The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะดิจิทัล ประจำปี 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สสว.5 จังหวัดขอนแก่น, 2021-11-24 23:35:30

การพัฒนาทักษะดิจิทัล ประจำปี 2564

การพัฒนาทักษะดิจิทัล ประจำปี 2564

โครงการประชุมเชงิ ปฏิบัติการ

การพฒั นาทกั ษะดิจทิ ัลเพอื่ การทางานพฒั นาสงั คม
ประจาปงี บประมาณ 2564

คำนำ

โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการทางานพัฒนาสังคม ประจาปี
งบประมาณ 2564” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล
และการจัดทาส่ือประชาสัมพนั ธเ์ พ่ือการทางานพัฒนาสังคมแก่บคุ ลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ
ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สสว.5 จังหวัดขอนแก่น และเพ่ือให้บริการทางวิชาการ ข้อมูลสารสนเทศ
แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น
ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ที่อยู่ใน
พน้ื ทร่ี บั ผดิ ชอบของ สสว .5 จงั หวดั ขอนแก่น ไดแ้ ก่ จงั หวัดขอนแกน่ มหาสารคาม ร้อยเอด็ หนองบัวลาภู
อุดรธานี เลย และหนองคาย จานวน 50 คน กาหนดจัดทโี่ รงเจรญิ ธานี อาเภอเมอื ง จังหวัดขอนแกน่
ในระหว่างวันท่ี 16 – 17 มีนาคม 2564 ซ่ึงมีข้ันตอนดาเนินงานเป็นการบรรยายให้ความรู้และร่วม
แลกเปลี่ยนพร้อมฝึกปฏิบัติ “การใช้แคนวาส Canvas เพื่อการจัดทาส่ือประชาสัมพันธ์” และ“การ
ประยุกต์ใช้ Google Form ในการทางาน”

ขอขอบพระคุณ นายสุเมธ ทรายแก้ว ผู้อานวยการสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5
ท่ีเป็นกาลังใจสาคัญในการสนับสนุนให้การดาเนินงานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสาเร็จลุล่วงไปได้
ดว้ ยดี และขอขอบคุณผเู้ ข้าอบรมที่มาร่วมกันพัฒนาทักษะดิจทิ ัลเพ่ือการทางานพัฒนาสงั คม ในครงั้ น้ี

ขอขอบพระคุณ นางสาวบุญศิริ จึงจรัสทรัพย์ นักประชาสัมพันธ์ชานาญการ นางฑัชมาวรรณ
ดีประเสริฐ นายช่างไฟฟ้าชานาญงาน และนางสาวณัฐวรรณ ติรกิจพานิชกร นักสื่อสารมวลชน
ปฏิบัติการ กลุ่มปฏิบัติการสื่อดิจิทัล สานักประชาสัมพันธ์ เขต 1 กรมประชาสัมพันธ์ ท่ีได้ให้เกียรติมา
เปน็ วทิ ยากรให้ความรูก้ ับผู้เขา้ รบั การอบรมไดเ้ รียนรู้และฝกึ ปฏิบัติ เพือ่ ตอบสนองต่อการพฒั นาศักยภาพ
บุคลากรให้เข้าสู่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นส่วนหนึ่งในการทางานด้านสังคม เป็นการพัฒนา
บคุ ลากร และเป็นหัวใจสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ทรพั ยากรมนุษย์จาเป็นจะต้องได้รบั การพัฒนา
ตลอดเวลา อันเป็นข้อดีที่ให้บุคลากรนาเอาความรู้ ความสามารถที่ไปใช้ในการปฏิบัติราชการ และสร้าง
สมรรถนะเพื่อใหป้ ฏิบตั งิ านได้เกดิ ประโยชน์สูงสดุ และสร้างใหแ้ ตล่ ะบุคคลเกดิ ทัศนคติ และความผูกพนั ท่ี
ดีตอ่ องคก์ าร ตลอดจนเกิดความตระหนกั ในคุณคา่ ของตนเองเพ่ือนรว่ มงานตอ่ ไป



สารบัญ หน้า

เรือ่ ง 1
3
บทที่ 1 บทนา 3
1.1 ความเป็นมาและความสาคญั 3
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 4
1.3 ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ บั
1.4 ขอบเขตการประเมินผล 5
1.5 นยิ ามศพั ท์ 7
11
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารทีเ่ ก่ยี วข้อง 13
2.1 แนวคิดการประชุมเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร
2.2 แนวคิดการพัฒนา 30
2.3 แนวคดิ ทักษะดจิ ทิ ลั 30
2.4 ประชุมเชิงปฏบิ ัติการ “การพฒั นาทกั ษะดิจทิ ลั เพื่อการทางาน 30
พฒั นาสงั คม ประจาปงี บประมาณ 2564” 33
33
บทท่ี 3 วิธีการดาเนินการประเมินผลโครงการ 33
3.1 ระเบยี บวธิ ีทีใ่ ชป้ ระเมิน
3.2 ประชากรท่ใี ชใ้ นการประเมนิ 34
3.3 เคร่อื งมอื ในการประเมิน 36
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 39
3.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 40
3.6 การนาเสนอผลการวิเคราะห์

บทท่ี 4 ผลการประเมนิ โครงการ
4.1 ขอ้ มลู ทั่วไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
4.2 ประเมินวิทยากรโครงการ
4.3 ประเมินผลการจดั ประชุม
4.4 ขอ้ คดิ เหน็ เพิ่มเติม



บทท่ี 5 สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ 41
5.1 สรุปผลการประเมนิ โครงการ 42
5.2 ขอ้ เสนอแนะ 43
5.3 จุดแขง็ – จุดออ่ นโครงการ
45
ภาคผนวก 50
ก แบบสอบถาม 59
ข ภาพกจิ กรรม 60
ค บรรณานกุ รม

คณะผจู้ ดั ทา



บทท่ี 1

บทนา

1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award :

PMQA) เป็นกรอบการบริหารจัดการ ที่สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ ใช้เป็นเครื่องมือ
ผลักดันให้การพัฒนาระบบราชการมีประสิทธิภาพและย่ังยืน สอดคล้องกับ มาตรฐานสากล และแผน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ. (2556 – 2561) มุ่งเน้นให้ หน่วยงานราชการปรับปรุง
องค์การอย่างรอบด้านและอย่างต่อเน่ือง ครอบคลุมท้ัง 7 ด้าน ในการบริหารและดาเนินงานของส่วน
ราชการ ได้แก่ การนาองค์การ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การให้ความสาคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์การจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การมุ่งเน้นระบบปฏิบัตกิ าร และ
ผลลัพธ์การดาเนินการ (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ, 2558) จากการท่ีสานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ ได้มีเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ มุ่งเน้นบุคลากร
ซ่ึงมองเห็นคุณค่าของบุคลากรในด้านการเรียนรู้และการให้ความสาคัญกับบุคลากรและเครือข่าย
แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและความสาคัญของการบริหารทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณค่าและความสาคัญอย่างยิ่ง
ต่อองค์กรโดยเฉพาะอย่างย่ิงในองค์การ ภาครัฐ การพัฒนาทักษะและศักยภาพของกาลังคนภาครัฐและ
เตรียมความพร้อมบุคลากรภาครัฐสู่ ประชาคมอาเซียน เป็นภาระกิจการดาเนินงานหลักในปัจจุบันของ
สานักงานก.พ. โดยมีความมุ่งหวังให้บุคลากรภาครัฐมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ดังนี้ 1) มีความเป็นมือ
อาชีพ (Professional) มีสมรรถนะในการทางาน การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทางานเป็นทีม และมีความรู้
เชิงลึกในภารกิจที่ตนเองปฏิบัติ 2) มีความเป็นนานาชาติ (International) 3) มีความเป็นผู้สนับสนุน
(Facilitator) 4) เป็นผู้นาการเปล่ียนแปลง (Change Agent) (สานักงานคณะกรรมการข้าราชการ
พลเรอื น, 2558)

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรจึงมีความสาคัญมาก ในทุกระบบงานในภาครัฐ
เพราะบุคลากรที่ทางานในองค์กรถือว่าเป็นทรัพยากรท่ีสาคัญในการบริหารราชการและการพัฒนา
ประเทศ ถ้าข้าราชการมีความรู้ความสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้การบริหาร
ราชการและการบริหารประเทศบรรลุเป้าหมาย ดังน้ันรัฐบาลจึงเน้นการพัฒนาคุณภาพของข้าราชการ
และบุคลากร ในหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ (อัญชิสา ไกรสรนภาเนตร, 2545) โดยพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการพลเรอื น พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิม่ พ.ศ. 2538 หมวด 3 การเพมิ่ พูนประสทิ ธิภาพและ
การเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการกาหนดให้เป็นหน้าท่ีของผู้บังคับบัญชา ในการพัฒนา
ผู้ใต้บังคับบัญชาเพ่ือเพิ่มพูนความสามารถ ทักษะ และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน (พระราชบัญญัติ
ระเบียบขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. 2535 และแกไ้ ขเพิม่ พ.ศ. 2538, 2538)

หนา้ 1

สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวชิ าการ 1-11 (สสว.1 – 11) สังกัดสานักงานปลัดกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นส่วนราชการส่วนกลางที่ต้ังอยู่ในส่วนภูมิภาค โดยมีอานาจ
หน้าท่ี ดังน้ี 1) พัฒนางานด้านวิชาการเก่ียวกับการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ให้สอดคล้อง
กับพื้นที่เป้าหมาย 2) ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวิชาการ องค์ความรู้ ข้อมูลสารสนเทศให้คาปรึกษา
แนะนาแก่หน่วยงานบริการกลุ่มเป้าหมายในพ้ืนที่ให้บริการ ในความรับผิดชอบของกระทรวง รวมท้ัง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง องค์กรภาคเอกชนและประชาชน 3) ศึกษาวิเคราะห์
สถานการณ์และสภาพแวดล้อม เพ่ือคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ทางสังคมและผลกระทบ รวมท้ัง
ให้ข้อเสนอแนะการพฒั นาสงั คมและจัดยุทธศาสตร์ในพนื้ ท่ีกลุ่มจงั หวัด 4) สนับสนุนการนิเทศงานตดิ ตาม
ประเมินผลการดาเนินงานเชิงวิชาการตามนโยบาย และภารกิจของกระทรวงในพื้นที่กลุ่มจังหวัด
ซึ่งสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1 – 11 ได้ดาเนินการขับเคล่ือนงานตามภารกิจ และเป็น
กลไกในการขับเคล่ือนภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่ีตอบสนอง
ยุทธศาสตร์ชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ท้ังน้ี สสว. 1 – 11 ได้ให้
ความสาคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านระบบบริหารจัดการข้อมูลทรัพยากร และบุคลากรเพื่อให้เป็น
แหล่งรู้ ศูนย์อบรมผลงานทางวชิ าการด้านสังคม ศูนย์กลางในการแสวงหาความรู้ โดยไดข้ ับเคลื่อนงาน
ตามโครงการมาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง

