ตำนาน
พระนเรศวรมหาราช
จัดทำโดย ด.ช.ฐิติพงษ์ พู ลสวัสดิ์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 เลขที่ 2ข
คำนำ
หนังสือเล่มนี้ทำมาเพื่อบอกเล่าประวัติ
ของพระนเรศวรมหาราชผู้กอบกู้เอกราชให้แก่
ไทย เนื้อหาที่ควรจะมีในหนังสือเล่มนี้ ประวัติ
ของพระนเรศ และยุทธหัสถี
ผู้จัดทำหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็ นประโยชน์
ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยและเพื่อจัดทำให้ผู้อ่าน
เข้าใจประวัติของพระนเรศมากขึ้น
เด็กชาย ฐิิติพงษ์ พูลสวัสดิ์
สารบัญ
ขณะทรงพระเยาว์ หน้า 1
ตอนองค์ประกันหงสา หน้า 2
ตอนประกาศอิสรภาพ หน้า 3
หน้า 4
เสด็จขึ้นครองราชย์
ยุทธนาวี หน้า 5
หน้า 6พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง
สงครามยุทธหัตถี หน้า 7
หน้า 8
อวสารหงสา
สวรรคต หน้า 9
หน้า 10
เสด็จขึ้นครองราชย์
พระราชประวัติ
ขณะทรงพระเยาว์
-ขณะทรงพระเยาว์ ขณะที่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงใช้
ชีวิตอยู่ที่พระราชวังจันทน์ เมือง
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ พิ ษณุโลก จนกระทั่ง พระเจ้าบุเรง
พระองค์ดำ เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จ นอง ยกทัพมาตีเมืองพิ ษณุโลกใน
พระมหาธรรมราชาธิราช และ พระวิสุทธิ สงครามช้างเผือก สมเด็จพระมหา
กษัตรีย์ พระราชธิดาของ สมเด็จพระ ธรรมราชาธิราช เจ้าเมืองพิ ษณุโลก
มหาจักรพรรดิ และ พระสุริโยทัย เสด็จ ยอมอ่อนน้อมต่อหงสาวดี จึงทำให้
พระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2098 ที่ พระเจ้าบุเรงนองได้เมืองพิ ษณุโลกกับ
พระราชวังจันทน์ เมืองพิ ษณุโลก อยุธยา และทำให้สยามตกเป็น
ประเทศราช ของพม่า
เพื่ อยืนยันความ พระเจ้าบุเรงนอง ทรงขอพระสุพรรณกัลยาและพระ
จงรักภักดีของ นเรศวรไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดีใน พ.ศ. 2107 ทำให้
กษัตริย์ พระองค์ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่มีพระชนมายุเพี ยง
9 พรรษา ประทับอยู่กรุงหงสาวดี 8 ปี และเสด็จกลับกรุง
ศรีอยุธยาเมื่อพระชนมายุ 17 พรรษา พ.ศ. 2115
ครั้งที่อยู่ในเมืองหงสาวดีก็ได้แสดงความปรีชาสามารถให้
ปรากฏหลายต่อหลายครั้ง
ตอนองค์ประกันหงสา
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
องค์ประกันหงสา
พุทธศักราช 2106 พระเจ้าบุเรงนอง แห่ง
อาณาจักรตองอู ได้ตีหัวเมืองเหนือของ สยาม ไล่มา
ตั้งแต่ สุโขทัย , สวรรคโลก , และที่ สองแคว ซึ่งที่
พิษณุโลกสองแควนั้น พระมหาธรรมราชา (ฉัต ผู้
รั้งเมืองอยู่นั้นได้ขอความช่วยเหลือจาก
พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก
อยุธยา พระมหาธรรมราชาจึงแปรพักตร์ไปเข้าด้วย
กับพระเจ้าบุเรงนองเพื่อร่วมกันโจมตีอยุธยา โดยที่
พระเจ้าบุเรงนองได้ขอเอาตัว พระนเรศ หรือ องค์ดำ
พระโอรสองค์โตในพระมหาธรรมราชาและพระนาง
วิสุทธิ์กษัตริย์ ไปเป็นตัวประกันใน หงสาวดี โดยที่ให้
สัตย์สาบานว่าจะเลี้ยงดูอย่างดีดุจพระโอร
ขณะที่ฝ่าย องค์ดำ เมื่ออยู่ที่หงสาวดีได้รับการดูถูกตลอดเวลา
จากฝ่ายมังสามเกียดและพรรคพวก โดยเรียกชื่อว่า ตองเจ หนักขึ้นถึง
ขั้นปองร้ายหมายเอาชีวิต องค์ดำจึงคิดหนีกลับพิษณุโลกสองแคว โดย
ขอให้สมเด็จพระสุพรรณกัลยา ซึ่งเป็นพระพี่นางเสด็จกลับไปด้วย แต่
สมเด็จพระสุพรรณกัลยาไม่กลับ ด้วยทรงดำริว่าหากพระองค์ยังอยู่ที่
หงสาวดีนี้ก็จะช่วยกราบทูลขอชีวิตองค์ดำจากพระเจ้าบุเรงนองไว้ได้
ทำให้องค์ดำ บุญทิ้ง และชาวสยามอีกจำนวน 300 คนหนีกลับไปได้
สำเร็จ
