อาณาจักรพืช
(Kingdom Plantae)
อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae)
พืชให้ประโยชน์กับมนุษย์อย่างมากมายนับตั้งแต่ให้อากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ ให้เงาอันร่มเย็น
เป็นตัวทำให้เกิดต้นน้ำลำธาร เป็นอาหาร เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นยารักษาโรค ฯลฯ แต่พืชบางชนิดก็ให้
โทษ เช่น แย่งอากาศหายใจในตอนกลางคืน บางชนิดจับแมลงกินเป็นอาหาร บางชนิดเป็นยาเสพติด
สภาพแวดล้อมที่พืชขึ้นแตกต่างกันมากมายปัจจุบันรู้จักพืชประมาณ 300,000 สปีชีส์ ซึ่งรวมทั้งพืชน้ำ
พืชบก เป็นต้น
ภาพ ป่ามอสส์
ที่มา: https://www.pxfuel.com/en/free-photo-jsspm
พืชเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แบบยูคาริโอต เป็นพวกที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้ และสร้างสารอินทรีย์
จากสารอนินทรีย์ได้ พืชมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มสาหร่ายสีเขียวพวกคาโรไฟซีน (charophycean)
หรือพวกคาโรไฟต์ (charophyte) หรือสาหร่ายไฟ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพืชมากที่สุด
กำเนิดของพืชบก มีหลักฐานทางสายวิวัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างพืชบกกับคาโรไฟต์
1. คลอโรพลาสต์มีจุดกำเนิ ดร่วมกันพลาสติดของสาหร่ายคล้ายกับคลอโรพลาสต์ของพืชมาก
2. ผนั งเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเหมือนกัน
3.มีเพอรอกซิโซม (peroxisome) ที่เหมือนกัน
4.มีแฟรกโมพลาสต์ (phragmoplast) ซึ่งเป็นถุงเล็ก ๆ ที่เกิดจากกอลจิคอมเพล็กซ์มาเรียงกันอยู่ที่
กลางเซลล์ที่กำลังแบ่งเซลล์ทำให้มีการสร้างเซลล์เพลต (cell plate) กั้นระหว่างเซลล์
5. มีโครงสร้างสเปิร์มแบบเดียวกันพืชจำนวนมาก
6.การเปรียบเทียบในระดับโมเลกุลโดยเปรียบเทียบลำดับเบสของ DNA ในคลอโรพลาสต์และยีนใน
นิวเคลียส มีหลักฐานสนับสนุนว่าพืชและคาโรไฟต์มีบรรพบุรุษร่วมกัน
ลักษณะที่มีเฉพาะในพืชบก ได้แก่
1.การมีเนื้อเยื่อเจริญที่ปลาย (apical meristem) ทำให้สร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของพืชได้ พืชจะต้องมี
การปรับตัวทางด้านโครงสร้างคือ รากและลำต้น โดยการยืดตัวยาวออกและแตกกิ่งก้านของราก
และลำต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ไปสัมผัสกับแหล่งปัจจัยที่ต้องการคือ คาร์บอนไดออกไซด์ แสง น้ำ
และแร่ธาตุ การที่พืชจะเพิ่มความยาวของรากและลำต้นได้ ก็โดยการแบ่งเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายยอด ปลายกิ่ง ปลายรากแล้วมีการเจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมทั้งเอพิเดอร์
มิสที่ปกคลมป้องกันพืช
2.พืชส่วนใหญ่มีโครงสร้างที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า แกมีแทนเจียม (gametangium) ซึ่งเป็น
