สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๖ ๔. ประเพณีตานตุง ในภาษาถิ่นล้านนา ตุง หมายถึง “ธง” จุดประสงค์ของการทำตุงในล้านนาก็คือ การทำถวายเป็น พุทธบูชา ชาวล้านนาถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตน ไปในชาติหน้า ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อตายไปแล้วก็จะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์พ้นจากขุมนรก วันที่ถวายตุง นั้นนิยมกระทำในวันพญาวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ๕. ฟังธรรม เทศธรรม “ธรรมมหาวิบาก” หากมีใครป่วยหนักเข้าขั้นวิกฤตหรือใกล้ตายพักอยู่ในบ้าน จะมีการตระเตรียมวาระสุดท้ายเพื่อนำไปสู่ การตายดีกันแล้ว ญาติพี่น้องจะต้องมาเยี่ยมเยียนดูแล เฝ้าพยาบาล ไม่มีการทอดทิ้งให้ห่างหาย มิเช่นนั้นจะถือ ว่าใจแคบ ถูกเพื่อนบ้านตำหนิลูกหลานจะนิมนต์พระมาให้“ธรรมมหาวิบาก” เป็นการเทศน์เกี่ยวกับวิบาก กรรม ยิ่งคนเป็นโรคเรื้อรังได้ฟัง เชื่อกันว่าถ้าพ้นวิบาก โรคจะเหือดหายได้เร็ว แต่ถ้ายังมีวิบากกรรม จะสิ้นใจ ด้วยความสงบ ไม่ทนทุกข์ทรมาน การฟังเทศน์ มีนัยยะเพื่อเตือนสติคนป่วยให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะในบั้นปลายชีวิต จะมีลูกหลานผู้ชายคนหนึ่ง นำขันข้าวตอกดอกไม้ไปที่วัดในบ้านเพื่อเป็น ตัวแทนผู้ป่วยขอสูมาแก้วทั้งสาม หมายถึงขอขมาพระรัตนตรัย แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของคนป่วย อีก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๗ อย่างหนึ่ง ตามความเชื่อของคนโบราณ คนที่กำลังจะตาย สติสัมปชัญญะอาจเลอะเลือน ลูกหลานจะช่วย ประคับประคองให้ใจผู้ใกล้ตายสงบลงได้ ด้วยการน้อมนำให้ระลึกถึงบุญกุศล เป็นพาหนะนำไปสู่สุคติภูมิ เมื่อคนป่วยกำลังจะจากไป ลูกหลานจะช่วยบอกทางว่า “ขอหื้อคึดหาของกินของทานเน่อ” หมายถึง ขอให้คิดหาแต่บุญกุศล พระรัตนตรัย หรือกล่าวพุทโธ ๆ จนกระทั่งสิ้นใจ หลังจากผู้ป่วยตายแล้ว ลูกเมียจะ ร้องไห้ โหยหวนอาลัย เรียกว่า ไห้หูย คร่ำครวญ น่าเวทนา คล้ายพิธีของจีน ว่ากันว่าอาจจะเป็นการให้ระบาย ความโศกเศร้า แสดงความรัก ความกตัญญู บอกกล่าวให้คนอื่นมารับรู้ มาช่วยเหลือ ๖. เฮือนเย็น หรืองานศพของชาวล้านนา เป็นพิธีกรรมสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะคนในครอบครัวของผู้ตายเท่านั้น แต่ทุกคนในชุมชนจะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมดูแลช่วยเหลือกัน โดยพิธีกรรมของชาวล้านนาจะมีความผสมผสานความเชื่อทั้งพุทธ ผีพราหมณ์ และไสยศาสตร์ โดยความหมายของคำว่าเฮือนเย็นหรือเรือนเย็น คือ บ้านที่มีคนตาย เย็น คือคำสะท้อนว่า มีความเยือกเย็นถึงหัวใจ เพราะการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก ทำให้เกิดบรรยากาศเงียบเหงาเศร้าสร้อย คล้ายกับมีวิญญาณของผู้ตายล่องลอบอยู่ จึงเกิดเป็น “เฮือนเย็น” จับจิตจับใจ จึงต้องจัดงานศพให้กับบ้านที่มี ผู้เสียชีวิตซึ่งหากภายในบ้านนั้นมีผู้ป่วยวิกฤตหรือใกล้ตายพักอยู่ในบ้าน จะมีการเตรียมวาระสุดท้ายเพื่อนำไปสู่ การตายที่ดี ญาติพี่น้องจะต้องมาเยี่ยมเยียนดูแล เฝ้าพยาบาลไม่มีการทอดทิ้งให้ห่างหาย มิเช่นนั้นจะถือว่าใจ แคบและถูกเพื่อนบ้านตำหนิได้ ๗. ปอยข้าวสังฆ์ ปอยข้าวสังฆ์เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณความดีงานของผู้เสียชีวิตและบรรพบุรุษ โดยชาวล้านนาจะ ถือเป็นคุณธรรมและถือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต โดยพิธีปอยข้าวสังฆ์นี้จะมีการจัดข้าวปลา อาหาร สิ่งของที่ผู้เสียชีวิตชอบ เช่น เสื้อผ้า ที่นอน ของใช้ หรือบางคนแม้แต่เครื่องสำอางก็จะใส่ลงไปในบ้าน เล็ก ๆ ที่สร้างขึ้น เรียกว่า เฮือนตาน ในงานจะมีการละเล่น ดนตรี ขับซอ รื่นเริงมากกว่าโศกเศร้า เจ้าภาพจะ เลี้ยงอาหารเต็มที่ และจะนิมนต์พระมาบังสุกุล และนำเฮือนตานที่เตรียมไว้ถวายพระสงฆ์ แต่จะมีการทำพิธี บูชาคืน โดยเจ้าภาพจะถวายเงินซื้อหรือไถ่เอาของมาเก็บไว้ที่บ้าน ด้วยของส่วนใหญ่ไม่เหมาะกับพระสงฆ์อยู่ แล้ว เว้นเสียแต่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค และเชื่อกันว่าพิธีปอยข้าวสังฆ์ถือว่าให้ผู้เสียชีวิตได้นำของไปใช้ใน ปรโลก ๘. ขันครูเรียกอีกอย่างว่า ขันตั้ง ขันในที่นี้ อาจเป็น พาน โอ (ขันขนาดใหญ่) ตะกร้า กระบุง กะละมัง ที่ใช้เป็นภาชนะใส่ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลูและอื่น ๆ เป็น “ขันครู” ซึ่งหมายถึง เครื่องสักการะบูชาครู บาอาจารย์ที่สอนวิชาหรือให้ความรู้ การตั้งขันครู
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๘ ขันครูมี๒ อย่าง คือ ขันครูชั่วคราว และขันครูถาวรขันครูชั่วคราว คือขันตั้งในพิธีมงคล เช่น พิธีลง เสาเอก ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน สู่ขวัญ หรือทำขวัญนาค จะเป็นงานอวมงคลก็ได้ เช่น งานศพ เป็นต้น ขันครู ชั่วคราวนี้จะมีการลาขันเมื่อเสร็จงาน เรียกว่า “ปลดขันตั้ง” ซึ่งเป็นคำล้อเลียนของชาวล้านนา โดยเฉพาะในวง สุรา หมายถึงการนำเงินค่าครูไปใช้จ่ายขันครูถาวร เป็นเครื่องสักการะซึ่งวางบูชาไว้ตลอดทั้งปี ใช้สำหรับผู้ ต้องการจะเล่าเรียนวิชาศิลปะ คาถาอาคม โดยผู้ที่จะเรียนให้ทำพานครู ๑ พาน แล้วทำพิธีเลี้ยงครู ยกขันครู ตั้งเครื่องพลีกรรม น้ำดื่มและดอกไม้ ตามแต่ละสำนักกำหนด แล้วนำไปบูชา บางครั้งอาจใช้กำยานร่วมด้วยขัน ครูแบบถาวรนี้จะเปลี่ยนได้เพียงปีละครั้ง ตามกำหนดของแต่ละสถานที่ เช่น วันพญาวัน (วันเถลิงศก) ในช่วง สงกรานต์ เป็นต้น ขันครูถาวรยังมีอีก ๒ ประเภท ๑. ขันน้อย แบ่งเป็น ขัน ๕ ขัน ๘ ขัน ๑๒ ขัน ๑๖ ขัน ๒๔ ขัน ๒๘ และขัน ๓๒ – ขัน ๕ หมายถึง ขันศีล ๕ เป็นขันเบญศีลหรือศีล ๕ – ขัน ๘ หมายถึง ขันศีล ๘ เป็นขันอุโบสถศีลหรือศีล ๘ – ขัน ๑๒ หมายถึง ขันพ่อครู เป็นขันของผู้เป็นครูอาจารย์ลำดับชั้นต้น – ขัน ๑๖ หมายถึง ขันครูบูชาพระเจ้า ๑๖ พระองค์ – ขัน ๒๔ หมายถึง ขันพ่อครูลำดับที่สอง เป็นขันของผู้เป็นครูอาจารย์ลำดับชั้นสูงกว่าชั้นต้น – ขัน ๒๘ หมายถึง ขันครูบูชาพระเจ้า ๒๘ พระองค์ – ขัน ๓๒ หมายถึง ขันพ่อครูลำดับที่สอง เป็นขันของผู้เป็นครูอาจารย์ลำดับชั้นสูง สูงกว่าขัน ๑๒ ขัน ๓๒ นี้ เป็นขันครูใหญ่ไหว้เทวดาทั้งสามโลก และอีกนัยหนึ่งคือ ขันอาการ ๓๒ หมายถึง รูปขันธ์ทั้ง ๓๒ ประการ ๒.ขันหลวง แบ่งเป็น ขัน ๑๐๘ ขัน ๑๐๙ ขัน ๒๒๗ และขัน ๑๐๐๐ – ขัน ๑๐๘ ๑๐๙ หมายถึง ขันครูเครื่องใหญ่ เป็นอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้า ระดับบรมครูระดับผู้ อาวุโส ขั้นพระสงฆ์ที่มีวิชาแก่กล้า ขั้นเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์ ขันตั้ง ระดับนี้ประกอบด้วยพานที่มีเครื่องคารวะ คือ หมากสาย ๑๓๐ สาย หมากขด ๑๐๘ ขด กรวย หมากพลู ๑๐๘ กรวย กรวยดอกไม้ธูปเทียน ๑๐๘ กรวย ผ้าขาวผ้าแดงอย่างละ ๑ วา ๑ ศอก ๑ คืบ เบี้ย ๑๐๘ เงิน ๑๐๘ บาท เหล้า ๑ หมื่น (๑๐ ขวด) มะพร้าว ๑ ทะลาย กล้วย ๑ เครือ ข้าวสาร ๑ ถัง ข้าวเปลือก ๑ ถัง อ้อย ๑ ลำ หน่อกล้วย หน่ออ้อย หน่อเผือกมัน อย่างละ ๑ หน่อ ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำ อย่างละ ๑ กลัก – ขันเครื่อง ๑๐๐๐ ใช้สำหรับงานต่อเศียรพระ ต่อยอดพระเจดีย์ ต่อยอดปราสาทหรือคุ้มวัง ขันตั้งนี้จะ ประกอบด้วยพานที่มีเครื่องคารวะ คือ กรวยดอกไม้ ๑๐๐๐ กรวยหมากพลู ๑๐๐๐ เบี้ย ๑๐๐๐ ข้าวสาร ๑ หมื่น ข้าวเปลือก ๑ แสน หมากแห้งที่ร้อยเป็นสาย ๓๒ สาย เทียนแท่งละบาท และแท่งละเฟื้อง ผ้าขาวผ้าแดง อย่างละพับ มะพร้าว ๑ ผล กล้วย ๑ หวี และ เงิน ๑๐๘ บาท ขันครู เป็นเสมือนตัวแทนครู เพื่อตั้งบูชาไว้ อัญเชิญครูบาอาจารย์มาสถิตอยู่ เพื่อใช้เพิ่มพลังวิชา ทั้งยังปกป้อง รักษาตัวผู้เป็นศิษย์อีกด้วย ถ้าไม่มีขันครูจะทำให้การประกอบพิธีต่าง ๆ ไม่สำเร็จ จะเกิดอาถรรพ์ ขึด หากใช้ อาคมเกินตัวอาจจะทำให้ของเข้าตัวถึงตายได้ แต่ถ้ามีขันครูแล้วรักษาไม่ดีของก็เข้าตัวได้เช่นกัน ขันครูต้องตั้ง ไว้ที่สูงสุดของบ้านที่พักอาศัย ห้ามไว้ในที่ต่ำ หากจะโยกย้ายขันครูต้องห่อผ้าขาวก่อนทุกครั้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๙ การถวายขันครู - การเจ็บป่วย ๑. การเป่ารักษาโรค หมอเป่าเป็นหมอที่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเวลาเจ็บป่วยที่มีอาการเป็นแผล หรือเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ที่เป็นหนองเรื้อรัง งูสวัด คางทูม ในสมัยที่ยังไม่มียารักษาโรคก็มักจะไปหาหมอเป่าในบ้าน เพื่อทำการรักษา อาการที่เป็นอยู่ให้หาย แต่ปัจจุบันก็ยังมีชาวบ้านที่เวลาเจ็บตา ข้อเท้าเคล็ด หรือกระดูกหักก็จะไปให้หมอเป่า เพื่อรักษาอาการแต่ก็ทำให้อาการที่เป็นอยู่หายได้ และหากหายจากอาการเจ็บป่วยดังกล่าวแล้วก็จะนำดอกไม้ ไปขอขมาคารวะ ดำหัวหมอเป่า การเป่าของหมอเป่านั้นจะมีวิธีการรักษาด้วยการเป่าต่าง ๆ กันไป ส่วนประกอบที่ใช้และพบบ่อยคือ ปูนกินหมาก เคี้ยวกระเทียมแล้วเป่า เคี้ยวหมากเป่า เคี้ยวใบไม้บางชนิดเป่า เป็นต้น ๒. ผีหม้อนึ่ง การลงผีหม้อนึ่ง จะใช้ขันตั้งเพียง ๒๔ บาท ดอกไม้ ธูปเทียนอีก ๒๔ ชุดใส่ลงไปในกระด้ง ซึ่งบรรจุข้าวสาร หลัง จากที่ผู้นำพิธีได้จุดธูปเทียนเพื่อเรียกวิญญาณของปู่ดำ ย่าดำ ซึ่งเป็นผีที่จะต้องเข้ามาสิง ในหม้อนึ่งแล้ว ชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธีก็จะถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น สาเหตุที่ตนเองมีอาการเจ็บไข้ได้ ป่วยเนื่องจากอะไร หลังจากนั้น ปู่ดำย่าดำก็จะตอบโดยการใช้แขนหม้อนึ่งขีดเขียนลงไป ในกระด้งซึ่งมีข้าวสาร เป็นรูปต่าง ๆ เมื่อชาวบ้านทราบถึง สาเหตุแล้วก็จะกลับไปแก้ไขตามที่ผีหม้อนึ่งบอกไว้สำหรับ การแก้ไขนั้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๐ ผู้นำพิธีจะให้ส้มป่อยเอาไปแช่น้ำให้คนป่วยอาบ บางคนเมื่อแก้ไขแล้วอาการป่วยดีขึ้นก็จะกลับมาตอบแทน ในช่วงเข้าพรรษาจะไม่นิยมลงผีหม้อนึ่ง ทั้งนี้ชาวบ้านเชื่อว่าผีหม้อนึ่งมีอยู่ทุกบ้านในอดีตก่อนจะเดินทางไกล หรือไปหาของป่าผู้ที่จะเดินทางหรือไปหาของป่าจะนำ ข้าวตอกดอกไม้ บอกกล่าวแก่ผีหม้อนึ่งที่สามเส้าของ เตาหรือ บางคนก็จะเอามือป้ายเศษเขม่าสีดำที่ติดอยู่ก้นหม้อมาแตะหน้าผาเป็นจุดสีดำ การนั่งทางใน ทรงเจ้า ๓. การนั่งผ้า พ่อหมอนำเสื้อผ้าของผู้ป่วยไปนั่งทางในดู เพื่อตรวจหาสาเหตุการเจ็บป่วยรวมทั้ง ชี้แนะ แนวทางแก้ไขต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมาแล้วจะต้องดำเนินการแก้เคล็ดดังกล่าวด้วยวิธี อะไร บ้าง เช่น ให้ไปสงเคราะห์ส่งกิ่ว เซ่นไหว้บูชา รดน้ำมนต์ จากร่างทรง เป็นต้น การทำพิธีส่อนขวัญ พิธีทางความเชื่อที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยทางใจจะด้วยการประสบ อุบัติเหตุก็ดี หรืออาการเจ็บป่วยก็ตาม โดยพิธีนี้มีความเชื่อว่า เมื่อบุคคลใดเกิดเรื่องราวดังกล่าวขึ้นจะทำให้ ขวัญหนีดีฝ่อ หายป่วยแล้วก็จะมีอาการซึมเศร้า ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใสเหมือนคนปกติจึงทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะทำ พิธีนี้ขึ้นเพื่อเป็นการนำขวัญและกำลังใจของคน ๆ นั้นกลับมา คำว่า ส่อน มีความหมายว่า การตักหรือช้อน นั่น คือการช้อนเอาขวัญกลับมาตามที่ต่างๆ ที่คนป่วยไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ให้คืนกลับมายังตัวคนเจ็บป่วยเช่นเดิม สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีนี้ก็จะมี สวิง หมากพลู บุหรี่ ข้าวเหนียวหนึ่งปั้นและไข่ต้มสุกหนึ่งฟอง ข้าวต้ม ฝ้ายที่ใช้สำหรับผูกแขน ของหวาน ดอกไม้และเสื้อผ้าของผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ๔. พิธีฮ้องขวัญ หมายถึง พิธีเรียกขวัญให้กลับคืนสู่ร่างเดิม พิธีฮ้องขวัญเป็นการผสมผสานระหว่าง ความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีฮ้องขวัญจะทำ ในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีเหตุต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุ หรือใน กรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือนบ้านเมือง พิธีกรรมฮ้องขวัญของคนเมืองมักปฏิบัติร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะ เคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยจะมีปฏิบัติต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ การสืบ ชะตาและการเรียกขวัญ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๑ สะตวงสะเดาะเคราะห์ พิธีฮ้องขวัญ ๕. ประเพณีสืบชะตา ตามเทียนต่อชะตา ตั้งธรรมหลวง ประเพณีสืบชะตา หรือสืบชาตา เป็นพิธีกรรมที่ชาวล้านนานิยมทำในโอกาสต่าง ๆ เพื่อต่อดวงชะตา หรือต่ออายุให้ยืนยาว มุ่งหวังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเจริญรุ่งเรือง และเพื่อ ความเป็นสิริมงคล พิธีสืบชะตาเป็นพิธีใหญ่ที่ต้องอาศัยคน และเครื่องประกอบพิธีจำนวนมากพิธีหนึ่งชาวบ้าน อาจทำพิธีนี้โดยเฉพาะหรือจัดร่วมกับพิธีอื่น ๆ ก็ได้ และอาจจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาให้แก่คนทั้งฆราวาสหรือภิกษุ หรือบ้าน เมือง แม้กระทั่งยุ้งข้าวหรือเหมืองฝายก็ได้ แต่ต้องจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว การสืบชะตาแต่ละสิ่งอาจมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งประเพณีการสืบชะตาแสดงให้เห็นถึงการ ผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในศาสนาพุทธ ฮินดู หรือพราหมณ์ และเรื่องผีสางเทวดาประเพณีสืบชะตาไม่ เพียงปรากฎแพร่หลายในภาคเหนือของไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสังคมของคนไทยใหญ่ ยอง และเขิน บริเวณ รัฐฉานของพม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าในตอนเหนือของไทยด้วยตำนานที่มาของความเชื่อเรื่องการสืบ ชะตา ปรากฎในคัมภีร์สืบชะตาที่กล่าวถึง พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า และมีสามเณรองค์ หนึ่งชื่อ ติสสะ อายุ ๗ ปี มาบวชเรียนกับท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของ สามเณรว่าจะมีอายุได้อีก ๗ วันเท่านั้น ตามตำราหมอดูและตำราดูลักษณะ ท่านจึงเรียกสามเณรมาบอกความ จริง และให้กลับไปร่ำลาพ่อแม่ และญาติ สามเณรเศร้าโศกเสียใจมาก และเดินทางกลับบ้านด้วยดวงหน้าที่ หม่นหมอง ระหว่างทางไปพบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำที่กำลังแห้งเขิน และได้โปรดสัตว์คือ ปลาเหล่านั้นให้พ้น จากความตาย โดยช้อนปลาทั้งหมดไปไว้ในบาตรของตน และนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางพบเก้งถูก แร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งอีกเมื่อเดินทางถึงบ้านจึงบอกเรื่องที่ตนจะตายแก่พ่อแม่ ทุกคนต่าง สงสารสามเณรยิ่งนัก และได้เพียงแต่คอยเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ แต่จนล่วงกำหนดไป ๗ วัน สามเณรก็ยัง ไม่ตาย และกลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น พ่อจึงให้สามเณรกลับไปหาพระสารีบุตร ซึ่งท่านประหลาดใจถึงกับจะ เผาตำราทิ้ง สามเณรจึงกราบเรียนเรื่องการโปรดสัตว์ทั้งปลา และเก้ง การกระทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์เหล่านั้นจึง เป็นบุญกรรมที่เป็นพลังให้พ้นจากความตายได้ ด้วยตำนานนี้เองทำให้คนล้านนาจึงนิยมการสืบชะตา พิธีสืบชะตาเดิมนั้นเป็นเพียงพิธีที่ต่ออายุให้เฉพาะคนเท่านั้น ในส่วนบ้าน หรือเมืองนั้นจะเรียกว่า ส่ง เคราะห์บ้าน ส่งเคราะห์เมือง หรือบูชาบ้าน บูชาเมือง ต่อมาภายหลังได้เรียกพิธีส่งดังกล่าวเป็น“พิธีบูชาสืบ ชะตาเมือง” ต่อมาคำว่า “บูชา” ได้หายไป จึงคงเหลือแค่ว่า “พิธีสืบชะตาเมือง” และผู้ที่จะประกอบพิธีสืบ ชะตาไม่ว่าจะของคน บ้าน หรือเมือง แต่เดิมคือ ฆราวาสผู้ที่มีความรู้ เป็นที่เคารพนับถือของคนในท้องถิ่น นั้น ๆ หรือ อาจารย์วัดเท่านั้น พระสงฆ์ไม่ได้เข้ามีมาบทบาทในพิธีกรรมดังกล่าว ต่อมาพระสงฆ์ได้เข้ามามี บทบาทในพิธีกรรมดังกล่าวมากขึ้น และผู้คนทั่วไปเห็นว่าการที่มีพระสงฆ์เข้ามาร่วมในพิธีสืบชะตาทำให้ดูมี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๒ ความศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลังมากยิ่งขึ้น จึงกลายเป็นว่าพระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีดังกล่าว ดังที่ปรากฎให้เห็นใน ปัจจุบัน การสืบชะตา มักทำในห้องโถง ถ้าทำกับกลุ่มคนจำนวนมากจะใช้สถานที่กว้างขึ้น เช่น ภายในวิหารวัด หรือสร้างปะรำพิธีขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนประกอบสำคัญมีซุ้มที่ทำจากไม้ยาวสามท่อนที่ผูกปลายบนรวมกันเป็นรูป กระโจม บนท่อนไม้มีกล้วยอ้อยผูกติดไว้บนยอดกระโจมมีดอกไม้ธูปเทียน และอื่นๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้าง ตามท้องถิ่นและตามตำราของผู้ประกอบพิธี นอกจากนี้มีสะตวงประจำตัวผู้เข้าพิธีด้วย เจ้าพิธีเป็นผู้ดำเนิน ขั้นตอนด้วยการว่าคาถาหลายบท และบางครั้งให้ผู้เข้าพิธีทำตามคำสั่งด้วย เช่น นำด้ายสายสิญจน์ที่แขวนลง มาจากกระโจมเคียนรอบศีรษะ เป็นต้น ถ้าทำกับคนจำนวนมากจะมีด้ายสายสิญจน์โยงไปทั่วบริเวณและแขวน ด้ายลงให้ผู้เข้าพิธีนำไปวนรอบศีรษะของตนเป็นคนๆ ผู้ประกอบพิธีมีทั้งที่เป็นพระภิกษุ และคฤหัสถ์ที่เคยบวช เป็นภิกษุแล้ว ๖. การรักษาโรคด้วยสมุนไพร ยาฝนยาต้ม ยาฝน คือ สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคด้วยวิธีการนำตัวยามาฝนกับน้ำกระสายแล้วให้ผู้ป่วยดื่ม ทาบริเวณที่ มีอาการ ยาฝนที่ใช้รักษาโรคมักจะเรียกว่า ยาแก้ เช่น ยาฝนแก้กินผิดสาบผิด ยาฝนแก้ตุ่มแก้คัน ยาฝนแก้ สันนิบาต ยาฝนแก้ขาง ยาฝนแก้ฝี ยาฝนแก้อีสุกอีใส ยาฝนแก้มะเฮ็งคุด ยาฝนแก้ลมบ้าหมู ยาฝนแก้นิ่ว ยาฝน แก้ห้ามฮาก (อาเจียน) ยาฝนตัดฮากสาน ยาฝนแก้ไข้ ยาฝนแก้มะโหก ยาฝนแก้ถอนพิษ เป็นต้น ยาฝนแต่ละ ป้าก (ตำรับ) จะมีตัวยามากน้อยตามกัน ดังตัวยาแก้ห้าต้น ประกอบด้วยตัวยา ๕ ชนิด คือ หญ้าหมูป่อย เถา แตงเถื่อน หนาดคำ จุ่งจะลิง และดีงูหว้า ในอดีตชาวล้านนามักจะมียาฝนไว้ประจำบ้านหรือติดตัวไปตามที่ต่าง ๆ หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถฝนยารักษาได้ทันท่วงที เรียกว่า ยาแก้ทันใจ ส่วน การฮิบยาต้ม เป็นการต้มเพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรใช้ดื่มรักษาโรค เช่น แก้ปวดหลัง ปวดเอว บำรุง ร่างกาย เพิ่มพลัง เป็นต้น ยาต้มบางป้าก (ตำรับ) ก็ใช้ตัวยาสด บ่างป้ากก็ใช้ตัวยาแห้ง แต่ละป้ากจะมีตัวยา ต่างกัน ๗. การย่ำขาง ย่ำขาง เป็นวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบพื้นบ้านล้านนาอีกประเภทหนึ่ง โดยมากใช้สำหรับ บำบัดรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกาย โดยใช้เท้าชุบน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) แล้วไปย่ำลงบนขางที่เผาไฟ จนร้อนแดง แล้วจึงไปย่ำบนร่างกายหรืออวัยวะของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด พร้อมทั้งเสกคาถาอาคมกำกับ ด้วย ในอดีตหมอเมืองจะใช้เท้าย่ำรักษาส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งศีรษะด้วย แต่ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๓ ใช้มือหรือลูกประคบนวดในส่วนของศีรษะแทน ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังคงใช้เท้าย่ำเหมือนเดิม หมอเมืองที่ รักษาด้วยการย่ำขาง เรียกว่า “หมอย่ำขาง” คำว่า “ขาง” เป็นโลหะเหล็กผสมพลวงที่นำไปหล่อเป็นใบขาง (ผาลไถ สำหรับใช้ไถนา ขนาดประมาณ ๘ x๖ นิ้ว ปลายแหลม) เนื่องจากขางเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการไถนาใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่ามีความ ขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะสามารถไถนาปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งโลกได้ อีกทั้งมีคุณสมบัติไม่เป็นสนิมง่ายและในตัว ขางมีแร่ธาตุบางชนิดที่เป็นตัวยาสามารถใช้รักษาโรคได้ ในสมัยก่อนหากเด็กมีอาการเจ็บปากเจ็บลิ้น จะนำขาง ที่เผาแล้วไปแช่น้ำให้เด็กดื่ม ทำให้อาการเจ็บป่วยนั้นหายได้ หมอเมืองบางคนเชื่อว่าความร้อนจากขางจะทะลุ ทะลวงเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยได้ลึกกว่าการใช้โลหะอย่างอื่น ๘. ปึ๊ขาง คือ การเป่าหรือการพ่นน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) ลงบนขางที่เผาจนร้องแดง ทำให้ไอน้ำ พุ่งไปประทะกับร่างกายผู้ป่วย บริเวณที่มีอาการเจ็บปวด ๙. จู้ขาง คือ การเอาห่อยาสมุนไพรชุบน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) มาวางบนขางแล้วเอาไปประคบ บริเวณร่างกายผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด ๑๐. การเข้าทรง เป็นพิธีกรรมในการวินิจฉัยโรค เพื่อทำนายสาเหตุการเจ็บป่วย/ทักหา/แนะนำ แนวทางการแก้ปัญหาให้มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจด้วยการเชิญเจ้า/สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเข้าสิ่งร่างกาย ๑๑. การประคบตัว คือ กรรมวิธีการรักษาตัวอย่างหนึ่ง โดยใช้ลูกประคบ ประคบตามมือเท้า ท้องน้อย บริเวณหัวเหน่า เต้านม ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย และช่วยให้มดลูกกลับเข้าอู่เร็วขึ้น วิธีทำลูกประคบ ใช้ ไพล ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ใบมะขาม ใบส้มป่อย ตำเคล้ากับเกลือ ห่อผ้าขาว จุ่มน้ำที่เหลือจากการ เข้ากระโจม นอกจากนั้นแล้วน้ำที่เหลือจากการเข้ากระโจมก็ดี น้ำที่เหลือจากการประคบก็ดี สามารถนำมาใช้ อาบได้อีกด้วย - การบวช ๑. บวชจูงศพ เมื่อมีพ่อแม่ญาติพี่น้องเสียชีวิต ลูกหลานที่เป็นชายจะบวชเณรหน้าศพแล้วจูงศพไปสู่ ป่าช้าเพื่อฌาปนกิจ แล้วกลับมาอยู่อยู่วัด ๓ - ๗ วันใช้เวลาที่บวชนี้บำเพ็ญศีลภาวนา แล้วกรวดน้ำอุทิศบุญ กุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไป ๒. การบวช เพื่อทดแทนคุณบิดา มารดา หรือบวชเบญจเพส ชาวล้านนานิยมให้บุตรชายบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะถือว่ายังบริสุทธิ์ไม่ผ่านเรื่องทาง โลกมา เด็ก ๆ จะได้รับการฝึกฝนวิชาความรู้ต่าง ๆ ด้วยวัดเป็นศูนย์รวมวิชาการทุกอย่าง เช่น วิชาการแพทย์ การช่าง การสังคม และการศึกษา เป็นต้น เมื่อลูกได้เข้าศึกษาเล่าเรียนจะเป็นผู้มีความรู้ เมื่อสึกมาแล้วสามารถ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๔ เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูลได้ ผู้ที่บวชตั้งแต่เด็กว่า “ลูกแก้ว” การบวชลูกแก้ว คือ การบวชเณรของชาว ล้านนา ประเพณีนี้ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่พอสมควรจึงเรียกอีกอย่างว่า พอยน้อย (ออกเสียงว่าปอยหน้อย) ใน ล้านนามีรูปแบบการบวชอยู่ ๒ อย่าง การบรรพชาบวชเณรนั้น นิยมเรียกว่า บวชพระ หรือ บวชลูกแก้ว ส่วน การอุปสมบทหรือบวชเป็นพระภิกษุนั้นเรียกว่า บวชเป็กข์ หรือ เป็กข์ตุ๊ ซึ่งคำเรียก เณร ทางล้านนานิยม เรียกว่า พระ ส่วนภิกษุนั้นเรียกว่าตุ๊เจ้า การได้เป็นเจ้าภาพบวชเด็ก เจ้าภาพบวชได้บุญมาก ก่อนที่จะมีการบวชเป็นสามเณรได้นั้น ต้องเริ่ม จากการให้เด็กไปอยู่ในวัดเรียกว่า โขยมเสียก่อน สมัยก่อนโขยมใช้เรียก ข้าพระภิกษุ ข้าวัด ข้าพระพุทธรูป มี ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็ก ต่อมาเมื่อเลิกการมีข้าวัดแล้ว โขยมที่เป็นผู้ใหญ่จึงหมดไป ปัจจุบันเรียกเด็กที่พ่อแม่จะ นำไปฝากกับพระภิกษุว่า “โขยม” ที่วัด หรือเด็กวัดนั่นเอง เด็กเหล่านี้มีหน้าที่รับใช้พระภิกษุสามเณร และ พระภิกษุจะสั่งสอนอบรมให้การศึกษาแก่เด็กนั้นเป็นการตอบแทน เมื่อเข้าเป็นโขยมได้ประมาณ ๓ - ๔ ปีจึง บวชเป็นสามเณรได้ เมื่อเป็นโขยมได้หลายปี เด็กสามารถอ่านเขียนหนังสือภาษาพื้นเมือง ท่องคำขอบวชได้ แล้วเจ้าอาวาสจะแจ้งให้พ่อแม่รู้ว่าเด็กควรจะบวชเณรได้จากนั้นจะหาฤกษ์หาวันบวชให้มีความเชื่อว่าพี่น้อง พ่อแม่เดียวกันห้ามบวชพร้อมกันเมื่อใกล้ถึงวันบวชพ่อแม่หรือญาติจะบอกบุญกับญาติพี่น้องที่อยู่ต่างบ้าน มีขัน คือ พานใส่ดอกไม้ธูปเทียน และผ้าสบงหรือผ้าจีวรวางบนพานแล้วอุ้มไปบอกบุญ ครั้นถึงวันดา (วันสุกดิบ) ญาติๆ จะช่วยกันเตรียมแต่งดาเครื่องไทยทานและอาหารที่จะถวายพระ จากนั้นจัดขบวนฆ้องกลองไปรับ โขยมที่วัด โขยมแต่งตัวเหมือนเจ้าชาย แล้วจะเรียกกันว่า “ลูกแก้ว” ขี่ม้าก่อนบวช เมื่อเป็นลูกแก้วแล้วจะ ได้รับการประคบประหงมแม้แต่ดินก็ไม่ให้เหยียบ ไปทางไหนจะมีคนอุ้มไปตลอด จากนั้นคนอุ้มก็อุ้มลูกแก้ว ขึ้น ม้าแห่ไปที่บ้านเจ้าภาพ เมื่อมาถึงเชิงบันไดจะมีคนคอยตักน้ำล้างเท้าให้แล้วอุ้มขึ้นไปพักผ่อนบนเรือน จากนั้น เป็นพิธีเรียกขวัญลูกแก้ว หากที่บ้านมีซอฉลองจะอุ้มลูกแก้วขึ้นไปบนผามช่างซอ ช่างซอจะผูกมือเรียกขวัญ อีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นจึงเป็นการพักเลี้ยงอาหารแก่ผู้มาร่วมงานเมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อย แล้ว ลูกแก้วจะถูกแต่งหน้าแต่งตัวอีกครั้งหนึ่งแล้วอุ้มขึ้นหลังม้าแห่ลูกแก้วไปแอ่ว คือไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่หรือ ชาวบ้านที่มียศศักดิ์มีหน้ามีตา เมื่อถึงบ้านท่านเหล่านั้นแล้วจะอุ้มลูกแก้วและขันผูกข้อมือขึ้นบนเรือน เจ้าของ บ้านจะถือเป็นเกียรติและบุญอย่างยิ่งที่ลูกแก้วเข้าบ้านขึ้นเรือน ท่านจะให้พรผูกข้อมือ และใส่เงินทองลงไปใน ขันผูกข้อมือด้วย พิธีบวชจะทำกันตั้งแต่รุ่งเช้าก่อนฟ้าสาง เมื่อบวชเสร็จก็เป็นเวลารุ่งอรุณพอดี เจ้าภาพจะจัด ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธีหลังจากนั้นพ่อแม่ญาติพี่น้องจะรวมกันอีก ครั้งหนึ่งเพื่อถวายข้าวของต่าง ๆ ที่ผู้ที่ร่วมทำบุญรวมถึงปัจจัยเงินทองต่างๆ ให้แก่สามเณร สามเณรที่บวช ใหม่จะต้องอยู่กรรม คือบำเพ็ญศีลภาวนาในวิหารเป็นเวลา ๓ วัน หรือ ๗ วัน ก่อนนอนทุกคืนเณรใหม่จะนั่ง ภาวนานับประคำ ๑๐๘ จบ แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และอุทิศบุญอันเกิด จากการบวชให้กับพ่อแม่ของตน ๓. การบวชเป็นผ้าขาว ชายบางคนเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้วปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทั้งหมดไม่ได้ก็ จะลาสิกขาแล้วบวชเป็นผ้าขาว หรือบางคนเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเบื่อในชีวิตฆราวาส จึงบวชเป็นผ้าขาว เพราะมี วัตรปฏิบัติง่ายกว่าบวชพระ เมื่อบวชถือศีล ๘ แล้วอาศัยอยู่ในวัด มีบริขารคล้ายกับพระสงฆ์ เพียงแต่ใช้ผ้าขาว นุ่งห่มขาวเท่านั้น หากมีวัตรปฏิบัติชอบก็เป็นที่นับถือของชาวบ้าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๕ - การสู่ขวัญ สู่ขวัน หรือ “สู่ขวัญ” หมายถึงพิธีเลี้ยงอาหารแก่ขวัญ ซึ่งการสู่ขวันของชาวล้านนา คือพิธีกรรมที่ตรง กับการเรียกขวัญของคนในไทยภาคกลาง และมีข้อปลีกย่อยที่ต่างกันไม่มากนัก การสู่ขวัญนี้อาจเรียกว่า “สู่เข้า เอาขวัน” เรียกขวัน (อ่าน “เฮียกขวัน”) หรือ ร้องขวัน (อ่าน “ฮ้อง ขวัน”) คือ ป้อนอาหารเพื่อเชิญขวัญให้คืน สู่ตนตัวของบุคคลซึ่งป่วยเรื้อรังมีเหตุเสียใจ หรือหมดกำลังใจอย่างรุนแรง หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใหม่ โดยกล่าวกันว่าขวัญของบุคคลดังกล่าวได้เตลิดไปจากตัวตน จึงต้องทำพิธีเรียกและปลอบประโลมขวัญนั้นให้ กลับคืนสู่บุคคลตามเดิม ประเพณีการสู่ขวัญของคนเมือง คือใช้รับขวัญคนป่วย รับแขกบ้านแขกเมือง สมโภชน์ ใช้ในพิธีบวช นาค พิธีแต่งงาน สำหรับขั้นตอนของพิธีกรรมสู่ขวัญ คือ การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีกรรม พร้อม กับเชิญหมอขวัญมาทำพิธีตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ในช่วงพิธี หมอขวัญจะทำพิธีเรียกขวัญ โดยเริ่มจากกล่าวคำ อัญเชิญเทวดา บทเรียกขวัญ (เป็นสำนวนเก่าหรือสำนวนแต่งขึ้นโดยปฏิภาณในช่วงทำพิธีก็ได้) ช่วงเรียกขวัญ จะทำพิธีเสี่ยงทายว่าขวัญมาแล้วหรือยัง จากนั้นหมอขวัญจะเอาน้ำมนต์มาพรมให้เจ้าของขวัญพร้อมทั้งอวยพร ให้อยู่เย็นเป็นสุข และใช้ด้ายสายสิญจน์มามัดมือซ้ายของเจ้าของขวัญเพื่อให้ขวัญมา และมัดมือขวาเพื่อให้ขวัญ อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นผู้ที่มาร่วมงานก็จะร่วมรับประทานอาหารและเจ้าของขวัญร่วมทานอาหารและทานไข่ ต้มที่ประกอบพิธี จากนั้นญาติจะนำเครื่องบายศรีไปวางไว้ที่หัวนอนของเจ้าของขวัญโดยคำเรียกขวัญจะมี เนื้อความที่แตกต่างกันไปตามประเภทของพิธีกรรม วัตถุประสงค์ของการเรียกขวัญ / สู่ขวัญ เพื่อให้เกิดความสุขสบาย ทั้งกายและใจ รวมทั้งเพื่อให้อาการเจ็บป่วยเป็นที่อยู่หายเป็นปกติ ประเภท ของการเรียกขวัญ พิธีกรรมเรียกขวัญสามารถแบ่งออกตามลักษณะของการประกอบพิธีได้ ๕ ลักษณะ ดังนี้ ๑. การเรียกขวัญคนป่วย เป็นพิธีกรรมที่ทําเพื่อเป็นการรักษาสภาพทางด้านจิตใจของผู้ป่วยโดยที่ไม่ ต้องทําการตรวจสอบหาสาเหตุของการเจ็บป่วยแต่อย่างไร ๒. การเรียกขวัญหยิบข้าว เป็นพิธีกรรมที่ทําเพื่อตรวจสอบขวัญผู้ป่วยมาอยู่กับเนื้อกับตัวหรือไม่ ๓. การเรียกขวัญตั้งไข่ เป็นพิธีกรรมที่ทําเพื่อการเสี่ยงทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับขวัญ ๔. การเรียกขวัญปักเทียน เป็นพิธีกรรมที่ทําเพื่อการเสี่ยงทายและตรวจสอบอาการเจ็บป่วยเพื่อให้ ทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ๕. การเรียกขวัญเข้าร่างหรือการเรียกขวัญลงร่าง เป็นพิธีกรรมที่มักจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เป็น พิธีกรรมที่ทําเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบหาสาเหตุของการเจ็บป่วยอย่างละเอียด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๖ ๑. การเรียกขวัญคนป่วย ๑.