The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-26 08:41:47

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

1

บทที่ 1
บทนำ

ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั ของปญั หำ

วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ท่ีได้รับจากการจัดการระบบของเหตุการณ์และวัตถุในปรากฏการณ์
ธรรมชาติ เป็นกระบวนการท่ีเปน็ ระบบของการแสวงหาความรแู้ ละความเขา้ ใจเกยี่ วกบั ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
(Gbamanja, 2534 อ้างถงึ ใน Arokoyu, 2555)

วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ท่ีใชห้ าความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2540 : 220-221) ดังน้ัน การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ใน
ปัจจุบันมิได้มุ่งเฉพาะเนื้อหาความรู้ท่ีได้จากการค้นคว้า และเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่หมายถึง
กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการสอนวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ควรให้ผู้เรียนได้ใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ค้นควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเอง เพ่อื ให้บรรลุเปา้ หมายของการเรยี นวทิ ยาศาสตร์

จากความหมายของวิทยาศาสตร์ที่ได้กล่าวในข้างต้นน้ัน จะเห็นได้ว่า เนื้อหาสาระวิชาเคมีเพ่ิมเติม 2
(ว32222)มีความสอดคล้องกับเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์และปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ซึ่งการท่ี
วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายเหตกุ ารณ์หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจาวันนั้นเป็นผลมาจาก
การการศึกษาโดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ( Process of Science ) คือ พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ และ
แก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเคร่ืองมือซึ่งการดาเนินการต้องอาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ (Science Process Skill) และเจตคติทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific
Attitude) (พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต,์ 2540 : 220-221)

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ( Scientific Method ) เป็นวิธีการท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้แสวงหาความรู้
แก้ปัญหา โดยมีขน้ั ตอน ดงั นี้ (พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต์, 2540 : 221)

1. ระบปุ ญั หา
2. ต้ังสมมตุ ิฐาน
3. ทาการทดลอง
4. สังเกตขณะทดลอง
5. รวบรวม และวเิ คราะห์ขอ้ มลู
6. ตรวจสอบข้อมูล
7. สรุปผลการทดลอง
การดาเนินการแก้ปัญหา โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะสัมฤทธ์ิผลมากน้อยเพียงใดน้ัน ข้ึนอยู่กับ
ผู้ดาเนินการจะมีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ มากน้อยเพียงใด ซึ่งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เปรียบเสมือนเครอ่ื งมือท่ีจาเปน็ ในการแสวงหาความรู้ และแก้ปญั หา

2

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์น้ัน ผู้สอนจาเป็นจะต้องให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็นทักษะพื้นฐานให้เกิดกับผู้เรียน 13 ทักษะ มีรายละเอียดดังน้ี (ดร.สุวิทย์ มูลคา.
2547:38-41)

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรป์ ระกอบดว้ ย 13 ทกั ษะ ดงั น้ี
1. ทกั ษะขนั้ มูลฐาน 8 ทักษะ ไดแ้ ก่

1.1 ทักษะการสังเกต (Observing)
1.2 ทกั ษะการวดั (Measuring)
1.3 ทกั ษะการจาแนกหรอื ทักษะการจดั ประเภทสิง่ ของ (Classifying)
1.4 ทกั ษะการใช้ความสมั พันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/Relationship)
1.5 ทกั ษะการคานวณและการใช้จานวน (Using Numbers)
1.6 ทกั ษะการจดั กระทาและสอื่ ความหมายข้อมลู (Comunication)
1.7 ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู (Inferring)
1.8 ทกั ษะการพยากรณ์ (Predicting)

2. ทกั ษะขน้ั สูงหรอื ทักษะขนั้ ผสม 5 ทกั ษะ ได้แก่
2.1 ทักษะการต้งั สมมุตฐิ าน (Formulating Hypthesis)
2.2 ทกั ษะการควบคมุ ตัวแปร (Controlling Variables)
2.3 ทกั ษะการตีความและลงขอ้ สรปุ (Interpreting data)
2.4 ทกั ษะการกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ัติการ (Defining Operationally)
2.5 ทักษะการทดลอง (Experimenting)

จะเห็นได้ว่าทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีจาเป็นอย่างหนึ่ง คือ ทักษะการทดลอง ซ่ึงเป็น
ทักษะที่รวบรวมเอาทักษะต่างๆมาใช้ร่วมกันเพื่อการหาคาตอบมาอธบิ ายเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึน
ในชวี ิตประจาวัน ตามความหมายของทกั ษะการทดลอง ดังน้ี

ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการโดยใช้ทักษะต่างๆ เช่น การ
สังเกต การวดั การพยากรณ์ การตัง้ สมมุติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพ่ือหาคาตอบ หรือทดลองสมมุตฐิ านที่ต้งั ไว้
ซ่ึงประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขัน้ ตอน

1. การออกแบบการทดลอง
2. การปฏิบตั กิ ารทดลอง
3. การบนั ทกึ ผลการทดลอง

แต่อย่างไรก็ตาม ในการจัดการเรียนรู้รายวิชา เคมีเพ่ิมเติม 2 (ว32222) สาหรับนักเรียนช้ัน

มัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ปริมาณสารสัมพันธ์ ซึ่งมีการจัดการ

เรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบทดลองตามปฏิบัติการ ที่ 4.1 เรื่อง การเตรียมสารละลาย พบว่านักเรียนยังมี

ประสบการณ์และความชานาญเก่ียวกับทักษะในการปฏิบัติการทดลองค่อนข้างต่า ดังจะเห็นเด่นชัดจากการ

ประเมนิ ทักษะการปฏบิ ตั กิ ารทดลอง ซงึ่ ครผู ูส้ อนได้ทาการประเมนิ การปฏิบตั ิการทดลอง พบว่า คะแนนทกั ษะ

การปฏิบัติการทดลองเฉล่ียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 มีค่าเท่ากับ 5.83 คะแนนจากคะแนนเต็ม 12

คะแนน ซ่งึ จัดว่าอยู่ในระดบั ไม่ผา่ นเกณฑ์

3

นอกจากน้ียังพบว่า ในจานวนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 จานวน 6 กลุ่มน้ี มีนักเรียนจานวน 2
กลุ่ม (ร้อยละ 33.33) คือกลุ่มท่ี 2 และกลุ่มที่ 3 ที่มีคะแนนเพียง 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลาดับ ซึ่งจัด
วา่ ตา่ กว่าเกณฑ์ (6 คะแนน)

การจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์ ซ่ึงมีการจัดการเรียนรู้ด้วยการ
ทดลองค่อนข้างมากถึง 5 ปฏิบัติการ และในหน่วยการเรียนรู้ต่อไปในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2560 จึง
จาเป็นจะต้องเตรียมพร้อมผู้เรียนสาหรับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการทดลองในแต่ละครั้ง เพื่อทาให้เกิดการ
เรยี นรใู้ นการปฏิบตั ิการทดลองกบั ตัวผเู้ รียนได้อยา่ งมีประสิทธิภาพสงู สดุ

จากปัญหาในการจัดการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติการทดลอง ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การ
ปฏิบัติการทดลอง ที่ 4.1 เรื่อง การเตรียมสารละลาย ที่เกิดขึ้น ทาให้ผู้วิจัยได้พยายามหาแนวทางในการ
แก้ปัญหาโดยพยายามหารูปแบบการสอน วิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพ่ือเป็น
ทางเลือกในการจัดการเรียนรู้เพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้ในการปฏิบัติการทดลองของ
นักเรียน และได้เลือกหน่ึงในแนวทางหลายแนวทางที่ผู้วจิ ัยได้ทาการหามาใช้ทาการวิจัยในห้องเรียน น่ันก็คือ
“การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชแ้ ผนผงั ข้ันตอนการทดลอง (flowchart)” นั่นเอง

ผังงาน (Flowchart) คือ แผนภาพแสดงลาดับขนั้ ตอนการทางาน เป็นเครื่องมือทใี่ ช้ในการวางแผนขั้น
แรกมาหลายปี โดยใชส้ ัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการเขียนผังงาน เพ่ือช่วยลาดับแนวความคิดในการทางาน เป็นวิธีที่
นิยมใช้เพราะทาให้เห็นภาพในการทางานงา่ ยกวา่ ใช้ข้อความ หากมีข้อผิดพลาด สามารถดูจากผังงานจะทาให้
การแกไ้ ขหรอื ปรับปรุงทาไดง้ า่ ยข้นึ (วชิ ติ สวสั ด์จิ าด, 2546)

ผังงาน (Flowchart) คือ รูปภาพ (Image) หรือสัญลักษณ์(Symbol) ที่ใช้เขียนแทนข้ันตอน
คาอธิบาย ข้อความ หรือคาพูด ท่ีใช้ในอัลกอริทึม (Algorithm) เพราะการนาเสนอข้ันตอนของงานให้เข้าใจ
ตรงกัน ระหว่างผู้เกย่ี วขอ้ ง ดว้ ยคาพูด หรือขอ้ ความทาไดย้ ากกว่า (ภัทรานี ภากรณ์, 2553)

ประโยชน์ของผงั งาน
1. ทาให้เขา้ ใจ และแยกแยะปญั หาได้ง่าย (Problem Define)
2. แสดงลาดับการทางาน (Step Flowing)
3. หาข้อผิดพลาดไดง้ ่าย (Easy to Debug)
4. ทาความเข้าใจโปรแกรมไดง้ ่าย (Easy to Read)
5. ไมข่ ึน้ กบั ภาษาใดภาษาหนึง่ (Flexible Language)

จากความหมายและประโยชน์ของ ผังงาน หรือ แผนผังขั้นตอนการทดลอง (Flowchart) ท่ีกล่าวมา
ข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยคิดว่า การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระของหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง
ปริมาณสารสัมพันธ์ และหน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ซึ่งมีการจัดการเรียนรู้ด้วยการทดลอง
คอ่ นเป็นส่วนใหญ่โดยใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) นา่ จะเปน็ แนวทางท่ีจะสามารถแก้ปญั หาและ
พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการปฏิบัติการทดลอง อันถือเป็นทักษะกระบวนการที่พึงให้
เกิดขึ้นกบั นักเรียนได้

4

ด้วยเหตนุ ผี้ ู้วจิ ัยจึงได้เลือกใชว้ ิธกี ารจดั การเรียนรู้แบบโดยใช้แผนผังขนั้ ตอนการทดลอง (flowchart)
ในการปฏบิ ตั กิ ารทดลองวิชาเคมีเพ่มิ เติม 2 (ว32222) เพื่อพฒั นาทักษะการปฏบิ ัติการทดลองทางวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่อง ปริมาณสาร
สัมพันธ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดตามหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และเพ่ิมประสิทธิภาพในการ
เรียนรู้ รวมไปถึงการบรรลผุ ลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั ทพี่ ึงใหเ้ กดิ กบั นกั เรยี น

คำถำมวจิ ัย

ผลของการใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart) ในการปฏิบัติการทดลองวิชาเคมีเพ่ิมเติม 2
(ว32222) สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2
โรงเรยี นวัดเขมาภิรตาราม ในหน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรอื่ ง ปริมาณสารสมั พนั ธ์ ไดห้ รือไม่ อยา่ งไร

วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ยั

การวิจัยคร้ังน้ีมีจุดประสงค์เพ่ือพัฒนาทักษะการปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์ โดยการใช้
แผนผังขน้ั ตอนการทดลอง (flowchart)

สมมติฐำนกำรวิจัย
การใชแ้ ผนผังขน้ั ตอนการทดลอง (flowchart) ในการปฏิบัติการทดลองวชิ าเคมีเพิ่มเติม 2 (ว32222)

สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัด
เขมาภริ ตาราม ในหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรือ่ ง ปริมาณสารสมั พนั ธ์ ได้

ขอบเขตกำรวจิ ยั

1. ประชากรทใี่ ช้ในการวิจยั คร้ังนค้ี ือนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5/2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2560

โรงเรยี นวัดเขมาภิรตาราม จานวน 36 คน

2. ตัวแปรทใ่ี ชใ้ นการศึกษา

2.1 ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ การใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) ในการ

ปฏิบัติการทดลองวิชาเคมีเพ่ิมเติม 2 (ว32222) ในหน่วย

การเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง ปรมิ าณสารสัมพันธ์

2.1 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ทักษะการปฏิบัติการทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียน

ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5/2 โรงเรียนวดั เขมาภริ ตาราม

ประโยชน์ท่ีจะได้รับ

นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม มีทักษะการปฏิบัติการทดลองทาง
วทิ ยาศาสตร์เพ่ิมขึ้น และสามารถใช้ทักษะดังกล่าวให้เป็นพื้นฐานในการทาปฏิบัตกิ ารทดลองเคมีในหน่วยการ
เรยี นรตู้ ่อไป ในระดับชนั้ ที่สูงขึ้น หรอื ในรายวชิ าแขนงอนื่ ๆของกลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ในอนาคตได้

5

บทท่ี 2
เอกสำรและงำนวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

ในการวิจัยเรื่อง “ผลของการใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง(flowchart) ในการพัฒนาทักษะการ
ปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม” ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาเอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ซง่ึ ได้แบ่งออกเป็น 6 ส่วน คือ

1.ควำมหมำยของแผนผงั มโนทัศน์

แผนผังมโนทัศน์ไม่ใช่เร่ืองใหม่ของวงการศึกษาเพราะมีผู้ริเร่ิมใชม้ านานกวา่ 25 ปี (Zeilik, 2000) คา
ว่าแผนผังมโนทัศน์ตรงกับคาอ่ืนๆในภาษาอังกฤษอีกหลายคา เช่น Concept maps หรือ C-Maps,
Conceptual Framework, Semantic Mapping, Semantic Maps, Plot Maps, Concept webs เป็นต้น
ส่วนคาในภาษาไทยพบว่ามีความแตกต่างกันหลายคา เช่น กรอบมโนคติ กรอบมโนทัศน์ ผังมโนทัศน์ ผังมโน
ภาพ แผนที่มโนมติ แผนผังมโนมติ เป็นตน้ (มนัส บุญประกอบ, 2543) แผนผังมโนทัศน์เกิดข้ึนจากการพฒั นา
ของ โจเซฟ ดี โนแวค ภายใต้ทฤษฎีของออซูเบล ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการสร้าง
ความหมายหรือการสร้างความรู้ การเรียนรู้อย่างมีความหมายจะปรากฏข้ึนเม่ือผู้เรียนดูดซึมข้อมูลใหม่เข้าสู่
โครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่โดยโครงสร้างทางปัญญาของบุคคลน้ันมีลักษณะเป็นลาดับข้ันลดหลั่นกันลงมา
(hierarchy) โดยท่ีโนแวค ทาให้แนวคิดของออซูเบลได้มองเห็นเป็นแผนภูมิที่เป็นรูปธรรมได้ และได้วิจัย
บกุ เบิกอย่างจริงจังต่อเน่ืองมาต้งั แต่ ค.ศ. 1973 จากการศึกษาพบวา่ มีนักการศึกษาหลายท่านที่สนใจเก่ียวกับ
แผนผังมโนทัศน์และให้ความหมายต่างๆกันออกไป (Gowin and Johensen, 1983; Novak, 1984; Novak,
1993; Zeilik,2000; and Hin-wai, n.d.) ได้ให้ความหมายคล้ายคลึงกันว่า แผนผังมโนทัศน์เป็นแผนภาพท่ี
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์หลายมโนทัศน์โดยมีคาหรือข้อความเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ ซ่ึงจะเร่ิม
เขียนมโนทัศน์หลักให้อยู่ด้านบนสุด จากน้ันเขียนมโนทัศน์รองลดหล่ันกันลงมา และมีการลากเส้นเช่ือมโยง
ความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์และเขียนคาหรือข้อความเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ไว้ท่ีเส้น
นอกจากนั้นมนี ักการศกึ ษาอีกหลายทา่ นทใ่ี ห้นยิ ามและความหมายของแผนผังมโนทศั นไ์ ว้ดังน้ี