สาหรับในปีงบประมาณ 2564 สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น
ได้กาหนดให้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงฯ ในด้านการพัฒนางาน
ดา้ นวชิ าการ การส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนการนามาประยุกต์

ในการปฏิบัติราชการให้บรรลุตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มี
ความรู้ ความสามารถด้านการจัดทาส่ือประชาสัมพันธ์อย่างมืออาชีพ สู่การเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่
องค์ความรู้ด้านวิชาการ หรือข้อมูลของหน่วยงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และเข้าถึงทุก
กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มการวิจัยและการพัฒนาระบบเครือข่าย สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5
จังหวัดขอนแก่น จึงกาหนดจัดทาโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อการทางาน
พัฒนาสังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” เพ่ือตอบสนองต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เข้าสู่การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นส่วนหน่ึงในการทางานด้านสังคมเปน็ การพัฒนาบุคลากร และเป็นหวั ใจสาคัญ
ต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ทรัพยากรมนุษย์จาเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาตลอดเวลา อันเป็นข้อดีที่ให้
บคุ ลากรนาเอาความรู้ ความสามารถที่ไปใช้ในการปฏิบัติราชการ และสร้างสมรรถนะเพื่อใหป้ ฏิบัติงานได้
เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างให้แต่ละบุคคลเกิดทัศนคติ และความผูกพันท่ีดีต่อองค์การ ตลอดจนเกิด
ความตระหนกั ในคณุ คา่ ของตนเองเพอ่ื นร่วมงานอกี ด้วย

หน้า 2

1.2 วัตถปุ ระสงค์

2.1 เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล และการจัดทาส่ือ
ประชาสัมพันธ์เพื่อการทางานพัฒนาสังคมแก่บุคลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ
ทอ่ี ยใู่ นพ้ืนทรี่ บั ผดิ ชอบของ สสว.5 จงั หวัดขอนแกน่

2.2 เพ่ือให้บริการทางวิชาการ ข้อมูลสารสนเทศ แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนา
สงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย์

1.3 ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
3.1 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถนาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนางานด้านสังคม
ในสว่ นท่เี กี่ยวข้องได้
3.2 องคก์ รสามารถนาผลท่ีได้จากการพฒั นางานดา้ นสงั คมในสว่ นทเี่ กย่ี วข้อง ไปใช้ในการพัฒนา
งานและการบริการด้านสังคมให้ตอบสนองแก่ผู้รับบริการหรือประชาชนได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพมากย่ิงขน้ึ

1.4 ขอบเขตการประเมนิ ผล
4.1 ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ ข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการ

พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สสว.5 จังหวัดขอนแก่น เขตตรวจ
ราชการ ท่ี 10 และ 12 จานวน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองบัวลาภู อดุ รธานี เลย หนองคาย ขอนแก่น
มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เจ้าหน้าที่สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น และ
วิทยากร รวมจานวน 50 คน

4.2 ขอบเขตด้านการดาเนนิ งาน ไดแ้ ก่
4.2.1 บรรยาย หวั ขอ้ “การใช้แคนวาส Canvas เพ่อื การจดั ทาสอ่ื ประชาสัมพนั ธ์”
4.2.2 บรรยาย หัวขอ้ “การประยุกต์ใช้ Google Form ในการทางาน”

4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา ได้แก่ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัล
เพื่อการทางานพัฒนาสังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” ต้ังแต่วันที่ 16–17 มีนาคม 2564
รวมระยะเวลา 2 วัน

4.4 ขอบเขตด้านงบประมาณ ได้แก่ งบประมาณประจาปี 2564 แผนงานยุทธศาสตร์สร้าง
หลักประกันทางสังคม โครงการช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาทางสังคม กิจกรรมหลัก จัดทานโยบาย
ด้านสังคมระดบั พื้นท่ี งบดาเนินงาน (ค่าตอบแทนวสั ดุใช้สอย) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดาเนินโครงการ
ศูนย์บริการวิชาการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคมในระดับพื้นที่ รวมเป็นเงินท้ังส้ิน 109,300.-
(หน่งึ แสนเกา้ พันสามรอ้ ยบาทถ้วน)

หนา้ 3

5. นิยามศัพท์
5.1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การประชุมร่วมกันเป็นกลุ่มๆ เป็นระยะเวลานาน

หลายวัน โดยเน้นการร่วมกันทางานเพื่อฝึกการแก้ปัญหาโดยผู้เข้าประชุมทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม
ลงมอื ปฏบิ ัติ

5.2 การพัฒนา หมายถึง ความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ย่อมเป็นจุดมุ่งหมายที่สาคัญ
แก่การเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของชีวิต การเติบโตของทักษะรวมไปถึงการเติบโตทางธุรกิจ
องค์กร และสิ่งต่าง ๆ รอบด้านซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลักษณะนี้จะตรงกับ
คาศัพท์ที่เรียกกันว่า พัฒนาการ โดยความหมายของคาว่าพัฒนาการนั้น ได้มีนักวิชาการให้คานิยาม
เอาไว้หลากหลายแง่มุมและหลากหลายมุมมอง รวมถึงหลากหลายแนวคิด อันอาศัยการตีความจาก
ทฤษฎีที่แตกต่าง

5.2 ทักษะ ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน หมายถงึ ความชานาญ เชี่ยวชาญ, จัดเจน
ในภาพรวมแลว ผูท่ีมีทักษะในดานใดดานหนึ่งน้ัน จะตองมีความรู้ในดานนั้น และเคยฝกฝนทางาน
จนกระทั่งมีความสามารถ ท่จี ะทางานน้ันใหไดผลอยางดีเยยี่ ม

5.3 ดจิ ทิ ัล หมายถงึ เครือ่ งมอื อุปกรณ์ และเทคโนโลยดี ิจิทัลทม่ี ีอยใู่ นปัจจุบนั อาทิ คอมพิวเตอร์
โทรศัพท์ แทปเลต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการส่ือสาร
การปฏิบตั ิงาน และการทางานร่วมกนั หรือใชเ้ พื่อพฒั นากระบวนการทางาน หรอื ระบบงานในองคก์ รให้มี
ความทันสมัยและมีประสิทธิภาพทักษะดังกล่าวครอบคลุมความสามารถ 4 มิติ ได้แก่ 1.การใช้ (Use) 2.
เข้าใจ (Understand) 3. การสร้าง (create) และ4. เข้าถึง (Access) เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

หนา้ 4

บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

การประเมินผลโครงการการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการ
ทางานพัฒนาสังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” ในคร้ังน้ีคณะประเมนิ ได้นาแนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัย
ทเี่ กีย่ วข้องมาใช้ เพอ่ื เปน็ ประโยชน์ในการประเมิน ดังหัวขอ้ ตอ่ ไปนี้

1. แนวคดิ การประชุมเชิงปฏบิ ัตกิ าร
2. แนวคดิ การพฒั นา
3. แนวคิดทักษะดิจิทลั
4. ประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการทางานพัฒนาสังคม ประจาปี
งบประมาณ 2564” 1. หัวข้อ “การใช้แคนวาส Canvas เพ่ือการประชาสัมพันธ์” 2. หัวข้อ “การ
ประยกุ ตใ์ ช้ Google Form ในการทางาน”

2.1 แนวคิดการประชมุ เชงิ ปฏิบตั ิการ
การประชุม ในภาษาไทยเป็นคาทั่วไปท่ีใช้ครอบคลุมกับการประชุมเกือบทุกชนิด แต่ใน
ภาษาอังกฤษ ชือ่ และรปู แบบของการประชุมมหี ลากหลายแตช่ ัดเจน ทัง้ ทใี่ ชโ้ ดยทั่วไป เช่น meeting และ
ท่ีใช้เฉพาะ มีรูปแบบเฉพาะ ปัจจุบนั ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทั้งทางวชิ าการและทางธุรกิจจึงมีการจัด
ประชุมทมี่ ีรูปแบบเฉพาะอยา่ งแพรห่ ลายกนั มากขน้ึ แต่การเรยี กช่ือการประชุมในภาษาไทย ยังสบั สนและ
มักไม่ต้องตรงกัน อย่างไรก็ตามในโครงการคร้ังน้ีมีผู้ให้ความหมายของการประชุมเชิงปฏิบัติการไว้
มากมาย
การประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ เวิร์กชอป (workshop) หมายถึง การประชุมร่วมกันเป็นกลุ่มๆ
เปน็ ระยะเวลานานหลายวัน โดยเน้นการร่วมกันทางานเพ่อื ฝกึ การแกป้ ัญหาโดยผ้เู ขา้ ประชมุ ทุกคนจะตอ้ ง
มีสว่ นร่วมลงมือปฏบิ ัติ (hands-on training) (วกิ พิ ีเดยี สารนุกรมเสรี, 2561)
หัทยา อินทร์เชิง (2559) ได้ให้ความหมายของการประชุมเชิงปฏิบัติการไว้ว่า เป็นรูปแบบหน่ึง
ของการฝึกอบรม ที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมนั้น ๆ
อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการฝึกอบรมนี้เน้นทั้งด้านวิชาการ หรือทฤษฎี และด้านปฏิบัติ โดยคานึงถึง
การเสริมสร้างให้ผู้เข้ารับการอบรมนาส่ิงท่ีตนเรียนรู้นั้นมาปฏิบัติ ในสถานการณ์การทางานอันแท้จริง
ของเขาได้
อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการศึกษาให้ความหมายเพ่ิมเติมไว้ว่า การประชุมแบบการประชุม
ปฏิบัติการ หรือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ ที่เรียกกันว่า Workshop น้ี เป็นการประชุมอีกแบบหน่ึง
ที่ใช้กนั มากในบรษิ ัท วงการธุรกิจ อุตสาหกรรม และในองค์การต่าง ๆ เน่ืองจากการประชุมแบบนี้ จะตอ้ ง
มีการฝึกปฏิบัติ สาหรับผู้เข้าร่วมประชุมเป็นหลักสาคัญ การประชุมแบบน้ี ปกติแล้วจะมีสมาชิกท่ีร่วม

หน้า 5

ประชุมจานวนไม่มากนัก คือมักจะมีจานวนแต่เพียงพอเหมาะกับอปุ กรณ์ และเคร่ืองอานวยความสะดวก
ในการฝกึ ปฏิบตั กิ าร ในเรอื่ งทีจ่ ัดประชุมน้ัน ๆ ขึ้น เน่อื งจากเนน้ การฝึกปฏิบัติเปน็ ส่วนทส่ี าคัญมาก

