The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gwarrg, 2023-07-04 21:42:44

คะฉิ่น

คะฉิ่น

Keywords: คะฉิ่น

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก คำนำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร มีโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ๑๕๓ โรงเรียน สถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการประกอบไปด้วยผู้คน หลากหลายเชื้อชาติทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้าน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อีกทั้งการติดต่อระหว่าง สถานศึกษาในเขตพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ส่งเสริมการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาที่ได้กำหนดไว้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนที่มีความตระหนักรู้จักท้องถิ่นของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงจัดทำ องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.สภาพทั่วไปของชุมชนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน ๒.ประวัติความเป็นมาของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๓.สภาพเศรษฐกิจ ๔.สาธารณูปโภค ๕.แหล่งท่องเที่ยว ๖.แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๗.หน่วยงาน รัฐ/เอกชน และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.ชนชาติ/ชาติพันธุ์ ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕.ประเพณี/พิธีกรรม/ งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ท้องถิ่น คณะกรรมการจัดทำ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นเรื่อง องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไว้ณ โอกาสนี้และหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้สถานศึกษาได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเอง ตามบริบทของสถานศึกษา ผู้จัดทำ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทนำ ค ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ๓ ศิลปวัฒนธรรม ๖ ภาษา/วรรณกรรม ๑๙ ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน ๒๘ ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๓๔ ศาสนาและความเชื่อ ๓๗ ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ๓๙ บรรณานุกรม ๔๘ ภาคผนวก ๔๙


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก บทนำ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 ระบุไว้ว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของ ตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 มาตรา 7 ระบุว่า กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่ง ปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และของประเทศชาติ รวมทั้ง ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถใน การประกอบอาชีพ รู้จักตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าภารกิจในการจัดการศึกษา นอกจากต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ยังต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพของ ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิตจริงของตนเองในท้องถิ่น เรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมา สภาพเศรษฐกิจ สังคมการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนให้มีความรัก ความผูกพัน และ มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ต่อ การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตในสังคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุม พื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้ และเป็นเขตชายแดน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นแนวยาวมีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร การจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีโรงเรียนที่อยู่ใน ความรับผิดชอบจำนวน 153 โรงเรียน การคมนาคมซับซ้อน และการติดต่อระหว่างสถานศึกษาเป็นไปด้วย ความยากลำบาก เนื่องจากสถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการ ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน นักเรียนส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่เมื่อจบการศึกษาแล้ว จะเดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อศึกษาต่อและประกอบอาชีพ คนวัยทำงานมีการย้ายถิ่นฐานเข้าไปในเมืองใหญ่ เนื่องจากแรงดึง (Pull force) ในด้านค่าตอบแทน ความเจริญในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ จึงได้ เล็งเห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเพณีทางสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจและภาคภูมิใจในตนเอง ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สามารถแสวงหาบทบาทใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาหรือ แก้ปัญหา ช่วยสร้างพลังผลักดันให้ชุมชนขับเคลื่อนไปในทางที่ดีสอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมในปัจจุบัน โดยหลักสูตรท้องถิ่น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรัก ความหวงแหน และภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอน สามารถนําสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก เกิดสัมฤทธิ์ผลบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง โดยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความตระหนักรู้จักท้องถิ่น ของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด เพื่อสำรวจ รวบรวมและจัดทำ ข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑. ชนชาติ/ชาติพันธุ์ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕. ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน รวมทั้งสภาพ ปัญหาในชุมชน เพื่อจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นที่สถานศึกษาสามารถนำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ไปจัด ประสบการณ์ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเองตามบริบทของสถานศึกษา โดยครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การจัดทำองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์นี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ในด้านความหลากหลาย ของชาติพันธุ์ จำนวน 15 ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว และ เวียงแหง โดยได้รวบรวมข้อมูลด้านชาติพันธุ์จากการสำรวจชุมชนของโรงเรียนต่างๆ ในสำนักงานเขต พื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 และตัวแทนครูจากทุกโรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 153 โรงเรียน ได้สังเคราะห์ข้อมูลในการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อเป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ของสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยโรงเรียนสามารถเลือก คัดสรร ในการนำองค์ความรู้ไปใช้ใน การจัดการเรียนการสอน และการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ต่อไป คณะผู้จัดทำ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑ ชนเผ่าคะฉิ่น ภาพที่ 1 เสามะหน่าว ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว หมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี (คะฉิ่น) คะฉิ่น ในอดีตเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา ชนเผ่าคะฉิ่นได้อาศัย อยู่ในประเทศจีน ต่อมาทหารของเหมาเจ๋อตุงได้ทำการปฏิวัติรัฐบาล ของเจียงไคเช็ก ทำให้เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารของเหมาเจ๋อตุงกับ ทหารของเจียงไคเช็ค ชนเผ่าคะฉิ่นได้กระจายอยู่ในกลุ่มของทหารของ เจียงไคเช็ค ชนเผ่าคะฉิ่นก็ได้กระจายอยู่ในกลุ่มทหารของเจียงไคเช็ค ครั้นทหารของเจียงไคเช็คสู้ทหารของเหมาเจ๋อตุงไม่ได้จึงได้หนีเข้ามา ในประเทศไทยทางแม่น้ำโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มทหารของเจียงไคเช็คที่หนีเข้ามาดังกล่าวมีชนเผ่าคะฉิ่นอยู่ด้วย ชนเผ่าคะฉิ่นจึงได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา เมื่อ มาอยู่ในประเทศไทย ชนเผ่าคะฉิ่นต่างอยู่กันคนละที่คนละทาง กระจัด กระจายอยู่กับจีนฮ่อบ้าง ลาหู่บ้าง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ชนเผ่า คะฉิ่นจึงได้มีการรวมตัวและมาอยู่ด้วยกันในที่ของโครงการหลวง บ้านหนองเขียว ตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งมาได้เกือบ 30 ปีมาแล้ว ชนเผ่าคะฉิ่นจะ เรียกตนเองว่า “จิมเผาะ” มีความใกล้ชิดกับคนไทใหญ่ ลีซู ลาหู่ และ อาข่า เนื่องจากอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาทิเบต - พม่า เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะใช้ภาษาที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน ชนเผ่า คะฉิ่นมักใช้ภาษาของแขนง “จิมเผาะ” เป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารกัน เนื่องจากสามารถเข้าใจกันได้ในทุกแขนง ชนเผ่าคะฉิ่น แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ จิมเผาะ แหม่ลู่ ระวาง แหล่ชี อ่าจยี หลี่ซู และหง่อซาง และในปัจจุบันแต่ละแขนงมักอยู่ปะปนกัน ปัจจุบันชนเผาคะฉิ่นมีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในทองที่ 2 จังหวัดของประเทศไทย ไดแก จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ บ้านใหม่พัฒนา(คะฉิ่น) หมูที่ 14 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีประมาณ 70 หลังคาเรือนรวมประชากร 800 คน และมีบางส่วนอาศัยอยู่ในท้องที่ อำเภอพร้าว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอ ดอยสะเก็ด และ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับในทองที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชนเผาคะฉิ่นมีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย กระจัดกระจายโดยทั่วไป


