The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phitchayaphak.oppo, 2022-12-02 21:36:43

หน้าปก (1)

หน้าปก (1)

คำนำ



ประวัติศาตร์เป็นวิชาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ ไม่
ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความล้มเหลว ความร่วมมือ ความขัดแย้ง การสร้างสรรค์ การ
ทำลายและอื่นๆ รวมทั้งจะช่วยให้ศึกษามีความเฉลียวฉลาด รอบคอบ มีเหตุผลมีเจตนา
ที่ดีต่อวิชา

ประวัติ ตระหนักถึงความสำคัญความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติ
ศาตร์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ

คณะผู้เขียนได้รับการเรียบเรียงให้ตรงสาระการเรียนรู้แกนกลาง ทั้งนี้ยังได้การ
เเบ่งกลุ่มการเรียนรู้เพื่อบอกหมวดหมู่ที่ชัดเจน แต่ละบุคคลที่จะกล่าวถึงพระนามล้วนมี
ทั้งพระราชประวัติที่น่าสนใจ เป็นการสรุปเนื้อหาใจความที่สำคัญเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึง
ความรู้ได้ง่ายขึ้นผ่าน ( E-book )

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสืออีบุ๊คอิเล็กทรอนิกเล่มนี้ จะช่วยอำนวยสะดวกในการ
เรียนรู้ของผู้ที่ตั้งใจและต้องการที่จะศึกษา ช่วยให้ผู้อ่าน ผู้เรียน ผู้หาความรู้ ตั้งแต่เด็ก


ไหปจนถึงผู้ใหญ่ได้เข้าใจเรื่องราวความสำคัญของประวัติศาตร์ชาติไทยและวิชาประวัติ

ศาตร์ ทั้งนี้ข้อมูลผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และโปรดชี้แจงเพื่อที่
คณะผู้จัดทำจะได้นำปรับปรุงแก้ข้อมูลให้ถูกต้อง ขอบคุณ

คณะผู้เรียบเรียง

สารบัญ

รัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช

รัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

รัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สารบัญ

รัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

สารบัญ

รัชกาลที่ 9
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

รัชกาลที่ 10
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก


มหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า "ทองด้วง" พระราช

บิดานามว่า "ทองดี" และพระราชมารดามีนามว่า
"หยก เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 1 ใน
ราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20
มีนาคม พ.ศ. 2279

พระราชกรณียกิจสำคัญ
ด้านความมั่นคง

ทรงป้องกันราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากการรุกรานของข้าศึก นอกจากนี้ยังทรง
ฟื้ นฟูศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา

การประสบชัยชนะในการป้องกันพระราชอาณาจักรทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความ
เข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการทัพให้ไพร่พลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทรงเป็น
ขวัญกำลังใจของไพร่พลในการทำสงครามป้องกันพระราชอาณาจักร พระองค์ทรงมี
พระปรีชาสามารถในการวางแผนป้องกันพระราชอาณาจักรจนประสบความสำเร็จใน
ที่สุด

ด้านการเมืองการปกครอง

เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ขัดแย้งกันเองกับความเป็นจริง จึงโปรด
เกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการ ทำการชำระกฎหมายทั้งหมดให้ถูกต้อง เมื่อชำระเสร็จ
แล้วเขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว
เป็นสำคัญทุกเล่ม เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง" แล้วโปรดเกล้าฯ ให้รักษาไว้ที่
หอหลวง ห้องเครื่อง และศาลหลวง แห่งละฉบับ เพื่อเป็นกฎหมายสำหรับใช้ในการ
ปกครองบ้านเมือง

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศลานภาลัย

พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ๏ พ.ศ. 2360 ได้มีพระราชดำริ
นภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย กบสมเด็จพระสังฆราช (มี) ให้ทำ
องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติ พิธิ วันวิสาขบูชา กลางเดือน 6
เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 เสด็จ นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีพิธีดังกล่าว
สวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ขึ้นในประเทศไทย
๏ ทรงบูรณะปฏิสังขร วัดแจ้ง ซึ่ง
มีพระนามเดิมว่า "ฉิม" พระองค์ทรง สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จน
เป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ใน แล้วเสร็จ และได้พระราชทาน
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา นามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม”
โลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมริ (ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้ทรง
นทรามาตย์พระบรมราชชนนีพันปี เปลี่ยนใหม่เป็น “วัดอรุณ
หลวง ราชวราราม”
๏ พ.ศ. 2363 เจ้าเมืองมาเก๊ามี
ด้านศิลปและวรรณกรรม หนังสือเข้ามาขอต่อ เรือกำปั่ น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
ทรงพระราชนิพพนธ์และทรงโปรด นภาลัยพระราชทานบรมราชานุ
ปราณวรรณกรรมและวรรณคดี มีหลาย ญาตให้ต่อเรือกำปั่ นขึ้นหน้าบ้า
เรื่องทีี่พระองค์ทรงแต่งและปรับเปลี่ยน นกงศุล นับเป็นการต่อเรือกำปั่ น
เนื้อเรื่อง จนเป็นผลงานสำคัญ เช่น เป็นครั้งแรกของไทย
- บทละครเรื่อง รามเกียรติ์
- บทละครเรื่อง อิเหนา
- บทละครเสภาเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่
หัว

