การอนรุ ักษ์วไฒั ทยนทธรรงรดมา
คำนำ
การจัดทำหนังสืออนุรักษ์วัฒนธรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นหนังสือเสรมิ
ความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา เครื่องแต่งกายของคนไทยทรงดำซึ่ง
กำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลา และยคุ สมัย ท้ังน้คี ณะผูจ้ ดั ทำไดเ้ ลง็ เห็นถึง
เอกลกั ษณ์ทค่ี วรค่าแกก่ ารอนรุ กั ษ์ และคงความเป็นไทยทรงดำไวเ้ พ่อื ใหช้ นรุ่น
หลงั ไดศ้ กึ ษาเรียนรู้ และได้สืบทอดกนั ต่อไปจากร่นุ สู่รุ่น ในปจั จบุ นั วัฒนธรรม
ไทยทรงดำ เปน็ วัฒนธรรมที่เรม่ิ มกี ารนำมาเผยแพร่ ในสือ่ ตา่ งๆ จะเหน็ ไดว้ า่ มี
ความโดดเด่น สวยงาม และยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ที่มีมนต์ขลัง
คณะผจู้ ดั ทำจงึ ไดจ้ ัดทำหนังสอื อนรุ กั ษ์วฒั นธรรมไทยทรงดำขึ้น เพ่อื สง่ ตอ่ และ
สบื ทอดวัฒนธรรมไทยทรงดำ ให้ชนรุ่นหลงั ไดศ้ กึ ษาและร่วมสืบทอดสืบต่อไป
คณะผจู้ ัดทำ
สารบญั หน้า
เร่ือง 1
2
คำนำ 3
สารบญั 5
ประวัติความเปน็ มาของไทยทรงดำ 8
การแต่งกายของคนไทยทรงดำ 14
17
ตำนานผา้ ซน่ิ ลายแตงโม 22
ลายเอกลกั ษณ์ไทยทรงดำ
พิธกี รรมของไทยทรงดำ
ด้านภาษาของไทยทรงดำ
วิถีชีวติ ของคนไทยทรงดำ
บรรณานุกรม
ประวตั ิความเป็นมาของไทยทรงดำ
ประวตั คิ วามเป็นมา ไทยทรงดำ (โซ่งดำ)
“ ไทยทรงดำ ลาวโซง่ หรือ ไทยโซ่ง ” หมายถึง กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ กลุ่มหนึ่งที่
พูดภาษาไทย คนไทยเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ลาว หรือ ลาวโซ่ง เพราะอพยพจาก
เมืองเดยี นเบยี นฟู อยทู่ างตอนเหนอื ของ ประเทศเวียดนาม ผา่ นมายงั ประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวผู้ไทนิยมแต่งกายด้วยสีดำ จึงเรียก
ไทยทรงดำ ตามลกั ษณะเครื่องแต่งกาย ถน่ิ ฐานเดมิ อยู่บริเวณ แคว้นสิบสองจุไทย
อยู่ทางตอนเหนือประเทศเวียดนาม สว่ นคำวา่ “ โซง่ ” ที่เรยี กกันสันนิษฐาน
เป็นคำท่ีมาจากคำวา่ “ ซ่วง หรือ ทรง ” แปลวา่ กางเกง ไทดำถูกกวาดต้อน
และอพยพมาใน ประเทศไทย สมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง ถูกกวาดต้อนและอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ๓ คร้ัง
ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๒ สมัยพระเจา้ กรุงธนบุรี สาเหตุของเจ้าเมืองเวยี งจนั ทน์
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพไป
เวียงจันทน์ ได้รวบรวมครอบครัว ชาวเวียงจันทน์มาอยู่ในไทยพระเจ้ากรุงธนบุรี
โปรดเกล้าให้สร้างบ้านเรือนอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี และ
จงั หวัดจันทบุรี
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๓๕ สมัยรัชกาลที่ ๑ รวบรวมครอบครัว ลาวโซ่ง
ลาวพวน ลาวเวียงมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุเมืองแถง เมืองพวน
แข็งข้อต่อเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ยกกองทัพ ไปตีได้ ลาวโซ่ง
ลาวพวน ลาวเวียง ลงมาถวายพระมหากษัตริย์ไทย ที่กรุงเทพฯ รัชกาลท่ี ๑
โปรดเกลา้ ให้ลาวเวียงไปอยู่ท่ี จังหวัดสระบุรี ลาวพวนไปอยู่ท่ี จังหวัดสพุ รรณบุรี
และลาวโซ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านหนองเลา หรือ หนองลาว (หนองปรง) ตำบลหนองปรง
อำเภอเขาย้อย จังหวดั เพชรบรุ ี
1
ที่ ๓ พ.ศ.๒๓๖๙ – ๒๓๗๑ สมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุวงศ์แห่ง
เวยี งจันทน์ ก่อกบฏ ตอ่ ประเทศสยาม สมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว โปรดให้
ยกกองทัพไปปราบเมืองแถง ได้รวบรวมครอบครัวลาวโซ่งมาไว้ที่จังหวัด
เพชรบรุ ี ต้งั บ้านเรือนอย่ทู ีต่ ำบลทา่ แรง้ อำเภอบา้ นแหลม แตเ่ น่อื งจากลาวโซง่
อาศัยอยูท่ ี่ดอนน้ำทว่ มไม่ถึง แต่บรเิ วณนัน้ เปน็ ที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ลาวโซง่ ไม่เคย
ชินกับความอยู่แบบน้ี จึงอพยพมาในอำเภอเขาย้อย เพราะลักษณะภูมิ
ประเทศคล้ายเมืองแถง มีทั้ง ป่า ภูเขา ลำห้วย จึงได้ตั้งบ้านเรือนหนาแน่น