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒ คะฉิ่นเป็นชนเผ่ากลุ่มเล็ก ๆ ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐาน ณ บ้านใหม่สามัคคีตำบลเมืองนะ อำเภอ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นชุมชนคะฉิ่นแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย (มนตรี กาทู และ ชยันต์ วรรธนะภูติ, 2555) ชนเผ่าคะฉิ่นเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ที่หลบภัยสงครามจากประเทศจีน ในสมัย พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดอำนาจ หรือเข้ามาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในจีน โดยเข้ามา พร้อม ๆ กับกลุ่มของก๊กมินตั๋ง (Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus Journal of Buddhist Studies Vol.8 No.2 | July - December 2017 71 หรือจีนคณะชาติ อัคราชัย เสมมณี, 2558) บ้านใหม่สามัคคีมีชื่อชนเผ่าเรียกว่า “จิงเพาะกะถ่อง” ชื่อทางการเรียกว่า “บ้านใหม่สามัคคี” หมู่บ้าน ก่อตั้งเมื่อปี 2525 โดยผู้ที่ก่อตั้งหมู่บ้านกลุ่มแรกโยกย้ายถิ่นฐานมาจาก ปางมะเยา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สมัยแรกมีเพียง 7 ครอบครัว ที่ได้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านใหม่สามัคคี ใกล้ชายแดนไทยพม่าก่อน ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนองเขียว หลังจากนั้นจึงมีกลุ่มที่สองย้ายเข้ามา ต่อมาก็มี พี่น้องคะฉิ่นที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ และมีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราดำเนิน มาเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขาใน เขตพื้นที่ หมู่ที่ 14 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ ในเขตพื้นที่นี้มีหมู่บ้านทั้งหมดอยู่ 5 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านใหม่สามัคคี ชนเผ่าคะฉิ่นและอาข่า ได้จัดตั้งเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงไว้ในเขตพื้นที่บ้านใหม่ สามัคคี เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาในพื้นที่ ภาพที่ 2 ภาพประวัติการเริ่มก่อตั้งหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง หนองเขียว หมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี (คะฉิ่น) นักเรียนชาติพันธุ์คะฉิ่น แต่งกายชุดประจำชนเผ่า การเต้นรำมะหน่าว 1.ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุม ๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ซึ่งเป็นพื้นที่ทางทิศเหนือหรือตอนบนของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวน มาก ชนเผ่าเหล่านี้ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยผ่านทาง ประเทศ ลาว และพม่า ระยะแรกได้เข้ามาอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงหรือบนภูเขาบริเวณชายแดนไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน แต่ละชนเผ่ามีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรมของตนเอง โดยเฉพาะ เสื้อผ้าเครื่องประดับ การแต่งกาย ชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ แต่มีเพียงชนเผ่าหนึ่งที่ อาศัยอยู่ที่ บ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 14 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดขึ้น ไปทางทิศเหนือบนภูเขา เป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ด้านหลังศูนย์พัฒนา โครงการหลวงหนองเขียว ชนเผ่าคะฉิ่นหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านคะฉิ่นเพียงแห่งเดียวในจังหวัดเชียงใหม่และแห่งเดียวในประเทศ ไทย ที่ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ เช่น การทอผ้า ภาษาพูด ดนตรี อาหาร ฯลฯ ชนเผ่า คะฉิ่นมีความใกล้ชิดกับชนเผ่าลีซู ลาหู่ และอาข่า เนื่องจากอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาทิเบต - พม่าเช่นเดียวกัน การรวมตัวกันของชนเผ่าคะฉิ่นเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2519 มีชาวคะฉิ่นเพียง 7 ครอบครัวเท่านั้นที่ ตัดสินใจมาอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านปางมะเยา ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยอาศัยรวมกับชาวลาหู่ แต่อยู่ ได้ไม่นานก็เกิดปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวน จึงต้องอพยพโยกย้ายมาตั้งชุมชนใหม่ในเขต พื้นที่โครงการหลวงหนองเขียว ซึ่งขณะนั้นโครงการหลวงเพิ่มเริ่มก่อตั้งได้เพียง 2 ปี จากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรตามเขตแนวชายแดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ในปี พ.ศ. 2523 พระองค์ท่านได้พระราชทานที่ดินให้กับชาวคะฉิ่นเพื่อใช้เป็นที่ ทำกินและอยู่อาศัย หมู่บ้านใหม่สามัคคี(คะฉิ่น) จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยมี ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔ เจ้าหน้าที่โครงการหลวงคอยให้การดูแลทั้งในด้านการพัฒนาหมู่บ้าน การส่งเสริมการเกษตรและชีวิตความ เป็นอยู่ เมื่อชาวคะฉิ่นที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายในเมืองไทยทราบข่าวว่ามีหมู่บ้านคะฉิ่นตั้งขึ้น พวกเขา จึงตัดสินใจมาอยู่รวมกันที่นี่มากขึ้น จำนวนครอบครัวชาวคะฉิ่นจากจุดเริ่มต้นเพียง 13 ครอบครัว จึงเพิ่ม เป็น 120 ครอบครัว (พ.ศ.2566) ปัจจุบันบ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่นนอกจากชาวคะฉิ่นกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามา บุกเบิกตั้งรกรากในประเทศไทยแล้วยังมีชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน และรัฐ คะฉิ่นในประเทศพม่าเดินทาง อพยพเข้ามาพึ่งพาญาติพี่น้องคะฉิ่นในไทยมากขึ้นอีกด้วย ส่วนที่เหลือก็ยังอยู่ร่วมกับพี่น้องชนเผ่าอื่น ๆ เช่น ใน หมู่บ้าน ป่าหญ้าไทร อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ อยู่ในตัวเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งจังหวัดอื่น ๆ ทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาวบ้านบ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น ชนเผ่าคะฉิ่นนั้นเมื่ออยู่ด้วยกัน เป็นชมชุนแล้วจะมีการเลือกและแต่งตั้งผู้ปกครองหมู่บ้านหรือผู้นำที่เรียกว่า (ดูหว่า “ Duwa”) มีหน้าที่ ปกครองดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในชุมชนและตัดสินคดีความ ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงาน ราชการหรือองค์กรภายนอกที่เข้ามาในชุมชน ที่ผ่านมาหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่นมีผู้นำผ่านมา ทั้งหมดหลายคนดังนี้ นาย ซอ เป็นผู้นำ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ปางมะเยา มาจนถึงย้ายเข้ามาที่หมู่บ้านและมาเป็นผู้นำในหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น ระยะเวลา 6 เดือน นายวะเจกา (Wa Je Gam) เป็นผู้นำต่ออีก 6 เดือน นายมะริบนอ (MaripNaw) นายอือลานอ (N-lam Naw) นายบ๊อกลี (Bawkli) ร่วมกันเป็นผู้นำต่อมาอีก 3 ปี นายละดอย (La Doi) เป็นประมาณ 6 เดือน ในปี 2527 ซึ่งเป็นปีที่ในหลวงเสด็จเยือนหมู่บ้าน นายอือลานอ (N-lam Naw) เป็นผู้นำช่วงที่เปิดป้ายชื่อหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2528 นายนอตองหรือนายศรีคำ ศรีจอมทอง ( NawTawng) เป็นผู้นำในปี พ.ศ.2529-2530 นายวะเจกำ ( Wa Je Gam) และนายมะริบนอ (MaripNaw) ร่วมกันเป็นผู้นำปี พ.ศ.2532-2533 นายนอตองหรือศรีคำ ศรีจอมทอง ( Naw Tawng) เป็นผู้นำอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2534 นาย N-Lam Naw เป็นผู้นำ ในปีพ.ศ. 2535 นายมะกำ ละชี (Lashi Gam) เป็นผู้นำ ในปีพ.ศ. 2536-2538 สมัยที่ 1 นายมะกำ ละชี (Lashi Gam) เป็นผู้นำสมัยที่ 2 ในปีพ.ศ. 2538-2542 นายบุญรอด แสงทอง (Ai Lawt) พ.ศ.2543-2546 นายพงรัม ซิงรัม (Ah Hpung) กับนางภัทรินญา จอมดวง เป็นผู้นำ ตั้งแต่ พ.ศ.2547-2548 นายพงรัม ซิงรัม (Ah Hpung) พ.ศ.2549-2550 นายนนออง ระทอ พ.ศ.2551-2553 และปัจจุบันมีนายแสงชัย วารินอมร เป็นผู้นำชุมชนคะฉิ่น และเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใหม่ สามัคคีหย่อมบ้านคะฉิ่น ปีพ.ศ. 2529 มีการเริ่มสร้างโบสถ์คริสต์ครั้งแรก ต่อมาปีพ.ศ. 2530 เริ่มมีการ สำรวจข้อมูลชาวบ้านในหมู่บ้านจากอำเภอ ปีพ.ศ. 2531 เริ่มมีไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้าน และเริ่มมีการสอนภาษา คะฉิ่นให้กับเด็ก ๆ โดย นางรอยแสง (Sarama RoiSeng) ปีพ.ศ. 2533 เริ่มมีการถ่ายบัตรประชาชนพื้นที่สูง ปีพ.ศ. 2536 เริ่มมีการสำรวจจากประชาสงเคราะห์ในปีพ.ศ. 2543 เริ่มมีน้ำประปาหมู่บ้านเข้ามาในหมู่บ้าน ในปีพ.ศ. 2545 มีการสร้างศูนย์เด็กเล็กและสร้างโบสถ์คริสต์หลังใหม่ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ในปีพ.ศ. 2552 เริ่มเปิด โรงเรียนภาษาคะฉิ่น – อังกฤษชาวคะฉิ่นในหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคี


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕ ด้านการศึกษา นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่นที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคี โดยส่วนใหญ่จะ ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองเขียวเป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาคือ โรงเรียนบ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น เกิดจากการสังเคราะห์ข้อมูลจากกรอบ สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 สามารถสรุปได้ว่า หมู่บ้านที่จะนำมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น ได้แก่ หมู่บ้านหนองเขียว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงเชียงใหม่ ภาพที่ 3 แผนที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ที่มา : ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว (2566 : ออนไลน์)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖ ลายผ้าทอชนเผ่าคะฉิ่น การแต่งกายชนเผ่าคะฉิ่น น้ำพริกคะฉิ่น 2.ศิลปวัฒนธรรม 2.1 การแต่งกาย ชนเผ่าคะฉิ่นมีวิถีชีวิตด้านการแต่งกาย ชนเผ่าคะฉิ่นเป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายที่ สวยงาม ทั้งรูปแบบของเสื้อผ้าและเครื่องประดับเงิน สามารถสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่าได้เป็น อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินนั้นนับเป็นของใช้เชิงวัฒนธรรมที่มีความสวยงามในรูปแบบและ คุณค่าของวัสดุเป็นส่วนช่วยเสริมบุคลิกของแต่ละคน นอกเหนือจากชุดประจำเผ่าเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ สู่ลูก รูปแบบเครื่องประดับของชนเผ่าคะฉิ่นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อสวมใส่แล้วให้ความรู้สึกถึงความ ภาคภูมิใจและแสดงความยิ่งใหญ่ ในสังคมชนเผ่าเครื่องประดับเงินจึงนับเป็นสิ่งสำคัญต่อวิถีการดำเนินชีวิตของ เผ่าคะฉิ่นเป็นอย่างมาก ภาพที่ 4 เม็ดกระดุมประกอบพวงระย้าของชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : วารสารมนุษย์กับสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2566, ออนไลน์) ศิลปวัฒนธรรม


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗ การแต่งกายของแต่ละกลุ่มย่อยมีดังนี้ ภาพที่ 5 การแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่นแต่ละกลุ่มย่อย ที่มา : BBC Burmese (2566, ออนไลน์) ในส่วนของการนำเสนอข้อมูลการแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่นในส่วนนี้ ทางผู้จัดทำขอนำเสนอเฉพาะ วัฒนธรรมการแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่น บ้านใหม่สามัคคีของกลุ่มที่ชื่อ “จิงเผาะ” เนื่องจากการแต่งกายด้วย ชุดและเครื่องประดับเงินประจำเผ่ามีความโดดเด่นสุดในหมู่บ้าน และประชากรส่วนใหญ่ของชนเผ่าคะฉิ่นโดย ผู้คนทั่วไปมีความคุ้นเคยและรับรู้กันเป็นอย่างดี ภาพที่ 6 เด็กนักเรียนชนเผ่าคะฉิ่น กลุ่ม จิงเผาะ แต่งกายด้วยชุดชนเผ่า


