The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Siriporn Deein, 2024-06-27 08:28:13

ดาราศาสตร์

ดาราศาสตร์

ระบบสุริ สุ ยริะ S O LAR SYSTEM จัดทำ โดย : นา งสา วศิริพร ดีอินทร์ เลขที่39 ม.6/5 เสนอ : คุณครูสงบ ดุษฎีธัญญกุล


คำ นำ รายงานฉบับนี้เป็นป็ส่วนหนึ่งของวิชา ว30162 โลกและดาราศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ปี ที่ 6.5 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องระบบสุริยะ ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้เรื่องระบบดาว ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ชั้นเอกทั้ง8 และหัวข้ออื่นๆ ผู้จัดทำ ได้เลือก หัวข้อนี้ในการทำ รายงาน เนื่องมาจากเป็นป็เรื่องที่น่าสนใจ รวมถึงเป็นป็การ สรุปเนื้อหาจากการเรียนทั้งหมดและเป็นป็การทบทวนเนื้อหาความรู้ ผู้จัดทำ จะต้องขอขอบคุณ นายสงบ ดุษฎีธัญญกุล คุณครูประจำ รายวิชาผู้ให้ความรู้และ แนวทางการศึกษา เพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นป็ ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน This report is part of the subject W30162 Earth and Astronomy. Mathayom 6.5 with the objective To study the knowledge gained from the solar system. This report contains content regarding knowledge about the star system, the sun, and the 8 major planets. and other topics The creator can choose This topic in the report Because it is interesting Including a summary of content from all studies and a review of knowledge content. The creator would like to thank Mr. Sangkob Dusadeethanyakul, the course teacher who provided knowledge and study guidelines, and all friends who have always provided assistance. The creator hopes that this report will provide knowledge. and is beneficial to every reader. 22 มิถุมินถุายน2567 22 June 2024 ศิริพร ดีอินทร์


ระบบสุริยะ 1-5 ดวงอาทิตย์ 6-12 ดาวพุธ 13-16 ดาวศุกร์ 17-19 โลก 20-31 สารบัญ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดวงจันทร์ 32-35 36-37 38-40 41-43 44-45 46-47 เรื่อง หน้า


ความหมาย ระบบสุริยะ 01ระบบสุริสุยริะ


การกำเนิดและวิวัฒนาการ 02 การกำ เนิดนิและวิวัวิฒ วั นาการระบบสุริยะถือกำเนิดขึ้นจากการแตกสลายขึ้ด้วยแรงโน้มน้ ถ่วงภายในของ เมฆโมเลกุลขนาดยักษ์เษ์มื่อกว่า 4,600 ล้านปีมาแล้ว เมฆต้นกำเนิดนี้มี ความกว้างหลายปีแสง และอาจเป็นต้นกำเนิดของดาวฤกษ์อื่ษ์อื่นอีกมาก เมื่อย่านเนบิวลาก่อนสุริยะ ซึ่งน่าจะเป็นจุดกำเนิดของระบบสุริยะเกิดแตก สลายลง โมเมนตัมเชิงมุมที่มีอยู่ทำให้มันหมุนตัวไปเร็วยิ่งขึ้นขึ้ที่ใจกลาง ของย่านซึ่งเป็นศูนย์รวมมวลอันหนาแน่นมีอุณหภูมิเพิ่มสูงมากขึ้นกขึ้ว่า แผ่นจานที่หมุนอยู่รอบ ๆขณะที่เนบิวลานี้หดตัวลง มันก็เริ่มมีทรงแบน ยิ่งขึ้นและขึ้ค่อย ๆ ม้วนตัวจนกลายเป็นจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด ที่มีเส้น ผ่านศูนย์กลางราว 200 AU พร้อมกับมีดาวฤกษ์ก่ ษ์อนเกิดที่หนาแน่นและ ร้อนจัดอยู่ณ ใจกลาง เมื่อการวิวัฒนาการดำเนินมาถึงจุดนี้ เชื่อว่าดวง อาทิตย์ได้มีสภาพเป็นดาวฤกษ์ชษ์นิด T Tauri ผลจากการศึกษาดาวฤกษ์ ชนิด T Tauri พบว่ามันมักมีแผ่นจานของมวลสารดาวเคราะห์ก่อนเกิดที่ มีมวลประมาณ 0.001-0.1 เท่าของมวลดวงอาทิตย์กับมวลของเนบิวลา ในตัวดาวฤกษ์เองษ์ อีกเป็นส่วนใหญ่จำนวนมหาศาล ดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นขึ้ จากแผ่นจานรวมมวลเหล่านี้ ภายในช่วงเวลา 50 ล้านปี ความดันและความหนาแน่นของไฮโดรเจน ที่ใจกลางของดาวฤกษ์ก่ ษ์อนเกิดก็มีมากพอจะทำให้เกิดปฏิกิริยาการ หลอมนิวเคลียสขึ้นไ ขึ้ด้ทั้งอุณหภูมิอัตราการเกิดปฏิกิริยา ความดัน ตลอดจนความหนาแน่นต่างเพิ่มขึ้นเขึ้รื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสภาวะ สมดุลอุทกสถิต โดยมีพลังงานความร้อนที่มากพอจะต้านทานกับ การหดตัวของแรงโน้มน้ ถ่วงได้ณ จุดนี้ดวงอาทิตย์จึงได้วิวัฒนาการ เข้าสู่แถบลำดับหลักอย่างสมบูรณ์ ระบบสุริยะจะดำรงสภาพอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ไปตราบจน กระทั่ง ดวงอาทิตย์ได้วิวัฒนาการจนออกพ้นจากแถบลำดับหลักบน ไดอะแกรมของเฮิร์ตสปรัง-รัสเซลล์เมื่อดวงอาทิตย์เผาผลาญเชื้อ เพลิงไฮโดรเจนภายในไปเรื่อย ๆ พลังงานที่คอยค้ำ จุนแกนกลางของ ดาวอยู่ก็จะลดน้อยถอยลงน้ ทำให้มันหดตัวและแตกสลายลงไป การ หดตัวจะทำให้แรงดันความร้อนในแกนกลางเพิ่มมากขึ้นขึ้และทำให้มัน ยิ่งเผาผลาญเชื้อเพลิงเร็วขึ้นขึ้ผลที่เกิดคือดวงอาทิตย์จะส่องสว่าง มากยิ่งขึ้นโดยขึ้มีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณขึ้ 10% ในทุก ๆ 1,100 ล้านปี ในอีกประมาณ 5,400 ล้านปีข้างหน้าน้ ไฮโดรเจนในแกนกลางของ ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนไปเป็นฮีเลียมทั้งหมด ซึ่งเป็นอันจบกระบวนการ วิวัฒนาการบนแถบลำดับหลัก ในเวลานั้น ชั้นผิวรอบนอกของดวง อาทิตย์จะขยายใหญ่ขึ้นประมาณขึ้ 260 เท่าของขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางในปัจจุบัน ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นดาวยักษ์แดงษ์การที่พื้น ผิวของดวงอาทิตย์ขยายตัวขึ้นอขึ้ย่างมหาศาล ทำให้อุณหภูมิที่พื้นผิว ของมันเย็นลงยิ่งกว่าที่เคยเป็นเมื่ออยู่บนแถบลำดับหลัก (ตำแหน่ง เย็นที่สุดคือ 2600 K สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาขึ้ ก็คือ ชั้นผิวนอกของดวงอาทิตย์จะแตกสลาย กลายไปเป็นดาวแคระขาว คือวัตถุที่มีความหนาอย่างยิ่งยวด มวลประมาณครึ่งหนึ่งของมวลดั้งเดิมของดวงอาทิตย์จะอัดแน่นอยู่ในพื้นที่ของวัตถุขนาดประมาณเโลก การแตกสลายของชั้นผิวรอบนอกของดวงอาทิตย์จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ ณ์ที่เรียกว่า เนบิวลาดาวเคราะห์ซึ่เป็นการส่งคืนสสารต่าง ๆ อันประกอบขึ้นเขึ้ป็นดวงอาทิตย์กลับคืนให้แก่สสารระหว่างดาว ภาพถ่ายแผ่นจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดในเนบิวลานายพราน จากกล้องฮับเบิลแสดงให้เห็น "แหล่งอภิบาล ดาวฤกษ์" ษ์ ที่กว้าง 1 ปีแสง มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เนบิวลาในยุคโบราณซึ่งฟูมฟักดวงอาทิตย์ของเราให้ ถือกำเนิดขึ้นขึ้ ภาพวาดโดยศิลปิน วิวัฒนาการของดวงอาทิตย์ ซ้าย: ดวงอาทิตย์ของเราในปัจจุบันซึ่งอยู่ในแถบลำดับหลักลาง: ดาวยักษ์แดงษ์ ขวา: ดาวแคระขาว


โครงสร้างและองค์ประกอบ 03 องค์ประกอบหลักที่สำคัญของระบบสุริยะคือ ดวงอาทิตย์ดาวฤกษ์ในษ์ แถบลำดับหลักประเภท G2 ซึ่งมีมวลคิดเป็น 99.86% ของมวลรวมทั้ง ระบบเท่าที่เป็นที่รู้จัก และเป็นแหล่งแรงโน้มน้ ถ่วงหลักของระบบ[27] โดย มีดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ซึ่งเป็นวัตถุในวงโคจรใหญ่ที่สุดสองดวง ครอบครองมวลอีก 90% ของมวลส่วนที่เหลือ วัตถุใหญ่ ๆ ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่อยู่บนระนาบใกล้เคียง กับระนาบโคจรของโลก ที่เรียกว่า ระนาบสุริยวิถีดาวเคราะห์ทั้งหมดจะ เคลื่อนที่ใกล้เคียงกับระนาบนี้ ขณะที่ดาวหางและวัตถุในแถบไคเปอร์มัก เคลื่อนที่ทำมุมกับระนาบค่อนข้างมาก ดาวเคราะห์ทั้งหมดและวัตถุส่วนใหญ่ในระบบยังโคจรไปในทิศทางเดียว กับการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ (ทวนเข็มนาฬิกา เมื่อมองจากมุม มองด้านขั้วเหนือของดวงอาทิตย์) มีเพียงบางส่วนที่เป็นข้อยกเว้นไม่เป็น ไปตามนี้ เช่น ดาวหางฮัลเลย์เป็นต้น ตามกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ขห์องเค็พเพลอร์ อธิบธิายถึงลักษณะ การโคจรของวัตวัถุต่ถุต่าง ๆ รอบดวงอาทิตย์ กล่าวคือ วัตวัถุแถุต่ละชิ้นชิ้จะ เคลื่อนที่ไปตามแนวระนาบรอบดวงอาทิตย์โย์ดยมีจุมีจุดโฟกัสหนึ่งจุด วัตวัถุที่ถุที่ อยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์มย์ากกว่าว่ (มีค่มี ค่ากึ่งแกนเอกน้อยกว่าว่ ) จะใช้เช้วลาโคจร น้อยกว่าว่บนระนาบสุริสุยริวิถีวิ ถีหนึ่ง ๆ ระยะห่าห่งของวัตวัถุกัถุกับดวงอาทิตย์จย์ะ แปรผันผั ไปตามเส้นส้ทางบนทางโคจรของมันมัจุดที่วัตวัถุอถุยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์ ที่สุดสุเรียรีกว่าว่ "จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุ " (perihelion) ขณะที่ตำ แหน่งซึ่งซึ่ มันมัอยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุเรียรีกว่าว่ "จุดไกลดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุ " (aphelion) วัตวัถุจถุะเคลื่อนที่ได้ความเร็วร็สูงสูที่สุดสุเมื่อมื่อยู่ใยู่นตำ แหน่งใกล้ ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วร็ต่ำ สุดสุเมื่อมื่อยู่ใยู่นตำ แหน่งไกล ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุลักษณะของวงโคจรของดาวเคราะห์มีห์รูมีรูปร่าร่งเกือบจะ เป็นวงกลม ขณะที่ดาวหาง ดาวเคราะห์น้ห์ น้อย และวัตวัถุใถุนแถบไคเปอร์ มีวมีง โคจรค่อนข้าข้งจะเป็นวงรี ระบบสุริสุยริะสามารถแบ่งบ่ออกเป็นย่าย่นต่าง ๆ ได้แบบไม่เม่ ป็นทางการ ระบบ สุริสุยริะส่วส่นในประกอบด้วยดาวเคราะห์ 4 ห์ดวงกับแถบดาวเคราะห์น้ห์ น้อย ระบบสุริสุยริะส่วส่นนอกคือส่วส่นที่อยู่พ้ยู่นพ้แถบดาวเคราะห์น้ห์ น้อยออกไป ประกอบ ด้วยดาวแก๊สยักยัษ์ 4 ดวง[28] ต่อมาเมื่อมื่มีกมีารค้นพบแถบไคเปอร์จึร์งจึจัดจั เป็นย่าย่นไกลที่สุดสุของระบบสุริสุยริะ เรียรีกรวม ๆ ว่าว่เป็นวัตวัถุพ้ถุนพ้ดาวเนปจูน เมื่อมื่พิจพิารณาจากทั้งทั้แง่กายภาพและการเคลื่อนที่ วัตวัถุที่ถุที่โคจรรอบดวง อาทิตย์สย์ามารถแบ่งบ่ออกได้เป็นสามประเภทคือ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ แคระ และ วัตวัถุขถุนาดเล็กในระบบสุริสุยริะ ดาวเคราะห์ไห์ม่ว่ม่าว่จะมีขมีนาดใดก็ตาม ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ จะมีมมีวลมากพอจะสร้าร้งตัวเองให้มีห้รูมีรูปร่าร่งเป็น สัณสัฐานกลม และขับขั ไล่ชิ้นชิ้ส่วส่นเล็ก ๆ ที่อยู่รยู่อบตัวเองให้อห้อกไปให้พ้ห้นพ้ระยะ จากคำ จำ กัดความนี้ ดาวเคราะห์ให์นระบบสุริสุยริะจึงจึมี 8 มีดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสหับดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาว เนปจูน ส่วส่นดาวพลูโลูตถูกถูปลดออกจากตำ แหน่งดาวเคราะห์เห์นื่องจากมันมั ไม่สม่ามารถขับขั ไล่วัตวัถุเถุล็ก ๆ อื่น ๆ ในบริเริวณแถบไคเปอร์อร์อกไปพ้นพ้วง โคจรของมันมั ได้ โครงสร้า ร้ งและองค์ประกอบ


ดาวพฤหัสหับดี (5.2 AU) มีมมีวลประมาณ 318 เท่าของ มวลโลก นับเป็นมวลมหาศาลถึง 2.5 เท่าของมวลรวม ทั้งทั้หมดของดาวเคราะห์ที่ห์ ที่เหลือรวมกัน ประกอบด้วยก๊าซ ไฮโดรเจนและฮีเลียมจำ นวนมาก ความร้อร้นที่สูงสูมาก ภายในของดาวทำ ให้เห้กิดคุณคุลักษณะแบบกึ่งถาวรหลาย ประการในสภาพบรรยากาศของดาว เช่นช่แถบเมฆ และจุด แดงใหญ่ ดาวพฤหัสหับดีมีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารที่รู้จัรู้กจัแล้วทั้งทั้ สิ้นสิ้ 67 ดวง ดวงที่ใหญ่ที่สุดสุ 4 ดวงคือ แกนิมีดมีคัลลิสโต ไอโอ และยูโรปา ระบบสุริยะชั้นนอก 04 ระบบสุริ สุ ยริะ ชั้น ชั้ นอก บริเวณรอบนอกของระบบสุริยะเป็นถิ่นที่อยู่ของดาวแก๊สยักษ์และบรรดาดาวบษ์ ริวารของมันที่มีขนาดใหญ่พดาวเคราะห์ได้นอกจากนี้ยังมีดาวหางคาบสั้น และเซนทอร์ที่โคจรอยู่ในย่านนี้เช่นกัน วัตถุตันที่อยู่ในย่านประกอบของสสารที่ระเหยง่าย (เช่น น้ำ แอมโมเนีย มีเทน ในทางวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จะเรียกว่าเป็นค่อยมีส่วนประกอบของสสารประเภทหินเหมือนอย่างวัตถุท้องฟ้าในระบบสุริยะชั้นใน ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ (9.5 AU) เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่โดดเด่น เนื่องจากระบบวงแหวนขนาดใหญ่ที่เห็นห็ ได้ชัดชัลักษณะ ของดาวรวมถึงสภาพบรรยากาศคล้ายคลึงกับดาว พฤหัสหับดี แต่มีมมีวลน้อยกว่าว่มาก โดยมีมมีวลโดยประมาณ 95 เท่าของมวลโลก ดาวเสาร์มีร์ดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารที่รู้จัรู้กจั แล้ว 63 ดวง ในจำ นวนดวงจันจัทร์ทั้ร์ ทั้งทั้หมดมีอมียู่ 2 ดวงคือ ไททันและเอนเซลาดัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส (19.6 AU) มีขมีนาดประมาณ 14 เท่าของมวล โลก เป็นดาวเคราะห์มห์วลน้อยที่สุดสุในระบบสุริสุยริะชั้นชั้นอก ลักษณะการโคจรของดาวยูเรนัสไม่เม่หมือมืนดาวเคราะห์ ดวงอื่น มันมัจะโคจรรอบดวงอาทิตย์แย์บบตะแคงข้าข้ง โดย มีคมีวามเอียงของแกนมากกว่าว่ 90 องศาเมื่อมื่เทียบกับ ระนาบสุริสุยริวิถีวิ ถีทำ ให้ดูห้เดูหมือมืนดาวยูเรนัสกลิ้งไปบนทาง โคจร แกนกลางของดาวค่อนข้าข้งเย็นย็กว่าว่ดาวแก๊สยักยัษ์ ดวงอื่น ๆ และแผ่คผ่วามร้อร้นออกมาสู่อสู่ วกาศภายนอก เพียพีงน้อยนิด[64] ดาวยูเรนัสมีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารที่รู้จัรู้กจั แล้ว 27 ดวง กลุ่มลุ่ของดวงจันจัทร์ขร์นาดใหญ่ได้แก่ ไททา เนีย โอบิรบิอน อัมเบรียรีล เอเรียรีล และมิรัมินรัดา ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน (30 AU) แม้จม้ะมีขมีนาดเล็กกว่าว่ดาวยูเรนัส แต่ มีมมีวลมากกว่าว่คือประมาณ 17 เท่าของมวลโลก ดังนั้นนั้ มันมัจึงจึเป็นดาวที่มีคมีวามหนาแน่นมาก ดาวเนปจูนแผ่รัผ่งรัสี ความร้อร้นจากแกนกลางออกมามาก แต่ก็ยังยัน้อยกว่าว่ ดาวพฤหัสหับดีหรือรืดาวเสาร์[ร์65] เนปจูนมีดมีวงจันจัทร์ บริวริารที่รู้จัรู้กจัแล้ว 13 ดวง ดวงที่ใหญ่ที่สุดสุคือ ไทรทัน มี สภาพการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทวิยาอยู่ เช่นช่มีน้ำมีน้ำพุร้อร้น ไนโตรเจนเหลว[66] และเป็นดาวบริวริารขนาดใหญ่เพียพีง ดวงเดียวที่มีวมีงโคจรย้อย้นถอยหลัง ดาวเนปจูนยังยัส่งส่ดาว เคราะห์เห์ล็ก ๆ จำ นวนหนึ่งหรือรืเนปจูนโทรจันจัเข้าข้ไปในวง โคจรของดวงจันจัทร์ไร์ทรทันด้วย โดยมีกมีารสั่นสั่พ้อพ้งของวง โคจรแบบ 1:1 กับดวงจันจัทร์ ดาวเนปจูน


ดาวพุธ (0.4 AU) คือดาวเคราะห์ที่ห์ ที่อยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์ มากที่สุดสุและเป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีขมีนาดเล็กที่สุดสุ (0.055 เท่าของมวลโลก) ดาวพุธไม่มีม่ดมีาวบริวริารของตัว เอง สภาพพื้นพื้ผิวผิที่มีนมีอกเหนือจากหลุมลุบ่อบ่จากการปะทะ ก็จะเป็นสันสัเขาสูงสูชันชัซึ่งซึ่อาจจะเกิดขึ้นขึ้ ในช่วช่งยุคการก่อ ตัวในช่วช่งเริ่มริ่แรกของประวัติวั ติศาสตร์ ชั้นชั้บรรยากาศของ ดาวพุธเบาบางมากจนแทบจะเรียรีกได้ว่าว่ ไม่มีม่บมีรรยากาศ ระบบสุริยะชั้นใน 05 ระบบสุริ สุ ยริะ ชั้น ชั้ ใน ระบบสุริยะชั้นใน เป็นชื่อดั้งเดิมของย่านอวกาศที่ประกอบด้วยกลุ่มดาวเคราะห์ใกล้โลกและแถบดาวเคราะห์ประกอบหลักเป็นซิลิเกตกับโลหะ วัตถุท้องฟ้าในระบบสุริยะชั้นในจะเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันและใกล้กับดวงอาทิรัศมีของย่านระบบสุริยะชั้นในนี้ยังสั้นกว่าระยะห่างจากดาวพฤหัสบดีไปดาวเสาร์เสียอีก ดาวพุธ ดาวศุกร์ (0.7 AU) มีขมีนาดใกล้เคียงกับโลก (0.815 เท่า ของมวลโลก) และมีลัมี ลักษณะคล้ายโลกมาก มีชั้มีนชั้เปลือกซิ ลิเกตอย่าย่งหนาปกคลุมลุรอบแกนกลางของดาวซึ่งซึ่เป็น เหล็ก มีชั้มีนชั้บรรยากาศ และมีหมีลักฐานแสดงถึงความ เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทวิยาภายในของดาว ทว่าว่ดาวศุกร์ แห้งห้แล้งกว่าว่ โลกมาก ชั้นชั้บรรยากาศของมันมัก็หนาแน่น กว่าว่ โลกถึงกว่าว่ 90 เท่า ดาวศุกร์ไร์ม่มีม่ดมีาวบริวริารของตัว เอง กล่าวได้ว่าว่ดาวศุกร์เร์ป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่ร้อร้นที่สุดสุด้วย อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิสูงสูถึงกว่าว่ 400 °C ดาวศุกร์ โลก (1.0 AU) เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่ค่อนข้าข้งใหญ่และมีคมีวาม หนาแน่นมากที่สุดสุในกลุ่มลุ่ดาวเคราะห์ชั้ห์นชั้ ใน เป็นดาว เคราะห์เห์พียพีงดวงเดียวที่พบว่าว่ยังยัมีปมีรากฏการณ์ทาง ธรณีวิทวิยาอยู่ และเป็นดาวเคราะห์เห์พียพีงดวงเดียวเท่าที่ ทราบว่าว่มีสิ่มีงสิ่มีชีมีวิชีตวิ โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีน้ำมีน้ำมาก เป็น เอกลักษณ์ที่แตกต่างจากกลุ่มลุ่ดาวเคราะห์ให์กล้โลก ทั้งทั้หมด และยังยัเป็นดาวเคราะห์เห์พียพีงดวงเดียวที่ยังยัมีกมีาร เปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอยู่ โลก ดาวอังคาร (1.5 AU) มีขมีนาดเล็กกว่าว่ โลกและดาวศุกร์ (0.107 เท่าของมวลโลก) มีชั้มีนชั้บรรยากาศเจือจืจางที่เต็ม ไปด้วยคาร์บร์อนไดออกไซด์ พื้นพื้ผิวผิของดาวอังคารระเกะ ระกะด้วยภูเภูขาไฟจำ นวนมาก เช่นช่ภูเภูขาไฟโอลิมปัส และ หุบหุเขาลึกชันชัมากมายเช่นช่ Valles Marineris แสดงให้ เห็นห็ถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทวิยาที่เคยเกิดขึ้นขึ้ก่อน หน้านี้ สีขสีองดาวอังคารที่เราเห็นห็เป็นสีแสีดง เป็นเพราะ สนิมที่มีอมียู่ใยู่นพื้นพื้ดินอันเต็มไปด้วยเหล็ก[54] ดาวอังคาร มีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารขนาดเล็กสองดวง (คือ ไดมอส กับ โฟ บอส) ซึ่งซึ่คาดว่าว่น่าจะเป็นดาวเคราะห์น้ห์ น้อยที่บังบัเอิญถูกถู แรงดึงดูดดูของดาวอังคารจับจัตัวเอาไว้[ว้5 ดาวอังคาร


ดวงอาทิตย์ (SUN) ดวงอาทิตย์ 06 ดวงอาทิตย์ (อังกฤษ: Sun) เป็นดาวฤกษ์ ณ ใจกลางระบบสุริสุยริะ เป็นพลาสมาร้อร้นทรงเกือบกลมสมบูรณ์ โดยมีกมีารเคลื่อนที่พา ซึ่งซึ่ผลิตสนามแม่เม่หล็กผ่าผ่นกระบวนการไดนาโม[6] ปัจจุบันบัเป็นแหล่งพลังงานสำ คัญที่สุดสุสำ หรับรัสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิบนโลก มีเมีส้นส้ผ่าผ่น ศูนย์กย์ลางประมาณ 1.39 ล้านกิโลเมตร ใหญ่กว่าว่ โลก 109 เท่า และมีมมีวลประมาณ 330,000 เท่าของโลก คิดเป็นประมาณร้อร้ย ละ 99.86 ของมวลทั้งทั้หมดของระบบสุริสุยริะ มวลประมาณสามในสี่ขสี่องดวงอาทิตย์เย์ป็นไฮโดรเจน ส่วส่นที่เหลือเป็นฮีเลียมเป็นหลัก โดยมีปมีริมริาณธาตุหตุนักกว่าว่เล็กน้อย รวมทั้งทั้ออกซิเซิจน คาร์บร์อน นีออน และเหล็ก ดวงอาทิตย์จัย์ดจัเป็นดาวฤกษ์สีเสีหลือง อุณหภูมิผิวประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส อยู่ห่ยู่าห่งจากโลก ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร อยู่ใยู่นวัยวักลางของชีวิชีตวิคือ ประมาณ 5,000 ล้านปี คาดว่าว่ดวงอาทิตย์จย์ะมีอมีายุคงอยู่ต่ยู่ ต่อไปอีกราว 5,000 ล้านปี ตลอดชีวิชีตวิของ ดวงอาทิตย์จึย์งจึมีอมีายุยืนยืยาวราว 10,000 ล้านปี ซึ่งซึ่เป็นอายุเฉลี่ยของดาวฤกษ์ทั่วทั่ ไป ระยะห่าห่งเฉลี่ยวัดวัจากโลก : 1 หน่วยดาราศาสตร์ ≈ 1.496e+8 กิโลเมตร (8.19 นาทีที่ความเร็วร็แสง) ความส่อส่งสว่าว่งปรากฏ : - 26.74 ความส่อส่งสว่าว่งสัมสับูรณ์ : 4.83 สเปกตรัมรั : G2V ความเป็นโลหะ : Z = 0.0122 ขนาดเชิงชิมุม : 31.6–32.7 ลิปดา คำ คุณคุศัพท์ : ทางสุริสุยริคติ • ดวงอาทิตย์เย์ป็นดาวฤกษ์ลำ ดับหลักระดับจี (G2V) ตามการ จัดจั ประเภทดาวฤกษ์ตามระดับสเปกตรัมรั โดยมักมัถูกถูเรียรีกอย่าย่ง ไม่เม่ ป็นทางการว่าว่ "ดาวแคระเหลือง" ดวงอาทิตย์ก่ย์ ก่อตัวขึ้นขึ้เมื่อมื่ ประมาณ 4.6 พันพัล้านปีก่อน จากการยุบของแรงโน้ม ถ่วง(gravitational collapse) ของสสารภายในบริเริวณกลุ่มลุ่ เมฆโมเลกุลกุขนาดใหญ่ สสารนี้ส่วส่นใหญ่รวมอัดแน่นอยู่ที่ยู่ ที่ ใจกลาง ส่วส่นที่เหลือบีบบีตัวลงลงเป็นแผ่นผ่ โคจรซึ่งซึ่กลายมาเป็น ระบบสุริสุยริะ มวลใจกลางร้อร้นและหนาแน่นมากจนเริ่มริ่เกิดปฏิ กิริยริานิวเคลียร์ฟิร์วฟิชันชัณ แก่นดาว ซึ่งซึ่เชื่อชื่ว่าว่เป็นกระบวนการ เกิดดาวฤกษ์ส่วส่นใหญ่ • ดวงอาทิตย์มีย์อมีายุมาได้ประมาณครึ่งรึ่อายุขัยขัแล้ว ไม่มีม่กมีาร เปลี่ยนแปลงมากนักเป็นเวลากว่าว่ 4 พันพัล้านปีมาแล้ว และคาด ว่าว่จะอยู่ใยู่นภาวะค่อนข้าข้งเสถียรไปเช่นช่นี้อีก 5 พันพัล้านปี ในแต่ละ วินวิาที ปฏิกิริยริาหลอมนิวเคลียส (ฟิวฟิชันชั ) ของดวงอาทิตย์ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนอะตอมปริมริาณ 600 ล้านตัน ให้ กลายเป็นฮีเลียม และเปลี่ยนสสาร 4 ล้านตันให้เห้ป็นพลังงาน จากปฏิกิริยริาดังกล่าว กว่าว่พลังงานนี้จะหนีออกจากแกนดวง อาทิตย์มย์าสู่พื้สู่ พื้นพื้ผิวผิได้ ต้องใช้เช้วลานานราว 10,000 ถึง 170,000 ปี ในอีกราว 5 พันพัล้านปีข้าข้งหน้า เมื่อมื่ปฏิกิริยริาฟิวฟิชันชั ไฮโดรเจนในแก่นของดวงอาทิตย์ลย์ดลงถึงจุดที่ไม่อม่ยู่ใยู่น ดุลดุยภาพอุทกสถิตต่อไป แก่นของดวงอาทิตย์จย์ะมีคมีวามหนา แน่นและอุณหภูมิภูเมิพิ่มพิ่ขึ้นขึ้ส่วส่นชั้นชั้นอกของดวงอาทิตย์จย์ะขยาย ออกจนสุดสุท้ายเป็นดาวยักยัษ์แดง มีกมีารคำ นวณว่าว่ดวงอาทิตย์ จะใหญ่พอกลืนวงโคจรปัจจุบันบัของดาวพุธและดาวศุกร์ และ ทำ ให้โห้ลกไม่สม่ามารถอาศัยอยู่ไยู่ด้ ดวงอาทิตย์จัย์ดจัเป็นดาวฤกษ์รุ่นรุ่ที่ 3 ซึ่งซึ่สันสันิษฐานกันว่าว่ก่อตัว ขึ้นขึ้ โดยอิทธิพธิลของมหานวดาราที่อยู่ใยู่กล้ ๆ[9] เพราะมีกมีารค้น พบธาตุหตุนัก เช่นช่ทองคำ และยูเรเนียมในปริมริาณมาก ซึ่งซึ่ธาตุ เหล่านี้อาจเกิดจากปฏิกิริยริานิวเคลียร์ชร์นิดดูดดูความร้อร้นขณะที่ เกิดมหานวดารา หรือรืการดูดดูซับซันิวตรอนในดาวฤกษ์รุ่นรุ่ที่สอง ซึ่งซึ่มีมมีวลมาก