ในการประชมุ เชงิ ปฏิบัตกิ ารนี้ สมาชิกในการประชุมจะต้องร่วมกันศึกษา รบั ฟังการบรรยาย หรือ
ศึกษาค้นคว้า ทาความเข้าและฝึกปฏิบัติ เพ่ือเพ่ิมพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเฉพาะอย่าง
ตามหัวข้อของการประชุมปฏิบตั ิการครั้งน้ัน ๆ หลักสาคัญของการประชุมแบบนี้คือ การเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ
แล้วนาไปปฏิบัติในการปฏิบัติงานจริง ตัวอย่าง การประชุมเชิงปฏิบัติการ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ
เร่ืองการสร้างแบบทดสอบ แบบวัดความพึงพอใจของผู้บริหาร การประชุมเชิงปฏิบัติการซ่อมบารุงเกียร์
ระบบอัตโนมัติ การประชุมเชิงปฏิบัติการเร่ืองการจัดหมวดหมู่เอกสารในสานักงาน เป็นต้น การจัดการ
ประชุมแบบนี้ จึงต้องมีเอกสาร มีหนังสือ มีรายละเอียดและข้อมูล ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ เพ่ือประกอบ
การศึกษาและการฝึกปฏิบัติ ซ่ึงต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าให้พร้อม เพ่ือผู้เข้าประชุมจะใช้ประโยชน์ได้ทันที
ในการฝึกปฏิบัติตามกาหนดการ หรือตารางการปฏิบัติ ตามท่ีได้กาหนดไว้เป็นการเฉพาะ จุดเน้นจะอยู่ท่ี
การปฏิบัติได้เป็นการแก้ปัญหาด้วยภาคปฏิบัติ เน้นการปฏิบัติการมากกว่าการบรรยายหรือการอภิปราย
มุ่งปรับปรุงความสามารถและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานของสมาชิกแต่ละคน ส่วนใหญ่มักจะเป็น
เร่อื งเกีย่ วกับการงานหรอื วิชาชีพ

หัทยา อินทร์เชิง (2559) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่ามี 3 ข้ันตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การเตรยี มการก่อนการจดั อบรมเชงิ ปฏบิ ัติการ ประกอบไปด้วย

1) สารวจหวั ข้อและประเด็นปญั หา (SWOT Analysis)
2) เขยี นโครงการจดั อบรมเชิงปฏิบตั กิ าร
3) ตัง้ คณะกรรมการในการดาเนินการ
4) ขน้ั ตอนการเตรยี มการดาเนนิ งาน
5) ประชมุ สรุปผลกอ่ นการดาเนนิ งาน
ขั้นตอนที่ 2 การดาเนินการระหว่างการจดั อบรมเชิงปฏิบัตกิ าร
1) ลงทะเบยี น
2) พธิ เี ปิด
3) แบ่งกลมุ่ ยอ่ ยจดั การอบรม (ภาคปฏบิ ัติ) ขน้ึ อยกู่ บั จานวนผู้เข้าอบรม
4) สรุปผลการอบรมของผูเ้ ขา้ อบรมในแต่ละวนั (ทบทวนปัญหา)
5) พธิ ปี ดิ การจดั อบรมเชงิ ปฏิบัติการ
ขน้ั ตอนที่ 3 การดาเนนิ การหลังการจัดอบรมเชิงปฏิบัตกิ าร
1) รายงานผบู้ ังคบั บัญชา
2) รายงานหนว่ ยงานท่เี กี่ยวขอ้ ง เชน่ งานคลงั และงานพัสดุ
3) ประชุมสรปุ ผลการจัดการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร

หน้า 6

2.2 แนวคิดการพฒั นา
การพัฒนา ใช้ในภาษาอังกฤษว่า Development นามาใช้เป็นคาเฉพาะและใชป้ ระกอบคาอ่ืน
ก็ได้ เช่น การพัฒนาประเทศ การพัฒนาชนบท การพัฒนาเมือง และการพัฒนาข้าราชการ เป็น
ต้น การพัฒนาจึงถูกนาไปใช้กันโดยทั่วไปและมีความหมายแตกต่างกันออกไป ดังกล่าวแล้ว เก่ียวกับ
ความหมายของการพัฒนาน้ันไดม้ ีผู้ให้ความหมายไว้หลายความหมายทั้งความหมายท่ีคล้ายคลึงกัน และ
แตกต่างกนั ซงึ่ อาจจาแนกออกไดเ้ ปน็ 10 ลักษณะ คอื
1. ความหมายจากรูปศพั ท์

โด ย รูป ศั พ ท์ ก ารพั ฒ น า ม าจ าก ค าภ าษ าอั งก ฤ ษ ว่า Development แ ป ล ว่า
การเปล่ียนแปลงท่ีละเล็กละน้อย โดยผ่านลาดับข้ันตอนต่างๆ ไปสู่ระดับท่ีสามารถขยายตัวขึ้น เติบโต
ข้ึน มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น และเหมาะสมกว่าเดิมหรืออาจก้าวหน้าไปถึงข้ันที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่น่า
พอใจ (ปกรณ์ ปรยี ากร.2538,หน้า 5) ส่วนความหมายจากรูปศัพทใ์ นภาษาไทยนั้น หมายถึง การทาความ
เจริญการเปลี่ยนแปลงในทางที่เจริญขึ้นการคลี่คลายไปในทางที่ดีถ้าเป็นกริยาใชค้ าว่า พฒั นา หมายความ
ว่า ทาให้เจริญ คือ ทาให้เติบโตได้งอกงาม ทาให้งอกงามและมากขึ้น เช่น เจริญทางไมตรี (พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2525, 2538, หนา้ 238)

การพัฒนา โดยความหมายจากรูปศัพทจ์ ึงหมายถึง การเปล่ียนแปลงส่ิงใดสิ่งหนง่ึ ให้เกดิ ความ
เจริญเติบโตงอกงามและดีข้ึนจนเป็นที่พึงพอใจ ความหมายดังกล่าวน้ี เป็นท่ีมาของความหมายใน
ภาษาไทยและเปน็ แนวทางในการกาหนดความหมายอ่ืนๆ (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 2)

2. ความหมายโดยท่วั ไป
การพัฒนา ท่ีเข้าใจโดยทั่วไป มีความหมายใกล้เคียงกับความหมายจากรูปศัพท์ คือ

หมายถึง การทาให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อกี สภาพหนึ่งทดี่ ีกวา่ เดมิ อยา่ งเป็นระบบ หรือ
การทาให้ดีขึ้นกว่าสภาพเดิมท่ีเป็นอยู่อย่างเป็นระบบ (ยุวัฒน์ วุฒิเมธี. 2526, หน้า 1) ซ่ึงเป็นการ
เปรียบเทียบทางด้านคุณภาพระหว่างสภาพการณ์ของส่ิงใดส่ิงหนึ่งในช่วงเวลาท่ีต่างกัน กล่าวคือ ถ้าใน
ปจั จบุ นั สภาพการณข์ องสงิ่ นน้ั ดีกวา่ สมบูรณก์ วา่ กแ็ สดงว่าเปน็ การพฒั นา (ปกรณ์ ปรยี ากร.2538, หน้า 5)

การพัฒนา ในความหมายโดยท่ัวไปจึงหมายถึงการเปล่ียนแปลงส่ิงใดสิ่งหนึ่งให้เกิดคุณภาพดี
ข้ึนกว่าเดิม ความหมายน้ี นับว่าเป็นความหมายท่ีรู้จักกันโดยท่ัวไป เพราะนามาใช้มากกว่าความหมาย
อ่ืนๆ แมว้ า่ จะไมเ่ ป็นทย่ี อมรับของนกั วชิ าการก็ตาม (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 2)

3. ความหมายทางเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์ได้ให้ความหมายของ การพัฒนาว่า หมายถึง ความเจริญเติบโต โดยเน้น

ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นสาคัญ เช่น ผลผลิตรวมของประเทศเพิ่มขึ้น รายได้ประชาชาติ
เพ่ิมข้ึน รายได้เฉล่ียต่อหัวต่อคนของประชากรเพ่ิมข้ึน (ณัฐพล ขันธไชย. 2527, หน้า 2) มีการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจมากข้ึน ประชากรมีรายได้เพียงพอที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตน

หน้า 7

ได้ (เสถียร เชยประทับ. 2528, หน้า 9) ซ่ึงอาจสรุปได้ว่า การพัฒนา เป็นกระบวนการทางสังคมท่ี
ผลผลิตออกมาในรปู ซึ่งสามารถวดั ได้ด้วยเกณฑท์ างเศรษฐศาสตร์ (สนุ ทรี โคมนิ . 2522, หน้า 37)

จะเห็นได้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้กาหนดความหมายของการพัฒนา โดยใช้ความหมายจากรูป
ศัพท์และความหมายโดยทั่วไป คือหมายถึง ความเจริญเติบโต แต่เป็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตามเนื้อหาของวิชาเศรษฐศาสตร์ ซ่ึงเป็นการเน้นความหมายเชิงปริมาณ คือ การเพิ่มขึ้น หรือการ
ขยายตวั ทางเศรษฐกจิ มากกว่าด้านอน่ื ๆ (สนธยา พลศร.ี 2547, หนา้ 2-3)

4. ความหมายทางพฒั นบริหารศาสตร์
นักพัฒนบริหารศาสตร์ได้ให้ความหมายของ การพัฒนา เป็น 2 ระดับ คือ ความหมายอย่าง

แคบและความหมายอย่างกว้าง ความหมายอย่างแคบ การพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในตัว
ระบบการกระทาการใหด้ ีขึน้ อันเปน็ การเปลี่ยนแปลงในดา้ นคณุ ภาพเพียงด้านเดยี ว สว่ นความหมายอยา่ ง
กว้างนั้น การพัฒ นา เป็นกระบวนการของการเปล่ียนแปลงในตัวระบบการกระทาทั้งด้าน
คณุ ภาพ ปริมาณและสง่ิ แวดล้อมให้ดีขน้ึ ไปพร้อมๆ กนั ไมใ่ ช่ดา้ นใดดา้ นหนงึ่ เพยี งด้านเดยี ว

การพัฒนา ในความหมายของนักพัฒนบริหารศาสตร์จะมีขอบข่ายกว้างขวางกว่าความหมาย
จากรปู ศัพท์ ความหมายโดยทวั่ ไป และความหมายทางเศรษฐศาสตรท์ กี่ ลา่ วมาแลว้ เพราะหมายถึง
การเปลย่ี นแปลงของส่ิงใดสิ่งหน่งึ ทัง้ ในด้านคุณภาพ (ดขี น้ึ ) ปริมาณ (มากขน้ึ ) และส่งิ แวดล้อม
(มีความเหมาะสม) ไมใ่ ช่การเปล่ยี นแปลงด้านใดด้านหนึ่งเพียงดา้ นเดียว (สนธยา พลศร.ี 2547, หนา้ 3)