๑ ประวัติความเป็นมาของการเรียกขวัญคนป่วย การเรียกขวัญคนป่วยนั้นมีสาเหตุมาจากการ เจ็บป่วยในลักษณะต่าง ๆ จนทําให้ขวัญไม่อยู่กับเนื้อ กันตัวมีอาการเบื่ออาหาร เศร้าซึม นอนไม่หลับสามวันดี สี่วันไข้ หรือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุตกต้นไม้ ตก รถ รถชนจนทําให้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภาวการณ์เจ็บป่วยเหล่านี้ ได้ทําให้ขวัญใดขวัญหนึ่งในร่างกายของผู้ป่วย หนีออกจากร่าง จึงต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการเรียกขวัญ ซึ่ง การประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญคนป่วยไม่ จําเป็นต้องทําการเสี่ยงทายหาสาเหตุแต่อย่างไร เพราะการเรียก ขวัญคนป่วยส่วนใหญ่จะทราบสาเหตุของ ผู้ป่วยอยู่แล้ว เป็นต้น ๑.๒ ขั้นตอนและวิธีการเรียกขวัญคนป่วย เมื่อสมาชิกภายในครอบครัวประสบอุบัติเหตุหรือมีอาการ เจ็บป่วยญาติก็เชิญหมอผู้ทําหน้าที่ ประกอบพิธีกรรมการเรียกขวัญมาประกอบพิธี โดยหมอผู้ประกอบพิธีกรรม จะแจ้งให้ญาติได้เตรียมบายสี หรือชฎาขวัญ ๓ ยอด มี ๖ กาบ ในชฎาขวัญ ๓ ยอด ประกอบด้วย ดอกไม้ ของ หอม และอุปกรณ์ในการแก้บน ซึ่งประกอบด้วย ไก่ต้ม ๑ ตัว ไข่ ๑ ฟอง เหล้า ๑ แก้ว น้ำ ๑ แก้ว กล้วย ๑ ลูก ข้าวสุก ๑ ปั้น ข้าวต้ม ขนม เมี่ยง บุหรี่ ของส้ม ของหวาน หมาก เทียน ๓ เล่ม ใส่ตรงยอดทั้ง ๓ ยอด ด้าย สายสิญจน์ ๕, ๗, ๙ เล่ม เสื้อผ้าของ ผู้ป่วย น้ำส้มป่วย ๑ แก้ว สําหรับการส่งเคราะห์ ปัดเคราะห์ ปัดภัย และ จัดเตรียมขันครูซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ขัน ๘ และขัน ๑๖ ดังนี้ ขัน ๑๖ จะประกอบด้วย สวยหมาก ๘ สวยพลู ๘ สวยดอกสวยเทียน ๘ หมาก ๘ ขด ผ้าขาว ผ้าแดง เทียนคู่บาท เทียนคู่เฟื้อง เบี้ยพันสาม หมาก พันสาม ซึ่งเครื่องใส่ขันครูต่าง ๆ เหล่านี้ ญาติผู้ป่วยจะเป็นผู้จัดเตรียมรวามแล้วเรียกว่าขัน ๑๖ ซึ่งจะต้องใส่ วัตถุ (เงิน) ๓๖ บาท ส่วนขัน ๔ ประกอบด้วย สวยหมาก ๔ สวย สวยปู ๔ สวย หมาก ๔ ขด หมากหัว พลูมัด และอื่น ๆ คล้ายคลึงกับขัน ๑๖ แต่จะลดจํานวนให้เหลือเพียง ๔ อย่าง ซึ่งทั้งหมดรวมเรียกว่าขัน ๘ ซึ่งจะต้อง ใส่วัตถุ (เงิน) ๑๕ บาท เมื่อเตรียมเครื่องชฎาขวัญและเครื่องขันครูเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอผู้ประกอบพิธี กรรมการ เรียกขวัญจะทําการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวโดยจะเริ่มจากการกล่าวคําโวหารหรือบทสวดในการ เรียกขวัญ ดังนี้“อะชะโส อะชะไชโย อะชะในวันนี้ก็เป๋นวันดี เป๋นวันศรีใสเชียงคาน มีทั้งเครื่องอะรังการ เสื้อผ้า ตกแต่งไว้ถ้านานา มีทั้งชิ้นและปลา มีพวงมาลาดอกไม้ ฝูงเงินคํามีบ่อไร้ เจ้าหากเกิดมาดี ลูกลาภร้อน รักขะณะถ้วนเลาเลิง บ่สมเพิงเพาและเจ้า หากเกิดมายากเล่าหนักหนา ทรงคําพระดาเมินมาก สิบเดือนหาก บัวระมวนเจ้าจึ่งประสูติ บางพ่องเกิดเป็นหูดเป็นเปา เนื้อบ่เลาเรียนเกลี้ยงสูงต่ำเหมือนกันสูงต่ำขาวดํามี หลายหลาก อันถูกลักษณะก็หายากมีแควนหย้อย อายุเจ้ายังบ่อพอร้อยบ่พอพันเถิงหกสิงเถิงสังขารหัวหงอก ตาเบิ้นหมอกจักขุญาณเท่าเทียวสงสารหลายกํานิด เจ้าเกิดมาร่วมศาสนา พระแต่งตั้งว่า อรัมโคญาณก็บ่ผา เสริฐ บ่เบิ้นที่เกิดแห่งสัพญตามอุดรโขเลยบ่แขะข้องขิ้ง ก็บ่ยิ่งเหลือกว่าชมพูเรา ฝูงเทวดาเขาเลงดูชู่แห่ง พระ ยา อินทร์จึงใช้เทวบุตรลงมาเวียนเอาชื่อแห่งตนบุญใส่หลายเงินไว้ถ้าฝูงใจหยาบช้าสาหดเอาหนังหมามาจดซื่อ ไว้คู่หญิงชาย เหตุนั้นเราควรกระทําบุญหลายมามาก บ่ควรดีเรียกยากแท้เล้า เพราะอายุเจ้าบ่พอร้อยพอพัน บ่ พอเบิ้นอั้นชั้นฟ้า ขวัญเจ้าจะไปนั่งขอยหน้าสู่เมืองผี จุ่งหื้อคืนมาดีดังเก่า หื้อเจ้าได้เว้นทานแล้วทานเล่าบุญ นัก กว่าบุญเก่าหลาย หื้อเจ้าเว้นเสียยังอบายทั้งสี่ หื้อเจ้ามาอยู่เรือนมงคล หื้อเจ้าสืบแทนตระกูลเผ่าพันธุ์วงศ์ พ่อ แม่ ขวัญเจ้าอย่าไปล่าเล่นยังดง ขวัญเจ้าอย่าไปหลงเสียยังแม่น้ำแถมปลา ขวัญเจ้าอย่างไปอยู่ยังทุ่งยังนา กลาง ป่า อย่าไปอยู่จิ่นนาคาแถมหมู่ ครุฑหากหลายเหลือ ขวัญเจ้าอย่าไปพั่งเมือเมืองไว้ ตูอย่าคองหัน จุ่งคืน มาพัน โดยรีบ มังคะละทีบดตี ขวัญเจ้าอย่างไปสวดล่าเมืองผีต่างด้าว ขวัญเจ้าอย่าไปเมืองท่านท้าวไอยศวร ขวัญเจ้า อย่าไปอยู่สุขสรวนมวนเล่น ที่เถื่อนถ้ําย่านน้ำวังคูหา ขวัญจักขุตาทั้งคู่ ขวัญดังจมูกจุ่งมาอยู่กับดัง (จมูก) ดม ดอกไม้ ขวัญหูเจ้าจุ่งมาอยู่หูไว้ฟังธรรม หื้อมาทั้งขวัญแขนลําบ่องแก้ว หื้อมาทั้งขวัญแอวแค้วและ อกกลม หื้อ มาทั้งขวัญถานานมทั้งคู่ ขวัญท้องอย่าอดด้วยคํากิน ขวัญแค่งหื้อได้อดเตียวดินหมั่นย้าย ขวัญตีน เจ้าอย่าแอ่ว
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๗ ฝ้ายลีลา สามสิบสองขวัญเจ้าจุ่งมาดั้งเก่าเตอะเนอ ขวัญเฮยขวัญหัวเข่าอย่าคอนหื้อมาทั้งขวัญตน นอนสาด หือ มาทั้งขวัญปากที่เจ้าเคยฟูจาหวาน หื้อมาทั้งขวัญนิ้วนางนิ้วก้อยแม่มือ หื้อมาทั้งขวัญสายดือ ขวัญคิ้วขวัญสิบนิ้ว อยู่ตีน ขวัญเจ้าอย่าไปบินแอ่วผ้าลีลา สามสิบสองขวัญเจ้าอย่าไปแกมเถื่อนช้างกินขวี ขวัญเจ้าอย่าไปแกมนาง ณีออกค่าง ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่บ่างโอราที่กวงไม้ใหญ่ ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่แม่ไก่สอง หงอน ขวัญเจ้าอย่าไป ละอองต่ำต้อย ขวัญเจ้าอย่าไปเล่นหมากรุกหน้อยและหมากสกา จิ่งนางเทวดาเขาแก้ว ขวัญเจ้าอย่าไปเสวย แล้วจิ่มนายพาน ขวัญเจ้าอย่าไปหลงเสียดงคําที่สลอกห้วย ที่รุ้งคาวกินกล้วย ที่ป่าไม้บ่มี คน ขวัญเจ้าไปเววน เสียยังกางป่าไม้แกมผี ขวัญเจ้าอย่าไปไปอยู่จีมเศรษฐีและช่างหม้อ ขวัญเจ้าอย่าไปแกม ไม้อ้อและไม้เลา ขวัญ เจ้าอย่าไปเมืองจอมเขาไกลาส ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่อากาศกลางหาว ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ กลางเดือนดาวยังฟ้า ขวัญเจ้าจุ่งหื้อว่ายหน้าคืนมา เนอขวัญเนอ ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่ศาลาหลสูงเก้าห้อง ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่ฟ้าร้อง แผ่นดินสุด ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่สมุทรหลวงและคงคาใหญ่กว้าง ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ ในท้องช้างเอราวันเนอเจ้า ขวัญทวารจุ่งมาอยู่ทวารทั้งเก้า ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่เมืองย่าเฒ่าดอกซอนมาร ขวัญ เจ้าอย่าไปอยู่จีมรื้นและยุงยัง ผา ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ท่าน้ำและทางหลง ขวัญเจ้าอย่าไปชมดวงดอกไม้ที่ด่านฮ้อ เทือกแก้ว ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ กับแมลงและนกแอ่นเหวัน ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่จีมนกเขาคูและนกเขาทอง ขวัญ เจ้าอย่าไปอยู่หมอกเกียวจอย วอย ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่จิ่มแม่นกจํารอยและเขาตู่กาแก ขวัญอย่าไปอยู่จิ่มนกแล ข้างปากเปนคําคน ขวัญเจ้า อย่าไปอยู่จีมแม่นกเอี้ยงด่างและถั่วดํา ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่จีมหงษ์คคําและไก่เถื่อน ขวัญเจ้าอย่าไปเปนเพื่อน มะนาวริพลที่นั้นนาเบ็นที่แฝงไผ่เล่นแห่งพญาธร สามสิบสองขวัญเจ้าจุ่งมามา เรียบร้อย ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ที่ พระยอดสร้อยเมืองไกล ที่แม่ตาไหลตาคําลุ่มน้ำ ขวัญเจ้าอย่าไปอยู่เถื่อนค้ำคีรี ในดงรีเทคท้อง โขงเขตห้อง เมืองอุดรโข ขวัญเจ้าอย่าไปมัวเมาอยู่โขงชมพูยาวย่านกว้าง ขวัญอย่าไปอยู่ท่า ท่างขะโนมา ขวัญเจ้าอย่าไป เป๋นเพื่อนพญาอยู่ในเรื่องนาค ขวัญเจ้าอย่าไปฝากฟ้าหกสวรรค์ ขวัญเจ้าอย่าไป สงวนม่วนเล่น ชุอยู่ในเทศท้อง โขงเขตห้องเมืองไกล ขวัญเจ้าอย่าไปร้องร่ำไห้อยู่วอย ๆ ขวัญตีนรอยก็หื้อมา อยู่เนื้อ ขวัญติดเสื้อผ้าก็หื้อมาอยู่ ตัว ขวัญหัวก็หือมาอยู่งามแง่ ขวัญแหล่ก็หื้อมาอยู่แหล่งามงาม ขวัญขาก็หื้อ มาอยู่ขาตั้งคู่ ขวัญหูดังคางขวัญ แก้ม จุ่งหื้อรีบเร็วพลันมาเตื่อมแง จุ่งหื้อมาอยู่ดังอยู่แก้มเป๋นอาจิน ขวัญตีน นายอันท้องเที่ยวผ้าย ขวัญที่ยก ย่างย้ายก็หื้ออยู่ที่ไผที่มัน จุ่งอยู่ยืนยงเที่ยงเท่าเตอะเนอ เมื่อเรียกขวัญเสร็จแล้ว ก็ให้ผูกมือพร้อมว่า ดังนี้“ศรี สวัสดี สิริโยค อุตตะมะโชคมากเนืองนองเงินคํามีหลายกองบ่อรู้ค่าย ข้าจักผูกมือซ้ายเจ้าไว้บ่หื้อ ขวัญเจ้าหนี จักผูกหื้อขวัญเจ้าอยู่ดียิ่งกว่าเก่า จักผูกขวัญเจ้าเล่าไว้กับตน จักผูกด้วยฝ้ายมงคลอันวิเศษฝ้ายขาว เทศอัน บริสุทธิ์ ฝ่ายอันคนมนุษย์หาใช้อุปโภค เส้นฝ้ายมนุษย์ษะโลกหากลือแพง แม่หลักผูกเพกผูกแสงก็ หมั้น บ่สั้นบ่ ยาวมอง พอผะหมาน แม้นจักผูกช้าเพลายสารก็อยู่ ผูกเอางัวควายขี้ลูกก็พน แม่นจักผูกมือหื้อคน หายพยาธิ ดีกว่าเชือกชะบ้วงบาตรแห่งพญานาค ตนชื่อว่าวิรูปักขะ ฝ้ายเส้นนี้มีอานุภาพแคว้นวิเศษ อัน ประกอบด้วยสา ถะเพดอันได้แต่เมืองตะกะศีลามา ข้าจักผูกขวัญเจ้าไว้บ่หื้อใหลคล้า ข้าจักผูกแขนนายเบื้อง ซ้ายไว้บ่หื้อขวัญ เจ้าหนี ไปอยู่จีนผีในป่า บ่หื้อขวัญเจ้าล่าเดินดง บ่หื้อขวัญล่าหลงไปแอ่วเหล้น บ่หื้อตื่นเต้น ตกใจ บ่หื้อไปอยู่ กลางดงไพรในป่าเถื่อน บ่หื้อไปเป๋นเพื่อนแรด ช้างและเสือหมี บ่หื้อขวัญเจ้าไปอยู่จิ่มผียักษ์ ผีเย็นตัวใหญ่ ข้า จักผูกขวัญเจ้าไว้หื้อเป็นมงคล คือแขนดวงผาเสริฐ แขนข้างามล้ำเลิศเหมือนดังลอดเงินดี มี เล็บยาวขว้าง เหมือนดังงาช้างเอราวัณ สัพพะภัยยะมีร้อยและพันแสนล่าหรือหลิ่งค้อยพ่าฉิบหายปลายมือเจ้า เป็นอาวุธห้า เยื่องรักษาตน สัพพอนทราย ก็หรือหายพาดเหมือนดั่งน้ำกลิ้งตกจากใบบัวนั้นแท้ดีหลี หื้อเจ้าได้ อยู่ดีมีฑีฆา อายุมั่นยืนยาวนั้นยุ่งจักมี อมพุธโธ รกขิตติ ธมโม รกขิตติ สังโฆ รกขิตติ ลมพนังมหาพนัง อม สวาหะ” หลังจากผูกมือซ้ายเสร็จให้ผูกมือขวาอีก แล้วกล่าวดังนี้“อะชะในวันนี้ ก็เป๋นวันดี ศรีไชยโชค วันนี้ก็เป๋นวันพ้น โทษโศกา ข้าจักผูกมือขวาแห่งเจ้า จักผูกมือ ไว้เล่าด้วยฝ้ายอันบริสุทธิ์ เพื่อหื้อเป๋นมงคล หื้อพ้นจากกังวนทุก สิ่ง หรือขวัญเจ้าอยู่หมั้นยิ่งกับตนแท้ดีหลี หรือหมั้นเหมือนดั่งปะฐพี อันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ หื้อหมั้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๘ เหมือนดังดอยหินหนักได้แสนโกฏิสัง คะหยา หื้อหมั้นเหมือนกันทะมาทะนะสะอาดหื้อหมั้นเหมือนดังเขาแห่ง พระยาอินทร์ตาธิราช หื้อหมั้นเหลือ ขนาดเหมือนดังหินปันดูกําพะระศีลาแห่งพระยาอินทร์ตาธิราช หื้อหมั้น เหลือขนาดเหมือนดั่งเสาอินทะขิน อันฝังไว้หมั้นบ่รู้ คลาใคล หื้อหมั้นเหมือนมหินสีมา อันพระสังฆเจ้าหากปลูก ไว้ ข้าจักผูกมือเจ้านี้ไซ้ หรือ เจ้าได้อยู่สุขสบาย ปลายมือเจ้ามีห้ากิ่ง หรือมีเดชะยิ่งกว่าดาบศรีกัณซัย กับเจ้า เหยียดมืไปทางใดก็หื้อผีกลัว เหมือนใจจะขาด สัพพพยาธิเจ้าก็หื้อหาย คลายจากต๋นตัวเจ้าไปเสียวันนี้ยามนี้สั้น จุ่งจักมีแท้ดีหลีเตอะ ” ในขณะที่หมอจะประกอบพิธีเรียกขวัญตามความเชื่อของหมอบางรายจะทําการปัด เคราะห์ให้ผู้ป่วย ก่อนประกอบพิธีในบางอาจารย์จะทําการปัดเคราะห์ก่อนทําการป้อนข้าวขวัญหรือช่วงกลาง บทสวด เมื่อ เสร็จแล้วก็ทําการผูกข้อมือผู้ป่วย และให้พรแก่ผู้ป่วย สําหรับขั้นตอนการสู่ขวัญหรือพิธีป้อนข้าว ป้อนน้ำป้อนเหล้าจะกระทําภายหลังการประกอบพิธี เรียกขวัญเสร็จโดยจะป้อนเป็นคํา ๆ ใส่ในฝ่ามือของ ผู้ป่วยหลังจากป้อนข้าวป้อนน้ำเสร็จผู้ป่วยก็จะนําข้าว นั้นไปใส่ไว้ใน “กวกข้าว” ที่เตรียมไว้ในชฎาขวัญ หลังจากนั้นหมอผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะทําการผูกข้อมือ แก่ผู้ป่วยถือเป็นอันเสร็จพิธีเรียกขวัญผู้ป่วย หลังจาก เสร็จพิธีทั้งหมดก็จะนําชฎาขวัญ เสื้อผ้าของผู้ป่วยขวัญวางไว้ตรงเหนือที่นอนของผู้ป่วย ๓ วัน ๗ วัน และนํา ข้าวที่ป้อนขวัญที่อยู่ในผ่ามือหรืออยู่ใน “กวกข้าว” ให้นําไปฝากกับปู่ดําย่าดํา (เตาไฟหม้อ นึ่งไหข้าว)โดยให้ กล่าวคําโวหารดังนี้“บัดนี้ข้าพเจ้าจะได้เอาข้าวขวัญที่มาอยู่กับเจ้าของเหล่านี้มาฝากกับปู่ ดํา ย่าดํา ให้ได้ปก ปักรักษาและขอให้หายจากการเจ็บป่วยส่วนของเศษของเหลือเหล่านี้จะขอนําไปกินเสีย ” หลังจากนั้นจึง สามารถนําเอาเครื่องบูชาต่าง ๆ มารับประทานได้ องค์ประกอบ/เงื่อนไข/ปัจจัยที่จะต้องปฏิบัติ ๑) การจัดเตรียมเครื่องชฎาขวัญจะต้องให้ครบตามจํานวนที่หมอผู้ประกอบพิธีกรรมกําหนดให้ ๒) หมอผู้ประกอบพิธีกรรมจะต้องกล่าวคําโวหารให้ครบตามบทและวรรคของการเรียกขวัญ ๒. การเรียกขวัญหยิบข้าว ๒.