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘ สำหรับการแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่นนั้นผู้ชายกับผู้หญิงจะมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะเสื้อผ้า การแต่งกาย การแต่งกายของผู้หญิงคะฉิ่นจะมีความโดดเด่นและแสดงความเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่าเป็นสิ่ง บ่งบอกความแตกต่างของกลุ่มได้เป็นอย่างดี ส่วนการแต่งกายของผู้ชายคะฉิ่นอาจไม่มีความโดดเด่นมากนัก เนื่องจากไม่นิยมสวมเครื่องประดับเงินส่วนการประดับตกแต่งร่างกายและเสื้อผ้าจะนิยมใช้เครื่องประดับเงิน รูปแบบต่าง ๆ คือ ห่วงคอ กำไล สร้อยคอ กระดุม พวงระย้า โดยเฉพาะกระดุมที่ใช้ตกแต่งของเสื้อคะฉิ่น ถือเป็นจุดเด่นของชนเผ่านี้ เนื่องจากเป็นกระดุมที่มีรูปทรงครึ่งวงกลมขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร ขนเผ่าคะฉิ่นจะสวมเครื่องแต่งกายประจำเผ่าเต็มรูปแบบในโอกาสหรือพิธีสำคัญของเผ่า เครื่องประดับส่วนใหญ่ของชนเผ่าคะฉิ่นมีรูปแบบไม่แตกต่างกันมากนัก ยกเว้นคะฉิ่นบางกลุ่มเท่านั้นที่ไม่นิยม สวมเครื่องประดับเงิน แต่จะเน้นสีสันและความสวยงามของเสื้อผ้าเป็นหลัก ภาพที่ 7 ภาพซ้ายคือชนเผ่าคะฉิ่น 6 กลุ่มย่อย ภาพกลางและขวาคือชนเผ่าคะฉิ่นกลุ่มจิงเผาะ ที่มา : นอว์ นอว์ ชนเผ่าคะฉิ่นในเมืองมิตจีนา (2566 , ออนไลน์) ภาพที่ 8 เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับผู้หญิงชนเผ่าคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙ ผู้หญิงชนเผ่าคะฉิ่น สวมหมวกผ้าปักด้วยด้ายสีสดใสบนพื้นสีแดง สวมเสื้อสีดำแขนยาวมี เครื่องประดับเงินทั้งแบบเย็บติดกับเสื้อมี 2 รูปแบบคือ แบบแรกเป็นรูปพวงระย้า แบบที่สองเป็นเม็ดกระดุม ครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ติดทั้งด้านหน้าและด้านหลังส่วนเครื่องประดับที่ประดับร่างกายคือห่วงคอ กำไล สร้อยคอ ที่เอวมีห่วงขนาดใหญ่ซึ่งอาจทำด้วยไม้ไผ่ หวาย วัสดุอื่นที่นำมาดัดโค้งเป็นวงกลม สวมกระโปรงความ ยาวเหนือเข่า เป็นสีแดง ปักด้วยด้ายสีสดใส นอกจากนี้ยังมีผ้าพันน่องสีแดง ปักด้วยด้ายสีสดใสเช่นกัน ภาพที่ 9 รูปภาพนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านหนองเขียว เชียงดาวแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : กรอบสาระการเรียนรู้โรงเรียนบ้านหนองเขียว ภาพที่ 10 รูปภาพการแต่งกาย ของหญิงคะฉิ่น ที่มา : Kachin Of Thailand สมาคมคะฉิ่น แห่งประเทศไทย (2566, ออนไลน์)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๐ ผู้ชายชนเผ่าคะฉิ่น สวมหมวกหรือผ้าโพกศีรษะที่มีสีและลวดลายต่าง ๆ สวมเสื้อแขนยาว ทรงกระบอกและผ่าอก ทรงหลวม มีกระดุม สีพื้นไม่มีลวดลาย สวมปล่อยชายเสื้อ คอเสื้อเป็นแบบคอเชิ้ตและ คอกว้าง สวมกางเกงทรงหลวมไม่มีลวดลาย อาจเป็นสีเดียวกับเสื้อหรือต่างสีกัน บางคนอาจสวมโสร่ง คล้าย กับคนเมียนมาร์ พกดาบ และพกถุงย่ามติดตัว ย่ามเป็นสีแดงเข้ม มีเครื่องประดับพวงระย้าเย็บติด ดาบนี้มีที่มา จากประวัติศาสตร์ของชนเผ่าคะฉิ่นที่ต้องประสบปัญหาเรื่องสงครามความขัดแย้งกับรัฐบาลพม่า ทำให้ต้องพก อาวุธ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า ในสมัยโบราณกิจกรรมทุกอย่างในการดำรงชีวิตล้วนแต่ต้องใช้ดาบเป็น อุปกรณ์ เช่น การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว สร้างบ้านเรือน และยังแสดงถึงสัญลักษณ์ ของชัยชนะ ผู้ชายชนเผ่า คะฉิ่นจะต้องมีดาบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายและจะต้องมีทุกคน ผู้หญิงชนเผ่าคะฉิ่นจะมอบดาบและ ย่ามให้กับฝ่ายชายในพิธีแต่งงานซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้นำครอบครัว แสดงถึงความกล้าหาญ ปกป้อง ครอบครัวและชนเผ่า ภาพที่ 11 รูปภาพการแต่งกายของชายคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๑ เครื่องประดับเงินชนเผ่าคะฉิ่น ในอดีตชนเผ่าต่าง ๆ นิยมใช้เครื่องประดับเงินตกแต่งร่างกายและให้ความสำคัญเทียบเท่ากับเสื้อผ้าที่ สวมใส่ โลหะเงินเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ง่ายและขายได้ง่ายกว่าทองคำ ซึ่งทองคำสมัยนั้นเป็นสิ่งหายาก แต่ทั้งนี้ ชนเผ่าได้กล่าวถึงความสำคัญของทองคำ ในฐานะที่่เป็นโลหะที่มีค่าชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญมากนัก ชนเผ่าส่วนใหญ่สวมเครื่องประดับเงินตกแต่งตามร่างกายในพิธีที่สำคัญต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานขึ้นปีใหม่ ฯลฯ ชนเผ่าที่มีเครื่องประดับเงินหลายชั้นนิยมใช้เป็นสิ่งที่แสดงฐานฐานะและ เศรษฐกิจของครอบครัว เครื่องประดับเงินของชนเผ่าเมื่อสวมแล้วเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความกตัญญูของบุตรที่มีต่อ บิดามารดา เนื่องจากเครื่องประดับเงินจะเป็นมรดกตกทอดถึงบุตร บุตรที่เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่อย่าง เคร่งครัดจะได้รับเครื่องประดับเงินเป็นมรดกตกทอดหลายชั้น สำหรับในประเด็นของการอยู่ร่วมกันในสังคมชน เผ่านั้น เครื่องประดับเงินใช้แสดงความแตกต่างระหว่างชนเผ่านอกเหนือจากเสื้อผ้าสำหรับเครื่องประดับเงินที่ มีรูปแบบลวดลายต่าง ๆ นั้นยังสามารถใช้แสดงความเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่าได้อย่างเด่นชัด เครื่องเงินของ ชนเผ่าคะฉิ่นบ้านใหม่สามัคคีเป็นการจ้างให้ช่างเครื่องเงินชนเผ่าอื่นทำ หรือบางส่วนทำโดยช่างทำ เครื่องประดับเงินชาวเมียนมาร์และช่างชาวคะฉิ่นในรัฐคะฉิ่น หรือบางส่วนส่งมาจากประเทศจีน ภาพที่ 12 เครื่องประดับเงินชนเผ่าคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๒ ชาวคะฉิ่นทุกคนจะนำเครื่องประดับเงินของตนเองมาสวมใส่อย่างเต็มรูปแบบในงานพิเศษต่าง ๆ ของ ชนเผ่า เช่น เต้นมะหน่าว โดยน้ำหนักเครื่องประดับเงินอาจต่อ 1 คนอาจหนักถึง 1 กิโลกรัม โดยผู้ชายจะมี เครื่องประดับเงินเงินประดับที่ถุงย่าม ส่วนผู้หญิงนิยมสวมเครื่องประดับเงินที่ร่างกายและประดับอยู่ที่เสื้อ เมื่อมีการเต้นมะหน่าวเครื่องประดับที่เป็นพู่ระย้าติดเสื้อของผู้หญิงจะกระทบกันแล้วเกิดเสียงดังตามจังหวะ ของการเคลื่อนไหวร่างกายและการเต้นมะหน่าวมองดูเป็นจังหวะที่สวยงาม การทำเครื่องประดับเงินของ ชนเผ่าคะฉิ่นสามารถพบเห็นทั่วไปในร้านขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางในเมืองมิตจีนา (Myitkyina) รัฐคะฉิ่น (Kachin State) ประเทศเมียนมาร์เครื่องประดับเงินของชนเผ่าคะฉิ่น โดยเฉพาะบนเสื้อของผู้หญิงนั้นมีความ เชื่อว่าเปรียบเสมือนผืนดินที่่เพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ ซึ่งผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิงเป็นอย่างมาก หากไม่ให้เกียรติ ผู้หญิงก็จะส่งผลให้ทำการต่าง ๆ ไม่สำเร็จ และหากปลูกพืชก็จะไม่งอกงาม ภาพที่ 13 เครื่องประดับเงินชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : facebook เพจ Aung Photo (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 14 ชนเผ่าคะฉิ่นในอดีตสวมชุดชนเผ่าและสวมเครื่องประดับเงิน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๓ รูปแบบเครื่องประดับเงินของชนเผ่าคะฉิ่นบ้านใหม่สามัคคี เครื่องประดับเงินของชนเผ่าคะฉิ่นของกลุ่มจิงเผาะบ้านใหม่สามัคคีทำมาจากโลหะเงิน ที่มีความ บริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 92.5 % มักใช้ตกแต่งบริเวณลำคอเสื้อประจำเผ่าและข้อมือ โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินที่ ใช้ประดับเสื้อผ้าประจำเผ่าคือ เม็ดกระดุมขนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลมและพวงระย้านั้นมีความโดดเด่นมาก เนื่องจากเสื้อของคะฉิ่นเป็นสีดำ แล้วเกิดจากการตัดกันของสีระหว่างสีของเสื้อกับสีของโลหะเงินซึ่งมีสีขาว ส่งผลให้ชุดประจำเผ่าและผู้สวมใส่เกิดความโดดเด่นมาก ส่งผลให้ชุดประจำเผ่าและผู้สวมใส่เกิดความโดดเด่น อย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงชนเผ่าคะฉิ่นจะสวมเครื่องประดับมากหรือน้อยชิ้นอาจขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วน บุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล รูปแบบเครื่องประดับเงินที่สำคัญของชนเผ่าคะฉิ่นมีดังนี้ 1.ห่วงคอ เป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร เป็นลักษณะ เนื้อโลหะเงินทึบตัน มีน้ำหนักมาก หน้าตัดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน พื้นผิวสลักดุนร่องลึกเป็นลวดลายต่าง ๆ ส่วนของห่วงคอที่อยู่ด้านหลังมีตะขอสำหรับล็อค ปิด-เปิด ห่วงเมื่อจะสวมและถอดเก็ย ความสวยงามของห่วง คอนี้อยู่ที่ขนาดสัดส่วนที่เหมาะสมกับสัดส่วนของร่างกายผู้สวมใส่ และภาพลวดลายเส้นที่สลักดุนเป็นร่องลึก บนพื้นผิว เป็นลวดลายอิสระ ซึ่งมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับรูปทรงของห่วงคอ แสดงดังภาพที่ 13 และ 14 ภาพที่ 15 ห่วงคอ เครื่องประดับเงินชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : วารสารมนุษย์กับสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 16 หญิงชาวคะฉิ่นแต่งกายด้วยชุดชนเผ่า