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่
หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่
3 แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า
พระองค์ชายทับ เป็นพระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
และสมเด็จพระศรีสุราลัย
( เจ้าจอมมารดาเรียม ) เสด็จพระราช
สมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ
พระราชวังเดิม

พระราชกรณียกิจ

ด้านการศึกษา ด้านการเมืองการ
ปกครอง
ทรงสนับสนุนการศึกษาโดยโปรด
เกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นำตำราต่างๆ โดย มีการปรับปรุงภาษีอากรใหม่ ยกเลิก
จารึกไว้บนศิลาและฝาผนังตามอาคาร ภาษีฝิ่ นอากรค่านํ้า และอากรรักษาเกาะ
ต่างๆ ของวัดราชโอรสาราม วัดสุทัศน
เทพวราราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัด ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำกลอง “วินิจฉัย
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม เภรี” ให้ประชาชนมาตีกลองเพื่อร้องทุกข์
แล้วกรมวังจะไขกุญแจให้ จากนั้นตำรวจ
โปรดเกล้าฯ ให้จารึกไว้มีทั้งวิชา เวรจะสอบถามเรื่องราวโดยนำความขึ้น
อักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธ กราบบังคมทูล แล้วค่อยมอบหมายให้
ศาสตร์ โบราณคดี ตำราบทประพันธ์ ขุนนางดูแลชำระความ และสอบสวนอยู่
ต่างๆ ตำรายา ตำราโหรศาสตร์ เสมอ ประชาชนจึงได้รับผลประโยชน์
เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาความรู้ต่างๆ อย่างมาก
ได้อย่างแพร่หลาย

ด้านเศรษฐกิจ

เก็บภาษีอากร โดยให้เอกชนประมูลรับเหมาผูกขาดไปเรียก
เก็บภาษีจากราษฎรเอง เรียกว่า เจ้าภาษีหรือนายอากรส่งผลดี
ด้านการเมือง พร้อมยังทำให้ชาวจีนที่เป็นเจ้าภาษีนายอากรนั้น
มีความผูกพันกับแผ่นดินไทยมากขึ้น

รัชกาลที่4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

ระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่4แห่งราชวงศ์จักรีมี
พระนามเดิมว่า"เจ้าฟ้ามงกุฎ"เสด็จพระราชสมภพณพระราชวังเดิม เมื่อวันพฤหัสบดี
ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ปีชวดตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่43และเป็นลำดับที่2
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

พระราชกรณียกิจ

ด้านกฎหมาย ด้านวรรณคดีพุทธศาสนา

มีการลดภาษีอากร ลดหย่อนค่านา พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุง
ยกเลิกการเก็บอากรตลาด เปลี่ยนเป็นเก็บภาษี เป็นอย่างดีพระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่
โรงร้านเรือนแพจากผู้ค้าขายรายใหม่ ประกาศ เป็นประเภทร้อยแก้วบทพระราชนิพนธ์
มิให้ตกข้าวแก่ชาวนา ออกพระราชบัญญัติ ที่สำคัญ
กำหนดใช้ค่าที่ดินให้ราษฎรเมื่อมีการเวนคืน
ออกประกาศเตือนราษฎรให้รอบคอบในการ
ทำนิติกรรม

ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

มีการทำสัญญากับต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ทรงยึด
นโยบาย "ผ่อนสั้น ผ่อนยาว" มาใช้กับประเทศมหาอำนาจ
เป็นพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ อันทำให้ไทยสามารถ
ดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้

รัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุ
ลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระ
มหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จ
พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396
เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์
ที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวย
ราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ
ปีมะโรง พ.ศ. 2411 เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 23
ตุลาคม พ.ศ. 2453 ด้วยโรคพระวักกะ