ที่สุด ที่ตำบลหนองปรง ตำบลห้วยท่าช้าง ตำบลทบั คาง ลาวโซ่งรุ่นเก่ายังไม่
ลมื ถ่ินฐานบ้านเดมิ มคี วามปรารถนาจะกลบั ไปบา้ นเกดิ ของตน เมือ่ เดินทางไป
นานๆ มีคนเจ็บคนตายไปเร่ือยๆ หลายคน พวกลูกหลานไม่สามารถเดินทาง
ต่อไปได้ เพราะไม่รู้ถิ่นฐานบ้านเกิดจึงตั้งหลักอาศัยอยู่บริเวณนั้น ได้แก่
จังหวดั พจิ ติ ร พิษณุโลก สุโขทยั กำแพงเพชร เปน็ ต้น คนไทยทรงดำมลี กั ษณะ
ทางวัฒนธรรมทเี่ ปน็ เอกลกั ษณ์ของตนเอง เช่นภาษาพูดและภาษาเขียน อาชพี
การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ การดำรงชีวิต
ประจำวันยังคงผูกพันกับประเพณี พิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิมอยู่เป็นอัน
มาก ลักษณะทางสังคมของไทดำยังคงรักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี
และพิธีกรรมไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความเป็นปึกแผ่นและ
การดำรงเอกลักษณข์ องกลุม่ ชาตพิ นั ธุ์
การแต่งกายของคนไทยทรงดำ
ชาวไทยทรงดำเดิมนิยมทอผ้าเอง และนำมาตัดเย็บเป็นเครือ่ งน่งุ หม่
ที่นอน หมอน มุ้ง และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเชื่อ โดยเฉพาะเครื่อง
แต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ไทยทรงดำในจงั หวัดเพชรบุรีที่สำคญั
คือ ผ้าซิ่นลายแตงโม เสื้อก้อม เสื้อไท เสื้อห่งเห่ง เสื้อฮี และผ้าเปียว สีของ
2
ผ้าซิ่นที่เปน็ สดี ำหรอื สีพื้นเข้มเป็นหลัก การแตง่ กายไทยทรงดำ เน้นด้วยผ้าสี
ดำหรอื สกี รมท่า โดยแบง่ ออกเปน็ ของผ้ชู ายและผู้หญิง การแต่งกายผชู้ าย คือ
ใส่เสอื้ ไทตดิ กระดมุ เงนิ ต้ังแต่ 11 เม็ดข้นึ ไป สวมซ่วงกอ้ ม หรือ (กางเกงขาสน้ั )
คาดด้วยสายคาดเอว หรือ (ฝักเอว) ใส่เสื้อฮีชายในชุดพิธีกรรม การแต่งกาย
ผู้หญิง คือ ใส่เสื้อก้อมติดกระดุมเงินไม่เกิน 11 เม็ด ฮ้างผ้าซิ่นลายแตงโม
ทรงหนา้ ววั หรือหน้าสน้ั หลงั ยาว ผาดบ่าด้วยผ้าเปยี ว สะพายกะเหล็บ ใสเ่ ส้อื ฮี
หญิงในชดุ พธิ กี รรม
ตำนานผ้าซ่นิ ลายแตงโม
เป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมา การที่ผ้าซิ่นลายแตงโมใช้เส้นยืนสีแดง
เป็นหลัก เส้นพุ่งเป็นสีดำหรือครามเข้าเกือบ
ดำนั้นเร่ืองราวก็มีอยู่ว่าเป็นธรรมเนียมมาต้ังแต่
โบราณกาล ผู้ชายที่เป็นสามีเป็นผู้นำของ
ครอบครัวมีหน้าที่ออกจากบ้านไปเข้าป่าหักร้าง
ถางพง เป็นแหลง่ ทำมาหากินทำไร่ไถนาหาเผือก
หามัน ปล่อยให้ภรรยาอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน
จนกวา่ สามีจะกลบั บ้านสาวเจา้ จะนง่ั ทอผ้าไป ใจก็ประหวัดนึกถงึ สามีท่ีเข้าป่า
หลายวัน อันความรัก ความคิดถึงย่อมจะมอี ยู่ในตัวของทุกคน มันวิ่งแล่นอยู่
ทุกลมหายใจยงิ่ กว่ากระสวยทพี่ งุ่ ผา่ นเป็นเสน้ ขดั ใหเ้ ปน็ ผนื ผา้ ในก่ที อผา้ ท่ีกำลงั
ทออยู่สาวเจ้าจึงใช้สีแดงย้อมเส้นยนื ซึ่งเป็นสีที่ใชแ้ ทนหัวใจที่โหยหาอาวรณ์
ในคนรกั ทีจ่ ากกนั ส่วนเส้นพุง่ ใชส้ ีครามเข้าเกือบดำแทนตัวเอง ใช้ทอทับเป็น
เส้นขัดให้เกิดเป็นเนื้อผ้า โดยซ่อนเส้นยนื สีแดงเอาไว้ เมื่อเวลานุ่งผ้าซิ่นลาย
แตงโมคอยสามี ต้องแสงแดดแวววบั ของเหลอื บสแี ดงสะท้อนออกมา เสมือน
หนงึ่ เปน็ ส่อื สัญญาณแหง่ ความรักทม่ี ตี อ่ กัน แมจ้ ะเห็นเพียงราง ๆ กต็ าม ทเ่ี ปน็
3
เช่นนี้ก็เพื่อปกปิดความอายท่ีเป็นคุณสมบัตขิ องหญิงสาวชาวลาวโซ่งโดยแท้
ผ้าซิ่นลายแตงโม จะตอ้ งนำมาตอ่ หวั ซิ่นสคี รามเข้มเกอื บดำ สว่ นตีนซน่ิ เย็บต่อ
ให้มีความหนาเพอ่ื ป้องกันไมใ่ ห้ชายผา้ ซนิ่ ขาดง่ายเกินไป
(ตวั อยา่ ง ชดุ ไปไรไ่ ปนา)
(ตวั อยา่ ง ชุดแตง่ งาน ชดุ เจา้ บา่ วและเจ้าสาว)
4
(ชุดทใี่ ช้ในการทำพธิ ีกรรม)
ลายเอกลักษณไ์ ทยทรงดำ
การประดิษฐ์เคร่ืองนุ่งห่มและเครื่องใช้มีการตกแตง่ โดยการนำผ้าสี
ตา่ งๆ มาประดิษฐเ์ ป็นลายดอกไม้แบบเรขาคณิต ประดับด้วยกระจกหรอื เลอ่ื ม
ตรงกลางของลาย สำหรับลายที่นิยมประดิษฐ์ได้แก่ ลายดอกแปด ลายดอก
ดาวกระจาย ลายดอกมะลิ ลายขาบัว และลายดอกฟกั เปน็ ต้น ลายประดิษฐ์
นี้ชาวไทยทรงดำ เรียกว่า ลายผ้าหน้าหมอน เพราะนำมาใช้แต่งปิดหัวท้าย
หมอน นอกจากนั้นยังนำใช้ตกแต่งเส้ือผ้าเครื่องแตง่ กาย เช่น เสื้อฮี กระเปา๋