ฮารท์ (Hart, 1994) และ ฟราเซอร์ (Fraser, 1996) ไดใ้ ห้ความหมายแผนผังมโนทัศนไ์ วค้ ล้ายคลึงกัน
วา่ เป็นเครื่องมือท่ีใช้ตรวจสอบความเข้าใจและสง่ เสรมิ กระบวนการคิดและการเรียนรขู้ องนักเรยี น ซ่งึ ลักษณะ
ของแผนผังมโนทัศน์ เป็นกลุ่มคาหรือข้อมูลสารสนเทศโดยนักเรียนเป็นผู้สร้างข้ึน เพื่อนาเสนอความรู้ความ
เขา้ ใจเกี่ยวกบั ความคดิ รวบยอดและความสัมพนั ธข์ องความคิด

ทรอคิม (Trochim, 1997) ได้ให้ความหมายว่า แผนผังมโนทัศน์เป็นโครงสร้างของแนวคิด
(conceptualization) โดยกลมุ่ คนท่ีต้องการพัฒนากรอบมโนทศั น์สาหรับเปน็ แนวทางในการวางแผนหรอื การ
ประเมินผล ซ่ึงแผนผังมโนทัศน์จะเอ้ือให้กลุ่มตีความในกิจกรรมต่างๆได้รวดเร็ว เน่ืองจากแสดงออกมาเป็น
กราฟฟิคหรือรูปภาพโดยแสดงกลุ่มมโนทัศน์ท้ังหมดและความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์เหล่านั้นได้พร้อมๆกัน
หรอื ในเวลาเดยี วกนั

แลนซิง (Lanzing, 2002) ได้ให้ความหมายของแผนผังมโนทัศน์ว่าเป็นเทคนิคการเป็นตัวแทนองค์
ความรู้ในรูปกราฟ ซ่ึงเป็นเครือข่าย (networks) ของมโนทัศน์ เครือข่ายนั้นแสดงออกมาในรูปของกลุ่มคา
(node) และการเชื่อมโยง (link) ซึ่งอาจเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งโดยกลุ่มคาจะเป็นตัวแทนของมโนทัศน์ และ
การเช่ือมโยงจะเป็นตวั แทนของความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมโนทศั นเ์ หล่านัน้

6

รุซ-พรีโม และคณะ (Ruiz-Primo et al, 2001) กล่าวว่า แผนผังมโนทัศน์ หมายถึงแผนภาพที่มีส่วน
แสดงมโนทัศน์ เส้นท่ีเช่ือมโยงระหว่างมโนทัศน์เพ่ือแสดงว่ามโนทัศน์มีความสัมพันธ์กัน และคาเชื่อมโยงบน
เส้นเป็นการแสดงวา่ มโนทศั นน์ นั้ มคี วามสมั พันธ์กนั อย่างไร

นักการศึกษาไทยหลายท่าน (กาพล ดารงวงศ์, 2540; มนัส บุญประกอบ, 2542; และสาลิกา เมธ
นาวิน, 2545; วิยะดา ระวังสุข, 2545) ได้ให้ความหมายของแผนผังมโนทัศน์ไว้ว่า เป็นแผนภูมิท่ีแสดงถึง
ความสัมพันธ์อย่างมีความหมายของมโนทัศน์อย่างมีลาดับขั้นตอนและระหว่างมโนทัศน์มีการเชื่อมโยงด้วย
เสน้ ตรงหรอื เสน้ โคง้ และบางครั้งมกี ารระบคุ าหรอื ประพจน์กากับไวบ้ นเส้นโยงระหวา่ งคามโนทศั น์น้นั ดว้ ย

จากการศกึ ษาสามารถสรุปความหมายของแผนผังมโนทัศนไ์ ดว้ า่ เปน็ เครอื่ งมอื ประเมินประเภทหน่งึ ที่
สามารถตรวจสอบกระบวนการคิดและเสนอความคิดอย่างมีลาดับข้ันตอน โดยมีลักษณะเป็นแผนภาพที่แสดง
ถึงมโนทัศน์ตา่ งๆหลายมโนทัศน์ ซึ่งเร่มิ เขียนมโนทัศน์หลักไว้ด้านบนแล้วเขียนมโนทัศน์รองและ มโนทัศน์ย่อย
ลดหล่ันกันลงมา ระหว่างมโนทัศน์มีการเชื่อมโยงด้วยเส้นตรงหรือเส้นโค้ง (linking line) และเขียนคาหรือวลี
(linking Phrase)ไว้บนเสน้ เพ่ือแสดงถงึ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งมโนทัศน์

ส่วนประกอบและลักษณะของแผนผงั มโนทศั น์
ส่วนประกอบของแผนผังมโนทัศน์น้ัน นักการศึกษากล่าวถึงดังนี้ โนแวค (Novak, 1991) กล่าวไว้ว่า
แผนผังมโนทัศน์ประกอบด้วยส่วนประกอบสาคญั 4 ส่วน ได้แก่
1. มโนทศั น์ (concept) หมายถงึ คาท่ใี ชแ้ ทนช่ือของมโนทัศน์ เป็นคา หรอื วลสี ้นั ๆ
2. ความสัมพันธ์ (relationship) หรือการเชื่อมโยงระหว่างประพจน์ (propositional linkage) เป็น
การลากเส้นเช่อื มโยงระหวา่ งคามโนทัศน์
3. ลาดบั ข้ัน (hierarchy) เป็นชั้นหรือลาดับขั้นของความสัมพันธ์ระหวา่ งมโนทัศน์หลักไปยังมโนทัศน์
รอง หรอื มโนทศั นย์ อ่ ย
4. การเชอ่ื มโยงขา้ มมโนทัศน์ (cross-links) ซ่ึงเป็นการแสดงถึงความสัมพนั ธ์เชอื่ มโยงขา้ ม
ชัน้ หรอื ขา้ มข้นั ระหวา่ งมโนทศั น์ จากมโนทศั น์หนึง่ ไปอกี มโนทศั น์หน่งึ
และมีนักการศึกษาต่างประเทศอีกหลายท่าน (Plotnick, 1997; Baroody and Bartels, 2000;
Classidy, Griffiths and Nakoechny, 2001) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนผังมโนทัศน์ไว้ว่า แผนผังมโน
ทัศน์จะต้องมีสว่ นประกอบ 3 ส่วนทสี่ าคญั ดังนี้
1. คามโนทัศน์ (concept) เป็นช่ือมโนทัศน์ของเรื่องท่ีนามาสร้างแผนผังมโนทัศน์ซึ่งอาจจะเป็นคา
หรอื วลีหรอื ประโยคส้นั ๆโดยจะเขียนไวใ้ นกรอบ ซึ่งอาจเป็นรูปวงกลมหรอื วงรี หรอื สี่เหลยี่ มกไ็ ด้
2. เส้นเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ (linking lines) เป็นเส้นที่ลากเช่ือมโยงระหว่างคามโนทัศน์สองมโน
ทัศน์ โดยเส้นเช่ือมโยงความสัมพันธ์น้ีอาจจะเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง บางคร้ังอาจแสดงทิศทางความสัมพันธด์ ้วย
หวั ลกู ศรทางเดียว หริอสองทศิ ทางกากับไว้ด้วย
3. คาเชื่อม (linking phrases) เป็นคาที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์สองมโนทัศน์ โดยคา
เช่อื มโยงนั้นจะต้องเป็นคาที่ทาให้เกิดประพจน์ท่ีมีความหมาย อาจเป็นถ้อยคา วลี หรือประโยค ซึ่งต้องเปน็ คา
ท่ีสั้น กะทัดรัด ทาให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายจากส่วนประกอบของแผนผังมโนทัศน์ที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุป
ส่วนประกอบท่ีสาคัญของแผนผังมโนทัศนไ์ ดด้ ังนีค้ อื คามโนทัศน์ (concept) คาเช่ือม (linking phrases) และ
เส้นเช่ือมระหวา่ งมโนทัศน์ (linking line) นอกจากนั้นสามารถเพิ่มเติมการเช่ือมโยงข้ามสาย (cross links) ได้
เพอื่ เปน็ การแสดงถึงความเขา้ ใจในความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมโนทัศน์

7

2. ควำมหมำยและประเภทของผังงำน (flowchart)
(วิชิต สวัสดิ์จาด, 2546) ผังงาน (Flowchart) คือ แผนภาพแสดงลาดับขั้นตอนการทางาน เป็น
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวางแผนขั้นแรกมาหลายปี โดยใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการเขียนผังงาน เพื่อช่วยลาดับ
แนวความคิดในการทางาน เป็นวิธีท่ีนิยมใช้เพราะทาให้เห็นภาพในการทางานง่ายกว่าใช้ข้อความ หากมี
ขอ้ ผิดพลาด สามารถดจู ากผงั งานจะทาให้การแก้ไขหรอื ปรบั ปรุงทาไดง้ า่ ยข้ึน

(ภัทรานี ภากรณ์, 2553) ผังงาน (Flowchart) คือ รูปภาพ (Image) หรือสัญลักษณ์(Symbol) ที่ใช้
เขียนแทนขั้นตอน คาอธบิ าย ข้อความ หรือคาพูด ท่ีใช้ในอัลกอริทึม (Algorithm) เพราะการนาเสนอข้ันตอน
ของงานให้เขา้ ใจตรงกนั ระหวา่ งผู้เก่ยี วขอ้ ง ดว้ ยคาพูด หรือขอ้ ความทาได้ยากกวา่

ผังงานแบ่งได้ 2 ประเภท
1. ผงั งานระบบ (System Flowchart) คอื ผังงานท่ีแสดงขน้ั ตอนการทางานในระบบอยา่ งกวา้ ง ๆ
แตไ่ มเ่ จาะลงในระบบงานย่อย
2. ผงั งานโปรแกรม (Program Flowchart) คอื ผงั งานท่แี สดงถึงขัน้ ตอนในการทางานของโปรแกรม
ตัง้ แตร่ ับขอ้ มูล คานวณ จนถงึ แสดงผลลพั ธ์

ประโยชน์ของผงั งาน
1. ทาให้เขา้ ใจ และแยกแยะปัญหาได้งา่ ย (Problem Define)
2. แสดงลาดบั การทางาน (Step Flowing)
3. หาขอ้ ผิดพลาดไดง้ ่าย (Easy to Debug)
4. ทาความเข้าใจโปรแกรมไดง้ ่าย (Easy to Read)
5. ไม่ข้นึ กบั ภาษาใดภาษาหนึง่ (Flexible Language)

(The university of Texas at Dallas, 2553) A flow chart of operations (like those used
in engineering) is similar to a list of steps, except that it relies on pictures, arrows, and brief
descriptions rather than words. The choice of outline or flow chart depends strictly on the
student’s personal preference, although some experiment may lend themselves better to
one or the other.

3) ทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ (Scientific process skills)

วทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ใช้หาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์(พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์,2540 : 220-221) ดังน้ัน การเรยี นการสอนวิทยาศาสตรท์ แ่ี ท้จริง ในปจั จุบัน
มิได้มุ่งเฉพาะเนื้อหาความรู้ที่ได้จากการค้นคว้า และเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่หมายถึง กระบวนการ
แสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการสอนวิทยาศาสตร์ท่ีถูกต้อง ควรให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนวิทยาศาสตร์ ดังที่ คลอฟเฟอร์
(Klopfer in Bloom 1971:566-580) ได้กาหนดพฤติกรรมของนักเรียน ซ่ึงบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนการ
สอนวิทยาศาสตรไ์ ว้ 5 ประการ ดงั นี้ คอื

8

1. มีความร้คู วามเข้าใจ
2. ใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์
3. มกี ารนาความรู้ และวิธกี ารทางวิทยาศาสตรไ์ ปใช้
4. มีเจตคติ และความเขา้ ใจ
5. มที กั ษะในการปฏิบัติ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ( Process of Science ) คือ พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้
และแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเคร่ืองมือซ่ึงการดาเนินการต้องอาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ (Science Process Skill) และเจตคติทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific
Attitude) (พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต,์ 2540 : 220-221)
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ( Scientific Method ) เป็นวิธีการท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้แสวงหาความรู้
แก้ปญั หา โดยมีขัน้ ตอน ดงั น้ี (พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์,2540 : 221)
1. ระบุปัญหา
2. ตงั้ สมมตุ ฐิ าน
3. ทาการทดลอง
4. สังเกตขณะทดลอง
5. รวบรวม และวเิ คราะห์ข้อมูล
6. ตรวจสอบข้อมลู
7. สรปุ ผลการทดลอง
การดาเนินการแก้ปัญหา โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่
กับ ผู้ดาเนินการจะมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มากน้อยเพียงใด ซ่ึงทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนเคร่ืองมือที่จาเป็นในการแสวงหาความรู้ และแก้ปัญหาทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์นั้น ผู้สอนจาเป็นจะต้องให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็นทักษะพื้นฐานให้เกิดกับผู้เรียน 13 ทักษะ มีรายละเอียดดังนี้ (ดร.สุวิทย์ มูลคา.
2547:38-41)
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรป์ ระกอบดว้ ย 13 ทักษะ ดังนี้

1. ทกั ษะขั้นมลู ฐาน 8 ทกั ษะ ไดแ้ ก่
1.1 ทักษะการสงั เกต (Observing)
1.2 ทักษะการวดั (Measuring)
1.3 ทกั ษะการจาแนกหรอื ทกั ษะการจดั ประเภทส่ิงของ (Classifying)
1.4 ทกั ษะการใชค้ วามสมั พันธ์ระหวา่ งสเปสกับเวลา (Using Space/Relationship)
1.5 ทักษะการคานวณและการใช้จานวน (Using Numbers)
1.6 ทกั ษะการจัดกระทาและสือ่ ความหมายขอ้ มูล (Comunication)
1.7 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
1.8 ทักษะการพยากรณ์ (Predicting)

9

2. ทกั ษะข้ันสูงหรอื ทักษะขนั้ ผสม 5 ทกั ษะ ไดแ้ ก่
2.1 ทกั ษะการต้งั สมมุติฐาน (Formulating Hypthesis)
2.2 ทักษะการควบคุมตัวแปร (Controlling Variables)
2.3 ทกั ษะการตีความและลงข้อสรุป (Interpreting data)
2.4 ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบตั ิการ (Defining Operationally)
2.5 ทกั กษะการทดลอง (Experimenting)

ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการโดยใช้ทักษะต่างๆ เช่น การ
สังเกต การวดั การพยากรณ์ การต้ังสมมุติฐาน ฯลฯ มาใชร้ ่วมกันเพื่อหาคาตอบ หรือทดลองสมมุตฐิ านที่ต้งั ไว้
ซึง่ ประกอบดว้ ยกิจกรรม 3 ขั้นตอน

1. การออกแบบการทดลอง
2. การปฏบิ ตั ิการทดลอง
3. การบนั ทกึ ผลการทดลอง
การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ แสวงหาความรู้ หรือแก้ปัญหาอย่างส่าเสมอ ช่วยพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทาง
วทิ ยาศาสตร์ ทแ่ี ปลกใหม่ และมีคุณค่าตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษยม์ ากข้นึ

4. กำรจัดกำรเรยี นรูท้ เี่ น้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ หรือท่ีรู้จักในชื่อเดิมว่า การจัดการเรียนการสอน
โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student centered หรือ child centered) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการ
สอนที่รู้จักกันมานานในวงการศึกษาไทย แต่ไม่ประสบความสาเร็จในการปฏิบัติ รวมกับความเคยชินท่ีได้รับ
การอบรมสั่งสอนมาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลาง (teacher centered) มา
ตลอด เมอื่ เปน็ ครูก็เคยชนิ กบั การจดั การเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ท่ีเคยรจู้ ัก จงึ ทาให้ไม่ประสบความสาเร็จใน
การจดั การเรยี นการสอนโดยยึดผ้เู รียนเป็นสาคญั เท่าท่ีควร แต่ในยุคของการปฏิรปู การศกึ ษาน้ีได้มกี ารกาหนด
เป็นกฎหมายแล้วว่า ครูทุกคนจะต้องใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญได้ จึงเป็น
ความจาเป็นท่ีครูทุกคนจะต้องให้ความสนใจกับรายละเอียดในส่วนนี้ โดยการศึกษา ทาความเข้าใจ และหา
แนวทางมาใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านของตนใหป้ ระสบผลสาเรจ็

แนวคิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซ่ึงกล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ ท่ียอมรับว่า
บุคคลหรือผู้เรียนมีความแตกต่างกัน และทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ดังน้ันในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สาคญั ครหู รอื ผจู้ ดั การเรียนรคู้ วรมีความเชื่อพนื้ ฐานอย่างนอ้ ย 3 ประการ คอื

1. เชื่อวา่ ทุกคนมีความแตกต่างกัน
2. เชอื่ วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรูไ้ ด้
3. เช่ือวา่ การเรยี นรู้เกดิ ได้ทุกท่ี ทุกเวลา
ดังน้ัน การจัดการเรียนรู้จึงเป็นการจัดการบรรยากาศ จัดกิจกรรม จัดส่ือ จัดสถานการณ์ ฯลฯ ให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ ครูจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องรู้จักผู้เรียนครอบคลุมอย่างรอบ
ด้าน และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือนาไปเป็นพ้ืนฐานการออกแบบหรือวางแผนการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับ
ผู้เรยี น สาหรับในการจัดกิจกรรมหรอื ออกแบบการเรยี นรู้ อาจทาได้หลายวธิ กี ารและหลายเทคนิค แตม่ ีข้อควร
คานึงว่า ในการจดั การเรยี นรู้แตล่ ะครั้ง แต่ละเร่อื ง ไดเ้ ปิดโอกาสให้กับผเู้ รยี นในเรื่องตอ่ ไปนีห้ รือไม่

10

1. เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้เลือกหรือตัดสินใจในเนื้อหาสาระที่สนใจ เป็นประโยชน์ต่อตัว ผู้เรียน
หรอื ไม่

2. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยได้คิด ได้รวบรวมความรู้และลงมือปฏิบัติ
จริงด้วยตนเองหรือไม่ ซึ่ง ทิศนา แขมมณี (2543) ได้นาเสนอแนวคิดในการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม
และสามารถนาไปใช้เปน็ แนวปฏบิ ัติได้ ดงั นี้

2.1 กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีที่ควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางด้านร่างกาย (physical
participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทการเรียนรู้
ของผู้เรียนต่ืนตัว พร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น การรับรู้เป็นปัจจัยสาคัญในการเรียนรู้
ถ้าผู้เรียนอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม แม้จะมีการให้ความรู้ท่ีดีๆ ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้ ดังจะเห็นได้ว่า ถ้าปล่อย
ให้ผู้เรียนนั่งนานๆ ในไม่ช้าผู้เรียนก็จะหลับหรือคิดเร่ืองอ่ืนๆ แต่ถ้าให้มีการเคลื่อนไหวทางกายบ้างก็จะทาให้
ประสาทการเรยี นรขู้ องผเู้ รียนตนื่ ตวั และพรอ้ มทีจ่ ะรบั และเรยี นรสู้ ิง่ ตา่ งๆได้ดี ดงั นน้ั กจิ กรรมทีจ่ ัดใหผ้ ้เู รยี น จงึ
ควรเปน็ กิจกรรมท่ีชว่ ยให้ผูเ้ รียนได้เคล่ือนไหวในลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่ เป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกับวยั
และระดบั ความสนใจของผ้เู รียน

2.2 กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางสติปัญญา (intellectual
participation) คือ เป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเคลื่อนไหวทางสติปัญญา ต้องเป็นกิจกรรมท่ีท้าทาย
ความคิดของผู้เรียน สามารถกระตุ้นสมองของผู้เรียนให้เกิดการเคลื่อนไหว ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ยากหรือง่าย
เกนิ ไปทาใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความสนุกที่จะคดิ

2.3 กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดคี วรชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนร่วมทางสังคม (social participation) คือ
เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เนื่องจากมนุษย์
จาเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนและสภาพแวดล้อมต่างๆ การเปิด
โอกาสใหผ้ เู้ รยี นมีปฏิสัมพันธ์กบั ผ้อู ื่นจะชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนรูท้ างด้านสงั คม

2.4 กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางอารมณ์ (emotional
participation)คือ เป็นกิจกรรมท่ีส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของผู้เรียน ซ่ึงจะช่วยให้การเรียนรู้น้ันเกิด
ความหมายต่อตนเองโดยกิจกรรมดังกล่าวควรเกีย่ วข้องกับผูเ้ รยี นโดยตรง โดยปกติการมสี ่วนร่วมทางอารมณ์นี้
มักเกิดขึ้นพร้อมกับการกระทาอื่นๆอยู่แล้ว เช่น กิจกรรมทางกาย สติปัญญา และสังคม ทุกครั้งท่ีครูให้ผู้เรียน
เคลื่อนที่ เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนกิจกรรม ผู้เรียนจะเกิดอารมณ์ ความรู้สึกตามมาด้วยเสมอ อาจเป็นความ
พอใจ ไมพ่ อใจ หรือเฉย ๆ

จากแนวคิดท่ีกล่าวถึงข้างต้นเป็นท่มี าของการนาเสนอชอ่ื “CIPPA” ซง่ึ ระบุองคป์ ระกอบสาคญั ในการ
จัดกจิ กรรมการเรียนการสอนท่เี น้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญ กลา่ วคือ
C ม าจ าก ค าว่า Construct ห ม าย ถึ ง ก ารส ร้างค วาม รู้ต าม แ น วคิ ด ข องท ฤษ ฎี ก ารส รรค์ ส ร้าง
ความรู้(Constructivism) โดยครูสร้างกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นกิจกรรมที่
ช่วยใหผ้ เู้ รียนมีส่วนร่วมทางสตปิ ญั ญา

I มาจากคาว่า Interaction หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลและแหล่งความรู้ท่ี
หลากหลาย ซ่งึ เป็นการชว่ ยให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มทางสังคม

P มาจากคาว่า Physical Participation หมายถึง การให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เคล่ือนไหว
ร่างกายโดยการทากจิ กรรมในลกั ษณะตา่ งๆ เปน็ การช่วยให้ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มทางกาย

11

P มาจากคาว่า Process Learning หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่างๆ กิจกรรมการ
เรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ซ่ึงเป็นทักษะที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต เช่น
กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนา
ตนเอง เป็นต้น การเรียนรู้กระบวนการเป็นสิ่งสาคัญเช่นเดียวกับการเรียนรู้เน้ือหาสาระต่างๆ และการเรียนรู้
เกย่ี วกบั กระบวนการเปน็ การช่วยใหผ้ เู้ รียนมสี ว่ นรว่ มทางดา้ นสตปิ ัญญาอกี ดว้ ย

A มาจากคาว่า Application หมายถึง การนาความรู้ท่ีได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ซ่ึงจะช่วยให้
ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซ่ึงจะทาให้
การเรยี นร้เู ป็นส่ิงทม่ี ปี ระโยชน์

การระบุองคป์ ระกอบสาคญั ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อชว่ ยผเู้ รียนไดแ้ สดงบทบาท
ต่างๆ อนั เป็นการแสดงความสาคัญของผู้เรียน เป็นตัวอกั ษรย่อ “CIPPA” น้เี พ่ือให้ง่ายที่จะจาและนาไปใช้เป็น
หลักในการปฏิบัตไิ ดโ้ ดยสะดวก

การจัดการเรียนการสอนท่ัวไป ครูสามารถออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตาม
แนวทาง ตอ่ ไปน้ี

1. การจัดกิจกรรมเอ้ืออานวยให้เกิดการสร้างความรู้ (Construct) จากความคิดพื้นฐานที่เช่ือว่าใน
สมองของผู้เรียนมิได้มีแต่ความว่างเปล่า แต่ทุกคนมีประสบการณ์เดิมของตนเอง เมื่อได้รับประสบการณ์ใหม่
สมองจะพยายามปรับข้อมลู เดมิ ท่ีมอี ยู่โดยการต่อเติมเข้าไปในกรณีที่ข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ไม่มคี วามขัดแย้ง
กัน แต่ถ้าขัดแย้งกันก็จะปรับโครงสร้างของข้อมูลเดิม เพื่อให้สามารถรับข้อมูลใหม่ได้ ซ่ึงอาจทาให้โครงสร้าง
ของข้อมูลเดิมเปลี่ยนแปลงไป และถ้าผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้ที่สร้างได้น้ันออกมาด้วยคาพูดของตนเอง
การสร้างความรู้น้ันก็จะสมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าครูสามารถออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทาตาม
แนวความคดิ น้ี ผ้เู รียนก็จะสามารถสร้างความรู้ได้ พฤตกิ รรมทคี่ รูควรออกแบบในกจิ กรรมการเรียนของผู้เรียน
มีดงั น้ี

1.1 ใหผ้ ู้เรียนได้ทบทวนความร้เู ดิม
1.2 ให้ผ้เู รียนได้รับ /แสวงหา/รวบรวมขอ้ มูล/ประสบการณ์ตา่ งๆ
1.3 ให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูล ทาความเข้าใจ และสร้างความหมายข้อมูล/ประสบการณ์ต่างๆ
โดยใชก้ ระบวนการคิดและกระบวนการอน่ื ๆทีจ่ าเปน็
1.4 ให้ผเู้ รียนไดส้ รุปจัดระเบยี บ/โครงสรา้ งความรู้
1.5 ใหผ้ ู้เรียนไดแ้ สดงออกในสิ่งทีไ่ ดเ้ รียนรู้ดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ
ในกิจกรรมการเรียนการสอนท่ัวไป ครูสามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องตามลาดบั ขั้นตอนต่างๆ
ในขณะท่ีให้ความรู้ โดยเปล่ียนบทบาทจากที่เคยบอกความรู้โดยตรง ให้ผู้เรียนบันทึกหรือคัดลอกเป็นการใช้
คาส่ังและคาถามดาเนินกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทาเพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยครูเตรียมส่ือการ
สอนท่ีเป็นตัวอย่างเครอื่ งมือหรือการปฏิบัตงิ านในลกั ษณะตา่ งๆ เปน็ ขอ้ มลู หรอื ประสบการณใ์ ห้ผู้เรียนได้เขา้ ใจ
ครูอาจชี้แนะข้อมูลท่ีควรสังเกตและวิธีการจัดระบบระเบียบโครงสร้างความรู้ให้ เช่น สอนให้เขียนโครงสร้าง
ความร้เู ปน็ แผนผังทตี่ นเองเข้าใจ และเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้แสดงออกว่า ผ้เู รียนเกิดการเรียนร้เู รื่องใด เช่น ให้
อธิบายแผนผังความคิดท่ีตนเองเขียนขึ้นตามความเข้าใจ หรือให้เล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้โดยครูใช้คาถามหรือคาส่ัง
เป็นสอ่ื และมีการเสริมแรงอย่างเหมาะสมในภายหลังก็จะทาให้ผู้เรยี นเกดิ ความภาคภูมิใจ เกิดความสนุก และ
ตอ้ งการเรยี นรอู้ ีก

12

2. การจดั กิจกรรมที่เออื้ อานวยใหเ้ กดิ การมีปฏิสมั พนั ธ์ (Interaction) คอื การจัดกิจกรรมใหผ้ ู้เรยี นได้
กระทาสิ่งตา่ งๆ หรอื การกระทาบางสง่ิ บางอย่าง ดงั ตอ่ ไปน้ี

2.1 ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ได้แก่ การพูดอภิปรายกับเพื่อน กับครู หรือ
ผ้เู กยี่ วข้องกับการทางาน ผทู้ ่ีสามารถใหข้ อ้ มลู บางอย่างทีผ่ ูเ้ รยี นต้องการได้

2.2 ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น กาหนดให้ผู้เรียนสารวจ
อุปกรณ์เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าในบริเวณโรงเรียน

2.3 ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น กาหนดให้ผู้เรียนสังเกตการ
กินอาหารของสัตวห์ รอื รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั ลักษณะของตน้ ไมช้ นิดตา่ งๆ

2.4 ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางด้านสื่อโสตทัศน์ วัสดุ และเทคโนโลยีต่างๆ
เชน่ ใหผ้ ้เู รียนไปหาข้อมลู จากคอมพิวเตอร์ หรอื ให้อ่านใบความรู้ ใบงาน หรือใช้เครื่องมือและอปุ กรณ์
ตา่ งๆ ในการเรียน
3. การจัดกิจกรรมท่ีเอื้ออานวยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Participation) คือ การจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนไดม้ ีโอกาสเคล่ือนไหวอวยั วะหรือกล้ามเนื้อตา่ งๆ เป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกับวัย วุฒิ
ภาวะ และความสนใจของผเู้ รียน โดยกล้ามเนือ้ ทเ่ี คลอ่ื นไหวอาจเป็นส่วนตา่ ง ๆ ดังน้ี

3.1 กล้ามเน้ือมัดย่อย เช่น การพิมพ์ดีด ร้อยมาลัย พับกระดาษ วาดรูป เย็บผ้า ใช้ไขควง
เขยี นแบบ เรียงตัวหนังสอื ปฏิบัตกิ ารใชเ้ คร่ืองมอื วิทยาศาสตร์

3.2 กล้ามเน้ือมัดใหญ่ เช่น กิจกรรมย้ายกลุ่ม ย้ายเก้าอ้ี จัดโต๊ะ ทุบโลหะ ตอกตะปู ยกของ
ก่ออิฐ ฉาบปูน ขุดดนิ ฯลฯ
4. การจัดกิจกรรมที่เอ้ืออานวยให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการ คือ การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เกิดการ
เรียนรู้ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการศึกษาด้วย
ตนเอง การะบวนการจัดการ กระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจ กระบวนการทางาน กระบวนการอื่นๆ โดย
ครูจัดกิจกรรม สถานการณ์ หรือกาหนดให้ผู้เรียนหาข้อมูลหรือความรู้โดยใช้กระบวนการดังกล่าวเป็น
เคร่ืองมือ
ผลของการเรียนรู้ นอกจากผู้เรียนจะได้รับรู้ข้อมูลที่ต้องการแล้วยังมีความรู้เก่ียวกับการใช้
กระบวนการเหล่านี้ เพ่ือหาข้อมูลหรือความรู้อื่นๆ ได้ด้วยตนเองในโอกาสอ่ืนๆ เปรียบเหมือนการให้เคร่อื งมือ
ในการจับปลากับชาวประมงแทนที่จะเอาปลามาให้ เม่ือชาวประมงมีเคร่ืองมือจับปลาแล้วย่อมหาปลามากิน
เองได้ หรือวางแผนจัดสรรเวลาของการทางานอย่างใดอย่างหน่ึง หรือได้ลงมือแก้ไขงานบางอยา่ งในขณะลงมือ
ปฏบิ ตั ิงาน ซึ่งต้องใช้การพิจารณาข้อมูลรอบดา้ นเพ่ือใช้ในการตัดสินใจ ข้อสาคญั คือ ครจู ะต้องชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้
สรุปข้ันตอนในการทางาน ผู้เรียนต้องบอกได้ว่า การทางานนี้เสร็จได้ เขาใช้ข้ันตอนและวิธีการใดบ้าง แต่ละ
ขั้นตอนมีปัญหาและอุปสรรคใด เขาใช้วิธีการใดแก้ปัญหา และได้ผลของการปฏิบัติออกมาอย่างไร พอใจ
หรอื ไม่ ถา้ มกี ารทางานอยา่ งนอ้ี ีกในครั้งต่อไปเขาจะปฏิบัตอิ ย่างไร
อีกประเด็นหน่ึงคือ การใช้กระบวนการกลุ่มในการทางาน ต้องแบ่งหน้าท่ีการทางาน สมาชิกทุกคน
ต้องมีส่วนร่วมทาให้งานชิ้นน้ันสาเร็จ มิใช่ให้ผู้เรียนมานั่งรวมกลุ่มกันแต่ทางานแบบต่างคนต่างทา เพราะ
ผู้เรียนจะได้มีโอกาสรู้บทบาทของตนเองในการทางานร่วมกับคนอื่น ตลอดจนรู้วิธีการจัดระบบระเบียบการ
ทางานในกลุ่มเพ่ือให้งานกลุ่มบรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายต่อไป ก็จะสามารถใช้กระบวนการกลุ่มนี้ในการ
ทางานกบั คนกลุม่ อนื่ ๆ ในสงั คมท่ผี ้เู รยี นเปน็ สมาชกิ อยู่ได้
5. การจัดกิจกรรมที่เอ้ืออานวยให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้ (Application) คือ การจัดกิจกรรมให้
ผเู้ รยี นมีโอกาสได้กระทาสิง่ ต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี

13

5.1 ไดน้ าความรไู้ ปใชใ้ นสถานการณ์อ่นื ๆท่หี ลากหลาย หรือ
5.2 ได้ฝึกฝนพฤติกรรมการเรียนรูจ้ นเกดิ ความชานาญโดยครจู ัดสถานการณ์ แบบฝกึ หัด หรือ
โจทยป์ ญั หาใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมือกระทา เพ่ือให้เกิดความมน่ั ใจและความชานาญในการทจ่ี ะนาเอาความรู้
นน้ั มาใช้เป็นประจาในชวี ติ จริง
การจัดกิจกรรมในข้ันตอนนี้เป็นประเด็นที่มีความสาคัญแต่กลับเป็นจุดอ่อนของการจัดการเรียนการ
สอนของไทยทุกระดับ เพราะมีการปฏบิ ัติหรือมีพฤตกิ รรมการนาความรู้ ความเข้าใจท่ีได้รบั จากการเรียนไปใช้
ในชีวิตประจาวันค่อนข้างน้อย ท้ังน้ี เน่ืองจากในการเรียนการสอนผู้เรียนยังขาดการฝึกฝนการนาความรู้ไป
ประยุกต์ใช้
การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญตามแนวคิดท่ีกล่าวถึงข้างต้น สามารถ
ใช้ได้กับการจัดการเรียนการสอนทุกวิชาและทุกระดับชั้น เพียงแต่ธรรมชาติของเนื้อหาวิชาท่ีต่างกันจะมี
ลักษณะท่ีเอ้ืออานวยให้ครูออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ใน
จดุ เด่นทตี่ ่างกนั คอื
1. รายวิชาท่ีมีเน้ือหามุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้กฎเกณฑ์และการนาเอากฎเกณฑ์ไปประยุกต์ใช้
แกป้ ัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น วิชาคณติ ศาสตร์ หรอื การใชไ้ วยากรณ์ภาษาอังกฤษ ครูสามารถใช้กิจกรรม
ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นา
กฎเกณฑ์ที่ทาความเข้าใจได้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย การเรียนรู้ท่ี
เกดิ ขนึ้ กจ็ ะเป็นการเรียนรูท้ ีย่ ั่งยนื เพราะผู้เรียนได้สร้างความรดู้ ว้ ยตวั เอง
2. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้จากการค้นคว้าทดลอง และการอภิปราย
โดยใช้หลักเหตุผล เช่น วิชาเคมีเพิ่มเติม 2 (ว32222) ผู้เรียนมีโอกาสท่ีจะได้สร้างความรู้เองโดยตรง เพียงแต่
ครูต้องรู้จักการใชค้ าถามท่ียั่วยแุ ละเช่อื มโยงความคดิ ประกอบกบั การไดม้ ีโอกาสทาการทดลอง เปน็ การปฏบิ ัติ
ร่วมกัน ผู้เรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กัน มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เพ่ือสร้างความรู้ผ่านกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรท์ ่ที ากันมาอยแู่ ลว้
3. รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับการดาเนินชีวิตของคนใน
สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ข้อมูลที่มีลักษณะย่ัวยุให้ออกความคิดเห็นได้ เช่น วิชาสังคมศึกษา และ
วรรณคดีเป็นลักษณะพิเศษท่ีครูจะนามาใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดกิจกรรมการใช้ความคิด อภิปราย นาไปสู่
ข้อสรุป เป็นผลของการเรียนรู้และการสร้างนิสัยยอมรับฟังความคิดเห็นกัน เป็นวิถีทางท่ีดีในการปลูกฝัง
ประชาธิปไตยให้กบั ผู้เรียน
4. รายวชิ าท่ีต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก เช่น วชิ าพลศึกษาและการงานอาชีพ
ครคู วรใช้โอกาสดงั กล่าว ให้ผเู้ รยี นไดส้ รา้ งความรู้ผา่ นกระบวนการทางาน
5. รายวิชาที่ส่งเสริมความคิดจินตนาการ และการสร้างสุนทรียภาพ เช่น วิชาศิลปะและ
ดนตรี นอกจากจะมีโอกาสเคล่ือนไหวร่างกายแล้ว ผู้เรียนยังมีโอกาสได้สร้างความรู้ และความรู้สึกที่ดี ผ่าน
กระบวนทางานท่ีครอู อกแบบไว้ให้
ครูท่ีประสบความสาเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มักเป็นครูที่มีความตั้งใจ
และสนุกในการทางานสอน เป็นคนช่างสังเกตและเอาใจใส่ผู้เรียน และมักจะได้ผลการตอบสนองที่ดีจาก
ผู้เรียน แม้จะยังไม่มากในจุดเริ่มต้น แตเ่ มื่อปฏิบตั ิอย่างสม่าเสมอ ก็จะสังเกตได้ถึงการเปล่ียนแปลงของผู้เรียน
ในทางที่ดีข้ึน ในประเด็นของการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จะได้
กล่าวถึงเทคนคิ ต่างๆ ท่จี ะเป็นประโยชน์ตอ่ ครู ในตอนต่อไป

14

5. กำรเรียนรเู้ ชงิ รุก (Active learning)

(ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ, 2550) การเรียนรู้เชิงรุก เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน
ดาเนินกิจกรรมต่างๆ ในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ในระดับลึก ผู้เรียน
จะสร้างความเข้าใจและค้นหาความหมายของเน้ือหาสาระโดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมที่มี แยกแยะ
ความร้ใู หมท่ ไ่ี ดร้ ับกบั ความรู้เก่าทมี่ ี สามารถประเมิน ต่อเติมและสรา้ งแนวคิดของตนเองซึ่งเรียกวา่ มีการเรยี นรู้
เกิดข้ึน ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเรียนรู้ในระดับผิวเผิน ซ่ึงเน้นการรับข้อมูลและจดจาข้อมูลเท่านั้น ผู้เรียน
ลักษณะน้จี ะเปน็ ผเู้ รยี นทเี่ รียนรวู้ ธิ กี ารเรยี น (Learning how to learn) เปน็ ผเู้ รียนทก่ี ระตอื รือรน้ และมีทกั ษะ
ที่สามารถเลือกรับ ข้อมูล วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีระบบการสร้างสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการ
เรียนรูเ้ ชงิ รุก มลี ักษณะสาคญั 6 ประการดว้ ยกัน (Grabinger, 1996) คือ

1. การเรยี นรใู้ นแนวคิด Constructivism
1.1 ความรเู้ กดิ จากกระบวนการเรยี นรู้ท่ีผเู้ รียนมีส่วนรว่ มเชงิ รกุ ในการคน้ หาความหมาย
1.2 ผเู้ รยี นมีการจดั เรียงความรู้ของแตล่ ะบคุ คลแตกตา่ งกันไป ดงั น้นั เพ่ือให้ผู้เรยี นสามารถดึง

ความรู้มาใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทาให้ผู้เรียนเชื่อมโยง
ระหว่างโครงสร้างความรู้ที่ผู้เรียนมีอยู่เดิม กับความรู้ใหม่ที่ได้รับ ซ่ึงรวมถึงการเช่ือมโยงภายในท่ีเป็น
เรื่องของหลักการ และทฤษฎี และ การเชื่อมต่อภายนอกคือระหว่างหลักการกับประสบการณ์ใน
ชวี ติ ประจาวัน หรอื บรบิ ททเ่ี กิดขึ้น

1.3 การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพ่ือนและครู จะช่วยสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยน
ความหมายของแตล่ ะบุคคลช่วยให้เกดิ การเรียนรอู้ ย่างมีสว่ นร่วมในสังคมได้
2. สภาพบรบิ ทการเรียนรู้ในสภาพจรงิ การเรยี นรู้จาเปน็ ต้องอยู่บนพืน้ ฐานของ
ประสบการณ์ทเ่ี ป็นจริง ซ่งึ ผเู้ รยี นอาจจะได้พบเจอภายนอกสถานศึกษา ซ่งึ จะชว่ ยให้ผเู้ รียนเรยี นรู้
ตามประสบการณท์ ม่ี ีอยู่ ชว่ ยใหส้ ามารถต่อเติมและจดั เกบ็ ความรูไ้ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี การเรยี นรู้ในสภาพ
จริงจงึ ไมใ่ ชก่ ารเรียนเฉพาะหลกั การ แนวคิด เทา่ นน้ั แตต่ อ้ งเรียนร้กู ารประยุกต์ใช้ความรูท้ ่ีได้รับ
ดงั กล่าวในสภาพจรงิ ดว้ ย รูปแบบการสอนในลักษณะที่จะช่วยให้ผเู้ รยี นได้มโี อกาสเรยี นรู้ในสภาพ
จริง คือ การเรียนจากกรณศี ึกษา และการเรียนแบบแกป้ ัญหา
3. การริเร่ิมและความรับผิดชอบของผู้เรียน ซ่ึงเป็นลักษณะของการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สาคัญ ผู้เรียนต้องเปลี่ยนจากลักษณะการเรียนท่ีตั้งรับ (Passive learning) มุ่งเน้นการเรียนรู้โดยเน้น
จุดมุ่งหมายปลายทางมากกว่าการเรียนท่ีเน้นเนื้อหาแต่ละหัวข้อ โดยจดจาแนวคิดหลักซึ่งอาจไม่สามารถ
เช่ือมโยงหรือประยุกต์กับสภาพการณ์ท่ีเป็นจริงได้ ลักษณะพฤติกรรมการเรียนแบบตั้งรับจึงทาให้ผู้เรียนไม่
สามารถถ่ายโยงความรู้เดิมท่มี ีอยู่กบั ความรู้ใหม่ ต่อเตมิ และสรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจได้
4. การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นวธิ ีการเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ทางานร่วมกันในการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน
ความคิด เรียนรู้และรับผิดชอบการเรียนของผู้อ่ืนเหมือนกับของตนเอง (Slavin, 1991 อ้างถึงใน Grabinger,
1996) การทางานในกลุ่มช่วยให้ผเู้ รียนแสดงความคดิ เห็นที่เกดิ จากการใชค้ วามร้ใู นการอภิปราย โตแ้ ยง้ อยา่ งมี
เหตผุ ล ซ่ึงทาใหช้ ว่ ยเพิม่ ระดบั ความคดิ
5. กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีช่วยสร้างและต่อเติมความรู้ ผู้เรียนจะไม่สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้โดย
ปราศจากกระบวนการท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้คิด สะท้อน และโต้แย้งโดยองิ จากความรู้เดิมท่ีมีอยู่กิจกรรมการเรียน
รทู่้ีช่วยสร้างและต่อเติมความรู้นี้จะทาให้ผู้เรียนมีลักษณะเสาะแสวงหา สืบค้น และเป็นนักแก้ปัญหา ผู้สอนจะ
มีบทบาทในการช่วยอานวยความสะดวกและแนะนา ซ่ึงเปลี่ยนจากเดิมท่ีเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ กิจกรรม
ลกั ษณะน้จี ึงเนน้ หนกั ทก่ี ารเรียนรู้แบบโครงงานเพ่อื ใหผ้ ้เู รยี นสรา้ งสรรค์ทางแก้ปญั หาในสภาพปัญหาจรงิ

15

6. การประเมินตามสภาพจริง ปัจจุบันการทดสอบและประเมินผู้เรียนดาเนินการโดยขึ้นอยู่กับผู้สอน
และการตั้งวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอน ซึ่งไม่ได้เป็นการทดสอบและประเมินผู้เรียนในสภาพการณ์ท่ี
ความรู้น้ันๆ จะนาไปประยุกต์ใช้ซ่ึงจะเป็นสภาพจริงที่เกิดขึ้น Wiggins (1989อ้างถึงใน Grabinger, 1996)
เสนอตัวบง่ ช้ขี องการประเมินตามสภาพจรงิ ไว้ดังน้ี

1) เป็นการออกแบบการทดสอบและประเมินการกระทาหรืองานท่ีเน้นสภาพจริงที่เกิดขึ้นใน
สภาพซับซ้อน ลงลึกในรายละเอียดมากกว่าแบบกว้าง เป็นงานหรือปัญหาที่ในลักษณะท่ีมีโครงสร้าง
ไม่แนน่ อน ซึง่ ผ้เู รยี นจาเปน็ ตอ้ งดึงเน้ือหาความรู้มาใช้

2) มาตรฐานการใหค้ ะแนนและตดั เกรดจะต้องมตี ัวบง่ ชี้ท่ีหลากหลายที่ช่วยระบเุ กรดได้
3) การทดสอบและการประเมินต้องมีความหลากหลายและสะท้อนความแตกต่างทาง
สติปัญญาของผู้เรียนได้หลากหลายรูปแบบเพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสตัวอย่างของการประเมิน
ตามสภาพจรงิ ได้แก่ การวเิ คราะห์จากแฟ้มสะสมผลงาน การสังเกต การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์
เอกสาร เป็นต้นกล่าวโดยสรุป การเรียนรู้เชิงรุกนอกจากจะขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนของผู้เรียนแล้ว
ภายใต้การจัดการเรียนการสอนของผู้สอนที่จัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์และ
แก้ปัญหารวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอ้ือและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหา คัดสรร
และสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านการทากิจกรรมต่างๆ เช่น ให้ผู้เรียนได้อธิบายสิ่งท่ีได้เรียนรู้ไปแล้ว
ด้วยการเขียนสรุป การจดบันทึกเป็นภาษาของตนเอง ตั้งคาถามและตอบคาถามเน้นการอภิปราย
ปัญหา ร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้ เป็นต้น จะทาให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนและแสวงหา
ความรู้อยู่เสมอ ในการเรียนรู้เชิงรุก บทบาทของผู้สอนเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้อานวย
ความสะดวกในการเรียนรู้ รูปแบบการสอนที่เน้นการทากิจกรรมให้เกิดการคิดและการวเิ คราะห์ เช่น
การเรียนจาก กรณีศึกษา สถานการณ์จาลอง การเรียนแบบโครงการ การทางานกลุ่ม การเรียนแบบ
ร่วมมือ การเรียนรู้โดยการแกป้ ัญหาและการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และการวจิ ัย สาหรับวธิ ีการ
สอนแบบบรรยายน้ัน จะต้องปรับให้มีกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ทบทวน คิด อภิปราย ประเมินและ
ตรวจสอบความคิดของตนเอง เช่น การคิดหาคาตอบเป็นรายบุคคล จากน้ันจับคู่อภิปราย และ
ตรวจสอบความคิดระหว่างกลุ่ม (Pair-check) เป็นต้น ด้วยรูปแบบการสอนดังกล่าวข้างต้นทาให้
ผู้เรียนมีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นระหวา่ งผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน และผู้เรียนกับผู้เรียน ไม่
เป็นผู้เรียนท่ีคอยตัง้ รับ (Passive learner)

6. สรุปผลงำนวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

วชิราพันธ์ แก้วประพันธ์ (2546) จากการศึกษาผลของการนาเสนอแผนผังมโนทัศน์ในการเรียนการ
สอนบนเว็บเร่ือง ส่ิงมีชีวิตกับสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อผลฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการจาของ
นกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ส่ี ีท่ ม่ี แี บบการคดิ แบบไมอ่ สิ ระ พบว่า

1. นักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่มีแบบการคิดแบบไม่อิสระ ท่ีได้รับการเรียนการสอนบนเว็บที่มีการ
นาเสนอผังมโนทัศน์ก่อนและหลังบทเรียนวิชาชีววิทยาเรื่องสิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดล้อมมีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ กลุ่มท่ีได้รับการนาเสนอผังมโนทัศน์ก่อน
บทเรยี น มคี ่าเฉลยี่ ของคะแนนผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเท่ากับ 23.83 กลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั การนาเสนอผงั มโนทัศนห์ ลัง
บทเรยี น มีค่าเฉล่ยี ของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเทา่ กับ 20.63

16

2. นักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่มีแบบการคิดแบบไม่อิสระ ที่ได้รับการเรียนการสอนบนเว็บท่ีมีการ
นาเสนอผังมโนทัศน์ก่อนและหลังบทเรียนวิชาชีววิทยาเรื่องส่ิงมีชวี ิตกับสภาวะแวดล้อมมีความคงทนในการจา
แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 กล่าวคือ กลุ่มที่ได้รับการนาเสนอผังมโนทัศน์ก่อนบทเรียน
มีค่าเฉลี่ยของคะแนนความคงทนในการจาเท่ากับ 21.83 กลุ่มท่ีได้รับการนาเสนอผังมโนทัศน์หลังบทเรียน มี
ค่าเฉลี่ยของคะแนนความคงทนในการจาเท่ากับ 17.53

17

บทท่ี 3
วิธดี ำเนินกำรวจิ ัย

ในการวิจัยเร่ือง “ผลของการใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) ในการพัฒนาทักษะการ
ปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม” ผู้วิจัย
ดาเนินการตามข้ันตอนต่อไปน้ี

1. กำรออกแบบกำรวิจัยและขนั้ ตอนในกำรเกบ็ ข้อมูล

การวจิ ัยเร่อื งน้ีเปน็ การวจิ ยั แบบก่ึงทดลอง แบบการทดลองกลุ่มเดยี วก่อนและหลัง
การทดลอง (The One –Group Pretest-Posttest Design)

การวดั ก่อนการทดลอง ตัวแปรจัดกระทา การวัดหลงั การทดลอง
A1 X A2

X แทน การใช้แผนผังขน้ั ตอนการทดลอง (flowchart) ในการปฏิบัติการทดลองวิชา
เคมีเพมิ่ เติม 2 (ว32222) ในหนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์

A1 แทน ทักษะการปฏบิ ตั กิ ารทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปี
ที่ 5/2 โรงเรยี นวัดเขมาภิรตาราม

A2 แทน ทกั ษะการปฏิบตั กิ ารทดลองทางวิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปี
ท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม

18

แผนผงั กำรจดั กำรเรียนรแู้ ละกำรดำเนินกำรวจิ ยั

ครจู ดั การเรียนรู้ปฏิบตั ิการทดลอง ท่ี 4.1
เรื่อง การเตรียมสารละลาย (แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 6)
พรอ้ มกับประเมนิ ผลทักษะการปฏิบตั ิการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม

(วนั ที่ 8 มิถนุ ายน 2560)

ครูจัดการเรยี นรู้โดยใช้แผนผงั ขั้นตอนการทดลอง (flowchart) ในปฏบิ ัตกิ ารทดลองเพิ่มเติม
เรื่อง การเตรียมสารละลาย (แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 6)

โดยครสู อนวิธีการเขยี นแผนผงั ข้ันตอนการทดลอง (flowchart) กอ่ นปฏบิ ตั ิการทดลอง

(วันท่ี 10 มิถุนายน 2560)

ครจู ัดการเรยี นรู้โดยใช้แผนผังข้นั ตอนการทดลอง (flowchart) ในเน้ือหาปฏบิ ตั ิการทดลอง ที่ 4.2 – 4.5
เรือ่ ง การหาจุดเดอื ดของสารบรสิ ทุ ธแ์ิ ละสารละลาย (แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 9)

เรอื่ ง การหาจดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธ์แิ ละสารละลาย (แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 9)
เร่ือง ปฏิกริ ิยาระหวา่ งเลด (II) ไนเตรตกับโพแทสเซียมไอโอไดด์ (แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 12)
เรื่อง การศกึ ษาปริมาตรของแกส๊ ในปฏกิ ิรยิ าระหว่างแก๊สออกซเิ จนกับแกส๊ ไนโตรเจนมอนอกไซด์

(แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 13)
โดยนกั เรยี นเปน็ ผูเ้ ขียนแผนผงั ขัน้ ตอนการทดลอง (flowchart) ก่อนปฏิบัติการทดลอง
มกี ารตรวจสอบความถกู ต้องโดยครู และอภปิ รายวิธกี ารทดลองกลุ่มย่อยการการทดลอง

(วันท่ี 22, 24 มิถุนายน และ 13, 15 กรกฎาคม 2560)

ครูประเมนิ ผลทักษะการปฏิบตั กิ ารทดลองทางวิทยาศาสตร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภริ ตาราม

(วนั ที่ 20 กรกฎาคม 2558)

19

2. กำรศกึ ษำเอกสำรและงำนวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง

2.1 ศึกษาเอกสาร ตารา บทความ งานวจิ ยั และวทิ ยานิพนธ์ ทีเ่ ก่ียวกบั การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้
แผนผงั ขั้นตอนการทดลอง (flowchart) ในการปฏิบตั กิ ารทดลองทางวทิ ยาศาสตร์

2.2 ศกึ ษาเนอ้ื หาสาระ ในหนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 เรอ่ื ง ปรมิ าณสารสัมพนั ธ์ ในการสรา้ งแผนการจัดการ
เรยี นรู้และแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลอง เพ่ือใช้เป็นเครอ่ื งมอื การวจิ ัย

2.3 ศกึ ษาแนวคิด หลกั การ เก็บรวบรวมข้อมลู และการวเิ คราะห์ผลการวิจัย

3. กำรกำหนดประชำกร

ประชากรคือนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5/2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2560 โรงเรียนวดั เขมาภิรตา
ราม ผู้วิจัยดาเนินการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ท่ีมี
เวลาเรยี นไมต่ า่ กว่ากว่ารอ้ ยละ 60 จานวน 25 คน (6 กลุม่ )

4. กำรสรำ้ งเครื่องมอื ท่ีใช้ในกำรวิจยั

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการดาเนินการทดลองและ
เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

4.1 เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการดาเนนิ การทดลอง ได้แก่
4.1.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ ในหนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 เรอื่ ง อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ า

ผู้วจิ ัยดาเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยศึกษาเน้ือหา ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง ปริมาณ
สารสัมพันธ์ ตามแบบเรยี นวิชาเคมีเพิม่ เติม 2 (ว32222) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซ่ึงเปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้
ท่มี กี ารทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ จานวน 4 เรื่อง ได้แก่

ปฏบิ ัตกิ ารทดลอง ที่ 4.2 (ตอน 1 และ 2)
เร่ือง การหาจดุ เดือดของสารบริสุทธ์แิ ละสารละลาย (แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 9)

ปฏบิ ัตกิ ารทดลอง ท่ี 4.3
เร่ือง การหาจดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธ์ิและสารละลาย (แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 9)

ปฏิบัตกิ ารทดลอง ท่ี 4.4
เรื่อง ปฏิกิรยิ าระหว่างเลด (II) ไนเตรตกบั โพแทสเซียมไอโอไดด์ (แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 12)

ปฏิบตั ิการทดลอง ที่ 4.5
เรื่อง การศกึ ษาปริมาตรของแกส๊ ในปฏิกริ ยิ าระหวา่ งแก๊สออกซเิ จนกบั แกส๊ ไนโตรเจนมอนอกไซด์
(แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 13)

4.1.2 แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) ตัวอย่างการทดลอง ส่ือเพาเวอร์พอยท์ท่ีใช้
สอนวิธกี ารสร้างแผนผังข้นั ตอนการทดลอง (flowchart) เร่ือง ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

ผู้วิจัยดาเนินการสร้างแผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart) โดยศึกษาข้ันตอนการทดลองเร่ือง
ปัจจยั ท่มี ีผลตอ่ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีจากแบบเรยี นวิชาเคมีเพม่ิ เติม 2 (ว32222) ระดับมัธยมศึกษาปที ี่ 5

20

4.2 เคร่อื งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
4.2.1 แบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลอง

ผู้วิจัยดาเนินการสร้างแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลองวชิ าเคมีเพ่ิมเติม 2 (ว32222)
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง ปริมาณสารสัมพันธ์ โดยศึกษาเนื้อหาจากงานวิจัย
และวิทยานิพนธ์ต่างๆ และนามาสร้างแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลอง จานวน 12 ข้อ และ
ตรวจสอบโดย ครูกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรยี นวดั เขมาภิรตาราม จานวน 3 ทา่ น

5. กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล
ผู้วิจัยนาคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart) จาก
แบบตรวจสอบรายการประเมนิ ทักษะการทดลองมาเปรียบเทยี บกนั เพื่อหาความแตกตา่ งระหว่างก่อนและหลัง
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง ปริมาณสาร
สมั พันธ์ โดยมีจานวน 12 ข้อ ในแต่ละข้อ จะมีคะแนนเตม็ 1 คะแนน โดยมเี กณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดังนี้
ตอบ ใช่ เท่ากบั 1 คะแนน
ตอบ ไม่ใช่ เท่ากบั 0 คะแนน

21

บทท่ี 4
ผลกำรวิเครำะห์ข้อมลู

1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนทกั ษะการทดลองจากแบบตรวจสอบรายการประเมนิ ทกั ษะการทดลอง
ก่อนและหลังการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้แผนผงั ขนั้ ตอนการทดลอง (flowchart) ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี
5/2 จานวน 25 คน (6 กลุ่ม) แสดงในตารางต่อไปน้ี

กำร กล่มุ ท่ี
ทดลองท่ี
รำยกำร

1 2 3 4 5 6 เฉลย่ี

ก่อนเรียนโดยใช้แผนผัง 6.1 8 3 4 7 7 6 5.83
ั้ขนตอนกำรทดลอง
(flowchart) 6.2
(เต็ม 12 คะแนน) (ตอนที่ 1) 9 7 6 9 8 8 7.83

่กอนเรียนโดยใช้แผนผัง 6.3 10 8 9 11 11 11 10.00
้ัขนตอนกำรทดลอง 6.4 12 11 10 12 12 12 11.50
(flowchart) 6.5 11 10 10 11 11 10 10.50
(เ ็ตม 12 คะแนน) เฉลย่ี 10.50 9.00 8.75 10.75 10.50 10.25 9.96

คะแนนทเี่ พิ่มขน้ึ +2.50 +6.00 +4.75 +3.75 +3.50 +4.25 +4.13

22

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart)
ในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง ปริมาณสารสัมพันธ์ ปฏิบัติการทดลอง ที่ 4.2 – 4.5 ทาให้นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ทั้ง 6 กลุ่ม (ร้อยละ 100) มีคะแนนทักษะการทดลองท่ีได้
ประเมินจากแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลองเพ่ิมขึ้นจากก่อนเรียนโดยใช้แผนผังข้ันตอนการ
ทดลอง (flowchart) ทุกกลุ่ม โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนแต่ละกลุ่ม มีคะแนนเพ่ิมขึ้นจากคะแนน
5.83 คะแนน เปน็ 9.96 คะแนน เฉลีย่ เพิ่มขึ้น +4.13 คะแนน

และโดยเฉพาะอย่างย่ิงนักเรียนกลุ่มท่ีมีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ (ต่ากวา่ 6 คะแนน) ในการประเมินก่อน
เรียนโดยใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart) จานวน 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ ท่ี 2 และ กลมุ่ ที่ 3 มคี ะแนนเฉลี่ย
หลงั เรยี นเพิม่ ขึ้นจากคะแนนกอ่ นเรียน +6.00 และ +4.75 คะแนน ตามลาดบั

23

บทที่ 5
สรปุ อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ

1. สรปุ ผลกำรวิจยั

จากการดาเนินการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เร่ือง “ผลของการใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง
(flowchart) ในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2
โรงเรียนวัดเขมาภริ ตาราม” ทาให้สามารถสรุปไดด้ งั นี้

การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังข้ันตอนการทดลอง (flowchart) สามารถพฒั นาทักษะการปฏิบตั ิการ
ทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามได้ดีย่ิงขึ้น โดยเฉพาะ
อยา่ งยิ่งในกลุ่มนกั เรยี นที่มคี ะแนนทักษะการทดลองไมผ่ ่านเกณฑ์ (ตา่ กว่า 6 คะแนน)

2. อภปิ รำยผลกำรวิจัย

จากการสรุปผลการวิจัย จะเห็นได้ว่าคะแนนจากแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลอง
ของนักเรียนมีค่าท่ีเพ่ิมข้ึน เป็นสิ่งท่ีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประสิทธิภาพของการใช้แผนผังข้ันตอนการ
ทดลอง (flowchart) ในการปฏิบัติการทดลองในการจัดการเรียนรู้วชิ าเคมีเพ่ิมเติม 2 (ว32222) แม้ว่าคะแนน
จากแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการทดลองทั้ง 5 ครั้ง อาจจะไม่ได้มีแนวโน้มให้เห็นถึงพัฒนาการที่
เพ่ิมข้ึนอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม เม่ือพิจารณาภาพรวมของคะแนนดังกล่าว โดยการใช้ค่าเฉลี่ยระหว่าง
คะแนนทักษะการทดลองก่อนและหลังเรียนโดยใช้แผนผังขั้นตอนการทดลอง (flowchart) มาเปรียบเทียบกัน
จะเห็นได้วา่ มีความแตกตา่ งกันอยา่ งชดั เจน

ปัจจัยของความสาเร็จในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้แผนผังขน้ั ตอนการทดลอง (flowchart)
ในการพัฒนาทักษะการปฏบิ ัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คือ การเตรยี มความพรอ้ มผู้เรียนก่อนการเรียนรใู้ น
ห้องเรียนด้วยตัวนักเรียนเอง เน้นการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของนักเรียน และโดยเฉพาะอย่างย่ิง เม่ือผู้เรียน
เห็นคุณค่าให้การเตรียมความพร้อมในการเรียน กจ็ ะส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนและทาให้นักเรียนเกิด
ความกระตือรือร้นในการเรียน ยังประโยชน์ไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครูให้ราบรื่นและบรรลุผลการเรียนรู้ท่ี
คาดหวงั ให้เกิดกับผู้เรียนไดม้ ากยิ่งข้ึน เกิดสถานการณ์การช่วยเหลือเก้ือกูลกันระหว่างครูและนักเรียน รวมไป
ถึงนกั เรยี นกบั นกั เรยี นดว้ ยกนั เอง ซง่ึ เปน็ การสรา้ งบรรยากาศในการเรยี นรทู้ ด่ี ภี ายในหอ้ งเรยี น

ปัญหาและอุปสรรค ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ คือ การจัดการ
เรียนรู้วชิ าเคมีเพิ่มเติม 2 (ว32222) สาหรับนักเรียนในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ซ่ึงมีประสบการณ์ในการ
ปฏิบัติการทดลองจากโรงเรียนเดิมซึ่งแตกต่างกัน ทาให้นักเรียนแต่ละคนอาจมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐาน
เกี่ยวกับการปฏิบัติการทดลองที่แตกต่างกัน ซ่ึงส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติการทดลองในแต่ละ
ครั้ง ครูจาเป็นจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น นอกจากน้ี การจัดการเรียนรู้ที่จาเป็นจะต้องอาศัย
ความร่วมมือและประสานงานกันภายในกลุ่มของนักเรียน ครูจาเป็นจะต้องวางแผนการสนับสนุนหรือ
ช่วยเหลอื เพื่อใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ ต่อการดาเนินการจัดการเรียนร้นู นั้

24

การจดั การเรยี นรู้โดยใชแ้ ผนผังขนั้ ตอนการทดลอง (flowchart) นน้ั ไม่ได้เปน็ วธิ ีการท่จี ากัดเฉพาะการ
ทดลองในวิชาเคมีเพิ่มเติม 2 (ว32222)เท่าน้ัน แต่สามารถใช้หลักการเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้กับการจัดการ
เรียนรอู้ ่นื ๆไดอ้ ย่างหลากหลาย