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๔ 2.สร้อยคอ สร้อยคอของชนเผ่าคะฉิ่นเป็นลักษณะเส้นสร้อยที่เกิดจากการถักแล้วมีตัวเรือนและ ชิ้นส่วนประกอบอยู่แบบที่ 1 มีตัวเรือนรูปคล้ายดอกไม้และพวงระย้าประกอบ แบบที่ 2 พวงระย้าติดที่เส้น สร้อย 5-8 ชุดแต่ละชุดห่างกันมีรวงระย้าห้อยรวม 5-8 ชิ้น แบบที่ 2 พวงระย้าที่ห้อยอยู่จะเกิดเสียงดังที่เกิด จากการกระทบกันของแต่ละชิ้นส่วน สร้อยคอของชนเผ่าคะฉิ่นนิยมสวมใส่ร่วมกับเสื้อประจำเผ่าความสวยงาม ของสร้อยคอนี้อยู่ที่ความประณีตของรูปทรงดอกไม้ ที่ใช้วิธีการม้วนเส้นลวดให้มีความสมดุลกันและจังหวะของ การวางพวงระย้า ภาพที่ 17 สร้อยคอของชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : วารสารมนุษย์กับสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 18 หญิงสาวชนเผ่าสวมสร้อยคอของชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : https://www.pinterest.com/ (2566, ออนไลน์)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๕ 3. กำไลข้อมือ เป็นกำไลก้านเปิดรูปทรงคล้ายเกลียวเชือกหรือฟันเฟือง ทำจากโลหะเงินทึบตัน มีน้ำหนักมาก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6 เซนติเมตร ภายในวงของกำไลส่วนใหญ่จะเป็นรูปวงรี เพื่อต้องการให้เข้ากับสัดส่วนข้อมือ ซึ่งมีหน้าตัดของวงเป็นรูปวงรี เมื่อต้องการสวมกำไลนี้จะต้องเอียงข้อมือ เข้าทางด้านข้าง เนื่องจากช่องว่างของก้านกำไลมีขนาดแคบ ความสวยงามของกำไลนี้อยู่ที่พื้นผิวนอกกำไล ซึ่งคล้ายกับฟันเฟืองหรือเกลียวเชือก ทำให้เกิดมิติแสดงถึงความเข้มแข็ง ภาพที่ 19 กำไลข้อมือชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : วารสารมนุษย์กับสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 20 ตัวอย่างกำไลข้อมือชนเผ่าคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๖ 4. เม็ดกระดุมติดพวงระย้า เป็นเม็ดกระดุมรูปทรงครึ่งวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ที่ขอบนอกสุดมีเส้นโลหะเงินฟั่นเป็นเกลียวติดโดยรอบพื้นผิวกระดุมบางรูปแบบมีการสลักดุน ลวดลายร่องลึกตามจินตนาการของช่าง บางรูปแบบเป็นผิวเรียบใช้เย็บติดถาวรกับเสื้อประจำเผ่าของผู้หญิง คะฉิ่น ทั้งด้านหน้าและด้านหลังไม่น้อยกว่า 20 ชิ้น มองดูคล้ายกับเสื้อเกราะ ส่วนพวงระย้านั้นมีรูปทรงขนาด เล็กคล้ายกับรูปทางของดอกพวงแสด ร้อยด้วยห่วงติดกระดุม ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน พวงระย้า เหล่านี้เคลื่อนไหวได้และเกิดเสียงดังเมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย ความสวยงามของเม็ดกระดุมและพวงระย้า อยู่ที่สี ของกระดุมที่ตัดกับสีของเสื้อทำให้เกิดความเด่นชัดและเป็นจุดเด่น จังหวะการนำกระดุมมาจัดวางบนเสื้อ ลวดลายบนพื้นผิดกระดุมที่กลมกลืนกับรูปทรงกระดุม และลักษณะการเคลื่อนไหวของพวงระย้า ภาพที่ 21 เม็ดกระดุมติดพวงระย้าชนเผ่าคะฉิ่น ภาพที่ 22 เสื้อของหญิงชนเผ่าคะฉิ่นที่ประดับด้วยเม็ดกระดุมติดพวงระย้า


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๗ 2.2 อาหารของชนเผ่าคะฉิ่น อาหารชนเผ่าคะฉิ่นที่โดดเด่น คือ “หม่าจับทู” หม่าจับทู หรือน้ำพริกคะฉิ่น มีหลากหลายสูตร หลายเมนู เครื่องปรุงส่วนใหญ่จะเน้นการนำทั้งพริกสดมาคั่วจนแห้งและหอม และก็มีพริกแห้งด้วย จุดเด่น และแตกต่างกับของชนเผ่าอื่น ก็คือ จะมีส่วนผสมของไข่กับขิง หรือเนื้อแห้งกับขิง เป็นหลัก นอกจากนั้นก็จะมี กระเทียม โหระพา มาผสมตำด้วยกัน หม่าจับทู หรือน้ำพริกคะฉิ่น นี้ นอกจากพี่น้องคะฉิ่นจะใช้เป็นอาหารประจำวันกันแล้ว ยังมีการทำ น้ำพริกนี้ เนื่องในงานสำคัญต่างๆ ของชนเผ่าคะฉิ่นด้วย เช่น งานเต้นรำมะเนา งานขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน รวมไปถึงครอบครัวที่คลอดลูกใหม่ ก็จะมีการทำน้ำพริกนี้มาใช้ประกอบในพิธีเหล่านี้ เพื่อเป็นสิริมงคลด้วย ภาพที่ 23 หม่าจับทู น้ำพริกคะฉิ่น ภาพที่ 24 ข้าวผัดน้ำพริกคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๘ ภาพที่ 25 ต้มยำไก่สมุนไพร ที่มา : Kachin Traditional Foods (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 26 น้ำพริกเห็ด ภาพที่ 27 หมูย่างคะฉิ่น ภาพที่ 28 shan hkak วัตถุดิบหลักคือเนื้อไก่สับคั่วกับน้ำพริกและ เครื่องเทศสมุนไพรคล้ายลาบไก่ของภาคเหนือ ประเทศไทย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๙ หนังสือนิทานคะฉิ่น ภาษาคะฉิ่น หนังสือไวยากรณ์ภาษาคะฉิ่น 3.ภาษา/วรรณกรรม แม้ว่าปัจจุบันคะฉิ่นจะมีฐานะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่คะฉิ่นก็ยังคงรักษา วัฒนธรรมอันดีงามของตนไว้โดยเฉพาะด้านภาษา คนคะฉิ่นยังคงพูดภาษาคะฉิ่นเป็นภาษาสื่อสารใน ชีวิตประจำวันระหว่างกลุ่มคนคะฉิ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือวัยชราก็ตาม โดยในทุกวัน อาทิตย์จะมีการจัดการเรียนการสอนภาษาคะฉิ่นในโบสถ์คะฉิ่นที่ตั้งอยู่ในบ้านใหม่สามัคคีเพื่อธำรงไว้ซึ่งภาษา อันเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรม ภาษาคะฉิ่นจัดได้ว่ามีลักษณะทางวากยสัมพันธ์แตกต่างกับภาษาไทย เพราะภาษาคะฉิ่นจัดอยู่ภายใต้ ภาษาตระกูลทิเบต-พม่า อันมีลักษณะของการเรียงลำดับรูปประโยคแบบ ประธาน-กรรม-กริยา โดยภาษา ตระกูลถูกจัดให้เป็นโครงสร้างคำพยางค์เดียว แต่มีกระบวนการประสำคำโดยใช้หน่วยประสานคำ (derivational morphology) อันได้แก่ การเปลี่ยนชนิดของคำหรือความหมายของคำโดยการเติมหน่วยคำ ไม่อิสระ (affix) ลงไปในรากคำ (roof) และยังมีการบอกหน้าที่ของคำชนิดต่าง ๆ ด้วยการใช้การก (case) ซึ่ง เป็นคำที่ส่วนใหญ่จะเติมหน้าเพื่อใช้เป็นตัวกำกับหน้าที่ของคำนั้น ๆ ในประโยคได้แก่การผันคำขึ้นต้นเพื่อให้ กำกับคำนามที่ทำหน้าที่ประธาน (nominative case) การผันคำขึ้นต้นเพื่อใช้กำกับคำนามที่ทำหน้าที่เป็น ความเป็นเจ้าของ (genitive case) การผันคำขึ้นต้นเพื่อใช้กำกับคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมรอง (dative case) การผันคำขึ้นต้นเพื่อใช้กำกับคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง (accusative case) เป็นต้น และยังมีเพศ ทางวากยสัมพันธ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 เพศ คือ เพศชาย เพศหญิง และเพศกลาง ซึ่งรูปแบบดังกล่าวเป็น รูปแบบที่มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบภาษาในตระกูล อินโด-ยูโรเปียน แต่ภาษาไทยนั้นเป็นภาษาที่อยู่ใน ตระกูล Tai โดยเป็นภาษาที่มีรูปแบบการเรียงลำดับของประโยคเป็นแบบประธาน-กริยา-กรรม ไม่มีเพศทาง วากยสัมพันธ์ ไม่มีการก ภาษา/วรรณกรรม