คาดเอวผูช้ าย การทำหนา้ หมอนจะมสี หี ลัก ๔ สี คือ แดงเลือดหมู สสี ม้ สีเขียว
และสีขาว
ตวั อยา่ งลายเอกลกั ษณ์ไทยทรงดำ
1.ลายขอผักกดู ผักกดู มีลักษณะเป็นเกลด็ หยักคล้ายซ่ฟี ัน มีขอบดำ
ขึ้นหนาแน่นตามชายป่าที่แดดส่องถึง ตามบริเวณลำธาร หรือบริเวณคันน้ำ
ผักกูดมียอดงอ รสชาติอร่อยผักกูดมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคน ไทดำ
5
ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในเวียดนาม หรือแม้แต่ชาวไทดำที่อพยพ
เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศ ไทย โดยมีเรื่อง
เล่าเกี่ยวกับตำนานผักกูดไว้ว่า ชาวไทดำใน
เวียดนามมีอาชพี ทำนา ทำไร่ และปลกู ผกั กดู
ไว้ที่ ปลายไร่ เป็นธรรมเนียมของลูกหรือ
หลานสาวจะมีหน้าที่ไปเก็บผักกูดให้พ่อแม่
ปู่ย่า ตายาย นำมาเป็นอาหาร มาวันหนึ่งลูก
สาวก็ออกไปหาผักกูดเพ่อื จะนำมาให้พ่อแม่กิน
หาไปจนท่วั ท้งั ป่ากไ็ ม่พบสกั ต้นเดียว จงึ เสยี ใจ เปน็ อย่างมาก เน่อื งจากเกรงว่า
พอ่ แม่จะไมม่ ีอาหารกนิ จงึ น่งั รอ้ งไห้อย่ใู นปา่ น้นั ฝา่ ยผักกดู เม่ือเหน็ นางร้องไห้
จนนำ้ ตาตกลงสู่พ้ืนดิน จึงเห็นใจในความกตญั ญูของนางย่ิงนกั ตา่ งพากันแข่ง
ยอดขึ้นมามากมายให้นางได้ เก็บไปให้พ่อแม่ เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน นางก็
รำลกึ ถึงบญุ คณุ ของผกั กูด จึงนำรูปลักษณข์ องผกั กูดมาทอเปน็ ลาย “ผกั กูด”
หรอื “ลายขอกดู ” ขนึ้ บนผืนผา้ ทุกช้ินของตน (บาน เขอื่ นเพชร, 2544)
2.ลายดอกผักแว่น ผักแว่นเปน็ ผกั พื้นบ้านประเภทไมล้ ้มลุกจำพวก
เฟิร์น ลำต้นเปน็ เหงา้ เรียงยาว ใบ หนาแน่นช่วง
ฤดูฝน เป็นพืชที่อยู่ตามชายฝั่งของลำน้ำ ห้วย
หนอง คลอง บงึ ใชเ้ ป็นผักจม้ิ กับนำ้ พริก ลกั ษณะ
ของดอกผักแว่นเป็นดอกเล็กๆ สวยงามเกิดเป็น
กลุ่มและโตเร็วชาวไทยทรงดำมีความเชื่อว่า
รูปร่างของดอกทีม่ ขี นาดเล็กเกิดเป็นกลุ่มและโต
เรว็ น้ถี ้าใครสามารถปกั ลายผกั แว่นได้ก็จะแสดงถงึ ความอดทน ความเอ้ือเฟื้อ
ประณีตละเอียดอ่อน เจริญงอกงามและสร้างความกลมเกลียวให้ครอบครัว
6
เป็นปึกแผ่นได้ ดังนั้นผ้าลายดอกผักแว่นจึงนิยมมอบให้แก่คู่บ่าวสาวในวัน
แตง่ งาน หรอื ผใู้ หญ่นบั ถือ ( ใหญ่ ทองอรา่ ม, 2544)
3.ลายดอกพิกุล ดอกพิกุลเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ดอกเล็กมี
8 กลีบ ออกเป็นช่อ ๆ ละ 2 – 6 ดอก กลีบดอกสีขาวนวล กลีบรองดอกสี
นำ้ ตาล มีขนนุ่ม กลิ่นหอมลายดอกพิกลุ นิยมปักไวบ้ น
หน้าหมอน สาบเสื้อฮี และเชิงเสื้อฮี เนื่องจากมี
ความเชื่อว่า ผู้ใดสามารถปักลายดอกพิกุลได้จะ
แสดงถึง ความอดทน และการหลุดพ้น เพราะว่า
เป็นลายที่มีความละเอียด ต้องใช้เวลาในการปัก
ค่อนข้างนาน หญิงสาวผู้ใดสามารถ ปักลายพิกุลได้
จะบ่งบอกใหท้ ราบถงึ คณุ สมบตั พิ รอ้ มทีจ่ ะออกเรอื นได้
การทอผ้าเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ความพยายาม ขยัน อดทน และ
ความละเอยี ดประณตี มีการถ่ายทอด กรรมวธิ ีการทอให้แก่สมาชิกที่เป็นเพศ
หญิง สั่งสมภูมิปัญญาการทอผ้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จากรุ่นสู่รุ่น
โดยทว่ั ไปตั้งแตโ่ บราณกาล ภมู ปิ ัญญาด้านการทอผา้ ในแตล่ ะกลุ่มชนส่วนใหญ่
มีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจ แตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อย ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นท่ี จากการลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล ไทดำที่พบว่า
ปัจจัยพื้นฐานในชีวิตไทดำเช่น บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย การแต่งกาย สิ่งของ
เคร่ืองใช้ต่างๆ ปัจจุบันส่วนใหญ่ได้เปลีย่ นแปลงไปตามสภาพสังคมสมัยใหม่
อาทิ การใชผ้ ้าในวถิ ชี ีวิตไทดำ ซ่งึ เกีย่ วข้องกบั ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินดา้ นการทอผา้
ของชาวไทดำ ในอดีตใช้กรรม วิธีการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น การ
ยอ้ มคราม การทอผ้าดว้ ยมือตามแบบดั้งเดิมก็เหลือให้เหน็ นอ้ ยมาก มีการนำ