ตอนประกาศอิสรภาพ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
การประกาศอิสรภาพ
การประกาศอิสริภาพ
ของสมเด็จพระนเรศวร ณ
เมืองแครงเกิดขึ้นเมื่ อเดือน
6 ปีวอก พ.ศ. 2127
การประกาศอิสรภาพตัดขัดจากกรุงหงสาวดี โดยได้ตรัสแก่ทหารอยุธยาที่ตามเสด็จ
มา และชาวมอญ ณ เมืองแครงว่า “เราหาความผิดมิได้ ซึ่งพระเจ้าหงสาดีคิดร้ายต่อเรา
ก่อนนั้น อันแผ่นดินพระมหานครศรีอยุธยา กับแผ่นดินเมืองหงสาวดี ขาดจากทางพระราช
ไมตรีกัน เพราะเป็นอกุศลกรรมนิยมสำหรับที่จะให้สมณพราหมณาประชาราษฎรได้ความ
เดือดร้อน” เมื่อตรัสแล้วพระหัตถ์ขวาของพระองค์ที่ทรงพระสุวรรณภิงคารอยู่ ได้หลั่ง
อุทกธาราลงเหนือพื้นพระสุธาดล และตรัสคำประกาศอิสรภาพออกไปว่า “เทพเจ้าทั้งหลาย
อันมีมหิทธิฤทธิ์และที่ทิพจักขุทิพโสต ซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศจงเป็นทิพพยานด้วย พระเจ้า
หงสาวดีมิได้ตั้งอยู่โดยคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณีเสียสามัคคีรสธรรม
ประพฤติพาลทุจริตคิดจะทำภยันตรายแก่เรา ตั้งแต่วันนี้ไป กรุพระมหานครศรียุธยากับ
เมืองหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปัฐพีเดียวดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไปตราบเท่า
กัลปาวสาน” ครั้นเมื่อพระองค์ทรงหลั่งพระสุวรรณภิงคารสำเร็จแล้ว ก็ยังได้ตรัสสั่งเหล่า
พระยาเสนามุขมนตรี้ทั้งหลายว่า "เราจะยกทัพกลับลงไปพระนครครั้งนี้ จะพาพระมหาเถร
คันฉ่อง และญาติโยม กับพระยาเกียรติ พระยารามไป แล้วจะตีกวาดครอบครัวรามัญหัว
เมืองรายทางไปด้วย”
(พระราชพรงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจันทนุมาศ (เจิม), 2553, น. 143 – 144)
พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า
สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืน
คาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมา
แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพ
ของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิก
ทัพกลับไป
พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง
ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทย
กลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกติดตาม
กองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่ งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่าย
ไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กัน
ที่ริมฝั่ งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนคาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุร
กรรมาแม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากัน
เลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไป
กรุงหงสาวดี พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า
"พระแสงปืนต้นข้าม แม่น้ำสะโตง " นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่อง
ราชูปโภค
เสด็จขึ้นครองราชย์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เสด็จขึ้นครองราชย์
นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ
เป็นต้นมา หงสาวดีได้เพียรส่งกองทัพเข้ามาหลาย
ครั้ง แต่ก็ถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาตีแตกพ่ายไป
ทุกครั้ง เมื่ อสมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จ
สวรรคตเมื่ อปี พ.ศ. 2133 พระองค์ได้เสด็จขึ้น
ครองราชย์เมื่ อวันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.