พระราชกรณียกิจ

การเลิกทาส การศึกษา

ทรงเห็นว่ามีทาสในแผ่นดินเป็น ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา
จำนวนมากและลูกทาสในเรือนเบี้ยจะ จึงโปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นใน
สืบต่อการเป็นทาสไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน พระบรมมหาราชวัง คือ "โรงเรียนนาย
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัว ทหารมหาดเล็ก" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น
เองแล้วต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต "โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ" ต่อ
พระองค์จึงทรงมีพระราชหฤทัยแน่วแน่ มาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับ
ว่าจะต้องเลิกทาสให้สำเร็จแม้จะเป็น ราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก คือ "โรงเรียนวัด
เรื่องยากลำบาก มหรรณพาราม" และในที่สุดได้โปรดให้
จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเมื่อปี พ.ศ.
การปฏิรูประบบราชการ 2435 (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ)
เพื่อดูแลเรื่องการศึกษาและการศาสนา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออก
เป็นกรมกองต่าง ๆเดิมมี 6 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวง
นครบาล กระทรวงวัง กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตราธิการ ได้เพิ่มอีก 4 กระทรวง
รวมเป็น 10 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์
และการศึกษา กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่าง ๆ กระทร
วงโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง งานที่เกี่ยวกับ
การก่อสร้าง และกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

การสาธารณูปโภค การเสด็จประพาส

ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระ โดยหลังจากเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส
ฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไป แล้ว ก็ได้เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง ในปี
นครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ- พ.ศ. 2440 ครั้งหนึ่งและในปี พ.ศ. 2450 อีก
พระนครศรีอยุธยาก่อน จึงนับว่าเส้นทาง ครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับ
รถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตลอดจนประเทศ
นอกจากนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานและ ฝรั่งเศสด้วย อีกทั้งยังได้ทรงเลือกสรรเอา
ถนนอีกมากมาย และโปรดให้ขุดคลองต่าง ๆ แบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดน
เพื่อใช้เป็นแนวทางคมนาคมและส่งเสริมการ เหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้น
เพาะปลูก การสาธารณสุข ทรงพระราชทาน
พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง การปกป้องประเทศจากการ
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวังหลังต่อมา สงครามและเสียดินแดน
ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลศิริราช" การ
ไฟฟ้าพระองค์ทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไว เนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยมได้แผ่
ยวรนาถ เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า อิทธิพลเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลพระบาท
เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การไปรษณีย์โปรดให้ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชกาล
เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2424 รวมอยู่ในกรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โทรเลขซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2412 โดย ทรงใช้พระปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลัง
โทรเลขสายแรกคือ ระหว่างจังหวัด ที่จะรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจาก
กรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรปราการ วิกฤตการณ์

รัชกาลที่6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหา
กษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี มีพระนาม
เดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” เป็นพระราชโอรสของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนาง
เจ้า เสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรี
พัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง)
ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุน
เทพ ทวาราวดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑

พระราชกรณียกิจ
ด้านการศ
ึกษา




เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังดำรงพระอิสริยยศ สยามมกุฎราชกุมาร
ได้เสด็จพระราชทานนาม โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2448 ซึ่งเป็น
โรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของเชียงใหม่ และพระราชทานนาม โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซึ่งก่อตั้งโดยคณะมิชชันนารีอเมริกา ซึ่งไม่เป็นเพียงแต่การนำ
รูปแบบการศึกษาตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือเท่านั้น แต่ยังแฝงนัย การเมืองระหว่างประเทศ
เอาไว้ด้วยเห็นได้จากการเสด็จประพาส มณฑลพายัพ ทั้งสองครั้งระหว่าง พ.ศ. 2448-2450
พระองค์ได้ทรงสนพระทัยในกิจการโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น โดยพระองค์ทรงบันทึกไว้
ในพระราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" และ " ลิลิตพายัพ " ทั้งนี้ เป้าหมายของการจัดการศึกษา
ยังแฝงประโยชน์ทางการเมืองที่จะให้ชาวท้องถิ่นกลมเกลียวกับไทยอีกด้วย

ด้านการเศรษฐกิจ



ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติคลัง ออมสิน พ.ศ. 2456 ขึ้น เพื่อให้
ประชาชนรู้จักออมทรัพย์และเพื่อความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังทรงริเริ่ม
ก่อตั้ง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ขึ้น ทรงจัดตั้งสภาเผยแผ่พาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานคล้ายกับสภา
พัฒนาการเศรษฐกิจในปัจจุบัน และใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ ธนาคาร
สยามกัมมาจล ทุนจำกัด (ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ) ซึ่งมีปัญหาการเงิน ทำให้ธนาคาร
ของคนไทยแห่งนี้ดำรงอยู่มาได้

