพาราใหไ้ หล เพ่ิมน้ายางมะละกอ
เพือ่ ใหผ้ ลติ เอนไซม์พาเพน
–กระตนุ้ การเกิดรากฝอยและรากแขนง

Abscisic acid

(กรดแอบไซซิก)
)

กรดแอบไซซกิ หรืABA พบครั้งแรกโดย
คาร์นส์ (Carns) และแอดดคิ อท
(Addicot) เม่ือปีพ.ศ. 2507 โดยสกัดและ
แยกสารกระตุ้นการหลุดรว่ งของใบและผลฝ้าย
และให้ช่อื วา่ แอบไซซิน (abscisin) ต่อมาผู้
ค้นพบสารจากตาของตน้ บิชทีท่ าใหต้ าพกั และ
ตวั ชอ่ื สารว่าดอรม์ ิน(dormin) ซึง่ กค็ ือแอบไซ
ซนิ นน่ั เอง

Mica sheet
(แผน่ ไมกา้ )

ผนังกนั ความรอ้ น ทาใหร้ ะดับความ
รอ้ นสมาเสมอ

Stress
(สภาวะเครยี ด)

ความเครียดคอื สภาวะหน่ึงที่เกดิ ข้ึนกบั พชื เม่ือ
พืชต้องเผชิญกบั ปัจจัยทางสิง่ แวดลอ้ มที่ไม่
เหมาะสมตอ่ การเจริญเตบิ โต โดยพืชจะมีการ
ตอบสนองต่อความเครียดด้วยกลไกและ
รปู แบบท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป

Zeatin
(ซีเอติน)

เปน็ ไซโตไคนินธรรมชาติทเ่ี ปน็ อนุพันธ์ของ
เบสอะดนี นิ พบครั้งแรกในเมลด็ ขา้ วโพดออ่ น
ซเี อตนิ และอนุพนั ธ์พุ บมากในนา้ มะพร้าว[1] ซง่ึ
ทาให้นาน้ามะพรา้ วไปใชใ้ นการชกั นาการ
พฒั นาของพืชในการเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อพืชได้
และยงั มีรายงานการทดสอบในห้องปฏิบตั ิการ
วา่ ซเี อตินลดความแก่ชราของเซลลไ์ ฟโบรบ
ลาสตข์ องมนุษยไ์ ด้

Ethephon
(อีทฟิ อน)

อีทีฟอน หรืออีทรีล เปน็ ของแขง็ สขี าว ละลาย
ได้ดีในนา้ และจะปล่อยเอทิลีนออกมา ซงึ่ ชว่ ย
เร่งใหพ้ ชื ออกดอก เช่น เรง่ การออกดอกของ
สบั ปะรด เร่งใหผ้ ลไมส้ ุกเรว็ ข้นึ เช่น เรง่ การ
สกุ ของผลมะเขือเทศในแปลงปลกู สาหรบั นาไป
แปรรูป และเร่งใหใ้ บเปล่ียนเป็นสีเหลอื ง เชน่
เรง่ ให้ใบยาสบู เปล่ียนเป็นสีเหลือง

Calcium carbide
(แคลเซียมคารไ์ บด์)

เปน็ สารประกอบชนดิ หน่ึง เมอื่ ทาปฎิกริ ยิ ากบั
นา้ จะได้แกส๊ อะเซทิลนี ซึง่ จดุ ไฟติดให้ความ
สวา่ ง ใช้เป็นตะเกยี งได้

Brassinosteroid
(บราสสโิ นสเตอรอยด์)

เปน็ สารสเตยี รอยดท์ ีพ่ บในพชื ตามธรรมชาตมิ ี
โครงสร้างคล้ายกบั สารส เตียรอยดใ์ นแมลง
และสตั ว์ (Mandava, 1988) และจัดเป็น
ฮอรโ์ มนพืชตวั ใหม่ (Sasse, 1991) สาร
ชนิดน้เี มอื่ ใหแ้ กพ่ ชื จะมผี ลต่อการเจรญิ เติบโต
ของพืชหลากหลาย

Tropism
(การเบนของพืชหรือทรอพิซมึ )

เป็นการตอบสนองตอ่ ส่งิ เรา้ ของพืช เพอ่ื ให้
สามารถมีชีวติ อย่ใู นสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ได้
โดยอาจเป็นการเคลอ่ื นไหวหรือการ
เจรญิ เติบโตเพื่อตอบสนองสิ่งเรา้ ภายนอก
โดยมกี ารเคลื่อนไหวท่สี ัมพันธ์กับตาแหนง่ ของ
ส่ิงเร้าภายนอก เช่น อาจเบนเขา้ หาสง่ิ เร้า
(Positive tropism) หรืออาจจะเบนออกจาก
สิง่ เร้า (Negative tropism) กไ็ ด้

Nastic movement
(แนสตกิ มูฟเมนต์)

การเคลอื่ นไหวแบบนาสติก:การเคลอ่ื นไหว
เนอ่ื งจากการเจริญเตบิ โตของพืชเพอื่
ตอบสนองต่อสิง่ เร้าทม่ี ากระตนุ้ สว่ นต่างๆ
ของพืช เช่น การหุบหรอื บานของดอกไมต้ อ้ ง
อาศยั แสงสวา่ งอุณหภมู เิ ปน็ สิ่งเรา้

Phototropism
(การเบนเนื่องจากแสง)

เป็นการเบนของพชื โดยมแี สงซึ่งเปน็ ส่ิงเรา้
ภายนอก มักพบไดก้ บั พชื ทป่ี ลกู ในร่ม

Positive tropism
(การเบนเข้าหาสิง่ เร้า)