5. ความหมายทางเทคโนโลยี
ในทางเทคโนโลยี การพัฒนา หมายถึง การเปล่ียนแปลงระบบอุตสาหกรรม และการผลิต
ด้วยเทคโนโลยีท่ีทันสมัยด้วยนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ทาให้สังคมเปล่ียนแปลงจากสังคม
ประเพณนี ิยม เปน็ สงั คมสมัยใหม่ท่ที นั สมยั (นิรนั ดร์ จงวุฒิเวศย์. 2534, หนา้ 95) หรือ การพฒั นา คือ
การเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีนั่นเอง (นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ และ
พนู ศิริ วัจนะภมู ิ. 2534, หนา้ 13)
จะเห็นได้ว่า ความหมายของ การพัฒนา ในทางเทคโนโลยีแตกต่างออกไปจากความหมายที่
กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ทันสมัยด้วยความเจริญก้าวหน้าทาง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซง่ึ เปน็ ความหมายอีกแนวทางหน่งึ (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 3)
6. ความหมายทางการวางแผน
ในทางการวางแผน การพัฒนา เป็นเร่ืองเก่ียวกับการชักชวน การกระตุ้นเพ่ือให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลง ดว้ ยการปฏิบตั ติ ามแผนและโครงการอยา่ งจรงิ จัง เปน็ ไปตามลาดับขน้ั ตอนตอ่ เน่ืองกนั เป็น
วงจร โดยไม่มีการสนิ้ สุด (นิรันดร์ จงวฒุ ิเวศย.์ 2534, หนา้ 91-92) ซ่งึ องคก์ ารศกึ ษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

หน้า 8

(The United National Educational, Scientific and cultural Organization : UNESCO.
1982, p. 305,) อ้างถึงในอัจฉรา โพธิยานนท์. (2539, หน้า 11) สรุปได้ว่า การพัฒ นาเป็น
หนา้ ท่ี (Function) ของการวางแผนและการจดั การ ดังน้ี

D = f (P+M)
เมอื่ D = Development คือ การพฒั นา

P = Planning คือ การวางแผน
M = Management คือ การบริหารงานหรอื การจัดการ
ดังนั้น การพัฒนา จะเกิดข้ึนได้ด้วยการวางแผนท่ีดี มีการบริหารงานและการจัดการอย่างเป็น
ระบบ ทาให้การดาเนินการเป็นไปอยา่ งต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
การพัฒนา ในความหมายของนักวางแผน จะเป็นไปอีกแนวทางหนึ่ง โดยอาจสรุปได้
ว่า หมายถึง การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นจากการเตรียมการของมนุษย์ไว้ล่วงหน้า ในลักษณะของแผน
และโครงการ แล้วบริหารหรือจัดการให้เป็นไปตามแผนและโครงการจนประสบความสาเร็จตาม
วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายที่วางไว้ จะเห็นไดว้ า่ ความหมายของการพัฒนาทางการวางแผนกาหนดให้การ
พัฒนาเป็นกิจกรรมของมนุษย์และเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเท่าน้ัน การเปล่ียนแปลงท่ีไม่ได้
เกิดจากการวางแผนโดยมนษุ ย์ ไมใ่ ช่การพัฒนาในความหมายน้ี (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 4)
7. ความหมายเกย่ี วกับการปฏบิ ัติ
ในขั้นของการปฏิบัติ การพัฒนา หมายถึง การชักชวนหรือการกระตุ้นให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงโดยการปฏิบัติตามแผนและโครงการอย่างจริงจังและเป็นลาดับข้ันตอนต่อเน่ืองกันใน
ลกั ษณะที่เปน็ วงจร ไม่มีการส้นิ สุด (นริ ันดร์ จงวุฒเิ วศย์ และพนู ศิริ วัจนะภูม.ิ 2534, หนา้ 13)
การพัฒนา ในความหมายของการปฏิบัติการนี้เป็นความหมายต่อเนื่องจากความหมายทางการ
วางแผนโดยมุ่งเน้นถึงการนาแผนและโครงการไปดาเนินการอย่างจริงจังและอย่างต่อเน่ือง เพราะถึงจะมี
แผนและโครงการแลว้ แตถ่ ้าหากไมม่ กี ารนาไปปฏบิ ตั ิการพฒั นากไ็ ม่สามารถเกดิ ขน้ึ ได้
(สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 4)
8. ความหมายทางพระพทุ ธศาสนา
พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ์ ปยตุ โฺ ต, 2530, หนา้ 16-18) ไดใ้ ห้ความหมายและอธบิ าย
ไวว้ ่า ในทางพุทธศาสนา การพฒั นา มาจากคาภาษาบาลีวา่ วฒั นะ แปลวา่ เจรญิ แบง่ ออกได้เปน็
2 ส่วน คือ การพัฒนาคน เรียกว่า ภาวนา กับการพัฒนาสิ่งอื่นๆ ท่ีไม่ใช่คน เช่น วัตถุส่ิงแวดล้อม
ต่างๆ เรียกว่า พัฒนา หรือ วัฒนา เช่น การสร้างถนน บ่อน้า อ่างเก็บน้า เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องของ
การเพิ่มพนู ขยาย ทาให้มากหรือทาใหเ้ ตบิ โตขึน้ ทางวัตถุและไดเ้ สนอขอ้ คิดไวว้ ่า คาว่า การพัฒนา หรือ
คาวา่ เจริญ นนั้ ไม่ได้แปลว่าทาให้มากขนึ้ เพม่ิ พูนขน้ึ อย่างเดยี วเทา่ นัน้ แต่มีความหมายวา่ ตดั หรือทิ้ง

หน้า 9

เช่น เจริญพระเกศา คือตัดผม มีความหมายว่า รก เช่น นุสิยา โลกวฑฒฺ โน แปลวา่ อย่างเป็นคนรก
โลกอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นส่ิงที่ทาแล้วมีความเจริญจริงๆ คือ ต้องไม่เกิดปัญหาติดตามมา
หรือไม่เส่ือมลงกว่าเดิม ถ้าเกิดปัญหาหรือเสื่อมลง ไม่ใช่เป็นการพัฒนา แต่เป็นหายนะ ซึ่งตรงกันข้าม
กบั การพัฒนา

กล่าวได้ว่า การพัฒนา ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การพัฒนาคนให้มีความสุขมี
สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม การพัฒนาในความหมายนี้ มีลักษณะเดียวกันกับการพัฒนาในความหมาย
ทางด้านการวางแผน คอื เป็นเรื่องของมนษุ ย์เทา่ นั้น แตกตา่ งกนเพยี งการวางแผนให้ความสาคัญท่ี
วธิ ีการดาเนนิ งาน สว่ นพทุ ธศาสนามุง่ เน้นผลที่เกดิ ขึน้ คือ ความสุขของมนษุ ย์เท่านั้น
(สนธยา พลศรี. 2547, หน้า 4)

9. ความหมายทางสงั คมวทิ ยา
นักสังคมวิทยาได้ให้ความหมายของ การพัฒนา ว่า เป็นการเปล่ียนแปลงโครงสร้างของ

สังคม ซ่ึงได้แก่ คน กลุ่มคน การจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคม ด้วยการจัดสรรทรัพยากรของ
สังคมอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ (ฑิตยา สุวรรณชฏ. (2527, หน้า 354) การพัฒนา เป็นทั้ง
เป้าหมายและกระบวนการท่ีครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนต่อชีวิตและการทางาน การ
เปลี่ยนแปลงสถาบันตา่ งๆ ทางสงั คม วฒั นธรรมและการเมืองอกี ดว้ ย (Streeten. 1972, p. 3)

นักสังคมวิทยาได้ให้ความหมายของ การพัฒนา โดยเน้นการเปล่ียนแปลงโครงสร้างของ
สงั คม คือ มนุษย์ กลุ่มทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม ซึ่งมีลักษณะเช่นเดยี วกบั ความหมายในทาง
พุทธศาสนา คือ การเปลี่ยนแปลงมนุษย์และส่ิงแวดล้อมให้มีความสุข และมีลักษณะเช่นเดียวกับ
ความหมายทางการวางแผน คือ ด้วยวิธีการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างยุติธรรมและมี
ประสิทธภิ าพ ซงึ่ นักวางแผน เรยี กว่า การบริหารและการจดั การนน่ั เอง (สนธยา พลศร.ี 2547, หนา้ 5)

10. ความหมายทางด้านการพัฒนาชุมชน
นักพัฒนาชุมชนได้ให้ความหมายของ การพัฒนา ไว้ว่า หมายถึง การท่ีคนในชุมชนและ

สังคมโดยส่วนรวมได้ร่วมกันดาเนินกิจกรรมเพื่อปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเอง และร่วมกัน
เปลีย่ นแปลงคณุ ภาพชีวติ ของตนเองชุมชนสงั คมให้ดขี ้ึน (สมศกั ดิ์ ศรสี ันตสิ ุข. 2525, หนา้ 179)
การพัฒนาเป็นเสมือนกลวิธีหรือมรรควิธี (Mean) ท่ีทาให้เกิดผล (Ends) ท่ีต้องการ คือ คุณภาพ
ชวี ิต ชมุ ชน และสงั คมดีข้ึน (ยวุ ัฒน์ วุฒเิ มธ.ี 2534, หนา้ 2)

นักพัฒนาชุมชนได้ให้ความหมายของ การพัฒนา ไว้ใกล้เคียงกับนักสังคมวิทยา คือ เป็น
วิธีการเปลย่ี นแปลงมนุษย์และสังคมมนษุ ย์ให้ดีข้นึ แตน่ กั พัฒนาชุมชนมงุ่ เนน้ ทีม่ นษุ ยใ์ นชุมชนต้องร่วมกัน
ดาเนนิ งานและได้รบั ผลจากการพฒั นาร่วมกนั

หน้า 10

จากความหมายในด้านตา่ งๆ ทกี่ ล่าวมาแล้วขา้ งต้น จะเหน็ ไดว้ ่า การพฒั นามีความหมาย
ท่คี ล้ายคลึงกนั และแตกต่างการออกไปบา้ ง ซึง่ ถ้าหากพจิ ารณาจากความหมายเหลา่ น้อี าจสรุปได้วา่ การ
พัฒนา หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงของส่งิ ใดส่ิงหนึ่งให้ดขี ึ้น ทงั้ ทางดา้ นคุณภาพ ปริมาณ และ
สิ่งแวดล้อม ด้วยการวางแผนโครงการและดาเนินงานโดยมนุษย์ เพ่ือประโยชน์แก่ตัวของมนุษย์
เอง (สนธยา พลศร.ี 2547, หน้า 5)