ด้านสังคม
เมื่อ
วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ทรงจัดตั้ง กองเสือป่า และทรงจัดตั้งกองลูก

เสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ในปัจจุบัน) ด้านการ
ฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย ทรงทดลองตั้ง "เมืองมัง" หลังพระตำหนักจิตรลดา
เดิม ทรงจัดให้เมืองมัง มีระบอบการปกครองของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย
รวมถึงเมืองจำลอง " ดุสิตธานี " ในพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2460 ทรงตั้งกรมรถไฟ
หลวง และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสาย กรุงเทพมหานคร ถึง จังหวัดเชียงใหม่ สายใต้
จากธนบุรีเชื่อมกับ ปีนัง และ สิงคโปร์ อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง สะพาน
พระราม 6 เพี่อเชื่อมทางรถไฟไปยังภูมิภาคอื่น

ด้านศิลปวัฒนธรรม



ทรงตั้งกรมมหรสพ เพื่อฟื้ นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย และยังได้ทรงสร้างโรงละครหลวงไว้ใน
พระราชวังทุกแห่ง นอกจากนี้ ยังทรงสนพระราชหฤทัยด้านจิตรกรรมและสถาปัตยกรรมไทย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เป็นแบบทรงไทย เช่น ตึกอักษรศาสตร์
ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
ทรงส่งเสริมให้มีการแต่งหนังสือ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติวรรณ
คดีสโมสรย สำหรับ

ด้านการต่างประเทศ
ขณะดำรงพ
ระยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ในระหว่างปิดภาค

เรียนขณะทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงศึกษาภาษา
ฝรั่งเศส และเสด็จทอดพระเนตรกิจการทหารของประเทศในภาค
พื้นยุโรปเป็นเนืองนิจ ในปีพ.ศ. 2445 ขณะทรงพระชนมายุ 22
พรรษา หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยออกซฟ
อร์ด แล้ว พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่กรุง ปารีส
ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมประเทศต่างๆ
ในทวีปยุโรปจนถึง ประเทศอียิปต์ เพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี
จากนั้นประทับอยู่ในกรุงลอนดอนระยะหนึ่งเพื่อเตรียมพระองค์
นิวัตประเทศไทย

ด้านความหลากหลายทางเพศในสมัยนั้น



สังคมได้ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกค่อนข้างมาก พระองค์ยังทรงเข้าใจเรื่องพฤติกรรมรัก
ร่วมเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดทรงนิพนธ์บทความในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิตของพระองค์
ในหัวเรื่อง "กะเทย" และ "ทำไมกะเทยจึงรู้มากในทางผัวๆ เมียๆ ?" ที่ให้ความรู้ อธิบาย
ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่เกิดการรังเกียจหรือทำร้ายบุคคลในกลุ่มดังกล่าว

รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นโอรส
องค์ที่ 76

ทรงเป็นพระโอรสองค์เล็กของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชริน
ทราบรมราชินีนารถ
นับว่าเป็นพระราชโอรสองค์เล็กสุดประสูติ เมื่อวันที่ 8
พฤศจิการยน พ.ศ. 2436

พระราชกรณียกิจ

ด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง




เศรษฐกิจสืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่
หนึ่งประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย
พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย
วิธีต่างๆ
รวมทั้งส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มี
โอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
สหกรณ์ พ.ศ. 2471 ขึ้น

รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นโอรส
องค์ที่ 76

ทรงเป็นพระโอรสองค์เล็กของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชริน
ทราบรมราชินีนารถ
นับว่าเป็นพระราชโอรสองค์เล็กสุดประสูติ เมื่อวันที่ 8
พฤศจิการยน พ.ศ. 2436

พระราชกรณียกิจ

ด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง




เศรษฐกิจสืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่
หนึ่งประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย
พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย
วิธีต่างๆ
รวมทั้งส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มี
โอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
สหกรณ์ พ.ศ. 2471 ขึ้น

ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรสยาม
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475

ด้านการศาสนาการศึกษาประเพณี
และวัฒนธรรม

ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและ
เผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี โบราณคดี และ
ศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราช
บัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ.
2475
ทางด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม ทรงสละทรัพย์
ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณดาราราม จังหวัด
อยุธยา
โปรดฯให้เขียนภาพพงศาวดาร สมเด็จพระนเรศวร
มหาราชไว้ที่ผนังพระวิหาร

ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในต้นรัชสมัยได้ทรงดำเนินกิจการสำคัญที่ทรงเกี่ยวข้องกับ
ต่างประเทศ

เมื่อพ.ศ.2471 และทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เกี่ยวกับดิน
แดนในลุ่มแม่น้ำโขง เรียกว่า สนธิสัญญาอินโดจีน

พ.ศ. 2469 ที่กำหนดให้ มีเขตปลอดทหาร 25 กิโลเมตร ทั้ง
สองฝั่ งน้ำโขงแทนที่ จะมีเฉพาะฝั่ งสยามแต่เพียงฝ่ายเดียว

รัชกาลที่ ๘

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ
เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘
ณ ประเทศเยอรมนี โดยได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล หลังจากนั้น
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล โดย
สมเด็จพระราชชนนีทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า นันท
มีสมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระอนุชา ๒ พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าพี่นาง
เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระ
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชกรณียกิจ

ด้านการปกครอง

พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธี
พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙
และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

ด้านศาสนา

ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุท
ธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๙
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปใน
พระอารามที่สำคัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตร
ดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรา
รามราชวรมหาวิหารนั้น พระองค์เคยมีพระราชดำรัสกล่าวว่า"ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น
เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐาน ณ วัด
แห่งนี้

รัชกาลที่ ๙

พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถ
บพิตรทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอคุลเดชกรม
หลวงสงขลานครินทร์และหม่อมสังวาลมหิดล ณ อยุธยา
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติขณะที่ทรงมี
พระชนมพรรษาเพียง ๑๘ พรรษา ๖ เดือน ๔ วัน

ด้านการส่งเสริมคุณภาพ ด้านการศึกษา
ชีวิตของประชาชน
ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาที่จะทำให้
พระองค์ทรงมีพระราขหฤทัยมุ่งมั่นที่จะ เกิดการพัฒนาประชาชน
พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยเหตุนี้จึง ให้เป็นผู้มีความรู้ความคิดความประพฤติ
ได้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คุณธรรมสำหรับพัฒนาประเทศชาติจึงได้
ขึ้นจำนวนมากและครอบคลุมการพัฒนาใน
ด้านต่างๆซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ราษฎร ทรงส่งเสริมและพระราชทานเกื้อหนุนทาง
มีความผาสุกอย่างแท้จริง ด้านการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ
โรงเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึง
ระดับอุดมศึกษา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระ
ราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดลให้เป็นทุน
สำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆเพื่อให้
นักศึกษาได้ทุนไปศึกษาหาความรู้

ด้านการประดิษฐ์

พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีเติม
ออกซิเจนลงไปในน้ำเสีย จึงเป็นที่มาของการประดิษฐ์
"กังหันน้ำชัยพัฒนา" ซึ่งทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดีได้

นับเป็นงานประดิษฐ์คิดคันชั้นสูงที่มีระสิทธิภาพ และเป็นครั้ง
แรกที่ได้มีการรับจดทะเบียน และออกสิทธิบัตรให้แก่นักประดิษฐ์
ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์

รัชกาลที่ 10

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิน
ทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว




พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พระราชสมภพ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันของ


ประเทศไทย นับเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

พระราชกรณียกิจ

ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา
และสาธารณสุข
พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน
ทรงพระราชทานเงิน 2,407 ล้านบาท พระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียน
ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ให้แก่ มัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกล
สถานพยาบาลทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการน้อมเกล้าฯ ถวาย
โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 15
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียน เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์
ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างโรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชขึ้นเพื่อให้การรักษา โครงการจิตอาสา
พยาบาลผู้เจ็บป่วยในถิ่นทุรกันดาร
พระองค์มีพระราชปณิธานให้เอาใจใส่รักษา จัดตั้งศูนย์อำนวยการใหญ่โครงการจิต
พยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภัย
จากความเจ็บไข้โดยทั่วหน้าเสมอกัน
อาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ
มีหน้าที่ควบคุม อำนวยการและประสานการ


ปฏิบัติเพื่อให้การจัดกิจกรรมจิตอาสา
พระราชทานตามแนวพระราชดำริ เป็นไป
อย่างต่อเนื่องถูกต้องตามพระราโชบายและ
สมพระเกียรติ การแบ่งประเภทของจิตอาสา
มี 3 ประเภท จิตอาสาพัฒนา จิตอาสาภัย
พิบัติ จิตอาสาเฉพาะกิจ


Click to View FlipBook Version