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๐ ภาษาหลักของชาวคะฉิ่น คำพ้องในภาษาคะฉิ่น ระบบเสียงหลักในภาษาคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๑ คำที่สืบทอดกันมา การเทียบสรรพนามแทนบุคคล ของภาษาอังกฤษกับภาษาคะฉิ่น (จิงเผาะ) ตัวอย่างประโยค ภาษาอังกฤษ : I am John. ภาษาจิงเผาะ : Ngai gaw John re. ภาษาไทย แปลได้ว่า ฉันชื่อจอห์น …re ในการเขียนภาษาจิงเผาะ มักจะเติมไว้ท้ายประโยคเพื่อจบประโยคนั้น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๒ ตัวอย่างประโยค ภาษาอังกฤษ : I live in Myanmar ภาษาจิงเผาะ : Ngai Myen mung kaw nga ai. ภาษาไทย แปลได้ว่า ฉันอาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์ Kaw แปลว่า ใน in Myanmar = Myen mung kaw ตัวอย่างประโยค ภาษาอังกฤษ : It is mine. ภาษาจิงเผาะ : Dai gaw ngai na re. ภาษาไทย แปลได้ว่า มันเป็นของฉัน You are Tom. = Nang gaw Tom re. You have three cats. = Nang lanyan/ ny masum lu ai. ภาพที่ 29 หนังสือไวยากรณ์ภาษาคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๓ ตัวอย่างคำศัพท์เกี่ยวกับสีในภาษาคะฉิ่น สีดำ สีขาว สีแดง สีเหลือง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๔ คำศัพท์เกี่ยวกับตัวเลขในภาษาคะฉิ่น ตัวอย่างวลีในชีวิตประจำวัน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๕ วรรณกรรมของชนเผ่าคะฉิ่น ภาพที่ 30 ตัวอย่างหนังสือนิทานภาษาคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๖ ภาพที่ 31 ตัวอย่างหนังสือนิทานพื้นบ้าน 100 เรื่องของคะฉิ่น ที่มา : Facebook : Wunpawng Maumwi Mausa ကချင်ပ ုံပပင်(2566, ออนไลน์) ภาพที่ 32 ตัวอย่างวรรณกรรมพื้นบ้านของคะฉิ่น สำหรับการฝึกอ่านภาษาคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๗ ภาพที่ 33 ช่อง youtube นิทานพื้นบ้านภาษาคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๘ การจักรสานของหญิงคะฉิ่น บ้านชาวคะฉิ่นดั้งเดิม ภาพวาดการ์ตูนการทอผ้า 4.ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน 4.1 ภูมิปัญญาของชนเผ่าคะฉิ่น วิถีชีวิตด้านอาชีพแต่เดิมของชนเผ่าคะฉิ่นมีอาชีพทำไร่ ทำสวน ปลูกข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วแดง งา ฟักทอง แต่ในปัจจุบันมีผลไม้ใหม่ที่ชาวบ้านนิยมปลูก คือ เสาวรส มะม่วง อะโวคาโด โดยมีรายได้หลักมาจาก การปลูกข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วดำ ส่วนรายได้รองได้มาจากการรับจ้างทั่วไป ทอผ้า เย็บผ้าขาย เป็นต้น ลักษณะบ้านเรือน ชนเผ่าคะฉิ่นนิยมสรางบานแบบยกพื้นสูง มีหองนอนหลายหองหลังคามุงดวย หญ้าคา ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่มีประตู2 ประตูคือ ประตูหน้าบ้านและหลังบ้าน มีหิ้งบูชาอยู่หน้าห้องทางเขา หิ้งบูชาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชนเผ่าฉิ่นนับถือและใหความเคารพ ห้ามทำการจับตองหรือลวงละเมิดโดยเด็ดขาด ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน ภาพที่ 34 บ้านคะฉิ่นแบบดั้งเดิม