2.3 แนวคดิ ทกั ษะดิจทิ ัล
เม่ือกล่าวถึงทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงทักษะท่ีเกี่ยวกับเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์เบ้ืองต้นท้ังเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ส่วนติดต่อผู้ใช้ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น
การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ )Peripherals) ต่างๆ
(แววตา เตชาทวีววรรณ, 2559) แต่ทักษะของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลท่ีมีประสิทธิภาพนั้นควรประกอบ
ไปด้วย ทักษะในการใช้ความหลากหลายของการใช้งานเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการทางานของ
เทคโนโลยีท่ีต้อง รู้เก่ียวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และ
ประเมินสารสนเทศดิจิทัล ทักษะการทางานร่วมกันทางออนไลน์ และทักษะการสร้างความตระหนักรู้ใน
การใช้เทคโนโลยี ท้ังหมดน้ีเรา เรียกว่าเป็น “ทักษะการรู้ดิจิทัล” (เด่นพงษ์ สุดภักดี, 2557) การรู้ดิจิทัล
เป็นทักษะของบุคคลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเข้าถึงและการส่ือสารกันใช้ใน จัดการ วิเคราะห์
ประเมินผลสารสนเทศ เพื่อนาไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ และสื่อสารไปยังผู้อ่ืนได้ซึ่งมี ความสาคัญเป็น
อย่างมากเน่ืองจากเทคโนโลยีดจิ ิทัลเป็นการเปิดโอกาสของการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้แบบ ใหม่ มีผลต่อ
สังคมโดยรวมในการสร้างโอกาสการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์และการสร้าง นวัตกรรม
และความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Sommarat Pibulmanee, 2017) ทักษะการรู้ดิจิทัลเป็นทักษะที่
เก่ียวข้องกับการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ท่ีผู้ใช้ควรมีความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีและ
การ ส่ือสารเพื่อค้นหา ประเมิน สร้าง และสื่อสารสารสนเทศดิจิทัล โดยใช้ทั้งทักษะพุทธิพิสัยและทักษะ
ทางเทคนิค โดยเป็นการใช้งานอย่างมีวิจารณญาณและมีความตระหนักรู้ทางสังคม ดังนั้นทักษะการรู้
ดิจิทัลจึงเป็นทักษะท่ี สาคัญในยุคปัจจุบันและอนาคต ซึ่งถูกกาหนดเป็นทักษะสาคัญของการเรียนรู้
สาหรับศตวรรษท่ี 21 และเป็น สมรรถนะหลักในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกลุ่มสหภาพยุโรป (แววตา
เตชาทวีวรรณ, 2559) ทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) สาหรับการเรียนในศตวรรษที่ 21 นั้นถือ
เป็นเรื่องสาคัญ เนื่องจากการเรียนในปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปด้วยการใช้อุปกรณ์ท่ีทันสมัย
อย่างแลปท็อป แท็บเล็ต โทรศัพท์เคลื่อนท่ี การส่งข้อมูลผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อสื่อสาร
แลกเปลี่ยนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เปล่ียนไปทาให้ความรู้และทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มีแค่ความรู้ในเนื้อหา เท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงทักษะด้านข้อมูลและการสื่อสาร
ทักษะในการคดิ และการแกไ้ ขปัญหา ทกั ษะการมปี ฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งบุคคล และทกั ษะในการรู้จักใช้

หนา้ 11

ประโยชน์จากเคร่ืองมือสมัยใหม่อย่างเช่น เทคโนโลยี สารสนเทศและการส่ือสาร การรู้ดิจิทัลเป็นทักษะ
ในการค้นหา การประเมินผล การใช้ร่วมกัน และการสร้างเน้ือหาโดยใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและ
อินเทอร์เน็ต (Cornell Information Technologies, n.d.) ความสามารถสาหรับ ทักษะการรู้ดิจิทัล
สามารถแบ่งเปน็ ส่วนสาคัญ 3 ส่วน ดงั นี้ 1. การใช้ (Use) หมายถึงทกั ษะมวลรวมในการใช้คอมพวิ เตอร์
และอินเทอร์เน็ตท่ีหลากหลายต้ังแต่ พ้ืนฐาน เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้นไป ถึงเทคนิคขั้น
สูงสาหรับการเข้าถึงและใชค้ วามรู้ เชน่ การใช้ โปรแกรมค้นหา (search engine) รวมถึงเทคโนโลยีอบุ ัติ
ใหม่ เช่น คลาวด์ คอมพิวติง (cloud computing) 2. การเข้าใจ (Understand) หมายถึงทักษะที่ช่วย
ให้เกิดการคิด วิเคราะห์ ประเมิน สังเคราะห์ ส่ือ ดิจิทัลจนทาให้เข้าใจถึงบริบทต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับ
เนอื้ หานั้นๆ การพฒั นาทักษะการจัดการสารสนเทศและความ รับผิดชอบต่อสิทธิความเป็นเจ้าของ การมี
ส่วนร่วมในสังคมดิจิทัล 3. การสร้างสรรค์ (Create) หมายถึงทักษะในการผลิตหรือสร้างเนื้อหาผ่าน
เทคโนโลยีท่ีหลากหลาย อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์การส่ือสารโดยใช้ความหลากหลายของสื่อดิจิทัลเป็น
เคร่ืองมือ โดยคานึงถึงจริยธรรม การปฏิบัติทางสังคมและการสะท้อนสิ่งท่ีฝังอยู่ในการเรียนรู้ และการใช้
ชีวิตประจาวัน ส่ิงสาคัญของการพัฒนาการรู้ดจิ ิทัลคือกระบวนการการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะเฉพาะท่ีมี
ความ จาเป็นสาหรับการรู้ดิจิทัลท่ีจะแตกต่างจากคนหนึ่งถึงอีกคนหน่ึงโดยขึ้นอยู่กับความต้องการและ
สถานการณ์ของ ผู้เรียน ซ่ึงอาจครอบคลุมต้ังแต่การรบั รู้ข้ันพื้นฐานและการฝกึ อบรมสู่การประยุกต์ใชง้ าน
ที่มีความยุ่งยากและ ซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้การรู้ดิจิทัลยังมีความหมายมากกว่าแค่การรู้เก่ียวกับ
เทคโนโลยี แต่หมายถึงการ ครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม สังคม และการสะท้อน
กลับซึ่งฝังอยู่ในการทางาน การเรียนรู้ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจาวัน (สานักงานพัฒนา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2015) นอกจากน้ียังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับทักษะการรู้ดิจิทัลท่ี
สาคัญอย่างหน่ึงคือ การรู้เท่าทันส่ือ (Media Literacy) การรู้เท่าทันสื่อทาให้เด็กและเยาวชนมีทักษะใน
การใชส้ ่ืออย่างชาญฉลาดสามารถคัดกรองข้อมูลท่ีไม่ เหมาะสมออกไป (Buckingham, 2005) การรู้เท่า
ทันสื่อยังช่วยให้ผู้บริโภคส่ือเกิดความตระหนักในความสาคัญ ของการเลือกและจัดสรรเวลาท่ีใช้กับสื่อ
รู้จัดเปิดรบั สือ่ อย่างวิเคราะห์ วิพากษ์ ประเมินส่ิงที่สื่อนาเสนอได้ แยกแยะไดว้ า่ ส่ิงใดควรเช่ือ สิ่งใดไม่ควร
เช่ือ (จนิ ตนา ตนั สวุ รรณนนท,์ 2558)

หน้า 12

2.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการทางานพัฒนาสังคม ประจาปี
งบประมาณ 2564”

1. หัวขอ้ “การใชแ้ คนวา Canva เพ่อื การประชาสัมพันธ์”
Canva คือ โปรแกรมสาเร็จรูปท่ีอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ที่จะช่วยผู้ใช้ในเร่ืองของการ

ดีไซน์งานต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่สไลด์พรีเซนเทช่ันอย่างเดียว แต่จะช่วยเหลือทุกงาน Artwork เท่าที่จะเป็นไป
ได้ ผู้ใช้งานไม่จาเป็นจะต้องมีความรู้ศิลปะเลยก็สามารถใช้ Canva ได้ บวกกับเทรนโลกในตอนนี้ท่ีการ
ใช้ภาษาอังกฤษบนพรีเซนเทชั่นกาลังเป็นที่นิยม Canva ท่ีมี Template ท้ังหมดเป็นภาษาอังกฤษเลยยิ่ง
ตอบโจทย์มากขึน้ ไปอีก

การใชง้ าน
ผู้ใชส้ ามารถใช้งานได้ 2 รูปแบบ
1. ผา่ นแอปพลิเคชนั Canva
2. ผา่ นเวบ็ ไซต์ www.canva.com
การใช้งานผา่ นเวบ็ ไซต์
1. การสมคั รเข้าใช้งาน

ผู้ใช้สามารถสมัครใช้งานด้วยบัญชีผู้ใช้ Facebook และ Google mail (G-mail) หรือสมัคร
ด้วยอีเมลอืน่ ๆ

หนา้ 13

2. หนา้ แรก
เมอื่ เขา้ ระบบจะเขา้ สหู่ น้าเว็บไซต์ Canva ดงั น้ี
2.1 เปน็ ส่วนจดั การดีไซนข์ องเรา จัดกลุม่ และส่ือทเี่ ราลบไปแลว้
2.2 ส่วนการสร้างโดยแต่ละดีไซน์จะมีขนาดท่ีกาหนดมาให้ แต่ผู้ใช้สามารถกาหนดขนาดเอง

ไดเ้ ช่นกัน
2.3 เปน็ ดไี ซน์ท้งั หมดท่ที าเอาไว้แล้ว

3. วิธกี ารสร้างดีไซน์
หลงั จากผูใ้ ชเ้ ลือกดไี ซน์แล้ว จะปรากฏหนา้ จอในการสรา้ งดไี ซน์ขนึ้ มาโดยมเี มนูตา่ งๆ
เมนูทางซ้ายมอื
3.1 Template เป็นเมนูตัวเลือกสาหรับสร้างรูปแบบ และค้นหาได้เฉพาะภาษาอังกฤษ

เทา่ นนั้

หนา้ 14

3.2 Photo เป็นเมนตู วั เลอื กสาหรบั รปู ภาพที่ผ้ใู ชต้ อ้ งการจะเลอื กใช้ให้เป็นส่วนหนง่ึ ในดไี ซน์
3.3 Elements มเี มนยู อ่ ยสาหรับใส่สญั ลักษณ์ รปู ทรง กรอบรูป และ กราฟตา่ งๆ
3.4 Text เป็นเมนูสาหรับเลอื กข้อความตา่ งๆ ใสล่ งในดไี ซนข์ องเรา

หน้า 15

3.5 Bkground เป็นเมนสู าหรบั เลอื กภาพพ้ืนหลงั
3.6 Uploads เปน็ เมนูสาหรับอัพโหลดรูปภาพจากเคร่อื งคอมพวิ เตอรข์ องผ้ใู ช้
3.7 Folders เปน็ เมนสู าหรบั จัดระเบยี บงานดไี ซน์

หนา้ 16

3.8 More เปน็ เมนูสาหรับการเช่อื มโยงข้อมูลผา่ นแอปออนไลนต์ า่ งๆ

เมนจู ดั การการทางาน
□ Home : กลับสู่หนา้ หลัก
□ File : เป็นเมนตู ัวเลือกสาหรบั แสดงขอบกระดาษ / พิมพบ์ รีด (ระยะตัดตก) / สรา้ งงาน

ออกแบบใหม่ / บันทึก / ดาวนโ์ หลด
□ Resize :เปล่ียนแปลงภาพของคณุ ให้เหมาะสมกบั ขนาดในทกุ ๆการใชง้ าน
□ Undo (ctrl+z) : เปน็ เมนสู าหรบั ย้อนกลับการทางานไปทีละขั้นตอนใช้สาหรบั ย้อนกลับงาน