สีเคมมี าใช้ในการย้อมสผี า้ มีการนำดา้ ยโทเรมาใชแ้ ทนเสน้ ไหม ใยฝ้าย ทป่ี ลูก
7
หรือเลี้ยง ไหมเอง มีการนำกี่กระตุกเข้ามาใช้แทนกี่แบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่ม
ปริมาณและความรวดเร็ว ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่ง ใหม่ ราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย
ตามท้องตลาด การนำไปใช้ก็มีความสะดวกไม่ต้องเสียเวลา และแรงงาน
มากมาย ไปในการจัดหาวัสดุจากธรรมชาติ ทำให้การทำงานมีความรวดเร็ว
มากยง่ิ ขึ้น สง่ ผลให้ภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ่ ท่มี ี มาแต่โบราณของชาวไทดำกำลังสูญ
หายไปอยา่ งนา่ เสียดาย
พธิ ีกรรมของไทยทรงดำ
1.พิธีปาดตงข้าวใหม่ การไดก้ นิ ข้าวใหม่แล้วจะต้องใหผ้ ีเรือนมากนิ
ขา้ วใหมก่ อ่ น เพอ่ื จะไดเ้ ปน็ สิรมิ งคลแก่ตนเองและครอบครัว ในสมัยก่อนชาว
ไทยทรงดำ หมู่ ๑ ตำบล
หนองเต่า อำเภอเก้า
เลย้ี ว จงั หวดั นครสวรรค์
ทำนา จะทำพิธีปาดตง
ข้าวใหม่ โดยเชญิ ญาติพี่
น้องที่เป็นผีเดียวกัน
มาร่วมพิธีด้วย พิธีนี้
เจ้าของบา้ นจะเป็นผู้ทำ
พิธแี ละจดั ให้เสรจ็ ภายในวนั เดยี วระยะ เวลาจัดงานพธิ ปี าดตงขา้ วใหม่เป็นพิธี
ที่ชาวไทยทรงดำหลงั เกบ็ เก่ยี วข้าวเสร็จ แลว้ จะทำปาดตงขา้ วใหม่ โดยจะทำ
1ปีต่อครั้ง จัดขึ้นราวเดือนอ้าย เดือนยี่ วิธีการปาดตงข้าวใหม่โดย เตรียม
ข้าวเม่า (ข้าวในนานำมาคั่วแล้วตำ) นึ่งข้าวเหนียว ข้าวฮางปางข้าวใหม่
(ข้าวเปลือกที่เป็นข้าวเหนียว มานึ่งแล้วนำมาตากแดดให้แห้ง เมื่อตากแดด
แห้งแล้วกเ็ อาไปตำฟาดแกลบออก เอาแต่เมลด็ ข้าวเหนยี วมานึ่งอีกครั้งหน่งึ )
8
ข้าวตะหลาย (เป็นเมล็ดข้าวเหนียวที่เกี่ยวมาตากแล้วนำมาสีมาตำเป็นข้าว
เหนียว)พอถึงวนั ปาดตงจึงนำข้าวเหนียว ขา้ งฮาง ส่วนขา้ วเมา่ คลุกเคล้ากับ
มะพร้าวขูดพรมน้ำเกลือ ขนมข้าวต้มมัด ขนมนมสาว (ขนมเทียน) ออ้ ย
กล้วย เผือก มัน และผลไม้แลว้ แต่จะหาได้ไก่ 1 ตัว สำหรบั ทำแกงใส่หนอ่ ไม้
ซง่ึ แกงไก่ใส่หนอ่ ไม้นีจ้ ะขาดไม่ได้ นอกจากแกงหน่อไม้แลว้ จะมีแกงและอื่นๆ
เช่น ผักจุบ๊ ผักแว่น ผักบุ้ง แจ่ว ปลาร้า เมื่อเตรียมเคร่ืองเซ่นเรียบรอ้ ยแลว้ ก็
เริ่มพิธีปาดตงเครื่องเซ่นที่เตรียม ใส่สำรับมีเล้า1ขวด ขันหมาก ขันน้ำ ข้าว
เหนยี วใส่กล่อง ข้าวเมา่ ขา้ วฮางใส่ถ้วย แล้วจดั สำรับทง้ั คาวแล้วหวานไปไว้ท่ี
กะล่องหองวางไว้บนเสื่อท่ีปูเตรยี มไว้ จากน้นั เจา้ ของบา้ นและเพื่อนบ้านก็จะ
เรียกให้ผปี ่ยู ่า ตายาย มากิน โดยจะใชร้ ะยะเวลาประมาณครงึ่ ชว่ั โมง หลงั จาก
นั้นจึงเรยี กญาตพิ ี่นอ้ งมากนิ ปาดตงข้าวใหม่
การตำขา้ วเมา่ ในพธิ ปี าดตงข้าวใหม่
ในสมัยกอ่ นชาวบ้าน จะมาพรอ้ มกนั ทล่ี านตากข้าว หลงั จากนั้นจะมี
การตำข้าวเม่า และมีกจิ กรรมต่าง ๆเพื่อความสนุกสนานในงาน เช่น การขดู
มะพรา้ ว การตำข้าวเมา่ การ
กินข้าวเม่า พิธีกรรมปาดตง
ข้าวใหม่ การตำข้าวเม่าใน
สมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่การ
ต ำ ข ้ า ว เ ม ่ า ม ั ก จ ะ เ ป็ น
กิจกรรมของผู้หญิง เวลาที่
ลูกสาวบ้านใดตำข้าวเม่าก็
มักจะมีหนุ่มในละแวก
หมู่บ้านที่เป็นเพื่อนหรือเป็น
9
แฟนมาช่วยตำบา้ ง คั่ว-ตำ-ฝัดกนั ไป ขบเคีย้ วกินเล่นพลางพูดจาหยอกล้อกนั
บา้ ง เกีย้ วพาราสีกันตามประสาหนุ่มสาว แตท่ ้ังนกี้ อ็ ยู่ในสายตาของผูใ้ หญ่ทนี่ ่ัง
ดูนั่งฟังอยู่บนบ้านหรอื ชานเรือน บางทีท่านเหล่านัน้ ก็ลงมานั่งพดู น่ังคยุ แบบ
เป็นกนั เองที่บริเวณลานบ้านทตี่ ำข้าวเม่าน้นั ดว้ ย แต่ในปัจจบุ นั การตำข้าวเม่า
เริ่มท่ีจะสูญหายไปจากพธิ ีปาดตงข้าวใหม่ เนอ่ื งจากในยคุ สมัยปัจจุบนั จะเน้น
ไปที่ความสะดวกโดยการซื้อข้าวเม่า จึงทำให้ไม่ค่อยมีการตำข้าวเมา่ เหมือน
เมอื่ กอ่ น
วิธีการทำขา้ วเม่า
ข้าวเมา่ มที ้งั ข้าวเมา่ ขา้ วเหนียว ขา้ วเจา้ และขา้ วเหนียวดำ โดยที่นิยม
มากที่สุดคือข้าวเม่าข้าวเหนยี ว แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ข้าวฮ่างหรอื ข้าวเม่า
อ่อนทำจากเมล็ดข้าวสีเขียวจัด ข้าวเม่าแบบเขียวอ่อน ทำจากข้าวห่ามท่ี