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๙ ภูมิปัญญาทางด้านหัตถกรรมสิ่งทอของคะฉิ่น ลักษณะของที่อยู่อาศัย การทำการผลิต นิทานเล่าเรื่อง จารีตประเพณีและคติความเชื่อของกลุ่มย่อย ต่าง ๆ จะไม่แตกต่างกัน ความต่างของกลุ่มย่อยอยู่ที่เครื่องแต่งกายและวัตถุทางวัฒนธรรม ในเรื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มย่อยใดก็มักเรียกว่าเป็นเครื่องแต่งกายคะฉิ่นไปหมด ความแตกต่างของ เครื่องแต่งกายกลุ่มต่าง ๆ ก็ไม่ต่างกันไปตามภาษาที่พูดแต่ต่างกันตามภูมิภาคที่อาศัยอยู่ เช่น พวกจิงเผาะ ทางเหนือสวมผ้าถุง ส่วนทางใต้สวมกระโปรงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากนี้การแต่งกายยังแตกต่างไปตาม ฐานะสังคม เมื่อใดที่เด็กหนุ่มถือดาบและสะพายย่ามแสดงว่าได้เติบโตเป็นชายหนุ่มแล้ว ส่วนเด็กหญิงจะตัดผม สั้น เมื่ออายุประมาณ 25 ปี หรือแต่งงานแล้วจะต้องทำมวยผมไว้ด้านหลังและโพกผ้าด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้ม เป็นทรงสูงขึ้นไป เมื่อถึงวัยอาวุโสก็จะโผกผมอีกแบบหนึ่งต่างจากหญิงแม่เรือน แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกาย คะฉิ่นนั้นมีความสำคัญเพราะเป็นตัวบ่งชี้ฐานะทางสังคมของชาวคะฉิ่นและถิ่นกำเนิดของคะฉิ่นกลุ่มนั้น ชาวคะฉิ่นได้ติดต่อสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่น ๆ ก็มักจะเอาวัฒนธรรมการแต่งกายของคนอื่นไปใช้ด้วย ในพม่า คะฉิ่นติดต่อกับไทใหญ่เสมอ วัฒนธรรมไทใหญ่ซึ่งเป็นคนพื้นราบจึงปรากฏในวัฒนธรรมคะฉิ่นด้วยเช่นกัน คะฉิ่นโดยเฉพาะกลุ่มจิงเผาะนั้นคุ้นเคยและผสมผสานกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมไทใหญ่มีการแต่งงานระหว่าง กลุ่มกันเสมอ ภาพที่ 35 หนุ่มสาวคะฉิ่นที่บ้านใหม่สามัคคี ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๐ ในอดีตผ้าทอของคะฉิ่นมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าดวงจันทร์เป็น จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในชีวิตและดวงจันทร์ได้ให้เครื่องแต่งกายแก่มนุษย์คู่แรกสืบต่อมาจนทุกวันนี้ นอกจากนั้น ยังมีความเชื่อผูกพันอยู่กับสัตว์ต่าง ๆ เช่น นกเงือกและงู เป็นต้น จึงทำให้สัตว์ต่าง ๆ เหล่านั้นปรากฎใน ลวดลายของเสื้อผู้ชายระวางและบนเสามะนาว ผ้าทอคะฉิ่นมีเทคนิคการทอหลากหลายใช้วีธีการทอแบบห้างหลังหรือทอแบบคาดหลัง เช่นเดียวกับ กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เทคนิคสำคัญในการทอคือ การจก อันมีลวดลายที่หลากหลาย การยก การสอดด้ายพุ่งเส้น สั้น ๆ ให้มีลักษณะเหมือนขนสัตว์ เพื่อให้มีคุณสมบัติฟูหนาขึ้น มีความนุ่มเพื่อให้อบอุ่น ซึ่งใช้ในการทอเสื้อ สำหรับผู้ชาย และผ้าห่มของกลุ่มระวาง ภาพที่ 36 หญิงชาวคะฉิ่นทอผ้าแบบโบราณ ที่มา : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (2566, ออนไลน์) ภาพที่ 37 ลายผ้าทอคะฉิ่น ที่มา : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (2566, ออนไลน์)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๑ ผ้าทอของคะฉิ่นกลุ่มจิงเผาะ เป็นผ้าทอที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ที่สะดุดตา คือมีความละเอียด ประณีต สีที่ใช้พื้นฐานทั่วไปคือสีดำและสีแดง ส่วนลวดลายต่าง ๆ ที่ทอไปบนผืนผ้านิยมสีฉูดฉาด ความโดดเด่นของผ้าทอคะฉิ่นกลุ่มนั้นนอกจากจะบอกได้จากสีดำและสีแดงแล้ว เส้นใยที่ใช้ทอจะ เป็นขนสัตว์แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อทอเป็นเครื่องนุ่มห่มแล้ว ทั้งนี้เพราะถิ่นฐานดั้งเดิมของกลุ่มจิงเผาะอยู่ บริเวณชายขอบจีนกับธิเบต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เส้นใยจากขนสัตว์มากกว่าเส้นใยจากพืช ผ้าทอของกลุ่ม จิงเผาะจึงมีวิธีการทอเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นทั่ว ๆ ไป แม้ว่าจะมีการนำเอาเส้นใยจากสัตว์มาทอก็ตาม คือ ทอในกี่เอวซึ่งมีหน้ากว้างไม่เกิน 30 เซนติเมตร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทอหลายชั้นแล้วนำมาเย็บต่อกันด้วย มือเป็นผืนตามขนาดที่ต้องการ การทอลวดลายลงบนผ้าจิงเผาะ จะแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ คือ ใน ผ้าหนึ่งชิ้นก่อนที่จะนำมาต่อกันเป็นผืน ใหญ่จะมีลวดลายทั้งแนวตั้งและแนวนอน ดังนั้นเมื่อนำมาต่อเป็นผืนใหญ่ เช่นผ้านุ่ง สตรีก็จะมีลวดลายที่สะดุดตาและแปลก ออกไป ภาพที่ 38 ชุดคะฉิ่นและลายผ้าทอกลุ่มจิงเผาะ ภาพที่ 39 แม่เฒ่าจะคอน ละชี สาธิตวิธีการทอผ้าของชาวคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๒ ดาบคะฉิ่น ดาบสำหรับผู้ชายที่จะต้องพกติดกายไว้ตลอดเวลา ซึ่งดาบนับว่ามีความสำคัญกับชาวคะฉิ่นมาก เพราะในสมัยโบราณกิจกรรมทุกอย่างในการดำรงชีวิตล้วนแล้วแต่ต้องใช้ดาบเป็น อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว สร้างบ้านเรือน และยังถือเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะอีกด้วย ภาพที่ 40 ดาบของคะฉิ่น ภาพที่ 41 ผู้ชายชนเผ่าคะฉิ่นปัจจุบัน ภาพที่ 42 ผู้ชายชนเผ่าคะฉิ่นในอดีตมักจะพกดาบติดตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ที่มา : Kachin warriors [digital image]. http://www.dspace.cam.ac.uk/handle/1810/1327 (2566, ออนไลน์)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๓ 4.2 ปราชญ์ชาวบ้าน ชนเผ่าคะฉิ่นเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ให้เกียรติกับตำแหน่งที่สำคัญในชุมชน เวลามีการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ให้ผู้รู้หรือผู้ที่มีตำแหน่งเป็นผู้ประกอบพิธีเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ หรือบุคคลทั่วไปจะไม่กล้าทำเพราะเกรงว่า จะทำผิดหรือทำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลร้ายกับผู้ประกอบพิธีกรรม ครอบครัวหรือชุมชนก็เป็นได้ โดยตำแหน่งที่ สำคัญในชุมชนของคะฉิ่น ได้แก่ ดังนี้ ๑. ผู้นำหมู่บ้านหรือผู้นำการปกครองชื่อว่า “ตั่ว” มีหน้าที่ในการปกครอง ดูแล ความทุกข์สุขของ ชุมชนและตัดสินคดีความในชุมชน ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรจากภายนอกที่ เข้ามาติดต่อประสานงานกับชุมชน รวมถึงมีอำนาจในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ๒. หมอสวดพิธี หรือ “ตึ่มซา” ผู้มีหน้าที่ในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น การเลี้ยงผี เมื่อมีคน ในชุมชนไม่สบายก็มักจะมาหา “ตึ่มซา” เพื่อให้ “ตึ่มซา” วิเคราะห์จะดูว่าจะต้องทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าเหตุของ การไม่สบายมาจากสาเหตุอะไร “ตึ่มซา” ก็จะช่วยทำพิธีแก้ให้ ส่วนเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง ตึ่มซานั้นจะไม่มี การสืบตามบรรพบุรุษ แต่จะเป็นแบบการเรียนรู้เองหรือมาขอเรียนด้วยตนเอง คนที่สนใจก็จะไปดูเพื่อเรียนรู้ ในช่วงที่มีการประกอบพิธีกรรมจริง หากวันธรรมดาไม่สามารถที่จะเรียนได้ ๓. ผู้ช่วยหมอสวดพิธี หรือ “ตึ่มจ่อ” ทำหน้าที่ช่วยเตรียมของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับ “ตึ่มซา” เวลาที่ “ตึ่มซา” ทำพิธีกรรมต่าง ๆ เสมือนคนคอยอำนวยความสะดวกในการทำพิธีกับ “ตึ่มซา” ทุกอย่าง การแต่งตั้งตำแหน่งทางสังคมและวัฒนธรรม ในเรื่องของการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญทางวัฒนธรรมของชนเผ่าคะฉิ่น ไม่มีการสืบทอดตามบรรพบุรุษ แต่เป็นลักษณะการเรียนรู้กันไป โดยผู้รู้จะสอนให้กับผู้ที่สนใจเรียนในช่วงที่มีการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น เวลา ปกติไม่สามารถที่จะสอนหรือเรียนรู้ได้ ภาพที่ 43 นายแสงชัย วารินอมร เป็นผู้นำชุมชนคะฉิ่นคนปัจจุบัน (2566) และเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใหม่สามัคคี หย่อมบ้านคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๔ ภาพวาดการรำมะเนาว์ เสามะเนาว์ พิธีฉลองข้าวใหม่ 5.ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด การตั้งชื่อเด็ก “จะถ่องทู”( Ja Htawng Htu) ในระหว่างที่ตั้งครรภ์คะฉิ่นมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิง เป๊อะคา ผู้หญิงคะฉิ่นคลอดบุตรที่บ้านหลังจากคลอดแล้วจะไม่อาบน้ำหรือซักผ้า 12 วัน ทันที่เด็กคลอด ออกมาหมอตำแยจะตั้งชื่อให้ทันที เพื่อป้องกันอันตรายจากผีโดยแสดงว่ามีเจ้าของแล้ว มิฉะนั้นถาผีตั้งชื่อให ลูกกอนที่คนจะตั้งชื่อใหอายุของเด็กจะสั้น จะอยู่ได้ไม่นาน หลังจากตั้งชื่อเสร็จก็จะมีการผูกขอมือใหเด็ก มีการตํา “จะถ่องถวย” โดยมีขิง ปลา ไข ตําไปดวยใหพรไปด้วย เมื่อทำการตําเสร็จแลวจะสงใหคนที่มารวม พิธีชิมพรอมกับใหพรกับเด็กควบคูกันไปด้วย ชาวคะฉิ่นจะมีชื่อสามัญที่ตั้งให้เด็กที่เกิดใหม่ และมีระบบการตั้งชื่อที่แสดงถึงความสัมพันธ์ใน ครอบครัวและลำดับการเกิด ดังภาพที่ 44 ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ภาพที่ 44 ลำดับการตั้งชื่อลูกของชาวคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๕ พิธีเกี่ยวกับการเพาะปลูก กอนทำการเพาะปลูกพืชจะมีการขอพรหรือบอกกล่าวกับบรรพบุรุษวาใหช่วยดูแลที่นาที่ไร่ไม่ให้สัตว หรือแมลงมารบกวนในการทำไร่ทำสวน มีการฆาหมูฆาไก เพื่อใชทำพิธีขั้นตนในการทำพิธีคือ หากเริ่มปลูกข้าว งอกงามแลวจะมีการทำพิธีอีกรอบหนึ่ง กอนข้าวสุกก็ทำพิธีกินข้าวใหม่ ทำใหผีหรือบรรพบุรุษ เก็บเม็ดข้าวมา คั่วและตํา โดยทำใหบรรพบุรุษกอน “ตึ่มซา” จะเป็นคนประกอบพิธีกรรม อุปกรณที่ใช้ได้แก ข้าวสุกครึ่ง ไม่สุกครึ่ง ข้าวเม่า “หมี้” มีการหอไปใหกับคนที่ไม่ได้มาร่วมพิธีด้วยเชื่อว่าต้องใหคนอื่นกินก่อนเรา แล้วเราจะ ได้ผลตอบแทนที่มากกวาในภายหลัง หลังจากนั้นเราจะเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่ปลูกไว ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยว เสร็จแลวจะมีการจัดพิธียิ่งใหญ่มีการแสดงรํามะหน่าวถวายใหกับบรรพบุรุษด้วยมีการฆาวัว ควาย หากว่าได้ ผลผลิตมาก ในบางสถานที่อาจจัดเป็นงานของหมู่บ้าน หรือหากวาได้ผลผลิตไม่มากนักอาจจัดเป็นการส่วนตัว ได้ ภาพที่ 45 พิธีฉลองข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต สถานที่ โบสถ์คะฉิ่น บ้านใหม่สามัคคี ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๖ พิธีกรรมในบ้านหรือหมูบ้าน เมื่อเจ็บไขได้ป่วยบ่อย ๆ หมอผีหรือ “ตึ่มซา” จะดูวาหมูบ้านแหงนั้นเกิดอะไรขึ้น เทพเจาต้องการ อะไรก็จะทำพิธีล้างด้วยสิ่งของที่เทพเจ้าต้องการ สวนใหญ่ที่เคยทำจะเป็นการลางสิ่งชั่วร้ายด้วยเลือดสัตว หมอผีจะเป็นคนกำหนดสถานที่วาควรทำในสถานที่ใด การแต่งงาน สาวคะฉิ่นจะไม่ไปข้างนอกบ้านกับชาย หากไม่มั่นใจว่าเป็นคนที่ต้องการแต่งงาน ฝ่ายผู้ชายไปสู่ขอ ฝ่ายหญิง งานแต่งงานจะจัดขึ้นในบ้านของฝ่ายชาย แต่ใช้นามสกุลต่างนามสกุล ลูกใช้นามสกุลของพ่อ ไม่ แต่งงานกันกับคนที่มีนามสกุลเดียวกัน หากฝ่ายชายไม่มีค่าสินสอดที่ต้องไปอยู่ช่วยทำงานในบ้านของฝ่ายหญิง จำนวน 7 ปี ภาพที่ 46 พิธีแต่งงานของชนเผ่าคะฉิ่น ที่มา : คุณอนุชาติ ลาพา ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โฮมสเตย์ บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๗ การทำพิธีรอบเสามะเนา โบสถ์คะฉิ่น การทำพิธีของชนเผ่าในอดีต 6.