คู่มือ
ท่องเที่ยวจังหวัดของฉัน
รายงานวิชา วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสมัยใหม่
นางสาวเกวลิน อินสุวรรณ์ 6441107002A
บทนำ
จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดขนาดเล็กที่มีความ
สำคัญทางประวัติศาสตร์มีสถานที่ สำคัญที่ทรง
คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว
ทางธรรมชาติที่เหมาะแก่ การท่องเที่ยวเพื่อการ
พักผ่อนและศึกษาหาความรู้ ประกอบกับวิถี
ชีวิตที่เรียบง่าย ยึดมั่นในแนวทางเศรษฐกิจพอ
เพียง ทำ ให้จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดหนึ่งที่มี
ความน่าอยู่ และได้รับความสนใจจากบุคคล
ภายนอกเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนในจังหวัด
พัทลุง มากยิ่งขึ้น
เชิญชวน
จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นจังหวัดทางผ่าน
ซึ่งอันที่จริงจังหวัดพัทลุงมีเเหล่งท่องเที่ยวและโบราณ
สถานหลายแห่งที่คนต่างจังหวัดไม่รู้ และที่สำคัญพัทลุง
เป็นจังหวัดที่มีความสงบ อากาศบริสุทธิ์ มีความอุดม
สมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ ทั่งป่าเขา ทุ่งนา และป่าชาเลน
เที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอัน
เป็นเอกลักษณ์ นึกถึงที่เที่ยวพักผ่อนกับธรรมชาติอย่าง
ใกล้ชิด ต้องไม่พลาดนีกถึง ''จังหวัดพัทลุง''
สารบัญ หน้า
1
เรื่อง 2
วังเก่า วังใหม่ 3
ถ้ำสุมะโน 4
วัดเขาอ้อ 5
วัดป่าลิไลก์ 6
ทะเลน้อย 7
สะพานเฉลิมพระเกียรติ 8
ลำปำ 9
วัดวัง 10
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
วัดควนปลง
วังเก่า วังใหม่
วังเก่า ผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์(น้อย จันทโรจ
วงศ์) เจ้าเมืองพัทลุง ได้สร้างเพื่อพำนักซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการเมืองด้วย
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในปีใด เมื่อพระยาอภับบริรักษ์ถึง
อนิจกรรม วังเก่าจึงตกเป็นมรดกแก่บุตรชาย คือ หลวงศรีวรวัตร(พิณ จัน
ทโรจวงศ์) และตกทอดเป็นมรดกของคุณประไพ มุตตามระ บุตรี ก่อนจะ
มอบวังเก่าให้แก่กรมศิลปากร
วังเก่า เดิมเป็นเรือนไทยแฝด 3 หลังติดกันใต้ถุนสูง หลังที่ 1 และ 2 ทำเป็น
ห้องนอน ห้องแม่ทานเป็นห้องที่ 3 ลักษณะเป็นห้องยาวครอบคลุมพื้นที่
แนวห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ 1 และ 2 ด้วย ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือน
แฝด มีชานขนาดเล็กคั่น มีโอ่งมังกรขนาดใหญ่รูปไข่ไว้ใส่น้ำที่บ่าวไพร่หาบ
จากคลองลำปำมาให้เจ้าเมืองอาบ ตรงข้ามกับเรือนแฝดกั้นเป็นห้องๆ ใช้
เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก ข้าวสาร มีห้องครัว ห้องเก็บของ และห้องสุขา
วัสดุที่ใช้ในการสร้างเป็นไม้ทั้งหมด วิธีการประกอบเรือนใช้ “ลูก
สัก” หรือลิ่มไม้เชื่อมยึดแทนตะปู ซึ่งเป็นวิธีของช่างไทยแต่
โบราณ ภายหลังการบูรณะชานเรือนหายไปแต่มีลานปูกระเบื้อง
ดินเผาเข้ามาแทนที่
วังในปัจจุบันเป็น เรือนไทยภาคใต้ผสมภาคกลาง มีเรือนใหญ่
ทรงไทยแฝดอยู่ตรงกลาง ตัวเรือนยกพื้นสูง เสากลมปักดิน
หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ด้านหน้าเรือนใหญ่เป็นเฉลียงยื่นไป
ทางทิศตะวันตก ถัดไปเป็นชานสำหรับใช้ว่าราชการหรือ
ประกอบพิธีการต่างๆ สุดชานเป็นเรือนครัว มีบันไดขึ้น 2 ทาง วังใหม่ พระยาอภัยบริรักษ์(เนตร จันทโรจวงศ์) เป็นผู้สร้าขึ้น
ด้านหลังวังเก่าทางด้านทิศใต้ติดกับลำคลองลำปำ ชาวบ้าน
จึงเรียกวังใหม่ว่า "วังใหม่ชายคลอง" หรือ "วังชายคลอง" มี
ลักษณะเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ประกอบด้วย เรือน
ประธานเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ฯ เจ้าเมือง พร้อม
ภรรยาและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด 2 หลัง , 3 หลังเป็น
เรือนขนาดเล็กมีห้องนอนและระเบียงหน้าห้องเหมือนกันใช้
เป็นที่อยู่ของอนุภรรยาและบุตร อีก 1 หลัง เป็นเรือนครัว
เรือนทุกหลังสร้างด้วยไม้แบบเรือนไทยโบราณ
ถ้ำสุมะโน
สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่
เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไป
เยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า " ท่านเดชเอ๋ย หลวง
พ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว " คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะ
ออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙
ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทาง
จากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้
มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ
วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุม
ไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า " ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติ
สายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า " วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.
๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้
เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า " ถ้ำสุมะโน " ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดย
ตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้น
พบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้
สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.
วัดเขาอ้อ
วัดเขาอ้อ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
วัดเขาอ้อ เป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ พระเกจิอาจารย์
ผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ ต่างก็เป็นที่พึ่งที่เคารพศรัทธา ของประชาชนทั่วไป เช่น พระอาจารย์ทองเฒ่า
พระครูสิทธิยาภิรัต(เอียด) พระอาจารย์นำแก้วจันทร์ พระอาจารย์ศรีเงินวัดดอนศาลาพระครูพิพัฒน์สิริ
ธร(อาจารย์คง)วัดบ้านสวน พระอาจารย์ปานวัดเขาอ้อ และ ที่เป็นฆราวาสที่คนทั่วไปรู้จักกันดีได้แก่
พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นต้น ชื่อเสียงของวัดเขาอ้อที่ผู้คนทั่วไปรู้จักมักจะเน้นไปในทางไสยเวทเสีย
มากกว่า
ทั้งที่วัดเขาอ้อยังมีดีมากกว่านั้น โดยเฉพาะวิชาการแพทย์แผนโบราณพูดได้ว่าไม่มีสำนักใหนทางภาคใต้ที่จะ
ชัดเจนและได้ผลชะงัดเท่ากับสำนักนี้ แม้ปัจจุบันจะคลายลงไปบ้าง แต่ก็หาได้สูญหายไปอย่างใดไม่ อย่างน้อย
ที่สุดยังมีพระอาจารย์หลายรูปที่สืบทอดกันมา
ตำนานสำนักเขาอ้อ เล่ากันว่า จุดกำเนิดของสำนักวัดเขาอ้อนั้น แต่เดิมเป็นที่บำเพ็ญพรตของพราหมณ์มา
หลายรุ่น เนื่องจากภายในถ้ำ บนเขาอ้อนั้น เป็นทำเลที่ดีมาก ตัวเขาอ้อเองก็ตั้งอยุ่บนเส้นทางสัญจรของ
ชุมชน ในอดีตเมืองที่เจริญในละแวกนั้น ซึ่งได้แก่สทิงปุระ หรือ สะทิงพาราณสี ซึ่งก็คืออำเภอ สทิงพระ ใน
ปัจจุบัน ประวัติของเมืองสทิงปุระนั้น เกี่ยวข้องกับพราหมณ์อยู่มาก
แม้กระทั่ง ในสมัยศรีวิชัย ที่ศาสนาพุทธ แผ่อิทธิพล ทั่วแหลมมาลายู ในบริเวณสว่นนั้น(เขตเมืองพัทลุงใน
ปัจจุบัน) ยังเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพราหมณ์ หลักฐานทางประวัติศาตร์บอกว่าเป็นเมืองที่มีชุมชนหนา
แน่นที่สุด
ในขณะนั้นมีพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาคุณ(ฤาษี) คณะหนึ่ง ได้ไปบำเพ็ญพรตอยู่ที่ถ้ำบนเขาอ้อบำเพ็ญพรตจน
เกิดอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ตามตำราอาถรรพเวท (พระเวทอันดับสี่ของคัมภีร์พราหมณ์) แล้วได้ถ่ายทอดวิชานั้น
ต่อๆกันมาพร้อมกันนั้น ก็ได้จัดตั้งสำนักถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งตามวรรณะแล้วพราหมณ์มีหน้าที่
ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชื้อพระวงศ์ หรือ วรรณะกษัตริย์ และ ลูกหลานผู้นำ เพื่อจะให้นำไปเป็นความรู้ใน
การปกครองคนต่อไป สำนักเขาอ้อสมัยนั้น จึงมีฐานะคล้ายๆ สำนักทิศาปาโมกข์ของพราหมณ์ผู้ทรงคุณ
pn
วัดป่าลิไลยก์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๗ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา สังกัด
คณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเรียก “วัดป่าชัน” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “วัดป่าเรไร” ปัจจุบันเรียก “วัดป่าลิไลยก์” ได้รับ
พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๙ เคยเป็นที่ตั้งของอู่ต่อเรือเพื่อส่งเสบียงบำรุงกำลัง
กองทัพไทยสมัยสงคราม ๙ ทัพ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ปัจจุบันเป็น
สถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นสถานวิปัสสนาที่มีบรรยากาศของความเป็นวัด ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบรรยากาศที่