3. ข้อเสนอแนะ

3.1 ข้อเสนอแนะสาหรบั ผู้บรหิ าร
3.1.1 ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังข้ันตอน (flowchart)

ในรายวชิ าต่างๆท่ีมีการจัดการเรยี นการสอนในโรงเรยี น โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในการจัดการเรียนร้ทู ี่มีเนือ้ หาสาระ
เป็นข้ันตอน หรือจาเป็นจะต้องใช้กระบวนการท่ีเป็นข้ันตอน โดยการสนับสนุนส่งเสริมน้ีอาจกระทาได้หลาย
รปู แบบ อาทิเชน่ การจัดอบรมครู การอานวยความสะดวกดา้ นสถานที่ และอปุ กรณป์ ระกอบการจดั การเรียนรู้
เป็นต้น

3.1.2 ควรมีบทบาทสาคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้โดยใช้แผนผังข้ันตอน
(flowchart) เพ่ือใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพตอ่ การจัดการเรียนร้แู ละเปน็ ประโยชนต์ อ่ นักเรยี นอย่างสูงที่สดุ

3.2 ขอ้ เสนอแนะสาหรับครวู ิทยาศาสตร์
3.2.1 การใชแ้ ผนผงั ขน้ั ตอน (flowchart) สามารถนาไปใช้ได้กับเนือ้ หาทุกเน้อื หา โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งการปฏิบัติการทดลองหรือเนื้อหาท่ีมีความเป็นขั้นตอนต่อเนื่องชัดเจน ครูผู้สอนสามารถใช้ความคิด
สร้างสรรค์ส่วนตัวในการออกแบบวิธกี ารในการจัดการเรียนรู้ไดด้ ้วยตนเอง โดยการลาดบั เนื้อหา และเช่ือมโยง
เน้ือหาเข้ากับหลักการของการใช้แผนผังขั้นตอน (flowchart) ตามรูปแบบที่ตนเองมีความถนัด หรือให้เหมาะ
กบั ความสนใจของนกั เรยี น

3.2.2 ในการจัดการเรียนรู้นักเรียนระดับช้ันสูงๆ ครูผู้สอนสามารถให้นักเรียนเป็นผู้สร้าง
แผนผังข้ันตอน (flowchart) ไดด้ ้วยตนเอง จะชว่ ยให้สามารถเพ่ิมประสิทธภิ าพการเรียนรู้ของนักเรียนได้มาก
ย่ิงขึ้น เนื่องจากนักเรียนจะได้ทาความเข้าใจเน้ือหา และสังเคราะห์ออกมาเป็นแผนผังขั้นตอน (flowchart)
ดว้ ยตวั เอง

3.3 ข้อเสนอแนะในการวิจยั
3.3.2 แผนผังขั้นตอน (flowchart) สามารถนาไปใช้ได้กบั เนื้อหาทุกเนื้อหา ครูผู้สอนสามารถ

ประยุกต์ใชแ้ ผนผังข้นั ตอน (flowchart) เพอ่ื ใชป้ ระกอบการจดั การเรยี นรูไ้ ดใ้ นเน้ือหา หรือวิชาอนื่ ๆได้

25

บรรรณำนุกรม

ทัตมณี ชูขวัญ. (2548). การเปรียบเทียบคณุ ภาพของการประเมินความคิดรวบยอดวิชาคณติ ศาสตร์โดยใช้
แผนผังมโนทัศน์ทมี่ กี ารตรวจให้คะแนนดว้ ยวิธีท่ีแตกต่างกัน. วทิ ยานิพนธ์ครศุ าสตรมหาบณั ฑติ . คณะ
ครุศาสตร:์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

วชิราพนั ธ์ แก้วประพันธ.์ (2546). ผลของการนาเสนอแผนผังมโนทัศนใ์ นการเรยี นการสอนผ่านเว็บเรอ่ื ง
สิ่งมชี วี ิตกบั สภาวะแวดล้อมท่มี ีผลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและความคงทนในการจาของนักเรยี น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ทีม่ แี บบการคดิ แบบไมอ่ สิ ระ. วิทยานพิ นธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑติ . คณะครุศาสตร:์
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

สภุ ัทรา ตันตวิ ทิ ยมาศ. (2554). การพัฒนาทักษะการแก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณด้วยแผนผงั มโนทศั น์ของ
นกั เรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2. วทิ ยานิพนธค์ รศุ าสตรมหาบัณฑิต. คณะครศุ าสตร:์ จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.

26

ภำคผนวก

27

เครื่องมือทใ่ี ช้ในกำรวจิ ยั

1. เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการดาเนนิ การทดลอง

1.1 แผนการจดั การเรยี นรู้ ในหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง ปรมิ าณสารสัมพนั ธ์
ที่มกี ารจดั การเรียนรู้โดยปฏิบตั กิ ารทดลอง จานวน 4 เรื่อง ไดแ้ ก่

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9
เร่อื ง การหาจดุ เดือดของสารบรสิ ุทธิแ์ ละสารละลาย

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9
เรอื่ ง การหาจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธแิ์ ละสารละลาย

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 12
เร่ือง ปฏิกิริยาระหว่างเลด (II) ไนเตรตกับโพแทสเซียมไอโอไดด์

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 13
เร่อื ง การศกึ ษาปรมิ าตรของแก๊สในปฏกิ ริ ยิ าระหวา่ งแก๊สออกซิเจนกบั แกส๊ ไนโตรเจนมอนอกไซด์

28

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ วทิ ยำศำสตร์ รำยวิชำ เคมเี พมิ่ เตมิ 2 รหัสวชิ ำ ว32222

หน่วยกำรเรยี นรู้ที่ 1 เรื่อง ปริมำณสำรสมั พันธ์ ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ่ี 5 ปีกำรศกึ ษำ 2560

แผนกำรจดั กำรเรียนรูท้ ่ี 9 เร่ือง กำรคำนวณสมบัตบิ ำงประกำรของสำรละลำย เวลำ 3 ช่วั โมง

ผ้สู อน นำยณรงคฤ์ ทธิ์ โฮ้งจิก วนั ท่.ี ............เดอื น.................................พ.ศ................

1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
สำระท่ี 3 มำตรฐำน ว 3.2

เข้าใจหลกั การและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนสถานะของสาร การเกดิ สารละลาย การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ และจิตวทิ ยาศาสตร์ สื่อสารสง่ิ ที่เรยี นรู้และนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลกำรเรียนรู้
คานวณหาความเข้มข้น จดุ เดือด จุดหลอมเหลว และปรมิ าณสารทเี่ ก่ยี วขอ้ งในสารละลายทีม่ ีสมบัติ

คอลลเิ กทฟี ได้

3. สำระสำคัญ / ควำมคิดรวบยอด
สมบัติเก่ยี วกบั จดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวของสารละลายในกรณีทส่ี ารละลายท่มี ตี วั ถูกละลาย

ระเหยไดย้ าก
1. จดุ เดือดของสารละลายจะสงู กว่าจุดเดือดของตวั ทาละลายบริสทุ ธ์ิ
2. จุดหลอมเหลวของสารละลายจะต่ากว่าจดุ หลอมเหลวของตัวทาละลายบรสิ ุทธ์ิ
3. สารละลายที่มีตัวทาละลายชนดิ เดียวกนั ไม่ว่าตัวถกู ละลายจะเปน็ สารชนิดใด ถ้าความเข้มขน้ เปน็

โมล/กิโลกรมั เทา่ กันจะมีจดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวเท่ากนั ท้งั นตี้ วั ถกู ละลายต้องไมร่ ะเหยงา่ ยและไมแ่ ตกตัว
เปน็ ไอออน

4. ปรมิ าณการเปล่ยี นแปลงจดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวของสารละลายเป็นค่าเฉพาะตัวของตัวทา
ละลายชนดิ หนงึ่ ๆ และปริมาณการเปลีย่ นแปลงนีข้ ั้นอยู่กับ

- ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย (โมล / กโิ ลกรมั )
- ชนิดของตวั ทาละลาย
5. ผลต่างระหวา่ งจุดเดือดของสารละลายทม่ี คี วามเข้มขน้ 1 โมล / กโิ ลกรมั กบั จุดเดือดของตัวทา
ละลายบรสิ ทุ ธจิ์ ะมคี ่าคงท่ี เรียกว่า “ค่าคงท่ีของการเพิ่มข้นึ ของจุดเดือด” ใชอ้ ักษรย่อวา่ Kb และผลตา่ ง
ระหว่างจุดหลอมเหลวหรือจดุ เยือกแข็งของสารละลายทม่ี ีความเขม้ ขน้ 1 โมล / กิโลกรัม กับจุดเยอื กแขง็ ของ
ตัวทาละลายบรสิ ุทธ์ิก็มคี า่ คงทีเ่ รียกว่า “คา่ คงทีข่ องการลดลงของจดุ เยอื กแขง็ ” ใชอ้ กั ษรย่อวา่ Kf

29

4. สำระกำรเรยี นรู้
1. ดำ้ นควำมรู้(K)
1. บอกความหมายของคา่ คงท่ขี องการเพิ่มขนึ้ ของจุดเดอื ด (Kb) และค่าคงทีข่ องการลดลงของจดุ

เยอื กแขง็ ( Kf ) ได้
2. ใช้คา่ Kb และ Kf คานวณหามวล
3. ใชค้ ่า Kb และ Kf เปรยี บเทยี บความเขม้ ข้นของสารละลายได้

2. ดำ้ นทกั ษะ / กระบวนกำร ( P )
ทักษะการคิดเช่อื มโยงความรู้ ทกั ษะการคดิ ใช้เหตุผล ทักษะการคิดจาแนกรายละเอียด ทักษะการคดิ

เรยี งลาดบั ขนั้ ตอน ทกั ษะการคดิ เปรยี บเทยี บ ทกั ษะการคิดเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์

3. ด้ำนคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ( A )
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มุ่งม่ันการทางาน
3. มีวนิ ยั
4. ซือ่ สัตยส์ ุจรติ
5. มจี ิตสาธารณะ

5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่เรียนรู้
2. มุ่งมนั การทางาน
3. ซื่อสัตย์ สจุ รติ
4. มวี นิ ยั
5. มจี ติ สาธารณะ

7. ควำมเข้ำใจทีค่ งทน
1. สมบตั ิเกย่ี วกบั จดุ เดือดและจุดหลอมเหลวของสารบริสทุ ธิแ์ ละสารละลาย
2. วธิ กี ารคานวณเกีย่ วกับจุดเดือดและจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธ์ิและสารละลาย

30

8. ชนิ้ งำน / ภำระงำน แบบฝกึ หัดที่ 4.8

9. กิจกรรมกำรเรยี นรู้

คำบที่ 1

9.1 ขน้ั นำ

1. นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื งการคานวณสมบัตบิ างประการของสารละลาย

2. ครนู าเข้าสูบ่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ ดมิ เก่ียวกบั จุดเดอื ด จุดหลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธ์ิ

และสารละลาย

9.2 ขัน้ สอน

3. ครนู าอภิปรายโดยใชค้ าถามดังน้ี จดุ เดือดทเ่ี พม่ิ ข้ึนหรอื จุดหลอมเหลวที่ลดลงในสารละลายแต่ละ

ชนดิ ตา่ งกันหรือไม่ และจะหาได้อย่างไร เพือ่ นาเขา้ สู่การหาค่า Kb และ Kf ของสารละลาย

4. นักเรยี นศกึ ษาประกอบการเรียน เร่ืองการคานวณสมบัตบิ างประการของสารละลาย

5. นักเรียนแต่ละกลุม่ ร่วมกนั อภิปรายเก่ียวกับความหมายของค่า Kb และการหาค่า Kb

6. สมุ่ นักเรยี น 2 – 3 คน บอกความหมายของคา่ Kb ทก่ี าหนดใหเ้ ช่น

Kb ของโพรนาโนน = 1.71 c/mol/kg

Kb ของไตรคลอโรมเี ทน = 3.63 c/mol/kg

7. สมุ่ นกั เรยี น 2 – 3 คน บอกความหมายของค่า Kf ท่กี าหนดใหเ้ ช่น

Kf ของกรดแอซติ กิ = 3.9 c/mol/kg

Kf ของน้า = 1.86 c/mol/kg

9.3 ขัน้ สรปุ

8. ครสู รุปเกย่ี วกบั ค่า Kb, Kf

9. นกั เรยี นทาโจทยเ์ กย่ี วกบั คา่ Kb และ Kf ในแบบฝกึ หัด 4.8 เคมีเลม่ 2

คำบที่ 2

9.1 ขนั้ นำ

1. ครูนาเข้าส่บู ทเรียนโดยการทบทวนและศกึ ษาความสมั พันธข์ อง Kb , Kf กบั ความเขม้ ขน้ ของ

สารละลาย เพอื่ นาเข้าส่กู ารคานวณเกีย่ วกบั คา่ Kb , Kf แบบต่าง ๆ

9.2 ข้นั สอน

2. นกั เรียนศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี นเร่ือง การคานวณสมบัตบิ างประการของสารละลาย

9.3 ขั้นสรปุ

3. ครแู นะนาแนวคดิ ของโจทยแ์ ละวธิ ที าทลี ะขนั้ ตอนอย่างชดั เจน ใหน้ ักเรียนศกึ ษาขนั้ ตอนใดทไี่ ม่

เขา้ ใจให้ซักถามอกี

4. นักเรยี นทาแบบฝกึ หัด 8.2 จากหนังสอื แบบเรียนวิชาเคมี เล่ม 2 ของสสวท.

31

5. นักเรยี นฝกึ หดั ทาโจทย์เรื่อง การคานวณสมบัตบิ างประการของสารละลาย โดยครเู ป็นผูใ้ ห้
คาแนะนาตามกลุ่มต่าง ๆ อยา่ งท่วั ถงึ และนักเรียนทาโจทยท์ ่ีเหลอื เป็นการบา้ น
คำบที่ 3

1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั อภิปรายเก่ียวกับการคานวณโดยใชค้ า่ Kb , Kf โดยการสมุ่ ตวั แทน
นกั เรยี นนกั เรยี น 2 – 3 คน

2. นกั เรยี นร่วมกัน ตอบคาถามเกี่ยวกบั การคานวณสมบตั ิบางประการของสารละลายบนกระดาน
กล่มุ ละ 1 ขอ้ ถา้ ข้อใดทาไมถ่ กู ตอ้ งครูเปน็ ผชู้ แี้ นะวิธีการคานวณให้ถูกตอ้ ง

10. ส่ือ / แหลง่ กำรเรยี นรู้
1. หนงั สือแบบเรยี นวิชาเคมี เลม่ 2 ของ สสวท.
2. เอกสารประกอบการเรียน วิชาเคมี เรื่องการคานวณสมบตั ิบางประการของสารละลาย
3. Power Point จุดเดอื ด Kb จดุ เยือกแขง็ และ Kf ของตวั ทาละลายบางชนดิ

11. กำรวัดและประเมนิ ผล
1. วิธวี ัด
1.1 จากการตรวจแบบฝกึ หดั
1.2 จากการตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียนเรอ่ื งการคานวณสมบตั บิ างประการของ

สารละลาย
2. เคร่อื งมือวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลงั เรยี นเรอ่ื งการคานวณสมบัติบางประการของสารละลาย
2.2 แบบฝกึ หดั
3. เกณฑก์ ำรวดั ผล
3.1 นักเรียนทาแบบฝกึ หัดไดถ้ ูกต้องโดยเกณฑก์ ารผา่ นรอ้ ยละ 50
3.2 นกั เรียนทา แบบทดสอบ หลังเรยี นเร่ืองการคานวณสมบตั บิ างประการของสารละลาย ได้

ถูกตอ้ งโดยเกณฑก์ ารผา่ นรอ้ ยละ 50

12. กจิ กรรมเสนอแนะ
ให้นกั เรียนทุกกลุ่มหาโจทย์เพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั สมบัติบางประการของสารละลายมากลมุ่ ละ 3 ข้อ แล้ว

เขยี นโจทยพ์ ร้อมเฉลยตดิ ไวท้ ่ปี ้ายนเิ ทศในห้องเรียน นักเรยี นนาโจทยจ์ ากกลุม่ ต่างๆ รวม 30 ขอ้ บนั ทกึ ลง
ในสมุดแบบฝึกหัดเป็นเวลา 1 สปั ดาห์ แล้วสง่ ครูภายในวันเวลาท่กี าหนด

32

แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ วิทยำศำสตร์ รำยวชิ ำ เคมเี พม่ิ เติม 2 รหสั วชิ ำ ว32222
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง ปริมำณสำรสัมพนั ธ์ระดับชั้นมธั ยมศึกษำปีที่ 5 ปกี ำรศกึ ษำ 2557
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ี่ 12 เรื่อง กำรคำนวณปริมำณสำรในสมกำรเคมี เวลำ 2ช่วั โมง
ผูส้ อน นำยณรงค์ฤทธ์ิ โฮง้ จกิ วนั ที.่ ............เดือน.................................พ.ศ......................