ดวงอาทิตย์ 07 โครงสร้าร้ง ดวงอาทิตย์เย์ป็นวัตวัถุที่ถุที่มีขมีนาดใหญ่ที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ มีมมีวลคิดเป็นร้อร้ยละ 99 ของระบบสุริสุยริะ ดวงอาทิตย์เย์ป็นดาวฤกษ์ที่มีรูมีรูปทรง เกือบเป็นทรงกลม โดยมีคมีวามแบนที่ขั้วขั้เพียพีงหนึ่งในเก้าล้าน ซึ่งซึ่หมายความว่าว่ความแตกต่างของเส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางที่ขั้วขั้กับเส้นส้ ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางที่เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรมีเมีพียพีง 10 กิโลเมตร จากการที่ดวงอาทิตย์มีย์เมีฉพาะส่วส่นที่เป็นพลาสมา ไม่มีม่ส่มีวส่นที่เป็นของแข็งข็ทำ ให้ อัตราเร็วร็ของการหมุนรอบตัวเองในแต่ละส่วส่นมีคมีวามต่างกัน เช่นช่ที่เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรจะหมุนเร็วร็กว่าว่ที่ขั้วขั้ที่เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรของดวง อาทิตย์มีย์คมีาบการหมุนรอบตัวเอง 25 วันวัส่วส่นที่ขั้วขั้มีคมีาบ 35 วันวัแต่เมื่อมื่สังสัเกตบนโลกแล้วจะพบว่าว่คาบของการหมุนรอบตัวเองที่ เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรของดวงอาทิตย์คืย์ คือ 28 วันวั แบ่งบ่เป็น 2 ส่วส่น คือ ตัวดวงอาทิตย์ และ บรรยากาศของดวงอาทิตย์ ตัวดวงอาทิตย์ แบ่งบ่เป็นชั้นชั้สำ คัญ 3 ชั้นชั้คือ ใจกลางดวง ( Core ) มีขมีนาดราว 0.25 ของรัศรัมีดมีวง อาทิตย์ อุณหภูมิภูสูมิงสูประมาณ 15,000,000 องศาเซลเซียซีส เป็นแหล่งเกิดปฏิกิริยริาเท อร์โร์มนิวเคลียร์ สร้าร้งพลังงานมหาศาลของดวงอาทิตย์ 1.โครงสร้าร้งภายในดวงอาทิตย์ (solar interior) ซึ่งซึ่แบ่งบ่ออกเป็น 3 ส่วส่น คือ ส่วส่นแกนของดวงอาทิตย์สัย์นสันิษฐานว่าว่มีรัมีศรัมีเมีป็น 0.2 เท่าของรัศรัมีดมีวงอาทิตย์ ความหนาแน่นประมาณ 150,000 กิโลกรัมรัต่อลูกลูบาศก์เมตร หรือรื 150 เท่าของความ หนาแน่นของน้ำ บนโลก อุณหภูมิภูปมิระมาณ 13,600,000 เคลวินวิตลอดชีวิชีตวิส่วส่นใหญ่ ของดวงอาทิตย์ ภายในแกนจะมีปมีฏิกิริยริาฟิวฟิชันชัลูกลูโซ่ โปรตอน-โปรตอน ซึ่งซึ่เปลี่ยน ไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม พลังงานที่ได้นี้ทำ ให้ส่ห้วส่นที่เหลือของดวงอาทิตย์สุย์กสุสว่าว่งและ เปล่งแสง ทุกทุ ๆ วินวิาที จะมีนิมี นิวเคลียสของไฮโดรเจน 3.4×1038 ตัว ถูกถูแปรรูปเป็นฮีเลียม ผลิต พลังงานได้ 383×1024 จูล หรือรืเทียบได้กับระเบิดบิ ไตรไนโตรโทลูอีลูอีน (TNT) ถึง 9.15×1019 กิโลกรัมรัพลังงานจากแกนของดวงอาทิตย์ใย์ช้เช้วลานานมากในการขึ้นขึ้สู่พื้สู่ พื้นพื้ ผิวผิอย่าย่งมากเป็น 50 ล้านปี[14] อย่าย่งน้อยเป็น 17,000 ปี[15]เพราะโฟตอนพลังงาน สูงสู (รังรัสีเสีอกซ์แซ์ละรังรัสีแสีกมมา) ถูกถูดูดดูกลืนไปในพลาสมา แล้วเปล่งพลังงานออกมาส ลับกันเรื่อรื่ย ๆ ทุกทุ ๆ ระยะไม่กี่ม่ กี่มิลมิลิเมตร แกน ในส่วส่นของเขตแผ่รัผ่งรัสีคสีวามร้อร้น ซึ่งซึ่อยู่ใยู่นช่วช่ง 0.2 ถึง 0.7 ส่วส่นของรัศรัมีดมีวง อาทิตย์ ในชั้นชั้นี้ไม่มีม่กมีารพาความร้อร้น(convection) เพราะอัตราความแตกต่างของ อุณหภูมิภูเมิทียบกับระยะความสูงสูน้อยกว่าว่อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิภูตมิามความสูงสูแบบอะ เดียแบติก (adiabatic lapse rate) พลังงานในส่วส่นนี้ถูกถูนำ ออกมาภายนอกช้าช้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ก่ว้ ก่อนแล้ว เขตแผ่รัผ่งรัสีคสีวามร้อร้น ในส่วส่นของเขตพาความร้อร้น (convection zone) ซึ่งซึ่อยู่บยู่ริเริวณผิวผินอกที่เหลือ เป็น ส่วส่นที่พลังงานถูกถูถ่ายเทผ่าผ่นแท่งความร้อร้น (heat column) โดยเนื้อสารที่ร้อร้นและมี พลังงานเริ่มริ่ต้นจากด้านล่าง แล้วไหลขึ้นขึ้ด้านบนจนถึงผิวผิจากนั้นนั้ถ่ายเทความร้อร้นและ กลับลงไปใหม่ แท่งความร้อร้นสามารถสังสัเกตได้จาก “เกล็ด” บนภาพถ่ายผิวผิดวง อาทิตย์ เขตพาความร้อร้น ลักษณะทางกายภาพ


ดวงอาทิตย์ 08 บรรยากาศ 2. ชั้นชั้บรรยากาศของดวงอาทิตย์ แบ่งบ่ออกได้เป็น 3 ชั้นชั้ (layers) คือ 2.1 โฟโตสเฟียฟีร์ (photosphere) 2.2 โครโมสเฟียฟีร์ (chromosphere) 2.3 โคโรนา (corona) โดยที่ระหว่าว่งชั้นชั้ โครโมสเฟียฟีร์แร์ละชั้นชั้ โคโรนาจะมีชั้มีนชั้บาง ๆ ที่เรียรีกว่าว่ transition regions อยู่ด้ยู่ ด้วย ชั้นชั้บรรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่อยู่ล่ยู่ ล่างที่สุดสุคือ ชั้นชั้ โฟโตสเฟียฟีร์ ชั้นชั้นี้เองเป็นชั้นชั้ที่ปล่อยแสงที่เรามองเห็นห็ โฟโตสเฟียฟีร์นี้ร์ นี้หน้าประมาณ 500 กิโลเมตร แต่แสงส่วส่นใหญ่ที่เรามองเห็นห็มาจากโฟโตสเฟียฟีร์ชั้ร์นชั้ที่บางกว่าว่นั้นนั้คือประมาณ 150 กิโลเมตร นักดาราศาสตร์เร์รียรีกชั้นชั้ โฟ โตสเฟียฟีร์นี้ร์ นี้ว่าว่ผิวผิของดวงอาทิตย์ บริเริวณล่างสุดสุของชั้นชั้ โฟโตสเฟียฟีร์นี้ร์ นี้มีอุมีอุณหภูมิภูปมิระมาณ 6,400 เคลวินวิ ในขณะที่ส่วส่นบนสุดสุของชั้นชั้ โฟโต สเฟียฟีร์นี้ร์ นี้มีอุมีอุณหภูมิภูปมิระมาณ 4,400 เคลวินวิลักษณะเด่นที่สังสัเกตได้บนโฟโตสเฟียฟีร์ คือ จุดมืดมื (sunspots), แฟคูเคูล (faculae), กรานูล (granules) และซูปเปอร์กร์รานูล (supergranules) โฟโตสเฟียฟีร์ (Photosphere): ผิวของดวงอาทิตย์ 1. จุดมืดมื (sunspots) จุดมืดมืคือ บริเริวณที่เห็นห็เป็นจุดดำ ๆ บนผิวผิของดวงอาทิตย์ อุณหภูมิภูที่มิ ที่จุดมืดมืจะอยู่ที่ยู่ ที่ ประมาณ 3700 เคลวินวิซึ่งซึ่ลดลงเมื่อมื่เทียบกับบริเริวณอื่นบนโฟโตสเฟียฟีร์ซึ่ร์ซึ่งซึ่มีอุมีอุณหภูมิภูมิ ประมาณ 5700 เคลวินวิ ปกติจุดมืดมืจะมีอมีายุประมาณหลายวันวัถึงแม้ว่ม้าว่จุดมืดมืที่ใหญ่จริงริๆ อยู่ไยู่ด้หลายอาทิตย์ก็ย์ ก็ตาม จุดมืดมืของดวงอาทิตย์เย์ป็นบริเริวณที่มีคมีวามเข้มข้ของสนามแม่ เหล็กสูงสูมาก คือสูงสูกว่าว่ความเข้มข้ของสนามแม่เม่หล็กโลกหลายพันพัเท่า จุดมืดมืมักมัจะอยู่รยู่วม กันเป็นกลุ่มลุ่ ๆ และในกลุ่มลุ่เหล่านั้นนั้จะแบ่งบ่ออกเป็น 2 ชนิด คือ กลุ่มลุ่ที่เป็นขั้วขั้บวกหรือรืขั้วขั้ เหนือของสนามแม่เม่หล็ก และอีกชนิดคือกลุ่มลุ่ที่เป็นขั้วขั้ลบหรือรืขั้วขั้ใต้ของสนามแม่เม่หล็ก สนามแม่เม่หล็กจะมีคมีวามเข้มข้สูงสูที่สุดสุตรงบริเริวณที่มืดมืที่สุดสุบนจุดมืดมืที่เราเรียรีกว่าว่เงามืดมื (umbra) และสนามแม่เม่หล็กจะอ่อนกว่าว่ที่บริเริวณรอบ ๆ ที่เราเรียรีกว่าว่เงามัวมั (penumbra) 2. แฟคูเคูล (faculae) แฟคูเคูล คือ บริเริวณที่สังสัเกตได้ง่ายที่สุดสุเมื่อมื่อยู่ใยู่กล้ ๆ ขอบของดวงอาทิตย์ บริเริวณนี้ก็เป็น บริเริวณที่มีสมีนามแม่เม่หล็กเข้มข้ข้นข้อยู่เยู่ช่นช่กันแต่ไม่มม่ากเท่าจุดมืดมื ในขณะที่จุดมืดมืทำ ให้ดห้วง อาทิตย์ดูย์มืดูดมืลง แต่แฟคูเคูลทำ ให้ดห้วงอาทิตย์ดูย์สดูว่าว่งขึ้นขึ้ ในช่วช่งวัฏวัจักจัรของจุดมืดมืแฟคูเคูลจะดู สว่าว่งมากและทำ ให้ดห้วงอาทิตย์ใย์นช่วช่งวัฏวัจักจัรกิจกรรมมาก (solar maximum) ดูสดูว่าว่ง มากกว่าว่ดวงอาทิตย์ใย์นช่วช่งวัฏวัจักจัรกิจกรรมน้อย (solar minimum) อยู่ปยู่ระมาณ 0.1%


ดวงอาทิตย์ 09 3. กรานูล (granules) กรานูล คือ บริเริวณที่เป็นเซลล์เล็ก ๆ ขนาดเส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางประมาณ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งซึ่ปกคลุมลุอยู่ทั่ยู่ ทั่วทั่ผิวผิของดวงอาทิตย์นย์อกจากบริเริวณที่เป็นจุดมืดมืกรานูลเป็นส่วส่นบนสุดสุ ของเซลล์การพาซึ่งซึ่แก็สที่ร้อร้นลอยขึ้นขึ้สู่ด้สู่ ด้านบนและเย็นย็ตัวลงและจมลงสู่ด้สู่ ด้านล่าง กรานูล แต่ละอันมีอมีายุประมาณ 20 นาที เมื่อมื่กรานูลอันหนึ่งกำ ลังจมก็จะมีกมีรานูลอันใหม่โม่ผล่ขึ้นขึ้มา แทนที่ ความเร็วร็ของการพาในกรานูลหนึ่งอันมีค่มี ค่าประมาณ 7 กิโลเมตรต่อวินวิาที หรือรื 15,000 ไมล์ต่อชั่วชั่โมง ซึ่งซึ่ความเร็วร็ขนาดนี้มากกว่าว่ความเร็วร็เสียสีงที่ผิวผิดวงอาทิตย์ และ ทำ ให้เห้กิดคลื่นบนผิวผิของดวงอาทิตย์ 4. ซูปเปอร์กร์รานูล (supergranules) ซูปเปอร์กร์รานูลเป็นเซลล์การพาแบบกรานูลแต่มีขมีนาดใหญ่กว่าว่กรานูลมาก ๆ คือมีเมีส้นส้ผ่าผ่น ศูนย์กย์ลางประมาณ 35,000 กิโลเมตร แต่จะมองเห็นห็ ได้ง่ายผ่าผ่นการวัดวัแบบดอปเลอร์ (Doppler shift measurements) คือแสงของสิ่งสิ่ที่เคลื่อนที่เ ข้าข้หาเราจะเป็นสีน้ำสีน้ำเงิน และแสงของสิ่งสิ่ที่เคลื่อนที่ออกจาเราจะเป็นสีแสีดง ซูปเปอร์กร์รานูลปกคลุมลุอยู่ทั่ยู่ ทั่วทั่ผิวผิของดวง อาทิตย์เย์ช่นช่กัน และมีกมีารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซุปเปอร์กร์รานูลแต่ละอันจะอยู่บยู่นผิวผิดวง อาทิตย์ปย์ระมาณ 1-2 วันวัความเร็วร็ของการพาในซูปเปอร์กร์รานูลมีค่มี ค่าประมาณ 0.5 กิโลเมตร ต่อวินวิาที หรือรื 1,000 ไมล์ต่อชั่วชั่โมง การเคลื่อนที่ของของไหลในเซลล์การพาได้พาสนามแม่ เหล็กไปไว้ที่ว้ ที่ขอบของเซลล์ด้วย โครโมสเฟียฟีร์ (Chromosphere) โครโมสเฟียฟีร์เร์ป็นชั้นชั้บรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่อยู่เยู่หนือชั้นชั้ โฟโตสเฟียฟีร์ หนาประมาณ 10,000 กิโลเมตรและมีอุมีอุณหภูมิภูตั้มิ ตั้งตั้แต่ 6000องศาเซลเซียซีสไปจนถึง 20,000 องศาเซลเซียซีส ที่อุณหภูมิภูรมิะดับนี้ไฮโดรเจนจะปล่อยแสงสีแสีดง และเราสามารถเห็นห็จะเห็นห็ โพรมิเมินนซ์ (prominence) ซึ่งซึ่เราจะเห็นห็ ได้เฉพาะตอนเกิดสุริสุยุริยุปราคาเต็มดวง การที่เราเห็นห็ โครโมสเฟียฟีร์เร์ป็นสี เป็นที่มาของชื่อชื่ของชั้นชั้บรรยากาศนี้ นั่นนั่เอง (chromo = color -> color sphere) เมื่อมื่เรามองดวงอาทิตย์ผ่ย์าผ่นฟิลฟิเตอร์ H-alpha เราจะเห็นห็ลักษณะเด่นของชั้นชั้บรรยากาศโครโมสเฟียฟีร์หร์ลายอย่าย่ง เช่นช่เครือรืข่าข่ยสนามแม่เม่หล็กโครโมสเฟียฟีร์ (chromosphreic network of magnetic field elements), พลาจ (plage) รอบ ๆ จุดมืดมื (sunspots), ฟิลฟิาเมนท์ (filaments) ที่อยู่แยู่นวขวาง, โพรมิเมินนซ์ (prominences) เหนือขอบดวงอาทิตย์ และสปิคูลคู (spicules) โครโมสเฟียฟีร์เร์ป็นที่ ๆ เกิดกิจกรรมของดวงอาทิตย์,ย์การเกิดโพรมิเมินนซ์ และ การเกิดฟิลฟิาเมนท์ รวมไปถึงการไหลของสสารใน postflare loops ด้วย เครือรืข่าข่ยสนามแม่เม่หล็กโครโมสเฟียฟีร์ (chromosphreic network of magnetic field elements) เครือรืข่าข่ยสนามแม่เม่หล็กมีลัมี ลักษณะเหมือมืนใยแมงมุม สามารถสังสัเกตได้ง่ายเมื่อมื่มองผ่าผ่นแสงสีแสีดง (ฟิลฟิเตอร์ H-alpha) หรือรือัลตราไวโอเล(ฟิลฟิเตอร์ Ca II K) ซูปเปอร์กร์รานูล ที่พาเอาเส้นส้แรงแม่เม่หล็กไปด้วยระหว่าว่งที่มันมัพาพลาสมา พลาจ (plage) และ ฟิลฟิาเมนท์ (filaments) ฟิลฟิาเมนท์เป็นเส้นส้มืดมืๆ เมื่อมื่มองผ่าผ่นแสงสีแสีดงของไฮโดรเจน (H-alpha) โครโมสเฟียฟีร์ รูป 1 แสดงเครือรืข่าข่ยสนามแม่เม่หล็ก5;โครโมสเฟียฟีร์ รูป 2แสดงพลาจและฟิลฟิาเมนท์ โดยจะเป็นเส้นส้ ขาว ๆ ที่เห็นห็ส่วส่นฟิลฟิาเมนท์จะเป็นเส้นส้ดำ ๆ


ดวงอาทิตย์ 10 โพรมิเมินนซ์ (prominences) โพรมิเมินนซ์เซ์ป็นกลุ่มลุ่เมฆของสสารที่เหนือผิวผิของดวงอาทิตย์ เกิดจากวงของสนามแม่เม่หล็ก ความจริงริแล้วโพรมิเมินนซ์กัซ์ กับฟิลฟิาเมนท์ คือ สิ่งสิ่เดียวกันเพียพีงแต่มองจากคนละมุม คือโพรมิเมินนซ์เซ์ราจะมองเฉียง ๆ คือ มองจากขอบของดวงอาทิตย์ ส่วส่นฟิลฟิาเมนท์ คือ เรามองจาก ด้านบน ทั้งทั้ฟิลฟิาเมนท์และโพรมิเมินนซ์จซ์ะอยู่นิ่ยู่ นิ่ง ๆ ประมาณ หลายวันวัหรือรืหลายสัปสัดาห์ อย่าย่งไรก็ตาม เมื่อมื่วงแม่เม่หล็กของมันมัมีกมีารขยับยัตัว มันมัก็อาจมีกมีารปะทุแทุละพุ่งพุ่ออกมาในเวลาไม่กี่ม่ กี่นาทีหรือรืไม่กี่ม่ กี่ชั่วชั่โมง สปิคูลคูคือ การพุ่งพุ่ของสสารจากผิวผิดวงอาทิตย์ลัย์ ลักษณะคล้ายเจ็ทจ็ซึ่งซึ่มองเห็นห็ผ่าผ่น เครือรืข่าข่ยสนามแม่เม่หล็กโครโมสเฟียฟีร์ ได้ มันมัจะมี ลักษณะเป็นเส้นส้แหลม ๆ เล็ก ๆ ดำ ๆ เมื่อมื่มองผ่าผ่นแสงสีแสีดงของไฮโดรเจน สปิคูลคูจะอยู่แยู่ค่ไม่กี่ม่ กี่นาที และมีคมีวามเร็วร็ของการพุ่งพุ่ ประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตรต่อวินวิาที สปิคูลคู (spicules) รูปแสดงโพรมิเมินนซ์ รูปแสดงสปิคูลคู ชั้นชั้บรรยากาศโครโมสเฟียฟีร์ยัร์งยั ปล่อยไอออนของแคลเซียซีม (CaII) ซึ่งซึ่เป็นแสงสีม่สีวม่งที่มีคมีวามยาวคลื่นประมาณ 393.4 นาโนเมตร ซึ่งซึ่การ ปล่อยไอออนของแคลเซียซีมนี้มีปมีระโยชน์ในการศึกษาชั้นชั้บรรยากาศโครโมสเฟียฟีร์แร์ละวัฏวัจักจัรของกิจกรรมของดาวฤกษ์ที่คล้ายดวงอาทิตย์ โคโรนา (Corona) ชั้นชั้ โคโรนา (Corona) เป็นบรรยากาศชั้นชั้นอกสุดสุของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยอนุภาคพลังงานสูงสูที่แผ่อผ่อกมาจากดวงอาทิตย์ มีคมีวามสว่าว่ง เพียพีง หนึ่งในล้านส่วส่น ของชั้นชั้ โฟโตสเฟียฟีร์ (Photosphere) ซึ่งซึ่เป็นชั้นชั้ที่ดวงอาทิตย์เย์ปล่งแสงสว่าว่งออกมา โคโรนา (X-ray corona and coronal hole) โคโรนาเป็นส่วส่นนอกสุดสุของชั้นชั้บรรยากาศของดวงอาทิตย์ เราสามารถมองเห็นห็ชั้นชั้ โคโรนาได้เฉพาะเมื่อมื่เกิด สุริสุยุริยุปราคาเต็มดวง เท่านั้นนั้ โคโรนาประกอบด้วยส่วส่นหลัก ๆ 2 ส่วส่นคือ โคโรนาชั้นชั้ ใน (inner corona) และโคโนนาชั้นชั้นอก (outer corona) โดยในส่วส่นของโคโรนาชั้นชั้ ใน (inner corona) นั้นนั้หนาประมาณ 75,000 กิโลเมตร อุณหภูมิภูปมิระมาณ 2 ล้านเคลวินวิส่วส่นโคโรนาชั้นชั้นอก (outer corona) นั้นนั้อุณหภูมิภูจมิะต่ำ กว่าว่ โคโรนาชั้นชั้ ใน (inner corona) เล็กน้อย และแผ่ขผ่ยายออกไปในอวกาศหลายล้านกิโลเมตร เรียรีกว่าว่ลมสุริสุยริะ (solar wind) สเปกตรัมรัของโคโรนา ในช่วช่งแรกนักดาราศาสตร์สัร์งสัเกตสเปกตรัมรั ในช่วช่งแสงที่มนุษย์มย์องเห็นห็ซึ่งซึ่พบว่าว่ โคโรนาเปล่งแสงสว่าว่งในช่วช่งความยาวคลื่นที่ไม่ตม่รงกับธาตุ ใดที่มนุษย์รู้ย์รู้จัรู้กจัตอนนั้นนั้นักดาราศาสตร์สัร์นสันิษฐานว่าว่ชั้นชั้บรรยากาศโคโรนาประกอบด้วยธาตุโตุคโรเนียม ต่อมาปริษรินาได้ไขกระจ่าจ่ง เมื่อมื่พบว่าว่ แก๊สที่ชั้นชั้บรรยากาศโคโรนามีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูถึง 1,000,000 องศาเซลเซียซีส ปัจจุบันบันักดาราศาสตร์สร์ามารถทำ สุริสุยุริยุปราคาเทียม เพื่อพื่จะศึกษาการเปล่งแสงของชั้นชั้ โคโรนา เราเรียรีกการถ่ายภาพที่ดวงอาทิตย์ถูย์กถูบังบันี้ว่าว่ “coronagraphs”


ดวงอาทิตย์ 11 โคโรนาในรังรัสีเสีอ็กซ์ โคโรนาดุสดุว่าว่งมากในรังรัสีเสีอ็กซ์ เนื่องจากมันมัมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูมาก ในทางตรงกันข้าข้ม โฟโตสเฟียฟีร์ ปล่อยรังรัสีเสีอ็กซ์อซ์อกมาน้อยมาก เรา สามารถถ่ายภาพโคโรนาในรังรัสีเสีอ็กได้โดยเตรียรีมอุปกรณ์ที่สามารถถ่ายภาพในรังรัสีเสีอ็กซ์ และออกไปเหนือชั้นชั้บรรยากาศของโลก ในปี 1970 Skylab สามารถถ่ายภาพโคโรนาและ โคโรนาโฮลล์ ได้สำ เร็จร็และในช่วช่งสิบสิกว่าว่ที่แล้ว Yohkoh ก็ให้ข้ห้อข้มูลเกี่ยวกับโคโรนา มากมาย ในปัจจุบันบัเรามีดมีาวเทียม SOHO และ TRACE ซึ่งซึ่เก็บข้อข้มูลต่าง ๆ เกี่ยวกับชั้นชั้ โคโรนา แสดงการเปล่งแสงของชั้นชั้ โคโรนา รูปถ่ายโคโรนาในรังรัสีเสีอ็กซ์ ลักษณะเด่นของชั้นชั้ โคโรนา มีทั้มี ทั้งหมด 4 อย่าย่ง คือ 1. Helmet streamers Hemet streamers คือมีลัมี ลักษณะแหลม คล้ายหมวก helmet ซึ่งซึ่อยู่เยู่หนือจุดมืดมื (sunspots) และบริเริวณที่เกิดกิจกรรมของดวง อาทิตย์ (active regions) และมักมัจะพบโพรมิเมินนซ์ (prominence) หรือรืฟิลฟิาเมนท์ (filament) เป็นฐานของโครงสร้าร้งแบบนี้ Helmet streamers เกิดจากวงของสนามแม่เม่หล็กที่เชื่อชื่มกับจุดมืดมื ในบริเริวณเกิดกิจกรรมของดวงอาทิตย์ซึ่ย์ซึ่งซึ่พยุงโพรมิเมินนซ์ที่ซ์ ที่อยู่ เหนือผิวผิของดวงอาทิตย์ สนามแม่เม่หล็กกักอนุภาคที่มีปมีระจุเอาไว้อว้ย่าย่งหนาแน่น ที่จุดยอดของ helmet streamers เกิดจากลมสุริสุยริะ พัดพัที่ออกจากโคโรนา 2. Polar plumes Polar plumes คือ กระแสที่ไหลออกจากขั้วขั้เหนือและขั้วขั้ใต้ของดวงอาทิตย์ มักมัพบว่าว่บริเริวณที่สว่าว่งที่เป็น footpoint ของการไหล นี้มีคมีวามเชื่อชื่มโยงกับสนามแม่เม่หล็กที่ผิวผิของดวงอาทิตย์ด้ย์ ด้วย โครงสร้าร้งเหล่านี้เกี่ยวของกับสนามแม่เม่หล็กแบบเปิด ลักษณะ plumes เกิดจากลมสุริสุยริะที่พัดพัออกจากขั้วขั้ของดวงอาทิตย์ ( ลักษณะเดียวกันกับ Helmet streamers) 3. Coronal loops Coronal holes เป็นบริเริวณที่มืดมืของชั้นชั้ โคโรนา ซึ่งซึ่บริเริวณนั้นนั้จะมีเมีส้นส้สนามแม่เม่หล็กพุ่งพุ่ออกและพุ่งพุ่เข้าข้ลักษณะของเส้นส้สนามแม่ เหล็กที่พุ่งพุ่ออกและพุ่งพุ่เข้าข้นี้เราเรียรีกว่าว่เป็น วงสนามแม่เม่หล็ก (magnetic loops) แต่จะมาบางบริเริวณที่มีเมีส้นส้สนามพุ่งพุ่ออกไปไก ลมากๆ ก่อนที่จะพุ่งพุ่กลับเข้าข้มา เราเรียรีกบริเริวณนั้นนั้ว่าว่ โคโรนาโฮลล์ (coronal holes) Coronal loops พบได้บริเริวณรอบ ๆ จุดมืดมืและบริเริวณกิจกรรมของดวงอาทิตย์ โครงสร้าร้งนี้เกี่ยวข้อข้งกับสนามแม่เม่หล็กแบบปิดใน บริเริวณสนามแม่เม่หล็กที่ผิวผิดวงอาทิตย์ โดยมาก coronal loops จะอยู่ไยู่ด้หลายวันวัหรือรืหลายสัปสัดาห์ แต่โดยมากจะเปลี่ยนแปลงอย่าย่ง รวดเร็วร็บางวงจะเกี่ยวข้อข้งกับการลุกลุจ้าจ้ซึ่งซึ่ทำ ให้มัห้นมัอยู่ไยู่ด้ไม่นม่าน ซึ่งซึ่วงเหล่านี้มักมัมีคมีวามหนาแน่นของสสารมากกว่าว่บริเริวณรอบ ๆ 4. Coronal holes Helmet streamers polar plumes coronal loops coronal holes


ดวงอาทิตย์ 12 ปัจจุบัน บั และอนาคต ตามการศึกษาแบบจำ ลองคอมพิวพิเตอร์ว่ร์าว่ด้วยวัฏวัจักจัรดาวฤกษ์ นักดาราศาสตร์สัร์นสันิษฐานว่าว่ดวงอาทิตย์มีย์อมีายุประมาณ 5,000 ล้านปี ในขณะนี้ดวงอาทิตย์กำย์ กำลังอยู่ใยู่นลำ ดับหลัก ทำ การหลอมไฮโดรเจนให้เห้ป็นฮีเลียม โดยทุกทุ ๆ วินวิาที มวลสารของดวงอาทิตย์ มากกว่าว่ 4 ล้านตันถูกถูเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์ใย์ช้เช้วลาโดยประมาณ 1 หมื่นมื่ล้านปีในการดำ รงอยู่ใยู่นลำ ดับหลัก เมื่อมื่ ไฮโดรเจนซึ่งซึ่เป็นเชื้อชื้เพลิงของดวงอาทิตย์หย์มดลง วาระสุดสุท้ายของดวงอาทิตย์ก็ย์ ก็มาถึง (คือการพ้นพ้ ไปจากลำ ดับหลัก) โดยดวง อาทิตย์จย์ะเริ่มริ่พบกับจุดจบคือการแปรเปลี่ยนไปเป็นดาวยักยัษ์แดงภายใน 4-5 พันพัล้านปี ผิวผินอกของดวงอาทิตย์ขย์ยายตัวออกไป ส่วส่นแกนนั้นนั้ยุบตัวลงและร้อร้นขึ้นขึ้สลับกับเย็นย็ลง มีกมีารหลอมฮีเลียมเป็นคาร์บร์อนและออกซิเซิจนที่อุณหภูมิภูรมิาว 100 ล้านเคลวินวิจาก สถานการณ์ข้าข้งต้นดูเดูหมือมืนว่าว่ดวงอาทิตย์จย์ะกลืนกินโลกให้หห้ลอมลงไปเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จากรายงานวิจัวิยจัฉบับบัหนึ่ง ได้ศึกษาพบ ว่าว่วงโคจรของโลกจะตีตัวออกห่าห่งดวงอาทิตย์เย์พราะมวลของดวงอาทิตย์ไย์ด้สูญสูเสียสี ไป จนแรงดึงดูดดูระหว่าว่งมวลมีค่มี ค่าลดลง แต่ถึง กระนั้นนั้น้ำ ทะเลก็ถูกถูความร้อร้นจากดวงอาทิตย์เย์ผาผลาญจนระเหยสิ้นสิ้ ไปในอวกาศ และบรรยากาศของโลกก็อันตรธานไปจนไม่เม่อื้อ แก่ชีวิชีตวิต่อมาได้มีกมีารค้นพบว่าว่ดวงอาทิตย์นั้ย์ นั้นั้จะสว่าว่งขึ้นขึ้ 10 เปอร์เร์ซนต์ ทุกทุ ๆ 1000 ล้านปี ถึงตอนนั้นนั้ โลกก็ไม่อม่าจจะเอื้อต่อสิ่งสิ่มี ชีวิชีตวิ ไปก่อนแล้ว เวลาของสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิบนโลก จึงจึเหลือแค่ 500 ล้านปีเท่านั้นนั้ แผนภาพชีวิชีตวิดวงอาทิตย์ หลังจากที่ดวงอาทิตย์ไย์ด้ผ่าผ่นสภาพการเป็นดาวยักยัษ์แดงแล้ว อุณหภูมิภูจมิากปฏิกิริยริาการหลอมฮีเลียมที่เพิ่มพิ่สลับกับลงภายในแกน ก็จะเป็นตัวการให้ผิห้วผิดวงอาทิตย์ด้ย์ ด้านนอกผละตัวออกจากแกน เกิดเป็นเนบิวบิลาดาวเคราะห์ แล้วอันตรธานไปในความมืดมืมิดมิของ อวกาศ และเป็นวัสวัดุสำดุสำหรับรัสร้าร้งดาวฤกษ์และระบบสุริสุยริะรุ่นรุ่ถัดไป ส่วส่นแกนที่เหลืออยู่ก็ยู่ ก็จะกลายเป็นดาวแคระขาวที่ร้อร้นจัดจัและมี แสงจางมาก ก่อนจะดับลงกลายเป็นดาวแคระดำ จากทั้งทั้หมดที่กล่าวมานี้คือชีวิชีตวิของดาวฤกษ์ที่มีมมีวลน้อยถึงปานกลาง ดาวแคระขาว (อังกฤษ: White dwarf) หรือรืบางครั้งรั้เรียรีกว่าว่ดาวแคระสถานะเสื่อสื่ม (degenerate dwarf) เป็นวัตวัถุท้ถุท้องฟ้าฟ้ขนาดเล็กที่ส่วส่นใหญ่ประกอบไปด้วยอิเล็กตรอนที่เป็นสสารเสื่อสื่ม เนื่องจากดาวแคระขาวที่มีมมีวลเท่ากับดวงอาทิตย์จย์ะมีปมีริมริาตรใกล้เคียงกับโลก ทำ ให้มัห้นมัมีคมีวามหนาแน่นสูงสูและมีกำมี กำลังส่อส่งสว่าว่งน้อยมาจากความร้อร้นที่สะสมไว้ ดาวแคระขาว ดาวแคระดำ ดาวแคระดำ คือ สมมุติฐานว่าว่เป็นซากดาวซึ่งซึ่เกิดขึ้นขึ้จากการที่ดาวแคระขาวมีพมีลังงานไม่มม่ากพอที่จะปลดปล่อยความร้อร้นหรือรืแสง สว่าว่งอย่าย่งสำ คัญ เนื่องจากเวลาที่ดาวแคระขาวจะมาถึงขั้นขั้นี้ได้จากการคำ นวณพบว่าว่จะต้องใช้เช้วลาไม่ต่ำม่ ต่ำกว่าว่อายุปัจจุบันบัของเอกภพ คือ 13,700 ล้านปี จึงจึไม่พม่บดาวแคระดำ ในเอกภพในขณะนี้ และอุณหภูมิภูขมิองดาวแคระขาวที่ต่ำ สุดสุก็มีข้มีอข้จำ กัดในการสังสัเกตอายุของ เอกภพ อย่าย่งไรก็ตาม การยืดยืตัวของเวลาจากการเย็นย็ตัวลงของดาวแคระอาจทำ ให้เห้กิดดาวแคระดำ ได้ ดาวแคระขาว คือ สิ่งสิ่ที่เหลือ จากดาวฤกษ์ในแถบลำ ดับหลักที่มีมมีวลน้อยหรือรืปานกลาง (ต่ำ กว่าว่ราว 9-10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์)ย์หลังจากมันมั ได้ขับขัหรือรืฟิวฟิชั่นชั่ธาตุ ทั้งทั้หมดเมื่อมื่มันมัมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูพอ[1] ดาวแคระขาวก็เป็นทรงกลมหนาแน่นของสสารเสื่อสื่มอิเล็กตรอนที่เย็นย็ตัวลงอย่าย่งช้าช้ๆ โดยการแผ่ รังรัสีคสีวามร้อร้น และจะกลายมาเป็นดาวแคระดำ ในที่สุดสุ [2][3] หากดาวแคระดำ เกิดขึ้นขึ้จริงริดาวเหล่านี้ก็คงจะยากที่จะค้นหา เนื่องจากตามการจำ กัดความ ดาวแคระดำ มีกมีารปลดปล่อยรังรัสีอสีอกมาน้อยมาก มีทมีฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าว่มันมัอาจถูกถูตรวจพบได้โดยอิทธิพธิลแรงโน้มถ่วง ของมันมั