ศาสนาและความเชื่อ คะฉิ่นเชื่อว่าตนเองได้รับการพัฒนาขึ้นผ่านการเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาคริสต์ โดยชาวคะฉิ่น ได้รับการเผยแผ่ศาสนาคริสต์จากมิชชันนารีทั้ง Baptist และ Catholic ที่เริ่มงานเผยแผ่ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1874 ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ คะฉิ่นนับถือวิญญาณและสิ่งลี้ลับต่าง ๆ มีการบูชายัญเพื่อ ป้องกันอันตรายจากปีศาจ และมีตำนานเกี่ยวกับน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่และหนังสือที่หายไป โบสถ์ Baptist ในบ้านใหม่สามัคคีสามารถรองรับชาวคะฉิ่นในบ้านใหม่สามัคคีและชาวลาหู่ที่นับถือ Baptist จากหมู่บ้านหนองเขียว พิธีกรรมส่วนใหญ่จะใช้ภาษาคะฉิ่นแต่ระหว่างการเทศน์ จะมีการแปลจาก ภาษาคะฉิ่นเป็นลาหู่ พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ของชาวคะฉิ่นโดยปกติจะประกอบด้วยการสวดมนต์ ร้องเพลง และรับฟังคำเทศน์ของศาสนาจารย์ ภายหลังจากเสร็จพิธี จะมีการนั่งรับประทานอาหารคะฉิ่นด้วยกัน โดย แต่ละครอบครัวผลัดกันทำมาในแต่ละอาทิตย์ ยังคงมีการติดต่อและเครือข่ายทางศาสนาของชาวบ้านกับ ชาวคะฉิ่นในรัฐคะฉิ่น โดยมีการเชิญศาสนาจารย์จากรัฐคะฉิ่นมานำพิธีกรรมในวันอาทิตย์ โบสถ์คือเป็นศูนย์กลางของการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์สำหรับแรงงาน อพยพชาวคะฉิ่นทั้งหลาย เนื่องจากการที่คะฉิ่นสามารถมารวมตัวกันและถกกันถึงปัญหาต่าง ๆ ได้ในการมา โบสถ์วันอาทิตย์ ทำให้ชาวคะฉิ่นสามารถสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็ง ภาพ : Postcard To People : https://www.facebook.com/postcardtopeople ศาสนาและความเชื่อ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๘ ประเพณีของชาวคะฉิ่น ที่มีตั้งแต่ก่อนยุคนับถือศาสนาคริสต์ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันคือ มะเนา ประวัติ ความเป็นมาของมะเนานั้นมีการเล่ามาหลายรูปแบบ เช่น การได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ในธรรมชาตินำมาทำ เป็นท่าเต้นรำ เป็นต้น มะเนามีรูปแบบไม่ต่ำกว่า 10 แบบ แต่ในปัจจุบันนิยมจัดแค่ 5 แบบคือ Sut Manao, Rawt MalanPadang Manau, Ju Manau, Kum Ran Manau และ Sha Dip Hpawt Manau ซึ่งแต่ละมะเนาก็มี จุดประสงค์การจัดที่แตกต่างกันออกไป ในอดีตการจัดมะเนาจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้าเผ่า เพราะเป็นเพียงผู้เดียว ที่มีสิทธิ์ในการทำการบูชายัญให้แก่วิญญาณแห่งท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่ (Madai) แล้วจึงส่งผ่านไปยังวิญญาณอื่นๆ ได้ เพราะคะฉิ่นเชื่อว่าหัวหน้าเผ่านั้นสืบเชื้อสายมาจากลูกสาวของ Madai และมนุษย์ที่เป็นต้นตระกูลของชาว คะฉิ่น นอกจากหัวหน้าเผ่าแล้วหัวหน้าเผ่ายังสามารถอนุญาตให้คนที่มีอำนาจและเงินกระทำพิธีมะเนาได้ ในอดีตการทำมะเนานั้นจัดขึ้นในหลากหลายสถานที่ทำให้เสามะเนานั้นเป็นแบบชั่วคราว ตาม ธรรมเนียมแล้วเสามะเนาและลานเต้นรำจะต้องถูกทำลายภายใน 12 เดือนหลังจากการทำพิธี แต่ในปัจจุบัน พบว่า ส่วนมากเสามะเนาจะทำแบบถาวรด้วยปูนและมีการวาดลวดลายลงบนเสา ในการเตรียมงานมะเนา มีการเชิญผู้นำการเต้นรำมะเนา (Nau Shawng) มาจากรัฐคะฉิ่นเพื่อนำการ จัดมะเนาให้ได้ถูกต้องตามประเพณี ในงานมีการตั้งร้านขายอาหารและเสื้อผ้าคะฉิ่น มีการแสดงและการเต้นรำ มีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันเช่นการปีนเสาที่ราดน้ำมันเพื่อขึ้นไปเก็บเงินที่แขวนอยู่ด้านบน ก่อนการ เต้นรำครั้งสุดท้าย มีการตีกลองคะฉิ่นเพื่อเรียกรวมชาวบ้านให้ออกมาจากบ้านมายังบริเวณเต้นรำ และเตรียม ตัวสำหรับการเต้นรำ ภาพที่ 47 เสามะหน่าว สถานที่โครงการหลวงหนองเขียว ภาพที่ 48 ตีกลองคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๙ เต้นรำมะหน่าว เครื่องดนตรีคะฉิ่น เต้นรำมะหน่าว 7.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการรำมะหน่าว ประกอบด้วย 1.กลอง (Jing) 2.ฆ้อง (Bau) 3.ปี่ (Pahka) 4.ขลุ่ยจิงเผาะ (Sumphyi) 1.กลองใหญ่จิงเผาะ(กลองใหญ่ตีได้ 2 ด้าน) เป็นกลองที่มีไว้ตีให้จังหวะช่วงเต้นรำ มีจังหวะการตีเป็นทำนองของคะฉิ่นลักษณะ โพรงไม้เจาะรูยาว ประมาณ 2 เมตร หุ้มด้วยหนังควายสองข้าง ทาสีกลองพร้อมวาดลวดลายจิงเผาะให้สวยงาม ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ภาพที่ 49 กลองใหญ่จิงเผาะ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๐ 2.ฆ้อง (Bau) ฆ้องใหญ่ตีให้จังหวะ ร่วมกับกลอง การใช้ฆ้องในการให้จังหวะแต่ละครั้งต้องใช้ฆ้องอย่างน้อย 4 ตัว ลักษณะ เหมือนฆ้องทั่วไปทำจากโลหะ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 นิ้ว 3.ปี่ (Pahka) เป่าตามจังหวะเพลงจิงเผาะลักษณะ คล้ายปี่ทั่วไป ยาวประมาณ 16 นิ้ว ภาพที่ 50 ฆ้องใหญ่ ภาพที่ 51 ปี่จิงเผาะ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๑ 4.ขลุ่ยจิงเผาะ (Sumphyi) ใช้เป่าสลับกับปี่ ตามจังหวะและทำนองเพลงจิงเผาะลักษณะ คล้ายขลุ่ยจีนเป่าทางด้านข้าง มีรู 6 รู นาฏศิลป์พื้นบ้าน การรำมะหน่าว ในเรื่องของประวัติความเป็นมาของชนเผ่าคะฉิ่นและประเพณีการรำมะหน่าวไม่มีใครได้ บันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์ไว้แต่เกิดการเล่าต่อกันมาจากผู้เฒ่าผู้แก่ และผู้รู้ซึ่งอาจมีความแตกต่างไปตาม ปัจจัยสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น จากตัวผู้รู้เองจากความแตกต่างจากพื้นที่อยู่อาศัยรวมทั้งภาษาและ ความหมายที่ได้จากการถ่ายทอดทางภาษาและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ตามที่เล่าต่อกันมาว่า การรำ มะหน่าวของชนเผ่านั้นมีมาตั้งแต่สมัยก่อนที่ชนเผ่าคะฉิ่นมาอาศัยอยู่บริเวณที่ชนเผ่าคะฉิ่นกำเนิดอยู่ร่วมกัน เรียกว่า มาจ่อยซิ่งร่า (Majoi shingra) อยู่กันมาถึงผืนดินที่เรียกว่า ใจคู้มาจอย (Chyai hku majoi) แต่เวลา นั้นยังไม่มีการรำมะหน่าว และอยู่ร่วมกันอย่างมั่งคั่งและมีความสุขแล้วย้ายถิ่นฐานมาจนถึงบริเวณที่เรียกว่า ครังคู้ มาจ่อย (Hkranghku Majoi) ในสมัยนั้นประมาณกันว่าอยู่ระหว่างคริสตกาล 300 – 400 ชนเผ่าคะฉิ่น เริ่มต้นการเต้นรำมะหน่าวครั้งแรกโดย จาวา รุมจา ( Jawa Rumja) ซึ่งเป็นลูกของ มังปองยอง (Mang Pawng Yawng) ซึ่งได้แต่งงานกับชื่อว่า จันนัง สะยี (Jan Nang Shayi) ซึ่งเป็นลูกสาวของ ละมู่ มะได (Lamu madai) ซึ่งนับเป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็น เทพเจ้าองค์หนึ่งทำให้ต้องติดต่อกันร่วมทั้งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่ทำเพื่อ สักการะองค์เทพเหล่านั้น จึงเกิดประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่นขึ้นโดย จาวา รุมจา ( Jawa Rumja) ในการรำมะหน่าว ซึ่งการรำมะหน่าวในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกในการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น ดังนั้น การรำ มะหน่าวหรือการกำเนิดของการรำมะหน่าวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาซึ่งท่าเต้นหรือวิธีการรำมะหน่าว นั้นเกิดจากการจินตนาการในการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกผ่านผู้นำการเต้นรำมะหน่าวบวกกับการเรียนรู้จาก การเต้นรำท่าทางต่าง ๆ ของนกที่มารวมตัวกันเต้นรำของหมู่นกจึงได้กำเนิดท่าทางต่าง ๆ รวมทั้งสัญลักษณ์ เช่น ขนนกชนิดต่าง ๆ ที่นำมาประดับประดาบนชุดของหน่าวซอง รวมทั้งรูปนกชนิดต่าง ๆ ที่มาวาดและแสดง อยู่บนเสามะหน่าวเป็นต้น ภาพที่ 52 ขลุ่ยจิงเผาะ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๒ หลักจากนั้นได้มีสุทวา มะดุ (Sut Wa Madu) กับ กราง จัน กุมจู (Krang Jan Kumju) ได้โยกย้ายถิ่น ฐานลงมาทางปลายน้ำของครางขะ (Hkranghka) จนมาถึงบริเวณแม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกันคือ แม่น้ำคราง ขะ (Hkrang Hka) แม่น้ำ คิ่นลาง ขะ (Hkinlang hka) จัดให้มีการรำมะหน่าวโดยได้รำมะหน่าวตามแบบที่คุณ ปู Jawa Rumja เคยจัดรำมะหน่าวครั้งแรก ซึ่งการรำมะหน่าวในครั้งต่อมานี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ของ ชนเผ่าคะฉิ่นซึ่งบริเวณที่จัดงานในครั้งนี้มีชื่อเรียกมาถึงปัจจุบันว่า หน่าวร่ายัง ก้า (Naura yang ga) หลังจากนั้น ชนเผ่าคะฉิ่นได้ย้ายถิ่นฐานมาถึงบริเวณที่เรียกว่า นิ่งรัน ก้า (Ningran ga) ประมาณ คริสตกาล AD. 400 การรำมะหน่าวในครั้งนี้ได้มีนาย มะริบวา กุมจา (Marip wa Kumja) เป็นผู้นำจัดซึ่ง การจัดการรำมะหน่าวในครั้งนี้เรียกว่า กุมรัน มะหน่าว (Kumran Manau) การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัด งานครั้งที่ 3 ของชนเผ่าคะฉิ่นหลังจากการรำมะหน่าว ครั้งที่ 3 เสร็จสิ้นลง หลังจากนั้นไม่นานได้มี นาย มะโส่ อือคุม วา (Matsaw Nhkum Wa) ได้จัดให้มีการรำมะหน่าวต่อทำให้การรำมะหน่าวในครั้งนี้ถือเป็นการรำ มะหน่าวครั้งที่ 4 ของชนเผ่าคะฉิ่น การรำมะหน่าวโดยการนำของ มะริบวา กุมจา (Marip wa Kumja) นั้น จัดให้มีการปักเสามะหน่าวขึ้นแบบ โดงบัน (Dung ban ban) ในการปักเสามะหน่าวก่อนการรำมะหน่าว หลังจากนั้นการรำมะหน่าวที่จัดโดย มะโส่ อึนคุมวา (Matsaw Nhkum Wa) ได้ปักเสามะหน่าวแบบ โดง ยัน ยัน (Dung yan yan) บอกเล่ากล่าวว่า การปักเสามะหน่าวแบบ โดงบันบัน (Dung ban ban) nta a chahpung shachyang nda tang, junai manau. การปักเสามะหน่าวแบบ โดงยังยัง (Dung yan yan) nta hku hkan nna loi mu ndum shamyi loi mi yawn ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาชนเผ่าคะฉิ่นได้มีการสืบทอดประเพณีการรำมะหน่าวกันมา อาจมีความหมาย ของการรำมะหน่าวที่แตกต่างกันไปตาม วัตถุประสงค์ของการจัด รำมะหน่าวแต่ละครั้ง เช่น ปะดั่งมะหน่าว (Padang Manau) เต้นรำเพื่อฉลองชัยชนะจากการสู้รบ เป็นต้น ส่วนการรำมะหน่าวและการปักเสามะหน่าว อาจมีความแตกต่างไปตามพื้นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าคะฉิ่น เช่น เสามะหน่าวที่อยู่รัฐคะฉิ่นและยูนานประเทศ จีนและรัฐอัสสัมในอินเดีย เป็นต้น ภาพที่ 53 การรำมะหน่าวในอดีต