เงียบสงบร่มรื่น แสดงถึงการอยู่ด้วยสติ ปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในบริเวณพื้นที่รอบ
ลุ่มทะเลสาบสงขลาปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ อันเนื่องจาก
ภายในวัดมีศิลปกรรมที่สำคัญ อาทิ พระอุโบสถ ใบเสมา เจดีย์ ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาวัดเป็นแหล่งท่อง
เที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง ในทำเนียบวัดจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) ระบุว่าวัดป่าลิไลย
ก์นี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๗ ตรงกับสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่เรื่องราวเกี่ยวกับวัดนั้นไม่
ปรากฏในเอกสารโบราณใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๒๕ พระมหาช่วย ชาวบ้านน้ำเลือด ตำบลท่ามิหรำ
อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มาเป็นเจ้าอาวาส ราว ๆ พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองชุมพร เมืองไชยา
และเมืองนครศรีธรรมราช พระยาเจ้าเมืองพัทลุงได้ปรึกษากับท่านพระมหาช่วย เพื่อคิดหาทางหยุดยั้งทัพ
ของพม่าไม่ให้มาถึงเมิืองพัทลุง ท่านได้ทำเครื่องลางของขลัง เพื่อแจกเป็นขวัญและกำลังใจไพร่พล และได้
รวบรวมกำลังพลได้ประมาณ ๑,๐๐๐ คนเศษ ยกไปต้านพม่าไว้ที่ตำบลปันแตแต่ไม่ทันรบกันพม่าก็ถอยทัพไป
ก่อน ท่านพระมหาช่วยมีความชอบเป็นอย่างมากสมเด็จพระเพทราชา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ลาสิกขาบท และแต่ง
ตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ต่อมาได้เกณฑ์คนตัดไม้ต่อเรือรบ ๓๐ ลำ ปากกว้าง ๓ วาบ้าง ๔ วาบ้าง โดย
ทำการต่อเรือที่ชายทะเลหน้าวัดป่าลิไลยก์แต่เรือยังไม่ทันเสร็จก็ติดราชการกบฏเมืองไทรบุรีเสียก่อนการต่อ
เรือจึงยกเลิกไป จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติวัดป่าลิไลยก์ กล่าวว่าที่ดินที่สร้างวัดป่าลิไลยก์ในปัจจุบันเป็นที่
ของตาผ้าขาวได้บริจาคให้แก่พระสมุหมีอินทร์ ที่ตั้งใจจะนำของโบราณมาบรรจุที่พระบรมมหาธาตุ
นครศรีธรรมราชแต่ไม่ทันพิธีการ จึงได้จอดเรือพักและสร้างวัดป่าลิไลยก์ขึ้นมา
วัดป่าลิไลยก์อยู่ในเขตตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดป่าตามทำเนียบวัด
จังหวัดพัทลุง ระบุว่าวัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๔๗ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกันมาก ตลอดถึงคณะ
นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และพุทธบริษัท ได้มาพักแรมเพื่อปฏิบัติธรรมกันตลอดทั้งปี วัดป่าลิไลย์เป็น
วัดที่มีสภาพภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นมาก มีสวนป่าที่สงบเงียบ สงบเย็น สัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ
เดินจงกรม เจริญจิตภาวนา เป็นวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายฝั่ งทะเล มีสถานที่พักผ่อน และมีที่พักสำหรับผู้ที่
ประสงค์จะเดินทางมาพักปฏิบัติธรรม ทางวัดมีเรือนรับรอง และให้บริการแก่ผู้มาเยือนเป็นอย่างดีเยี่ยม วัด
ป่าลิไลย์เป็นวัดหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ ตามแนวนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืด ตั้งอยู่ใน ตำบลนางตุง และ ตำบลทะเลน้อย
อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตร เชื่อม
ระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อยได้รับการประกาศเป็นเขตห้าม
ล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย แต่ประชาชนมักเรียก กันว่า อุทยานนกน้ำทะเลน้อยซึ่ง
นับเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย สังกัดกรมอุทยานแห่ง
ชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ความหลากหลายทางชีวภาพของทะเล
น้อย ทำให้พื้นที่ “พรุควนขี้เสี้ยน” ของทะเลน้อยได้รับการประกาศให้เป็นเขต
พื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ “แรมซาร์ ไซด์” (Rams.. ar Site) แห่งแรกในเมืองไทย
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2541 ทะเลน้อยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ
มาก ทั้งระบบนิเวศ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ พรรณพืช โดยเฉพาะนก ที่มีอยู่เป็น
จำนวนมาก
สะพานเฉลิมพระเกียรติ
80 พรรษ
สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม
2550(เส้นทาง พท. 3070) ส่วนชื่อที่เรียกกันคือ
สะพานเอกชัย หรือสะพานไประโนด มีชื่อเดิมคือ “ ถนน
สายบ้านไสกลิ้ง-บ้านหัวป่า ” สะพานเริ่มจาก ทะเลน้อย
อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ไปสู่ อ.ระโนด จ.สงขลา รวมระยะ
ทาง 14 กิโลเมตร บนสะพานจะมีจุดชมวิวเป็นระยะๆ
ขณะขับรถผ่านท่านสามารถชมความงามทั้งฝั่ ง
ทะเลสาบสงขลา และฝั่ งทะเลน้อยได้วิวสวยงามที่แปลก
ตาไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก
.. หาดแสนสุขลำปำ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า หาดลำปำ เป็นหาด
ทรายที่ตั้งอยู่ริม ทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่
ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งกินพื้นที่ถึงสองจังหวัดด้วยกัน ได้แก่
สงขลา และ พัทลุง
“วัดวังเป็นที่เที่ยวพัทลุง อยู่ตำบลลำปำ ห่าง
จากตัวเมืองประมาณ 6 กิโลเมตร เป็น
ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด
พัทลุง เดิมเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่า
สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต่อ
มาได้สร้างขึ้นใหม่โดยพระยาพัทลุง และ
เคยเป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัต
ยาในสมัยรัตนโกสินทร์ หากได้มาพัทลุง
ต้องมาที่นี่สักครั้ง”
พระพุทธนิรโรคันตราย
ชัยวัฒน์จตุรทิศ
“สถานที่แห่งนี้นับได้ว่าเป็นที่
ท่องเที่ยวพัทลุง ที่ใครได้มา
พัทลุงควรมากราบไหว้สักครั้ง
พระพุทธนิรโรคันตราย
ชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นจตุรพุทธ
ปราการ หมายความถึง
พระพุทธรูปปกบ้านคู่เมือง
หรือพระอารามที่มีมหิทธานุ
ภาพล้ำลึกปกป้องภัยอันตราย
จากอริราชศัตรู ปัดเป่าสิ่งชั่ว
ร้ายอัปมงคล เสริมดวงชะตา
เมือง ตลอดทั้งคุ้มครอง
อาณาประชาราษฎร์ให้อยู่
ร่มเย็น”
วัดควนปรง เป็นวัดโบราณอายุกว่า 400 ปี สร้าง
ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2142 มีสิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่
อุโบสถไม้ทรงโถง ภายในอุโบสถจะมีพระประธาน
ปูนปั้ นปางมารวิชัย จำนวน 3 องค์ ประดิษฐานบน
ฐานชุกชี
นอกจากนั้นยังมี หอไตร เป็นอาคารทรงไม้สี่เหลี่ยม
จตุรัส ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน และ พระพุทธรูป
สำริด มีขนาดกว้าง 32 เซนติเมตร หน้าตักกว้าง 6
เซนติเมตร เป็นศิลปะสมัยอยุธยา
บันทึกการเดินทาง
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
..................................................................
................................................
คำขวัญ ประจำจังหวัด
เมืองหนังโนรา อู่นาข้าว พราว
น้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม
เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน
phatthalung Welcom