ท่ีทาผดิ พลาด

หน้า 17

147

เมนมู ุมบนขวา
□ Biog Title – Untitled : ระบชุ ื่องานดไี ซน์
□ Share : ใชส้ าหรับแชร์ Canvaไปยัง Facebook, twitter หรอื ส่งทางอีเมล
□ Download : ใช้ในการดาวน์โหลดไฟล์ซึ่งสามารถเลอื กดาวน์โหลดเปน็ ไฟล.์ PNG

.JPG .PDF และ MP4

หนา้ 18

2. หวั ขอ้ “การประยกุ ตใ์ ช้ Google Form ในการทางาน”
1. ไปที่ www.google.com แลว้ ลงช่อื เข้าระบบ

หนา้ 19

2. การสรา้ งแบบสอบถาม หรอื แบบทดสอบ
หนา้ 20

หนา้ 21

3. เริ่มสร้างขอ้ คาถามลงในแบบทดสอบ
หนา้ 22

หนา้ 23

4. การเฉลยแบบทดสอบ
หนา้ 24

5. การแสดงผลแบบทดสอบ
หนา้ 25

6. การนาแบบทดสอบไปใช้
หนา้ 26

หนา้ 27

7. การแสดงผลคะแนน และการนาผลคะแนนไปใชใ้ น Microsoft Excel
หนา้ 28

หนา้ 29

บทท่ี 3

วธิ ีการดาเนนิ การประเมินผลโครงการ

การประเมินผลโครงการการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อการ
ทางานพัฒนาสังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัด
ขอนแก่น ในครง้ั นค้ี ณะประเมนิ ไดใ้ ชว้ ิธีการดาเนนิ การประเมนิ ดังหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้

1. ระเบียบวิธที ่ใี ช้ประเมิน
2. ประชากรทีใ่ ชใ้ นการประเมิน
3. เครอ่ื งมอื ในการประเมิน
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
6. การนาเสนอผลการวิเคราะห์

3.1 ระเบียบวิธที ใ่ี ช้ประเมิน
คณะประเมินใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มาช่วยในการประเมิน

ครงั้ น้ี จะทาให้คณะประเมนิ ได้ข้อมูลในภาพกว้าง สามารถเห็นภาพความพึงพอใจที่บุคลากรมีตอ่ โครงการ
การเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ต้นแบบด้านการพัฒนาสังคม
สานักงานสง่ เสริมและสนบั สนุนวชิ าการ 5 จงั หวัดขอนแกน่ ในภาพรวมได้

3.2 ประชากรท่ีใช้ในการประเมนิ
บุคลากรสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น สังกัดสานักปลัดกระทรวง

กระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เข้าร่วมโครงการการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่ือ
พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ต้นแบบด้านการพัฒนาสังคม สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5
จังหวัดขอนแก่น จานวนทั้งส้นิ 28 คน คิดเกบ็ แบบสอบถามไดค้ รบจานวนคิดเป็นรอ้ ยละ 98 ซึ่งใช้หน่วย
วิเคราะห์ คือ (Unit of Analysis) ระดับปัจเจกบคุ คล

3.3 เครอ่ื งมอื ในการประเมนิ
3.1 แบบสอบถาม (Questionnaire)
การประเมนิ โครงการในครัง้ น้ใี ช้ระเบียบวธิ วี ิจยั เชงิ ปรมิ าณ จึงใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)

(ภาคผนวก ก) ที่คณะประเมินได้พัฒนาข้ึนจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
แลว้ นามากาหนดเป็นตัวช้ีวัด ครอบคลมุ ในประเดน็ ทต่ี อ้ งการประเมินผล ประกอบด้วย 3 ส่วน ดงั นี้

หนา้ 30

1) ส่วนที่ 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
เป็นข้อคาถามเกี่ยวกบั ปจั จยั คุณลักษณะส่วนบุคคลของบคุ ลากรที่เข้ารว่ มโครงการ“การ

พัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อการทางานพัฒนาสังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” สานักงานส่งเสริมและ
สนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น ประกอบไปด้วย (1) เพศ ใช้ข้อคาถามแบบเลือกตอบ (2) อายุ
ให้ตอบคาถามในลักษณะปลายเปิด (3) การศึกษา ใช้ข้อคาถามแบบเลือกตอบ และ (4) อาชีพ ใช้ข้อ
คาถามแบบเลอื กตอบ

2) สว่ นที่ 2 แบบประเมินวิทยากรโครงการ

เป็นข้อคาถาม ประกอบด้วยการประเมินความพึงพอใจท้ัง 4 ด้าน ได้แก่ (1) หัวข้อการ

บรรยาย (2) ความรู้/ทักษะการถ่ายทอดของวิทยากร (3) ระยะเวลาของการบรรยายเหมาะสมเพียงใด

และ (4) วิทยากรเปิดโอกาสให้ท่านร่วมแสดงความคิดเห็น รวมท้ังส้ิน 9 ข้อ (คะแนนเต็ม 45 คะแนน)

โดยแตล่ ะข้อกาหนดคาตอบ จาแนกเป็น 5 ตวั เลอื ก ดงั น้ี

มากทีส่ ดุ หมายถงึ ประเดน็ ดงั กลา่ วมีความเหมาะสมในระดับมากทส่ี ดุ ใหเ้ ปน็ 5คะแนน

มาก หมายถึง ประเด็นดังกลา่ วมีความเหมาะสมในระดับมาก ให้เป็น 4 คะแนน

ปานกลาง หมายถงึ ประเดน็ ดงั กล่าวมีความเหมาะสมในระดบั ปานกลาง ใหเ้ ปน็ 3 คะแนน

นอ้ ย หมายถึง ประเด็นดงั กล่าวมคี วามเหมาะสมในระดบั น้อย ใหเ้ ป็น 2 คะแนน

นอ้ ยที่สดุ หมายถึง ประเดน็ ดังกล่าวมีความเหมาะสมในระดบั น้อยทสี่ ดุ ใหเ้ ปน็ 1คะแนน

โดยเม่ือวิเคราะห์ความพึงพอใจในภาพรวมจึงจัดค่าคะแนนความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ 3 ช่วง

โดยมีการหาช่วงไดต้ ามสูตร − จะไดช้ ่วงออกมาดังนี้
จานวนช่วงช้ัน
- ความพึงพอใจในภาพรวมระดบั มากทส่ี ุด (40 – 44 คะแนน)

- ความพงึ พอใจในภาพรวมระดบั ปานกลาง (36 – 39 คะแนน)

- ความพึงพอใจในภาพรวมระดับน้อยทีส่ ุด (32 – 35 คะแนน)

3) ส่วนที่ 3 แบบประเมินการจัดการประชมุ
เป็นข้อคาถาม ประกอบด้วยการประเมินความพึงพอใจ รวมทั้งสิ้น 5 ข้อ (คะแนนเต็ม

25 คะแนน) โดยแต่ละขอ้ กาหนดตอบ จาแนกเปน็ 5 ตัวเลือก ดังนี้
มากท่ีสุด หมายถึง ประเดน็ ดังกลา่ วมคี วามเหมาะสมในระดบั มากที่สุด ให้เปน็ 5คะแนน
มาก หมายถึง ประเด็นดงั กลา่ วมคี วามเหมาะสมในระดบั มาก ใหเ้ ปน็ 4 คะแนน
ปานกลาง หมายถงึ ประเดน็ ดงั กล่าวมคี วามเหมาะสมในระดบั ปานกลาง ใหเ้ ปน็ 3 คะแนน
น้อย หมายถึง ประเดน็ ดงั กลา่ วมีความเหมาะสมในระดับนอ้ ย ใหเ้ ปน็ 2 คะแนน
นอ้ ยทส่ี ุด หมายถึง ประเด็นดังกลา่ วมคี วามเหมาะสมในระดับนอ้ ยทส่ี ุด ให้เป็น1คะแนน

หน้า 31

โดยเม่ือวิเคราะห์ความพึงพอใจในภาพรวมจึงจัดค่าคะแนนความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ 3 ช่วง

โดยมกี ารหาชว่ งไดต้ ามสูตร − จะไดช้ ่วงออกมาดงั นี้
จานวนชว่ งชนั้

- ความพงึ พอใจในภาพรวมระดับมากที่สดุ (40 – 44 คะแนน)
- ความพึงพอใจในภาพรวมระดบั ปานกลาง (36 – 39 คะแนน)
- ความพงึ พอใจในภาพรวมระดบั นอ้ ยทีส่ ดุ (32 – 35 คะแนน)

4) ส่วนที่ 4 ข้อคิดเห็นเพ่ิมเติม ประกอบด้วย (1) สิ่งที่ประทับใจ (2) สิ่งท่ีต้องปรับปรุง
(3) ข้อคดิ เห็นอ่นื ๆ (เพิ่มเติม) ใหต้ อบคาถามในลักษณะปลายเปดิ

3.2 การวดั ตวั แปร
เพื่อใชในการพิจารณาวาจะเลือกใชวิธีการทางสถิติใดจึงจะเหมาะสม ดังน้ันขอมูลท่ีนามา
วิเคราะห์อยู่ในมาตรการวัดระดับใด ซึ่งในการประเมินผลคร้ังน้ีใช้ระดับวัดแบง ออกเป็น 3 ระดับ
ดังน้ี

1. มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นระดับที่ใชจาแนกความแตกต่างของสิ่งที่
ตอ้ งการวัดออกเปน็ กลมุ่ ๆ เปน็ การกาหนดสัญลักษณ์ (ซึ่งอาจเปน็ ตัวเลข ตัวอักษร) เพอื่ ใชเรียกช่ือกลุมท่ีมี
คุณสมบัติเหมอื นกัน เชนในการตอบแบบสอบถามใหผสู้ อบถามระบุเพศ  ชาย  หญิง

2. มาตรเรียงอันดับ (Ordinal Scale) เป็นระดับของการวัดท่ีสูงกว่ามาตรานามบัญญัติ
เป็นการกาหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์เพ่อื ชถี้ งึ อนั ดบั สงู - ตา่ ของขอ้ มลู เชน่ ช่วงของอายุ

3. มาตรอันตรภาค (Interval Scale) เป็นระดับของการวัดที่สูงกว่าสองมาตราท่ีกล่าว
มาโดยมีคุณสมบัติเพ่ิมข้ึนอีก 2 ประการ คือ มีศูนย์สมมติ (Arbitrary Zero or Relative Zero) และมี
หน่วยของการวัดที่เทากัน สามารถกาหนดคาตัวเลขโดยมีชวงห่างระหว่างตัวเลขเท่าๆ กัน สามารถนา
ตวั เลขมาเปรียบเทียบกันไดวา มีปริมาณมากน้อยเทาใด แตไ่ ม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกี่เทาของกันและกัน
เช่น คะแนนของข้อคาถามความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ วัดได้เป็น มากที่สุด (4 คะแนน), มาก
(3 คะแนน), น้อย (2 คะแนน) และน้อยท่ีสุด (1 คะแนน) ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ว่าคะแนนมาก –
นอ้ ยเท่าใด เป็นตน้ รายละเอียดปรากฏตามตารางท่ี 3.1