เปลือกเป็นสีเขยี วเข้ม ข้าวเม่าขาวนวล ทำจากข้าวเกอื บแก่ เปลือกเขียวอม
น้ำตาลการตำขา้ วเม่า จะทำในช่วงระยะเวลาท่ีขา้ วออกรวง เมลด็ ขา้ วมีสีเหลอื
งอมเขยี วหรือมีสีเหลอื งเกือบทง้ั รวง ชาวนาก็จะเกบ็ เกย่ี วและมดั รวมเป็นกำๆ
จากนั้นกน็ ำมาวางรวงข้าวบนกระดง้ ใบใหญ่ ใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนรวงข้าวท่ี
นำมากองรวมกัน (เรียกว่า “การนวดข้าว”) จนกระทั่งเมล็ดข้าวหลุดร่วง
ออกมาจากรวงหมด หลังจากนั้นฝัดเอาเมล็ดข้าวที่ลีบออกให้หมด นะไปใส่
กระบุง ใช้เกลอื ป่นโรยลงไปพอประมาณ ต่อจากน้ันก็ก่อไฟ เมือ่ ไฟติดดีแล้วตั้ง
หม้อดนิ หรือกระทะขนาดใหญ่ ใช้ถ้วยแกงตักเมล็ดข้าวในกระบุง ๑ - ๒ ถ้วย
ใส่ลงในหม้อดินหรือกระทะ ใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมยาวประมาณ ๑ ศอก
เศษ ตรงปลายแหลมเสียบตดิ กับกาบมะพร้าวท่ีมีเปลือกตดิ อยู่ ตดั สนั้ ขนาด ๑
ฝ่ามือตามขวาง ใช้สำหรับคนเพื่อให้เมล็ดข้าวในหม้อดินหรอื กระทะถูกความ
ร้อนได้ทั่วถึงกัน จนกระท่ัวได้ยินเสียงข้าวในหม้อดินหรือกระทะแตก แล้วให้
10
รีบยกลง เทข้าวลงในครกแลว้ ช่วยกันตำ การตำก็จะตำด้วยสากมือหรือครก
กระเดื่อง ซึง่ ทำจากไมแ้ กน่ มีความยาวประมาณหนึง่ วา สลับกันตำสองหรือ
สามคน ลงสาไล่กันไป จนกว่าเม็ดขา้ วจะแบนเปน็ ขา้ วเม่า สงั เกตเมล็ดข้าวจะ
มีลักษณะลีบแบนทัว่ ทั้งหมด แล้วนำมาใสใ่ นกระด้งแล้วฝัดแยกส่วนที่เป็นผง
หรอื ป่นมาก ๆ ออก แล้วนำไปเก็บในภาชนะ
(ภาพตวั อย่าง ข้าวเมา่ )
(ภาพสาธิตการตำขา้ วเมา่ แบบโบราณ)
11
ความเปน็ มาและความเชอื่ พธิ เี สนเรอื น
พิธีเสนเรือนเป็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของผี วิญญาณ
บรรพบรุ ุษของชาวไทยทรงดำ ซึง่ เปน็ พธิ ีกรรมท่จี ัดขึ้นเพื่อเซน่ ผีเรอื น ไดแ้ ก่ ผี
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแลว้ และได้ทำพธิ ีอัญเชญิ มาไว้บนเรือน โดย
จัดให้อยู่มุมห้อง ๆ หนึ่ง ทางหัวสกัดของบ้านเป็นการสมมตไิ ม่มีกระดูกและ
สัญลกั ษณใ์ ด ๆ วา่ เป็นผตี นใด เป็นทว่ี ่างเปล่า ตรงน้นั จะเรยี กวา่ "กะลอ้ หอ้ ง”
ซึ่งแปลวา่ มุมหอ้ ง ตามปกติท่ตี รงน้ันจะมถี ว้ ยชามและแก้วนำ้ ตง้ั อย่แู ละข้างฝา
บรเิ วณนัน้ จะเจาะเปน็ รกู ลมเท่าไขเ่ ป็ดลอดไวด้ ้วย พธิ ีเสนเรอื นนยิ มทำกันเป็น
ประจำแต่ละบ้านทุกปีหรือ ๒-๓ ปีครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผีเรือนของตนได้มารับ
เครื่องเซ่นไหว้จากลูกหลาน เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญู ระลึกถึง
พระคุณของบรรพบุรษุ ผูล้ ่วงลับไปแลว้ เชื่อกันว่าเม่ือได้จัดพิธีเซ่นไหวผ้ ีเรือน
แล้วผีเรือนจะปกป้องคุ้มครองรักษาตนและครอบครัวให้มีความสุข
เจริญก้าวหน้า ทำมาค้าขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า "เฮ็ดนาก็มีข้าวขาย เฮ็ดไฮ่ก็มี
หมากไม้เต็มกอ” กระบวนการและพิธกี รรม
พธิ เี สนเรอื นกระทำในเดอื นใดก็ได้ ยกเวน้ เดอื น ๙ และเดอื น ๑๐ ท้ัง
๒ เดอื นนี้ เพราะถือกนั ว่าผเี รอื นไมอ่ ยู่บ้านไปเฝา้ เทวดา ดงั คำกลา่ ว "เดอื นสิบ
เดอื นเกา้ ผเี ฮือนต่างไปเฝา้ แถน” ดังนน้ั การทำพธิ เี สนเรือนในระยะ ๒ เดือนน้ี
จึงไม่บังเกิดผลใด ๆ โดยปกตแิ ลว้ มกั ทำกนั ในระยะท่ีวา่ งจากการทำนา แต่ใน
เดือน ๕ ไม่นิยมทำเพราะช่วงดังกล่าวนี้เป็นหน้าแล้ง ไม่ค่อยมีความอุดสม
สมบูรณ์ในเร่ืองข้าวปลาอาหารและผลไม้ การงดเว้นไม่จัดทำพิธีเสนเรือนนัน้
อาจทำใหผ้ เี รอื นของตนอดอยาก และในที่สดุ ผีเรือนอาจกอ่ ความเดอื ดร้อนให้
ตนและคนทีอ่ ยใู่ นครอบครัวได้ ดังนั้นทางท่ดี จี ึงควรทำพิธีเสนเรอื นสกั ครงั้ หนงึ่
ในรอบปี หรือ ๒-๓ ปี ผีในตระกูลเดียวกันเรียกว่า "ส่ิง” เดียวกัน ผีเรือน
12
คือ ผีที่ตายในบ้านนั้น เช่น แก่ตาย และตายดีไม่ใช่ตายโหง ผีตายเพราะ
อุบัติเหตุเรียกว่าตายโหงจะไม่นำมาเป็นผีเรือน ผีที่ตายในบ้านหลังจากที่เผา
ศพแล้วจะมีการทำพิธีอัญเชิญวญิ ญาณให้มาอยู่บนบ้าน เรียกวา่ พิธเี รียกผีขึน้
เรือน ทุกบ้านจะมีรายช่ือของผู้ตายหรือบัญชีของผีประจำเรือนไว้เรียกว่า