1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
สำระท่ี 3 มำตรฐำน ว 3.2

เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปล่ยี นสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกดิ ปฏิกริ ยิ า
เคมี มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ และจติ วทิ ยาศาสตร์ สอ่ื สารสง่ิ ทเี่ รียนรแู้ ละ
นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลกำรเรียนรู้
อธบิ ายความหมายของระบบสงิ่ แวดลอ้ ม ระบบปิด ระบบเปิด กฎทรงมวล การคานวณหามวลของ

สารในปฏกิ ิรยิ าเคมี กฎสดั สว่ นคงที่ การคานวณหาอัตราสว่ นโดยมวลของธาตทุ ร่ี วมกันเปน็ สารประกอบได้

3. สำระสำคัญ / ควำมคดิ รวบยอด
ปรมิ ำณสำรสมั พันธ์ (Stoichiometry)
การศึกษาเกย่ี วกบั น้าหนกั ของสารหรอื มวลสารจะเก่ยี วข้องกับ
1. กฎทรงมวลของสาร
2. กฎสัดส่วนคงที่

กฎทรงมวลของสสำร (Law of Conservation of Mass)
ปี ค.ศ.1774 ลาววั ซิเอร์ (Lavoisier) นกั เคมชี าวฝรง่ั เศสไดท้ าการทดลองเผาเมอร์ควิ รี (II)

ออกไซด์ (HgO) ซงึ่ เปน็ ของแข็งในภาชนะปดิ พบว่าได้ปรอทและกา๊ ซออกซิเจน จากการศกึ ษาพบว่า
“มวลของ HgO เท่ากบั ผลบวกของมวลของ Hg กับ O2”จงึ ได้สรปุ กฎเกณฑ์ว่า “มวลของสารทั้งหมด
ก่อนการเปล่ียนแปลงจะเทา่ กับมวลของสารทัง้ หมดหลงั การเปลีย่ นแปลง”
กฎสดั สว่ นคงท่ี (Law of Definite proportion)

ปี ค.ศ.1797 เพราส์ (Proust) นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวฝร่ังเศสไดต้ ั้งกฎสดั ส่วนคงที่ มคี วามว่า “เมื่อธาตุ
มารวมตวั กนั เกิดสารประกอบหนึง่ จะมสี ดั ส่วนในการรวมตัวโดยมวลเป็นคา่ คงท”่ี

33

3. สำระกำรเรียนรู้
1. ดำ้ นควำมรู้(K)
1. อธิบายความหมายของระบบกับสง่ิ แวดล้อมและภาวะของระบบได้
2. อธบิ ายความหมายของระบบปิด ระบบเปดิ พร้อมท้งั ยกตัวอยา่ งประกอบได้
3. สรุปสาระสาคญั ของกฎทรงมวล และใชค้ านวณหามวลของสารในปฏิกริ ิยาเคมีได้
4. สรปุ สาระสาคญั ของกฎสดั ส่วนคงทแี่ ละใชค้ านวณหาอัตราส่วนโดยมวลของธาตุที่รวมตัวกันเปน็

สารประกอบได้
2. ด้ำนทักษะ / กระบวนกำร ( P )
การทางานกลมุ่ การอธบิ าย การอภปิ ราย การคิดเชอื่ มโยง ความสัมพันธก์ ารคดิ ใช้เหตุผล คดิ

เรียงลาดบั ขั้นตอน คดิ สรปุ ความ

4. ดำ้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ( A )
6. ใฝ่เรียนรู้
7. มุง่ ม่ันการทางาน
8. มีวินัย
9. ซือ่ สตั ยส์ จุ ริต
10. ความรบั ผดิ ชอบ
11. มีจิตสาธารณะ

5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. ม่งุ มันการทางาน
3. ซือ่ สตั ย์ สจุ ริต
4. มีวินัย
5. ความรบั ผดิ ชอบ
6. มจี ิตสาธารณะ

34

7. ควำมเข้ำใจทค่ี งทน
การศึกษาเกี่ยวกับน้าหนักของสารหรอื มวลสารจะเกี่ยวขอ้ งกับ

1. กฎทรงมวลของสำร
“มวลของสารทั้งหมดกอ่ นการเปล่ียนแปลงจะเทา่ กับมวลของสารท้ังหมดหลังการเปลย่ี นแปลง”

2. กฎสดั สว่ นคงที่
“เมอ่ื ธาตุมารวมตวั กนั เกิดสารประกอบหนง่ึ จะมีสัดสว่ นในการรวมตัวโดยมวลเป็นค่าคงท่ี”

8. ชน้ิ งำน / ภำระงำน
แบบฝึกหดั ที่ 4.12

9. กิจกรรมกำรเรียนรู้
9.1 ขั้นนำ
1. ใหน้ ักเรียนรว่ มกันอภปิ รายทบทวน ความรู้เกีย่ วกบั การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
2. ครูตงั้ คาถามเก่ียวกบั การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี ผลติ ภณั ฑ์และสารตั้งต้น มีความสัมพนั ธก์ ันหรือไม่

อย่างไรเกีย่ วกับปริมาณของสาร
9.2 ขัน้ สอน
3. ครอู ธบิ ายความหมายของระบบกับสิ่งแวดล้อม ระบบปิด ระบบเปิด
4. ใหน้ ักเรยี นยกตัวอย่างวา่ สงิ่ ใดเปน็ ระบบสงิ่ แวดลอ้ ม ระบบปดิ ระบบเปิด กลมุ่ ละ 1 ตวั อย่าง
5. ให้นักเรยี นร่วมกนั พจิ ารณาเน้อื หาคาตอบ ครูใหค้ าแนะนาและยกตวั อย่างเพิ่มเตมิ
6. นกั เรียนรว่ มกันอภิปราย และเพ่อื สรปุ เกี่ยวกบั เรอ่ื งระบบปิด ระบบเปดิ มวลของสารกอ่ นและ

หลงั ปฏิกิรยิ า
7. ครอู ธบิ ายความหมายกฎทรงมวล และวิธกี ารคานวณ หามวลของสารในปฏิกิริยาเคมีได้ อธิบาย

ความหมายกฎสัดส่วนคงท่แี ละคานวณหาอัตราสว่ นโดยมวลของธาตุท่รี วมกนั กนั เปน็ สารประกอบได้
8. ใหน้ กั เรียนศกึ ษาตวั อย่างการคานวณ หามวลของสารในปฏกิ ริ ิยาเคมี การคานวณหาอัตราส่วน

โดยมวลของธาตทุ ี่รวมตวั กันเปน็ สารประกอบได้
9. ครสู รุปความหมายของระบบสงิ่ แวดลอ้ ม ระบบปิด ระบบเปิด และวิธกี ารคานวณหามวลของสาร

ในปฏิกริ ิยาเคมแี ละการคานวณหาอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตทุ ร่ี วมตัวกนั เปน็ สารประกอบได้
10. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาตัวอย่างการคานวณหามวลของสารในปฏกิ ิริยาเคมแี ละการคานวณหา

อัตราส่วนโดยมวลของธาตุทีร่ วมกนั เป็นสารประกอบโดยรว่ มกนั คิดวิเคราะห์โจทย์ปญั หา และวิธีคานวณเพือ่
หาคาตอบ และรว่ มกนั สรปุ องคค์ วามรู้

11.ใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หดั 4.12
12. ครอู ภิปรายเฉลยแบบฝกึ หัด

35

9.3 ขัน้ สรุป
13. นักเรยี นซกั ถามปัญหา/ขอ้ สงสยั ครูนาอภิปรายเมือ่ ตอบปญั หา/ขอ้ สงสยั
14. นักเรียนสรปุ ความรูเ้ ก่ยี วกับกฎทรงมวล กฎสดั ส่วนคงที่

10. ส่อื / แหล่งกำรเรยี นรู้
1. หนงั สือแบบเรยี นวิชาเคมี เพิม่ เตมิ เลม่ 2 ของ สสวท.
2. สือ่ Power Point เรื่องกฎทรงมวลและกฎสดั ส่วนคงที่
3. อุปกรณ์การทดลองท่ี 4.4 เร่อื งปฏกิ ิริยาระหวา่ งเลด (II) ไนเตรดกบั โพแทสเซียมไอโอไดด์

11. กำรวดั และประเมนิ ผล
1. วิธวี ัด
1.1 สงั เกตพฤตกิ รรม
1.2 ตรวจจากแบบฝกึ หดั
2. เคร่ืองมอื วดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบสังเกตพฤตกิ รรม
2.2 แบบฝึกหดั 4.12
3. เกณฑ์กำรวดั ผล
3.1 พฤติกรรมด้านจิตวิทยาศาสตร์ ไดค้ ะแนนไม่ตา่ กวา่ ร้อยละ 70
3.2 ทาแบบฝกึ หดั ไดถ้ ูกตอ้ ง ไมต่ า่ กว่า รอ้ ยละ 50

12. กิจกรรมเสนอแนะ -

36

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้

กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้ วิทยำศำสตร์ รำยวชิ ำ เคมเี พม่ิ เติม 2 รหสั วชิ ำ ว32222
หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 1 เรื่อง ปริมำณสำรสัมพนั ธร์ ะดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 5 ปกี ำรศกึ ษำ 2560
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 13 เรอื่ ง ปริมำตรของแก๊สในปฏิกริ ยิ ำเคมี เวลำ 3 ชั่วโมง
ผ้สู อน นำยณรงค์ฤทธ์ิ โฮ้งจิก วนั ที่.............เดือน.................................พ.ศ......................

1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
สำระที่ 3 มำตรฐำน ว 3.2

เขา้ ใจหลักการและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกดิ ปฏกิ ิริยา
เคมี มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ และจิตวิทยาศาสตร์ สือ่ สารส่ิงทเ่ี รยี นรู้และ
นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลกำรเรียนรู้
ทดลองและอธบิ ายหาอัตราส่วนจานวนโมลของสารทที่ าปฏิกริ ิยาพอดีกนั และอัตราสว่ นโดยปริมาตร

ของแกส๊ ในปฏกิ ริ ิยาเคมี กฎของเกย์ –ลูสแซก กฎของอาโวกาโดร พร้อมใชก้ ฎท้งั 2 ในการคานวณหาปริมาตร
ของแก๊สทเ่ี กยี่ วข้องในปฏกิ ิรยิ าเคมี และสตู รโมเลกุลของแกส๊ ได้

3. สำระสำคัญ / ควำมคิดรวบยอด
1. อัตราส่วนโดยปริมาตรของแกส๊ ทที่ าปฏกิ ริ ยิ าพอดแี ละปรมิ าตรของแกส๊ ที่เกิดจาก

ปฏกิ ิริยาจะคงทแ่ี น่นอน รวมทง้ั มีอัตราส่วนเปน็ เลขจานวนเต็มลงตวั น้อย ๆ
2. กฎของเกย-์ ลูสแซก หรอื กฎการรวมปรมิ าตรของแก๊ส กลา่ วว่ามอี ณุ หภูมแิ ละความดนั

คงที่ อัตราสว่ นระหว่างปรมิ าตรของแก๊สทที่ าปฏกิ ริ ิยาพอดกี นั กบั ปริมาตรของแกส๊ ท่ีเกดิ ขึน้ จะเปน็ ตวั เลขลง
ตัวนอ้ ย ๆ

3. กฎอาโวกาโดรกล่าวว่ามีอุณหภมู แิ ละความดันเดียวกนั แกส๊ ใด ๆ ทมี่ ปี ริมาตรเทา่ กันจะ
มีจานวนโมเลกลุ เท่ากัน

ประโยชนข์ องกฎเกยล์ สู แซก และกฎของอาโวกาโดร
1. ใช้คานวณหาสตู รโมเลกุลของกา๊ ซ
2. ใชค้ านวณหาปริมาตรของกา๊ ซต่าง ๆ ในปฏกิ ริ ิยา
3. ใช้คานวณหาปริมาตรของกา๊ ซในก๊าซผสม
4. ใชท้ านายปฏกิ ริ ิยาเคมี

37

3. สำระกำรเรียนรู้
1. ด้ำนควำมรู้(K)
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับอัตราสว่ นโดยปรมิ าตรของแก๊สท่ีทาปฏิกริ ยิ าเคมี และแก๊สทเี่ กดิ จาก

ปฏิกิริยา กฎของเกย์ – ลูสแซก กฎอาโวกาโดรและการคานวณปริมาตรของแกส๊ และคานวณหาสตู รโมเลกลุ
ของแก๊ส

2. ดำ้ นทกั ษะ / กระบวนกำร (P)
การทางานกลุ่ม การสารวจตรวจสอบ การอธบิ ายและการคานวณ

4. ดำ้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. ใฝ่เรียนรู้
2. มุ่งมั่นการทางาน
3. มวี ินัย
4. ซื่อสตั ย์สุจริต
5. ความรับผดิ ชอบ
6. มจี ติ สาธารณะ

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มุ่งมนั การทางาน
3. ซอื่ สัตย์ สจุ รติ
4. มวี ินยั
5. ความรบั ผดิ ชอบ
6. มีจิตสาธารณะ

38

7. ควำมเขำ้ ใจท่ีคงทน
กฎของเกย-์ ลูสแซก หรือกฎการรวมปริมาตรของแก๊ส กลา่ วว่าที่อณุ หภมู แิ ละความดัน

คงที่ อัตราสว่ นระหวา่ งปริมาตรของแก๊สทีท่ าปฏกิ ริ ิยาพอดีกัน กับปริมาตรของแกส๊ ท่เี กดิ ขน้ึ จะเปน็ ตัวเลขลง
ตวั น้อย ๆ

กฎอาโวกาโดรกล่าววา่ มอี ณุ หภมู ิและความดนั เดยี วกนั แก๊สใด ๆ ท่มี ปี ริมาตรเทา่ กันจะ
มจี านวนโมเลกุลเทา่ กัน

8. ช้นิ งำน / ภำระงำน
8.1 แบบรายงานการทดลอง 4.5 เรอ่ื งการศึกษาปริมาตรของแกส๊ ในปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งออกซิเจนกับ

แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์
8.2 แบบฝึกหดั 4.13

9. กิจกรรมกำรเรยี นรู้

คำบท่ี 1

9.1 ข้นั นำ

1. ครทู บทวนความรเู้ กยี่ วกับเรอ่ื งมวลของสารในปฏกิ ิริยาเคมี โดยอภปิ รายร่วมกันในห้องเรยี น

2. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั เรอ่ื งสมบัติของก๊าซทน่ี ักเรียนได้ศึกษามาแลว้

3. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายปฏกิ ริ ยิ าของก๊าซจากแผน่ ใส ดงั ตอ่ ไปน้ี

2H2(g) + O2 (g) 2H2O (g)

H2 (g) + Cl2 (g) 2HCl (g)

N2 (g) + 3H2 (g) 2NH3 (g)