หน้า 32

ตารางท่ี 3.1 การวัดคา่ ตวั แปรแตล่ ะระดบั

ตัวแปร หลักเกณฑพ์ ิจารณา ระดบั การวดั ตวั แปร
1. เพศ พิจารณาจากเพศตามกาเนดิ Nominal Scale
2. อายุ พิจารณาชว่ งอายขุ องบคุ ลากร Ordinal Scale
3. ความพึงพอใจท่มี ตี อ่ พิจารณาข้อคาถามรายขอ้ ภายหลัง Interval Scale
โครงการ พิจารณาจากคะแนนรวมขอ้ คาถาม ภายหลังจัดกลุ่มเปน็
Ordinal Scale
4. ความรแู้ ละผลผลิตของ พจิ ารณาข้อคาถามรายขอ้ ภายหลัง Interval Scale
โครงการ พจิ ารณาจากคะแนนรวมขอ้ คาถาม ภายหลงั จัดกลุม่ เป็น
Ordinal Scale

3.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ประสานงานกับผู้ท่ี มีคุณ ลักษณ ะตามการประเมินผล

เพื่อตอบแบบสอบถาม โดยคณะประเมินได้ช้ีแจงวัตถุประสงค์การประเมิน คาช้ีแจงในการตอบ
แบบสอบถามไว้อย่างละเอยี ดในสว่ นหน้าของแบบสอบถาม โดยได้ระบเุ วลา กาหนดส่งแบบสอบถามกลับ
ให้คณะประเมินอย่างชัดเจน ต่อมาคณะประเมินนาแบบสอบถามที่ทั้งหมดมาประมวลผล โดยวิเคราะห์
ด้วยโปรแกรม สาเร็จรูป (SPSS for windows) และนาเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลตอ่ ไป

3.5 การวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) คณะประเมินนาแบบสอบถาม

ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลมาลงรหัสข้อมูลตามคู่มือลงรหัส และประมวลผลในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ด้วย
โปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิเคราะห์สถิติการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS For Windows) ในการ
วิเคราะห์ข้อมูลได้ดาเนินการ โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย
ส่วนเบยี่ งเบน มาตรฐาน คา่ มธั ยฐาน คา่ สงู สุด และค่าตา่ สดุ เพ่ืออธิบายคุณลกั ษณะสาคัญของบุคลากร

3.6 การนาเสนอผลการวเิ คราะห์
คณะประเมินได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบการพรรณนา ได้แก่ การนาเสนอผลการ

วิเคราะห์ในรูปแบบตาราง เช่น ตารางแสดงข้อมูลท่ัวไป ตารางแสดงจานวน และอธิบายค่าสถิติ
เชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่ามัธยฐาน ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และ
คา่ ตา่ สุด

หนา้ 33

บทท่ี 4
ผลการประเมนิ โครงการ
การประเมนิ ผลโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพฒั นาทกั ษะดิจิทัลเพ่อื การทางานพฒั นา
สงั คม ประจาปีงบประมาณ 2564” สานกั งานสง่ เสรมิ และสนบั สนุนวิชาการ 5 จงั หวัดขอนแกน่ ในคร้ังน้ี
คณะประเมนิ นาเสนอออกเปน็ 4 สว่ น ดังต่อไปน้ี
4.1 ขอ้ มลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
4.2 ประเมินวิทยากรโครงการ
4.3 ประเมนิ การจัดประชุม
4.4 ข้อคิดเห็นเพม่ิ เติม
4.1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
แผนภาพท่ี 4.1.1 เพศ

-
เพศ จากผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม จานวน 28 คน พบว่า
สว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญิง คิดเป็นรอ้ ยละ 64.3 รองลงมาเป็นเพศชาย คดิ เป็นร้อยละ 36.7

หนา้ 34

แผนภาพท่ี 4.1.2 อายุ

-อายุ จากผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ท่วั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 28 คน พบว่า
ส่วนใหญ่ มีอายุ 26 ปี คิดเป็นร้อยละ 14.3 รองลงมามีอายุ 34 ปีและอายุระหวา่ ง 40 – 44 ปี คิด
เป็นร้อยละ 10.7

แผนภาพท่ี 4.1.3 การศกึ ษา

-การศกึ ษา จากผลการวิเคราะหข์ ้อมูลทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 28 คน
พบว่าการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 78.6 รองลงมาระดับปวช/ปวส คิดเป็น
ร้อยละ 21.4

หน้า 35

แผนภาพท่ี 4.1.4 อาชีพ

-อาชีพ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 28 คน
พบว่า อาชีพส่วนใหญ่เป็นพนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 64.3 รองลงมาอาชีพข้าราชการ คิดเป็น
รอ้ ยละ 21.4
4.2 ประเมนิ วทิ ยากรโครงการ (1=น้อยสดุ ,2=นอ้ ย ,3=ปานกลาง ,4=มาก ,5=มากทส่ี ุด)
แผนภาพท่ี 4.2.1 หัวขอ้ การบรรยาย

1 .กอ่ นเข้าร่วมอบรมทา่ นมคี วามรู้ระดับใด
- จากผลการวิเคราะหป์ ระเมนิ วทิ ยากรโครงการของผตู้ อบแบบสอบถาม พบวา่ ก่อน
เข้าร่วมการอบรมมคี วามรู้ในระดับนอ้ ยและปานกลาง รองลงมากอ่ นเข้าร่วมการอบรมมีความรูใ้ นระดบั
มาก

หนา้ 36

2 .หลังจากรบั ฟังคาบรรยายทา่ นมีความรรู้ ะดบั ใด
- จากผลการวิเคราะหป์ ระเมนิ วทิ ยากรโครงการของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
หลงั จากรับฟังคาบรรยายมีความรใู้ นระดบั มากท่ีสุด รองลงมาหลงั จากรับฟงั คาบรรยายมีความร้ใู นระดับ
มาก
3 .ทา่ นคิดวา่ ความรูท้ ีไ่ ดร้ ับเปน็ ประโยชน์กับทา่ นในระดับใด
- จากผลการวิเคราะห์ประเมนิ วิทยากรโครงการของผู้ตอบแบบสอบถาม พบวา่
ความรู้ท่ไี ดร้ ับเป็นประโยชนใ์ นระดับมากที่สดุ รองลงมาความร้ทู ไ่ี ดร้ ับเป็นประโยชนใ์ นระดบั มาก
4 .ท่านคิดว่าความรทู้ ไี่ ดร้ บั สามารถนาไปปรับใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ตอ่ ชมุ ชนในระดับใด
- จากผลการวิเคราะห์ประเมนิ วิทยากรโครงการของผตู้ อบแบบสอบถาม พบว่า
ความรทู้ ีไ่ ด้รับสามารถนาไปปรบั ใชใ้ หเ้ กิดประโยชนต์ ่อชมุ ชนในระดับมากทส่ี ุด รองลงมาความร้ทู ี่ได้รับ
สามารถนาไปปรบั ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อชุมชนในระดับมาก

แผนภาพที่ 4.2.2 ความรู้/ทกั ษะการถ่ายทอดของวทิ ยากร

1 .วิทยากรมีความรูค้ วามสามารถในเรื่องท่ีถ่ายทอด
- จากผลการวิเคราะห์ประเมินวิทยากรโครงการของผู้ตอบแบบสอบถาม
พบว่าวิทยากรมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ถ่ายทอด อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาวิทยากรมีความรู้
ความสามารถในเรื่องทถ่ี ่ายทอด อยใู่ นระดบั มากและปานกลาง
2 .วิทยากรมที ักษะการถา่ ยทอดเป็นท่ีเข้าใจได้งา่ ย
- จากผลการวิเคราะห์ประเมินวิทยากรโครงการของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
วิทยากรมีทักษะการถ่ายทอดเป็นที่เข้าใจได้ง่าย อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาวิทยากรมีทักษะการ
ถ่ายทอดเป็นที่เข้าใจง่าย อยู่ในระดบั มาก

หน้า 37

3 .วทิ ยากรใช้สอ่ื เหมาะสม
-จากผลการวิเคราะห์ประเมนิ วิทยากรโครงการของผ้ตู อบแบบสอบถาม พบว่าวิทยากร
ใชส้ ่อื เหมาะสม อยใู่ นระดับมากท่ีสุด รองลงมาวทิ ยากรใช้สื่อเหมาะสม อยใู่ นระดับมาก
แผนภาพที่ 4.2.3 ระยะเวลาของการบรรยายเหมาะสมเพยี งใด

-จากผลการวิเคราะห์ประเมินวิทยากรโครงการของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
ระยะเวลาของการบรรยายเหมาะสม อยู่ในระดบั มากและมากที่สุด รองลงมาระยะเวลาของการบรรยาย
เหมาะสม อยูใ่ นระดับมาก

แผนภาพที่ 4.2.4 วิทยากรเปิดโอกาสให้ท่านรว่ มแสดงความคดิ เหน็

-จากผลการวเิ คราะห์ประเมินวิทยากรโครงการของผตู้ อบแบบสอบถาม พบว่าวิทยากร
เปิดโอกาสใหร้ ่วมแสดงความคิดเหน็ อยู่ในระดับมากทีส่ ุด รองลงมาวทิ ยากรเปิดโอกาสใหร้ ว่ มแสดงความ
คดิ เหน็ อยใู่ นระดับปานกลาง

หน้า 38

4.3 ประเมินการจัดการประชมุ (1=นอ้ ยสดุ ,2=น้อย ,3=ปานกลาง ,4=มาก ,5=มากที่สดุ )
แผนภาพที่ 4.3.1 การจดั ประชมุ

1. การประสานงาน/การให้บรกิ ารกับเจ้าหนา้ ทผ่ี ูจ้ ัดกอ่ นการประชุม
- จากผลการวิเคราะหป์ ระเมินการจดั ประชุมของผู้ตอบแบบสอบถาม พบวา่ การ
ประสานงาน/การให้บริการกับเจ้าหน้าท่ีผู้จัดก่อนการประชุม อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาการ
ประสานงาน/การใหบ้ รกิ ารกับเจา้ หน้าทผี่ ู้จดั ก่อนการประชุม อยู่ในระดบั มาก
2. สถานท่ใี นการจดั ประชุม
- จากผลการวเิ คราะห์ประเมินการจัดประชุมของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าสถานที่
ในการจัดประชมุ อย่ใู นระดับมากท่สี ดุ รองลงมาสถานทใี่ นการจดั ประชุม อย่ใู นระดับมาก
3 . ชว่ งระยะเวลาในการจัดประชุม
- จากผลการวิเคราะห์ประเมินการจัดประชุมของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าช่วง
ระยะเวลาในการจัดประชุม อยู่ในระดบั มากท่ีสุด รองลงมาชว่ งระยะเวลาในการจัดประชุม อยู่ในระดับ
มาก
4 . อาหาร/อาหารวา่ ง
- จากผลการวเิ คราะห์ประเมินการจัดประชุมของผู้ตอบแบบสอบถาม พบวา่ อาหาร
อาหารว่าง อยใู่ นระดบั มากและมากทส่ี ดุ รองลงมาอาหาร/อาหารวา่ ง อยใู่ นระดบั มาก
5. บรรยากาศในการประชมุ มคี วามเหมาะสมระดับใด
- จากผลการวิเคราะห์ประเมินการจัดประชุมของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
บรรยากาศในการประชุมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากและมากที่สุด รองลงมาอาหาร/อาหารว่าง
อยู่ในระดับมาก