2133 เมื่ อพระชนมายุได้ 35 พรรษา ทรงพระนาม
ว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่
2 และโปรดเกล้าฯ ให้พระเอกาทศรถ พระอนุชา ขึ้น
เป็น พระมหาอุปราช แต่มีศักดิ์เสมอพระมหา
กษัตริย์อีกพระองค์
สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ได้ 8 เดือนก็เกิดข้าศึกพม่าอีก เหตุที่จะเกิดศึก
ครั้งนี้คือเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังตั้งแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้านันทบุเรงตรัสปรึกษา
เสนาบดี เห็นกันว่าเป็นเพราะเหตุที่เจ้าเมืองคังได้ทราบว่าปราบกรุงศรีอยุธยาไม่
สำเร็จ จึงตั้งแข็งเมืองเอาอย่างบ้างตราบใดที่ยังไม่ปราบกรุงศรีอยุธยาลงได้ ถึงแม้
จะปราบเมืองคังได้ แต่ในเวลานั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงอยู่ในวัยชราทุพพลภาพ ไม่
ทรงสามารถจะไปทำสงครามเอาได้ดังแต่ก่อน จึงจัดกองทัพขึ้นสองทัพ ให้ราชบุตร
องค์หนึ่งซึ่งได้เป็นพระเจ้าแปรขึ้นใหม่ยกไปตีเมืองคัง ทัพหนึ่งให้พระยาพะสิม พระยา
พุกามเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกลงมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกทัพ
หนึ่ง พระมหาอุปราชายกออกจากกรุงหงสาวดีเมื่อเดือน 12 พ.ศ. 2133 มาเข้าทาง
ด่านพระเจดีย์สามองค์ เพื่อตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทีเดียว
ตอน ยุทธนาวี
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ยุทธนาวี
ในปีพุ ทธศักราช 2127 การ
ประกาศเอกราชที่เมืองแครง ทำให้
พระเจ้านันทบุเรง แห่งพม่าเกิดความ
ประหวั่นพรั่นพรึงว่า อยุธยาในฐานะ
ประเทศราชในขณะนั้นทำการเยี่ยงนี้อาจ
เป็นชนวนให้ประเทศราชอื่ นๆ ตั้งตัว
กระด้างกระเดื่ องตาม แต่ด้วยติดศึกอัง
วะ จึงส่งเพียงพระยาพะสิมและพระเจ้า
เชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา
กิตติศัพท์การชนะศึกของสมเด็จพระนเรศหลายครั้งหลายคราระบือไกลถึง
แผ่นดินละแวก เจ้ากรุงละแวกมิได้ทอดธุระ ได้ลอบส่งจารชนชาวจีนฝีมือกล้านามว่า
“จีนจันตุ” มาลอบสืบความ ที่กรุงศรีอยุธยาแต่ถูกจับพิรุธได้จนต้องลอบตีสำเภาหนี
กลับกรุงละแวก สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพเรือออกตามจนเกิดยุทธนาวี แต่พระยา
จีนจันตุหนีรอดได้ เมื่อเจ้ากรุงละแวกได้ทราบกิตติศัพท์การณรงค์ของพระนเรศจึง
เปลี่ยนพระทัยหันมาสานไมตรีกับอยุธยา และส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามา
ช่วยอยุธยาทำศึกหงสา หากแต่พระศรีสุพรรณผู้นี้ต่างจากเจ้ากรุงละแวกเพราะหา
ใคร่พอใจผูกมิตรด้วยอยุธยา การได้พระศรีสุพรรณมาเป็นสหายศึกจึงประหนึ่ง
อยุธยาได้มาซึ่งหอกข้างแคร่
สมเด็จพระนเรศวรจึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกองทัพขึ้นไปลาดตระเวนดูก่อน
กองทัพพระราชมนูไปปะทะกับพม่าที่บ้านบางแก้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึง
บ้านแห จึงมีดำรัสให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ทำเป็นล่าทัพกลับถอยลงมา แล้ว
พระองค์กับพระอนุชาก็รุกไล่ตีทัพพม่าแตกพ่ายทั้งทัพหน้าและทัพหลวงจนถึงค่ายที่
ตั้งทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกษ ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่จึงแตก
กระจัดกระจายไป
สงครามยุทธหัตถี
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สงครามยุทธหัตถี
ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง โปรดให้
พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสองแสนสี่
หมื่ นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึก
ในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า
พม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียม
ไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจาก
บ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าว
อู่ทองและตั้งค่ายหลวงบริเวณหนอง
สาหร่าย [33]
เช้าของวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรและ
สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า
เจ้าพระยาไชยานุภาพ สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรง
พระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าเท้าพระยาทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลง
ถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหว
พริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึงไสช้างเข้าไปใกล้
แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า " พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า
เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มี
พระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว "
พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยา
ไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว
แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้น
เจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วย
พระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
อวสารหงสา
ตำนานสมเด็จพระนสเงรคศรามวยุรทธมหัตหถีาราช
ตีเมืองหงสาวดีครั้งแรก
การที่สมเด็จพระนเรศวร ได้หัว
เ มื อ ง ม อ ญ ฝ่ า ย ใ ต้ ม า เ ป็ น เ มื อ ง ขึ้ น
นับว่าเป็นจุดหักเหที่มีนัยสำคัญ
ของการสงครามไทยกับพม่า จาก
เดิม ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายยกทัพมาไทย
โดยตลอด การได้หัวเมืองมอญ
ฝ่ายใต้ ทำให้ไทยใช้เป็นฐานทัพ ที่จะ
ยกกำลังไปตีเมืองหงสาวดีได้
สะดวก
สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออก
จากพระนคร เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2138 มี
กำลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ แล้วรวบรวมกองทัพ
มอญเข้ามาสมทบ จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้า
ล้อมเมืองไว้ กองทัพไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน และได้เข้าปล้นเมือง
เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 4 ครั้งหนึ่ง แต่เข้าเมืองไม่ได้ ครั้นเมื่อทรง
ทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ได้ยกกองทัพลงมาช่วย
พระเจ้านันทบุเรงถึงสามเมือง เห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนักจึงทรงให้เลิกทัพ
กลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อน
ครอบครัวในหัวเมืองหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก และกองทัพข้าศึกมิได้
ยกติดตามมารบกวนแต่อย่างใด
สวรรคต
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สวรรคต
สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระ
เอกาทศรถ เสด็จยกกองทัพออก
จากพระนคร เมื่ อวันพฤหัสบดี
แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ.