ดาวพุธ 13 ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่อยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์มย์ากที่สุดสุและเป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่เล็กที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ ใช้เช้วลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 87.969 วันวัดาวพุธมักมั ปรากฏใกล้ หรือรือยู่ภยู่ายใต้แสงจ้าจ้ของดวงอาทิตย์ทำย์ ทำ ให้สัห้งสัเกตเห็นห็ ได้ยากที่สุดสุ ระยะจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุ : 46,001,272 กม. 0.30749951 หน่วยดาราศาสตร์ ดาวพุธ ดาวพุธไม่มีม่ดมีาวบริวริาร ยานอวกาศเพียพีงลำ เดียวที่เคยสำ รวจดาวพุธในระยะใกล้คือยานมาริเรินอร์ 10เมื่อมื่ปี พ.ศ. 2517-2518 (ค.ศ. 1974-1975) และสามารถทำ แผนที่พื้นพื้ผิวผิดาวพุธได้เพียพีง 40-45% เท่านั้นนั้ ดาวพุธมีสมีภาพพื้นพื้ผิวผิขรุขระเนื่องจากการพุ่งพุ่ชนของอุกกาบาต ไม่มีม่ดมีวงจันจัทร์เร์ป็นบริวริารและไม่มีม่แมีรงโน้มถ่วงมากพอที่จะสร้าร้งชั้นชั้ บรรยากาศ ดาวพุธมีแมีก่นดาวเป็นเหล็กขนาดใหญ่ทำ ให้เห้กิดสนามแม่เม่หล็กความเข้มข้ ประมาณ 1 เปอร์เร์ซ็นซ็ต์ของสนามแม่เม่หล็กโลก ล้อมรอบดาวพุธไว้ ชื่อชื่ละตินของดาวพุธ (Mercury) มาจากคำ เต็มว่าว่ Mercurius เทพนำ สารของพระเจ้าจ้สัญสัลักษณ์แทนดาวพุธ คือ ☿ เป็นรูปคทา ของเทพเจ้าจ้เมอคิวรี ก่อนศตวรรษที่ 5 ดาวพุธมีสมีองชื่อชื่คือ เฮอร์เร์มส เมื่อมื่ปรากฏในเวลาหัวหัค่ำ และอพอลโล เมื่อมื่ปรากฏในเวลาเช้าช้ มืดมืเชื่อชื่ว่าว่พีทพีาโกรัสรัเป็นคนแรกที่ระบุว่าว่ทั้งทั้สองเป็นดาวเคราะห์ดห์วงเดียวกัน (Mercury) เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางตามแนวศูนย์สูย์ตสูร : 4,879.4 กม. (0.383×โลก) ภูมิภูลัมิ ลักษณะ : ดาวพุธมีหมีลุมลุอุกกาบาตจำ นวนมากจนดูคดูล้ายดวงจันจัทร์ ภูมิภูลัมิ ลักษณ์ที่เด่นที่สุดสุบนดาวพุธ (เท่าที่สามารถถ่ายภาพได้) คือ แอ่งแคลอริสริ หลุมลุอุกกาบาตที่มีเมีส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางประมาณ 1,350 กิโลเมตร ผิวผิดาวพุธมีผมีาชันชัอยู่ทั่ยู่ ทั่วทั่ ไป ซึ่งซึ่ก่อตัวขึ้นขึ้เมื่อมื่หลายพันพัล้านปีที่แล้ว ขณะที่ ใจกลางดาวพุธเย็นย็ลงพร้อร้มกับหดตัว จนทำ ให้เห้ปลือกดาวของพุธย่นย่ยับยัพื้นพื้ที่ส่วส่นใหญ่ของดาวพุธปกคลุมลุด้วยที่ราบ 2 แบบที่มีอมีายุ ต่างกัน ที่ราบที่มีอมีายุน้อยจะมีหมีลุมลุอุกกาบาตหนาแน่นน้อยกว่าว่เป็นเพราะมีลมีาวาไหลมากลบหลุมลุอุกกาบาตที่เกิดก่อนหน้า ยานอวกาศที่เข้าข้ไปเฉียดใกล้ๆ ดาวพุธและนำ ภาพมาต่อกันจนได้ภาพพื้นพื้ผิวผิดาวพุธเป็นครั้งรั้แรกคือ ยานอวกาศมารีเรีนอร์ 10 ของ สหรัฐรัอเมริกริาเมื่อมื่พ.ศ. 2517 นับว่าว่เป็นยานลำ แรกและลำ เดียวที่ส่งส่ ไปสำ รวจดาวพุธ ยานมารีเรีนอร์ 10 เข้าข้ใกล้ดาวพุธ 3 ครั้งรั้ด้วยกัน คือ เมื่อมื่เดือนมีนมีาคม และ กันยายน พ.ศ. 2517 และเดือนมีนมีาคม พ.ศ.2518 ยานเข้าข้ใกล้ดาวพุธที่สุดสุครั้งรั้แรกเมื่อมื่วันวัที่ 29 มีนมีาคม พ.ศ. 2517 และได้ส่งส่ภาพกลับมา 647 ภาพ ครั้งรั้ที่ 2 เมื่อมื่วันวัที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2517และครั้งรั้ที่ 3 เมื่อมื่วันวัที่ 16 มีนมีาคม พ.ศ. 2518 ขณะนั้นนั้เครื่อรื่งมือมืภายในยานได้เสื่อสื่มสภาพลง ในที่สุดสุก็ติดต่อกับโลกไม่ไม่ด้ตั้งตั้แต่ 24 มีนมีาคม พ.ศ. 2518 ยานมารีเรีนอร์ 10 จึงจึกลาย เป็นขยะอวกาศที่โคจรอยู่รยู่อบดวงอาทิตย์ โดยเข้าข้มาใกล้ดาวพุธครั้งรั้คราวตามจังจัหวะเดิมต่อไป การศึกษาและการสำ รวจ :


ดาวพุธ 14 ลักษณะทางกายภาพ ดาวพุธมีแมีก่นดาวที่ประกอบด้วยเหล็กในสัดสัส่วส่นที่สูงสู (แม้เม้มื่อมื่เปรียรีบเทียบกับโลก) เป็นโลหะประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นซิลิซิ ลิ เกต ความหนาแน่นเฉลี่ยมีค่มี ค่า 5,430 กิโลกรัมรั /ลูกลูบาศก์เมตร ซึ่งซึ่น้อยกว่าว่ความหนาแน่นของโลกอยู่เยู่พียพีงเล็กน้อย. สาเหตุที่ตุที่ดาวพุธมี เหล็กอยู่มยู่ากแต่มีคมีวามหนาแน่นต่ำ กว่าว่ โลก เป็นเพราะโลกมีกมีารอัดตัวจากแรงโน้มถ่วงแน่นกว่าว่ดาวพุธ โดยเฉพาะการอัดตัวบริเริวณ แก่น ทั้งทั้นี้เพราะดาวพุธมีขมีนาดเล็กกว่าว่ (ดาวพุธมีมมีวลเพียพีง 5.5% ของมวลโลก). ด้วยเหตุนี้ตุนี้จึงจึสามารถสันสันิษฐานได้ว่าว่การที่ดาวพุธมี ความหนาแน่นสูงสูทั้งทั้ๆที่มีขมีนาดเล็ก เป็นเพราะว่าว่ดาวพุธมีแมีกนที่ใหญ่และอุดมไปด้วยเหล็ก. แก่นของดาวพุธมีขมีนาดใหญ่ และมีสัมีดสัส่วส่น ของเหล็กอยู่มยู่ากกว่าว่แก่นของดาวเคราะห์ให์หญ่ๆดวงอื่นของระบบสุริสุยริะทั้งทั้หมดโดยปริมริาตรของแก่นที่เป็นเหล็กนี้มีสัมีดสัส่วส่นสูงสูถึง 55% ของปริมริาตรดาวพุธทั้งทั้ดวง (แก่นโลกมีสัมีดสัส่วส่นเพียพีง 17%) ล้อมรอบด้วยเนื้อดาวหนา 600 กิโลเมตร โครงสร้าร้งของดาวพุธ 1. เปลือกดาว - หนา100–200 กม. 2. เนื้อดาว - หนา 600 กม. 3. แก่นดาว - รัศรัมี 1,800 กม. เปลือกดาว เปลือกดาว (อังกฤษ: crust) คือเปลือกแข็งข็ชั้นชั้นอกสุดสุของโครงสร้าร้งดาวเคราะห์หิห์นหิดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แห์คระและดาวบริวริาร ซึ่งซึ่มักมั จะถูกถูสร้าร้งขึ้นขึ้มาจากเนื้อดาวที่อยู่ภยู่ายใต้ตามกระบวนการทางเคมี อย่าย่งไรก็ตามกรณีเปลือกดาวของดาวจันจัทร์น้ำร์น้ำแข็งข็นั้นนั้จะเป็นการก่อ ตัวขึ้นขึ้ ในอีกรูปแบบหนึ่ง เปลือกดาวของโลก, ดาวพุธ, ดาวศุกร์,ร์ดาวอังคาร, ไอโอ, ดวงจันจัทร์แร์ละดาวเคราะห์ดห์วงอื่น ๆ เกิดขึ้นขึ้จากกระบวนการก่อตัวของหินหิอัคนี ต่อมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของพื้นพื้ผิวผิโดยกระบวนการการกร่อร่นและการพุ่งพุ่ชนของอุกกาบาต การปะทุขทุองภูเภูขาไฟและการตกตะกอน ดาวเคราะห์หิห์นหิส่วส่นใหญ่มีเมีปลือกโลกที่ค่อนข้าข้งสม่ำ เสมอ แต่สำ หรับรัโลกนั้นนั้มีเมีปลือกโลก 2 แบบคือเปลือกโลกภาคพื้นพื้ทวีปวีและเปลือก โลกภาคพื้นพื้สมุทรซึ่งซึ่ทั้งทั้สองประเภทนี้มีอมีงค์ประกอบทางเคมีแมีละคุณคุสมบัติบั ติทางกายภาพที่แตกต่างกันนอกจากนั้นนั้ยังยัก่อตัวขึ้นขึ้จาก กระบวนการทางธรณีวิทวิยาที่แตกต่างกันด้วย เปลือกดาวปฐมภูมิภูมิ โดยเริ่มริ่แรงดาวเคราะห์หห์ลังการก่อกำ เนิดนั้นนั้จะปกคลุมลุด้วยมหาสมุทรลาวาทั่วทั่ทั้งทั้ดาว เมื่อมื่ผิวผิดาวที่เป็นมหาสมุทรลาวาเริ่มริ่เย็นย็และ แข็งข็ตัวก็จะกลายเป็นเปลือกดาวปฐมภูมิภูมิดังนั้นนั้เปลือกดาวปฐมภูมิภูคืมิ คือเปลือกดาวดังเดิมของดาวเคราะห์ เปลิอกดาวชนิดนี้น่าจะถูกถู ทำ ลายจากผลกระทบขนาดใหญ่ อย่าย่งการก่อตัวขึ้นขึ้ของเปลือกดาวใหม่แม่ละการพุ่งพุ่ชนอย่าย่งหนักของอุกกาบาตในแต่ละสมัยมั ธรรมชาติของเปลือกดาวปฐมภูมิภูยัมิงยัคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะเราไม่ทม่ราบคุณคุสมบัติบั ติทางเคมี แร่ธร่าตุลัตุลักษณะทางกายภาพ เพราะเป็นการยากมากที่จะศึกษาเนื่องจากไม่มีม่ตัมี ตัวอย่าย่งเปลือกดาวปฐมภูมิภูขมิองโลกหลงเหลืออยู่เยู่ลยการก่อเกิดเปลือกโลกใหม่ทำม่ ทำ ให้ เกิดการทำ ลายหินหิทั้งทั้หมดที่มีอมีายุมากกว่าว่ 4 พันพัล้านปีร่วร่มถึงเปลือโลกปฐมภูมิภูที่มิ ที่เคยมี อย่าย่งไรก้ตามนักธรณีวิทวิยาสามารถศึกษาข้อข้มูลของเปลือกดาวปฐมภูมิภูโมิดยการศึกษาบนดาวเคราะห์หิห์นหิดวงอื่น พื้นพื้ที่ภูเภูขาบนดาว พุธอาจเป็นตัวแทนของเปลือกดาวปฐมภูมิภูแมิม้ว่ม้าว่จะมีกมีารถกเถียงกันอยู่ก็ยู่ ก็ตาม ภูเภูขาหินหิอะนอร์โร์ทไซต์บนดวงจันจัทร์เร์ป็นเปลือกดาว ปฐมภูมิภูซึ่มิซึ่งซึ่ก่อตัวจากแพลจิโจิอเคลสตกผลึกจากมหาสมุทรหินหิหนืดของดวงจันจัทร์แร์ละลอยขึ้นขึ้มาด้านบน แต่ถึงอย่าย่งนั้นนั้รูปแบบของ โลกและดวงจันจัทร์ก็ร์ ก็ไม่เม่หมือมืนกันอยู่ดียู่ ดีเนื่องจากโลกมีน้ำมีน้ำอุกกาบาตจากดางอังคาร เอแอลเอช 84001อาจเป็นตัวอย่าย่งของเปลือก ดาวปฐมภูมิภูขมิองดาวอังคาร แต่เรื่อรื่งนี้ก็ยังยัเป้นป้ที่ถกเถียงกันอยู่เยู่ช่นช่กัน และเหมือมืนกันกับโลกดาวศุกร์มีร์กมีารเปลี่ยนแปลงเปลือก ดาวตลอดเวลา เปลือกดาวทุติทุติยภูมิภูมิ เปลือกดาวทุติทุติยภูมิภูเมิกิดจากการหลอมเหลวบางส่วส่นของวัสวัดุซิดุลิซิ ลิเกตในเนื้อดาวและมักมัจะมีหิมีนหิบะซอลต์เป็นองค์ประกอบ[1] เปลือกโลกประเภทนี้พบมากที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ พื้นพื้ผิวผิส่วส่นใหญ่ของดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคารและบนจันจัทรสมุทรจะเป็น เปลือกโลกประเภททุติทุติยภูมิภูมิ โดยบนโลกของเรานั้นนั้เปลือกโลกทุติทุติยภูมิภูส่มิวส่นใหญ่ก่อตัวที่เทือกเขากลางสมุทรที่ ๆ ซึ่งซึ่มีหิมีนหิหนืดจาก เนื้อโลกซึมซึออกมา เปลือกดาวตติยภูมิภูมิ มีกมีารปรับรั ปรุงทางเคมีมมีากกว่าว่ทั้งทั้เปลือกดาวแบบปฐมภูมิภูแมิละเปลือกดาวแบบทุติทุติยภูมิภูสมิามารถก่อตัวได้หลายวิธีวิ :ธี -กระบวนการเกิดหินหิอัคนี: การหลอมบางส่วส่นของเปลือกโลกทุติทุติยภูมิภูคมิวบคู่ไคู่ปกับการเปลี่ยนสภาพหรือรืการคายน้ำ -การกร่อร่นและการตกตะกอน เป็นตะกรอนที่มาจากปลือดาวแบบปฐมภูมิภูมิเปลือกดาวแบบทุติทุติยภูมิภูแมิละเปลือกดาวแบบตติยภูมิภูมิ โครงสร้าร้ง


ดาวพุธ 15 เนื้อดาว เนื้อดาว (อังกฤษ: mantle) เป็นชั้นชั้ โครงสร้าร้งของดาวที่อยู่รยู่ะหว่าว่งเปลือกดาวกับแก่นดาว ปกติแล้วจะมีลัมี ลักษณะเป็นหินหิหรือรืน้ำ แข็งข็และ เป็นชั้นชั้ที่มีมมีวลมากที่สุดสุในโครงสร้าร้งดาว เนื้อดาวถูกถูแบ่งบ่แยกออกเป็นชั้นชั้จากเปลือกดาวและแก่นดาวตามลำ ดับความหนาแน่น (หนาแน่นมากอยู่ล่ยู่ ล่าง) ดาวเคราะห์คห์ล้ายโลก ดาวเคราะห์น้ห์ น้อยและดาวบริวริารบางดวงจะมีชั้มีนชั้เนื้อดาว เนื้อดาวพุธเป็นชั้นชั้ซิลิซิ ลิเกตหนาประมาณ 490 กิโลเมตร ซึ่งซึ่คิดเป็น 28% ของมวลดาว เนื้อดาวศุกร์เร์ป็นชั้นชั้ซิลิซิ ลิเกตหนาประมาณ 2,800 กิโลเมตร คิดเป็น 70% ของมวลดาว เนื้อดาวอังคารเป็นชั้นชั้ซิลิซิ ลิเกตหนาประมาณ 1,600 กิโลเมตร คิดเป็น 74–88% ของมวลดาว ซึ่งซึ่ดู ได้จากอุตกาบาตจากดาวอังคาร แก่นดาว แก่นดาว (อังกฤษ: planetary core) เป็นแกนกลางของดาวเคราะห์ แก่นดาวอาจจะเป็นของเหลวล้วน ของแข็งข็ล้วน หรือรือาจเป็นแบบ ผสม คือเป็นชั้นชั้ของของเหลวกับของแข็งข็เหมือมืกับในกรณีของโลก ในระบบสุริสุยริะขนาดของแก่นดาวมีตั้มี ตั้งตั้แต่ 20% ของรัศรัมีดมีาว (ดวง จันจัทร์)ร์จนถึง 85% ของรัศรัมีดมีาว (ดาวพุธ) ดาวแก๊สยักยัษ์ก็มีแมีก่นดาวเช่นช่กัน เพียพีงแต่ว่าว่ยังยัเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ยู่าว่แก่นดาวเหล่านี้มีสิ่มีงสิ่ใดเป็นองค์ประกอบ มีกมีารคาดกันว่าว่อาจเป็น หินหิเหล็ก น้ำ แข็งข็หรือรืไฮโดรเจนโลหะ แก่นดาวของดาวแก๊สยักยัษ์มีสัมีดสัส่วส่นที่เล็กกว่าว่สัดสัส่วส่นของแก่นดาวเคราะห์คห์ล้ายโลก ถึงแม้ว่ม้าว่แก่น ดาวเหล่านั้นนั้จะใหญ่กว่าว่ โลกก็ตาม ดาวพฤหัสหับดีมีแมีก่นดาวที่หนักกว่าว่ โลก 10–30 เท่า และดาวเคราะห์นห์อกระบบเอชดี 149026 บีอบีาจมี แก่นดาวขนาดใหญ่เป็น 100 เท่าของมวลโลก การศึกษาแก่นดาวเป็นเรื่อรื่งที่ท้าทายมาก เพราะไม่สม่ามารถที่จะขุดเจาะสำ รวจหรือรืหาตัวอย่าย่งได้เลย ทำ ให้จำห้จำเป็นต้องใช้เช้ทคนิคทางเลือก อื่น ๆ อย่าย่งวิทวิยาแผ่นผ่ดินไหว ฟิสิฟิกสิส์แส์ร่ พลศาสตร์ดร์าวเคราะห์มห์าเชื่อชื่มโยงกันเพื่อพื่ ให้นัห้ นักวิทวิยาศาสตร์ทำร์ ทำความเข้าข้ในเกี่ยวกับแก่นดาว โครงสร้าร้งดาวเคราะห์ชั้ห์นชั้นอก โครงสร้าร้งดาวเคราะห์ชั้ห์นชั้ ใน


ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 57.91 ล้านกิโลเมตร คาบวงโคจร 87.97 วันวั ความรีขรีองวงโคจร 0.206 ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริสุยริวิถีวิ ถี7° แกนเอียง 0° หมุนรอบตัวเองใช้เช้วลา 58.65 วันวั รัศรัมีขมีองดาว 2,440 กิโลเมตร มวล 0.055 ของโลก ความหนาแน่น 0.98 ของโลก แรงโน้มถ่วง 0.38 ของโลก องค์ประกอบของบรรยากาศที่เบาบางมาก อุณหภูมิภูมิ-180°C ถึง 430°C ไม่มีม่ดมีวงจันจัทร์ ไม่มีม่วมีงแหวน ดาวพุธ 16 ดาวพุธมีชั้มีนชั้บรรยากาศเบาบางและมีสมีเถียรภาพต่ำ อันเกิดจากการที่ดาวพุธมีขมีนาดเล็กจนไม่มีม่แมีรงดึงดูดดูเพียพีงพอในการกักเก็บ อะตอมของก๊าซเอาไว้ ชั้นชั้บรรยากาศของดาวพุธประกอบไปด้วยไฮโดรเจน, ฮีเลียม, ออกซิเซิจน, โซเดียม, แคลเซียซีม, โพแทสเซียซีม และ น้ำ มีคมีวามดันบรรยากาศประมาณ 10-14 บาร์ บรรยากาศของดาวพุธมีกมีารสูญสูเสียสีและถูกถูทดแทนอยู่ตยู่ลอดเวลาโดยมีแมีหล่งที่มาหลายแหล่ง ไฮโดรเจนและฮีเลียมอาจจะมาจากลม สุริสุยริะ พวกมันมัแพร่เร่ข้าข้มาผ่าผ่นสนามแม่เม่หล็กของดาวพุธก่อนจะหลุดลุออกจากบรรยากาศในที่สุดสุการสลายตัวของสารกัมมันมัตรังรัสี จากแก่นดาวก็อาจจะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ช่วช่ยเติมฮีเลียม โซเดียม และโพแทสเซียซีมให้กัห้ กับบรรยากาศดาวพุธ ไม่เม่คยถูกถูแสงอาทิตย์โย์ดยตรงเลย การสำ รวจได้เผยให้เห้ห็นห็ถึงแถบสะท้อนเรดาร์ขร์นาดใหญ่อยู่บยู่ริเริวณขั้วขั้ของดาว ซึ่งซึ่น้ำ แข็งข็เป็นหนึ่ง ในสารไม่กี่ม่ กี่ชนิดที่สามารถสะท้อนเรดาร์ไร์ด้ดีเช่นช่นี้ บริเริวณที่มีน้ำมีน้ำแข็งข็นั้นนั้เชื่อชื่กันว่าว่อยุ่ลึยุ่ ลึกลงไปใต้พื้นพื้ผิวผิเพียพีงไม่กี่ม่ กี่เมตร และมีน้ำมีน้ำแข็งข็ ประมาณ 1014 - 1015 กิโลกรัมรัเปรียรีบเทียบกับน้ำ แข็งข็ที่แอนตาร์กร์ติกาของโลกเราที่มีน้ำมีน้ำแข็งข็อยู่ 4 x 10 18กิโลกรัมรัที่มาของน้ำ แข็งข็บนดาวพุธยังยัไม่แม่น่ชัดชัแต่เชื่อชื่กันว่าว่อาจจะมีที่มี ที่มา จากดาวหางที่พุ่งพุ่ชนดาวพุธเมื่อมื่หลายล้านปีก่อน หรือรือาจจะมาจากภายในของดาวพุธเอง บรรยากาศ ข้อข้มูลเพิ่มพิ่เติม ดาวพุธมีรมีะดับความเยื้อยื้งศูนย์กย์ลางของวงโคจรมากที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ โดยมีค่มี ค่าความเยื้อยื้งศูนย์กย์ลางอยู่ที่ยู่ ที่ 0.21 และอาจมีรมีะยะห่าห่งจาก ดวงอาทิตย์ไย์ด้ระหว่าว่ง 46 ล้าน ถึง 70 ล้าน กิโลเมตร. ดาวพุธเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์เย์ร็วร็ที่สุดสุโดยใช้เช้วลาเพียพีง 87.969 วันวั ในการโคจร รอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ. ดาวพุธหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียว กับการเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ คือ จากทิศตะวันวัตกไป ทิศตะวันวัออก หมุนรอบตัวเองรอบละ 58.6461 วันวัเมื่อมื่พิจพิารณาจากคาบของการหมุนรอบตัวเอง และการคาบการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ จะพบว่าว่ ระยะเวลากลางวันวัถึงกลางคืนบนดาวพุธยาวนานถึง 176 วันวัซึ่งซึ่ยาวนานที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ การเคลื่อนที่ วงจรโคจรของดาวพุธ


การที่ดาวศุกร์มีร์คมีวามสว่าว่งมากนี้เอง ทำ ให้มห้นุษย์มีย์คมีวามสนใจใคร่รู้ร่รู้แรู้ละจดบันบัทึกการโคจร นับแต่สองพันพั ปีก่อนคริสริตกาล ครั้นรั้ พัฒพันาการสำ รวจอวกาศได้รุดหน้า มนุษย์ไย์ด้สนใจใคร่รู้ร่รู้แรู้ละสำ รวจดาวศุกร์เร์ป็นดาวแรกเมื่อมื่ปี พ.ศ. 2505 โดยยานมารีเรีนอร์ 2 แปด ปีต่อมายานเวเนรา 7ก็ลงจอดยังยัผิวผิดาวศุกร์ ถึงกระนั้นนั้เนื่องจากดาวศุกร์มีร์เมีมฆหนาทึบ การสำ รวจพื้นพื้ผิวผิในรายละเอียดก็ไม่ สามารถกระทำ ได้ดีนัก จนกระทั่งทั่มียมีานมาเจลลัน สำ รวจดาวศุกร์เร์มื่อมื่พ.ศ. 2534 ในปัจจุบันบัมีคมีวามพยายามศึกษาความเป็นไปได้ ของชีวิชีตวิบนดาวศุกร์ ซึ่งซึ่ยังยัเป็นหัวหัข้อข้วิจัวิยจัที่มีกมีารถกเถียงกันอย่าย่งมากอยู่ ชื่อชื่ของดาวศุกร์ใร์นภาษาอังกฤษ มีที่มี ที่มาจากเทพีแพีห่งห่ความรักรัในเทพปกรณัมโรมันมัส่วส่นในภาษาไทย มาจากเทพพระศุกร์ หรือรืศุกระ ผู้ เป็นครูของมารและเป็นเทพแห่งห่ความงาม สัญสัลักษณ์ของดาวศุกร์ใร์นทางโหราศาสตร์แร์ละดาราศาสตร์สร์ากล คืออันเป็นสัญสัลักษณ์ แทนเพศหญิง ส่วส่นในโหราศาสตร์ไร์ทย ใช้ ๖ (เลขหกไทย) ดาวศุกร์ 17 ดาวศุกร์ (Venus) ดาวศุกร์ (อังกฤษ: Venus) เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ป็นลำ ดับที่ 2 เมื่อมื่มองจากโลกในตอนกลางคืน ดาวศุกร์เร์ป็น วัตวัถุท้ถุท้องฟ้าฟ้ซึ่งซึ่สว่าว่งรองลงมาจากดวงจันจัทร์ ดาวศุกร์มีร์วมีงโคจรอยู่ภยู่ายในวงโคจรของโลก ทำ ให้เห้มื่อมื่สังสัเกตแล้วจะไม่ปม่รากฏว่าว่ห่าห่ง จากดวงอาทิตย์มย์ากนัก กล่าวคือ จะเห็นห็ ในตอนหัวหัค่ำ ทางทิศตะวันวัตก เรียรีกว่าว่ "ดาวประจำ เมือมืง" หรือรืเห็นห็ ในตอนเช้าช้มืดมืทางทิศ ตะวันวัออก เรียรีกว่าว่ "ดาวประกายพรึกรึ " หรือรื "ดาวรุ่งรุ่ " ดาวศุกร์โร์คจรรอบดวงอาทิตย์ช้ย์าช้มากและหมุนรอบตัวเองช้าช้เช่นช่กัน โดยโคจรรอบดวงอาทิตย์หย์นึ่งรอบใช้เช้วลา 224.7 วันวัของโลก และหมุนรอบตัวเองครบบริบูริบูรณ์โดยใช้เช้วลา 243 วันวัของโลก แต่มีคมีวามยาววันวัสุริสุยริคติ 117 วันวัของโลก ด้วยเหตุนี้ตุนี้ดาวศุกร์จึร์งจึจัดจั เป็นดาวที่หมุนรอบตัวเองช้าช้ที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ นอกจากนี้ ดวงอาทิตย์บย์นดาวศุกร์จร์ะขึ้นขึ้ทางทิศตรงกันข้าข้มกับโลก คือ ขึ้นขึ้ทางทิศ ตะวันวัตกและตกทางทิศตะวันวัออก ดาวศุกร์ไร์ม่มีม่บมีริวริารธรรมชาติเช่นช่เดียวกับดาวพุธ ดาวศุกร์เร์ป็นดาวเคราะห์หิห์นหิและมักมักล่าวว่าว่เป็นดาวน้องสาวของโลก ด้วยเหตุที่ตุที่มีขมีนาดใกล้กัน มวลเกือบเท่ากัน อยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์ เหมือมืนกัน และมีส่มีวส่นประกอบเป็นหินหิเหมือมืนกัน อย่าย่งไรก็ตามนั้นนั้ดาวศุกร์มีร์ลัมี ลักษณะต่างจากโลกอย่าย่งสุดสุขั้วขั้ในหลายด้าน อาทิ มี ความหนาแน่นบรรยากาศสูงสูสุดสุในบรรดาดาวเคราะห์หิห์นหิทั้งทั้สี่ดสี่วง ความดันบรรยากาศบนดาวศุกร์มีร์ค่มี ค่าประมาณ 92 เท่าของความ ดันบรรยากาศโลกที่ระดับน้ำ ทะเลปานกลาง ในบรรยากาศนั้นนั้ก็ประกอบไปด้วยแก๊สคาร์บร์อนไดออกไซด์ 96% อุณหภูมิภูเมิฉลี่ยบนดาว ศุกร์มีร์ค่มี ค่า 737 K (464 °C; 867 °F) ซึ่งซึ่สูงสูกว่าว่ดาวพุธซึ่งซึ่อยู่ใยู่กล้ดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์มีร์เมีมฆซึ่งซึ่ประกอบด้วยกรดซัลซั ฟิวฟิริกริสะท้อน แสงได้ดีมาก จนไม่เม่ห็นห็พื้นพื้ผิวผิในย่าย่นแสงที่มองเห็นห็ ในอดีตเชื่อชื่ว่าว่ดาวศุกร์เร์คยมีมมีหาสมุทร แต่ต่อมามหาสมุทรระเหยเหือหืดแห้งห้ ไป อันเนื่องจาก ปรากฏการณ์เรือรืนกระจกแบบควบคุมคุไม่ไม่ด้ (runaway greenhouse effect) น้ำ ที่ระเหยไปนั้นนั้เชื่อชื่ว่าว่อาจถูกถูสลาย ด้วยแสง และไฮโดรเจนจากน้ำ ก็ถูกถูนำ ออกไปในบรรยากาศโดยลมสุริสุยริะ[10] ลักษณะทางกายภาพ ดาวศุกร์เร์ป็นดาวเคราะห์หิห์นหิ ในจำ นวนทั้งทั้หมด 4 ดวงในระบบสุริสุยริะ ซึ่งซึ่หมายความว่าว่ส่วส่นประกอบอันประกอบขึ้นขึ้เป็นดาวศุกร์นั้ร์ นั้นั้เป็น หินหิเช่นช่เดียวกับโลก ยิ่งยิ่กว่าว่นั้นนั้ดาวศุกร์มีร์ขมีนาดและมวลเท่ากับโลก จึงจึถูกถูขนานนามว่าว่เป็น น้องสาว หรือรื ฝาแฝด ของโลก เส้นส้ผ่าผ่น ศูนย์กย์ลางของดาวศุกร์คืร์ คือ 12,103.6 km (7,520.8 mi) ซึ่งซึ่เล็กกว่าว่ โลกไป 638.4 km (396.7 mi) นอกจากนี้ยังยัมีมมีวล 81.5% ของมวลโลก อย่าย่งไรก็ตามนั้นนั้สภาวะบรรยากาศบนดาวศุกร์ต่ร์ ต่างจากบนโลกอย่าย่งมาก บรรยากาศของดาวศุกร์ปร์ระกอบด้วยแก๊ส คาร์บร์อนไดออกไซด์ 96.5% มีไมีนโตรเจนเพียพีง 3.5% ความดันบรรยากาศและอุณหภูมิภูที่มิ ที่ผิวผิดาวศุกร์มีร์ค่มี ค่า 9.3 เมกะปาสกาล (93 บาร์)ร์และ 737 K (464 °C; 867 °F) ตามลำ ดับ ซึ่งซึ่อยู่สูยู่งสูกว่าว่จุดวิกวิฤตทางอุณหพลศาสตร์ เป็นเหตุใตุห้บห้รรยากาศของดาวศุกร์มีร์ มี ลักษณะเป็นของไหล ขนาดของดาวศุกร์เร์มื่อมื่เทียบกับโลก ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 108.21 ล้านกิโลเมตร