ปลายยอดของพชื จะพยายามเบนเขา้ หาแสง

Negative
phototropism
(การเบนออกจากส่งิ เร้า)

รากของพชื จะพยายามงอกไปยงั ทศิ ทางทไ่ี ม่มี
แสง

Gravitropism
(การเบนเน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลก)

เปน็ การตอบสนองทม่ี ีแรงโน้มถ่วงของโลก
เป็นสิ่งเรา้ จะมีสองแบบด้วยกันคือ
positive gravitropism คือ
การตอบสนองทีเ่ ป็นสง่ิ เร้าในทางบวก เชน่
รากพชื จะเจริญเขา้ หาแรงโน้มถว่ งของโลก

Chemotropism
(การตอบสนองตอ่ สารเคมี)

สารเคมเี ป็นสิ่งเร้า เช่น สารเคมีในรังไข่
เรา้ ให้ละอองเรณงู อกหลอดละอองเรณเู ขา
หารงั ไข่

Hydrotropism
(การตอบสนองต่อการสมั ผัส)

น้าหรือความชนื้ เปน็ สิง่ เร้า เช่น รากพืชงอก
เข้าหาน้าหรอื ความชื้น

Seed dormancy
(สภาพพกั ตัวของเมล็ด)

การพกั ตัวเนอ่ื งจากเปลือกหมุ้ เมล็ด
(seed coat dormancy) พบได้ กบั พชื ท่ีมี
เปลอื กหนาและแขง็ หรอื เมลด็ ทมี่ เี ปลอื กเป็น
มนั ไม่ยอมใหน้ ้าซึม ผ่านเข้าไปได้ง่าย และ
อาจทาใหต้ น้ กล้าเจรญิ ผ่านเปลอื กหุ้มเมล็ด
ออกมาไม่ได้ จนกวา่ สว่ นของเปลอื กจะออ่ นตวั
ลงตามธรรมชาติ ซึง่ ตอ้ งใชเ้ วลานานใน การ
งอก เช่น พุทรา มะกอกน้า บว๊ ย พีช

Turgor pressure
(แรงดันเต่ง)

คือแรงดันท่ีเกิดขึนภายในเซลล์ เกิดขนึ
เน่ืองมาจากนา้ แพรเ่ ข้าไปภายในเซลล์แลว้ ดนั
ใหเ้ ซลล์เตง่ หรือบวมขึนมา เมอ่ื นา้ เขา้ ไป
ภายใน เซลล์มากเกนิ ไปในกรณที เ่ี ปน็ เซลล์
สตั วอ์ าจเกิดการแตกได้ แต่หากเปน็ เซลลพ์ ืช
มกั จะไมม่ ีการ แตกของเซลล์เน่อื งจากมผี นัง
เซลล์คงรปู ร่างไว้

Pulvinus
(พัลไวนัส)

กลมุ่ เซลลท์ ีม่ ีขนาดใหญ่ผนังเซลลบ์ าง มคี วาม
ไวสงู ตอ่ ส่ิงเรา้ ทม่ี ากระต้นุ อยู่บริเวณโคนกา้ น
ใบของพชื บางชนดิ เช่น ตน้ ไมยราบ

Nutation
(นูเทชนั )

เปน็ การเคล่ือนไหวทีเ่ กดิ เฉพาะสว่ นปลายยอด
พืช ทม่ี ีกลุ่มเซลลเ์ จริญเตบิ โต ไม่เท่ากนั เชน่
ตน้ ถวั่

Heat-Shock Protein
(ฮที ช็อกโปรตนี )

70 เปน็ แชเพอโรนโปรตนี ทชี่ ่วยควบคุม
การจดั รูปร่างของโปรตนี อนื่ (protein
folding) ปอ้ งกนั การเกาะกลุม่ ของ
โปรตีน การ สงั เคราะหโ์ ปรตนี ใหม่การ
หลั่งโปรตนี และควบคุมการ ทางานของ
โปรตนี (Hartl and Hayer-Hartl, 2002)

Antifreeze protein
(แอนทิฟรซี โปรตีน)

คอื โปรตีนธรรมชาติทีพ่ บอยใู่ นสัตวท์ อ่ี าศัยอยู่
ในทีๆ่ มอี ุณหภูมิตา่ มาก เช่น บริเวณข้ัวโลก
โปรตนี นช้ี ่วยป้องกันไมใ่ ห้เนอ้ื เยื้อแขง็ ตัวเมื่อ
ได้รับอณุ หภมู ิตา่ เม่ือนามาใชเ้ ติมลงใน
อาหารจะทาใหอ้ าหารมอี ณุ หภมู ิทแ่ี ขง็ ตัวลด
ตา่ ลง จึงช่วยยืดอายกุ ารเก็บรักษาอาหารให้
นานขนึ้

Halophytes
(พชื ดนิ เคม็ )

พืชทนดนิ เคม็ จัด ดินเค็มจดั คือดินที่มี
ปรมิ าณเกลอื ในดิน ประมาณ 0.5-1.0
เปอรเ์ ซน็ ต์วดั ดว้ ยเคร่ืองมอื วัดความเคม็ ได้8-
16 เดซซิ ี เมนต่อเมตร พชื ท่สี ามารถปลกู พืช
ทนเค็มสาหรบั พน้ื ที่นีไ้ ดด้ งั น้ี กลุ่มพืชสวน
ไดแ้ กห่ น่อไมฝ้ รั่ง คะนา้ กระเพรา
ผกั บุ้งจีน ชะอม กลมุ่ ไม้ดอก ได้แกค่ ณุ นาย
ต่ืนสาย เขม็

BAY!!!
บทสดุ ท้าย


Click to View FlipBook Version