"ปับ๊ ผเี ฮือน” ในวันเสนเรือนหมอเสนจะนำป๊ับผเี รอื นมาอา่ นรายช่อื ผีเรือนเพอื่
เชิญมาให้รับของเซ่นไหว้ทีละ ๑ ตน ห้องผเี รือนนีป้ กติเจ้าของบ้านจะระวงั มิ
ให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้รับอนุญาตเข้าไป ถ้าเผลอเขา้ ไปโดยที่เจ้าของบ้าน
มิไดบ้ อกกล่าวผีเรอื นถอื วา่ เปน็ การผิดผี เจา้ ของบ้านอาจไดร้ บั เคราะหเ์ อง การ
ประกอบพิธีเสนเรือนมีข้ันตอน ดังนี้ เริ่มจาก นำส่วนท่ีสำคัญของหมู เช่น
หัวหมู ซี่โครงหมู ขาหมู (หน้า-หลัง) หางหมู มาต้ม ให้สุกทั้งตัว และมา
ประกอบกันให้เป็นตัวหมู แล้วใส่ไว้ใน "ปานเผือน” (ภาชนะจักสานคล้าย
กระจาด) เพื่อทำพธิ ีเซ่นไหว้ โดยนำไปวางไว้ที่ห้องผีเรอื น การดำเนินการจะ
เป็นหน้าที่ของหมอเสน นอกจากหมูแล้ว อาหารที่นำไป เซ่นไหว้ที่สำคัญ
ประกอบด้วย ขนมต่างๆ
ได้แก่ ข้าวต้มมัด มันต้ม
เผือกต้ม และผลไม้ ตาม
ฤดูกาล ส่วนของคาว จะ
ประกอบด้วย ไก่ต้ม หรือ
ไก่ซ้อง ที่ต้องต้มให้สุก
ทงั้ ตัว ปลาชอ่ นย่าง ๑ ตัว
แกงบอน แกงหน่อไม้ดอง
ต้มกระดกู หมใู ส่หน่อไมด้ อง ลาบเลือด ทีข่ าดไมไ่ ดค้ ือ ขนมจนี นำ้ ยา นำอาหาร
ทุกอย่างใสไ่ ว้ท่ีปานเผอื น เพ่ือทำพธิ ีเซน่ ไหว้ พร้อมกับหมทู ่ีเตรยี มไว้ จากนั้น
13
ลูกหลานก็จะยกปานเผือน ที่ใส่อาหารไว้เข้าไว้ในห้องผี เพื่อทำพิธีเซ่นไหว้
ต่อไป นอกจากอาหารแล้ว จะมีเหล้าอีก ๑ ขวด ในการเซ่นไหว้ ในพิธีการ
หมอเสนจะให้ลกู หลานยกปานเผอื นข้ึนเหนอื หัว แลว้ กลา่ วตามหมอเสน โดย
เรียกและกล่าวชือ่ ของบรรพบรุ ษุ ใหม้ ากินอาหารที่ลูกหลานได้นำมาเซน่ ไหว้
และหากมีส่งิ ใดที่ลกู หลานไดก้ ระทำผิดกจ็ ะมกี ารกล่าวคำขอโทษดว้ ย หลงั จาก
พธิ กี ารผ่านไป ๑ ชัว่ โมง หมอเสนก็จะมกี ารบอกกล่าวกับบรรพบรุ ษุ อีกครั้งว่า
หลงั จากบรรพบรุ ษุ ได้กินอ่มิ แล้ว จะนำปานเผอื นท่ีมีอาหารนไี้ ปให้ลกู หลานได้
กินกัน เพื่อเปน็ สิริมงคลแกล่ ูกหลานต่อไป ที่สำคัญพิธีและประเพณีนี้จะต้อง
เชิญเพื่อนบา้ นทเี่ ปน็ ไทยทรงดำมากนิ อาหารดว้ ย
(ภาพพธิ ีเสนเรอื น)
ดา้ นภาษาของไทยทรงดำ
ชาวไทยทรงดำจะมภี าษาพดู เฉพาะของตนเองเม่ืออยกู่ ับพวกพีน่ อ้ งหรอื
ญาติสนิทกันจะ ส่งภาษาเดียวกัน แต่ภาษาเขียนของชาวไทยทรงดำไม่มีใคร
เขียนไดแ้ มก้ ระทั้ง ผสู้ งู วยั บางท่านยงั เขียนภาษาไทยทรงดำไมไ่ ด้ นอกจากผู้ที่
มีความร้ใู นด้านไสยศาสตรห์ รอื คาถาอาคมหรอื พอ่ มด บางทา่ นกเ็ ขยี นได้ส่วน
14
ใหญ่จะนอ้ ยมาก ภาษาโซ่งหรือภาษาไทดำ จดั อยู่ในภาษาตระกูลไท (คำวา่ ไท
ในตระกูลภาษา ไม่ตอ้ งเติม ย) มวี ิธีการเรียงคำ (วากยสมั พันธ)์ อยา่ งเดียวกัน
กับภาษาอื่นๆ ในตระกูลไท คือมีประธาน ของประโยค มีคำกริยาและหรือมี
กรรมตามท้าย นอกจากนี้ยังมีอักษรใช้เขียนภาษา เรียกว่า อักษรไทดำ
(ไม่เรียกอักษรโซ่ง หรืออักษรไทยทรงดำ) มีข้อน่าสังเกตเก่ียวกับภาษาโซ่ง
คือ คำไทยถ่นิ กรงุ เทพฯ ทส่ี ะกดดว้ ยเสยี ง ก ภาษาโซง่ จะไมอ่ อกเสียงตัวสะกด
เต็มมาตรา คลา้ ยกบั หยุดเสยี งไว้ ส่งผลให้แปรเสยี งเป็นวรรณยุกต์ตรี เช่น คำ
วา่ ลูก จะเป็นคำวา่ ลุ คำวา่ ยาก จะเป็นคำวา่ ญะ คำวา่ นอก จะเปน็ คำวา่ เนาะ
สภุ าษิตลาวโซง่
1."แม่ญิงหลัก มะตอ ป้อจายจ้า"(หลัก=ฉลาด, จ้า=เชื่องช้า) ="หญิง
ฉลาดอยา่ งไร ก็ไมเ่ ทา่ ชายท่ดี ูเชอื่ งชา้ "
2."แมย่ า่ เอิ้นใหข้ าน แมย่ ่าวานใหเ้ อด็ "(เอนิ้ =เรียก, เอ็ด=ทำ) ="แม่สามี
เรียก ให้ขาน แม่สามวี านใหท้ ำ"
3."เข้าป่า จวนกำ นำกนก่อนยะ"(กำ=ค่ำ, ยะ=อยาก) =เข้าปา่ ตอนค่ำ
ได้ประโยชน์นอ้ ย ชวนคนทำอะไรท่ีเขายงั ไมอ่ ยากทำเขาใหค้ วามร่วมมอื น้อย"
4."ตื่นเจ้าได้เวีย๊ หลาย ตื่นสายได้เว๊ียนอ้ ย"(เวี๊ย=งาน, เจ้า=เช้า) ="ตืน่
เช้าไดง้ านหลายอย่าง ต่ืนสายได้งานน้อย"
15
ตัวอยา่ งคำโซง่ ที่ใชใ้ นชีวิต
ภาษาโซ่ง ภาษาไทย
ปเ้ี อือ่ ย พชี่ าย พสี่ าว
ฮาั ม๊กั ซแู หล ผมรกั คุณ
อย๋กู ะเลา อยทู่ ไ่ี หน
ไปกาเลามาเล้ ไปใหนมา
อแี๊ มน่ีจั้นแตจ๋ นั ว่า ผู้หญิงคนน้ี สวยจรงิ ๆเลย
เจ๊บแข๋วว ปวดฟนั
วา่ สอ้ื เลา ว่ายังไง
อ้าย พ่อ
เอม แม่
อา้ ยอู่ ปู่
เอมอู่ ย่า
อา้ ยเถา่ ตา