ดาวศุกร์ 18 ลักษณะทางกายภาพ คำ อธิบธิายภาพ ดาวศุกร์ (Venus) อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ป็นลำ ดับที่ 2 เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีขมีนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ไม่มีม่ดมีวงจันจัทร์บร์ริวริาร ดาว ศุกร์มีร์ลัมี ลักษณะที่คล้ายคลึงกับโลก จนได้ชื่อชื่ว่าว่เป็นดาวเคราะห์ฝห์าแฝดกับโลกของเรา โครงสร้าร้งภายในของดาวศุกร์ ประกอบด้วย แกนกลางที่เป็นเหล็กมีรัมีศรัมีปมีระมาณ 3,000 กิโลเมตร ห่อห่หุ้มหุ้ด้วยชั้นชั้แมนเทิลที่มีคมีวามหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร และเปลือก แข็งข็ที่ประกอบด้วยหินหิซิลิซิ ลิเกต ยานอวกาศลำ แรกที่เดินทางไปดาวศุกร์คืร์ คือ มาริเรินอร์ 2 ในปี พ.ศ.2505 หลังจากนั้นนั้ก็มีอีมี อีกหลายลำ จนกระทั่งทั่ ในปี พ.ศ. 2532 ยานอวกาศแมกเจลแลนได้ใช้เช้รดาร์ใร์นการสำ รวจผ่าผ่นชั้นชั้บรรยากาศที่หนาแน่นของดาวศุกร์เร์พื่อพื่ทำ แผนที่พื้นพื้ผิวผิของดาว การ สำ รวจโดยใช้สัช้ญสัญาณเรดาร์ทำร์ ทำ ให้ทห้ราบระดับสูงสูของพื้นพื้ผิวผิดาวศุกร์ และพบว่าว่พื้นพื้ผิวผิดาวศุกร์ปร์กคลุมลุไปด้วยภูเภูขาไฟใหญ่และที่ราบ ที่เกิดจากการระเบิดบิของภูเภูขาไฟหลายแห่งห่นอกจากนี้ยังยัพบว่าว่พื้นพื้ผิวผิดาวศุกร์ไร์ม่มีม่หมีลุมลุอุกกาบาตขนาดเล็ก เนื่องจากว่าว่อุกกาบาต จะถูกถูเผาไหม้ไม้ปจนหมดในระหว่าว่งที่ตกเข้าข้สู่ชั้สู่ นชั้บรรยากาศที่หนาแน่นของดาวศุกร์ 1. ภาพถ่ายอินฟราเรดของดาวศุกร์ โดยยานไอโอเนียร์ 10 เมื่อมื่ปี พ.ศ.2522 2. ภาพจากเรดาร์ทำร์ ทำ ให้เห้ห็นห็ระดับสูงสูของพื้นพื้ผิวผิที่แตกต่างกัน 3. หลุมลุที่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งพุ่ชน 4. ภูเภูขาไฟ Maat Mons 5. ซ้าซ้ยมือมืเป็นภาพเมฆชั้นชั้บนในช่วช่งรังรัสี UV, ขวามือมืเป็นภาพเมฆชั้นชั้ล่างในช่วช่งรังรัสีอิสี อินฟราเรด 6. ดาวศุกร์เร์คลื่อนที่ผ่าผ่นหน้าดวงอาทิตย์ คาบวงโคจร 224.70 วันวั ความรีขรีองวงโคจร 0.0068 ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริสุยริวิถีวิ ถี3.39° แกนเอียง 177.3° หมุนรอบตัวเองใช้เช้วลา 243.02 วันวั (หมุนย้อย้นทางกับดาวเคราะห์ดห์วงอื่น) รัศรัมีขมีองดาว 6,052 กิโลเมตร มวล 0.815 ของโลก ความหนาแน่น 0.95 ของโลก แรงโน้มถ่วง 0.91 ของโลก องค์ประกอบหลักของบรรยากาศ คาร์บร์อนไดออกไซด์ อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิ 470°C ไม่มีม่ดมีวงจันจัทร์ ไม่มีม่วมีงแหวน ข้อข้มูลเพิ่มพิ่เติม โครงสร้าร้ง


ดาวศุกร์ 19 บรรยากาศและภูมิ ภู อมิากาศ ความดันบรรยากาศที่พื้นพื้ผิวผิ : 9,321.9 กิโลปาสกาล ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดาวศุกร์มีร์บมีรรยากาศหนาแน่นมากถึงขั้นขั้ที่ว่าว่สสารในบรรยากาศเป็นของไหลวิกวิฤตยวดยิ่งยิ่คือถูกถูอัด อย่าย่งมากแต่ไม่ถึม่ ถึงกับเป็นของแข็งข็มวลของบรรยากาศของดาวศุกร์มีร์ค่มี ค่า 92 เท่าของโลก ส่วส่นความดันบรรยากาศบนดาว ศุกร์พื้ร์พื้นพื้ผิวผิมีค่มี ค่า 93 เท่าของโลก ซึ่งซึ่เทียบได้กับความดันในมหาสมุทรลึก 1 km (5⁄8 mi) บนโลก ความหนาแน่นบนพื้นพื้ผิวผิ ดาวศุกร์มีร์ค่มี ค่า 65 kg/m3 คือประมาณ 6.5% ของน้ำ หรือรื 50 เท่าของความดันบรรยากาศโลกที่ระดับน้ำ ทะเลปานกลาง อุณหภูมิภูมิ 20 องศาเซลเซียซีส (293 เคลวินวิ ; 20 องศาเซลเซียซีส; 68 องศาฟาเรนไฮต์) ด้วยเหตุที่ตุที่ดาวศุกร์มีร์ มี คาร์บร์อนไดออกไซด์มาก ก็ทำ ให้เห้กิดปรากฏการณ์เรือรืนกระจกรุนแรงที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ อุณหภูมิภูบมินดาวศุกร์สูร์งสูอย่าย่งน้อย 462 องศาเซลเซียซีส (735 เคลวินวิ ; 462 องศาเซลเซียซีส; 864 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งซึ่สูงสูกว่าว่อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิของดาวพุธ อนึ่ง ดาวพุธได้ฉายาว่าว่เตาไฟแช่แช่ข็งข็ด้วยเหตุที่ตุที่อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิต่ำ สุดสุมีค่มี ค่า −220 องศาเซลเซียซีส (53 เคลวินวิ ; −220 องศา เซลเซียซีส; −364 องศาฟาเรนไฮต์) และอุณหภูมิภูสูมิงสูสุดสุมีค่มี ค่า 427 องศาเซลเซียซีส (700 เคลวินวิ ; 427 องศาเซลเซียซีส; 801 องศาฟาเรนไฮต์) ดาวศุกร์มีร์รมีะยะห่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์กือบสองเท่าของระยะห่าห่งระหว่าว่งดาวพุธกับดวงอาทิตย์ เป็นเหตุใตุห้ ดาวศุกร์ไร์ด้รับรัพลังงานจากการแผ่รัผ่งรัสีขสีองดวงอาทิตย์ปย์ระมาณ 25% แต่กลับมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูมากก็ด้วยภาวะเรือรืนกระจก แก๊สในบรรยากาศกักความร้อร้นมิใมิห้อห้อกจากบรรยากาศ ตารางต่อไปนี้แสดงอุณหภูมิภูที่มิ ที่ภาวะต่าง ๆ ของดาวศุกร์ บรรยากาศของดาวศุกร์อุร์อุดมไปด้วยแก๊สเฉื่อยเช่นช่เดียวกับบนโลก ซึ่งซึ่แสดงให้เห้ห็นห็ถึงพัฒพันาการของดาวศุกร์ซึ่ร์ซึ่งซึ่ก่อกำ เนิด แบบเดียวกับโลก ในระยะแรกนักดาราศาสตร์เร์ชื่อชื่ว่าว่มีน้ำมีน้ำ ในบรรยากาศดาวศุกร์แร์บบเดียวกับโลก ต่อมาเมื่อมื่ดาวศุกร์ไร์ด้รับรั พลังงานจากดวงอาทิตย์ ตลอดจนถึงเกิดภาวะเรือรืนกระจก ก็ทำ ให้น้ำห้ น้ำ ในบรรยากาศดาวศุกร์อัร์ อันตรธานหายไป แม้ว่ม้าว่ อุณหภูมิภูบมินดาวศุกร์จร์ะไม่เม่อื้ออำ นวยให้เห้กิดสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิแต่นักวิทวิยาศาสตร์ก็ร์ ก็เชื่อชื่ว่าว่เมฆชั้นชั้บนที่ความสูงสู 50 km (30 mi) จากพื้นพื้ผิวผิซึ่งซึ่มีอุมีอุณหภูมิภูมิ30 และ 80 องศาเซลเซียซีส (303 และ 353 เคลวินวิ ; 30 และ 80 องศาเซลเซียซีส; 86 และ 176 องศาฟาเรนไฮต์)* ก็อาจจะมีสิ่มีงสิ่มีชีมีวิชีตวิที่ทนต่อกรดรุนแรงได้บ้าบ้งอาศัยอยู่ บนดาวศุกร์ เหนือชั้นชั้คาร์บร์อนไดออกไซด์เป็นเมฆหนาซึ่งซึ่อุดมไปด้วยกรดซัลซั ฟิวฟิริกริผสมกับน้ำ และมีเมีฟอร์ริร์กริคลอไรด์ ประมาณ 1% นอกจากนี้อาจมีเมีฟอร์ริร์กริซัลซัเฟต อะลูมิลูเมินียมคลอไรด์ และ ฟอสฟอริกริแอนไฮไดรด์ เมฆของดาวศุกร์ที่ร์ ที่ระดับ ความสูงสูต่างกันมีส่มีวส่นประกอบต่างกัน และมีกมีารจำ แนกขนาดอนุภาคไม่เม่หมือมืนกัน เมฆเหล่านี้สะท้อนและกระเจิงจิแสงจาก ดวงอาทิตย์ปย์ระมาณ 90% ออกไป ทำ ให้ไห้ม่สม่ามารถมองเห็นห็ผิวผิของดาวศุกร์ และทำ ให้พื้ห้ พื้นพื้ผิวผิดาวศุกร์มืร์ดมืมัวมักว่าว่พื้นพื้ผิวผิโลก เหนือเมฆของดาวศุกร์มีร์ลมีมพัดพัด้วยอัตราเร็วร็ประมาณ 300 km/h (190 mph) ไปรอบดาวศุกร์โร์ดยใช้เช้วลา 4-5 วันวัของ โลก บนดาวศุกร์อัร์ อัตราเร็วร็ลมมีค่มี ค่าได้ถึง 60 เท่าของอัตราเร็วร็การหมุน แต่บนโลกลมที่แรงที่สุดสุมีอัมี อัตราประมาณ 10-20% ของอัตราเร็วร็การหมุนของโลก อุณหภูมิภูดมิาวศุกร์ สภาวะ อุณหภูมิภูมิ อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิสูงสูสุดสุ อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิเฉลี่ย อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิต่ำ สุดสุ 900°F (482°C) 847°F (453°C) 820°F (438°C)


โลก 20 โลก โลก (อังกฤษ: Earth) เป็นดาวเคราะห์ลำห์ ลำดับที่สามจากดวงอาทิตย์ และเป็นวัตวัถุทถุาง ดาราศาสตร์เร์พียพีงหนึ่งเดียวที่ทราบว่าว่มีสิ่มีงสิ่มีชีมีวิชีตวิจากการวัดวัอายุด้วยกัมมันมัตรังรัสีแสีละ แหล่งหลักฐานอื่นได้ความว่าว่ โลกกำ เนิดเมื่อมื่ประมาณ 4,500 ล้านปีก่อนโลกมีอัมี อันตรกิริยริะ เชิงชิโน้มถ่วงกับวัตวัถุอื่ถุอื่นในอวกาศโดยเฉพาะดวงอาทิตย์แย์ละดวงจันจัทร์ ซึ่งซึ่เป็นดาวบริวริาร ถาวรหนึ่งเดียวของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใย์ช้เช้วลา 365.2425 วันวัเรียรีกว่าว่ ปี ซึ่งซึ่ ระหว่าว่งนั้นนั้ โลกโคจรรอบแกนตัวเองประมาณ 366.2425 รอบ (Earth) แกนหมุนของโลกเอียงทำ ให้เห้กิดฤดูกดูาลต่าง ๆ บนผิวผิโลก[27] อันตรกิริยริาความโน้มถ่วง ระหว่าว่งโลกกับดวงจันจัทร์ก่ร์ ก่อให้เห้กิดน้ำ ขึ้นขึ้ลงมหาสมุทร ทำ ให้กห้ารหมุนบนแกนของโลกมี เสถียรภาพ และค่อย ๆ ชะลอการหมุนของโลก[28] โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีคมีวามหนาแน่น สูงสูสุดสุในระบบสุริสุยริะและใหญ่สุดสุในดาวเคราะห์คห์ล้ายโลก 4 ดวง ธรณีภาคของโลกแบ่งบ่ออกได้เป็นหลาย ๆ ส่วส่น เรียรีกว่าว่แผ่นผ่ธรณีภาค ซึ่งซึ่ย้าย้ยที่ตัดผ่าผ่นพื้นพื้ ผิวผิตลอดเวลาหลายล้านปี ร้อร้ยละ 71 ของพื้นพื้ผิวผิโลกปกคลุมลุด้วยน้ำ ซึ่งซึ่ส่วส่นใหญ่เป็น มหาสมุทร[29] อีกร้อร้ยละ 29 ที่เหลือเป็นแผ่นผ่ดินประกอบด้วยทวีปวีและเกาะซึ่งซึ่มีทมีะเลสาบ แม่น้ำม่ น้ำและแหล่งน้ำ อื่นจำ นวนมากกอปรเป็นอุทกภาคบริเริวณขั้วขั้โลกทั้งทั้สองปกคลุมลุด้วยน้ำ แข็งข็เป็นส่วส่นใหญ่ ได้แก่แผ่นผ่น้ำ แข็งข็แอนตาร์กร์ติก และน้ำ แข็งข็ทะเลของแพน้ำ แข็งข็ขั้วขั้โลก บริเริวณภายในของโลกยังยัคงมีคมีวามเคลื่อนไหวโดยมีแมีก่นชั้นชั้ ในซึ่งซึ่เป็นเหล็กในสถานะ ของแข็งข็มีแมีก่นเหลวชั้นชั้นอกซึ่งซึ่กำ เนิดสนามแม่เม่หล็ก และชั้นชั้แมนเทิลพาความร้อร้นที่ขับขั เคลื่อนการแปรสัณสัฐานแผ่นผ่ธรณีภาค ภายในพันพัล้านปีแรกสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิ ปรากฏขึ้นขึ้ ในมหาสมุทรและเริ่มริ่ส่งส่ผลกระทบต่อชั้นชั้ บรรยากาศและผิวผิดาว เกื้อหนุนให้เห้กิดการแพร่ขร่ยายของสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิที่ใช้อช้อกซิเซิจนเช่นช่เดียว กับสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิที่ไม่ใม่ช้อช้อกซิเซิจน หลักฐานธรณีวิทวิยาบางส่วส่นชี้ว่ชี้าว่ชีวิชีตวิอาจกำ เนิดขึ้นขึ้เร็วร็สุดสุ 4.1 พันพัล้านปีก่อน นับแต่นั้นนั้ตำ แหน่งของโลกในระบบสุริสุยริะ คุณคุสมบัติบั ติทางกายภาพของโลก และประวัติวั ติศาสตร์ธร์รณีวิทวิยาของโลกประกอบกันทำ ให้สิ่ห้งสิ่มีชีมีวิชีตวิวิวัวิฒวันาการและแพร่พัร่นพัธุ์ไธุ์ด้ ในประวัติวั ติศาสตร์ขร์องโลก ความหลากหลายทางชีวชีภาพผ่าผ่นระยะการขยายยาวนาน แต่ถูกถู ขัดขัจังจัหวะบางครั้งรั้ด้วยการสูญสูพันพัธุ์คธุ์รั้งรั้ใหญ่ กว่าว่ร้อร้ยละ 99 ของสปีชีส์ชีทั้ส์ ทั้งทั้หมดที่เคยอยู่ อาศัยบนโลกนั้นนั้สูญสูพันพัธุ์ไธุ์ปแล้วประมาณการจำ นวนสปีชีส์ชีบส์นโลกปัจจุบันบัมีหมีลากหลาย และ สปีชีส์ชีส่ส์วส่นใหญ่ยังยัไม่มีม่ผู้มีอผู้ ธิบธิายมนุษย์กย์ว่าว่ 7.6 พันพัล้านคนอาศัยอยู่บยู่นโลกและอาศัยชีวชี มณฑลและทรัพรัยากรธรรมชาติของโลกเพื่อพื่การอยู่รยู่อด มนุษย์พัย์ฒพันาสังสัคมและวัฒวันธรรม หลากหลาย ในทางการเมือมืง โลกมีรัมีฐรัเอกราชกว่าว่ 200 รัฐรั เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลาง 12,756 กิโลเมตร มวล 5.98 x (10 ยกกำ ลัง 24 ) กิโลกรัมรั ความหนาแน่นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัมรั /ลูกลูบาศก์เมตร คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.26 วันวั คาบการหมุนรอบตัวเอง 23.93 ชั่วชั่โมง ระยะห่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ฉลี่ย 150 ล้านกิโลเมตร ความเอียงของแกนโลกจากแนวตั้งตั้ฉาก 23.5 องศา ความเร็วร็เฉลี่ยในการเคลื่อนที่ 29.78 กิโลเมตร/วินวิาที อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิเฉลี่ย 15 องศา องค์ประกอบของบรรยากาศ ไนโตรเจน 77% ออกซิเซิจน 21% คาร์บร์อนไดออกไซด์ อาร์กร์อน ไอน้ำ และอื่นๆ 2% ห่าห่งจากดวงอาทิตย์ปย์ระมาณ 149,597,870,691±30 เมตร (ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือรื 93 ล้านไมล์)


โลก 21 การกำ เนิดนิ วัตวัถุแถุรกเริ่มริ่ที่สุดสุที่พบในระบบสุริสุยริะมีอมีายุย้อย้นหลังไปถึง 4.5672±0.0006 พันพั ล้านปีก่อน โลกยุคแรกเริ่มริ่ถือกำ เนิดขึ้นขึ้เมื่อมื่ 4.54±0.04 พันพัล้านปีก่อน มีกมีารก่อ กำ เนิดและวิวัวิฒวันาการของวัตวัถุต่ถุต่าง ๆ ในระบบสุริสุยริะร่วร่มกับดวงอาทิตย์ ตาม ทฤษฎีแล้วเนบิวบิลาสุริสุยริะแยกส่วส่นอาณาบริเริวณหนึ่งออกจากเมฆโมเลกุลกุโดยการ ยุบตัวจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งซึ่เริ่มริ่หมุนและแบนลงเป็นจานรอบดาวฤกษ์ จากนั้นนั้ดาว เคราะห์ต่ห์ ต่าง ๆ เกิดขึ้นขึ้จากจานนั้นนั้พร้อร้มกับดวงอาทิตย์ ในเนบิวบิลาประกอบด้วย ก๊าซ เม็ดม็น้ำ แข็งข็และฝุ่น (รวมทั้งทั้นิวไคลด์แรกกำ เนิด) ตามทฤษฎีเนบิวบิลา พลาเนต ติซิมัซิลมั (planetesimal) หรือรืวัตวัถุแถุข็งข็ที่จะก่อกำ เนิดดาวเคราะห์ เกิดขึ้นขึ้จากการ งอกพอกพูน โดยโลกบรรพกาลใช้เช้วลาก่อกำ เนิด 10–20 ล้านปี ดวงจันจัทร์กำร์ กำเนิดขึ้นขึ้เมื่อมื่ประมาณ 4.53 พันพัล้านปีก่อน การกำ เนิดของดวงจันจัทร์ ยังยัเป็นหัวหัข้อข้การวิจัวิยจั ในปัจจุบันบัสมมติฐานนำ กล่าวว่าว่ดวงจันจัทร์ถืร์ ถือกำ เนิดขึ้นขึ้ โดย การพอกพูนจากวัตวัถุที่ถุที่หลุดลุออกจากโลกหลังจากโลกถูกถูวัตวัถุขถุนาดใหญ่เท่าดาว อังคารชื่อชื่ว่าว่เธียธี (Theia) พุ่งพุ่เข้าข้ชนแบบจำ ลองนี้กะว่าว่มวลของเธียธีคิดเป็น ประมาณร้อร้ยละ 10 ของมวลโลก พุ่งพุ่เข้าข้ชนโลกในลักษณะแฉลบและมวลบางส่วส่น รวมเข้าข้กับโลก ในระหว่าว่งเวลาประมาณ 4.1 และ 3.8 พันพัล้านปีก่อน ดาวเคราะห์ น้อยจำ นวนมากพุ่งพุ่ชนระหว่าว่งการระดมชนหนักครั้งรั้สุดสุท้าย ก่อให้เห้กิดการ เปลี่ยนแปลงอย่าย่งใหญ่หลวงกับบริเริวณพื้นพื้ที่ผิวผิส่วส่นใหญ่ของดวงจันจัทร์รร์วมทั้งทั้ โลก ภาพรังรัสรรค์ของศิลปินแสดงการกำ เนิดระบบสุริสุยริะ โลกได้ก่อกำ เนิดขึ้นขึ้มาเมื่อมื่ประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน โลกในยุคแรก ๆ นั้นนั้เป็น ของเหลวหนืดร้อร้น ถูกถูกระหน่ำ ชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา เมื่อมื่ โลกค่อย ๆ เย็นย็ ตัวลง จะเกิดการผนึกรวมกันของวัสวัดุปดุระกอบโลก โดยวัสวัดุน้ำดุน้ำหนักสูงสูจะจมลงสู่ ศูนย์กย์ลาง และวัสวัดุน้ำดุน้ำหนักเบาจะลอยตัวขึ้นขึ้สูงสูสู่ผิสู่ วผิโลก เกิดเป็นชั้นชั้ต่าง ๆ ของ โลก


โลก 22 ประวัติ วั ติทางธรณีวิทวิยา บรรยากาศโลกและมหาสมุทรประกอบขึ้นขึ้จากกัมมันมัตภาพภูเภูขาไฟและกระบวนการปล่อยก๊าซ (outgassing) ไอน้ำ จาก สองแหล่งดังกล่าวควบแน่นเป็นมหาสมุทร รวมกับน้ำ และน้ำ แข็งข็ที่มากับดาวเคราะห์น้ห์ น้อย ดาวเคราะห์ก่ห์ ก่อนเกิด และ ดาวหาง] ตามแบบจำ ลองนี้ "แก๊สเรือรืนกระจก" ในบรรยากาศช่วช่ยรักรัษามหาสมุทรไม่ใม่ห้เห้ยือยืกแข็งข็เมื่อมื่ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่เพิ่งพิ่ ก่อกำ เนิดยังยัมีคมีวามสว่าว่งเพียพีงร้อร้ยละ 70 เทียบกับปัจจุบันบัราว 3.5 พันพัล้านปีก่อน เกิดสนามแม่เม่หล็กโลกซึ่งซึ่ช่วช่ย ปกป้อป้งบรรยากาศไม่ใม่ห้ถูห้กถูลมสุริสุยริะพัดพัพาไป เปลือกโลกก่อรูปขึ้นขึ้เมื่อมื่ชั้นชั้นอกที่หลอมเหลวของโลกเย็นย็ตัวลงจนอยู่ใยู่นสถานะแข็งข็มีแมีบบจำ ลองสองแบบจำ ลอง ที่ อธิบธิายการเกิดขึ้นขึ้ของแผ่นผ่ดินโดยแบบจำ ลองหนึ่งเสนอว่าว่แผ่นผ่ดินค่อย ๆ เกิดขึ้นขึ้จนมีรูมีรูปร่าร่งดังในปัจจุบันบัอีกแบบ จำ ลองหนึ่งซึ่งซึ่อาจเป็นไปได้มากกว่าว่เสนอว่าว่แผ่นผ่ดินเติบโตอย่าย่งรวดเร็วร็ตั้งตั้แต่ช่วช่งแรก ๆ ในประวัติวั ติศาสตร์โร์ลก อัน เนื่องมาจากการดำ รงอยู่มยู่าต่อเนื่องยาวนานของพื้นพื้ที่ส่วส่นทวีปวีทวีปวีต่าง ๆ เกิดขึ้นขึ้ โดยการแปรสัณสัฐานแผ่นผ่ธรณีภาค ซึ่งซึ่เป็นกระบวนการที่มีสมีาเหตุจตุากการสูญสูเสียสีความร้อร้นของบริเริวณภายในของโลกอย่าย่งต่อเนื่อง ตามมาตรเวลากว่าว่ หลายร้อร้ยล้านปี มีกมีารรวมมหาทวีปวีแล้วแยกออกจากกัน ประมาณ 750 ล้านปีก่อน มหาทวีปวีแรก ๆ ที่ทราบชื่อชื่ โรดิเนีย เริ่มริ่แตกออกจากกัน ต่อมาทวีปวีทั้งทั้หลายกลับมารวมกันเป็นมหาทวีปวีแพนโนเชียชีเมื่อมื่ราว 600–540 ล้านปีก่อน และ สุดสุท้ายคือมหาทวีปวีแพนเจียจีซึ่งซึ่ก็แยกออกจากกันเมื่อมื่ราว 180 ล้านปีก่อน รูปแบบปัจจุบันบัของยุคน้ำ แข็งข็เริ่มริ่ขึ้นขึ้เมื่อมื่ประมาณ 40 ล้านปีก่อนแล้วทวีควีวามรุนแรงขึ้นขึ้ระหว่าว่งสมัยมั ไพลสโตซีนซีเมื่อมื่ ราว 3 ล้านปีก่อน ตั้งตั้แต่นั้นนั้เป็นต้นมาบริเริวณละติจูดสูงสู ๆ เผชิญชิกับวัฏวัจักจัรการเกิดของธารน้ำ แข็งข็สลับกับการละลาย แบบเวียวีนซ้ำ โดยอุบัติบั ติซ้ำ ในทุกทุ ๆ 40000–100000 ปี การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำ แข็งข็ของทวีปวีครั้งรั้สุดสุท้ายสิ้นสิ้สุดสุลง เมื่อมื่ประมาณ 10000 ปีก่อน ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์น้ห์ น้อย (อังกฤษ: asteroid หรือรืบางครั้งรั้เรียรีกว่าว่ minor planet / planetoid) คือวัตวัถุทถุางดาราศาสตร์ขร์นาดเล็กกว่าว่ดาวเคราะห์ แต่ใหญ่กว่าว่ สะเก็ดดาว (ซึ่งซึ่โดยปกติมักมัมีขมีนาดราว 10 เมตรหรือรืน้อยกว่าว่ ) [1] และไม่ใม่ช่ ดาวหาง การแบ่งบ่แยกประเภทเช่นช่นี้กำ หนดจากภาพปรากฏเมื่อมื่แรกค้นพบ กล่าวคือ ดาวหางจะต้องมีส่มีวส่นของโคม่าม่ที่สังสัเกตเห็นห็ ได้ชัดชัและมีรมีายชื่อชื่อยู่ใยู่น บัญบัชีรชีายชื่อชื่ของดาวหางเอง ดาวเคราะห์น้ห์ น้อยมีลัมี ลักษณะปรากฏคล้ายดวงดาว (คำ ว่าว่ asteroid มาจากคำ ภาษากรีกรีว่าว่ αστεροειδής หรือรื asteroeidēs ซึ่งซึ่หมายถึง "เหมือมืนดวงดาว" มาจากคำ ภาษากรีกรี โบราณว่าว่ Aστήρ หรือรื astēr ซึ่งซึ่แปลว่าว่ดวงดาว) และมีกมีารกำ หนดเรียรีกชื่อชื่อย่าย่งคร่าร่วๆ ตามชื่อชื่ปีที่ ค้นพบ จากนั้นนั้จึงจึมีกมีารตั้งตั้ชื่อชื่ตามระบบ (เป็นหมายเลขเรียรีงตามลำ ดับ) และชื่อชื่ ถ้ามีกมีารพิสูพิจสูน์ถึงการมีอมียู่แยู่ละรอบการโคจรเรียรีบร้อร้ยแล้ว สำ หรับรัลักษณะทาง กายภาพของดาวเคราะห์น้ห์ น้อยโดยส่วส่นใหญ่ยังยัไม่เม่ ป็นที่ทราบแน่ชัดชั ดาวหาง ดาวหาง (อังกฤษ: comet) คือ วัตวัถุท้ถุท้องฟ้าฟ้ชนิดหนึ่งในระบบสุริสุยริะที่โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ มีส่มีวส่นที่ระเหิดหิเป็นแก๊สเมื่อมื่เข้าข้ใกล้ดวงอาทิตย์ ทำ ให้เห้กิดชั้นชั้ ฝุ่น และแก๊สที่ฝ้ามัวมัล้อมรอบ และทอดเหยียยีดออกไปภายนอกจนดูเดูหมือมืนหาง ซึ่งซึ่ เป็นปรากฏการณ์จากการแผ่รัผ่งรัสีขสีองดวงอาทิตย์ไย์ปบนนิวเคลียสของดาวหาง นิวเคลียสหรือรืใจกลางดาวหางเป็น "ก้อนหิมหิะสกปรก" ประกอบด้วยน้ำ แข็งข็ คาร์บร์อนไดออกไซด์ มีเมีทน แอมโมเนีย และมีฝุ่มี ฝุ่นกับหินหิแข็งข็ ปะปนอยู่ด้ยู่ ด้วยกัน มี ขนาดเส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางตั้งตั้แต่ไม่กี่ม่ กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบสิกิโลเมตร ดาวเคราะห์น้ห์ น้อย ดาวหาง


โลก 23 ลักษณะทางกายภาพ โลกมีรูมีรูปร่าร่งประมาณทรงคล้ายทรงกลมแบนขั้วขั้ โลกแบนลงบริเริวณแกนทางภูมิภูมิ ศสตร์แร์ละโป่งป่บริเริวณแถบศูนย์สูย์ตสูร[ การโป่งป่นี้เป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเอง ของโลก เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางในแนวศูนย์สูย์ตสูรยาวกว่าว่เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางในแนวขั้วขั้ เหนือ-ใต้ราว 43 กิโลเมตรจุดบนพื้นพื้ผิวผิโลกที่ห่าห่งจากจุดศูนย์กย์ลางมวลของโลก มากที่สุดสุคือ ยอดภูเภูขาไฟชิมชิ โบราโซแถบศูนย์สูย์ตสูรในประเทศเอกวาดอร์ภูร์มิภูปมิระเทศ ในแต่ละท้องที่มีกมีารเบี่ยบี่งเบนไปจากทรงกลมอุดมคติ แต่เมื่อมื่มองในระดับโลกทั้งทั้ ใบ การเบี่ยบี่งเบนเหล่านี้ก็ถือว่าว่เล็กน้อย จุดที่ถือว่าว่มีคมีวามเบี่ยบี่งเบนท้องถิ่นมากที่สุดสุบน พื้นพื้ผิวผิหินหิของโลกก็คือ ยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยระดับความสูงสู 8848 เมตรจาก ระดับน้ำ ทะเลกลาง คิดเป็นค่าความเบี่ยบี่งเบนร้อร้ยละ 0.14 และร่อร่งลึกก้นสมุทร มาเรียรีนาที่ระดับความลึก 10911 เมตรจากระดับน้ำ ทะเลกลาง คิดเป็นค่าความเบี่ยบี่ง เบนร้อร้ยละ 0.17 ในวิชวิาภูมิภูมมิาตรศาสตร์ รูปทรงแท้จริงริของมหาสมุทรโลกหากปราศจากแผ่นผ่ดินและ อิทธิพธิลรบกวนอย่าย่งกระแสน้ำ และลม เรียรีก จีอจีอยด์ กล่าวคือ จีอจีอยด์เป็นผิวผิสม ศักย์คย์วามโน้มถ่วง (surface of gravitational equipotential) ที่ ระดับทะเลปานกลาง รูปร่าร่ง โครงสร้าร้งภายใน เปลือกโลก ( Crust ) เป็นชั้นชั้นอกสุดสุของโลกที่มีคมีวามหนาประมาณ 0 - 70 กิโลเมตร ซึ่งซึ่ถือว่าว่เป็นชั้นชั้ที่บางที่สุดสุเมื่อมื่เปรียรีบ กับชั้นชั้อื่น ๆ เสมือมืนเปลือกไข่ไข่ก่หรือรืเปลือกหัวหัหอม มีหมีน้าที่ห่อห่หุ้มหุ้พลังงานความร้อร้นของโลก และมีคมีวามสำ คัญมากที่สุดสุ เนื่องจากมีสิ่มีงสิ่มีชีมีวิชีตวิอาศัยอยู่ 1.1 เปลือกโลกชั้นชั้บน ( Outer Crust ) ส่วส่นใหญ่เป็นหินหิ ไซอัล ( Sial ) ซึ่งซึ่เป็นหินหิแกรนิตของเปลือกโลกส่วส่นที่เป็นทวีปวีหินหิ ไซ อัล ประกอบด้วยซิลิซิ ลิกา ( Silica ) และ อะลูมิลูนมิา ( Alumina ) เป็นส่วส่นใหญ่ ซึ่งซึ่คำ ว่าว่ Sial ( Si-al ) มาจากอักษรสองตัวแรกที่เป็น ชื่อชื่ของสารประกอบทั้งทั้สองนั่นนั่เอง 1.2เปลือกโลกชั้นชั้ล่าง ( Inner Crust ) องค์ประกอบส่วส่นใหญ่เป็นหินหิ ไซมา ( Sima ) ซึ่งซึ่เป็นหินหิบะซอลล์ของเปลือกโลกส่วส่นที่ เป็นท้องมหาสมุทร และอยู่ด้ยู่ ด้านล่างของหินหิ ไซอัล หินหิ ไซมาประกอบด้วยซิลิซิ ลิกา ( Silica )และ แมกนีเซียซี (Magnesia) เนื้อโลก ( Mantle ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงไปจากเปลือกโลก มีความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร นับจากฐาน ล่างสุดของเปลือกโลกจนถึงตอนบนของแก่นโลก แบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ 2.1 ชั้นเนื้อโลกส่วนบน เป็นหินที่เย็นตัวแล้วและบางส่วนมีรอยแตกเนื่องจากความ เปราะ ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับ ชั้นเปลือกโลก รวมตัวกันเรียกว่า “ธรณีภาค” ( Lithosphere ) ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่าชั้นหิน ชั้นธรณี ภาคมีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตรนับจากผิวโลกลงไป 2.2 ชั้นฐานธรณีภาค ( Asthenosphere ) ชั้นเนื้อโลกถัดลงไปที่ความลึก 100 – 700 กิโลเมตร เป็นชั้นที่มี อุณหภูมิสูงมากทำให้แร่บางส่วนหลอมละลายเป็นหินหนืด ( Magma ) ที่ประกอบด้วยธาตุซิลิกอน เหล็ก และอลูมิ เนียม เคลื่อนที่หมุนวนอยู่ภายในโลกอย่างช้า ๆ ด้วยการพาความร้อน ( Convection ) 2.3 ชั้นเนื้อโลกส่วนล่าง ( Lower Mantle ) เป็นชั้นล่างสุดอยู่ที่ความลึกตั้งแต่ 700 – 2,900 กิโลเมตร เป็นชั้นที่ เป็นของแข็งร้อนแน่นและหนืดกว่าตอนบน มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็ก แมกนีเซียม และซิลิเกท อุณหภูมิสูง ตั้งแต่ประมาณ 2,250 – 4,500 องศาเซลเซียส ชั้นชั้แก่นโลก ( Core ) เป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุด มีความหนาประมาณ 3,440 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 3.1 แก่นโลกชั้นนอก ( Outer Core ) มีลักษณะเป็นของเหลวร้อน อุณหภูมิสูงมาก ประมาณ 4,300 - 6,200 องศา เซลเซียสมีความหนาจากผิวโลกประมาณ2,900–5,000กิโลเมตรประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลในสภาพที หลอม 3.2 แก่นโลกชั้นใน ( Inner Core ) อยู่ถัดจากแก่นโลกชั้นนอกจนถึงจุดศูนย์กลางโลก มีอุณหภูมิประมาณ 6,200 - 6,400 องศาเซลเซียส และมีความกดดันมหาศาล ทำให้ส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นของแข็ง ประกอบด้วยธาตุเหล็กและ นิกเกิลที่อยู่ในสภาพที่เป็นของแข็ง