๑ ประวัติความเป็นมาของการเรียกหยิบข้าว การเรียกขวัญหยิบข้าว เป็นพิธีกรรมที่มักจะทําเพื่อ เป็นการเสี่ยงทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ซึ่งอาการของผู้ป่วยที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยพิธีกรรมเรียก ขวัญหยิบข้าวส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บป่วยโดย ไม่ทราบสาเหตุ เช่น เมื่อรอยขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีอาการ เบื่ออาหาร เศร้าซึม นอนไม่หลับ สามวันดี สี่วันไข้ ซึ่งอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ตามความเชื่อของหมอเมืองเชื่อว่า ขวัญของผู้ป่วยได้ถูกกักขังโดยผีสาง นางไม้ หรือได้ไปตกหล่นอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งและกลับคืนสู่ร่างไม่ได้ จึงทําให้ เจ้าของขวัญมีอาการเจ็บป่วย ดังนั้นจึงต้องทําการเรียกขวัญหยิบข้าวเพื่อตรวจสอบว่าขวัญนั้นได้เข้ามาอยู่ใน ร่างของผู้ป่วยครบหรือไม่ ซึ่งหมอผู้ประกอบพิธีจะทําการเสี่ยงและตรวจสอบโดยการทํานายจากเมล็ด ข้าวเปลือกที่ผู้ป่วยหยิบขึ้นมาแต่ละครั้ง ซึ่งหากผู้ป่วยหยิบข้าวขึ้นมาแล้วครบคู่ภายใน ๑-๒ รอบของการกล่าว บทสวดอ้อนวอนของหมอผู้ ประกอบพิธีกรรม ก็ถือว่าขวัญของผู้ป่วยได้กลับมาอยู่กับร่างของผู้ป่วยแล้ว แต่ถ้า หากผู้ป่วยหยิบข้าวขึ้น มาแล้วไม่ครบคู่ก็ถือว่าขวัญของผู้ป่วยยังมาไม่ครบจะต้องทําพิธีเรียกขวัญให้กลับคืนสู่ ร่างต่อจนกว่าขวัญนั้นจะมาครบทั้ง ๓๒ ขวัญ ๒.๒ ขั้นตอนและวิธีการเรียกขวัญหยิบข้าว ขั้นตอนแรกของการเรียกขวัญหยิบข้าวคือ การจัดเตรียม วัสดุอุปกรณ์ เช่น บายสีหรือชฎาขวัญ ๓ ยอด มี ๖ กาบ ในชฎาขวัญ ๓ ยอด ประกอบด้วย ดอกไม้ ของหอม และอุปกรณ์ในการแก้บน เช่น ไก่ต้ม ๑ ตัว ไข่ ๑ ฟอง เหล้า ๑ แก้ว น้ำ ๑ แก้ว กล้วย ๑ ลูก ข้าวสุก ๑ ปั้น ข้าวต้ม ขนม ข้าวปลาอาหาร เมี่ยง บุหรี่ ของส้ม ของหวาน หมาก เทียน ๓ เล่ม ใส่ตรงยอดทั้ง ๓ ยอด ด้าย สายสิญจน์ ๕, ๗, ๙ เล่ม เสื้อผ้าของผู้ป่วย น้ำส้มป่อย ๑ แก้ว สําหรับการส่งเคราะห์ ปัดเคราะห์ ปัดภัย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๙ ข้าวเปลือก ๑ ถ้วย สําหรับขันครูจะแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ขัน ๘ และขัน ๑๖ ดังนี้ ขัน ๑๖ ประกอบด้วย สวย หมาก ๘ สวยพลู ๘ สวยดอก ๘ สวยเทียน ๘ หมาก ๘ ขด ผ้าขาว ผ้าแดง เทียนคู่บาท เทียนคู่เฟื้อง เบี้ย พันสาม หมากพันสามม ซึ่งเครื่องใส่ขันครูต่าง ๆ เหล่านี้ ญาติผู้ป่วยจะเป็นผู้จัดเตรียมรวมแล้วเรียกว่าขัน ๑๖ ซึ่งจะต้องใส่วัตถุ (เงิน) ๓๖ บาท ส่วนขัน ๘ ประกอบด้วย สวยหมาก ๔ สวย สวยพลู ๔ สวย หมาก ๔ ขด หมากหัว พลูมัด และอื่น ๆ คล้ายคลึงกับขัน ๑๖ แต่จะลดจํานวนให้เหลือเพียง ๔ อย่าง ซึ่งทั้งหมดรวมเรียกว่า ขัน ๘ ซึ่งจะต้องใส่วัตถุ (เงิน) ๑๕ บาท เมื่อเตรียมเครื่องชฎาขวัญและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสี่ยงทายพร้อมเครื่อง ขันครูเสร็จเรียบร้อย หมอผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะทําการประกอบพิธีกรรมตามลําดับขั้นตอน โดยหมอผู้ ประกอบพิธีกรรมจะเริ่มจากการยกขันครู เพื่อทําการระลึกถึงคุณของครูบาอาจารย์ก่อน หลังจากนั้นก็จะให้ ผู้ป่วยมานั่งและประเคนชฎาขวัญแก่หมอ เมื่อหมอรับชฎาขวัญแล้วจึงทําการสวดอ้อน วอนโดยการคําโวหาร ดังนี้“สาธุ สาธุปิ๊ดสะนู ครูบาอาจารย์เจ้าตั้งมวลบัดนี้หมายมี (ระบุชื่อผู้ป่วย)ก็มาอาบองค์ทะรงค์พยาธิ ไข้หื้อฮู้ หื้อหาย จุงตกแต่งแป๋งยังขอบขันมีตั้งบุผาลางข้าวตอกดอกไม้ลําเตียน เตียนน้อยสี่กู่ เล่มบาทเพี้ยงกู่ หมากปู่สี่ สวยสี่ขดสี่ก้อมสี่ร้อยสี่ไหมผ้าขาวผ้าแดง วัตถุเครื่องหนึ่ง ข้าวสารถ้วยหนึ่งข้าวเปลือกถ้อยหนึ่ง เหล้าห้าฮ้อยมา แป๋งขอบแป๋งขัน ข้าขออันเจินปิ๊ดสะนูครูบาอาจารย์เจ้าตั้งมวลเป็นต้นตนว่า ครูเก้า ครูปลาย ครูลุก ครูนั่ง ครู สั่ง ครูสอน ครูไปก่อนหน้าตามหลัง ครูไปปางซ้ายปางขวา ครูกะตํามังกะระกําอันเฮียกเข้า ฮ้องขวัญแม่นว่า ๓๒ ขวัญ ตั้งมวลไปตก เสียในดงหลวงในป่าไปอยู่ต่าน้ําและวังผาไปอยู่ยังต่งและนาข้าวกล้า ก็หื้อมาแม่นไปอยู่ วันตกและวันออกคอกใต้หนเหนือ ข้าขออันเจินปิ๊ดสะนูครูบาอาจารย์เจ้าไปเฮียกฮ้องหื้อ มาพร่ำพร้อมบะระ มวลหือได้มาพร้อมเสี้ยงกู่ขวัญแต้ดีหลีเตอะ” “อมสิทธิกาล กาลานะสิมะหานะกะระกุรุติสะมาโมกขาสิทธิมะ มะวิอุระถะกายะศิริรัตตัง อะตุ ระสัมภาเนถะปัญญานะโมพุทธายะ ทะสะปะสิทธิ อะจะโสอะจะในวันนี้ก็เป็น วันดีสลีวันโจ๊ก เป็นวันอุตะ มะโจ๊กหมดสดใสเป็นวันไตรโปรดยิ่ง ลือเรื่องใส่งามบอเศร้าปี่น้องตังหลายบอจารีต ผิดขีดข้องยังหอแป๋ง จ่างแสงดูอาจดูวิราชเป่งนักหนาขอเจินขวัญเจ้ามาสมสู่หื้ออยู่กับตนอย่าไปเมาวนตกยาก เครื่องย่อง หลากหลายพันจวนจับมันจะจอนอย่าแลอ่อนมีอาวรอันกวนกิราชเพื่อหื้อมาอยู่กระวานรีบเต้นมา เป็นมงคล อันใหญ่สนุกใจ๋สารมารถภะสะกาล จุงจดถี่บอฮู้ตี่บดบังเครื่องครัววางหลากชํามีพร่ําพร้อมมาก นักหนา ขวัญ ใดบอมาข้าก็จักเฮีอกหื้อมาพร้อมเสี้ยงแม้นว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าไปตกอยู่ป่าไม้ดงต้นใหญ่กว้าง เป็นเปื่อนแรด ร้างเสือหมี แก๋มนางนีอยู่ยังต้นไม้ก็หื้อมาแม่นว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าไปเซาะไซ้ตวยปู่ เผิงเอาเกสร ตี่ดอกคุณอ่อน ก็หื้อแม่นว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าไปป่ายกับเปรตหน้ายัก สู่เมืองนาค ก็หื้อมาแม่นว่า ๓๒ ขวัญเจ้า ไปร่องเรือแปอยู่ ยังสมุทร กงคาใหญ่กว้างต่าน้ำก็หื้อมาแม่นว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าไปอยู่ในอะกันนิกาฟากฟ้า แหล่งหล้าเมือง สวรรค์ก็หื้อมาแม่นว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าไปอยู่ปื้นเสาสะตะบัน ๗ ยอดตี่แก้วจอดเหลืองงาม เหยี่ยวว่าจ่อยราง ข้าวสารโลบัวดีดอกป้านคิวบานซ้อนสร้อย มีตังดอกจังกอนอุบลบานเบ่งสร้อยขวัญจืนจอยอ ย่าหลงไหลอย่า ไปเน้อขวัญเจ้าบอประเสริฐเหมือนจุมปูโลสาสารคนเฮานี้หนาดูกันตานรุ่งวันขั้นนั่งนอนยืนใคร่ ค่าบนั้นเป็น อุตะมะจาติเจียงคานเป็นกาลอันวิเศษเหตุนั้นเจ้าอย่างละคาบไว้เศร้าหนี้บ่อดีละเจ้าเหตุว่าได้กับ เก้าสาสารเจ้า อย่างป๋งวางลิลาเจียนจากเจ้าเกิดมาเป็นคนนี้ยากนักหนาหย่อนกําผาถะนาบอได้มาจอมแก้วตั้ง สามหมื่น ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าหื้อมาอยู่กิ๋นอยู่ตานเตอะเจ้าอย่าว่าจักร้องหล่ําหน่ายตนตัวหนีจากตนเจ้าไปไกลข้า ขอ ๓๒ ขวัญ แห่งเจ้าอย่าไปสนุกเมืองสวรรค์ม้วนเล่นกับหมู่แม่ยักษ์ผีเย็นตามอย ตั้งขวัญเจ้าอย่าไปหลงไพรวัง อยู่ยังวันวัง ยานน้ำเป็นเปื่อนกุ้งและปูปลาขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ยังนาและบวกน้ําขวัญเจ้าอย่าไปอยู่ยังเถื่อนถ้ําเป็น เปื่อนงู และฮั้งคาว ขวัญเจ้าอย่าไปเย็นหนาวอยู่ขอบฟ้าจักร์วาลอันเป็นตี่เจียกจานไปด้วยเปรตจุงหื้อมาอยู่ ฮ้องต๊องแต็ดเมืองคนขวัญเจ้าอย่าไปเมาวนอยู่ต่างคล้ายหื้อปากันยกย้ายหย่างเข้ามาหาตัวตนสะปะอันตรายหื้อ หาย จากเจ้าหื้ออายุเจ้ายืนยาวปอร้อยซาวขอบข้าวจุงหื้อมีสุกเตียงเต้าทีคาก่อนเตอะ” “ตองตะติงสากาโยอัน ว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าอะกะใสยังจงจักเข้ามาติถะหิจุงมาตั้งอยู่ในกาเยในตนตัว แห่งเจ้าปะริพระสัยยะอันว่า ๓๒
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๐ ขวัญแห่งเจ้าจงจัดมั่นยังพริกขาปิ๊ดตังยังข้าวน้ำโภชนาอาหารอันปิดตามารดา ป่อแม่แห่งเจ้าหากแป๋งสะบอก ข้าวมาหาแป๋งสดามาสู่หื้อ ๓๒ ขวัญแห่งเจ้ามากิ๋นตุกอย่าง อย่าลอหือมากิ๋นตุ คออย่าเว้นแด่เต๊อะขวัญเหย สม สนิทถ้อยจวนผู้ข้าตังหลายก็หาตกแต่งไว้บอระม้วนมีตังดอกตวงบุผามีตั้งผา กาสาสะโบกฝืนปักกว้างแหบใย คานแต่งไว้แล้วหลายประการมีตกอันมาสร้างมีตั้งดอกสะลัดสะแห้ง แก้ว ดวงใสมีตั้งสุรานีสะเตี้ยงซ้อนเกี๋ยง กาบจ้อนมะณีวันมีตั้งจําปาจําปีมะลิราจานต่อนกาปองเกี๋ยงพาสะบันงา ดอกสอนหอมอ่อนอ้อยกะนาดมีตั้ง ดอกเกดสนาจันมันตั้งถ่อยสะปะถะมาตั้งไว้เป็นถ่อยวอนมะโนจารสตัด หมากไว้เป็นขดมีตั้งกู่คําและหมากแลบ สีเสียดสุกหอมพร่าพร้อมหากมีเครื่องงามมีตั้งข้าวต้มและข้าวนม กิ๋นเครื่องสะปะถะกํากิ๋นมีตั้งตุกอันมีตั้งปลา ยําและปลาส้าข้าจักบาเอาขวัญเจ้ามามาก่อนเต๊อะ ” “ตองตะติงสากาโยอันว่า ๓๒ ขวัญแห่งเจ้าจุงจัดมาอยู่ เฮียนหลังหลวงเก้าห้องตี่ข้าฮ้องขอถูกต้อง ๒.๓ การช้อน (ซ้อน) ขวัญ การช้อนขวัญจะทําเมื่อบุคคลหนึ่งได้สะดุ้งตกใจกับเหตุการณ์อย่างใดอย่าง หนึ่งจนก่อให้เกิดอาการ เจ็บป่วย หรือบุคคลผู้นั้นได้ไปประสบอุบัติเหตุตกรถ ตกต้นไม้จนทําให้ได้รับบาดเจ็บ สาหัส จึงต้องทําการช้อนขวัญเพื่อที่จะให้ขวัญได้อยู่กับเนื้อกับตัว การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการช้อนขวัญจะประกอบด้วย ด้ายสายสิญจน์ ข้าว ๑ ปั้น กล้วย ๑ ลูก หมากก้อม พลูใบ ทํา “กวก” แล้วนําเครื่องเซ่นเหล่านี้ใส่ใน “กวก” แล้วนําไปใส่ไว้ใน “แซะ” หรือ “เหิง” ที่ จะนําไปช้อนตรงจุดที่คิดว่าขวัญตก แล้วกล่าวคําโวหารเพื่อบอกกล่าวต่อแม่ธรณีเจ้าที่ ดังนี้“บัดนี้ผู้ข้าพเจ้าได้ นําหมากกําปูใบมาเพื่อมาบอกว่า นายดํานายแดง ได้มาตกต่าวตรงบริเวณนี้ทําให้ ได้ตกใจข้าวขวัญได้ตกหาย อยู่ที่นี้ก็ดี บ่าเดี่ยวนี้ก็ขอหมากกําปูใบมาพึแม่ธรณีเจ้าตีหรือผีต๋ายฮ่า ต๋ายโหงก็ดี ได้กําข้าวกําขวัญของ นายดํา นายแดงไว้ขอบอกขอกล่าวขอป่อยขวัญให้ไปอยู่กับตนกับตัวกับหัวกับเก้าของ นายดํานายแดงจิ่มเตอะ” แล้ว จึง “แซะ” หรือ “เหิง” ช้อนเอาขวัญ หากได้เศษไม้เศษหญ้าติดมาก็นําเอาสิ่งนั้นมามัดข้อมือของ ผู้ป่วย การ ช้อนขวัญสามารถทําได้ทั้งหญิงและชายไม่มีข้อจํากัดแต่อย่างใด ทั้งนี้การช้อนขวัญจะต้องจัด เครื่องเซ่นให้ครบ และจะกล่าวคําโวหารในการช้อนขวัญต่อเจ้าที่แม่ธรณีหรือผีสางที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ในประเพณีการฮ้องขวัญ เราอาจสรุปได้ว่า ขวัญ ก็คือกำลังใจของคนเรานั่นเอง อย่างการเรียกขวัญ ของคู่บ่าวสาว ในการแต่งงานนอกจากจะมุ่งให้กำลังใจแล้วยังเป็นการสั่งสอนให้มีการครองรักครองเรือนแก่คู่ สมรสอีกด้วย และเช่นการฮ้องขวัญนาค ในงานบวช เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกรักและกตัญญูต่อบุพการี ประพฤติตนอยู่ ในกรอบพุทธวินัยอย่างเคร่งครัดนั่นเอง การฮ้องขวัญให้กับผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ผอมเหลืองกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นเวลาหลายวัน หรือสะดุ้งตกใจกลัวเมื่อพบเห็นสิ่งที่หวาดเสียวน่ากลัว และประสบปัทวเหตุสยดสยอง อาจ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๑ ทำให้ขวัญหนีดีฝ่อเหล่านี้ ญาติพี่น้องจะช่วยกันจัดแต่งขันตั้งเครื่องบายศรีเพื่อฮ้องขวัญให้กับผู้ประสบเหตุนั้น เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจและเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้นั้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๒ - การแต่งงาน ประเพณีแต่งงานแบบล้านนา เป็นวัฒนธรรมที่งดงามแฝงไปด้วยคติความเชื่อ และศีลธรรมแห่งการ ครองเรือน เพื่อครองชีวิตคู่อย่างมีความสุขตามกรอบจารีตประเพณีล้านนา เมื่อบ่าวสาวถึงวัยอันควร ดังคำ โบราณล้านนากล่าวไว้ว่า ไม้ดีผ่า ป่าดีเผา คือ พร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ คุณสมบัติที่จะมีครอบครัวได้ และเมื่อรัก ชอบพอกัน เรียนรู้คบหากันมาได้สักระยะหนึ่ง ด้วยความยินดีรักที่มีต่อกัน และได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ทั้งสอง ฝ่าย ให้อยู่เป็นสามีภรรยาครอบครัวผู้ที่พร้อมด้วยทรัพย์ จึงจัดพิธีแต่งงาน เพื่อเป็นพิธีเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยเชิญ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย และเพื่อนบ้านของทั้งสองฝ่ายมาเป็นสักขีพยาน จัดพิธีพิธีแต่งงาน หรือเรียกว่า กินแขก เนื่องจากมีแขกเรื่อจำนวนมากมาร่วมงานกินเลี้ยงและอวยพรบ่าวสาว เนื่องในงานแต่งงาน การเริ่มต้นชีวิตคู่ของชาวบ้านทั่วไปตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ซึ่งอาจจะมีอยู่ในบางท้องที่ อาจจะไม่มีการจัดพิธีแต่งงาน เมื่อบ่าวสาวรักชอบพอกันแล้ว บ่าวสาวจะแจ้งแก่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายทราบ ฝ่าย ชายนำเงินมาใส่ผี กราบไหว้ขอขมาบรรพบุรุษ คือผีปู่ย่า โดยฝ่ายชายเป็นผู้หาฤกษ์ยามมงคลมาอยู่บ้านฝ่ายสาว พร้อมกับสะพายดาบ และผ้าป๊ก (ถุงเสื้อผ้า) เดินทางมาอยู่อยู่บ้านหญิงสาว เรียกว่า เอาผัว เอาเมีย ตามแบบ พื้นบ้านล้านนานั้น มิได้ถือเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าจัดพิธีแต่งงานนั้นนิยมในหมู่ผู้มี ฐานะคหบดีเจ้านาย เนื่องจากมีพิธีการและใช้เงินทองเป็นจำนวนมาก พิธีการแต่งงาน จะนิยมจัดที่บ้านของฝ่ายหญิง เนื่องจากธรรมเนียมล้านนา นิยมให้ผู้ชายไปอยู่กับ ผู้หญิงที่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิง ดังนั้นเมื่อรักใคร่ชอบพอกัน และฝ่ายชายให้ผู้ใหญ่มา จาเทิง (จ๋าเติง) หมั้นหมาย กันไว้แล้ว จากนั้นฝ่ายชายจะหาฤกษ์งามยามดี เพื่อจัดพิธีแต่งงาน การแต่งงานจะต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ได้แก่ ๑. การเตรียมบ้านของฝ่ายหญิง เตรียมที่นอน หมอน มุ้ง เตรียมห้องหอ ในอดีตหญิงสาวจะต้องทอผ้า ขึ้นเพื่อทำเป็น สะลี ทอผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอน เตรียมไว้ พอใกล้วันแต่งงานก็จะต้องตกแต่งบ้านให้สะอาด เรียบร้อย ประดับด้วยดอกไม้ต่าง ๆ ๒. การบอกกล่าวให้กับคนในชุมชนมาร่วมงาน โดยพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย จะเชิญแขกเรื่อฝ่ายตนเอง ให้มาร่วมงาน บอกล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ สัปดาห์ ๓. การเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงแขก กลุ่มแม่บ้านพ่อบ้านจะช่วยต้องช่วยกันทำ ๔. ฝ่ายชายจะต้องเตรียมขบวนแห่ขันหมาก และเครื่องประกอบพิธีแต่งงาน ประกอบไปด้วย ได้แก่ หีบผ้าใหม่ ดาบ ถุงย่าม ขันหมาก ขันไหว้ ต้นกล้วย ต้นอ้อย อย่างละ ๑ คู่ ขันสินสอด ขันหมั้น สิ่งของเหล่านี้ เป็นของที่จะต้องเตรียมมาในวันแต่งงาน โดยอาจจะมีการจัดขบวนแห่อย่างเอิกเกริก จากบ้านเจ้าบ่าวมายัง บ้านเจ้าสาว ๕. ทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่ในเช้าวันแต่งงาน พิธีการนี้จะต้องให้ปู่อาจารย์เป็นผู้ประกอบพิธี ส่วนเครื่องพลี กรรมในพิธี อาจจะช่วยกันทำ หรือให้ปู่อาจารย์ผู้ประกอบพิธีเป็นผู้จัดเตรียมให้ การขอเขย ในเช้าวันแต่งงาน เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด ฝ่ายเจ้าสาวจะไปขอเจ้าบ่าวเรียกว่า ไปขอเขย โดย มีผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนที่ช่างเจรจานำคณะไปขอเจ้าบ่าวที่บ้านเจ้าบ่าว ขอเขย การขอเจ้าบ่าวจะต้องมีพาน ดอกไม้ธูปเทียนไปพูดเชิญด้วยถ้อยคำอันเป็นมงคลเพื่อเชิญผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวนำคณะญาติมิตรและตัวเจ้าบ่าว แห่ขบวนขันหมากไปยังบ้านเจ้าสาวให้ทันตามกำหนดเวลาฤกษ์ การขอเจ้าบ่าวมักจะไปขอกับพ่อแม่เจ้าบ่าว โดยกล่าวคำมงคลว่า มาวันนี้ก็เพื่อมาขอเอาแก้วงามแสงดี มาไว้เป็นมงคลบ้านโน้น ทางพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าว มี ขันข้าวตอกดอกไม้และขันหมากเป็นเครื่องต้อนรับ และกล่าวฝากตัวลูกชายไปเป็นลูกเขยว่า ลูกชายข้าก็รักดั่ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๓ แก้วดั่งแสง จะร้ายดีอย่างใด ก็ขอได้ช่วยสั่งช่วยสอนเขาเทอะ พิธีขอเจ้าบ่าวนี้ ถ้าเจ้าบ่าวอยู่ในบ้านเดียวกันกับ เจ้าสาว จะใช้วิธีเดินเท้าไปเป็นขบวน แต่ถ้าอยู่คนละบ้านอาจจะโดยสารโดยรถยนต์ หรือนำคณะไปพักอยู่บ้าน ญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านเดียวกันบ้านเจ้าสาว การแห่ขบวนแห่ขันหมาก เมื่อถึงวันแต่งงาน เจ้าบ่าว และญาติพี่น้อง พร้อมทั้งแขกเรื่อฝ่ายเจ้าบ่าวจะตั้งขบวนแห่ขันหมากมี เครื่องประกอบขบวนโดยนำขันดอกไม้นำหน้า ตามด้วยบายศรีที่อาจทำมาแต่บ้านเจ้าบ่าว หรือบ้านเจ้าสาวทำ บายศรีไว้แล้ว ขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องสะพายดาบ อันเป็นเครื่องหมายแห่งชาย ชาตรี และตามมาด้วยขันหมั้น ขันหมาก หีบผ้า หน่อกล้วย หน่ออ้อย เป็นต้น ในขบวนมีกลองซิ้งม้องกับปี่แนตี บรรเลง เพื่อให้เกิดความครึกครื้นในขบวน ส่วนแขกที่ร่วมงานจะเดินในขบวนแห่ขันหมาก ไปหาเจ้าสาวยัง บริเวณพิธี เมื่อพร้อมแล้วทางฝ่ายเจ้าสาว จะส่งตัวแทนไปเชิญขบวนแห่ฝ่ายเจ้าบ่าวเข้าบ้าน เมื่อขบวนแห่ มาถึงพิธี เจ้าสาวจะออกมารอรับเจ้าบ่าว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะไปหาเจ้าสาวได้จะต้องเจราจา ขอผ่านประตูที่ใช้เข็ม ขัดกั้นประตูแรกก่อน เรียกว่า ประตูเงิน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องตอบคำถามและจ่ายเงินให้ฝ่ายเจ้าสาว เพื่อให้คนกั้น ประตูปล่อยให้เข้าไปในประตูอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า ประตูทอง จากนั้นก็ต้องตอบคำถามและจ่ายเงิน จึงจะไปพบ เจ้าสาวได้เมื่อเจ้าบ่าวผ่านประตูเงินประตูทองเข้ามาในพิธีแล้ว ลำดับต่อไปเจ้าบ่าวเจ้าสาวไหว้พ่อแม่ทั้งสอง ฝ่าย พ่อแม่พาเจ้าบ่าวเจ้าสาวพาไปส่งบริเวณทำพิธี การเรียกขวัญและผูกข้อมือบ่าวสาว โดยให้หญิงนั่งซ้าย ชายนั่งขวา แขกผู้ใหญ่หรือพ่อแม่แต่ละฝ่าย หรือปู่อาจารย์ เป็นผู้สวมฝ้ายมงคล ที่ ศีรษะของทั้งสองคนโยงคู่กันและปู่อาจารย์หรือผู้ประกอบพิธี เป็นผู้เรียกขวัญคู่บ่าวสาวให้รักกันยืนนานชั่วชีวิต เป็นภาษาล้านนาที่มีทำนองไพรเราะอ่อนหวาน เรียกขวัญและผูกข้อมือบ่าวสาว ปู่อาจารย์ทำพิธีปัดเคราะห์ เพื่อให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขปราศจากโรคภัยและอุปสรรคทั้งปวง ญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่เจ้าสาวจะ เป็นผู้มัดมือและอวยพรคู่บ่าวสาวก่อน ตามด้วยญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่เจ้าบ่าว ต่อจากนั้น เป็นญาติสนิทมิตร สหายของทั้งสองฝ่าย การผูกข้อมือ ใช้ฝ้ายดิบ หรือเรียกว่า ฝ้ายไหมมือ ในสมัยโบราณจะทำโดย ฝ้ายต่อง คือด้ายที่ปั่นไว้ และนำไปขึงกับ เปี๋ย มิให้ม้วนพันกัน จากนั้นนำด้ายมา ล้วง ทำเป็นฝ้ายมัดมือ การผู้ข้อมือหรือมัดมือคู่บ่าว สาว จะต้องกล่าวคำอวยพรให้แก่บ่าวสาว เช่น หื้อรักกัน แพงกัน หื้อเจริญก้าวหน้า ริมาค้าขึ้น พลันมีลูกเต็ม บ้าน มีหลานเต็มเมือง ด้ายมงคลที่ใช้ในการคล้องศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว จากนั้นก็จะมอบซองเงินให้กับคู่บ่าว สาวใส่ในขันสลุง ถ้าเป็นแขกผู้ใหญ่ คู่บ่าวสาวก็จะมอบของไหว้ให้ เป็นการตอบแทนของรับไหว้ที่มอบให้เช่น ขันเงินขนาดเล็ก หรือ ของชำร่วยที่เตรียม หลังจากนั้นแล้ว ปู่อาจารย์จะเป็นผู้ถอดฝ้ายมงคลออก เป็นอันเสร็จ พิธี การเรียกขวัญแต่งงาน เป็นการสร้างพลังและกำลังใจ และยังเป็นการเตือนสติให้ผู้ได้รับการเรียกขวัญ ด้วยว่า ในวาระนั้น ๆ ผู้ได้รับการเรียกขวัญกำลังมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ซึ่งกำลังย่างเข้าสู่ชีวิตแบบหนึ่ง จึง เป็นการเตือนเพื่อให้เกิดสติ คือ ความรู้ตัว รู้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นผู้ครองเรือน เป็นพ่อเรือนแม่เรือน จะต้อง ประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับชีวิต มีความเชื่อว่า คนเรามีขวัญอยู่ ๓๒ ขวัญ อยู่ประจำอวัยวะต่าง ๆ ประจำตัว เพื่อปกปักรักษาผู้เป็นเจ้าของขวัญให้มีความสุข ไม่เจ็บป่วย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกาย จะมีผล ทำ ให้ผู้นั้นเกิดการเจ็บป่วย มีความทุกข์หรือเกิดผลร้ายต่าง ๆ ดังนั้น เพื่อให้ขวัญอยู่ที่เดิมจึงจำเป็นต้องจัดพิธีทำ ขวัญ หรือ เรียกขวัญ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๔ การส่งตัวเข้าห้องหอ ก่อนส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอ จะต้องมัดมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวติดกันก่อน โดยมีพ่อแม่หรือบุคคลที่ เคารพนับถือ บุคคลที่มีชื่อเป็นมงคล เป็นผู้จูงคู่บ่าวสาวเข้าห้อง โดยต้องนำบายศรีหน้า ตามด้วยน้ำบ่อแก้ว คือสลุงที่ใส่เงินทองที่ผู้มาร่วมงานได้มอบให้ตอนมัดมือบ่าวสาว การจุงเข้าห้องโดยญาติฝ่ายเจ้าสาวจูงมือ เจ้าสาว ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจูงมือเจ้าบ่าว ซึ่งบนเตียงนอนมีกลีบดอกไม้โปรยไว้ พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่แต่งงานครั้ง เดียว และอยู่ด้วยกันเจริญก้าวหน้า เป็นผู้นอนเป็นตัวอย่างแล้วให้ทั้งสองต้องนอนด้วยกันเป็นพิธีและมีการให้ โอวาทในการครองเรือน เรียกว่า สอนบ่าว สอนสาว เช่น ให้ผัวเป็นแก้ว เมียเป็นแสง บ่ดีหื้อเป็นผัวเผต เมีย ยักษ์ หื้อมีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง หื้อฮักกั๋นแพงกั๋นอยู่ตราบเสี้ยงชีวิต ถ้าผัวเปนไฟ หื้อเมียเปนน้ำ หื้อพ่อ ชายเป็นหิง แม่ญิงเป็นข้อง คือให้ผู้ชายเป็นคนหาเงินทอง ส่วนผู้หญิงเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สมบัติ หนุ่มสาวที่ประสงค์จะแต่งงานกันนั้นจะต้องดูด้วยว่าอายุเท่าใดจึงจะแต่งงานแล้วดีนั้น โบราณ ท่านให้นับตามหลักดังนี้ คือ “โรคาโชด อุตตมโชค มรณโชค เทวีโชค” โดยเริ่มนับอายุปีที่ ๑ ลงที่โรคาโชด ปีที่ ๒ ลงที่อุตตมโชด ปีที่ ๓ ลงที่มรณโชด ปีที่ ๔ นับลงที่เทวีโชด แล้วนับ ๕ ลงที่โรคาโชดอีกไปเรื่อย ๆ จนอายุ ปัจจุบันตกลงที่ไหนก็ให้ทายตามนั้น โดยระบุไว้ว่า ถ้าตกเทวีโชดและอุตตมโดชดแล้วการแต่งงานนั้นดีนัก ถ้า ตกที่โรคาโชดและมรณโชดแล้ว ห้ามแต่งในปีนั้นหากยังขืนดื้อดึงแต่งแล้วจะอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุขหรือ อาจถึงเลิกร้างกันไป ถ้าอย่างหนักจะถึงกับตายจากกันตั้งแต่เมื่ออายุไม่มาก ส่วนเดือนที่ควรแต่งงานกันได้นั้น จะแต่งงานในเดือนใดก็ได้เพียงแต่วันที่แต่งงานจะต้องตรงกับวันหัวเรียงหมอน เท่านั้น และโบราณาจารย์ กำหนดไว้ว่า เดือนใดก็ตามขึ้น ๒, ๗, ๑๐, ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ค่ำ เป็นวันหัวเรียงหมอนและเดือนใดก็ตามแรม ๔, ๗, ๑๐, ๑๓, ๑๔ ค่ำ เป็นวันหัวเรียงหมอน เหมาะแก่การแต่งงาน วันอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นแล้วไม่ดี ห้าม แต่งงานในวันที่มิใช่วันหัวเรียงหมอน ประการแรกต้องหาให้ได้ วันหัวเรียงหมอน คือมีตารางช่องเป็น ๒ แถว คือ แถวบนมี ๑๕ ช่อง แถวล่างมี ๑๕ ช่อง ตามจำนวนข้างขึ้นข้างแรม นับช่องแรงตรงกับ ๑ ค่ำไปหา ๒ จนถึง ช่อง ๑๕ ถ้าช่องไหนมีรูปคล้ายคนนอนเอาหัวเรียงกันวันนั้นคือวันหัวเรียงหมอน ถือว่าเป็นวันดีที่ควรเอาผัวเอา เมียถ้าหัวตำหัวไม่ดี หัวอยู่หว่างขาไม่ดี หัวเรียงลงก็ไม่ดี หัวเรียงลงก็ไม่ดีถ้าได้วันหัวเรียงหมอนแล้ว ยังหาวัน อย่างอื่นเข้าประกอบ เช่น ไม่ให้ตรงกับวันโลกาวินาศ ไม่ให้ตรงกับวันม้วยและวันไหม้ ให้ได้วันฟู เป็นต้น อีก ประการหนึ่งไม่ให้วันของหญิงและชายเป็นศัตรูกัน บางคู่รักกันแต่ภายหลังเมื่อรู้ว่าวันเกิดเดือนเกิดปีเกิดเป็น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๕ ศัตรูกันทั้งสองฝ่ายจึง ต้องจำใจต้องเลิกรักไม่อาจแต่งงานกันได้ เพราะเชื่อตามตำราว่าเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะไป กันได้ไม่ยืด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๖ สะตวงเซ่นเจ้าที่และท้าวจตุรบาล ประเพณีสืบชะตาหลวง ประเพณีตานก๋วยสลาก ๖. ศาสนาและความเชื่อ - การนับถือผี ๑. การส่งเคราะห์/ส่งแถน เป็นความเชื่อที่มีการถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ จะทำพิธีส่งเคราะห์เนื่องในโอกาสที่เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ไม่สบายจุดประสงค์ของการท่าพิธีส่งเคราะห์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ หรือ ผู้ที่เจ็บป่วย ขั้นตอนพิธีการ ผู้เจ็บป่วยหรือญาติก็จะขอ หรือบอกกล่าวปู่อาจารย์หรือ มัคทายกหรือผู้รู้ในเรื่องการสะเดาะเคราะห์ มาเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ และทำพิธี วัสดุ/ อุปกรณ์ที่จัดเตรียม สะตวง ๑ ศอก (ขนาดความยาวของศอกผู้ที่จะทำการส่งเคราะห์)/ เครื่อง ๘/ ช่อตุง ๘ มีเครื่องแกง ส้ม แกงหวาน หมาก เมี่ยง ปูน ยาสูบ กล้วย อ้อย พริก เกลือ เนื้อดิบ ปลาดิบ กระบอกน้ำไม้ไผ่ กระบอกเหล้า และมีอาวุธปืน โก๋ง ธนู หอก ดาบ และรูปคน ๑ รูป มีขันตั้งครู มีกรวยดอกไม้ ๘ มีหมากปูน ๘ หมากปัน ๘ เทียนใหญ่ ๒ เล่ม เทียนเล็ก ๒ เล่ม ผ้าขาว ผ้าแดง กระทงข้าวเปลือก กระทงข้าวสาร สุรา ๑ ขวด สตางค์ ๓๙ บาทการ “ส่งแถน” เป็นการ “ส่งเคราะห์ อีกแบบหนึ่ง การ “ส่งแถน” นี้ จะทำเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นแก่บุคคลในครอบครัว และเมื่อได้ รักษาพยาบาลมาพอสมควรอาการก็ไม่ทุเลาลง มีแต่ทรงกับทรุดเช่นนี้ ตามจารีตของคนเมือง (หรือไทยยวน) ก็ จะไปให้ “หมอเมื่อ” (หมอดู) ตรวจดวงชะตาของผู้ป่วยว่าชะตาจะถึงฆาตหรือไม่ดวงยังดีอยู่ไหม หากหมอเห็น ว่าเกณฑ์ชะตาค่อนข้างแย่ก็จะพลิกตำราการ “ส่งแถน” ออกมาดูว่าคนเกิดปีไหน อายุเท่าไรจะถึงฆาต และ จะต้องทำการ “ส่งแถน” สะเดาะเคราะห์ และจะต้องทำพิธีอย่างไรบ้าง เรื่องนี้ก็ตกอยู่ในหน้าที่ของ “อาจารย์” หรือจะเรียกกันว่า “ปู่อาจารย์” เพราะส่วนมากพวกเป็น “อาจารย์หรือปู่อาจารย์” นี้ก็จะเป็นผู้ที่ ศาสนาและความเชื่อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๗ เคยบวชพระมาก่อนอ่านหนังสือพื้นเมืองได้และมีอายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว การที่มีการ “ส่งแถน” นี้ตามที่ ปรากฎในคัมภีร์พื้นเมือง ซึ่งคัดลอกสืบต่อกันมาช้านานแล้วนั้น แสดงถึง ความเชื่อถือของคนในยุคนั้นว่าเขา เชื่อกันว่ามนุษย์ชายหญิงคู่แรกของโลก ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบันก็คือ “ปู่แถน-ย่าแถน”และเกิด มาตามปีสิบสองนักษัตร ซึ่งปู่แถนย่าจะได้ตราไว้ว่าเมื่อมีอายุเท่านั้นจะเจ็บเป็นอย่างนั้นหากได้ส่งแถนเสียแล้ว จึงค่อยบรรเทาหรือหายจากโรคพยาธินั้น ๆ และควรจะให้ทานวัตถุของนั้น ๆ ไปให้ผู้กำเนิดคือ “ปู่แถน-ย่า แถน” ในคัมภีร์พื้นเมืองจะแจ้งรายละเอียดว่า ปีใดผู้ใดเกิดปีไหนควรจะมีอายุเท่าไร เช่นว่า “ผู้ใดเกิดปีกดสะง้า (ปีมะเมีย) มัดศอกจูงมา ปีเต่าสะง้า ขี่สำเภามาปีกาบสะง้า ท่านขี่หมามา ปีระวายสะง้า ถือการสะบัด (ตาลปัตร) มา ขี่หมากางร่มมา ปีเปิกสะง้า ถือคากางร่มมา จูงวัวถือไม้เท้า จากตีนแถนนา มีสติปัญญา มักสอน ท่าน พระยาภูมิศาสตร์ปั้นเบ้า หื้อแถนพ่อลงหล่อ ธาตุไปใจรีบ (คือใจร้อน) ไม่กลัวใคร มีตัวไม่หมดไม่ใส มัก เป็นแผล ให้ส่งไปหาพ่อแม่มีเบี้ย ๑,๐๐๐ ฝ้าย ๑,๐๐๐ เกลือก้อนหนึ่ง ไก่สองตัว เป็นตัวหนึ่ง ปลาตัวหนึ่ง ส่ง เสียจักมีข้าวของสมบัติ อายุได้ ๒๙ ปี จักได้หนีเสียเจ้าที่อยู่ ๒๗ ปีหนหนึ่ง ๕๐ปี จักตาย ดังได้ส่งเสีย ก็จักอายุ ยืนไปอีก ๑๐ ปีล้ำนันไปก็อยู่ด้วยบุญแลฯ” ๒. การสืบชะตา การสืบชะตา หรือสืบชาตา หรือการต่ออายุ หมายถึงพิธีกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นมงคลมี ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไปซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เป็นมงคล