เอมเถา่ ยาย
ฮา ฉนั
ซู เธอ
ดา้ นตัวอักษร
คนไทดำมภี าษาเขยี นเปน็ ของตนเอง ภาษาไทดำจัดอยู่ในตระกูลภาษา
ไท (Tai Language family) กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับภาษาไทยและ
ภาษาลาว สำเนียงพูดของคนไทดำแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ไม่
มาก รูปอักษรไทดำมีความสวยงาม ลักษณะคล้ายอักษรลาว และอักษรไทย
โบราณบางตวั
16
ตวั อกั ษรไทยดำ (เขยี นโดย นายเคียน ทองเย็น หมูท่ ่ี ๔ บ้านทา่ ช้าง)
วิถชี ีวติ ของคนไทยทรงดำ
ดา้ นบา้ นเรอื นท่อี ยอู่ าศัย
บ้านไทยทรงดำ (โซ่งดำ) แบบดั้งเดิมจะสร้างด้วยวัสดุที่หาง่ายใน
ท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยไม้ไผ่ เป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคาจะมงุ ด้วยตับ
แฝกหรอื ตบั จากแล้วแต่ว่าจะหาได้รูปหลังคามลี กั ษณะคล้ายกับกระโจมคลุมลง
เสมอพืน้ เรอื นคลมุ ผนงั บา้ นทกุ ด้านดูไกลๆ เหมือนไม่มีฝาบา้ นเพราะหลังคาคลุม
17
มิดหมด บ้านไทยทรงดำ (โซ่งดำ) จะไม่มีหน้าต่าง (เข้าใจว่าเพราะถิน่ ฐานเดิม
อยทู่ างเหนืออากาศหนาว จึงไม่เหมาะที่จะมหี นา้ ต่างให้ลมโกรก) บา้ นโบราณใต้
ถนุ คอ่ นข้างสงู ใชเ่ ลยี้ งสตั ว์ เช่น ววั ควาย ข้างเรอื นมกั จะมเี สาและครกกระเด่ือง
(จกมอง) ห่างบา้ นไม่ไกลจะมียุ้งขา้ วแข็งแรงมั่นคง พื้นยุ้งขา้ วจะตอ้ งสูงกวา่ พน้ื
เรือน เพราะไทยทรงดำ (โซ่งดำ) ถือว่าพระแม่โพสพมีบุญคณุ ตอ่ การดำรงชวี ิต
จะไม่เหยียบยำ่ บริเวณของเรอื นแบ่งได้เป็นสว่ น บนเรือน มสี ว่ นท่เี ป็นหน้าบ้าน
หรือเรียกว่ากวานตา้ ว หรือสถานที่ท่หี ลบั นอนของบรรพบรุ ษุ ในบ้านในสมยั กอ่ น
แขกสำคัญหรือแขกท่ีมาหาเร่ืองงานพิธอี ยา่ งเป็นทางการ จะต้องมาหาด้วยการ
ขึ้นลงทางน้ี นอกจากนี้ ยังเป็นทางขึ้นของผู้ชาย บันไดในบริเวณกวานต้าว
สามารถยกขึน้ มาเก็บไปได้ เพื่อป้องกันไม่ใหค้ นขึน้ ” ส่วนอีกฝั่งเป็นชานบ้านที่
เรยี กเนาะจาน หรือกวานจาน ตามคตปิ ฏบิ ตั ิถอื ว่าเป็นทางข้ึนของผหู้ ญงิ หรือฝ่งั
ลูกเขยและลูกสะใภ้ ชานที่ยื่นออกไปกลางแจ้งเป็นบริเวณสำหรับการซักล้าง
ภายในเรอื น มักถ่ายทอดเรือ่ งราวใน 2 ลกั ษณะ นั่นคอื ความเป็นอยู่และความ
เชื่อ บริเวณที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่มักแสดงถึงการดำเนินชีวิต เช่น การ
ประกอบอาหารหรือส่วนที่เรียกว่าครัวไฟ ครัวไฟมีส่วนสำคัญในการให้ความ
อบอุ่นกบั บา้ นเพราะบริเวณที่ตัง้ ถิ่นฐานแต่เดิมน้ันอากาศเย็น นอกจากน้ี เรือน
ทรงกระดองเต่ามักทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ฟาก หญ้าคา ควันและ
ละอองจากการจุดไฟเปน็ สารช่วยใหแ้ มลงไมเ่ ข้ามาอยู่ในบา้ น และรักษาบ้านให้
คงทน เหนอื เตาไฟมีส่วนที่เรียกว่า ‘ ส่า ’ สำหรบั มกี ารถนอมอาหารท่ีวางไว้ใน
บริเวณนัน้ นอกจากการทำครัวแลว้ เร่ืองราวของกิจวตั รประจำวันยงั ปรากฏใน
บริเวณที่เป็นพื้นที่สำหรับการหลับนอน มักนำเสนอด้วยมุ้งสีดำและ “ เสื่อ ”
หรือฟูกท่ีเป็นสีดำ มีการทำลวดลายอยู่ที่ดา้ นข้าง แสดงให้เหน็ ทิศทางการนอน
ของสมาชิกภายในครวั เรอื น
18
ตำนานเกีย่ วกับทีอ่ ยอู่ าศัย
ในสมัยโบราณมีตำนานเล่าขานว่า พญาแถนหลวงเป็นผู้สร้างมนุษย์
และสัพสัตว์ทั้งหลายใหเ้ กิดข้ึนมาบนโลก และสามารถพูดได้ ในครั้งนั้นเจ้าเต่า
จะตอ้ งเดนิ ทางไปเฝา้ พญาแถนหลวง แต่ระหว่างทางเจ้าเตา่ ตอ้ งไปเจอกับขอนไม้
ใหญ่ล้มขวางทางเดินจึงไม่สามารถข้ามขอนไมเ้ พือ่ เดินทางตอ่ ไปได้ ในขณะนั้น
ไทยทรงดำเดนิ ทางผา่ นมาพบเขา้ พอดี จงึ ชว่ ยอ้มุ เอาเจา้ เต่าข้ามขอนไม้ และเม่ือ
เจ้าเต่าเดนิ ทางไปถงึ พญาแถนหลวงจึงกราบทูลเล่าเรื่องราวท้ังหมดให้พญาแถน
หลวงฟัง พญาแถนหลวงได้ฟังเรือ่ งราวจากเจ้าเตา่ เหน็ ว่าไทยทรงดำเปน็ ผมู้ จี ิตใจ
ดีจึงประทานพรให้แก่ไทยทรงดำให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไทยทรงดำ
รู้สึกนึกถึงบุญคุณของเจ้าเต่าจึงสร้างบ้านของตัวเองให้เป็นรูปหลังคาทรง
กระดองเตา่ และทำสญั ลักษณเ์ ตา่ ไว้บนหัวเสาแฮะหรือเสาขวัญนบั แต่น้นั มา จึง
เปน็ ทมี่ าของบ้านหลงั คาทรงกระดองเต่าของชาวไทยทรงดำตลอดมา