โลก 24 ความร้อร้นภายในโลกเป็นผลรวมของความร้อร้นที่ยังยัหลงเหลืออยู่จยู่ากการงอกพอกพูนของดาวเคราะห์รห์าวร้อร้ยละ 20 อีกร้อร้ยละ 80 เป็นความร้อร้นที่ผลิตจากการสลายตัวกัมมันมัตรังรัสีไสีอโซโทปหลักที่สร้าร้งความร้อร้นภายในโลกคิอ โพแทสเซียซีม-40 ยูเรเนียม-238 ยูเรเนียม-235และทอเรียรีม-232 ที่ใจกลางโลกคาดว่าว่น่าจะมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูถึง 6,000 องศาเซลเซียซีส และมีคมีวามดันสูงสูถึง 360 จิกจิะปาสกาล ด้วยการที่ความร้อร้นส่วส่นใหญ่มาจากการสลายตัวกัมมันมัตรังรัสี นักวิทวิยาศาสตร์จึร์งจึเชื่อชื่ว่าว่ ในช่วช่งต้นของประวัติวั ติศาสตร์โร์ลกก่อนหน้าที่ไอโซปครึ่งรึ่ชีวิชีตวิสั้นสั้ทั้งทั้หลายจะหมดไป การสร้าร้ง ความร้อร้นของโลกจะต้องสูงสูกว่าว่ ในปัจจุบันบัมาก คาดว่าว่ ประมาณ 3 พันพัล้านปีก่อน น่าจะมีกมีารผลิตความร้อร้นมากกว่าว่ ปัจจุบันบัสองเท่า ซึ่งซึ่มีผมีลเพิ่มพิ่การพาความร้อร้นของเนื้อโลกและการแปรสัณสัฐานแผ่นผ่ธรณีภาค และทำ ให้หิห้นหิอัคนีบาง ประเภทอย่าย่งเช่นช่ โคมาไทต์เกิดขึ้นขึ้ ได้ในขณะที่แทบไม่มีม่เมีกิดขึ้นขึ้ ในปัจจุบันบั ความร้อร้น ค่าเฉลี่ยของการสูญสูเสียสีความร้อร้นจากโลกอยู่ที่ยู่ ที่ 87 มิลมิลิวัตวัต์ต่อตารางเมตร คิดรวมทั้งทั้ โลกจะสูญสูเสียสีความร้อร้นที่ 4.42 × 1013 วัตวัต์ พลังงานความร้อร้นบางส่วส่นจากแก่นถูกถูแมนเทิลพลูมลูส่งส่ผ่าผ่นขึ้นขึ้มายังยัเปลือกโลก ซึ่งซึ่เป็นการพา ความร้อร้นแบบหนึ่งที่เกิดจากการไหลขึ้นขึ้ของหินหิอุณหภูมิภูสูมิงสูพลูมลูนี้สามารถทำ ให้เห้กิดจุดร้อร้นและทุ่งทุ่บะซอลท์ ความร้อร้น จากภายในโลกส่วส่นใหญ่สูญสูเสียสี ไปกับการแปรสัณสัฐานแผ่นผ่ธรณีภาค โดยการไหลขึ้นขึ้ของเนื้อโลกที่สัมสัพันพัธ์กัธ์ กับสันสักลาง มหาสมุทร หนทางการสูญสูเสียสีความร้อร้นสำ คัญสุดสุท้ายคือการนำ ความร้อร้นผ่าผ่นธรณีภาคซึ่งซึ่ปรากฏใต้มหาสมุทรเป็น ส่วส่นใหญ่เพราะเปลือกโลกบริเริวณนั้นนั้บางมากกว่าว่แผ่นผ่เปลือกทวีปวีมาก แผ่นธรณีภาค ธรณีภาคอันเป็นชั้นชั้นอกแข็งข็ทื่อเชิงชิกลของโลกนั้นนั้แบ่งบ่ออกได้หลายชิ้นชิ้เรียรีกว่าว่แผ่นผ่ ธรณีภาค แผ่นผ่เหล่านี้เป็นส่วส่นแข็งข็ที่เคลื่อนที่ไปโดยสัมสัพันพัธ์กัธ์ กับแผ่นผ่ ใกล้เคียงอื่นโดยมี ขอบเขตระหว่าว่งกันอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่งในสามแบบนี้ได้แก่ ขอบเขตแบบเข้าข้หากัน ซึ่งซึ่แผ่นผ่ ทั้งทั้สองเลื่อนมาชนกัน ขอบเขตแบบแยกจากกัน ซึ่งซึ่แผ่นผ่ทั้งทั้สองเลื่อนออกห่าห่งกันไป และ ขอบเขตแปลง (รอยเลื่อนแปรสภาพ) ซึ่งซึ่แผ่นผ่ทั้งทั้สองไถลผ่าผ่นกันทางด้านข้าข้ง การเกิด แผ่นผ่ดินไหว กัมมันมัตภาพภูเภูขาไฟ การก่อเทือกเขา และการเกิดร่อร่งลึกก้นสมุทร สามารถ เกิดได้ตลอดแนวขอบเขตของแผ่นผ่เหล่านี้[116] แผ่นผ่ธรณีภาคลอยอยู่บยู่นฐานธรณีภาค ซึ่งซึ่เป็นเนื้อโลกชั้นชั้บนส่วส่นที่มีคมีวามแข็งข็แต่หนืดน้อยกว่าว่สามารถไหลและเคลื่อนที่ไปพร้อร้ม กับแผ่นผ่ธรณีภาคได้ การก่อเทือกเขาเกิดเมื่อมื่แผ่นผ่ธรณีภาค เคลื่อนเข้าข้หากันแล้วบีบบีหินหิ ให้สูห้งสูขึ้นขึ้ภูเภูขา สูงสูสุดสุในโลกคือ ยอดเขาเอเวอร์เร์รส


โลก 25 พื้นพื้ที่ผิวผิทั้งทั้หมดของโลกมีปมีระมาณ 510 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นพื้ที่กว่าว่ร้อร้ยละ 70.8 หรือรื 361.13 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ใยู่ต้ระดับน้ำ ทะเลและปกคลุมลุด้วยน้ำ มหาสมุทร พื้นพื้ที่ใต้น้ำ เหล่านี้มีทั้มี ทั้งทั้ที่เป็นไหล่ทวีปวีภูเภูขา ภูเภูขาไฟ ร่อร่งลึกก้นสมุทร หุบหุเหวใต้ทะเล ที่ราบสูงสูพื้นพื้สมุทร ที่ราบก้นสมุทร และระบบสันสักลางมหาสมุทรที่ทอดตัวทั่วทั่ โลก พื้นพื้ที่ที่เหลืออีกราวร้อร้ย ละ 29.2 หรือรื 148.94 ล้านตารางกิโลเมตร ไม่ถูม่กถูน้ำ ปกคลุมลุมีภูมีมิภูปมิระกาศหลากหลายตามสถานที่ ได้แก่ ภูเภูขา พื้นพื้ที่ แห้งห้แล้ง ที่ราบ ที่ราบสูงสูและภูมิภูปมิระเทศรูปแบบอื่น ธรณีแปรสัณสัฐานและการกร่อร่น การปะทุขทุองภูเภูขาไฟ การเกิด อุทกภัย การผุพัผุงพัอยู่กัยู่ กับที่ การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำ แข็งข็การเติบโตของพืดพืหินหิ ปะการังรัและการพุ่งพุ่ชนของอุกกาบาต เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนโฉมผิวผิโลกอยู่เยู่รื่อรื่ย ๆ ตามคาบเวลาทางธรณีวิทวิยา พื้นพื้ผิว เปลือกโลกส่วส่นทวีปวี ประกอบด้วยวัตวัถุคถุวามหนาแน่นต่ำ อย่าย่งเช่นช่หินหิอัคนีแกรนิตและแอนดีไซต์ ที่พบน้อยกว่าว่คือบะ ซอลต์ซึ่งซึ่เป็นหินหิภูเภูขาไฟความหนาแน่นสูงสูและเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นพื้มหาสมุทร หินหิตะกอนซึ่งซึ่ก่อตัวขึ้นขึ้จากการ สะสมตัวของตะกอนที่ทับถมบีบบีอัดตัวเข้าข้ด้วยกัน เกือบร้อร้ยละ 75 ของพื้นพื้ผิวผิทวีปวีถูกถูปกคลุมลุด้วยหินหิตะกอนโดยคิด เป็นประมาณร้อร้ยละ 5 ของเปลือกโลก วัตวัถุหิถุนหิที่พบบนโลกรูปแบบที่สามคือหินหิแปร ก่อกำ เนิดโดยการแปรเปลี่ยนมา จากหินหิดั้งดั้เดิมที่มีอมียู่ก่ยู่ ก่อนผ่าผ่นความดันสูงสูหรือรือุณหภูมิภูสูมิงสูหรือรืทั้งทั้สองอย่าย่ง แร่ซิร่ลิซิ ลิเกตที่พบมากที่สุดสุบนผิวผิโลก ประกอบด้วย ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ แอมฟิโฟิบล ไมกา ไพรอกซีนซีและโอลิวีนวีแร่คร่าร์บร์อเนตที่พบทั่วทั่ ไปประกอบด้วย แคลไซต์ (พบในหินหิ ปูน) และโดโลไมต์ ระดับความสูงสูของพื้นพื้ผิวผิดินแตกต่างกันตั้งตั้แต่จุดต่ำ สุดสุที่ −418 เมตร ณ ทะเลเดดซี ไปจนถึงจุดสูงสูสุดสุที่ 8,848 เมตร ณ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ค่าเฉลี่ยความสูงสูของพื้นพื้ดินเหนือระดับน้ำ ทะเลอยู่ที่ยู่ ที่797 เมตร เพโดสเฟียฟีร์ (pedosphere) เป็นชั้นชั้นอกสุดสุของพื้นพื้ผิวผิทวีปวีของโลก ประกอบด้วยดินและผ่าผ่นกระบวนการกำ เนิดดิน ดินเพาะปลูกลูได้ทั้งทั้หมดคิดเป็นร้อร้ยละ 10.9 ของผิวผิดิน โดยร้อร้ยละ 1.3 เป็นที่เพาะปลูกลูพืชพืผลถาวร ผิวผิดินของโลกเกือบ ร้อร้ยละ 40 ใช้เช้พื่อพื่เกษตรกรรม หรือรืคิดเป็นประมาณ 16.7 ล้านตารางกิโลเมตรสำ หรับรัการเพาะปลูกลูและประมาณ 33.5 ล้านตารางกิโลเมตรสำ หรับรัทุ่งทุ่หญ้าเลี้ยงสัตสัว์ ระดับความสูงสูต่ำ และระดับความลึกของโลกในปัจจุบันบัข้อข้มูล จากแบบจำ ลองภูมิภูปมิระเทศดิจิตจิอลเทอเรนเบสของศูนย์ ข้อข้มูลธรณีฟิสิฟิกสิส์แส์ห่งห่ชาติ


โลก 26 กราฟการแจกแจงความถี่การยกตัวของพื้นพื้ผิวผิโลก ความอุดมของน้ำ บนผิวผิโลกเป็นลักษณะเอกลักษณ์ซึ่งซึ่แยก "ดาว เคราะห์สีห์น้ำสีน้ำเงิน" ออกจากดาวเคราะห์อื่ห์อื่น ๆ ในระบบสุริสุยริะ อุทกภาค ของโลกประกอบด้วยมหาสมุทรเป็นส่วส่นใหญ่ ที่เหลือประกอบด้วย ผิวผิน้ำ ทั้งทั้หมดในโลกได้แก่ ทะเลในแผ่นผ่ดิน ทะเลสาบ แม่น้ำม่ น้ำน้ำ ใต้ดินลึก ลงไป 2,000 เมตร ตำ แหน่งใต้น้ำ ที่ลึกที่สุดสุคือ แชลเลนเจอร์ดีร์ ดีปบริ เวณร่อร่งลึกก้นสมุทรมาเรียรีนาในมหาสมุทรแปซิฟิซิกฟิ โดยมีคมีวามลึกที่ 10,911.4 เมตร มหาสมุทรรวมมีมมีวลคิดเป็นประมาณ 1.35×1018 เมตริกริตัน หรือรืราว 1 ใน 4,400 ของมวลทั้งทั้หมดของโลก มหาสมุทรปกคลุมลุเป็นพื้นพื้ที่ 3.618×108 ตารางกิโลเมตร โดยมีคมีวามลึกเฉลี่ย 3682 เมตร เป็น ผลให้มีห้ ปมีริมริาตรโดยประมาณเท่ากับ 1.332×109 ลูกลูบาศก์กิโลเมตร หากพื้นพื้ผิวผิเปลือกโลกทั้งทั้หมดมีคมีวามสูงสูเท่ากันคือกลมเสมอกันทั้งทั้ ใบ โลกก็จะกลายเป็นมหาสมุทรทั้งทั้หมดด้วยความลึกราว 2.7 ถึง 2.8 กิโลเมตร น้ำ ประมาณร้อร้ยละ 97.5 เป็นน้ำ เค็ม อีกร้อร้ยละ 2.5 ที่เหลือเป็นน้ำ จืดจื ส่วส่นใหญ่ของน้ำ จืดจืหรือรืราวร้อร้ยละ 68.7 อยู่ใยู่นรูปของน้ำ แข็งข็ ในน้ำ แข็งข็ขั้วขั้โลกและธารน้ำ แข็งข็ต่าง ๆ ค่าเฉลี่ยความเค็มของมหาสมุทรโลกอยู่ที่ยู่ ที่ประมาณ 35 กรัมรัเกลือต่อ กิโลกรัมรัน้ำ ทะเล (มีเมีกลือร้อร้ยละ 3.5) เกลือส่วส่นมากถูกถูขับขัออกจากกัม มันมัตภาพภูเภูขาไฟหรือรืชะออกมาจากหินหิอัคนีเย็นย็มหาสมุทรยังยัเป็น แหล่งสะสมของก๊าซในบรรยากาศที่ละลายได้ซึ่งซึ่มีคมีวามจำ เป็นต่อการ อยู่รยู่อดของสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิที่อาศัยในน้ำ จำ นวนมาก น้ำ ทะเลถือว่าว่มีอิมี อิทธิพธิล สำ คัญต่อภูมิภูอมิากาศโลกโดยมหาสมุทรเป็นแหล่งสะสมความร้อร้นขนาด ใหญ่ การเปลี่ยนแปลงการกระจายของอุณหภูมิภูมมิหาสมุทรสามารถ ทำ ให้เห้กิดการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าฟ้อากาศอย่าย่งสำ คัญได้ เช่นช่เอ ลนีโญ–ความผันผัแปรของระบบอากาศในซีกซี โลกใต้ อุทกภาค กราฟการแจกแจงความถี่การยกตัวของพื้นพื้ผิวผิโลก


โลก 27 บรรยากาศของโลกไม่มีม่ขมีอบเขตชัดชัเจนโดยจะค่อย ๆ บางลงและเลือน หายไปสู่อสู่ วกาศ สามในสี่ขสี่องมวลบรรยากาศอยู่ใยู่นระยะ 11 กิโลเมตร แรกเหนือพื้นพื้ผิวผิมีชั้มีนชั้ล่างสุดสุเรียรีกโทรโพสเฟียฟีร์ พลังงานจากดวง อาทิตย์จย์ะทำ ให้ชั้ห้นชั้นี้รวมถึงพื้นพื้ผิวผิเบื้อบื้งล่างร้อร้นขึ้นขึ้ส่งส่ผลให้อห้ากาศ เกิดการขยายตัว อากาศความหนาแน่นต่ำ จะลอยขึ้นขึ้อากาศความหนา แน่นสูงสูกว่าว่และเย็นย็กว่าว่จะเข้าข้มาแทนที่ เกิดเป็นการหมุนเวียวีนของ บรรยากาศซึ่งซึ่ขับขัเคลื่อนสภาพอากาศและภูมิภูอมิากาศผ่าผ่นการกระจาย พลังงานความร้อร้น แถบการหมุนเวียวีนของบรรยากาศหลักประกอบด้วยลมค้าในบริเริวณ ศูนย์สูย์ตสูรที่ละติจูดต่ำ กว่าว่ 30° และลมตะวันวัตก (westerlie) ในแถบ ละติจูดกลางระหว่าว่ง 30° และ 60° กระแสน้ำ มหาสมุทรก็เป็นปัจจัยจั สำ คัญที่กำ หนดภูมิภูอมิากาศ โดยเฉพาะการหมุนเวียวีนเทอร์โร์มเฮไลน์ (thermohaline) ซึ่งซึ่กระจายพลังงานความร้อร้นจากมหาสมุทรแถบ ศูนย์สูย์ตสูรไปยังยับริเริวณขั้วขั้โลก ไอน้ำ ที่ระเหยจากพื้นพื้ผิวผิถูกถูรูปแบบไหลเวียวีนในบรรยากาศเคลื่อนย้าย้ย ไป เมื่อมื่ภาวะของบรรยากาศทำ ให้อห้ากาศร้อร้นชื้นชื้ยกตัวสูงสูขึ้นขึ้น้ำ นี้จะ ควบแน่นและตกลงสู่พื้สู่ พื้นพื้ผิวผิในรูปหยาดน้ำ ฟ้าฟ้[147] น้ำ ส่วส่นใหญ่จะ เคลื่อนย้าย้ยไปยังยัที่ที่ต่ำ กว่าว่ผ่าผ่นระบบแม่น้ำม่ น้ำและปกติกลับคืนสู่ มหาสมุทรหรือรืไม่ก็ม่ ก็สะสมอยู่ใยู่นทะเลสาบ วัฏวัจักจัรของน้ำ นี้เป็นกลไก สำ คัญที่ค้ำ จุนสรรพชีวิชีตวิบนผืนผืแผ่นผ่ดิน และเป็นปัจจัยจัหลักในการกัด เซาะโครงสร้าร้งภูมิภูปมิระเทศตามสสมัยมัธรณีวิทวิยา รูปแบบของ หยาดน้ำ ฟ้าฟ้มีคมีวามหลากหลายตั้งตั้แต่ปริมริาณน้ำ หลายเมตรไปจนถึง เพียพีงไม่กี่ม่ กี่มิลมิลิเมตรต่อปี ทั้งทั้การหมุนเวียวีนของบรรยากาศ ภูมิภูลัมิ ลักษณ์ และความแตกต่างของอุณหภูมิภูล้มิ ล้วนกำ หนดหยาดน้ำ ฟ้าฟ้เฉลี่ยที่ตกใน แต่ละบริเริวณ ปริมริาณพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่มาถึงพื้นพื้ผิวผิโลกลดลงตามละติจูด ที่สูงสูขึ้นขึ้ที่ละติจูดสูงสู ๆ แสงจากดวงอาทิตย์มย์าถึงพื้นพื้ผิวผิด้วยมุมที่ต่ำ ลง และต้องส่อส่งผ่าผ่นแนวหนาแน่นของบรรยากาศ เป็นผลให้อุห้อุณหภูมิภูมิ ของอากาศเฉลี่ยตลอดทั้งทั้ปีที่ระดับน้ำ ทะเลลดลงราว 0.4 องศา เซลเซียซีสทุกทุ ๆ หนึ่งองศาของละติจูดที่ออกห่าห่งจาก เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร[151] พื้นพื้ผิวผิโลกสามารถแบ่งบ่ย่อย่ยได้เป็นแถบละติจูด จำ เพาะที่มีภูมีมิภูอมิากาศเช่นช่เดียวกันโดยประมาณ อาณาเขตตั้งตั้แต่ เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรไปจนถึงบริเริวณขั้วขั้โลกจำ แนกออกเป็นภูมิภูอมิากาศเขต ร้อร้นหรือรืเขตศูนย์สูย์ตสูร เขตใกล้เขตร้อร้น เขตอบอุ่น และเขตขั้วขั้โลก บรรยากาศ เฮอร์ริร์เริคนเฟลิกซ์มซ์องจากวงโคจร ระดับต่ำ ของโลก เดือนกันยายน 2007 เมฆรูปเลนส์เส์หนือสันสัความดันใกล้ยอดเขา ดิสคัฟเวอรี ทวีปวีแอนตาร์กร์ติกา เดือน พฤศจิกจิายน 2013 เมฆขนาดใหญ่เหนือทะเลทรายโมฮาวี เดือนกุมกุภาพันพัธ์ 2016


โลก 28 เหนือชั้นชั้ โทรโพสเฟียฟีร์ขึ้ร์ขึ้นขึ้ ไป บรรยากาศแบ่งบ่ โดยทั่วทั่ ไปได้เป็นชั้นชั้สตราโทสเฟียฟีร์ มีโมีซสเฟียฟีร์ และเทอร์โร์มสเฟียฟีร์ แต่ละชั้นชั้ มีอัมี อัตราการเหลื่อมซ้อซ้นไม่เม่ท่ากันซึ่งซึ่กำ หนดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภูตมิามระดับความสูงสูพ้นพ้จากชั้นชั้เหล่านี้ขึ้นขึ้ ไปเรียรีกว่าว่เอกโซสเฟียฟีร์ ซึ่งซึ่บางลงเรื่อรื่ย ๆ ไปจนถึงแม็กม็นีโตสเฟียฟีร์ซึ่ร์ซึ่งซึ่เป็นบริเริวณที่สนามธรณีแม่เม่หล็กกระทบกันกับ ลมสุริสุยริะภายในชั้นชั้สตราโทสเฟียฟีร์มีร์ชั้มีนชั้ โอโซนซึ่งซึ่เป็นองค์ประกอบที่มีส่มีวส่นช่วช่ยป้อป้งกันพื้นพื้ผิวผิโลกจากรังรัสีอัสี อัลตรา ไวโอเล็ตอันมีคมีวามสำ คัญยิ่งยิ่ต่อสรรพชีวิชีตวิบนโลก มีกมีารกำ หนดเส้นส้คาร์มร์านที่ระดับ 100 กิโลเมตรเหนือผิวผิโลกเป็นบท นิยามในทางปฏิบัติบั ติที่แบ่งบ่ขอบเขตระหว่าว่งบรรยากาศและอวกาศ[ บรรยากาศเบื้อบื้งบน 1.สตราโทสเฟียฟีร์ สตราโทสเฟียฟีร์ (อังกฤษ: stratosphere) เป็นชั้นชั้บรรยากาศของโลกชั้นชั้ที่สอง อยู่ ระหว่าว่งชั้นชั้ โทรโพสเฟียฟีร์แร์ละมีโมีซสเฟียฟีร์ มีรมีะยะตั้งตั้แต่ความสูงสู 10 กิโลเมตร จนถึง 50 กิโลเมตร เครื่อรื่งบินบิจะบินบิอยู่ใยู่นชั้นชั้นี้ มีอมีากาศเบาบาง เมฆน้อยมาก เนื่องจากปริมริาณ ไอน้ำ น้อย อากาศไม่แม่ ปรปรวน มีแมีก๊สโอโซนมาก มีคมีวามชื้นชื้ต่ำ มาก มีปมีริมริาณของฝุ่น ละอองน้อย ดูดดูกลืนรังรัสีอัสี อัลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ไย์ว้ป้ว้อป้งกันอัตรายแก่พืชพืและ ผิวผิหนังมนุษย์ เครื่อรื่งบินบิมักมับินบิ ในตอนล่างของชั้นชั้บรรยากาศนี้เพื่อพื่หลีกเลี่ยงสภาพ อากาศที่รุนแรงในชั้นชั้บรรยากาศโทรโพสเฟียฟีร์ 2 มีโมีซสเฟียฟีร์ มีโมีซสเฟียฟีร์ (อังกฤษ: mesosphere) เป็นชั้นชั้บรรยากาศของโลกชั้นชั้ที่สาม อยู่รยู่ะหว่าว่งชั้นชั้ สตราโทสเฟียฟีร์แร์ละเทอร์โร์มสเฟียฟีร์ มีรมีะยะตั้งตั้แต่ความสูงสู 50 กิโลเมตร จนถึง 85 กิโลเมตร ซึ่งซึ่อุณหภูมิภูจมิะลดลงตามลำ ดับความสูงสูและเป็นชั้นชั้สุดสุท้ายที่มีสมีภาพอากาศ เหมือมืนชั้นชั้ โทรโพสเฟียฟีร์ กับสตราโตสเฟียฟีร์ เมื่อมื่มีวัมีตวัถุจถุากอวกาศตกลงมาบนผิวผิโลก เมื่อมื่ถึงชั้นชั้บรรยากาศนี้จะถูกถูเผาไหม้ก่ม้ ก่อนถึงพื้นพื้ 3 เทอร์โร์มสเฟียฟีร์ เทอร์โร์มสเฟียฟีร์ (อังกฤษ: Thermosphere) คือ ชั้นชั้บรรยากาศของโลกที่อยู่รยู่ะหว่าว่ง ความสูงสู 90 - 800 กิโลเมตรเหนือโลก ในชั้นชั้นี้ปฏิกิริยริาทางเคมีขมีองแสงทำ ให้ก๊ห้ ก๊าซ ต่างๆ ในชั้นชั้นี้แตกตัวเป็นไอออนจึงจึอาจเรียรีกว่าว่ ไอโอโนสเฟียฟีร์ (ionosphere) พบว่าว่ บรรยากาศชั้นชั้นี้อุณหภูมิภูเมิพิ่มพิ่สูงสูขึ้นขึ้ตามระดับความสูงสูประมาณ 200 กิโลเมตรจากผิวผิ โลกจะมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูกว่าว่ 500°C และ ที่ระดับความสูงสู 700-800 กิโลเมตรจะมี อุณหภูมิภูมิสูงสูกว่าว่ 1000°C และสามารถเพิ่มพิ่สูงสูได้ถึง 2,000°C ที่อุณหภูมิภูสูมิงสูขึ้นขึ้ก็ เพราะบรรยากาศชั้นชั้นี้มีกมีารดูดดูกลืนแสง UV โดย O2 และ N2 ซึ่งซึ่โมเลกุลกุส่วส่นใหญ่อยู่ ในรูปของ อิออน เช่นช่ NO+, O2 และ O+ เป็นต้น พลังงานความร้อร้นทำ ให้โห้มเลกุลกุบางส่วส่นที่ขอบนอกของบรรยากาศมีคมีวามเร็วร็เพิ่มพิ่สูงสูขึ้นขึ้จนถึงจุดหนึ่งที่สามารถหลุดลุ พ้นพ้ออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ด้วยเหตุนี้ตุนี้จึงจึทำ ให้เห้กิดการเสียสีบรรยากาศออกสู่อสู่ วกาศอย่าย่งช้าช้ๆ แต่สม่ำ เสมอ เพราะไฮโดรเจนที่ไม่ไม่ด้ถูกถูยึดยึเหนี่ยวมีมมีวลโมเลกุลกุต่ำ จึงจึสามารถขึ้นขึ้ถึงความเร็วร็หลุดลุพ้นพ้ ได้ง่ายกว่าว่และรั่วรั่ไหลออกสู่ อวกาศภายนอกในอัตราที่สูงสูกว่าว่แก๊สอื่น การรั่วรั่ของไฮโดรเจนสู่อสู่ วกาศได้ช่วช่ยสนับสนุนให้บห้รรยากาศโลกตลอดจนพื้นพื้ ผิวผิเกิดการเปลี่ยนผันผัจากภาวะรีดิรี ดิวซ์ใซ์นช่วช่งต้นมาเป็นภาวะออกซิไซิดซ์อซ์ย่าย่งเช่นช่ ในปัจจุบันบัการสังสัเคราะห์ด้ห์ ด้วยแสงเป็น แหล่งช่วช่ยป้อป้นออกซิเซิจนอิสระ แต่ด้วยการเสียสี ไปซึ่งซึ่สารรีดิรี ดิวซ์ดัซ์ ดังเช่นช่ ไฮโดรเจนนี้เองจึงจึเชื่อชื่กันว่าว่เป็นภาวะเริ่มริ่ต้นที่ จำ เป็นต่อการเพิ่มพิ่พูนขึ้นขึ้ของออกซิเซิจนอย่าย่งกว้าว้งขวางในบรรยากา การที่ไฮโดรเจนสามารถหนีออกไปจากบรรยากาศ ได้จึงจึอาจส่งส่อิทธิพธิลต่อธรรมชาติของชีวิชีตวิที่พัฒพันาขึ้นขึ้บนโลก ในบรรยากาศที่มีอมีอกซิเซิจนเป็นจำ นวนมากในปัจจุบันบันั้นนั้ ไฮโดรเจนส่วส่นใหญ่ถูกถูเปลี่ยนเป็นน้ำ ก่อนมีโมีอกาสหนีออกไป แต่การเสียสี ไฮโดรเจนส่วส่นใหญ่นั้นนั้มาจากการสลายของ มีเมีทนในบรรยากาศชั้นชั้บน


โลก 29 4 เอกโซสเฟียฟีร์ เอกโซสเฟียฟีร์ (อังกฤษ: exosphere) เป็นชั้นชั้บรรยากาศของโลก อยู่ถัยู่ ถัดจากชั้นชั้ เทอร์โร์มสเฟียฟีร์ มีรมีะยะตั้งตั้แต่ความสูงสู 500–1,000 กิโลเมตร จนถึง 10,000 กิโลเมตร เป็นชั้นชั้บรรยากาศที่อยู่สูยู่งสูที่สุดสุและกินพื้นพื้ที่ไปจนผสมรวมกับอวกาศ มี ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียมเป็นส่วส่นประกอบที่สำ คัญ แต่มีอมีย่าย่งเบาบาง 5 แม็กม็นีโตสเฟียฟีร์ แม็กม็นีโตสเฟียฟีร์ (อังกฤษ: Magnetosphere) คือย่าย่นที่มีแมีม่เม่หล็กกำ ลังสูงสูรอบ ๆ วัตวัถุทถุางดาราศาสตร์ โลกมีแมีม็กม็นีโตสเฟียฟีร์คร์รอบอยู่รยู่อบ ๆ เช่นช่เดียวกันกับดาวที่มี สนามแม่เม่หล็กอื่น ๆ ได้แก่ ดาวพุธ ดาวพฤหัสหับดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และ ดาว เนปจูน ดวงจันจัทร์แร์กนีมีดมีของดาวพฤหัสหับดีก็มีสมีนามแม่เม่หล็กเช่นช่กัน แต่เป็นสนาม ที่มีกำมี กำลังอ่อนจนไม่สม่ามารถป้อป้งกันพลาสมาจากลมสุริสุยริะได้ ส่วส่นดาวอังคารเป็นดาว ที่มีสมีนามแม่เม่หล็กแบบเว้าว้แหว่งว่ ไม่ต่ม่ ต่อเนื่อง คำ ว่าว่ "แม็กม็นีโตสเฟียฟีร์"ร์นี้ยังยัสามารถใช้ อธิบธิายถึงย่าย่นรอบ ๆ วัตวัถุท้ถุท้องฟ้าฟ้อื่นที่มีสมีนามแม่เม่หล็กรอบ ๆ ด้วย เช่นช่แม็กม็นีโต สเฟียฟีร์ขร์องพัลพัซาร์ เป็นต้น ภาพวาดแสดงแม็กม็นีโตสเฟียฟีร์ที่ร์ ที่ช่วช่ยป้อป้งกันลมสุริสุยริะ