หนา้ 39

4.4 ข้อคิดเห็นเพม่ิ เติม
แผนภาพที่ 4.4.1 สงิ่ ที่ประทับใจ

- จากผลการวิเคราะห์ข้อคิดเห็นเพิ่มเตมิ สิ่งที่ประทับใจของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
ส่งิ ที่ประทบั ใจในการประชมุ คือบรรยายการประชุมเป็นกนั เอง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 9.10

4.4.2 ส่ิงทีต่ ้องปรบั ปรงุ
- ไม่มี

4.4.3 ขอ้ คดิ เหน็ อน่ื ๆ เพม่ิ เติม
- อยากให้มีการจัดประชมุ ในหวั ข้อ การจัดทา Animation
- อยากให้มกี ารจดั ประชมุ อย่างตอ่ เน่อื ง

หนา้ 40

บทท่ี 5

สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ
การประเมินผลโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการทางานพัฒนา
สังคม ประจาปีงบประมาณ 2564” สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล และการจัดทาส่ือ
ประชาสัมพันธ์เพ่ือการทางานพัฒนาสังคมแก่บุคลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ท่ีอยู่ในพ้ืนที่
รับผิดชอบของ สสว.5 จังหวัดขอนแก่น และให้บริการทางวิชาการ ข้อมูลสารสนเทศ แก่หน่วยงานใน
สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ซ่ึงกลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ที่อยู่ในพ้ืนท่ีรับผิดชอบของ
สสว.5 จังหวัดขอนแก่น จานวน 50 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)
มาช่วยในการประเมินโครงการในคร้ังน้ี เพ่ือศึกษาข้อมูลในภาพรวม โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน
การประเมินผล ในการเก็บข้อมูลจากบุคลากรท่ีเข้าร่วมโครงการฯ จานวนท้ังสิ้น 28 คน ใชส้ ถิตอิ ย่างงา่ ย
ในการวเิ คราะห์ และนาเสนอข้อมูลในรูปของแผนภาพ พรอ้ มท้ังแสดงคา่ ทางสถิตดิ ว้ ย

5.1 สรุปผลการประเมนิ โครงการ
สรุปผลการประชมุ ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับความรู้จากการบรรยาย บรรยาย หัวข้อ “การใชแ้ คน
วาส Canvas เพื่อการจัดทาส่ือประชาสมั พนั ธ์” โดยสาวบุญศิริ จึงจรัสทรพั ย์ นักประชาสัมพันธช์ านาญ
การ และนางฑัชมาวรรณ ดีประเสริฐ นายช่างไฟฟ้าชานาญงาน ซ่ึงเป็นการบรรยายพร้อมฝึกปฏิบัติ
โดยการแบง่ กล่มุ ยอ่ ยเพื่อรว่ มแสดงความคดิ เห็นในการสมัครเข้าใชง้ านแคนวาส Canvas และวิธกี ารสรา้ ง
ดไี ซ เพื่อการจัดทาสื่อประชาสัมพันธ์ตามภารกิจของหน่วยงานในพ้ืนที่ พร้อมด้วยการนาเสนอผลการฝึก
ปฏิบัติรายหน่วยงาน การบรรยายและฝึกปฏิบัติ หัวข้อ “การประยุกต์ใช้ Google Form ในการ
ทางาน” โดยนางสาวณฐั วรรณ ติรกิจพานชิ กร นักสือ่ สารมวลชนปฏบิ ัตกิ าร เพ่อื ให้ผู้เขา้ ร่วมประชุมได้
ฝึกปฏิบัติการเข้าใช้งาน Google Form การสร้างแบบสอบถามและแบบทดสอบ การสร้างข้อคาถามลง
ในแบบทดสอบ การเฉละแบบทดสอบ การแสดงผลแบบทดสอบ การนาแบบทดสอบไปใช้ และการ
แสดงผลคะแนน การนาผลคะแนนไปใช้ใน Microsoft Excel สรุปผลความพึงพอใจจากแบบสารวจ
ความพึงพอใจโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพ่ือการทางานพัฒนาสังคม
ประจาปีงบประมาณ 2564” มีรายละเอียดดังน้ี สว่ นที่ 1 ข้อมลู ทั่วไปของผ้ตู อบแบบสอบถามส่วนใหญ่
เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ร้อยละ 64.3 มีอายุ 26 ปี ร้อยละ 14.3 การศึกษาส่วนใหญ่ระดับ
ปริญญาตรี รอ้ ยละ78.6 อาชพี สว่ นใหญเ่ ป็นพนกั งานราชการ รอ้ ยละ 64.3

หนา้ 41

ส่วนท่ี 2 ประเมินวิทยากรโครงการ 1 .หัวข้อการบรรยาย ก่อนเข้าร่วมอบรม อยู่ในระดับน้อยและปาน
กลาง หลังจากรับฟังคาบรรยาย อยู่ในระดับมาก ความรู้ที่ได้รับเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด
และสามารถนาไปปรับใช้ประโยชน์ต่อชุมชน อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความรู้/ทักษะการถ่ายทอดของ
วิทยากร วิทยากรมีความรู้ความสามารถในเร่ืองท่ีถ่ายทอด อยู่ในระดับมากท่ีสุด วิทยากรมีทักษะการ
ถ่ายทอดเป็นที่เข้าใจง่าย อยู่ในระดับมากท่ีสุด วิทยากรใช้สื่อเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด 3 .
ระยะเวลาของการบรรยายเหมาะสม อยู่ในระดบั มากที่สุด 4.วิทยากรเปิดโอกาสให้ท่านร่วมแสดงความ
คิดเห็น อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนที่ 3 ประเมินการจัดประชุม การประสานงาน/การให้บริการกับ
เจ้าหน้าที่ผู้จัดก่อนการประชุม อยู่ในระดับมากที่สุด สถานท่ีในการจัดประชุม อย่าในระดับมากที่สุด
ชว่ งเวลาในการจัดประชุม อยู่ในระดบั มากที่สุด และอาหาร/อาหารว่าง อยู่ในระดบั มากและมากที่สุด
ส่วนท่ี 4 ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมข้อเสนอแนะจากแบบประเมินโครงการ สิ่งที่ประทับใจ ได้แก่ บรรยากาศใน
การประชุมเป็นกันเอง ผู้จัดโครงการเอาใจใส่การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น
วิทยากรถ่ายทอดความรู้เข้าใจง่าย ประทับใจเจ้าหน้าท่ีจากสสว.5 จังหวัดขอนแก่น สถานท่ีจัดประชุมดี
และได้รับความรู้เพ่ิมมากข้ึน ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมส่ิงที่ควรปรับปรุง ห้องประชุมค่อนข้างร้อน สัญญาณ
อินเตอรเ์ นต็ ไมด่ ี และเวลานอ้ ย

5.2 ข้อเสนอแนะ
5.2.1 ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
1) การจัดโครงการ ควรเพมิ่ ระยะเวลาในการประชุมเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร
2) ควรมีการจัดศึกษาดูงานอย่างต่อเน่ืองทุกปี เพราะนอกจากบุคลากรจะได้องค์ความรู้ใหม่
เพ่ิมข้นึ แลว้ นั้น ยงั เปน็ การถา่ ยทอดทางความคิดในการพฒั นาการทางานต่อไป
3) ควรศึกษาดูงานในหน่วยงานทั้งของภาครัฐ และเอกชน เพ่ือท่ีจะสามารถเปิดโลกทัศน์ของ
บุคลากรในหน่วยงานให้ได้รับรู้ เรียนรู้ การดาเนินงานที่หลากหลาย และเกิดการนามาปรับใช้ในการ
ปฏบิ ตั งิ านตอ่ ไป

5.2.2 ข้อเสนอแนะในการประเมนิ คร้ังตอ่ ไป
1) ควรเกบ็ ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) เพื่อจะได้ทราบขอ้ มูลเชงิ ลึกของบคุ ลากร
ทเี่ ข้าร่วมโครงการ ผ่านการทาเครอื่ งมือ ได้แก่ การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ เป็นต้น
2) ควรเก็บข้อมูลผ่านระบบการประเมินผลอย่างแท้จริง เช่น การใช้ CIPP Model เป็นเคร่ืองมือ
ในการชว่ ยประเมนิ ผลโครงการ

หนา้ 42

5.3 จุดแข็ง – จดุ อ่อนของโครงการ
จากการสรุปผลโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่ือขับเคลื่อนงานศูนย์บริการทางวิชาการ และ
พัฒนาศักยภาพต้นแบบบุคลากรสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 จังหวัดขอนแก่น
คณะประเมินได้สรุป จุดแข็ง – จุดอ่อน เพื่อนาไปประกอบการพิจารณาการปรับปรุงข้ันตอนการ
ดาเนนิ งานในโครงการครัง้ ต่อไป ได้ดงั นี้

ตารางที่ 5.1 ตารางจุดแข็ง - จุดอ่อนของโครงการ

จุดแขง็ )Strength) จดุ อ่อน )Weakness)

1) บุ ค ลาก รของห น่ วยงาน มี ความ 1) ระยะเวลาในการจดั โครงการน้อย

กระตือรอื ร้น ใส่ใจในการเรยี นรู้ 2) บคุ ลากรบางบางสว่ น มีปัญหาด้านสขุ ภาพ

ัปจ ัจยภายใน 2) งบประมาณเพียงพอตอ่ การจดั โครงการ

3) มีการวางแผนการดาเนินงาน มีการ

ประเมนิ ผลโครงการท่ีชดั เจน

4) คณะดาเนินโครงการมีการประสานงาน

ท่ีดี ท้ังในองค์กรและหน่วยงานภายนอก

5) ห น่ วยงาน มีศูน ย์เรียน รู้ท่ี ชัดเจน

สามารถเปน็ ศนู ย์เรียนรตู้ น้ แบบได้

โอกาส )Opportunity) อุปสรรค )Threat)

1) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ 1 ) สื่ อ ก ารเรีย น รู้ ป ระก อ บ ก ารบ รรย าย

มั่นคงของมนุษย์มีนโยบายที่เอ้ือต่อการจัด ไม่เพยี งพอตอ่ การศึกษา

โครงการ

ปัจ ัจยภายนอก 2) โครงการต่างๆ และปรัชญาเศรษฐกิจ

พ อ เพี ย ง ข อ งพ ระบ าท ส ม เด็ จพ ระ

ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สามารถ

นามาปรับใช้ และเป็นประโยชน์ท้ังต่อ

หน่วยงาน และตอ่ ตนเอง

หน้า 43

ภาคผนวก

หน้า 44

ภาคผนวก ก
แบบสอบถาม

หนา้ 45


Click to View FlipBook Version