อย่างหนึ่งที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำในโอกาสต่าง ๆ จะจัดขึ้นแล้วแต่โอกาสและความพร้อมของผู้ที่จัดหรือจัด ขึ้นในช่วงหลังวันสงกรานต์ เช่น เนื่องในวันเกิดวันได้รับยศศักดิ์ ตำแหน่ง วันขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น และในกรณี เจ็บป่วยถูกทายทักว่าชะตาไม่ดี ชะตาขาดควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาต่ออายุ จะทำให้คลาด แคล้วจากโรคภัยและอยู่ด้วยความสวัสดีสืบไป การสืบชะตา เป็นพิธีกรรมที่มุ่งสอนคนให้ไม่ดำรงตนอยู่ในความประมาท พยายามรักษาความดีไม่หลง ระเริงในอำนาจวาสนา และเมื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นถ้ามีสติคิดพิจารณาย่อมจะมีหนทางแก้ปัญหานั้น ๆ การ สืบชะตาแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. การสืบชะตาคนสามารถทำได้ทุกโอกาส เช่น วันคล้ายวันเกิด งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ๒. การสืบชะตาบ้านจะท้าได้ปีละครั้ง คือ ระยะเมื่อมีสงกรานต์ หรือมีเภทภัยเกิดขึ้น ๓. สืบชะตาเมืองจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีโอกาสครบรอบสร้างเมือง หรือในวันที่กำหนดให้เป็นวันมงคลและ ยามบ้านเมืองมีเหตุเภทภัย เป็นต้น ๓. การฮ้องขวัญ พิธีกรรมลักษณะนี้อยู่บนรากฐานความเชื่อทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตของคนไทยในทุกท้องถิ่นแต่มีการ ปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมเฉพาะของท้องถิ่นนั้น คำว่า “ขวัญ” หมายถึง ผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย สิ่งที่ไม่มีตัวตนเชื่อกันว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิด ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็จะเป็นสิริมงคล เป็นสุขสบาย จิตใจมั่นคงถ้าตกใจหรือเสียขวัญขวัญก็จะออกจากร่างไป ซึ่งเรียกว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น ทำให้ คนได้รับผลร้ายต่าง ๆ ชาวล้านนามีความเชื่อกันว่าขวัญจะอยู่ประจำตัวเป็นพลังที่ช่วยในการปกป้องรักษา เจ้าของขวัญให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เจ็บไม่ป่วยแต่เมื่อใดที่ขวัญอ่อนลงหรือออกจากร่างจะเป็นเหตุให้ สภาวะของร่างกายและจิตใจของเจ้าของขวัญรู้สึกเสียใจตกใจ ท้อใจ อาจเรียกได้ว่า ขวัญหาย ขวัญหนีดีฝ่อ ขวัญเสียหรือเสียขวัญ ทำให้เจ้าของขวัญเจ็บป่วยกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๘ ถ้าต้องการให้ขวัญกลับคืนสู่ตัวและชีวิตเป็นปกติสุขจำเป็นต้องทำพิธีฮ้องขวัญ และโอกาสที่ใช้ในการฮ้องขวัญมี หลายลักษณะ เช่น การฮ้องขวัญเกี่ยวกับคน ได้แก่การเรียกขวัญคนเจ็บไข้ได้ป่วย ขวัญคนที่ประสบอุบัติเหตุ ขวัญเด็ก ขวัญสามเณร ขวัญนาค ขวัญบ่าวสาวขวัญผู้ใหญ่ที่เคารพ การฮ้องขวัญของผู้ที่มีการเปลี่ยนผ่าน สถานภาพ (เปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ การงานเปลี่ยนที่อยู่อาศัย จบการศึกษา) การฮ้องขวัญผู้มาเยือนเป็นการ สร้างความสัมพันธ์ให้เกียรติแขกที่มาเยือน การฮ้องขวัญหลังจากการทำเกษตรที่ใช้แรงงานแล้วเป็นการแสดง ความกตัญญูและการขอขมาลาโทษ ได้แก่ ขวัญข้าวขวัญควาย และการฮ้องขวัญสิ่งของเพื่อเสริมสร้างความอุ่น ใจแก่เจ้าของผู้ใช้ ได้แก่ ขวัญบ้าน ขวัญเสาเรือน ขวัญเกวียน เป็นต้น “ฮ้องขวัญ”หรือ “เฮียกขวัญ” คือพิธี เรียกขวัญนั่นเอง เมื่อมีสภาพจิตใจอันไม่สงบก็จะนิยมทำพิธีฮ้องขวัญหรือเรียกขวัญนี้ ขึ้นเพื่อรับขวัญให้ กลับคืนมาโดยสมบูรณ์และการท้าพิธีฮ้องขวัญนี้ นอกจากคนที่ประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วก็มีคนเจ็บไข้ ได้ป่วยที่จะต้องล้ม หมอนนอนเสื่อเป็นเวลาแรมเดือนก็จะมีจิตใจอ่อนไหวก็จะต้องทำพิธีเรียกขวัญด้วย ในประเพณีการฮ้องขวัญ เราอาจสรุปได้ว่า ขวัญ ก็คือกำลังใจของคนเรานั่นเองอย่างการเรียกขวัญของคู่บ่าว สาวในการแต่งงานนอกจากจะมุ่งให้กำลังใจแล้วยังเป็นการสั่งสอนให้มีการครองรักครองเรือนแก่คู่สมรสอีก ด้วยและเช่นการฮ้องขวัญนาค ในงานบวช ก็เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกรักและกตัญญูต่อบุพการีประพฤติตนอยู่ในกรอบ พุทธวินัยอย่างเคร่งครัดนั่นเอง การฮ้องขวัญให้กับผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยผอมเหลืองกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นเวลา หลายวัน หรือสะดุ้งตกใจกลัวเมื่อพบเห็นสิ่งที่หวาดเสียวน่ากลัวและประสบปัทวเหตุสยดสยอง อาจทำให้ขวัญ หนีดีฝ่อเหล่านี้ญาติพี่น้องจะช่วยกันจัดแต่งขันตั้งเครื่องบายศรีเพื่อฮ้องขวัญให้กับผู้ประสบเหตุนั้นเพื่อให้เป็น ขวัญกำลังใจและเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้นั้น ๔. หมอเป่า หมอเป่าเป็นหมอที่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเวลาเจ็บป่วยที่มีอาการเป็นแผลหรือเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่ เป็นหนองเรื้อรัง งูสวัด คางทูมในสมัยที่ยังไม่มียารักษาโรคก็มักจะไปหาหมอเป่าในบ้าน เพื่อทำการรักษา อาการที่เป็นอยู่ให้หายแต่ปัจจุบันก็ยังมีชาวบ้านที่เวลาเจ็บตา ข้อเท้าเคล็ดหรือกระดูกหักก็จะไปให้หมอเป่า เพื่อรักษาอาการแต่ก็ทำให้อาการที่เป็นอยู่หายได้และหากหายจากอาการเจ็บป่วยดังกล่าวแล้วก็จะนำดอกไม้ ไปขอขมาคารวะ ดำหัวหมอเป่าการเป่าของหมอเป่านั้นจะมีวิธีการรักษาด้วยการเป่าต่าง ๆ กันไป ส่วนประกอบที่ใช้และพบบ่อยคือปูนกินหมาก เคี้ยวกระทียมแล้วเป่า เคี้ยวหมากเป่า เคี้ยวใบไม้บางชนิดเป่า เป็นต้น ๕. ประเพณีเลี้ยง ผีปู่ย่า ผีปู่ย่า ถือเป็นผีประจำตระกูลซึ่งสืบทอดมาทางฝ่ายผู้หญิงนอกจากลูกหลานจักต้องให้ความเคารพโดยจัดทำ หอผีไว้ทางทิศหัวนอนและให้ความเคารพโดยไม่กระทำสิ่งไม่ควร เมื่อถึงโอกาส เช่น สงกรานต์ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน หรือวันกำหนดเลี้ยงผี (มักกำหนดกันในช่วงเดือน ๗,๘,๙ เหนือ) ก็ควรจะมีการทำพิธีอย่างสม่ำเสมอ ตามประเพณีที่สืบทอดกันมาในแต่ละตระกูล โดยจะมีการนำเครื่องสักการะ เช่น ไก่ เหล้า หรือข้าวปลาอาหาร อื่น ๆ แล้วแต่จะมีการกำหนดกันมาไปสังเวยแก่ผีปู่ย่าที่หอผีเพื่อผีปู่ย่าจะได้คุ้มครองให้ลูกหลานได้อยู่ดีมีสุข ตลอดไป ประเพณีเลี้ยง ผีขุนน้ำ คือ การสังเวยเซ่นไหว้ผีแห่งต้นน้ำลำธาร โดยก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูทำนา ชาวบ้าน ที่มีส่วนใช้น้ำจากต้นน้ำเดียวกันจะนัดกันไปประกอบพิธีกรรม เพื่อให้ผีขุนน้ำได้ช่วยดูแลให้มีน้ำหล่อเลี้ยงข้าว กล้าตลอดการทำนาช่วยให้ข้าวอุดมสมบูรณ์และอย่าได้เกิดภัยใด ๆ ในการทำนา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๙ ๖.ประเพณีฟ้อนผีมด-ผีเม็ง เป็นทำพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษแบบหนึ่งโดยเป็นกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายจากต้นผี เดียวกัน ได้แก่ ผีมด ผีเม็ง และผีมดซอนเม็ง จะทำกันในช่วงเดือน ๘,๙ เหนือ บางคนทำพิธีทุกปีบางคนก็ ทำทุก ๓ ปีมีการสร้างปะรำพิธี ขึ้นมาแล้วบอกกล่าวพี่น้องเครือญาติเดียวกันมาร่วมงาน มีวงดนตรีปี่พาทย์ บรรเลง และมีการอัญเชิญผีมาทรง ร่างลูกหลานในตระกูล ลงมารับเครื่องเซ่นและฟ้อนรำร่วมกัน มักจัดกัน ๒ วัน ๗. ประเพณีเข้าพรรษา ชาวล้านนามักออกเสียงว่า “เข้าวัสสา” คือการที่พระสงฆ์อยู่ประจำที่ใดที่หนึ่ง ในช่วงฤดูฝนพระสงฆ์จะต้องหยุดการเดินทางไปที่ต่างๆและพักอยู่ที่ใดที่หนึ่งโดยไม่ไปแรมคืนที่อื่นภายใน กำหนด ๓ เดือนเรียกว่า เข้าวัสสา ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ เหนือ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเกี๋ยง (เดือน ๑๑ ภาคกลาง) เมื่อถึงวันนี้ชาวพุทธทั้งหลายจะพากันไปใส่บาตร รับศีล ตอนกลางคืนมีการถวายเทียน เข้าพรรษาก่อนจะถึงวันหรือเวลาถวายเทียนมักจะมีการแห่เทียนพรรษาไปตามบ้านต่างๆ เป็นที่ สนุกสนาน มักจะมีทานขันข้าวหาคนตาย รวมทั้งการทานแด่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไปทำบุญที่กันทุกวันพระ มีการฟังเทศน์ฟังธรรม คนเฒ่าคนแก่จะมีการไป นอนวัดจำศีล สำหรับคนทั่วไปบางคนก็ตั้งใจใน การงดเว้นบาปและถือศีล เช่น รักษาอุโบสถศีลตลอดพรรษา งดเว้นดื่มสุรา งดเว้นเนื้อสัตว์ตลอดพรรษา เป็นต้น ทางราชการยังได้ถือเอาวันเข้าพรรษาทุกปีเป็นวันต้นไม้แห่งชาติอีกด้วย ประเพณีแรกนาพิธีแรกนาของชาวล้านนานั้นมีความหมายอย่างเดียวกับพิธีแรกนาของภาคกลาง คือ การเริ่ม ลงมือ ไถนาครั้งแรกเพื่อให้เป็นสิริมงคลอันจะยังผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่ข้าวกล้าในนาโดย ปราศจากสิ่ง ร้ายใด มารบกวน การแรกนาจะเริ่มหลังจากต้นกล้าที่หว่านมีอายุใกล้จะครบ ๑ เดือน แล้วก็จะหาวันหรือฤกษ์ ยามที่ดีในการแรกนาวันเสาร์นั้นท่านห้ามปลูกนาหว่านกล้าถือว่าเป็นวันไม่ดีสัตว์ต่าง ๆ จักเบียดเบียน แล้ว เตรียมอุปกรณ์ต่างๆนับตั้งแต่วัวหรือควายพร้อมกับเครื่องไถนาครบชุด รวมทั้งคราด จอบเสียม มีดและขวานที่ ใช้ในการทำนาโดยเฉพาะชุดสะตวงหรือกระบะกาบกล้วยซึ่งใช้สังเวยแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ และแม่โกสก (แม่โพสพ) และแท่นวางเครื่องสังเวยแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ รวมทั้งพระอินทร์และแม่ ธรณีเจ้าที่ ซึ่งในกระบะ นั้นจะบรรจุด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกกล้วย ข้าวสุก หมาก พลู อาหาร หมาก เมี่ยง บุหรี่ เป็นต้นประเพณี ฟังธรรม ในช่วงเข้าพรรษาจะมีการฟังธรรม คือการที่ศรัทธาสาธุชนรับฟังพระธรรมเทศนาที่พระสงฆ์เป็น ผู้เทศน์ ซึ่งการเทศน์นั้นอาจเป็นการเทศน์โดยโวหารคือที่พระสงฆ์ใช้ความคิดหลักจากคัมภีร์แล้วกล่าว อธิบาย โดยโวหาร ของตนหรือเทศน์โดยการอ่านจากคัมภีร์ใบลานก็ได้ แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วการเทศน์แบบ ล้านนา หมายถึง การที่พระสงฆ์เทศน์โดยการอ่านคัมภีร์ที่จารึกในใบลาน และการอ่านนั้นอาจเป็นการอ่านโดย ทอดเสียงรับกันไปเป็นช่วง ๆ กึ่งทำนองเสนาะหรืออาจมีการเอื้อนเสียงให้สอดคล้องกับ อารมณ์ตามเนื้อเรื่อง เป็นช่วง ๆ ไปก็ได้ การเทศน์มักจัดขึ้นตอนบ่ายของวันพระโดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษาคัมภีร์ที่พระนำมาเทศน์ ในวันพระดังกล่าวมักจะเป็น ชาดกซึ่งคัมภีร์ที่นำมาเทศน์นั้นมีทั้งเรื่อง ยาว เป็นตอน ๆ และผูกเดียวจบหรือ เรียกว่า ธัมม์โทน ประเพณีสู่ขวัญวัว ขวัญควายหลังจากที่ใช้วัวหรือควายไถนา และปลูกข้าวกล้าในนาเสร็จ เรียบร้อยแล้ว จะมีการสูขวัญวัว ควาย เป็นการขอขมาวัวควายที่ได้ใช้งานหรือทุบตีโดยจะเชิญปู่อาจารย์มา ประกอบพิธีกรรมให้ซึ่งในคำกล่าวในพิธีกรรมนั้นนอกจากจะมีคำขอขมาแล้วจะมีคำกล่าวให้รำลึกถึงบุญคุณ ของวัวและควายอีกด้วย ประเพณีวัน ๑๒ เพ็ง (๑๒ เป็ง) เป็นประเพณีทานหาคนตาย ถือกันว่าช่วง วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือเป็นช่วงที่พญายมราชได้ปล่อยวิญญาณผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์เพื่อ มาขอรับ ส่วน บุญจากญาติพี่น้องลูกหลาน จึงมีการทำบุญอุทิศถึงผู้ตายกันมาก หากเป็นการทานหาผู้ที่ตาย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๐ ปกติก็จะมีการนำอาหารไปถวายพระที่วัดตามปกติพระจะกรวดน้ำแผ่กุศลโดยเอ่ยนามผู้ตายที่ถูกระบุชื่อ ถ้า ทานถึงผู้ที่ตายโหง ญาติจะนิมนต์พระมารับถวายอาหารนอกวัดเพราะเชื่อกันว่าผีตายโหงเข้าวัดไม่ได้ ๘. ประเพณีทานสลาก ประเพณีการทานสลาก บ้างก็เรียกว่า กินข้าวสลากหรือตานก๋วยสลาก คืองานประเพณีทำบุญ สลากภัตต์นิยมทำกันในช่วงราวปลายเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะทำกันถี่มากในเดือนกันยายน เพราะถือว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่อดอยากของชาวบ้านข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในยุ้งฉางใกล้จะหมด หรือหมดไปแล้วคนที่มี ข้าวเปลือกก็จะเก็บไว้กินจนกว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ในปีต่อไป (ในราวเดือนมกราคม) ส่วนคนที่ซื้อกินข้าวสาร ก็จะหาซื้อยากและมีราคาแพง เมื่อคนทั่วไปอดอยากก็พากันคิดถึงผู้ที่เป็นญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วว่าคงจะไม่มี เครื่องอุปโภคบริโภคเช่นกันจึงรวมกันจัดพิธีทำบุญทานสลากภัตต์จัดข้าวปลาอาหารของกินของใช้ไปถวายแก่ พระภิกษุสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติที่ล่วงลับไป โดยการทำบุญทานสลากภัตต์จะไม่จำเพาะเจาะจงถวาย แก่สงฆ์รูปใดรูปหนึ่งจึงทำสลากเขียนคำอุทิศลงในเส้นสลากแล้วนำไปรวมปะปนกันให้พระภิกษุสามเณรจับ สลากหากภิกษุ หรือสามเณรรูปใดจับสลากได้ก๋วยสลาก หรือภาชนะที่บรรจุเครื่อง ไทยทานอันไหน ก็ยกถวาย แก่รูปนั้น ๙. การนับถือผี การนับถือผีในชุมชนนับถือผีปู่ย่า หอป้อบ้านชาวพื้นเมืองมีความผูกพันอยู่กับการนับถือผีซึ่งเชื่อว่ามี สิ่งเร้าลับให้ความคุ้มครองรักษาอยู่ ซึ่งสามารถพบเห็นได้จากการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น เมื่อเวลาที่ต้องเข้า ป่าหรือต้องค้างพักแรมอยู่ในป่าจะนิยมบอกกล่าวและขออนุญาตเจ้าที่-เจ้าทางอยู่เสมอและเมื่อเวลาที่กินข้าว ในป่าจะแบ่งอาหารบางส่วนให้เจ้าที่อีกด้วยเช่นกันซึ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตที่ยังคงผูกผันอยู่กับการนับ ถือผีสาง แบ่งประเภท ดังนี้ - ผีบรรพบุรุษ มีหน้าที่คุ้มครองเครือญาติและครอบครัว - ผีอารักษ์หรือผีเจ้าที่เจ้าทาง มีหน้าที่คุ้มครองบ้านเมืองและชุมชน - ผีขุนน้ำ มีหน้าที่ให้น้ำแก่ไร่นา - ผีฝาย มีหน้าที่คุ้มครองเมืองฝาย - ผีสบน้ำ หรือ ผีปากน้ำ มีหน้าที่คุ้มครองบริเวณที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน - ผีวิญญาณประจำข้าว เรียกว่า เจ้าแม่โพสพ - ผีวิญญาณประจำแผ่นดิน เรียกว่า เจ้าแม่ธรณี ส่วนช่วงกลางฤดูร้อนจะมีการลงเจ้าเข้าทรงตามบ้านต่าง ๆ อาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าการลงเจ้าเป็นการพบปะพูดคุยกับผีบรรพบุรุษ ซึ่งในปีหนึ่งจะมีการลงเจ้า หนึ่งครั้งและจะถือโอกาสทำพิธีรดน้ำดำหัวผีบรรพบุรุษไปด้วย ยังมีพิธีเลี้ยงผีมดผีเม็งที่จัดขึ้นครั้งเดียวในหนึ่ง ปีโดยจะต้องหาฤกษ์ยามที่เหมาะสม ก่อนวันเข้าพรรษา จะทำพิธีอัญเชิญผีเม็งมาลง เพื่อขอใช้ช่วยปกปัก รักษาคุ้มครองชาวบ้านที่เจ็บป่วย และจัดหาดนตรีเพื่อเพิ่ม อย่างไรก็ตามคนพื้นเมืองมีความเชื่อในการเลี้ยงผี เป็นพิธีกรรมที่สำคัญ แม้ว่าการดำเนินชีวิตของจะราบรื่นไม่ประสบปัญหาใดแต่ก็ยังไม่ลืมบรรพบุรุษที่เคย ช่วยเหลือให้มีชีวิตที่ปกติสุขมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ยังคงพบเรือนเล็ก ๆ หลังเก่าตั้งอยู่กลางบ้านเสมอหรือ เรียกว่า หอเจ้าที่ประจำบ้าน เมื่อเวลาเดินทางไปยังบ้านต่าง ๆ ในชนบท ความเชื่อดังกล่าวจึงส่งผลให้ ขนบธรรมเนียม ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวเหนือ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเหนือ (พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย) เมื่อไปวัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๑ ฟังธรรมก็จะประกอบพิธีเลี้ยงผี คือ จัดหาอาหารคาว-หวานเซ่นสังเวยผีปู่ย่าด้วย แม้ปัจจุบันในเขตตัวเมืองของ ภาคเหนือจะมีการนับถือผีที่อาจเปลี่ยนแปลงและเหลือน้อยลงแต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านในชนบทยังคงมีการ ปฏิบัติกันอยู่ ๑๐. ความเชื่อ ขึด หมายถึงเสนียด จัญไร อัปมงคล การกระทำใด ๆ ที่อยู่ในลักษณะไม่ดีไม่งามหรือไม่ควรกระทำชาว ล้านนาเรียกลักษณะนี้ว่าขึดหากฝืนกระทำผู้นั้นจะ “ตกขึด” คือได้รับผลร้ายตามมาในความเชื่อของชาว ล้านนานั้นมีหลายประเภทอาทิ เกี่ยวกับวัด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมือง สาธารณประโยชน์ ตลาดพื้นที่ทาง การเกษตร ต้นไม้ สัตว์การสร้างที่อยู่อาศัย คนตาย และพฤติกรรมโดยทั่วไป เป็นต้น พฤติกรรมบางอย่างที่ดู จะเป็นสิ่งใกล้ตัวและโยงเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวมากขึ้น ได้แก่ ขึด ที่เกิดขึ้นบนเรือนที่อยู่อาศัยนั่นเองในทีนี้ จะขอยกเอาเฉพาะ “ขึด” บนเรือนมานำเสนอเป็นลำดับไปวิถีปฏิบัติบนเรือนของคนล้านนาส่วนหนึ่งเป็นการ ไม่ให้ความเคารพยำเกรงต่ออาคารที่อยู่อาศัยข้าวของเครื่องใช้และอาวุโส ส่วนหนึ่งเป็นมารยาทส่วนหนึ่งเป็น ความไม่เหมาะสม และอีกส่วนคือขัดต่อความเป็นปกติวิสัยดังตัวอย่างต่อไปนี้ส่วนแรก เช่น ใช้เท้ากระทืบเชิง บันได เหยียบหรือนั่งหัวบันไดธรณีประตู เตาไฟ เดินกระแทกเท้าบนเรือน ก้าวเท้าข้ามเตาไฟ หม้อไฟ สำรับ ข้าว ใช้เท้าดันฟืนเข้าในเตาไฟ ทุบตีบ้านเรือน ข้าวของ เสื้อผ้ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่ กวาดพื้นให้ลมถึงผู้ใหญ่ ด่าทอ ผู้ใหญ่ ร้องรำทำเพลงผิวปาก เล่นดนตรี เคาะถ้วยชาม เครื่องใช้ในครัวให้เกิดเสียงดังบนเรือนขึดนัก ในส่วนที่ เป็นมารยาทอย่างการกิน เช่น “กินบกจกกลาง” คือเลือกกินข้าวเฉพาะตรงกลางไหหรือกระติบกินข้าวทำปาก เสียงดังจ๊วบจ๊าบ ยกถ้วยซดน้ำแกง ใช้ช้อนขอดถ้วยแกงขึดนัก ด้านความไม่เหมาะสม เช่น ตากผ้า ตากเครื่องประดับบนหลังคาตากผ้าทิศหัวนอน ตากผ้าทิศ ตะวันออกเรือนเหยียบหรือนั่งบนหมอกหมอนหนุนหัว นำเอามุ้งมาห่มนอนเอาชิ้นส่วนของเสื้อมาปะซ่อมผ้านุ่ง ที่ฉีกขาดซักผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าของพ่อบ้านในภาชนะเดียวกัน เอาของต่ำเช่นรองเท้า ผ้าซิ่น กางเกงหนุนหัวนอน หรือเอาไว้บนหัวนอน ขึดนักส่วนที่ขัดต่อความเป็นปกติวิสัย ได้แก่ นั่งคาบันไดคว่ำหม้อแล้วใช้เป็นที่นั่ง นั่งบน ดุมเกวียนล้อเกวียนเอาหม้อที่ใช้นึ่งมาใช้เป็นหม้อแกงเอาเครื่องใช้ในครัวเป็นอาวุธทำร้ายกัน ขึดนักนอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าพฤติกรรมบางอย่างก็ทำให้ตกขึดได้เช่น นั่งเฝ้าคนนอนหลับ นั่งอาศัยร่มเงาคนอื่นนอนบริเวณ ที่เป็นแนวตรงกับประตูหรือหน้าต่างนอนบริเวณที่อยู่ในแนวตรงของขื่อนอนเวลาพลบค่ำช่วงพระอาทิตย์ตกดิน โยนเด็กโยนเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับขึ้นอากาศทะเลาะวิวาทกันแล้วพาลทุบตีทำร้ายสัตว์เลี้ยง เอาสากเคาะ ปากครกเอาสากครกจุ่มลงในหม้อแกงเอาซี่ไม้กวาดหรือเศษหญ้าคาที่มุงหลังคาจิ้มฟัน เอาช้อนเอาจวักตักข้าว ในยุ้งข้าวหรือตักน้ำในลำห้วย นำรูปช้าง เสือ ราชสีห์นาคและราหูมาไว้ในเรือน ก็ขึดเช่นกัน จากตัวอย่างที่ กล่าวมาถ้าผู้ใดฝ่าฝืนประพฤติผิดก็จะได้รับผลที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ประสบเภทภัย โรคร้ายรุมเร้า ทรัพย์สิน เงินทองร่อยหรอเกิดถ้อยคดีความสมาชิกในครอบครัวได้รับความเดือดร้อนต่าง ๆ นานา เป็นต้น จึงต้องมีการ แก้ไขด้วยการนิมนต์พระสงฆ์หรือเชิญอาจารย์ประจำบ้านมาช่วยผ่อนร้ายให้กลายเป็นดีด้วยการประกอบ พิธีกรรม “ส่งขึด” หรือ“ถอนขึด” ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณกาล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๒ ฟ้อนผาง ดนตรีพื้นบ้าน เตยหรือหลิ่น ๗. ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน - ดนตรีพื้นบ้าน วงดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ คือวงดนตรีที่คนในท้องถิ่นภาคเหนือได้คิดค้นจัดวงขึ้น ซึ่งประกอบด้วย เครื่องดนตรีในท้องถิ่นภาคเหนือเอง ได้แก่ กลองขนาดใหญ่ (กลองแอว) ฉาบ ฆ้องหุ่ย ปี่จุม เป็นต้น นำมาผสม วงเพื่อใช้บรรเลงประกอบการขับร้องและประกอบการแสดงการฟ้อนต่างๆ ของภาคเหนือ เช่น วงสะล้อซอซึง กลองสะบัดชัย เป็นต้น ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๓ - นาฏศิลป์พื้นบ้าน เป็นศิลปะการรำและการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของ ชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะของการฟ้อนแบ่งเป็น ๒ แบบ คือ แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลา ท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อย มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับร้อง ด้วยวงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงาน ประเพณีหรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ฟ้อนเล็บ เป็นศิลปะการแสดงภาคเหนือที่มีความงดงาม อ่อนช้อยลีลาการฟ้อนเล็บ จะแสดงออกถึง ความพร้อมเพรียง ของผู้แสดง เพราะการฟ้อนเล็บจะแสดงเป็นหมู่ การฟ้อนเล็บมักแสดงในงานมงคลต่าง ๆ การแต่งกายของผู้เล่นฟ้อนเล็บ ผู้ฟ้อนนุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบ ผมเกล้าแบบผม มวยสูง ติดดอกไม้ ห้อยอุบะ ปล่อยชายลงข้างแก้ม สวมเล็บยาวตรงนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ยกเว้น นิ้วหัวแม่มือ ปี่ก้อย กลองเต่งถิ้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๔ ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนาที่มีพัฒนาการทางรูปแบบมาจากการ เลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผู้ฟ้อนส่วนใหญ่มักเป็นหญิงสาว ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงามยิ่ง ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนทางภาคเหนือ ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ได้ปรับปรุงสืบทอด มาจาก ครูพลอยศรี สรรพศรี ทั้งนี้ ครูพลอยศรีได้ถ่ายแบบรับท่ามาจากหญิงชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ชื่อ บัวเรียว รัตนมณีกรณ์ ซึ่งคุณบัวเรียวก็ได้เรียนการฟ้อนนี้มาจากบิดาของตนอีกทีหนึ่ง ผู้แสดงใช้ผู้หญิงแสดงจำนวนเท่าไรก็ได้ ปัจจุบันก็มีผู้ชายเข้ามาแสดงด้วยก็มีการแต่งกาย แต่งกาย แบบพื้นเมือง คือนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบทับ เกล้าผมมวยประดับดอกไม้ การแสดงเริ่มจากการแสดงท่าหักร้างถางพง เพาะปลูกฝ้ายและหม่อน ซึ่งเป็นการแสดงของช่างฟ้อน ชาย เพิ่งเพิ่มเข้ามาภายหลัง ต่อจากนั้นก็เป็นท่วงท่าในการฟ้อนสาวไหมเริ่มจากท่าเลือกไหม ดึงไหมออกจาก รัง ม้วนไหม สาวไหมออกจากตัว ไหล่ ศีรษะ เท้า ม้วนไหมใต้ศอก พุ่งกระสวย กรอไหม พาดไหม ป๊อกไหม จนกระทั่งชื่นชมกับผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว ดนตรี ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน จะใช้วงดนตรีพื้นเมืองซึ่งมีสะล้อ ซอ ซึง เพลงร้องมักไม่นิยมมี จะ มีแต่เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบ แต่เดิมที่บิดาของคุณบัวเรียวใช้นั้นเป็นเพลงปราสาทไหว ส่วนคุณบัวเรียวจะใช้ เพลงลาวสมเด็จ เมื่อมีการถ่ายทอดมาครูนาฏศิลป์ได้เลือกสรรใช้เพลง "ซอปั่นฝ้าย" ซึ่งมีท่วงทำนองเป็นเพลง ซอทำนองหนึ่งที่นิยมกันในจังหวัดน่าน และมีลีลาที่สอดคล้องกับการฟ้อนสาวไหมอย่างงดงามยิ่ง สถานที่แสดง ไม่จำกัดเวทีโอกาสที่แสดง แสดงได้ทุกโอกาส และในงานเทศกาลหรืองานนักขัตฤกษ์ ต่าง ๆ "ฟ้อนมาลัย" หรือ "ฟ้อนดวงดอกไม้" โดยเพลงฟ้อนดวงดอกไม้ เป็นเพลงเก่าของเชียงใหม่ เจ้าดารา รัศมี พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำมาใช้ในละครเรื่อง "น้อยใจยา" เมื่อกรม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๕ ศิลปากรแสดงละครพันทางเรื่อง "พญาผานอง" ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้นำทำนองเพลงฟ้อนดวงดอกไม้มาใช้เป็นเพลงฟ้อนของนางข้าหลวงของแม่ท้าวคำปิน โดยได้แต่งบทร้อง ขึ้นมาใหม่ และคุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ประดิษฐ์ท่ารำ ฟ้อนชุดนี้ออกเพลงซุ้ม ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงลาวชั้น เดียว ปัจจุบันใช้แสดงในโอกาสงานมงคล หรืองานเบ็ดเตล็ดทั่วไป ฟ้อนเทียน ฟ้อนเทียน เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะศิลปะที่อ่อนช้อยงดงาม ลักษณะการแสดงไม่ต่างจากการแสดง ฟ้อนเล็บ ถ้าเป็นการแสดงฟ้อนเทียน นิยมแสดงในเวลากลางคืนเพื่อเน้นความสวยงามของแสงเทียน ระยิบระยับสว่างไสว จุดเด่นของการแสดงชนิดนี้ จึงอยู่ที่แสงเทียนที่ผู้แสดงถือในมือข้างละ ๑ เล่ม เข้าใจว่า การฟ้อนเทียนนี้แต่เดิมคงจะใช้เป็นการแสดงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้าที่เคารพนับถือในงาน พระราชพิธีหลวงตามแบบฉบับล้านนาของทางภาคเหนือของไทย ผู้ฟ้อนมักใช้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายใน ทั้งสิ้นในสมัยปัจจุบันการแสดงชุดนี้จึงไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจะสังเกตเห็นว่าความสวยงามของการฟ้อนอยู่ที่ การบิดข้อมือที่ถือเทียนอยู่ แสงวับ ๆ แวม ๆ จากแสงเทียนจึงเคลื่อนไหวไปกับความอ่อนช้อยลีลาและ ลักษณะของเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบนับเป็นศิลปะที่น่าดูอย่างยิ่งแบบหนึ่ง ผู้แสดง หญิงล้วน ใช้รำเป็นคู่ จะเป็น คู่ ๑ คู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ๔ คู่ หรือมากกว่านี้ก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส และสถานที่ เครื่องดนตรีได้แก่กลองแอว ปี่ แน ฉาบใหญ่ ฆ้องวงใหญ่และตะหลดปด การแต่งกาย ใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน นิยมแสดงหมู่คราวละหลายคน โดยจำนวนคนเป็นเลขคู่ เช่น ๘ หรือ ๑๐ คน แล้วแต่ความยิ่งใหญ่ของงานนั้น และความจำกัดของ สถานที่ โดยผู้แสดงแต่งกายแบบฟ้อนเล็บ คือ การสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นมีเชิงกรอมเท้า มุ่นผมมวย มี อุบะห้อยข้างศีรษะ ในมือเป็นสัญลักษณ์ คือ ถือเทียน ๑ เล่ม การแต่งกายของฟ้อนเทียนนี้ปัจจุบันแต่งได้อีก หลายแบบ คืออาจสวมเสื้อในรัดอกใส่เสื้อลูกไม้ทับแต่อย่างอื่นคงเดิม และอีกแบบคือสวมเสื้อรัดอก แต่มีผ้า สไบเป็นผ้าทอลายพาดไหล่อย่างสวยงาม แต่ยังคงนุ่งซิ่นกรอมเท้าและมุ่นผมมวย มีอุบะห้อยศีรษะ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๖ โอกาสที่แสดง ในงานพระราชพิธีหรือวันสำคัญทางศาสนา ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ชาวต่างชาติและในงานประเพณีสำคัญตามแบบฉบับของชาวล้านนากลองสะบัดชัยกลองสะบัดชัย เป็นกลอง พื้นเมืองเหนือที่มีประเพณีนิยมการสร้างกลองประจำเมือง เรียกว่า“กลองอุ่นเมือง” เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ บ้าน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนชนิดหนึ่งของชาวไทยในภาคเหนือ ผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาว ลีลาท่ารำของฟ้อน เล็บคล้ายกับฟ้อนเทียน ต่างกันที่ฟ้อนเทียนมือทั้งสองถือเทียน ตามแบบฉบับของการฟ้อน นางลมุล ยมะ คุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย ได้นำลีลาท่าฟ้อนอันเป็นแบบแผนมาจากคุ้มเจ้าหลวงมา ฝึกสอน จัดเป็นชุดการแสดงที่น่าชมอีกชุดหนึ่ง การแต่งกาย นิยมใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน ๆ นุ่งซิ่นมีเชิงที่ชายผ้า สวมเสื้อแขนกระบอก มีสไบเจียร บาดพาดไหล่ห่มทับเสื้อ ผู้แสดงแต่งหน้าสดสวย ยังมีการเกล้าผมมุ่นมวยแล้วใช้ดอกไม้ห้อยเป็นอุบะระย้าข้าง ศีรษะ ท่ารำ มีการแบ่งท่ารำออกเป็น ๔ ชุด คือ o ชุดที่ ๑ประกอบด้วยท่า จีบหลัง (ยูงฟ้อนหาง) บังพระสุริยา วันทาบัวบาน กังหันร่อน o ชุดที่ ๒ประกอบด้วยท่า จีบหลัง ตระเวนเวหา รำกระบี่สี่ท่าพระรถโยนสาร ผาลาเพียงไหล่ บัวชู ฝัก กังหันร่อน o ชุดที่ ๓ ประกอบด้วยท่า จีบหลัง พรหมสี่หน้า พิสมัยเรียงหมอนกังหันร่อน o ชุดที่ ๔ ประกอบด้วยท่า จีบหลัง พรหมสี่หน้า พิสมัยเรียงหมอนแปลง ตากปีกะ โอกาสที่ใช้ใช้แสดงในวันสำคัญ เช่น ต้อนรับแขกเมืองต่างชาติหรือในงานประเพณี ฟ้อนผาง เป็นศิลปะการฟ้อนที่มีมาแต่โบราณเป็นการฟ้อนเพื่อบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าลีลาการฟ้อนดำเนินไป ตามจังหวะของการตีกลองสะบัดชัยมือทั้งสองจะถือประทีปหรือผางผะตี้บ แต่เดิมใช้ผู้ชายแสดง ต่อมานาย เจริญจันทร์ เพื่อนผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ดำริให้คณะครูอาจารย์หมวดวิชานาฏศิลป์พื้นเมือง เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำให้เหมาะสมกับผู้หญิงแสดง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากนายมานพ ยาระณะ ศิลปิน พื้นบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดท่าฟ้อนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่ารำโดยมีนายปรีชา งามระเบียบเป็นผู้ควบคุมการ ประดิษฐ์ท่ารำ การแต่งกายและทำนองเพลง ลักษณะการแต่งกายแต่งแบบชาวไทยลื้อ สวมเสื้อป้ายทับข้าง เรียกว่า “เสื้อปั๊ด” หรือ “เสื้อปั๊ดข้าง” ขลิบริมด้วยผ้าหลากสีเป็นริ้วนุ่งผ้าซิ่นเป็นริ้วลายขวาง ประดับด้วยแผ่นเงิน รัดเข็มขัดเงินเส้นใหญ่ติดพู่แผงเงิน ใส่ต่างหูเงินและสวมกำไลข้อมือเงิน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๗ - เพลงพื้นเมืองภาคเหนือ เพลงพื้นเมืองภาคเหนือ สามารถใช้ร้องเล่นได้ทุกโอกาส โดยไม่จำกัดฤดูหรือเทศกาลใด ๆ ซึ่งใช้ ร้องเพลงเพื่อผ่อนคลายอารมณ์และการพักผ่อนหย่อนใจ โดยลักษณะการขับร้องและท่วงทำนองจะอ่อนโยน ฟังดูเนิบนาบนุ่มนวล สอดคล้องกับเครื่องดนตรีหลัก ได้แก่ ปี่ ซึง สะล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถจัด ประเภทของเพลงพื้นบ้านของภาคเหนือได้ ๓ ประเภท คือ ๑. เพลงซอ ใช้ร้องโต้ตอบกัน โดยมีการบรรเลงปี่ สะล้อและซึงคลอไปด้วย ๒. เพลงจ๊อย เป็นการนำบทประพันธ์ของภาคเหนือมาขับร้องเป็นทำนองสั้น ๆ โดยเนื้อหาของคำร้อง จะเป็นการระบายความในใจ แสดงอารมณ์ความรัก ความเงียบเหงา มีนักร้องเพียงคนเดียวและจะใช้ดนตรี บรรเลงหรือไม่ก็ได้ เช่น จ๊อยให้กับคนรักรู้คนในใจ จ๊อยประชันกันระหว่างเพื่อนฝูงและจ๊อยเพื่ออวยพรใน โอกาสต่าง ๆ หรือจ๊อยอำลา ๓. เพลงเด็ก มีลักษณะคล้ายกับเพลงเด็กของภาคอื่นๆ คือเพลงกล่อมเด็ก เพลงปลอบเด็ก และเพลงที่ เด็กใช้ร้องเล่นกันได้แก่ เพลงฮื่อลูก และเพลงสิกจุงจา - การละเล่นของกลุ่มคนพื้นเมือง ๑. การเล่นม้าจกคอก อุปกรณ์และวิธีเล่น จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป อุปกรณ์ ๑. ไม้กลมขนาดกำรอบ ยาวประมาณ ๕ ศอก จำนวน ๒ ท่อน ๒. ขอนไม้สูงประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๑-๒ ศอก จำนวน ๒ ท่อน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๘ สถานที่เล่น เล่นบริเวณที่เป็นลานกว้าง วิธีการเล่น ๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายแรกมี ๒ คน สำหรับถือท่อนไม้ที่วางขนานบนขอนไม้ แล้วกระทบ กันเป็นจังหวะส่วนฝ่ายที่ ๒ มี ๒ คนขึ้นไป สำหรับเป็นผู้เต้น ๒. ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่ระหว่างคาน ผู้ถือไม้คานทั้งคู่ก็ทำสัญญาณ โดยยกคานไม้ทั้งคู่กระแทกลงบนไม้ หมอน ระหว่างที่เคาะจังหวะอยู่นั้นผู้เล่นต้องเต้นไปด้วย เมื่อให้สัญญาณเคาะ ๓ ครั้งแล้ว ครั้งที่ ๔ ผู้ถือจะเอา คานทั้งสองเข้าชิดกัน ผู้เต้นจะต้องกระโดดให้สูงกว่าครั้งแรกของจังหวะและแยกขาออกให้พ้นไม้ ถ้าถูกหนีบ เรียกว่า ม้าขำคอก หรือ ม้าติดคอก คู่ที่ถูกไม้หนีบจะต้องออกไปเปลี่ยนให้ผู้ที่ถือคานอยู่เดิมนั้นเข้ามาเต้นใน ระหว่างคานนั้นบ้าง โอกาสหรือเวลาที่เล่น การเล่นม้าจกคอกนิยมเล่นในวันขึ้นปีใหม่ (สงกรานต์) ของล้านนา การเล่นม้าจกคอก เป็นการละเล่นเพื่อให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้เกิดความสามัคคีภายใน กลุ่มและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ๒.ชนกว่าง ในบรรดาการละเล่นพื้นบ้านทางภาคเหนือโดยเฉพาะการละเล่นที่เกี่ยวข้องกับสัตว์นั้น การเล่นชน กว่างนับได้ว่าเป็นที่นิยมไม่น้อยกว่าการชนไก่ กัดปลา ชนวัว หรือวิ่งควาย ของภาคอื่น ๆ กว่างชนกว่างใช่ว่าจะ ชนกันได้ในทุกฤดูกาล จะมีให้เล่นกันก็แต่เฉพาะในฤดูฝน คือประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม พอออกพรรษา แล้วก็ค่อย ๆ เลิกราปล่อยกันไป กว่างก็จะเริ่มหายตายจาก เพื่อการเกิดใหม่ในปีหน้าตามวัฏจักรของมัน กว่าง เป็นสัตว์จำพวกแมลงปีกแข็ง มีขา ๖ ขา ตัวผู้มีเขา ๒ เขา (เขาล่าง, เขาบน) ตัวเป็นสีน้ำตาล และสีดำ ที่เกิดมาจากด้วงมะพร้าว ซึ่งส่วนมากจะมีที่อยู่อาศัยในป่า มีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งพอจะรวบรวมได้ ดังนี้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๙ ๑. กว่างแม่อี่อู้ด เป็นกว่างตัวเมียไม่มีเขา ตัวสีน้ำตาล กว้าง ยาวประมาณ ๑ นิ้ว มักมีชื่อเรียกแตกต่าง กันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เรียกว่า “กว่างอี่มุ้ม” อำเภอเมืองเชียงราย เรียกว่า “แม่อี่หลุ้ม” หรือที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่า “แม่บังออน” เป็นต้น ๒. กว่างกิ เป็นกว่างตัวผู้ มีเขาสั้น ตัวเล็ก สีน้ำตาล ๓. กว่างกิดง เป็นกว่างตัวผู้ มีเขาสั้น ตัวโต สีน้ำตาล ๔. กว่างแซม เป็นกว่างตัวผู้ มีเขายาว ตัวเล็ก สีน้ำตาล (แดง) ไม่ค่อยนิยมเอามาเล่นชนกัน เพราะไม่ ค่อยมีความอดทน ดุดัน ๕. กว่างฮัก เป็นกว่างตัวผู้ ตัวเล็ก ขนาดกว้าง ยาวประมาณ ๑×๒ นิ้ว (เท่ากับกว่างแซม) มีเขายาว ตัวสีดำหรือที่มักเรียกกันว่า “กว่างฮักน้ำปู่” ถ้าเป็นสีดำ (ใส) เรียกว่า “กว่างฮักน้ำใส” ไม่ค่อยนิยมนำเอามา เล่นชนกัน ๖. กว่างโซ้ง เป็นกว่างตัวผู้ มีรูปร่างได้สัดส่วนสวยงาม ตัวใหญ่ (ประมาณ ๑ ๑/๒ x ๒ ๑/๒ นิ้ว) เขา โง้มยาว มีเล็บแหลมคม มีนิสัยอดทน ดุดัน และมีความฉลาด ตัวเป็นสีน้ำตาล (แดง) นิยมนำมาเล่นชนกัน มากกว่ากว่างชนิดอื่น ๗. กว่างห้าเขา มีรูปร่างใหญ่โตเท่ากับกว่างโซ้ง มีเขา ๕ เขา ไม่นิยมนำเอามาชนกัน อาหารของกว่าง ได้แก่ บวบ กล้วย (สุก) มะพร้าว และอ้อย อาหารโปรดของมันจริงๆ ก็คือ “อ้อย” โดยเฉพาะ “อ้อยตอง” จะมีรสหวานมาก นิยมนำเอามาเลี้ยงกว่างโซ้ง ซึ่งเป็นกว่างชน และการที่กว่างโซ้งได้ ดูดกินน้ำหวานจากอ้อยมาก ๆ จะทำให้มันมีร่างกายที่แข็งแรง มีพละกำลังมากในการที่จะต่อสู้กับศัตรู ๓. การสิกจุ่งจา เป็นการละเล่นของภาคเหนือ จะผู้เล่นมีกี่คนก็ได้ โดยชิงช้าทำด้วยเชือกเส้นเดียวสอดเข้าไปในรู กระบอกไม้ซาง แล้วผูกปลายเชือกทั้งสองไว้กับต้นไม้หรือใต้ถุนบ้านส่วนวิธีเล่น คือ แกว่งชิงช้าไปมาให้สูงมาก ๆ บทร้องประกอบผู้เล่นจะร้องตามจังหวะที่ชิงช้าแกว่งไกวไปมา ดังนี้ “สิกจุ่งจา อีหล้าจุ่งจ๊อย ขึ้นดอยน้อย ขึ้นดอยหลวง เก็บผักขี้ขวง ใส่ซ้าทังลุ่ม เก็บฝักกุ่ม ใส่ซ้าทั้งสน เจ้านายตน มาปะคนหนึ่ง ตีตึ่งตึง หื้ออย่าสาวฟังควักขี้ดัง หื้ออย่าสาวจูบ แปงตูบน้อย หื้ออย่าสาวนอน ขี้ผอง ขอน หื้ออย่าสาวไหว้ ร้อยดอกไม้ หื้ออย่าสาวเหน็บ จักเข็บขบหู ปูหนีบข้าง ช้างไล่แทง แมงแกงขบเขี้ยว เงี้ยว ไล่แทง ตกขุมแมงดิน ตีฆ้องโม่ง ๆ”
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๐ ๔. ปั่นหนังว้อง อุปกรณ์และวิธีเล่น การปั่นหนังว้อง คือการปั่นยางวงที่ใช้รัดของ เป็นการเล่นของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเล่นโดยการ จับคู่เล่นบนพื้นราบที่ไม่สกปรก เช่น พื้นเรือน หรือบนโต๊ะ อุปกรณ์ที่ใช้คือ ยางรัดของจำนวนมากน้อยเท่าที่หา ได้กติกาการเล่นมีอยู่ว่า หากผู้เล่นฝ่ายใดสามารถคลายยางรัดของออกจากกันเป็นเส้นปกติได้ ก็จะได้ยางรัดนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ วิธีเล่น เริ่มจากการนำยางรัดของมาคนละเส้นประกบกันแล้วให้ฝ่ายหนึ่งใช้ส้นมือถูยางรัดของที่ประกบกันนั้น โดยแรงให้ยางรัดทั้งสองเส้นบิดตัวพันกันจนแน่น แล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งพยายามแกะให้คลายออกจากกัน ถ้าทำได้ สำเร็จจะได้ยางรัดของไปเป็นของตน ถ้าทำไม่สำเร็จจะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งทำแทน ผลัดกันเช่นนี้ไปจนกว่าจะมี ผู้ทำสำเร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็เริ่มต้นใหม่ไปเรื่อย ๆ โอกาสหรือเวลาที่เล่น เป็นการละเล่นที่ใช้เล่นในยามว่าง คุณค่า / แนวคิด / สาระ การเล่นปั่นหนังว้อง เล่นได้ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง พ่อแม่สามารถให้ลูกเล่นในบ้านและคอยสังเกต พฤติกรรม นิสัยใจคอของลูก หากพบความผิดปกติจะแก้ไขได้ทันท่วงทีนอกจากนี้ยังเป็นการเก็บรักษายางรัด ของไว้ใช้ในโอกาสต่อไปอีกทางหนึ่งด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๑ ๕. ซิกโก๋งเก๋ง ที่มา https://sites.google.com/site/karlalankhongthai/phakh อุปกรณ์โก๋งเก๋งทำจากไม้ไผ่ ท่อนปลายของไม้รวก หรือไม้ซาง ตัดให้สูง ประมาณ ๒-๒.๕ เมตร ใช้ มีดตัดเจาะกิ่งไผ่ที่เป็นปมอยู่ข้อตาไผ่ออกให้หมด แต่ต้องเหลือไว้ตรงข้อแรกของไม้ไผ่ให้เป็นปมอยู่ เหลาข้ออื่น ๆ ให้เรียบเพื่อสะดวกในการจับถือ หาปล้องไม้ไผ่ที่ใหญ่กว่า ๒ ท่อนแรก ตัดให้เหลือข้อปล้องไว้ด้านหนึ่งยาว ประมาณ ๑๕-๓๐ เซนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน เจาะรู ๒ ด้าน เสร็จแล้วนำไปสวมเข้ากับไม้ ๒ ท่อนแรก โดยให้ ไม้ที่สวมนั้นไปค้างติดอยู่กับข้อตาไผ่ที่เหลือไว้ แล้วใช้ผ้าพันตรงไม้๒ ท่อนประกบกันให้แน่น วิธีการเล่น ใช้มือถือไม้โก๋งเก๋งตั้งขึ้นให้ตรง แล้วค่อยก้าวเท้าใดเท้าหนึ่ง ขึ้นเหยียบบนไม้โก๋งเก๋ง ซึ่ง ส่วนใหญ่จะใช้เท้าซ้ายขึ้นก่อน แล้วก้าวเท้าขวาตามตั้งตัวให้สมดุลแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งออกไป ถ้าล้ม ก็ขึ้นใหม่เดินใหม่จนคล่อง ๖. เตยหรือหลิ่น ที่มา https://sites.google.com/site/karlalankhongthai/phakh
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๒ อุปกรณ์ จำนวนผู้เล่น ๖-๑๒ คน วิธีเล่น ขีดเส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น (สมมติว่ามี ๖ คน) แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนประจำเส้น (ตามขวาง) อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของเส้นแตะได้ เมื่อเริ่มเล่นคนที่ ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหลหรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้นสุดท้ายแล้ววิ่งกลับ ถ้า วิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ โอกาสเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ เด็ก ๆ เล่นกันโดยทั่วไป ๗. ปล่อยโคมลอย โคมล้านนา คืองานหัตถกรรมพื้นเมืองจากภูมิปัญญาชาวบ้านสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาอย่างช้านาน ได้ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้ดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ของภาคเหนือ สำหรับในปัจจุบันนี้ชาวล้านนานิยมนำมา ประกอบในงานพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในงานประเพณียี่เป็ง มักแขวนโคมไว้บนที่สูง โคมทำจากไม้ไผ่เส้น เล็ก ๆ นำมาขึ้นโครงและนำกระดาษแก้วมาปิดทำเป็นรูปร่าง มีมากมายหลายรูปแบบ มีความเชื่อว่าแสง ประทีปจากโคมจะช่วงส่องประกายให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข ชาวล้านนาจึงนิยมปล่อยโคมขึ้นฟ้าและ จุดประทีปตามไว้ตามบ้านเรือนความเชื่อเกี่ยวกับการปล่อยโคมลอย การปล่อยโคมลอยเป็นการปล่อยเคราะห์ กรรมความชั่วสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ให้ลอยออกไปจากชีวิต เป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ ชั้น ดาวดึงส์ เป็นการส่งเหล่าเทวดาเหล่ากลับคืนสู่สวรรค์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๓ บรรณานุกรม จ๊ะโอ๋เอ๋. (๒๕๖๔). ตำนานเรื่อง พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิว. สืบค้นจาก https://intrend.trueid.net/north/chiang-mai/ตำนานเรื่อง-พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิว- trueidintrend_๑๗๐๑๒๓ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. (๒๕๕๑). ประวัติศาสตร์ล้านนา สมัยแคว้น-นครรัฐ. สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/๖๔๐๒ วรชาติ มีชูบท.(๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗). คนเมือง. วารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม ๒๕๕๗. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_๙๙๐๕๘ วชิรนที วงศ์ศิริอำนวย. (๒๕๔๒). อักษะล้านนา. บี.เอส การพิมพ์สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. (๒๕๖๕). หนังสือเรียนอักษรธัมม์ล้านนา. Educatepark. พยัญชนะไทย. สืบค้นเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ จาก https://www.educatepark.com/ พยัญชนะไทย Ongsakul, S. (๒๐๑๐). History of Lanna(๗thed.). Bangkok: Amarin. [In Thai] Samakkhan, S. (๑๙๙๗). Some special features of Northern Thai culture.In Society and Culture in Northern Thailand. Bangkok: Social Science Association of Thailand. [In Thai] Sunthonphesat, S. (๑๙๗๐). Introduction: society and culture of Lanna Thai.In Society and Culture of Lanna Thai: Collection of Social Science Research in Northern Thai. Chiang Mai: Social Science Faculty, Chiang Mai University. [In Thai]
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๔ ภาคผนวก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๕
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๖
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๗
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๘
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๙
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๐
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๑
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๒
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๓
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๔
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๕