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๓ ประวัติการรำมะหน่าวในหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น ครั้งแรก ในปีพ.ศ. 2545 (Myit hkrum Manau) ได้มีการสร้างเสามะหน่าว และบ้านวัฒนธรรม (ซึ่งปัจจุบันได้ถูกไฟไหม้ไปแล้ว) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรำมะหน่าว ซึ่งเป็นการเริ่มเต้นการรำมะหน่าวครั้ง แรกของชนเผ่าคะฉิ่นในประเทศไทยในวันที่ 2-4 ธันวาคม พ.ศ. 2545 โดยมีวัตถุประสงค์ของการรำมะหน่าวในครั้งนั้น คือ 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 5 ธันวามหาราช รวมทั้งเพื่อแสดงถึงความความรักความกตัญญูต่อในหลวงที่ให้ชนเผ่าคะฉิ่นได้มีโอกาสอาศัยในประเทศไทย 2. เพื่อเป็นการฉลองการดำรงค์อยู่ของชนเผ่าคะฉิ่นในประเทศไทย 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว ครั้งที่ 2 จัดให้มีการรำมะหน่าว (Sut Manau Nauhpaw) ของชนเผ่าคะฉิ่นเป็นครั้งที่สองในหมู่บ้าน ในปี 2548 วันที่ 4-5 ธันวาคม พ.ศ. 2548 โดยมีวัตถุประสงค์การการรำมะหน่าวในครั้งนั้น 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 5 ธันวามหาราช 2. เพื่อเป็นการรำหน่าวเพื่อให้ชนเผ่าคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ดีมีสุข (Nau gup gup) คือการเต้นมะหน่าวให้วนรอบของการจัดงานรำมะหน่าว 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่าง ชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว ภาพที่ 54 การรำมะหน่าว บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๔ ครั้งที่ 3 รำมะหน่าว (Kahtawng de ai 25 ning hpring jubli Manau) เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปี ของหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคี ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 โดยมีวัตถุประสงค์การรำมะหน่าวใน ครั้งนั้น 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้งหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น 25 ปี 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่าง ชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว ครั้งที่ 4 รำมะหน่าว (Zupra Manau Poi) เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 80 พรรษา 4-5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์การการรำมะหน่าวในครั้งนั้น 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 80 พรรษา 2. เพื่อเป็นการเรียนรู้และสืบทอดประเพณีการการรำมะหน่าวอย่างต่อเนื่องโดยจัดการรำทุก ๆ 2 ปี เริ่มตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นไป 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่นและเผยแพร่ไปสู่ที่ต่างๆ 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว 5. เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมความสัมพันธ์และพบปะกันของพี่น้องชนเผ่าคะฉิ่นที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ภาพที่ 55 การรำมะหน่าว บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๕ ครั้งที่ 5 รำมะหน่าว ซบรา มะหน่าว (Sut Manau Naugup) ในวันที่ 4-5 ธันวาคม พ.ศ. 2555 โดยมีวัตถุประสงค์การการรำมะหน่าวในครั้งนั้น 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. เพื่อเป็นการเรียนรู้และสืบทอดประเพณีการการรำมะหน่าวอย่างต่อเนื่องโดยจัดการรำทุก ๆ 2 ปี 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่นและเผยแพร่ไปสู่ที่ต่าง ๆ 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว 5. เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมความสัมพันธ์และพบปะกันของพี่น้องชนเผ่าคะฉิ่นที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ครั้งที่ 6 รำมะหน่าว ในวันที่ 4-7 ธันวาคม พ.ศ.2557 โดยมีวัตถุประสงค์การการรำมะหน่าวในครั้งนั้น 1. เพื่อเป็นการรำมะหน่าวถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. เพื่อเป็นการเรียนรู้และสืบทอดประเพณีการการรำมะหน่าวอย่างต่อเนื่องโดยจัดการรำทุก ๆ 2 ปี 3. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการรำมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่นและเผยแพร่ไปสู่ที่ต่าง ๆ 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนเผ่าคะฉิ่นและชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวงหนอง เขียว 5. เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมความสัมพันธ์และพบปะกันของพี่น้องชนเผ่าคะฉิ่นที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ภาพที่ 56 ป้ายประชาสัมพันธ์การรำมะหน่าว บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น


Click to View FlipBook Version