โลก 30 การหมุน วงโคจรและการหมุนรอบตัวเอง การหมุนของโลก ถ่ายจาก DSCOVR EPIC เมื่อมื่วันวัที่ 29 พฤษภาคม 2016 ไม่กี่ม่ กี่สัปสัดาห์ก่ห์ ก่อนอายันยั คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมสัพัทพัธ์กัธ์ กับดวงอาทิตย์หย์รือรืวันวัสุริสุยริคตินั้นนั้เท่ากับ 86400 วินวิาทีของเวลาสุริสุยริคติกลาง (86400.0025 วินวิาทีเอสไอ) เพราะวันวัสุริสุยริะของโลกในปัจจุบันบัยาวกว่าว่วันวั ในช่วช่งกลางคริสริต์ศตวรรษที่ 19 เล็กน้อยอัน เนื่องมาจากผลความเร่งร่น้ำ ขึ้นขึ้ลง ในแต่ละวันวัจึงจึยาวขึ้นขึ้ผันผัแปรไประหว่าว่ง 0 ถึง 2 มิลมิลิวินวิาที เอสไอ คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมสัพัทพัธ์กัธ์ กับดาวฤกษ์ไม่เม่คลื่อนที่เรียรีกว่าว่วันวัดาราคติ โดยหน่วยงานการหมุนของโลกและ ระบบอ้างอิงสากล (IERS: International Earth Rotation and Reference Systems Service) คือ 86164.098903691 วินวิาที จากเวลาสุริสุยริคติกลาง (ยูที (เวลาสากล) 1) หรือรื 23ช 56น 4.098903691 คาบการหมุน รอบตัวเองของโลกสัมสัพัทพัธ์กัธ์ กับการหมุนควงหรือรืการเคลื่อนที่เฉลี่ยของจุดวสันสัตวิษุวิษุวัตวัมักมัเรียรีกว่าว่วันวัดาวฤกษ์ คือ 86,164.09053083288 วินวิาที จากเวลาสุริสุยริคติกลาง (ยูที1) หรือรื (23ช 56น4.09053083288ว) ณ ปี ค.ศ. 1982 ดังนั้นนั้เองวันวัดาวฤกษ์จึงจึสั้นสั้กว่าว่วันวัดาราคติประมาณ 8.4 มิลมิลิวินวิาที ความยาวของเวลาสุริสุยริคติกลางในหน่วยวิ นาทีเอสไอสามารถนำ มาใช้อ้ช้ อ้างอิงได้จากหน่วยงานไออีอาร์เร์อสสำ หรับรัช่วช่งเวลาจากปี ค.ศ. 1623–2005 และปี ค.ศ. 1962–2005 ต่างจากดาวตกในบรรยากาศและดาวเทียมวงโคจรต่ำ ต่าง ๆ เทหฟ้าฟ้โดยมากมีกมีารเคลื่อนที่ปรากฏไปทางด้านตะวันวัตก ของท้องฟ้าฟ้ของโลกในอัตรา 15 องศาต่อชั่วชั่โมง หรือรื 15 ลิปดาต่อนาที สำ หรับรัวัตวัถุที่ถุที่อยู่ใยู่กล้กับเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรฟ้าฟ้จะ เคลื่อนไปเทียบเท่ากับเส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางปรากฏของดวงอาทิตย์หย์รือรืดวงจันจัทร์ใร์นทุกทุ ๆ สองนาที เมื่อมื่มองจากพื้นพื้ โลก ขนาดปรากฏโดยประมาณของดวงอาทิตย์แย์ละดวงจันจัทร์นั้ร์ นั้นั้ถือว่าว่เท่ากัน วงโคจร โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้ย์ ด้วยระยะห่าห่งเฉลี่ยประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรในทุกทุ ๆ 365.2564 วันวัสุริสุยริะกลาง หรือรืหนึ่งปี ดาวฤกษ์ ส่งส่ผลให้กห้ารเคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์คย์ล้อยไปทางตะวันวัออกเทียบกับดาวฤกษ์ฉากหลังในอัตราราว หนึ่งองศาต่อวันวัหรือรืเทียบเท่าขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์หย์รือรืดวงจันจัทร์ใร์นทุกทุ ๆ 12 ชั่วชั่โมง การเคลื่อนไปเช่นช่นี้ใช้เช้วลา เฉลี่ยราว 24 ชั่วชั่โมงหรือรืหนึ่งวันวัสุริสุยริะสำ หรับรัการหมุนรอบตัวเองตามแกนครบหนึ่งรอบของโลกซึ่งซึ่ดวงอาทิตย์กย์ลับสู่ เมอริเริดียนอีกครั้งรั้ความเร็วร็ของโลกในวงโคจรโดยเฉลี่ยประมาณ 29.8 กิโลเมตรต่อวินวิาที (107,000 กิโลเมตรต่อ ชั่วชั่โมง) ซึ่งซึ่เร็วร็มากพอที่จะเคลื่อนผ่าผ่นระยะทางเท่ากันกับเส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางของโลกที่ประมาณ 12,742 กิโลเมตรในเจ็ดจ็ นาที และผ่าผ่นระยะทางถึงดวงจันจัทร์ที่ร์ ที่ประมาณ 384,000 กิโลเมตร ในเวลาราว 3.5 ชั่วชั่โมง โลกและดวงจันจัทร์โร์คจรรอบจุดศูนย์กย์ลางมวลร่วร่มในทุกทุ ๆ 27.32 วันวัสัมสัพัทพัธ์กัธ์ กับดาวฤกษ์พื้นพื้หลัง เมื่อมื่ประกอบกันเข้าข้ กับวงโคจรร่วร่มโลก–ดวงจันจัทร์รร์อบดวงอาทิตย์แย์ล้ว เกิดเป็นคาบของเดือนจันจัทรคตินับจากอมาวสีหสีนึ่งไปอีกอมาวสี หนึ่งราว 29.53 วันวัเมื่อมื่มองจากขั้วขั้ฟ้าฟ้เหนือ การเคลื่อนที่ของโลก ดวงจันจัทร์ และการหมุนรอบแกนดาวของทั้งทั้คู่ล้คู่ล้วน เป็นไปในทิศทวนเข็มข็นาฬิกา เมื่อมื่มองจากจุดสูงสูเหนือขั้วขั้เหนือของทั้งทั้ดวงอาทิตย์แย์ละโลก วงโคจรของโลกจะมีทิมี ทิศทาง ทวนเข็มข็นาฬิการอบดวงอาทิตย์ วงโคจรและระนาบแกนไม่ไม่ด้วางตัวอยู่ใยู่นแนวเดียวกันโดยแกนหมุนของโลกมีกมีารเอียง ประมาณ 23.4 องศาจากแนวตั้งตั้ฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ (หรือรืสุริสุยริวิถีวิ ถี) และระนาบโคจรของดวง จันจัทร์รร์อบโลกเอียง ±5.1 องศาเทียบกับระนาบโลก–ดวงอาทิตย์ หากปราศจากการเอียงเช่นช่นี้ จะเกิดอุปราคาทุกทุสอง สัปสัดาห์สห์ลับกันระหว่าว่งจันจัทรุปราคาและสุริสุยุริยุปราคา


โดยข้อข้ตกลงทางดาราศาสตร์ ฤดูกดูาลทั้งทั้สี่นั้สี่ นั้นั้กำ หนดโดยอายันยัซึ่งซึ่เป็นจุดในวงโคจรที่แกนโลกเอียงเข้าข้หาหรือรืออก จากดวงอาทิตย์มย์ากที่สุดสุและวิษุวิษุวัตวัซึ่งซึ่เป็นจุดที่ทิศทางการเอียงของแกนกับทิศทางสู่ดสู่ วงอาทิตย์ตั้ย์ ตั้งตั้ฉากกัน สำ หรับรัซีกซี โลกเหนือเหมายันยัจะเกิดขึ้นขึ้ ประมาณวันวัที่ 21 ธันธัวาคม ครีษรีมายันยัเกิดขึ้นขึ้ ใกล้กับวันวัที่ 21 มิถุมินถุายน วสันสัตวิษุวิษุวัตวัเกิดขึ้นขึ้ราววันวัที่ 20 มีนมีาคม และศารทวิษุวิษุวัตวัจะประมาณวันวัที่ 23 กันยายน สำ หรับรัซีกซี โลกใต้สถานการณ์ จะกลับกันโดยวันวัที่เกิดครีษรีมายันยักับเหมายันยัและวสันสัตวิษุวิษุวัตวักับศารทวิษุวิษุวัตวัจะสลับกัน มุมการเอียงของแกนโลกถือว่าว่ค่อนข้าข้งเสถียรมาช้าช้นาน ความเอียงของแกนยังยัมีกมีารส่าส่ยซึ่งซึ่เป็นการเคลื่อนที่ขึ้นขึ้ ลงเล็กน้อยอย่าย่งไม่สม่ม่ำ เสมอโดยมีคมีาบหลักราว 18.6 ปี ทิศทางการวางตัวของแกนโลก (นอกเหนือจากมุมเอียง แล้ว) ยังยัมีกมีารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในลักษณะการหมุนควงโดยครบรอบวัฏวัจักจัรในทุกทุ ๆ เวลาประมาณ 25800 ปี ลักษณะการหมุนควงนี้เป็นสาเหตุที่ตุที่ทำ ให้ปีห้ ปีดาวฤกษ์กับปีฤดูกดูาลแตกต่างกัน การเคลื่อนที่ทั้งทั้สองรูปแบบดังกล่าว เกิดขึ้นขึ้ โดยความดึงดูดดูที่ผันผัแปรไปของดวงอาทิตย์แย์ละดวงจันจัทร์ที่ร์ ที่กระทำ ต่อส่วส่นโป่งป่บริเริวณศูนย์สูย์ตสูรของโลก ขั้วขั้ โลกทั้งทั้คู่ยัคู่งยัมีกมีารเคลื่อนตำ แหน่งได้หลายเมตรไปมาตามพื้นพื้ผิวผิโลก การเคลื่อนของขั้วขั้นี้ประกอบกันขึ้นขึ้จากวัฏวัจักจัร ที่หลากหลายซึ่งซึ่เรียรีกรวม ๆ กันว่าว่การเคลื่อนกึ่งคาบ ตัวอย่าย่งการเคลื่อนลักษณะนี้ซึ่งซึ่เกิดเป็นประจำ ด้วยวัฏวัจักจัร ประมาณ 14 เดือนก็คือการส่าส่ยแชนด์เลอร์ (Chandler wobble) อัตราเร็วร็ในการหมุนรอบตัวเองของโลกยังยั ผันผัแปรไปตามปรากฏการณ์ต่าง ๆ รู้จัรู้กจักันในชื่อชื่การผันผัแปรความยาวของวันวั โลก 31 การเอียงของแกนโลกและฤดูกดูาล แกนโลกเอียงประมาณ 23.439281° เทียบกับแกนของระนาบโคจร โดยจะชี้ไชี้ปขั้วขั้ฟ้าฟ้เสมอ เนื่องจากความเอียง ของแกนโลก ปริมริาณแสงอาทิตย์ที่ย์ ที่ตกกระทบจุดใด ๆ บนพื้นพื้ผิวผิจึงจึผันผัแปรไปตามแต่ละช่วช่งของปี ก่อให้เห้กิดการ เปลี่ยนฤดูกดูาลในแต่ละภูมิภูอมิากาศโดยฤดูร้ดูอร้นในซีกซี โลกเหนือจะเกิดขึ้นขึ้เมื่อมื่ทรอปิกออฟแคนเซอร์หัร์นหัเข้าข้หาดวง อาทิตย์ ส่วส่นฤดูหดูนาวเกิดเมื่อมื่ทรอปิกออฟแคปริคริอนในซีกซี โลกใต้หันหัเข้าข้หาดวงอาทิตย์ ในระหว่าว่งฤดูร้ดูอร้น กลางวันวั จะยาวกว่าว่และดวงอาทิตย์จย์ะมีตำมี ตำแหน่งสูงสูขึ้นขึ้บนท้องฟ้าฟ้ส่วส่นในฤดูหดูนาว ภูมิภูอมิากาศจะเย็นย็ลงและกลางวันวัจะสั้นสั้ลง ในละติจูดเขตอบอุ่นทางเหนือดวงอาทิตย์จย์ะขึ้นขึ้เหนือกว่าว่ทิศตะวันวัออกจริงริระหว่าว่งครีษรีมายันยัและลับฟ้าฟ้เหนือกว่าว่ ทิศตะวันวัตกจริงริ (กลับกันในฤดูหดูนาว) ในช่วช่งฤดูร้ดูอร้นของเขตอบอุ่นในซีกซี โลกใต้ดวงอาทิตย์จย์ะขึ้นขึ้ ใต้กว่าว่ทิศตะวันวั ออกจริงริและลับฟ้าฟ้ไปใต้กว่าว่ทิศตะวันวัตกจริงริ เหนืออาร์กร์ติกเซอร์เร์คิลขึ้นขึ้ ไปจะมีกมีรณีสุดสุขั้วขั้หนึ่งโดยที่ตลอดช่วช่งหนึ่งของปีจะไม่มีม่แมีสงอาทิตย์ส่ย์อส่งถึงเลย ซึ่งซึ่นาน สุดสุหกเดือนเต็ม ณ ขั้วขั้โลกเหนือพอดี เรียรีกว่าว่กลางคืนขั้วขั้โลก ส่วส่นในซีกซี โลกใต้สถานการณ์จะกลับตรงกันข้าข้มโดย การที่ขั้วขั้โลกใต้วางตัวในแนวตรงข้าข้มกับขั้วขั้โลกเหนือ อีกหกเดือนให้หห้ลัง ขั้วขั้โลกเหนือจะเกิดอาทิตย์เย์ที่ยงคืน คือ เป็นกลางวันวัตลอด 24 ชั่วชั่โมง กลับกับขั้วขั้โลกใต้ ตำ แหน่งของดวงอาทิตย์แย์ละโลกกับการเกิดฤดูกดูาล


ก่อนหน้าการบินบิผ่าผ่นดาวอังคารที่สำ เร็จร็ครั้งรั้แรกของ มาริเรินอร์ 4 เมื่อมื่ปี 1965 หลายคนคาดว่าว่มีน้ำมีน้ำ ในรูปของเหลว บนพื้นพื้ผิวผิดาวอังคาร แนวคิดนี้อาศัยผลต่างเป็นคาบที่สังสัเกตได้ของรอยมืดมืและรอยสว่าว่ง โดยเฉพาะในละติจูดขั้วขั้ ดาวซึ่งซึ่ดูเดูป็นทะเลและทวีปวีบางคนแปลความรอยมืดมืริ้วริ้ลายขนานเป็นร่อร่งทดน้ำ สำ หรับรัน้ำ ในรูปของเหลว ภายหลัง มีกมีารอธิบธิายว่าว่ภูมิภูปมิระเทศเส้นส้ตรงเหล่านั้นนั้เป็นภาพลวงตา แม้ว่ม้าว่หลักฐานทางธรณีวิทวิยาที่ภารกิจไร้คร้นบังบัคับ รวบรวมชี้ว่ชี้าว่ครั้งรั้หนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำมีน้ำปริมริาณมากปกคลุมลุบนพื้นพื้ผิวผิณ ช่วช่งใดช่วช่งหนึ่งในระยะต้น ๆ ของอายุ ในปี 2005 เรดาร์เร์ผยว่าว่มีน้ำมีน้ำแข็งข็น้ำ (water ice) ปริมริาณมากขั้วขั้ทั้งทั้สองของดาวและที่ละติจูดกลาง ยานสำ รวจ ภาคพื้นพื้ดาวอังคารสปิริตริพบตัวอย่าย่งสารประกอบเคมีที่มี ที่มีโมีมเลกุลกุน้ำ เมื่อมื่เดือนมีนมีาคม 2007 ส่วส่นลงจอดฟีนิฟี นิกซ์ พบตัวอย่าย่งน้ำ แข็งข็น้ำ โดยตรงในดินส่วส่นตื้นของดาวอังคารเมื่อมื่วันวัที่ 31 กรกฎาคม 2008 ดาวอังคาร 32 ดาวอังคาร (อังกฤษ: Mars) เป็นดาวเคราะห์ลำห์ ลำดับที่สี่จสี่ากดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์เห์ล็กที่สุดสุอันดับที่สองในระบบ สุริสุยริะรองจากดาวพุธ ในภาษาอังกฤษได้ชื่อชื่ตามเทพเจ้าจ้แห่งห่สงครามของโรมันมัมักมั ได้รับรัขนานนาม "ดาวแดง" เพราะมีอมีอกไซด์ของเหล็กดาษดื่นบนพื้นพื้ผิวผิทำ ให้มีห้สีมีอสีอกแดงเรื่อรื่ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หิห์นหิที่มีบมีรรยากาศ เบาบาง มีลัมี ลักษณะพื้นพื้ผิวผิคล้ายคลึงกับทั้งทั้หลุมลุอุกกาบาตบนดวงจันจัทร์ และภูเภูขาไฟ หุบหุเขา ทะเลทราย ตลอดจนพิดพิ น้ำ แข็งข็ขั้วขั้ดาวที่ปรากฏบนโลก คาบการหมุนรอบตัวเองและวัฏวัจักจัรฤดูกดูาลของดาวอังคารก็มีคมีวามคล้ายคลึงกับ โลกซึ่งซึ่ความเอียงก่อให้เห้กิดฤดูกดูาลต่าง ๆ ดาวอังคารเป็นที่ตั้งตั้ของโอลิมปัสมอนส์ ภูเภูขาไฟใหญ่ที่สุดสุบนดาวอังคาร และสูงสูสุดสุอันดับสองในระบบสุริสุยริะเท่าที่มีกมีารค้นพบ และเป็นที่ตั้งตั้ของเวลส์มส์าริเรินริสริแคนยอนขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ในระบบสุริสุยริะ แอ่งบอเรียรีลิสที่ราบเรียรีบในซีกซีเหนือของดาวปกคลุมลุกว่าว่ร้อร้ยละ 40 ของพื้นพื้ที่ทั้งทั้หมดและอาจเป็น ลักษณะการถูกถูอุกกาบาตชนครั้งรั้ใหญ่ ดาวอังคารมีดมีาวบริวริารสองดวง คือ โฟบอสและดีมอสซึ่งซึ่ต่างก็มีขมีนาดเล็ก และมีรูมีรูปร่าร่งบิดบิเบี้ยบี้ว ทั้งทั้คู่อคู่าจเป็นดาวเคราะห์น้ห์ น้อยที่ถูกถูจับจั ไว้ คล้ายกับทรอยของดาวอังคาร เช่นช่ 5261 ยูเรกา ดาวอังคาร มียมีานอวกาศที่กำ ลังปฏิบัติบั ติงานอยู่เยู่จ็ดจ็ลำ ห้าห้ลำ อยู่ใยู่นวงโคจร ได้แก่ 2001 มาร์สร์ โอดิสซี มาร์สร์เอ็กซ์เซ์พรส มาร์สร์รี คอนเนสเซนซ์อซ์อร์บิร์เบิตอร์ เมเว็นว็และมาร์สร์ออร์บิร์เบิตอร์มิร์ชมิชันชัและสองลำ บนพื้นพื้ผิวผิ ได้แก่ ยานสำ รวจภาคพื้นพื้ดาว อังคารออปพอร์ทูร์นิทูนิตี และยานมาร์สร์ ไซแอนซ์แซ์ลบอราทอรีคิรี คิวริอริอซิตีซิ ตีการสังสัเกตโดย มาร์สร์รีครีอนเนสเซนซ์อซ์อร์บิร์ บิ เตอร์ เปิดเผยว่าว่มีคมีวามเป็นไปได้ที่จะมีน้ำมีน้ำไหลในช่วช่งเดือนที่ร้อร้นที่สุดสุบนดาวอังคาร ในปี 2013 ยานคิวริอริอซิตีซิ ตีของ นาซาค้นพบว่าว่ดินของดาวอังคารมีน้ำมีน้ำเป็นองค์ประกอบระหว่าว่งร้อร้ยละ 1.5 ถึง 3 โดยมวล แม้ว่ม้าว่น้ำ นั้นนั้จะติดอยู่กัยู่ กับ สารประกอบอื่น ทำ ให้ไห้ม่สม่ามารถเข้าข้ถึงได้โดยอิสระ (Mars) อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์ 142,000,000 ไมล์


ดาวอังคาร 33 ลักษณะทางกายภาพ ดาวอังคารมีขมีนาดเส้นส้ผ่าผ่ศูนย์กย์ลางประมาณครึ่งรึ่หนึ่งของโลก และมีพื้มีพื้นพื้ที่ผิวผิน้อยกว่าว่พื้นพื้ที่ผิวผิดินทั้งทั้หมดของโลก รวมกันเพียพีงเล็กน้อย ดาวอังคารมีคมีวามหนาแน่นน้อยกว่าว่ โลก มีปมีริมริาตรประมาณร้อร้ยละ 15 ของโลก และมีมมีวล ประมาณร้อร้ยละ 11 ของมวลของโลก ลักษณะปรากฏสีแสีดงปนส้มส้ของพื้นพื้ผิวผิดาวอังคารมีสมีาเหตุมตุาจากไอเอิร์นร์ (III) ออกไซด์ หรือรืสนิมเหล็ก อาจมองเห็นห็คล้ายกับบัตบัเตอร์สร์กอตช์ และสีอื่สีอื่น ๆ ที่ปรากฏทั่วทั่ ไปตามพื้นพื้ผิวผินั้นนั้มีไมีด้ทั้งทั้สี ทอง สีน้ำสีน้ำตาล สีน้ำสีน้ำตาลอ่อน หรือรืสีอสีอกเขียขีวขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับแร่อร่งค์ประกอบ ดาวอังคารมีกมีารแยกชั้นชั้องค์ประกอบเช่นช่เดียวกับโลก โดยแบ่งบ่เป็นส่วส่นแก่นโลหะความหนาแน่นสูงสูซึ่งซึ่ถูกถูห่อห่หุ้มหุ้อยู่ ภายใต้ส่วส่นประกอบอื่น ๆ ที่มีคมีวามหนาแน่นน้อยกว่าว่แบบจำ ลองปัจจุบันบัของโครงสร้าร้งภายในแสดงรัศรัมีอมีาณา บริเริวณของแก่นดาวอยู่ที่ยู่ ที่ประมาณ 1794±65 กิโลเมตร มีอมีงค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและนิกเกิล โดยมีกำมี กำมะถัน รวมอยู่ด้ยู่ ด้วยประมาณร้อร้ยละ 16–17 คาดว่าว่แก่นไอเอิร์นร์ (II) ซัลซัไฟด์นั้นนั้มีธมีาตุเตุบาเป็นองค์ประกอบมากกว่าว่แก่นของ โลกถึงสองเท่า แก่นดาวล้อมรอบไปด้วยเนื้อดาวซิลิซิ ลิเกตซึ่งซึ่ประกอบขึ้นขึ้เป็นโครงสร้าร้งทางธรณีสัณสัฐานและภูเภูขาไฟ ต่าง ๆ บนดาวเคราะห์ซึ่ห์ซึ่งซึ่ในปัจจุบันบัเหมือมืนจะสงบนิ่ง นอกเหนือจากซิลิซิ ลิกอนและออกซิเซิจน ธาตุที่ตุที่มีมมีากที่สุดสุใน เปลือกผิวผิของดาวอังคารได้แก่ เหล็ก แมกนีเซียซีม อะลูมิลูเมินียม แคลเซียซีม และโพแทสเซียซีม ความหนาเฉลี่ยของ เปลือกดาวอยู่ที่ยู่ ที่ประมาณ 50 กิโลเมตร มีคมีวามหนาสูงสูสุดสุที่ประมาณ 125 กิโลเมตร ส่วส่นเปลือกโลกซึ่งซึ่มีคมีวามหนา เฉลี่ย 40 กิโลเมตร โครงสร้าร้ง ธรณีวิทวิยาพื้นพื้ผิว ประวัติวั ติศาสตร์ธร์รณีวิทวิยาของดาวอังคารสามารถแบ่งบ่ออกได้เป็นหลายช่วช่งเวลา แต่สำ หรับรัช่วช่งเวลาหลักแล้วสามารถแบ่งบ่ ได้ เป็นสามยุคด้วยกัน ยุคโนอาเคียน (ตั้งตั้ชื่อชื่ตาม โนอาคิสเทร์รร์า หรือรืแผ่นผ่ดินของโนอาห์)ห์: เป็นช่วช่งกำ เนิดพื้นพื้ผิวผิดาวอังคารที่เก่าแก่ที่สุดสุ เท่าที่ปรากฏ อยู่ใยู่นช่วช่งเวลาประมาณ 4.5 พันพัล้านปีก่อนจนถึง 3.5 พันพัล้านปีที่ผ่าผ่นมา พื้นพื้ผิวผิยุคโนอาเคียนเต็มไป ด้วยริ้วริ้รอยจากการพุ่งพุ่ชนขนาดใหญ่ครั้งรั้แล้วครั้งรั้เล่า ส่วส่นโป่งป่ธาร์ซิร์สซิที่ราบสูงสูภูเภูขาไฟที่คาดว่าว่เกิดขึ้นขึ้ ในระหว่าว่งยุค นี้พร้อร้มด้วยการท่วมท้นอย่าย่งกว้าว้งขวางของน้ำ ของเหลวในช่วช่งปลายยุค ยุคเฮสเพียพีเรียรีน (ตั้งตั้ขื่อขื่ตาม เฮสเพียพีเรียรีนเพลนัม หรือรืที่ราบสูงสูตะวันวัตก): ราว 3.5 พันพัล้านปีก่อน จนถึงช่วช่งเวลา ประมาณ 3.3 ถึง 2.9 พันพัล้านปีที่ผ่าผ่นมา เป็นยุคที่มีรมีอยปรากฏชัดชัเจนของการเกิดที่ราบลาวาขนาดใหญ่ ยุคแอมะโซเนียน (ตั้งตั้ขื่อขื่ตาม แอมะโซนิสเพลนิเชียชีหรือรืที่ราบแอมะซอน): นับตั้งตั้แต่ 3.3 ถึง 2.9 พันพัล้านปีก่อน จนถึงปัจจุบันบัพิ้นพิ้ผิวผิยุคนี้มีหมีลุมลุจากการพุ่งพุ่ชนน้อยแต่ค่อนข้าข้งหลากหลาย ภูเภูขาไฟโอลิมปัสเกิดขึ้นขึ้ ในยุคนี้ร่วร่มไป กับการไหลของลาวาอีกหลายที่บนดาวอังคาร แผนที่สี่มุสี่มุดาวอังคาร ภาพอิมเมจแมพดังต่อไปนี้ของดาวอังคารแบ่งบ่ออก เป็นแผนที่สี่มุสี่มุจำ นวน 30 ชิ้นชิ้กำ หนดโดยองค์การ สำ รวจธรณีวิทวิยาสหรัฐรัอเมริกริา แผนที่แต่ละชิ้นชิ้มีกมีาร กำ กับตัวเลขพร้อร้มอักษรนำ หน้า "MC" ย่อย่มาจาก "Mars Chart" หรือรืแผนภาพดาวอังคาร ด้านบนคือ แผนที่ตอนเหนือสุดสุตำ แหน่ง 0°N 180°W อยู่ทยู่าง ซ้าซ้ยสุดสุเหนือเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร ภาพแผนที่ได้มาจากมาร์สร์ โกลบอลเซอร์เร์วเยอร์


ยานสำ รวจภาคพื้นพื้คิวริอริอซิตีซิ ตีซึ่งซึ่ลงจอดบนดาวอังคารในเดือน สิงสิหาคม 2012 นั้นนั้มีคมีวามสามารถตรวจวัดวัเพื่อพื่แยกแยะความแตก ต่างของมีเมีทนที่ได้จากแหล่งกำ เนิดที่ต่างกันออกจากกันได้ แต่ แม้ว่ม้าว่การปฏิบัติบั ติภารกิจนั้นนั้จะชี้ขชี้าดได้จริงริๆ ว่าว่สิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิขนาดเล็กจิ๋วจิ๋ บนดาวอังคารเป็นผู้ใผู้ห้กำห้ กำเนิดมีเมีทน บรรดาสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิเหล่านั้นนั้ก็เหมือมืน จะอยู่ต่ำยู่ ต่ำลงไปเบื้อบื้งล่างพื้นพื้ผิวผินอกเหนือขอบเขตที่ตัวยานจะเข้าข้ถึง การตรวจวัดวัแรกโดยเครื่อรื่งวัดวัสเปกตรัมรัเลเซอร์แร์บบปรับรัได้แสดง ข้อข้มูลว่าว่มีมีมีเมีทนต่ำ กว่าว่ 5 ส่วส่นในพันพัล้านส่วส่น ณ จุดที่ทำ การตรวจวัดวั ในตำ แหน่งลงจอด เมื่อมื่ 19 กันยายน 2013 นักวิทวิยาศาสตร์นร์าซาได้ เผยผลการศึกษาคืบหน้าจากการตรวจวัดวั โดยคิวริอริอซิตีซิ ตีว่าว่ตรวจไม่ พบมีเมีทนในบรรยากาศในค่าการตรวจวัดวั 0.18±0.67 ส่วส่นในพันพัล้าน ส่วส่นปริมริาตรสอดคล้องกับขอบเขตบนที่เฉพาะ 1.3 ส่วส่นในพันพัล้าน ส่วส่นปริมริาตร (ขอบเขตความเชื่อชื่มั่นมั่ร้อร้ยละ 95) และจากผลลัพธ์นี้ธ์ นี้ ทำ ให้สห้รุปได้ว่าว่ความเป็นไปได้ที่จะมีกิมี กิจกรรมของจุลชีพชีที่สร้าร้งมีเมีทน บนดาวอังคารในปัจจุบันบันั้นนั้ลดลง ดาวอังคาร 34 บรรยากาศ ดาวอังคารสูญสูเสียสีแม็กม็นีโตสเฟียฟีร์ไร์ปเมื่อมื่สี่พัสี่นพัล้านปีก่อน อาจ เพราะการชนมากมายหลายครั้งรั้โดยดาวเคราะห์น้ห์ น้อย ทำ ให้ลห้มสุริสุยริะ มีปมีฏิสัมสัพันพัธ์กธ์ระทบโดยตรงกับไอโอโนสเฟียฟีร์ขร์องดาวอังคาร ลด ความหนาแน่นของบรรยากาศลงไปเรื่อรื่ย ๆ โดยปอกเปลื้องอะตอม จากบรรยากาศชั้นชั้นอกให้หห้ลุดลุลอยออกไป ทั้งทั้มาร์สร์ โกลบอลเซอร์เร์ว เยอร์แร์ละมาร์สร์เอ็กซ์เซ์พรสต่างก็ตรวจพบอนุภาคของบรรยากาศที่ แตกตัวเป็นประจุลากเป็นหางยาวในห้วห้งอวกาศเบื้อบื้งหลังดาว อังคาร และการสูญสูเสียสีบรรยากาศไปนี้กำ ลังอยู่ใยู่นการศึกษาโดย ยานเมเว็นว็เมื่อมื่เทียบกับโลกแล้วบรรยากาศของดาวอังคารเบาบาง กว่าว่มาก ความกดอากาศบนพื้นพื้ผิวผิณ ปัจจุบันบัอยู่ใยู่นช่วช่งตั้งตั้แต่น้อย สุดสุที่ 30 ปาสกาล (0.030 กิโลปาสกาล) บนยอดโอลิมปัสมอนส์ ไป จนถึง 1,155 ปาสกาล (1.155 กิโลปาสกาล) ในเฮลลาสเพลนิเชียชี โดยมีคมีวามกดอากาศเฉลี่ยที่ระดับพื้นพื้ผิวผิเท่ากับ 600 ปาสกาล (0.60 กิโลปาสกาล) ความหนาแน่นบรรยากาศสูงสูสุดสุบนดาวอังคาร มีค่มี ค่าเทียบเท่ากับความดัน ณ จุดที่สูงสู 35 กิโลเมตร เหนือพื้นพื้ผิวผิ โลก เป็นผลให้คห้วามหนาแน่นบนพื้นพื้ผิวผิคิดเป็นเพียพีงร้อร้ยละ 0.6 ของโลกเท่านั้นนั้ (101.3 กิโลปาสกาล) มีมมีาตราความสูงสูของ บรรยากาศที่ประมาณ 10.8 กิโลเมตร ซึ่งซึ่สูงสูกว่าว่ โลก (6 กิโลเมตร) เพราะความโน้มถ่วงที่พื้นพื้ผิวผิดาวอังคารมีค่มี ค่าเพียพีงร้อร้ยละ 38 ของ โลก รวมถึงผลชดเชยจากทั้งทั้การมีอุมีอุณหภูมิภูต่ำมิต่ำและน้ำ หนักโมเลกุลกุ สูงสูกว่าว่ค่าเฉลี่ยร้อร้ยละ 50 ของบรรยากาศดาวอังคาร บรรยากาศที่หลุดลุหนีไปจากดาวอังคาร (คาร์บร์อน ออกซิเซิจน และไฮโดรเจน) โดยเมเว็นว็ ในรังรัสียูสียูวี บรรยากาศที่เบาบางของดาว อังคาร มองเห็นห็จากขอบฟ้าฟ้ แหล่งผลิตและกักเก็บมีเมีทน (CH4) ที่อาจมีอมียู่บยู่นดาวอังคาร