(ลกั ษณะทรงหลงั คาคล้ายกระดองเตา่ )
19
ส่ิงของเครื่องใช้ที่เปน็ เอกลักษณ์
กะเหล็บ เป็นเครือ่ งมือที่ใช้ในการดำรงชีวิตของคนไทยทรงดำ เป็น
ภาชนะสานทึบคล้ายกระบุงแต่รูปค่อนข้างแบนทรงสูงกว่า พื้นก้นเป็น
สี่เหล่ยี มผืนผ้า ใช้สะพายตดิ หลังใส่สง่ิ ของอเนกประสงค์ กะเหลบ็ เป็นของใช้ท่ี
สำคัญของชาวโซ่งหรือลาวโซ่งในสมัยก่อนพวกโซ่งซึง่ อยู่ในเขตหัวเมืองฝ่าย
เหนือ มักมีกะเหล็บใช้กันเกือบทุกครัวเรือน กะเหล็บที่สานขึ้นจะมีความ
ประณีต ลายละเอียด รูปร่างสวยงามมาก ชาวโซ่งโดยท่ัวไปให้ความสนใจต่อ
การจกั สานการประดิดประดอยของใช้ และเคร่อื งแตง่ กายมากกวา่ การสรา้ งท่ี
อยู่อาศัย เพราะชาวโซ่งจะทำไร่เลื่อนลอย บริเวณใดดินไม่เหมาะแก่การ
เพาะปลูกแล้วจะอพยพไปหาแหล่งใหม่เรื่อย ๆ ฉะนั้นสิง่ ที่ชาวโซ่งเหล่านี้นำ
ติดตวั ไปด้วย ตอ้ งเป็นของใชซ้ ง่ึ เคล่ือนยา้ ยไดส้ ะดวก โดยเฉพาะกะเหล็บ ต้อง
ผูกติดหลังเดนิ ทางอยู่เสมอ การสานกะเหล็บจึงเป็นงานฝีมืออีกชิ้นหนึ่งของ
ชาวโซ่งเพราะตอ้ งใชเ้ ปน็ ประจำ โดยเฉพาะนำกะเหล็บไปใช้ในพธิ แี ต่งงาน
การสานกะเหล็บ
ต้องจกั ตอก ๒ ขนาด คือเป็นเสน้ บาง ๆ เพ่ือสานส่วนดา้ นก้นเป็นลาย
๒ หรือ ๓ อีกขนาดหนึ่งจักตอกเส้นเล็กกลมเพื่อสานต่อขึ้นไป ส่วนบนจนถงึ
ปากกะเหล็บ เริ่มสานส่วนก้นก่อน ชาวโซ่งเรียกส่วนตอกเริ่มต้นนี้ว่า “ดี”มี
เสน้ หลักท่สี ำคัญสานกนั ใหม้ รี ปู เปน็ สเ่ี หลยี่ มผนื ผ้า สานเป็นทรงสงู สานลาย ๒
หรือลาย ๓ สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร จากนั้นสานด้วยลาย “ไพรยักคิ้ว”
คือสานสลับกัน ชาวบ้านเรยี ก “ลายยักคิ้ว” แตช่ าวโซ่งเรยี กว่า “ลายกะเหน็บ ”
สานสว่ นป่องออกเหมือนโอง่ น้ำปลายงมุ้ เขา้ ใชไ้ มไ้ ผร่ ัดเป็นวงกลม ถกั หวายให้
แน่นทำเป็นปาก กะเหล็บ มีเส้นหวายรองก้นกะเหล็บเพื่อใช้ได้ทนทานย่งิ ขน้ึ
และผกู หวายทำหูร้อยเชอื ก ๓ หู สะพายข้างหลงั ไดส้ ะดวก ในเวลาเดนิ ทางกะ
20
เหล็บนอกจากจะใส่ของใช้เปน็ เส้ือผ้า แป้ง ข้าว ของกิน ผัก ผลไม้ และเมลด็
พชื ในการเพาะปลูกแล้ว ยงั ใชใ้ นพธิ แี ตง่ งาน โดยใชก้ ะเหล็บเปน็ ขันหมากของ
ฝ่ายเจ้าบา่ ว ภายในกะเหล็บจะใส่ หมาก พลู เม่ือเจ้าบา่ วสะพายกะเหลบ็ ไปถงึ
บ้านเจ้าสาวแล้ว เจ้าสาวจะรับกะเหล็บไปวางไหว้ผีบ้านผีเรือนพร้อมกับ
เจ้าบ่าว เม่ือคบู่ ่าวสาวไหว้เสร็จจะนำเอาหมากพลใู นกะเหลบ็ ให้คนเฒา่ คนแก่
ที่มาร่วมในพิธีนั้นเคี้ยวกิน พร้อมขอพรเพือเป็นสิริมงคลในการครองชีวิตคู่
การใช้กะเหล็บในพิธีแต่งงานใช้แตกต่างกันตามฐานะของเจ้าบ่าว หาก
เจ้าบ่าวเป็นผู้ท้าวหมายถึงผู้มียศถาบรรดาศักด์ิจะใช้กะเหล็บ ๔ ใบ ถ้าเป็น
คนธรรมดาใช้กะเหล็บ ๒ ใบ ในปจั จุบันชาวโซง่ ยงั ใชก้ ะเหล็บในพธิ แี ตง่ งานอยู่
เหมือนกัน ปกติมักใส่เสื้อผ้าหรือใส่เมล็ดพืช สะพายติดหลังออกไปทำไร่
มากกว่าใช้ทำอยา่ งอ่นื
(ตวั อย่างการสะพายกะเหรบ็ ของชายไทยทรงดำ)
21
บรรณานุกรม
สมั ภาษณ์
สำราญ ศรขำ เมอ่ื วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2564
เคียน ทองเย็น เม่อื วันที่ 17 ธนั วาคม พ.ศ.2564
ฐานขอ้ มลู อิเล็กทรอนิกส์
ตะวัน หอ่ แสง.ผลู้ าว ไทยทรงดำ,สบื ค้นเมอื่ วนั ท่ี 23 ธนั วาคม พ.ศ.2564
จาก https://web.facebook.com/tawan.phanchat
มูลนธิ ชิ นเผ่าพื้นเมอื งเพือ่ การศกึ ษาและสิง่ แวดล้อม.ไทยทรงดำ,
สบื คน้ เมอื่ วนั ที่ 20 ธันวาม พ.ศ .2564 จาก http://ipf.or.th/?
p=237&fbclid=IwAR1DNrXlPAh8UGyAnbNGb20uLrgVLaANsyuVoA
W2O8RQovxIQfkGTcZ7kbw
อภิรัตน์ วงศศ์ ภุ ชาตแิ ละคณะ.ไทยทรงดำเพชรบุรี,สืบคน้ เม่ือวนั ท่ี 15
ธนั วาคม พ.ศ.2564 จาก http://arit.pbru.ac.th/
localPhet/index.php/lifestylephetchaburi/ethnicity-
phetchaburi/102-2021-12-23-14-21-13
22
หนงั สอื การอนุรักษว์ ัฒนธรรมไทยทรงดำ
จดั ทำโดย
นางสาวพรกนก เตชากรสริ ิไพศาล
นางสาวสพุ รรษา ม่วงป่า
นางสาวอรพรรณ สุขหรอ่ ง
นายชนกนั ต์ ศริ เิ วช
นายธนพล โมหะกิจ
นักศกึ ษาฝึกประสบการวิชาชพี สังคมสงเคราะห์
องค์การบริการสว่ นตำบลคลองน้ำไหล
23