2148
เสด็จโดยกระบวนเรือจากพระตำหนักป่าโมก แล้วเสด็จขึ้นบนที่ตำบล เอกราช
ไปตั้งทัพชัย ณ ตำบลพระหล่อ แล้วยกกองทัพบกไปทางเมืองกำแพงเพชรสู่เมือง
เชียงใหม่ ครั้นเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ก็หยุดพักจัดกระบวนทัพอยู่หนึ่งเดือน แล้วให้
กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมือง
หางหลวง ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งแก้ว สมเด็จ
พระนเรศวรทรงพระประชวรเป็นหัวระลอก (ฝี) ขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะ
พิษพระอาการหนัก จึงโปรดให้ข้าหลวงรีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า
สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จฯ มาถึงได้ 3 วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคต เมื่อ
วันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 สิริ
พระชนมพรรษา 49 พรรษาเศษ ดำรงราชสมบัติ 14 ปีเศษ สมเด็จพระเอกาทศรถจึง
ได้อัญเชิญพระบรมศพกลับกรุงศรีอยุธยา
ชีวิตส่วนพระองค์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวร
พระราชโอรส-ธิดา
มีการกล่าวถึงพระราชโอรสในสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชในจดหมายเหตุสเปน (History of the
Philippines and Other Kingdom) ของบาทหล
วงมาร์เชโล เด ริบาเดเนย์รา (Marchelo de
Ribadeneira, O.F.M) ที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่า
ของบาทหลวงคณะฟรันซิสกันที่เคยพำนักอยู่ในกรุง
ศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2125 ปลายรัชสมัยสมเด็จพระ
มหาธรรมราชาธิราช และ พ.ศ. 2139 ตรงกับต้นรัช
สมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเนื้อความ
ในจดหมายเหตุนี้ได้มีการอธิบายถึงกระบวน
พยุหยาตราชลมารคของพระเจ้าแผ่นดินสยาม โดย
มีเนื้อความตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงพระอัครมเหสีและ
พระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์โดยเสด็จด้วย ความ
ว่า[51]
พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชส่วนใหญ่ได้จากพงศาวดารอยุธยา ซึ่งมักมีการจด
บันทึกในพระราชกรณียกิจ ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกถึงการทำสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านเป็นอัน
มาก จนมองข้ามเกี่ยวกับเจ้านายฝ่ายในหรือพระมเหสีของพระองค์ อย่างไรก็ตามได้มีการปรากฏ
พระนามของเจ้านายฝ่ายใน ในเอกสารของต่างชาติ 5 ฉบับด้วยกัน ซึ่งได้แก่ จดหมายเหตุสเปน
(History of the Philippines and Other Kingdom) ของบาทหลวงมาร์เชโล เด ริบาเดเนย์
รา (Marchelo de Ribadeneira, O.F.M), จดหมายเหตุวันวลิต, พงศาวดารละแวก, คำให้การ
ขุนหลวงหาวัด และมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว ซึ่งปรากฏพระนามพระมเหสี 3-4 พระองค์ โดยมี
พระนามดังนี้[44]
1.พระมณีรัตนา หรือ เจ้าขรัวมณีจันทร์ จากจดหมายเหตุวันวลิต
2.โยเดียมี้พระยา พระราชธิดาในพระเจ้านรธาเมงสอกับพระนางเชงพยูเชงเมดอ[45] ปฐมวงศ์
พม่าที่ปกครองอาณาจักรล้านนา จากพงศาวดารพม่า
3.พระเอกกษัตรีย์ พระราชธิดาในพระเจ้าศรีสุพรรณมาธิราช เจ้าแผ่นดินเขมร จากพงศาวดาร
เขมร
บรรณานุกรม
วิกิพีเดีย
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ทางเราขอจบ
ประวัติของพระนเรศวรไว้เพียงเท่านี้น่ะครับ