ในปี 1994 ยานอวกาศมาร์สร์เอ็กซ์เซ์พรสขององค์การอวกาศยุโรปพบ การเรือรืงแสงอัลตราไวโอเลตจาก "ร่มร่แม่เม่หล็ก" ในซีกซี ใต้ของดาว อังคารไม่มีม่สมีนามแม่เม่หล็กที่ครอบคลุมลุทั้งทั้ดาวซึ่งซึ่จะนำ ทางอนุภาคมี ประจุทั้งทั้หลายให้เห้ข้าข้สู่ชั้สู่ นชั้บรรยากาศ ดาวอังคารมีสมีนามแม่เม่หล็กรูป ร่มร่อยู่หยู่ลายแห่งห่ส่วส่นใหญ่อยู่ใยู่นซีกซี ใต้ซึ่งซึ่เป็นซากหลงเหลือของ สนามแม่เม่หล็กซึ่งซึ่เคยครอบคลุมลุทั้งทั้ดาวแต่เสื่อสื่มสลายไปเมื่อมื่หลาย พันพัล้านปีก่อน ในปลายเดือนธันธัวาคม 2014 ยานอวกาศเมเว็นว็ของนาซาตรวจพบ หลักฐานการแผ่กผ่ระจายเป็นบริเริวณกว้าว้งของออโรราบนซีกซีเหนือ ของดาวอังคาร และทอดต่ำ ลงถึงละติจูดประมาณ 20–30 องศา เหนือจากเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรดาวอังคาร ในขณะที่ออโรราบนโลกอยู่ใยู่นระยะ สูงสู 100 ถึง 500 กิโลเมตรจากผิวผิดาวเคราะห์ แต่บนดาวอังคาร อนุภาคที่ก่อให้เห้กิดออโรราทะลวงผ่าผ่นบรรยากาศของดาวเคราะห์เห์ข้าข้ มาสร้าร้งออโรราขึ้นขึ้ ในระดับต่ำ กว่าว่ 100 กิโลเมตรจากพื้นพื้ผิวผิสนาม แม่เม่หล็กในลมสุริสุยริะโอบคลุมลุดาวอังคาร เข้าข้สู่บสู่ รรยากาศ และอนุภาค มีปมีระจุตามเส้นส้แรงแม่เม่หล็กของลมสุริสุยริะเข้าข้สู่บสู่ รรยากาศทำ ให้อห้อโร ราเกิดขึ้นขึ้ภายนอกร่มร่แม่เม่หล็ก วันวัที่ 18 มีนมีาคม 2015 นาซารายงานการตรวจพบออโรราที่ยังยัไม่ เป็นที่เข้าข้ใจแน่ชัดชัและเมฆฝุ่นที่ยังยัไมมีคำมี คำอธิบธิายภายในบรรยากาศ ของดาวอังคาร ดาวอังคาร 35 ออโรรา ภูมิภูอมิากาศ จากดาวเคราะห์ทั้ห์ ทั้งทั้หมดในระบบสุริสุยริะ ฤดูกดูาลของดาวอังคารมีคมีวามใกล้เคียงกับโลกมากที่สุดสุเนื่องจากความเอียง ของแกนการหมุนของดาวทั้งทั้สองที่คล้ายคลึงกัน ระยะเวลาของแต่ละฤดูกดูาลบนดาวอังคารมีคมีวามยาวประมาณ สองเท่าของฤดูกดูาลบนโลก เพราะดาวอังคารมีรมีะยะห่าห่งจากดวงอาทิตย์มย์ากกว่าว่หนึ่งปีของดาวอังคารจึงจึยาวนาน ร่วร่มสองปีของโลก อุณหภูมิภูบมินพื้นพื้ผิวผิดาวอังคารผันผัแปรจากค่าต่ำ สุดสุที่ประมาณ –143 องศาเซลเซียซีส ที่บริเริวณ แผ่นผ่ขั้วขั้ดาวในฤดูหดูนาว จนถึงค่าสูงสูสุดสุที่ประมาณ 35 องศาเซลเซียซีส (95 องศาฟาเรนไฮต์) ในฤดูร้ดูอร้นบริเริวณ ศูนย์สูย์ตสูรการมีช่มีวช่งอุณหภูมิภูที่มิ ที่กว้าว้งมากเช่นช่นี้เป็นผลมาจากบรรยากาศที่เบาบางจนไม่สม่ามารถกักเก็บความร้อร้นจาก ดวงอาทิตย์ไย์ด้มากนัก การมีคมีวามกดอากาศที่ต่ำ และการที่มีค่มี ค่าความเฉื่อยความร้อร้นต่ำ ของดินบนดาวอังคารระยะ ห่าห่งจากดวงอาทิตย์ถึย์ ถึงดาวอังคารคิดเป็น 1.52 เท่าเมื่อมื่เทียบกับระยะจากดวงอาทิตย์ถึย์ ถึงโลก ทำ ให้ดห้าวอังคารได้รับรั แสงจากดวงอาทิตย์เย์พียพีงร้อร้ยละ 43 ต่อหน่วยพื้นพื้ที่เมื่อมื่เทียบกับโลก ถ้าหากดาวอังคารมีวมีงโคจรแบบเดียวกับโลกแต่ละฤดูกดูาลของดาวอังคารก็จะเหมือมืนโลก แต่การมีคมีวามเยื้อยื้ง ศูนย์กย์ลางของวงโคจรมากกว่าว่เมื่อมื่เปรียรีบกันนี้เองที่ส่งส่ผลกระทบสำ คัญ ดาวอังคารเข้าข้ใกล้จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุ เมื่อมื่เป็นฤดูร้ดูอร้นในดาวซีกซี ใต้ซึ่งซึ่ดาวซีกซีเหนือก็จะเป็นฤดูหดูนาว และเข้าข้ใกล้จุดไกลดวงอาทิตย์ที่ย์ ที่สุดสุเมื่อมื่เป็นฤดูหดูนาวใน ดาวซีกซี ใต้ซึ่งซึ่ดาวซีกซีเหนือก็จะเป็นฤดูร้ดูอร้น ผลที่ตามมาคือฤดูกดูาลในดาวซีกซี ใต้จะรุนแรงมากกว่าว่และฤดูกดูาลในดาวซีกซี เหนือจะอ่อนเบากว่าว่อีกซีกซีหนึ่งในแต่ละกรณี อุณหภูมิภูใมินฤดูร้ดูอร้นของดาวซีกซี ใต้สามารถอุ่นได้มากกว่าว่อุณหภูมิภูใมินฤดู ร้อร้นของดาวซีกซีเหนือได้ถึง 30 เคลวินวิ (30 องศาเซลเซียซีส หรือรื 54 องศาฟาเรนไฮต์) ดาวอังคารมีพมีายุฝุ่นที่ใหญ่ที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ มีไมีด้ตั้งตั้แต่พายุในพื้นพื้ที่เล็ก ๆ ไปจนถึงพายุขนาดมโหฬารที่ครอบคลุมลุ ทั่วทั่ทั้งทั้ดาวเคราะห์ พายุเหล่านี้มักมัจะเกิดขึ้นขึ้เมื่อมื่ดาวอังคารเข้าข้ใกล้ดวงอาทิตย์แย์ละแสดงให้เห้ห็นห็การเพิ่มพิ่ขึ้นขึ้ของ อุณหภูมิภูบมินดาว


ดาวพฤหัสหับดี เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ป็นลำ ดับที่ 5 ใหญ่ที่สุดสุในระบบสุริสุยริะ นอกจากดาวพฤหัสหับดี ดาวเคราะห์แห์ก๊สดวงอื่นๆ ในระบบสุริสุยริะได้แก่ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ชื่อชื่ละตินของดาวพฤหัสหับดี (Jupiter) มาจากเทพเจ้าจ้โรมันมัสัญสัลักษณ์แทนดาวพฤหัสหับดี คือ ♃ เป็นสายฟ้าฟ้ของเทพเจ้าจ้ซุส หรือรืเรียรีกอีกอย่าย่งหนึ่ง ว่าว่ดาวยักยัษ์ ดาวพฤหัสหับดีมีมมีวลสูงสูกว่าว่มวลของดาวเคราะห์อื่ห์อื่นรวมกันราว 2.5 เท่า ทำ ให้ศูห้ศูนย์รย์ะบบมวลระหว่าว่งดาวพฤหัสหับดีกับ ดวงอาทิตย์ อยู่เยู่หนือผิวผิดวงอาทิตย์ (1.068 เท่าของรัศรัมีดมีวงอาทิตย์ เมื่อมื่วัดวัจากศูนย์กย์ลางดวงอาทิตย์)ย์ดาว พฤหัสหับดีหนักว่าว่ โลก 318 เท่า เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางยาวกว่าว่ โลก 11 เท่า และมีปมีริมริาตรคิดเป็น 1,300 เท่าของโลก เชื่อชื่กัน ว่าว่หากดาวพฤหัสหับดีมีมมีวลมากกว่าว่นี้สักสั 60-70 เท่า อาจเพียพีงพอที่จะให้เห้กิดปฏิกิริยริานิวเคลียร์จร์นกลายเป็นดาวฤกษ์ ได้ ดาวพฤหัสหับดีหมุนรอบตัวเองด้วยอัตราเร็วร็สูงสูที่สุดสุเมื่อมื่เทียบกับดาวเคราะห์ดห์วงอื่นในระบบสุริสุยริะ ทำ ให้มีห้รูมีรูปร่าร่งแป้นป้ เมื่อมื่ดูผ่ดูาผ่นกล้องโทรทรรศน์ นอกจากชั้นชั้เมฆที่ห่อห่หุ้มหุ้ดาวพฤหัสหับดี ร่อร่งรอยที่เด่นชัดชัที่สุดสุบนดาวพฤหัสหับดี คือ จุดแดง ใหญ่ ซึ่งซึ่เป็นพายุหมุนที่มีขมีนาดใหญ่กว่าว่ โลก โดยทั่วทั่ ไป ดาวพฤหัสหับดีเป็นวัตวัถุที่ถุที่สว่าว่งที่สุดสุเป็นอันดับที่ 4 ในท้องฟ้าฟ้ (รองจากดวงอาทิตย์ดย์วงจันจัทร์ และดาวศุกร์ อย่าย่งไรก็ตาม บางครั้งรั้ดาวอังคารก็ปรากฏสว่าว่งกว่าว่ดาวพฤหัสหับดี) จึงจึเป็นที่รู้จัรู้กจัมาตั้งตั้แต่ยุคก่อนประวัติวั ติศาสตร์ การ ค้นพบดาวบริวริารขนาดใหญ่ 4 ดวง ได้แก่ ไอโอ, ยูโรปา, แกนีมีดมีและคัลลิสโต โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี เมื่อมื่ค.ศ. 1610 เป็นการค้นพบวัตวัถุที่ถุที่ไม่ไม่ด้โคจรรอบโลกเป็นครั้งรั้แรก นับเป็นจุดที่สนับสนุนทฤษฎีดวงอาทิตย์เย์ป็นศูนย์กย์ลางที่เสนอ โดยโคเปอร์นิร์ นิคัส การออกมาสนับสนุนทฤษฎีนี้ทำ ให้กห้าลิเลโอต้องเผชิญชิกับการไต่สวน ดาวพฤหัสหับดี หมุนรอบตัวเอง ใช้เช้วลา 10 ชั่วชั่โมง ดาวพฤหัสบดี 36 วงแหวนของดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสหับดีมีวมีงแหวนเช่นช่เดียวกับดาวเสาร์แร์ต่มีคมีวามเลือนลางและ ขนาดเล็กกว่าว่สามารถเห็นห็ ได้ในรังรัสีอิสี อินฟราเรดทั้งทั้จากกล้องโทรทรรศน์ที่ พื้นพื้ โลกและจากยานกาลิเลโอ วงแหวนของดาวพฤหัสหัค่อนข้าข้งมืดมืซึ่งซึ่อาจ ประกอบด้วยเศษหินหิขนาดเล็ก และไม่พม่บน้ำ แข็งข็เหมือมืนที่พบในวงแหวน ของดาวเสาร์ วัตวัถุที่ถุที่อยู่ใยู่นวงแหวนของดาวพฤหัสหัอาจไม่อม่ยู่ใยู่นวงแหวน นาน เนื่องจากแรงเหวี่ยวี่งที่เกิดจากบรรยากาศและสนามแม่เม่หล็ก มีหมีลัก ฐานที่แสดงให้เห้ห็นห็ว่าว่วงแหวนได้วัตวัถุเถุพิ่มพิ่เติมจากฝุ่นที่เกิดจากอุกกาบาต ตกชนดาวบริวริารวงใน ซึ่งซึ่เนื่องจากพลังงานมหาศาลจากแรงดึงดูดดูขนาด ใหญ่ของดาวพฤหัสหับดี องค์ประกอบของวงแหวนดาวพฤหัสหับดี (Jupiter) ดาวพฤหัสหับดีอยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์โย์ดยเฉลี่ย 778 ล้านกิโลเมตร


ดาวพฤหัสหัเป็นดาวเคราะห์ก๊ห์ ก๊าซขนาดยักยัษ์ที่ไม่มีม่พื้มีพื้นพื้ผิวผิให้เห้หยียยีบ แกนกลางเป็น ชั้นชั้แข็งข็ของไฮโดรเจน และฮีเลียมที่แข็งข็ เหมือมืนโลหะเนื่องจากอยู่ภยู่ายใต้ความกดดันที่สูงสูมาก ชั้นชั้กลางเป็นชั้นชั้ของของไฮโดรเจนเหลว หนาราว 45,000 กิโลเมตร ภายใต้ความกดดันสูงสูราว 3 ล้านเท่า ของ ความกดอากาศบนโลก ถัดขึ้นขึ้มาอีกเป็นชั้นชั้ของโมเลกุลกุของ ไฮโดรเจนที่แตกตัว เป็นประจุไฟฟ้าฟ้ทำ ให้เห้กิดสนาม แม่เม่หล็กความเข้มข้สูงสูรอบดาวพฤหัสหัรูปคล้ายโดนัท ซึ่งซึ่ตรวจวัดวั ได้ จาก ยานวอยเอเจอร์ ชั้นชั้บนสุดสุเป็นชั้นชั้ของ บรรยากาศที่หนาแน่น บรรยากาศของดาวพฤหัสหั ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 81% ฮีเลียม 18% ที่เหลือเป็น มีเมีธน แอมโมเนีย ฟอสฟอรัสรัและ ไอน้ำ ดาวพฤหัสบดี 37 ลักษณะทางกายภาพ บรรยากาศ บรรยากาศหนาทึบของดาวพฤหัสหับดีประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสำ คัญ นอกจากนั้นนั้ยังยัมีแมีอมโมเนีย และมีเมีทน เล็กน้อย แบ่งบ่ชั้นชั้บรรยากาศเป็น ๓ ชั้นชั้ชั้นชั้บนสุดสุเป็นแอมโมเนียเบาบาง ต่ำ ลงไปเป็นชั้นชั้ของไอน้ำ จับจัตัวเป็น ก้อนเมฆ และชั้นชั้บรรยากาศหนาทึบอยู่ลึยู่ ลึกลงไป มักมัเกิดพายุ ฟ้าฟ้คะนองรุนแรง มีฟ้มีาฟ้แลบ ฟ้าฟ้ผ่าผ่ ปรากฏเป็นประกายแสง สว่าว่งในชั้นชั้เมฆอยู่เยู่สมอ บรรยากาศของดาวพฤหัสหับดีปั่นป่วป่นด้วยกระแสลมความเร็วร็สูงสูมีพมีายุหมุนวนในแนวดิ่ง เกิดจากกระแสอากาศที่มี ระดับอุณหภูมิภูมิและความกดต่างกัน เคลื่อนแทนที่และสวนทางกัน มวลสารจากบริเริวณมืดมืมีอุมีอุณหภูมิภูต่ำมิต่ำกว่าว่ความกด สูงสูกว่าว่เคลื่อนที่จมลึกลงไปในบรรยากาศชั้นชั้ล่าง ขณะที่มวลสารจากบริเริวณสว่าว่งมีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสูกว่าว่ความกดต่ำ กว่าว่ เคลื่อนลอยสูงสูขึ้นขึ้แทนที่ เกิดพายุหมุนรูปวงรีขรีนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กันกระจายทั่วทั่ ไปในบรรยากาศ เมื่อมื่ดาวพฤหัสหับดี หมุนรอบตัวเองอย่าย่งรวดเร็วร็กระแสลม และพายุเหล่านี้จึงจึหมุนเป็นเกลียวยาว เคลื่อนที่ไปรอบดวง เกิดเป็นแถบมืดมื และแถบสว่าว่ง พาดอยู่ใยู่นแนวตะวันวัออก - ตะวันวัตก เรียรีกว่าว่เข็มข็ขัดขัดาวพฤหัสหับดี โครงสร้าร้ง


ดาวเสาร์ (อังกฤษ: Saturn) เป็นตัวแทนของเทพแซทเทิร์นร์ (Saturn) เทพแห่งห่การเพาะปลูกลูในตำ นานของชาวโรมันมั ส่วส่นในตำ นานกรีกรีมีชื่มีชื่อชื่ว่าว่ โครนอส (Cronos) ซึ่งซึ่เป็นบิดบิาแห่งห่ซูส (Zeus) เทพแห่งห่ดาวพฤหัสหับดี โดยดาวเสาร์เร์ป็น ดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ป็นลำ ดับที่ 6 ที่ระยะทาง 1,433 ล้านกิโลเมตร จัดจัเป็นดาวเคราะห์แห์ก๊ส มีขมีนาด ใหญ่ที่สุดสุเป็นอันดับสองในระบบสุริสุยริะรองจากดาวพฤหัสหับดี ดาวเสาร์มีร์วมีงแหวนขนาดใหญ่ ที่ประกอบขึ้นขึ้จากก้อนหินหิ ที่มีน้ำมีน้ำแข็งข็ ปะปน สัญสัลักษณ์แทนดาวเสาร์ คือ ♄ ดาวเสาร์มีร์รูมีรูปร่าร่งป่อป่งออกตามแนวเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร ที่เรียรีกว่าว่ทรงกลมแป้นป้ (oblate spheroid) เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลาง ตามแนวขั้วขั้สั้นสั้กว่าว่ตามแนวเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่าย่งรวดเร็วร็ดาวเคราะห์ดห์วง อื่นๆ ก็มีลัมี ลักษณะเป็นทรงกลมแป้นป้เช่นช่กัน แต่ไม่มม่ากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เร์ป็นดาวเคราะห์เห์พียพีงดวงเดียวในระบบ สุริสุยริะ ที่มีคมีวามหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าว่น้ำ (0.70 กรัมรั /ลูกลูบาศก์เซนติเมตร) อย่าย่งไรก็ตาม บรรยากาศชั้นชั้บนของดาว เสาร์มีร์คมีวามหนาแน่นน้อยกว่าว่นี้ ขณะที่ที่แกนมีคมีวามหนาแน่นมากกว่าว่น้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ ดาวเสาร์ 38 ดาวเสาร์ ประกอบไปด้วย เศษหินหิและน้ำ แข็งข็ขนาดเล็ก เรียรีงตัวอยู่ใยู่นระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ร์ ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อย่ยๆ มากมาย ความจริงริแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้ร์ นั้นั้บางมาก โดยมีคมีวามหนาเฉลี่ยเพียพีง 500 กิโลเมตรเท่านั้นนั้แต่เศษวัตวัถุใถุน วงแหวนมีคมีวามสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้าว้งกว่าว่ 80,000 กิโลเมตร จึงจึสามารถสังสัเกตได้จากโลก (Saturn) ดวงจันจัทร์บร์ริวริารของดาวเสาร์ ดาวเสาร์มีร์ดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารอย่าย่งน้อย 30 ดวง ดวงจันจัทร์บร์ริวริารที่มีขมีนาดใหญ่ที่สุดสุคือ "ไททัน" (Titan) มีขมีนาดใหญ่ หว่าว่ดาวพุธ ไททันมีชั้มีนชั้บรรยากาศที่ประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจนเป็นส่วส่นใหญ่ คล้ายคลึงกับชั้นชั้บรรยากาศของโลก ดัง นั้นนั้นักดาราศาสตร์จึร์งจึสนใจที่จะศึกษาดวงจันจัทร์ไร์ททันอย่าย่งละเอียด เพื่อพื่ที่จะได้นำ มาเปรียรีบเทียบกับโลก ดวงจันจัทร์บร์ริวริารที่มีขมีนาดรองจากไททันได้แก่ รี ดิโอนี ไออาเพตุสตุเททิส เอนเซลาดุสดุและ มิมมิาส ซึ่งซึ่ส่วส่นใหญ่ประกอบ ด้วย น้ำ แข็งข็และมีหิมีนหิผสมอยู่เยู่ล็กน้อย ดาวเสาร์ห่ร์าห่งจากดวงอาทิตย์ปย์ระมาณ 1,400 ล้านกิโลเมตร


ดาวเสาร์มีร์รูมีรูปร่าร่งป่อป่งออกตามแนวเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร ที่เรียรีกว่าว่ทรงกลมแป้นป้ (oblate spheroid) เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางตาม แนวขั้วขั้สั้นสั้กว่าว่ตามแนวเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่าย่งรวดเร็วร็ดาวเคราะห์ดห์วงอื่นๆ ก็มี ลักษณะเป็นทรงกลมแป้นป้เช่นช่กัน แต่ไม่มม่ากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เร์ป็นดาวเคราะห์เห์พียพีงดวงเดียวในระบบสุริสุยริะ ที่มี ความหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าว่น้ำ (0.70 กรัมรั /ลูกลูบาศก์เซนติเมตร) อย่าย่งไรก็ตาม บรรยากาศชั้นชั้บนของดาวเสาร์มีร์ มี ความหนาแน่นน้อยกว่าว่นี้ ขณะที่ที่แกนมีคมีวามหนาแน่นมากกว่าว่น้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ปร์ระกอบไปด้วย เศษหินหิและ น้ำ แข็งข็ขนาดเล็ก เรียรีงตัวอยู่ใยู่นระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ร์ ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อย่ยๆมากมาย ความจริงริแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้ร์ นั้นั้บางมาก โดยมีคมีวามหนาเฉลี่ยเพียพีง 500 กิโลเมตรเท่านั้นนั้แต่เศษวัตวัถุใถุนวงแหวน มีคมีวามสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้าว้งกว่าว่ 80,000 กิโลเมตร จึงจึสามารถสังสัเกตได้จากโลก ดาวอังคาร 39 ลักษณะทางกายภาพ วงแหวน ดาวเสาร์เร์ป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีรมีะบบวงแหวนดาวเคราะห์ ขนาดใหญ่มากกว่าว่ดาวเคราะห์อื่ห์อื่นในระบบสุริสุยริะ วงแหวนของดาว เสาร์ ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจำ นวนมากนับไม่ถ้ม่ ถ้วน ที่มีขมีนาดตั้งตั้แต่ไม่กี่ม่ กี่ไมโครเมตรไปจนถึงหลายเมตร กระจุกตัว รวมกันอยู่แยู่ละโคจรไปรอบๆ ดาวเสาร์ อนุภาคในวงแหวนส่วส่นใหญ่เป็นน้ำ แข็งข็มีบมีางส่วส่นที่เป็นฝุ่นและสสารอื่น วงแหวนของดาวเสาร์ช่ร์วช่ยสะท้อนแสง ทำ ให้มห้องเห็นห็ความสว่าว่งของดาวเสาร์เร์พิ่มพิ่มากขึ้นขึ้แต่เราไม่สม่ามารถมองเห็นห็ วงแหวนเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่า ในปี ค.ศ. 1610 ซึ่งซึ่กาลิเลโอ เริ่มริ่ ใช้กช้ล้องโทรทรรศน์ในการสำ รวจท้องฟ้าฟ้เขาเป็นกลุ่มลุ่คน ยุคแรกๆ ที่พบและเฝ้าสังสัเกตวงแหวนของดาวเสาร์ แม้จม้ะมองไม่เม่ห็นห็ลักษณะอันแท้จริงริของมันมั ได้อย่าย่งชัดชัเจน ปี ค.ศ. 1655 คริสริเตียน ฮอยเกนส์ เป็นผู้แผู้ รกที่สามารถอธิบธิายลักษณะของวงแหวนว่าว่เป็นแผนจานวนรอบๆ ดาวเสาร์ วงแหวนดาวเสาร์ตัร์ ตัดผ่าผ่นฉากหลังที่มีดมีวงจันจัทร์ไร์ททัน (รูปเสี้ยสี้วขอบสีขสีาว) และดวงจันจัทร์เร์อนเซลาดัส (ขวาล่างสีดำสี ดำ ) ปรากฏอยู่ นักดาราศาสตร์ค้ร์ ค้นพบดวงจันจัทร์บร์ริวริารดาวเสาร์เร์พิ่มพิ่อีก 20 ดวง จากเดิม 62 ดวง รวม 82 ดวง ส่งส่ผลให้ดห้าวเสาร์ขร์ยับยัขึ้นขึ้ มาครองตำ แหน่งดาวเคราะห์ที่ห์ ที่มีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริารมากที่สุดสุแซงแชมป์เป์ก่าอย่าย่งดาวพฤหัสหับดีที่มีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริาร 79 ดวง โครงสร้าร้ง ดาวเสาร์มีร์อมีงค์ประกอบคล้ายกับดาวพฤหัสหับดีคือ ประกอบไป ด้วย ไฮโดรเจน 75% ฮีเลียม 25% ปะปนไปด้วยน้ำ มีเมีทน แอมโมเนีย เพียพีงเล็กน้อย โครงสร้าร้งภายในของดาวเสาร์ มี ลักษณะคล้ายคลึงกับของดาวพฤหัสหับดี ซึ่งซึ่มีแมีกนกลางที่เป็นหินหิ แข็งข็ห่อห่หุ้มหุ้ด้วยแมนเทิลชั้นชั้ ใน ที่เป็นโลหะไฮโดรเจน และแมนเทิล ชั้นชั้นอกที่เป็น ไฮโดรเจน และฮีเลียมเหลว แถบที่มีคมีวามเข้มข้ต่างๆ กันที่ปรากฏบนดาวเสาร์ เกิดจากการ หมุนรอบตัวเองที่เร็วร็มากของดาว ทำ ให้เห้กิดการหมุนวนของชั้นชั้ บรรยากาศ ที่มีอุมีอุณภูมิภูแมิตกต่างกัน จึงจึปรากฏเป็นแถบเข้มข้และ จาง สลับกันไป


ชั้นชั้บรรยากาศของดาวเสาร์ คล้ายกับดาวพฤหัสหั ประกอบด้วย ไฮโดรเจนประมาณ 94% เป็นฮีเลียมประมาณ 6% ส่วส่นที่ เหลือ คือมีเมีทน, น้ำ และแอมโมเนีย รวมถึงก๊าซอื่นๆ ดาวเสาร์ มีอุมีอุณหภูมิภูภมิายในสูงสูมาก ดาวเสาร์มีร์กมีารถ่ายเท พลังงานความ ร้อร้นสู่อสู่ วกาศ มากกว่าว่ความร้อร้นที่ได้รับรัจากดวงอาทิตย์ โดยคาดว่าว่ ใจกลางอาจมีอุมีอุณหภูมิภูถึมิ ถึง 1,200 องศาเซลเซียซีสเลยที เดียว ดาวเสาร์มีร์แมีถบที่ผิวผิของดาว ที่เรียรีกว่าว่ Belt เช่นช่เดียวกับดาวพฤหัสหัซึ่งซึ่เกิดจากพายุความเร็วร็สูงสูซึ่งซึ่มีคมีวามเร็วร็ถึง ประมาณ 1,700 กิโลเมตรต่อชั่วชั่โมง (หรือรืประมาณ 1,100 mph) ดาวอังคาร 40 บรรยากาศ ดาวบริวริาร ไททัน (Titan) ไททันเป็นดาวบริวริารดวงใหญ่ที่สุดสุของดาวเสาร์ และเป็นดาวบริวริารดวงเดียว ในระบบสุริสุยริะ ที่มีบมีรรยากาศห่อห่หุ้มหุ้ชัดชัเจน บรรยากาศหนาทึบด้วยไนโตรเจน และมีเมีทน ซึ่งซึ่เป็นหมอกมัวมัสีส้สีมส้ ปกคลุมลุทั่วทั่ดวง จนไม่สม่ามารถมองเห็นห็พื้นพื้ผิวผิได้ แต่องค์ ประกอบของไนโตรเจน และมีเมีทนในบรรยากาศของไททัน น่าจะก่อให้เห้กิดสารประกอบไฮโดรคาร์บร์อนซึ่งซึ่เป็นโมเลกุลกุพื้นพื้ฐานของ กรดแอมิโมินที่จำ เป็นต่อสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิจึงจึเป็นที่น่าสนใจว่าว่สภาพบนไททันอาจคล้ายกับสภาพในบรรยากาศโลกเมื่อมื่หลายพันพัล้านปี ก่อน การเรียรีนรู้สรู้ภาพทางเคมีใมีนบรรยากาศของไททันจึงจึเป็นกุญกุแจสำ คัญ ให้มห้นุษย์เย์ข้าข้ใจถึงวิวัวิฒวันาการ ของการเกิดสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิ แรกเริ่มริ่บนโลกของเรา เอนเซลาดัส (Enceladus) พื้นพื้ผิวผิมีลัมี ลักษณะเป็นน้ำ แข็งข็ทั่วทั่ดวง ขณะเมื่อมื่ยานวอยเอเจอร์เร์ดินทางสำ รวจดาวเสาร์ ก็ได้พบภูเภูขาไฟ กำ ลังปะทุมทุวลสารพ่นพ่น้ำ แข็งข็ออกสู่อสู่ วกาศ จึงจึสันสันิษฐานว่าว่น้ำ แข็งข็เหล่านั้นนั้ถูกถูดาวเสาร์ดูร์ดดูจับจั ไว้ เกิดเป็นวงแหวนชั้นชั้นอกสุดสุของดาวเสาร์ ไอเอปอิตัส (Iapetus) พื้นพื้ผิวผิมีลัมี ลักษณะต่างกัน ๒ แบบ ขณะที่ครึ่งรึ่ดวงถูกถูปกคลุมลุด้วยมวลสารสว่าว่งคล้ายน้ำ แข็งข็แต่อีกครึ่งรึ่ดวง ปกคลุมลุด้วยสารสีมืสีดมื คล้ำ น่าสงสัยสัว่าว่สารสีมืสีดมืคล้ำ คืออะไร ฟีบีฟี บี(Phoebe) ดาวบริวริารดวงเล็ก เส้นส้ผ่าผ่ศูนย์กย์ลางประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร หมุนรอบตัวเองในเวลา ๙ ชั่วชั่โมง ๑๖ นาที โคจรรอบดาวเสาร์ใร์น เวลา ๑๘ เดือน วงโคจรยาวรี และเคลื่อนที่สวนทางกับดาวบริวริารดวงอื่นของดาวเสาร์ พื้นพื้ผิวผิสีมืสีดมืคล้ำ เต็มไปด้วยหลุมลุ อุกกาบาต และมีน้ำมีน้ำแข็งข็ ปกคลุมลุทั่วทั่ดวง


ดาวยูเรนัส 41 ดาวยูเรนัส (อังกฤษ: Uranus หรือรืมฤตยู) เป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่อยู่ห่ยู่าห่งจากดวงอาทิตย์เย์ป็นลำ ดับที่ 7 ในระบบสุริสุยริะ จัดจัเป็นดาว เคราะห์แห์ก๊ส มีเมีส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลาง 50,724 กิโลเมตร นับได้ว่าว่มีขมีนาดใหญ่เป็นอันดับที่3 ในระบบสุริสุยริะของเรา ยูเรนัสถูกถูตั้งตั้ชื่อชื่ ตามเทพเจ้าจ้ยูเรนัส(Ouranos) ของกรีกรีสัญสัลักษณ์แทนดาวยูเรนัส คือ หรือรื (ส่วส่นใหญ่ใช้ใช้นดาราศาสตร์)ร์ชื่อชื่ ไทยของยูเรนัส คือ ดาวมฤตยู ดาวยูเรนัส นั ผู้ค้ผู้ ค้นพบดาวยูเรนัส คือ เซอร์วิร์ลวิเลียม เฮอร์เร์ชล(Sir William Herschel) พบในปี พ.ศ. 2324 (ค.ศ. 1781) ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) นักดาราศาสตร์จร์ากหอดูดดูาวไคเปอร์แร์อร์บร์อร์นร์ (James L. Elliot, Edward W. Dunham, and Douglas J. Mink using the Kuiper Airborne Observatory) ค้นพบว่าว่ดาวยูเรนัสมี วงแหวนจางๆโดย รอบและเราก็ได้เห็นห็รายละเอียด ของดาวยูเรนัสพร้อร้มทั้งทั้วงแหวน และดวงจันจัทร์บร์ริวริารในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) เมื่อมื่ยา นวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) เคลื่อนผ่าผ่น ดวงจันจัทร์บร์ริวริาร ที่ค้นพบแล้วมีทั้มี ทั้งทั้หมด 27 ดวง 5 ดวงหลัก คือ มิแมิรนดา (Miranda) แอเรียรีล (Ariel) อัมเบรียรีล(Umbriel) ทิทาเนีย (Titania) และโอเบอรอน (Oberon) ดวงจันจัทร์ทิร์ ทิาเนียและโอเบอรอนพบโดยเฮอร์เร์ชล 6 ปี หลังจากที่ค้นพบดาวยูเรนัส ส่วส่น แอเรียรีลและอัมเบรียรีลพบโดยวิลวิเลียม ลาสเชลล์ (Uranus) โคจรห่าห่งจากดวงอาทิตย์โย์ดยเฉลี่ย 2871 ล้านกิโลเมตร


ดาวยูเรนัส 42 ลักษณะทางกายภาพ โครงสร้าร้ง บรรยากาศชั้นชั้นอก ประกอบด้วยไฮโดรเจน และฮีเลียม เป็นส่วส่นใหญ่ แต่ลึกลง ไปชั้นชั้ ในมีส่มีวส่นประกอบของ แอมโมเนีย มีเมีทน ผสมอยู่ด้ยู่ ด้วย ดาวยูเรนัสแผ่คผ่วาม ร้อร้นออกจากตัวดาวน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะภายในดาวไม่มีม่กมีารยุบตัวแล้ว หรือรือาจมีบมีางอย่าย่งได้ปิดกั้นกั้ ไว้แว้ต่ก็ยังยัไม่ทม่ราบอย่าย่งแน่ชัดชันักดาราศาสตร์คร์าด ว่าว่แกนของดาวยูเรนัส มีลัมี ลักษณะคล้ายกับดาวเสาร์แร์ละดาวพฤหัสหับดี ถัดมาเป็น แกนชั้นชั้นอกที่เต็มไปด้วยแอมโมเนียและมีเมีทน ซึ่งซึ่ทำ ให้เห้รามองดาวยูเรนัสมี ลักษณะเป็นสีฟ้สีาฟ้แกนกลางของดาวยูเรนัสเป็นหินหิแข็งข็เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางยาว 17,000 กิโลเมตร ล้อมไปด้วยชั้นชั้ของเหลวที่ประกอบไปด้วยนํ้าและแอมโมเนีย แมนเทิลชั้นชั้นอกประกอบด้วยฮีเลียมเหลว ไฮโดรเจนเหลวที่ผสมกลมกลืนกับ ชั้นชั้บรรยากาศ วงแหวน วงแหวนของดาวยูเรนัสมีคมีวามมืดมืมาก ผิดผิกับวงแหวนที่สว่าว่งของดาวเสาร์ ถ้าไม่มม่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ก็จะมองไม่เม่ห็นห็ วงแหวนของดาวยูเรนัสถูกถูพบโดยหอดูดดูาวแอร์บร์อร์นร์ ในปี 1977 ซึ่งซึ่เป็นยานชนิดพิเพิศษที่นำ กล้องโทรทัศน์ไปด้วย นัก ดาราศาสตร์บร์นเครื่อรื่งบินบิเฝ้ามองดูดดูาวยูเรนัสเมื่อมื่มีดมีาวฤกษ์เคลื่อนไหวมาตรงข้าข้มหน้าของมันมัยานวอยเอเจอร์ 2 มองดูที่ดูที่ วงแหวนเมื่อมื่มันมับินบิผ่าผ่นดาวยูเรนัส วงแหวนของดาวยูเรนัสจะแคบ วงแหวนที่กว้าว้งที่สุดสุคือช่อช่งว่าว่งที่ใหญ่ซึ่งซึ่ประกอบไปด้วย ก้อนฝุ่น ยานวอเยเจอร์พร์บส่วส่นโค้งบางอย่าย่ง ซึ่งซึ่เป็นส่วส่นของวงแหวนที่ไม่สม่มบูรณ์ วงแหวนของดาวยูเรนัสประกอบด้วยชิ้นชิ้น้ำ แข็งข็มืดมืที่เคลื่อนไหว น้ำ แข็งข็ ประกอบด้วยมีเมีทนแข็งข็ชิ้นชิ้ส่วส่นของมันมัอาจจะชนกันและทำ ให้เห้กิดฝุ่นที่อยู่ใยู่นช่อช่งว่าว่งระหว่าว่ง วงแหวน ดาวยูเรนัสมีโมีครงสร้าร้งที่คล้ายกับดาวพฤหัสหับดีและดาวเสาร์ คือ มีใมีจกลางเป็น เหล็กและหินหิแข็งข็ขนาดเล็ก ภายใต้อุณหภูมิภูมิและความดัน สูงสูมาก บรรยากาศ หนาทึบที่ประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนเป็นส่วส่นใหญ่ นอกนั้นนั้เป็นฮีเลียม มีเมีทน แอ เซทิลีน และไฮโดรคาร์บร์อนอีกเล็กน้อย เนื่องจาก ก๊าซมีเมีทนในบรรยากาศชั้นชั้บน ดูดดูกลืนแสงสีแสีดงไว้ และสะท้อนแสงสีน้ำสีน้ำเงินออกมา ทำ ให้เห้รามองเห็นห็ดาว ยูเรนัสมีสีมีน้ำสีน้ำเงิน ดาวยูเรนัสมีวมีงแหวนเช่นช่เดียวกับดาวเคราะห์ก๊ห์ ก๊าซดวงอื่นๆ วงแหวนของดาวยูเรนัสมีคมีวามสว่าว่งไม่มม่ากนัก เช่นช่เดียวกับ วงแหวนของดาวพฤหัสหับดี เพราะประกอบด้วยอนุภาคซึ่งซึ่มีขมีนาดเล็กมากดังฝุ่นผง ไปจนใหญ่ถึง 10 เมตร ดาวยูเรนัสนับเป็น ดาวเคราะห์ดห์วงแรก ที่ถูกถูค้นพบว่าว่มีวมีงแหวนล้อมรอบ เช่นช่เดียวกับดาวเสาร์ ซึ่งซึ่เป็นการค้นพบที่สำ คัญ


ในปัจจุบันบัเคยมียมีานสำ รวจดาวยูเรนัสเพียพีงลำ เดียว คือ ยานวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) ของสหรัฐรัฯ ที่เฉียดเข้าข้ใกล้ดาว ยูเรนัสเมื่อมื่วันวัที่ 24 มกราคม ค.ศ.1986 (หลังจากที่ส่งส่ขึ้นขึ้สู่อสู่ วกาศเมื่อมื่ปลายเดือนสิงสิหาคม ค.ศ.1977) ระหว่าว่งที่ยานลำ นี้เข้าข้ใกล้ดาวยูเรนัสได้ตรวจพบดวงจันจัทร์เร์พิ่มพิ่เติม 11 ดวง รวมถึงวงแหวนส่วส่นหนึ่ง (นักดาราศาสตร์ค้ร์ ค้นพบ วงแหวนของดาวยูเรนัสจากการสังสัเกตการณ์บนโลกก่อนหน้านี้) วัดวัความยาวนานของคาบการหมุนรอบตัวเองครบรอบที่ 17 ชั่วชั่โมง 14 นาที ศึกษาบรรยากาศและสนามแม่เม่หล็กของดาวยูเรนัส รวมไปถึงการถ่ายภาพกลุ่มลุ่ดวงจันจัทร์ขร์นาดใหญ่ของดาว ยูเรนัส ค้นพบเครือรืข่าข่ยหุบหุเหวซับซัซ้อซ้นบนดวงจันจัทร์มิร์แมิรนดา (Miranda) ทำ ให้นัห้ นักดาราศาสตร์คร์าดการณ์ว่าว่เกิดจากการที่ดวง จันจัทร์ดร์วงนี้เคยแตกออกก่อนสสารที่หลุดลุออกไปกลับมารวมกันอีกครั้งรั้ นักดาราศาสตร์ใร์นสมัยมัก่อนต่างไม่ทม่ราบว่าว่ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ เนื่องจากความสว่าว่งที่ริบริหรี่แรี่ละความเชื่อชื่งช้าช้ในการโคจร ของดาวยูเรนัสเอง แม้ว่ม้าว่จะเคยมีนัมี นักดาราศาสตร์หร์ลายคนเคยสังสัเกตการณ์และบันบัทึกตำ แหน่งดาวยูเรนัส แต่กลับคิดว่าว่เป็น ดาวฤกษ์ จนกระทั่งทั่วิลวิเลียม เฮอร์เร์ชล (William Herschel) นักดาราศาสตร์ชร์าวอังกฤษได้ค้นพบดาวเคราะห์ดห์วงนี้เมื่อมื่วันวัที่ 13 มีนมีาคม ค.ศ.1781 (ตรงกับสมัยมัธนบุรีใรีนประวัติวั ติศาสตร์ไร์ทย) ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดหน้ากล้อง 6.2 นิ้วจากสวนของบ้าบ้นตนเองใน เมือมืงบาธ (Bath) ทางตะวันวัตกเฉียงใต้ของอังกฤษ โดยในช่วช่งแรกเฮอร์เร์ชลคาดว่าว่วัตวัถุที่ถุที่ค้นพบใหม่นี้ม่ นี้น่าจะเป็นดาวหาง ก่อนที่ นักดาราศาสตร์คร์นอื่นจะช่วช่ยกันคำ นวณวงโคจรจนทราบว่าว่เป็นดาวเคราะห์ให์นภายหลัง เฮอร์เร์ชลเคยจะตั้งตั้ชื่อชื่ ให้วัห้ตวัถุที่ถุที่ค้นพบใหม่ว่ม่าว่ “Georgium Sidus” (แปลภาษาละตินว่าว่ “ดาวพระเจ้าจ้จอร์จร์ ”) เพื่อพื่เป็นเกียรติแก่ สมเด็จพระเจ้าจ้จอร์จร์ที่ 3 (George III) ที่ปกครองสหราชอาณาจักจัรในขณะนั้นนั้แต่โยฮันน์ โบเดอ (Johann Bode) นัก ดาราศาสตร์ชร์าวเยอรมันมัเสนอชื่อชื่ “ยูเรนัส” เพราะเทพยูเรนัสเป็นพ่อพ่ของเทพโครนอส (แซทเทิร์นร์ ) และเป็นปู่ขปู่องเทพซูส (จูปี เตอร์)ร์เพื่อพื่ ให้คห้วามเป็นพ่อพ่ลูกลูสอดคล้องกับลำ ดับความใกล้ไกลจากดวงอาทิตย์ ระหว่าว่งดาวพฤหัสหับดี-ดาวเสาร์-ร์ดาวยูเรนัส ชื่อชื่ “ยูเรนัส” เป็นที่นิยมใช้ใช้นวงการดาราศาสตร์ใร์นชาติตะวันวัตกชาติอื่น ๆ มากกว่าว่ซึ่งซึ่กว่าว่ทางอังกฤษจะยอมรับรัชื่อชื่ “ยูเรนัส” เวลาก็ ล่วงเข้าข้ไปปี ค.ศ.1850 ดาวยูเรนัส 43 บรรยากาศ บรรยากาศของดาวยูเรนัสประกอบด้วยไฮโดรเจน 83%, ฮีเลียม 15% และมีเมีทน 2% เนื่องจากก๊าซมีเมีทนในบรรยากาศชั้นชั้บน ดูดดูกลืนแสงสีแสีดง และสะท้อนแสงสีน้ำสีน้ำเงิน ดาวยูเรนัสจึงจึปรากฏเป็นสีน้ำสีน้ำเงิน บรรยากาศของดาวยูเรนัส อาจจะมีแมีถบสีดัสี ดังเช่นช่ ดาวพฤหัสหับดี เช่นช่เดียวกับดาวก๊าซดวงอื่น แถบเมฆของดาวยูเรนัสเคลื่อนที่เร็วร็มาก แต่จางมากจะเห็นห็ ได้ด้วยเทคนิคพิเพิศษ เท่านั้นนั้ดังเช่นช่ภาพจาก ยานวอยเอเจอร์ 2 และจากการสังสัเกตการณ์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลบิ ดาวเคราะห์ส่ห์วส่นใหญ่มีแมีกนหมุนรอบตัวเองค่อนข้าข้งจะตั้งตั้ฉากกับระนาบสุริสุยริะวิถีวิ ถีแต่แกนหมุนรอบตัวเองของดาวยูเรนัส กลับเกือบขนานกับสุริสุยริะวิถีวิ ถีในช่วช่งที่ยานวอยเอเจอร์เร์ดินทางไปถึง ยูเรนัสกำ ลังหันหัขั้วขั้ใต้ชี้ไชี้ปยังยัดวงอาทิตย์ เป็นผลให้บห้ริเริวณขั้วขั้ ใต้ได้รับรัพลังงานจากดวงอาทิตย์ มากกว่าว่บริเริวณเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร อุณหภูมิภูบมินดาวยูเรนัสมีลัมี ลักษณะตรงกันข้าข้มกับดาวเคราะห์ดห์วง อื่น กล่าวคือ อุณหภูมิภูบมิริเริวณขั้วขั้ดาวจะสูงสูกว่าว่บริเริวณเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรเสมอ การสำ รวจ บรรยากาศ


ดาวเนปจูน 44 ดาวเนปจูน ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ขห์นาดใหญ่เป็นที่ ๔ ในระบบสุริสุยริะ จุโลกได้ถึง ๖๐ ดวง ระยะห่าห่งเฉลี่ย จากดวงอาทิตย์ ๔,๕๐๔ ล้าน กิโลเมตร อยู่ไยู่กลจากโลกมากจนไม่สม่ามารถมองเห็นห็ ได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กช้ล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เท่านั้นนั้จึงจึจะเห็นห็เป็นจุด ริบริหรี่ไรี่ด้ สิ่งสิ่ที่มนุษย์รู้ย์รู้เรู้กี่ยวกับดาวเนปจูน ในทุกทุวันวันี้ จึงจึเป็นข้อข้มูลที่ได้มาจากยาน วอยเอเจอร์ ๒ ซึ่งซึ่โคจรสำ รวจดาวเนปจูนระยะ ใกล้ เมื่อมื่พ.ศ. ๒๕๓๒ ลักษณะเด่นของดาวเนปจูน คือ เป็นดาวเคราะห์แห์ห่งห่พายุ สภาพอากาศแปรปรวน พบพายุหมุนขนาดใหญ่เท่าโลก ปรากฏเป็นจุด สีคสีล้ำ เด่นชัดชัเรียรีกว่าว่จุดดำ ใหญ่ อยู่ทยู่างซีกซี ใต้ของดาวเนปจูน ลักษณะคล้ายกับจุดแดงใหญ่ บนดาวพฤหัสหับดี นอกจากนั้นนั้ยังยัมี จุดดำ ขนาดเล็กปรากฏอยู่ทยู่างซีกซีเหนือ ของดาวเนปจูน เกิดขึ้นขึ้และหายไปไม่อม่ยู่คยู่งที่ และกลุ่มลุ่เมฆสว่าว่งหมุนวน มีขมีนาดและรูป ร่าร่งไม่คม่งที่ เคลื่อนที่ไปรอบดาวเนปจูนอีกด้วย สันสันิษฐานว่าว่ลักษณะเหล่านี้เป็นพายุหมุน ที่เกิดจากอุณหภูมิภูมิและความกด อากาศระหว่าว่งชั้นชั้บรรยากาศแตกต่างกัน ทำ ให้เห้กิดกระแสอากาศหมุนวน กระแสลมบนดาวเนปจูนแรงจัดจัวัดวัความเร็วร็ได้ถึง ๒,๐๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วชั่โมง การสังสัเกตจุดดำ บนตัวดวง ช่วช่ยให้ทห้ราบว่าว่ดาวเนปจูนหมุนรอบตัวเองครบรอบ ในเวลา ๑๘ ชั่วชั่โมง ดาวเนปจูนอยู่ไยู่กลจากดวงอาทิตย์เย์ป็นระยะทาง ๓๐ เท่า ของระยะห่าห่งระหว่าว่งโลก กับดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์เร์คยคิดกันว่าว่ ดาวเนปจูนคงได้รับรัพลังงานจากดวงอาทิตย์น้ย์ น้อยมาก จนไม่น่ม่ น่าจะมีฤมีดูกดูาลเกิดขึ้นขึ้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบิบันบัทึก ภาพดาวเนปจูนต่อเนื่องนาน ๖ ปี สังสัเกตเห็นห็การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกดูาล ในบรรยากาศระหว่าว่งซีกซีเหนือกับซีกซี ใต้ ของดาว เนปจูน ได้อย่าย่งชัดชัเจน หลังจากนักดาราศาสตร์ค้ร์ ค้นพบว่าว่ดาวยูเรนัสมีวมีงแหวนล้อมรอบ โดย อาศัยโอกาส ขณะดาวเคราะห์เห์คลื่อนที่บังบัดาวฤกษ์ที่อยู่ไยู่กล ทำ การตรวจ วัดวัแสงสว่าว่งของดาวฤกษ์ที่ลดลง ต่อมาจึงจึใช้วิช้ธีวิกธีารเดียวกันนี้กับดาว เนปจูน และค้นพบวงแหวนของดาวเนปจูน ด้วยการสังสัเกตผ่าผ่น กล้องโทรทรรศน์บนโลก วงแหวนที่เห็นห็มีลัมี ลักษณะบาง แคบ และไม่เม่ต็มวง แต่ยานวอยเอเจอร์ ๒ ซึ่งซึ่ถ่ายภาพ ในระยะใกล้ ปรากฏว่าว่วงแหวนของดาว เนปจูน มี ๔ ชั้นชั้ ประกอบด้วย วัตวัถุเถุล็กๆ สีมืสีดมืคล้ำ กระจายเป็นวงรอบดาว เนปจูน วงแหวนบางส่วส่นเล็กและบาง จนไม่สม่ามารถสังสัเกตเห็นห็จากโลก สันสันิษฐานว่าว่น่าจะเป็นฝุ่น ที่เกิดจากเศษดาวเคราะห์พุ่ห์พุ่งพุ่ชนดาวบริวริาร ของดาวเนปจูน จนฟุ้งฟุ้กระจาย และถูกถูดาวเนปจูนดึงดูดดูไว้ กลายเป็นส่วส่น ประกอบในวงแหวน ในภายหลัง วงแหวนของดาวยูเรนัสแบ่งบ่ออกเป็น 2 กลุ่มลุ่หลัก คือ กลุ่มลุ่วงในหรือรืกลุ่มลุ่ ที่อยู่ใยู่กล้กับตัวดาว เป็นวงแหวนหลัก และอีกกลุ่มลุ่เป็นวงแหวนฝุ่นฟุ้งฟุ้ กระจายรอบนอก วงแหวนหลักประกอบด้วยวงแหวนย่อย่ยสีเสีทาภายในอีกประมาณ 9 ชั้นชั้มี ความหนาประมาณ 10 กิโลเมตร มีอมีงค์ประกอบหลักเป็นอนุภาคน้ำ แข็งข็ จึงจึสะท้อนแสงได้ดี ขณะที่วงแหวนฝุ่นรอบนอกจะมีวมีงย่อย่ยอีก 2 วง เป็น อนุภาคฝุ่นที่สะท้อนแสงได้น้อย จึงจึมองเห็นห็ ได้ค่อนข้าข้งยาก นัก ดาราศาสตร์คร์าดว่าว่วงแหวนเหล่านี้ไม่ไม่ด้ก่อตัวขึ้นขึ้พร้อร้มกับดาวยูเรนัส แต่ น่าจะเกิดจากวัตวัถุขถุนาดเล็กรอบ ๆ ดาวที่พุ่งพุ่ชนกันเอง จนแตกสลาย กลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่โคจรรอบดาวยูเรนัส วงแหวนของดาวเนปจูน (Neptune) ห่าห่งจากดวงอาทิตย์ 4,500 ล้านกิโลเมตร


ดาวเนปจูน 45 ลักษณะทางกายภาพ ดาวเนปจูนมีขมีนาดและโครงสร้าร้งที่ใกล้เคียงกับดาวยูเรนัสโดยมีแมีกนกลางเป็นหินหิและน้ำ แข็งข็ซึ่งซึ่มีมมีวลประมาณ 1.2 เท่าของ แกนของโลกเรา มีคมีวามดันประมาณ 7 ล้านบาร์ ซึ่งซึ่มากกว่าว่ความดันบรรยากาศบนพื้นพื้ โลกกว่าว่ล้านเท่าและคาดว่าว่มีอุมีอุณหภูมิภูสูมิงสู กว่าว่ 5400 เคลวินวิ ชั้นชั้แมนเทิลของดาวเนปจูนประกอบด้วยน้ำ แอมโมเนีย และมีเมีทนที่มีอุมีอุณหภูมิภูมิ2000 ถึง 5000 เคลวินวิและมีมมีวลประมาณ 10 ถึง 15 เท่าของมวลของโลก โดยชั้นชั้ของแมนเทิลนี่เองที่สร้าร้งสนามแม่เม่หล็กรอบๆ ดาวเนปจูน ส่วส่นชั้นชั้นอกสุดสุของดาวเนปจูน เป็นชั้นชั้บรรยากาศที่ประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเมีทน เนื่องจากดาวเนปจูนมีกมีารโคจรรอบตัวเองที่รวดเร็วร็มากคือประมาณ 16.11 ชั่วชั่โมง จึงจึทำ ให้ดห้าวเนปจูนมีลัมี ลักษณะโป่งป่ออกที่ เส้นส้ศูนย์สูย์ตสูร โดยมีเมีส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางบริเริวณเส้นส้ศูนย์สูย์ตสูรมากกว่าว่เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางในแนวขั้วขั้เหนือ-ใต้ประมาณ 848 กิโลเมตร โครงสร้าร้ง บรรยากาศ ดาวเนปจูนมีสีมีน้ำสีน้ำเงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวผินอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียมและมีเมีทน บรรยากาศของดาว เนปจูน มีกมีระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิภูพื้มิพื้นพื้ผิวผิอยู่ที่ยู่ ที่ประมาณ -220℃ (-364 °F) ซึ่งซึ่หนาวเย็นย็มาก เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไยู่กลดวงอาทิตย์มย์าก แต่แกนกลางภายในของดาวเนปจูน ประกอบด้วยหินหิและก๊าซร้อร้น อุณหภูมิภูปมิระมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซึ่งซึ่ร้อร้นกว่าว่พื้นพื้ผิวผิของดวงอาทิตย์ ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศจากโลกเพียพีงลำ เดียวเท่านั้นนั้ที่เคยเดินทางไปถึงดาวเนปจูนเมื่อมื่ 25 สิงสิหาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจูนซึ่งซึ่ได้ถ่ายลักษณะของดาวมาแสดงให้เห้ราเห็นห็จุดดำ ใหญ่ (คล้ายจุดแดงใหญ่ ของดาว พฤหัสหับดี) อยู่ค่ยู่ ค่อนมาทางซีกซี ใต้ของดาว มีวมีงแหวนบางๆสีเสีข้มข้อยู่โยู่ดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจูน ค้นพบก่อนหน้านั้นนั้ โดย เอ็ดเวิร์วิดร์กิแนน (Edward Guinan) ดาวเนปจูนมีดมีวงจันจัทร์บร์ริวริาร 8 ถึง 14 ดวง และดวงใหญ่มากที่สุดสุมีชื่มีชื่อชื่ว่าว่ ไทรทัน ส่วส่นดวงเล็กมากที่สุดสุมีชื่มีชื่อชื่ว่าว่ S/2004 N 1 บรรยากาศ


ดวงจันทร์ 46 ดวงจัน จั ทร์ ดวงจันจัทร์ (อังกฤษ: Moon) เป็นดาราศาสตร์วัร์ตวัถุที่ถุที่โคจรรอบโลก เป็นดาวบริวริารถาวรดวงเดียวของโลก เป็นดาวบริวริาร ใหญ่ที่สุดสุอันดับที่ 5 ในระบบสุริสุยริะ และเป็นดาวบริวริารขนาดใหญ่สุดสุเมื่อมื่เทียบกับขนาดของดาวเคราะห์ที่ห์ ที่โคจร ดวงจันจัทร์ เป็นดาวบริวริารที่มีคมีวามหนาแน่นที่สุดสุเป็นอันดับที่ 2 รองจากไอโอของดาวพฤหัสหับดี ซึ่งซึ่บางส่วส่นไม่ทม่ราบความหนาแน่น มากหรือรืน้อย คาดว่าว่ดวงจันจัทร์ก่ร์ ก่อกำ เนิดประมาณ 4.51 พันพัล้านปีก่อน ไม่นม่านหลังจากโลก คำ อธิบธิายที่ได้รับรัการยอมรับรักว้าว้งขวางที่สุดสุ คือดวงจันจัทร์ก่ร์ ก่อกำ เนิดจากเศษที่เหลือจากการชนขนาดยักยัษ์ระหว่าว่งโลกกับเทห์ขห์นาดประมาณดาวอังคารชื่อชื่ธีอธีา (Theia) ดวงจันจัทร์หร์มุนรอบโลกแบบประสานเวลา จะหันหัด้านเดียวเข้าข้หาโลกเสมอคือด้านใกล้ที่มีลัมี ลักษณะเป็นทะเลภูเภูขาไฟมืดมืๆ ซึ่งซึ่ เติมที่ว่าว่งระหว่าว่งที่สูงสูเปลือกโบราณสว่าว่งและหลุมลุอุกกาบาตที่เห็นห็ ได้ชัดชัเจน เมื่อมื่สังสัเกตจากโลก เป็นเทห์ฟ้ห์าฟ้ที่เห็นห็ ได้เป็น ประจำ สว่าว่งที่สุดสุอันดับสองในท้องฟ้าฟ้ของโลกรองจากดวงอาทิตย์ พื้นพื้ผิวผิแท้จริงริแล้วมืดมืแม้เม้ทียบกับท้องฟ้าฟ้ราตรีแรีล้วจะดู สว่าว่งมาก โดยมีกมีารสะท้อนสูงสูกว่าว่แอสฟอลต์เสื่อสื่มเล็กน้อย อิทธิพธิลความโน้มถ่วงของดวงจันจัทร์ทำร์ ทำ ให้เห้กิดน้ำ ขึ้นขึ้ลง มหาสมุทร และทำ ให้หห้นึ่งวันวัยาวขึ้นขึ้เล็กน้อย มีรมีะยะห่าห่งจากโลกเฉลี่ยนับจากศูนย์กย์ลางถึงศูนย์กย์ลางประมาณ 384,403 กิโลเมตร เทียบเท่ากับ 30 เท่าของเส้นส้ผ่าผ่น ศูนย์กย์ลางของโลก จุดศูนย์กย์ลางมวลร่วร่มของระบบตั้งตั้อยู่ที่ยู่ ที่ตำ แหน่ง 1,700 กิโลเมตรใต้ผิวผิโลก หรือรืประมาณ 1 ใน 4 ของ รัศรัมีขมีองโลก ดวงจันจัทร์โร์คจรรอบโลกในเวลาประมาณ 27.3 วันวั [nb 1] เมื่อมื่เปรียรีบเทียบการแปรคาบโคจรตามมาตร ภูมิภูศมิาสตร์รร์ะหว่าว่งโลก-ดวงจันจัทร์-ร์ดวงอาทิตย์ ทำ ให้เห้กิดเป็นเฟสของดวงจันจัทร์ ซึ่งซึ่จะซ้ำ รอบทุกทุ ๆ ช่วช่ง 29.5 วันวั [nb 2] (เรียรีกว่าว่คาบไซโนดิก) เส้นส้ผ่าผ่นศูนย์กย์ลางของดวงจันจัทร์มีร์ค่มี ค่าประมาณ 3,474 กิโลเมตร[1] หรือรืประมาณหนึ่งในสี่ขสี่องโลก ดังนั้นนั้พื้นพื้ผิวผิของดวง จันจัทร์มีร์น้มี น้อยกว่าว่ 1 ใน 10 ของพื้นพื้ผิวผิของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนผืทวีปวีของโลกเท่านั้นนั้คิดเป็นขนาดใหญ่ประมาณ รัสรัเซียซีแคนาดา กับสหรัฐรัอเมริกริา รวมกัน) มวลรวมของดวงจันจัทร์คิร์ คิดเป็นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วง เป็น 17% ของโลก ดวงจันจัทร์มีร์กมีารหมุนรอบตัวเองแบบที่เรียรีกว่าว่การหมุนสมวาร (synchronous rotation) คือคาบการหมุนรอบตัวเองกับ คาบการโคจรรอบโลกมีค่มี ค่าเท่ากัน โดยดวงจันจัทร์ใร์ช้เช้วลาโคจรรอบประมาณ 27.3 วันวัเป็นผลให้ดห้วงจันจัทร์หัร์นหัด้านเดียวเข้าข้หา โลก เรียรีกด้านที่หันหัเข้าข้หาเราว่าว่ "ด้านใกล้" (near side) ส่วส่นด้านตรงข้าข้ม คือ "ด้านไกล" (far side) เป็นด้านที่เราไม่ สามารถมองเห็นห็ ได้ อย่าย่งไรก็ตาม ดวงจันจัทร์มีร์กมีารแกว่งว่เล็กน้อย ทำ ให้เห้รามีโมีอกาสมองเห็นห็พื้นพื้ผิวผิดวงจันจัทร์ไร์ด้มากกว่าว่ 50% อยู่เยู่ล็กน้อย ในอดีต ด้านไกลของดวงจันจัทร์เร์ป็นด้านที่ลึกลับอยู่เยู่สมอ จนกระทั่งทั่ถึงยุคที่เราสามารถส่งส่ยาน อวกาศออกไปถึงดวงจันจัทร์ไร์ด้ สิ่งสิ่หนึ่งที่แตกต่างระหว่าว่งด้านใกล้กับด้านไกล คือ ด้านไกลไม่มีม่พื้มีพื้นพื้ที่ราบคล้ำ ที่เรียรีกว่าว่ "มาเร" (แปลว่าว่ทะเล) กว้าว้งขวางมากเหมือมืนอย่าย่งด้านใกล้ ดวงจันจัทร์ใร์ช้เช้วลาในการหมุนรอบตัวเองที่ได้จังจัหวะพอดีกับวิถีวิ ถีการโคจรรอบโลก ซึ่งซึ่เมื่อมื่เรามองดวงจันจัทร์จร์ากพื้นพื้ โลกจะ มองเห็นห็ดวงจันจัทร์เร์พียพีงด้านเดียวตลอดเวลา ในประวัติวั ติศาสตร์ยุร์ยุคแรกของดวงจันจัทร์ การหมุนของมันมัช้าช้และกลายเป็นถูกถู ล็อกอยู่ใยู่นลักษณะนี้ เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ความฝืด และมีคมีวามสัมสัพันพัธ์กัธ์ กับปรากฏการณ์น้ำ ขึ้นขึ้น้ำ ลงบนโลก เมื่อมื่นานมาแล้ว ขณะที่ดวงจันจัทร์ยัร์งยัคงหมุนเร็วร็กว่าว่ ในปัจจุบันบัรอบโป่งป่ ในปรากฏการณ์น้ำ ขึ้นขึ้น้ำ ลงมาก่อนแนวโลก-ดวง จันจัทร์ เพราะว่าว่มันมั ไม่สม่ามารถดึงรอยโป่งป่ของมันมักลับคืนได้อย่าย่งรวดเร็วร็พอที่จะรักรัษาระยะของรอยโป่งป่ระหว่าว่งมันมักับโลก การหมุนของมันมัขจัดจัรอยโป่งป่นอกเหนือจากแนวโลก-ดวงจันจัทร์ รอยโป่งป่ที่อยู่นยู่อกเส้นส้ โลก-ดวงจันจัทร์นี้ร์ นี้ทำ ให้เห้กิดการบิดบิ เบี้ยบี้วขอหนอน ซึ่งซึ่ลดความเร็วร็ของการหมุนของดวงจันจัทร์ลร์ง เมื่อมื่การหมุนของดวงจันจัทร์ช้ร์าช้ลงจนเหมาะสมกับการโคจร รอบโลก เมื่อมื่นั้นนั้รอยโป่งป่ของมันมัจึงจึหันหัหน้าเข้าข้หาโลกเสมอ รอยโป่งป่อยู่ใยู่นแนวเดียวกับโลก และรอยบิดบิของมันมัก็จึงจึหายไป นี่ คือเหตุผตุลว่าว่ทำ ไมดวงจันจัทร์จึร์งจึใช้เช้วลาในการหมุนรอบตัวเองพอๆ กับการโคจรรอบโลก มีคมีวามผันผัผวนเล็กน้อย (ไลเบรชันชั ) ในมุมองศาของดวงจันจัทร์ซึ่ร์ซึ่งซึ่เราได้เห็นห็เราจึงจึมองเห็นห็พื้นพื้ผิวผิของดวงจันจัทร์ทั้ร์ ทั้งทั้หมด ประมาณ 59% ของพื้นพื้ผิวผิทั้งทั้หมดของดวงจันจัทร์ การเกิดข้าข้งขึ้นขึ้ข้าข้งแรม (Moon)


ดวงจันทร์ 47 ลักษณะทางกายภาพ ดวงจันจัทร์เร์ป็นดาวเคราะห์ที่ห์ ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบอันหลากหลาย ที่มีคมีวามแตกต่างทางเคมีภูมีมิภูวิมิทวิยาอย่าย่งชัดชัเจน ระหว่าว่งส่วส่นของพื้นพื้ผิวผิส่วส่นของเปลือก และส่วส่นของแกน เชื่อชื่ว่าว่ลักษณะทางโครงสร้าร้งเช่นช่นี้เป็นผลมาจากการก่อตัวขึ้นขึ้ เป็นส่วส่นๆ จากทะเลแมกม่าม่ที่เกิดขึ้นขึ้หลังจากการกำ เนิดดาวเคราะห์ไห์ม่นม่านนัก คือราว 4.5 พันพัล้านปีที่แล้ว พลังงานที่ใช้ใช้น การหลอมเหลวผิวผิชั้นชั้นอกของดวงจันจัทร์เร์ชื่อชื่ว่าว่เกิดจากการปะทะครั้งรั้ใหญ่ ซึ่งซึ่ให้เห้กิดระบบการโคจรระหว่าว่งโลกกับดวง จันจัทร์ขึ้ร์ขึ้นขึ้ ในยุคแรก ๆ คาดเดากันว่าว่ดวงจันจัทร์เร์คยเป็นส่วส่นหนึ่งของเปลือกโลก แต่เปลือกโลกส่วส่นนั้นนั้ ได้กระเด็นออกไปโดยมีสมีาเหตุ จากแรงหนีศูนย์กย์ลาง ทิ้งร่อร่งรอยเป็นแอ่งของมหาสมุทรขนาดใหญ่บนโลก อย่าย่งไรก็ตามแนวคิดนี้ไม่น่ม่ น่าจะเป็นไปได้ เพราะ โลกจะต้องหมุนรอบตัวเองเร็วร็มาก บางคนบอกว่าว่ดวงจันจัทร์อร์าจก่อตัวขึ้นขึ้ที่อื่น แต่พลัดหลงมาอยู่ใยู่กล้โลกจึงจึถูกถูโลกจับจั ไว้ เป็นดาวบริวริาร บางคนเสนอว่าว่ โลกและดวงจันจัทร์อร์าจเกิดขึ้นขึ้มาพร้อร้ม ๆ กันขณะที่ระบบสุริสุยริะก่อตัว แต่ทฤษฎีนี้ไม่สม่ามารถอธิบธิายได้ว่าว่ เหล็กในดวงจันจัทร์พร์ร่อร่งไปไหน อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าว่ดวงจันจัทร์อร์าจก่อตัวจากการสะสมหลอมรวมของดาวเคราะห์น้ห์ น้อย ขนาดเล็ก ทฤษฎีที่ยอมรับรักันมากที่สุดสุในปัจจุบันบัคือ ทฤษฎีการชนครั้งรั้ใหญ่ กล่าวว่าว่มีวัมีตวัถุขถุนาดดาวอังคารโคจรมาชนโลก ในช่วช่งที่ โลกกำ ลังก่อตัวขึ้นขึ้ ใหม่ ๆ ทำ ให้เห้นื้อโลกบางส่วส่นที่ยังยัร้อร้นอยู่กยู่ระเด็นออกไป และรวมตัวกันเป็นดวงจันจัทร์ แรงไทดัลทำ ให้ดห้วงจันจัทร์มีร์รูมีรูปร่าร่งเป็นทรงรีอรียู่เยู่ล็กน้อย โดยมีแมีกนหลัก (แกนด้านยาว) ของวงรีชี้รีมชี้ายังยัโลก การก่อตัว โครงสร้าร้ง โครงสร้าร้งดวงจันจัทร์ คาดว่าว่แกนในของดวงจันจัทร์คร์งมีขมีนาดเล็ก รัศรัมีรมีาว 340 กิโลเมตร ห่อห่หุ้มหุ้ด้วยชั้นชั้หินหิผิวผิเปลือกทาง ด้านหันหัหา โลกหนาราว 60 กิโลเมตร แต่ด้านตรงข้าข้มหนามากกว่าว่นั้นนั้ข้อข้มูลทั่วทั่ ไป - เส้นส้ผ่าผ่ศูนย์กย์ลาง 3,476 กิโลเมตร - มวล (โลก = 1) 0.0123 เท่าของโลก - ความหนาแน่นเฉลี่ย 3,340 กิโลกรัมรั /ลูกลูบาศก์เมตร เส้นส้ผ่าผ่ศูนย์กย์ลาง 3,476 กิโลเมตร - มวล (โลก = 1) 0.0123 เท่าของโลก - ความหนาแน่นเฉลี่ย 3,340 กิโลกรัมรั /ลูกลูบาศก์เมตร - คาบการหมุนรอบตัวเอง 27 วันวั 7 ชั่วชั่โมง 43 นาที 12 วินวิาที - คาบโคจรรอบโลกเทียบกับดวงอาทิตย์ 29.5 วันวั - ระยะห่าห่งจากโลกเฉลี่ย 384,400 กิโลเมตร - อุณหภูมิภูด้มิ ด้านกลางวันวั 130 องศา เซลเซียซีส - อุณหภูมิภูด้มิ ด้านกลางคืน -170 องศา เซลเซียซีส


Click to View FlipBook Version