4. ครูนาอภิปรายโดยใช้คาถามดังนี้ จะต้องใช้กา๊ ซอย่างละเท่าใดจึงจะรวมกันได้พอดี

5. นักเรยี นรว่ มสรุปหาคาตอบโดยมีครูเป็นผชู้ แี้ นะ

9.2 ขนั้ สอน

6. นกั เรยี นศกึ ษากจิ กรรมการทดลอง 4.5 การศกึ ษาปรมิ าตรของแก๊สในปฏิกริ ิยาระหว่างออกซเิ จน

กับแกส๊ ไนโตรเจนมอนอกไซด์ และนกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ รว่ มกนั ออกแบบการทดลอง

7. ครแู นะนาให้นักเรยี นในการทดลองและควรระมัดระวงั ในเรื่องตอ่ ไปนี้

- ก๊าซ NO เปน็ แก๊สพิษควรหลีกเลย่ี งในการสูดดม

- ให้เลอื กหลอดทใ่ี ชเ้ ตรียมกา๊ ซ NO และ O2ทม่ี ขี นาดเทา่ ๆ กัน

- เพื่อลดปรมิ าณกา๊ ซพษิ แนะนาใหน้ กั เรยี น 2 กล่มุ ช่วยกนั ทดลองเตรยี มกา๊ ซ NO และ O2

โดยใหก้ ลมุ่ ท่ี 1, 2, 3 เตรยี มก๊าซ NO กลมุ่ ที่ 4 , 5 , 6 เตรียมกา๊ ซ O2 จากนั้นให้กลุม่ ที่ 1 , 6 และ กลมุ่ ที่ 2 ,

5 และกลุม่ ท่ี 3 , 4 นาก๊าซทไ่ี ด้มาทาปฏิกริ ิยากันและบนั ทึกผลท่ีได้

39

9.3 ขั้นสรุป
8. นักเรียนร่วมกันอภปิ รายผลการทดลองและคัดเลอื กตวั แทนกลมุ่ ออกมารายงานหน้าช้นั เรยี น
9. นักเรยี นเขยี นรายงานการทดลอง
คำบที่ 2
9.1 ขน้ั นำ
1. ครนู าเข้าสู่บทเรยี น โดยการทบทวนความรูเ้ ดมิ เก่ียวกบั ผลการทดลองเรอ่ื งการศึกษาปรมิ าตรของ
กา๊ ซในปฏิกริ ิยาระหวา่ งกา๊ ซออกซิเจน และกา๊ ซไนโตรเจนมอนอกไซด์
9.2 ขนั้ สอน
2. ครชู แี้ นะเกยี่ วกับขอ้ มูลปรมิ าตรของก๊าซทีท่ าปฏกิ ริ ิยาพอดีกัน และทไ่ี ดจ้ ากปฏกิ ริ ิยาโดยนกั เรียน
รว่ มกันอภปิ ราย ตารางแสดง ปรมิ าตรของกา๊ ซที่ทาปฏิกิรยิ าพอดีกนั และปริมาตรของกา๊ ซทไี่ ดจ้ ากปฏกิ ริ ยิ า
จากหนังสือแบบเรียนวชิ าเคมี เลม่ 2 เพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามรเู้ กีย่ วกับผลการทดลองของโชแซฟ – ลยุ เก – ลูซกั
เพอื่ ให้ไดข้ ้อสรุป
- ผลรวมของปรมิ าตรกอ่ นและหลังปฏกิ ิริยาอาจเทา่ กนั หรือแตกตา่ งกนั กไ็ ด้
- ก๊าซจะทาปฏกิ ิริยากันด้วยอตั ราส่วนโดยปริมาตรคงที่เมือ่ วัดปรมิ าตรภายใตอ้ ุณหภมู แิ ละความดัน
เดยี วกัน
- อตั ราสว่ นโดยปริมาตรของกา๊ ซที่ทาปฏิกิรยิ าพอดีกนั และท่ไี ด้จากปฏิกิริยาท่อี ณุ หภูมิและความดัน
เดยี วกนั จะเป็นเลขจานวนเตม็ ลงตวั น้อย ๆ ซ่งึ เรียกว่ากฎการรวมปริมาตรของแกส๊ หรือกฎของ เกย์ – ลูสแซก
3. นักเรียนศกึ ษาเอกสารประกอบการสอนเรือ่ ง ปรมิ าณสมั พนั ธข์ องแกส๊
4. ครเู ป็นผู้นาอภปิ รายโดยใชค้ าถามดังนี้

- เพราะเหตใุ ดแกส๊ ทที่ าปฏกิ ริ ยิ าพอดกี ันและทไ่ี ดจ้ ากปฏกิ ิรยิ าท่อี ณุ หภูมิและความดัน
เดยี วกนั จะเป็นเลขจานวนเตม็ ลงตัวน้อย ๆ

9.3 ขัน้ สรุป
5. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ ราย โดยเริม่ จากสมมติฐานของอาโวกาโดร ขอ้ เสนอเก่ียวกับอนุภาคและ
องคป์ ระกอบในโมเลกุลจนกระทง่ั สมมติฐานของอาโวกาโดรเป็นที่ยอมรับกันจนถือเป็นกฎทเี่ รียกวา่ กฎของอา
โวกาโดร
คำบที่ 3
9.1 ข้นั นำ
1. สมุ่ ตวั แทนนักเรยี น 1 กลมุ่ มานาอภปิ รายหนา้ ชน้ั เรยี น เกี่ยวกันกฎของเกย์ – ลสู แซก , กฎของ
อาโวกาโดร เพ่ือจะใชก้ ฎทงั้ 2 ในการคานวณเก่ียวกับการสูตรโมเลกลุ ของกา๊ ซ
9.2 ขัน้ สอน
2. นกั เรยี นศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี น เรอ่ื งปรมิ าณสมั พนั ธข์ องกา๊ ซ
3. ครใู ห้นกั เรยี นศกึ ษาเกย่ี วกับกฎของเกย์ – ลสู แซก และกฎของอาโวกาโดร ด้วยส่อื Power Point

40

9.3 ข้ันสรปุ
4. ให้นักเรยี นศึกษาตัวอย่างการคานวณหาปริมาตรของแก๊สท่ีเก่ยี วขอ้ งในปฏิกริ ยิ าและสูตรโมเลกลุ

ของแก๊ส โดยรว่ มกันคิดวิเคราะหโ์ จทยป์ ัญหา และวิธีคานวณเพ่อื หาคาตอบ และรว่ มกันสรุปสรา้ งองค์ความรู้
5. ใหน้ ักเรียนทาแบบฝกึ หัด 4.13
6. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนเรอื่ งปรมิ าตรของแกส๊ ในปฏกิ ิริยาเคมี

10. สอื่ / แหลง่ กำรเรยี นรู้
1. หนงั สอื แบบเรยี นวชิ าเคมี เพิม่ เติม เลม่ 2 ของ สสวท.
2. ส่ือ Power Point เรื่องปริมาตรของแก๊สในปฏิกิรยิ าเคมี
3. อปุ กรณแ์ ละสารเคมีการทดลอง 4.5 เรื่องการศึกษาปรมิ าตรของแก๊ส ในปฏกิ ริ ยิ าระหว่าง

ออกซิเจนกบั แกส๊ ไนโตรเจนมอนอกไซด์

11. กำรวดั และประเมนิ ผล
1. วิธวี ดั
1.1 จากการสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
1.2 จากการสงั เกตการทางานกลุ่ม
1.3 จากการตรวจรายงานการทดลอง
1.4 จากการตรวจแบบฝึกหดั
1.5 การตรวจแบบทดสอบ
2. เคร่อื งมือวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบสงั เกตการปฏิบตั ิการทดลอง
2.2 แบบสังเกตการทางานกลุ่ม
2.3 แบบรายงานการทดลอง
2.4 แบบฝึกหดั 4.13 ในหนงั สอื เรยี นวิชาเคมี เลม่ 2
2.5 แบบทดสอบหลงั เรยี นเรอ่ื งปรมิ าตรของแก๊สในปฏกิ ิรยิ าเคมี
3. เกณฑ์กำรวดั ผล
3.1 นกั เรียนปฏิบตั ิการทดลองได้ถกู ตอ้ งโดยเกณฑ์การผ่านรอ้ ยละ 50
3.2 นกั เรยี นทางานกลมุ่ ไดผ้ ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70
3.3 นกั เรียนเขยี นรายงานการทดลองไดถ้ ูกต้องโดยผา่ นเกณฑก์ ารผา่ น รอ้ ยละ 50
3.4 นกั เรยี นทาแบบฝกึ หัดไดถ้ กู ตอ้ งโดยเกณฑก์ ารผา่ นรอ้ ยละ 50
3.5 นักเรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรยี นได้ถกู ตอ้ งโดยเกณฑก์ ารผ่านรอ้ ยละ 50

12. กิจกรรมเสนอแนะ นกั เรยี นกลมุ่ ทต่ี อ้ งการทาการทดลองดว้ ยตนเอง มาทาการทดลองไดใ้ นเวลาเลิก
เรียน โดยมคี รูคอยดแู ลความปลอดภัยในหอ้ งปฏิบัติการ

41

เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในกำรวจิ ยั
1. เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการดาเนินการทดลอง
1.2 แผนผงั ขนั้ ตอนการทดลอง (flowchart) ตวั อยา่ งการทดลอง ส่ือเพาเวอรพ์ อยทท์ ี่ใช้สอนวิธีการสร้าง
แผนผังข้นั ตอนการทดลอง (flowchart) เรอ่ื ง ปัจจัยทีม่ ีผลต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

42

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง
ตอนที่ 1 เตรียมสารละลายโซเดียมคลอไรด์ 0.4 mol/dm3 ปริมาตร 250 cm3

คานวณหามวลของ NaCl ที่ต้องการใช้

x.xxxx

50 cm3

250 cm3

43

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง (ต่อ)
ตอนที่ 1 เตรียมสารละลายโซเดียมคลอไรด์ 0.4 mol/dm3 ปริมาตร 250 cm3

ล้างบีกเกอร์ท่ีใสส่ ารละลาย ด้วยนา้ กลน่ั เลก็ น้อย แล้วเทลงในขวดวดั
ปริมาตร

ทาซา้ อกี 2-3 ครัง้

เขยา่ ขวดวดั ปริมาตรเพ่ือให้สารละลายผสมกนั

เตมิ นา้ กลน่ั ลงในขวดวดั ปริมาตรอยา่ งช้า ๆ

ปิดจกุ และเขยา่ ขวด

เติมนา้ กลนั่ จนสารละลายถงึ ขีดบอกปริมาตร

ปิดจกุ แล้วคว่าขวด เขยา่ เบา ๆ จนสารละลายผสมเป็นเนือ้ เดียวกนั

44

เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นกำรวิจยั
2. เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
2.1 แบบตรวจสอบรายการประเมินทกั ษะการทดลอง

45

แบบตรวจสอบรำยกำรประเมินทกั ษะกำรทดลอง

คำชีแ้ จง โปรดทำเคร่ืองหมำย ✓ ลงในชอ่ ง ใช่ หรอื ไมใ่ ช่ เกย่ี วกับพฤตกิ รรมกำรปฏิบัติกำรทดลอง

วิทยำศำสตรข์ องนักเรียน

ขอ้ ท่ี รำยกำร ใช่ ไมใ่ ช่ หมำยเหตุ

1 นกั เรยี นดาเนินการทดลองตามลาดบั ขน้ั ตอน ไม่มกี าร

สลับขน้ั ตอน

2 นกั เรยี นสงั เกตผลการทดลองดว้ ยวธิ กี ารทถ่ี ูกตอ้ ง

3 นกั เรยี นบนั ทึกผลที่ได้จากการสังเกตตามข้ันตอนและ

ตามความเปน็ จรงิ

4 นกั เรยี นบนั ทกึ ผลไดค้ รบถว้ น มกี ารระบหุ นว่ ยหรอื

ขอ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ ง

5 นกั เรยี นเลอื กใชอ้ ปุ กรณก์ ารทดลองเหมาะสมกบั การใช้

งาน

6 นกั เรยี นใชส้ ารเคมถี กู ตอ้ งตามขอ้ กาหนดของการทดลอง

7 นกั เรยี นใชอ้ ปุ กรณ์การทดลองและสารเคมไี ดอ้ ยา่ ง

ปลอดภัย

8 นกั เรยี นชง่ั ตวง หรอื วดั ปรมิ าณสารเคมที ใ่ี ชใ้ นการ

ทดลองได้อยา่ งถูกวธิ ี

9 นกั เรยี นใชอ้ ปุ กรณก์ ารทดลองไดถ้ กู ตอ้ งตามหลกั การ

ปฏบิ ัติ

10 นกั เรยี นดูแลอปุ กรณก์ ารทดลองและ/หรือเคร่ืองมอื ใน

การทดลอง มีการทาความสะอาด และเกบ็ อย่างถกู ต้อง

ตามหลกั การ

11 นกั เรยี นมคี วามคล่องแคลว่ ในการปฏบิ ตั กิ ารทดลอง ไม่

เกิดความสบั สนหรอื สงสยั ขณะดาเนินการทดลอง

12 นกั เรยี นสามารถดาเนนิ การทดลองไดภ้ ายในเวลาทค่ี รู

กาหนด

ข้อเสนอแนะ ........................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

46

ตวั อยำ่ งผลงำนแผนผงั ขนั้ ตอนกำรทดลอง (flowchart) ของนักเรยี น

47

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง

หลอดที่ 1 หลอดท่ี 2 หลอดที่ 3 หลอดท่ี 4 หลอดที่ 5 หลอดท่ี 6

Pb (NO3)2 0.5 mol/dm3 2 cm3

KI 1 mol/dm3 0.5 cm3 KI 1 mol/dm3 1.0 cm3 KI 1 mol/dm3 1.5 cm3
KI 1 mol/dm3 2.0 cm3 KI 1 mol/dm3 2.5 cm3 KI 1 mol/dm3 3.0

cm3

หลอดท่ี 1 หลอดท่ี 2 หลอดที่ 3 หลอดท่ี 4 หลอดท่ี 5 หลอดท่ี 6

เขยา่ และสงั เกตการเปลีย่ นแปลง

48

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง (ต่อ)
วดั ความสงู ของตะกอนในแตล่ ะหลอด บนั ทกึ ผล

ใช้หลอดหยดดดู สารละลายใสสว่ นที่อยเู่ หนือตะกอนใสใ่ นหลอดทดลองขนาดเลก็ หลอดละ 3 หยด

หลอดที่ 1 หลอดท่ี 2 หลอดที่ 3 หลอดที่ 4 หลอดที่ 5 หลอดที่ 6

ชดุ ที่ 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ท่ี 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ที่ 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ท่ี 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ที่ 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ที่ 1 ชดุ
ท่ี 2

หยดสารละลาย KI ลงในสารละลายชดุ ที่ 1 หยดสารละลาย Pb(NO3)2 ลงในสารละลายชดุ ที่ 2
หลอดละ 3 หยด หลอดละ 3 หยด

เขย่าและสงั เกตการเปลยี่ นแปลง เขยา่ และสงั เกตการเปลยี่ นแปลง

บนั ทกึ ผล บนั ทกึ ผล

49

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง
ตอนที่ 1 การเตรียมแก๊สออกซเิ จนกบั แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์

1. เตรียมแก๊สออกซเิ จน

แก๊สออกซิเจน

โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต 3 g หลอดขนาดกลาง

หลอดขนาดใหญ่ เก็บแก๊ส 4 หลอด

2. เตรียมแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์

ทองแดง 2 g กรดไนตริก 6mol/dm3 10 cm3

แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์
หลอดขนาดกลาง

หลอดขนาดใหญ่ เกบ็ แก๊ส 4 หลอด

50

แผนภาพแสดงวธิ ีการทดลอง
ตอนที่ 2 ปฏิกริ ิยาระหวา่ งแก๊สออกซเิ จนกบั แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์

นา้

กระบอกตวงขนาด 100 cm3
แก๊สออกซเิ จนที่เตรียมได้จากตอนท่ี 1
1 cm

อา่ นปริมาตรของแก๊สออกซเิ จน


Click to View FlipBook Version