โครงสร้างที่มีหลายเซลล์ แกมีแทนเจียมของพืชมีชั้นของเซลล์ที่เป็นหมัน (sterile cell) ล้อมรอบ
และป้องกันเซลล์สืบพันธุ์ (เซลล์ไข่และสเปิร์ม) ไว้ ไข่ที่ถูกปฏิสนธิเจริญเป็นเอ็มบริโอที่มีหลายเซลล์
และอยู่ใน แกมีแทนเจียมเพศเมีย เอ็มบริโอจึงได้รับการปกป้องในขณะที่กำลังเจริญ
3.มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ (alternation of generation) พืชมีช่วงชีวิตที่เป็นระยะแกมีโทไฟต์
(gametophyte) สลับกับช่วงชีวิตระยะสปอโรไฟต์ (sporophyte) แกมีโทไฟต์ เป็นระยะที่สร้าง
เซลล์สืบพันธุ์หรือแกมีต (gamete) คือไข่และสเปิร์มที่มีโครโมโซมชุดเดียว (n) เมื่อเกิดการปฏิสนธิ
ระหว่างไข่กับสเปิร์มจะได้ไซโกต (zygote) ที่มีโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ (2n) หลังจากนั้นไซโกตแบ่ง
เซลล์แบบไมโทซิสกลายเป็นเอ็มบริโอและต้นอ่อน ซึ่งเป็นระยะสปอโรไฟต์ เมื่อสปอโรไฟต์เจริญเต็ม
ที่ จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเพื่อสร้างสปอร์ (spore) ที่มีโครโมโซมแฮพลอยด์ (n) สปอร์แบ่งเซลล์
แบบไมโทซิสเพื่อเจริญเป็นระยะแกมีโทไฟต์อีก ระยะแกมีโทไฟต์จึงมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์อีกสลับ
กันไป
4. มีสปอร์ที่มีผนั งหุ้มเกิดอยู่ในสปอแรนเจียม ระยะสปอโรไฟต์ของพืชมีอวัยวะสปอแรนเจียม
(sporangium) เป็นโครงสร้างที่สร้างสปอร์ภายในสปอแรนเจียมสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Spore
mother cell) จะแบ่งไมโอซิสได้สปอร์ที่มีโครโมโซม n ส่วนเนื้อเยื่อของสปอแรนเจียมก็ช่วยป้อ
งกันสปอร์ที่กำลังพัฒนาจนกว่าจะปลิวไปในอากาศ การมีสปอแรนเจียมจึงเป็นการปรับตัวของพืช
บก
5.มีแกมีแทนเจียมที่มีหลายเซลล์ (multicellular gametangium) ระยะแกมีโทไฟต์ของพืชพวก
ไบรโอไฟต์ (bryophyte) เทอริโดไฟต์ (pteridophyte) และจิมโนสเปิร์ม (gymnosperm) สร้าง
แกมีตอยู่ในอวัยวะแกมีแทนเจียม โดยแกมีแทนเจียมเพศเมียเรียกว่า อาร์ดีโกเนียม
(archegonium) มีรูปร่างคล้ายคนโท ทำหน้าที่สร้างไข่ ส่วนแกมีแทนเจียมเพศผู้เรียกว่า แอนเท
อริเดียม (antheridium) สร้างสเปิร์มซึ่งจะปล่อยออกสู่ภายนอก เมื่อเจริญเต็มที่แล้วสเปิร์มของ
พืชพวกไบรโอไฟต์ เทอริโอไฟต์ และจิมโนสเปิร์มบางชนิดมีแฟลเจลลาใช้ว่ายน้ำได้ จึงว่ายไปหาไข่
และปฏิสนธิกับไข่ในอาร์คีโกเนียม ไข่ที่ถูกปฏิสนธิเจริญเป็นไซโกตแล้วพัฒนาไปเป็นเอ็มบริโอ
โดยมีพืชบก 4 กลุ่มคือ ไบรโอไฟต์ เทอริโดไฟต์ จิมโนสเปิร์ม และแองจิโอสเปิร์ม จะมีลักษณะต่างๆ
เหมือนกัน และเป็นลักษณะที่ไม่พบในคาโรไฟต์ หรือสาหร่ายไฟ ซึ่งรายละเอียดของพืชบกทั้ง 4 กลุ่มจะ
กล่าวในหัวข้ออาณาจักรพืช 2 3 4 และ 5 ตามลำดับต่อ
การปรับตัวด้านอื่น ๆ ของพืชบก
1.การปรับตัวเพื่อสงวนรักษาน้ำไว้ เนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิสของใบและส่วนอื่นในลำต้นที่สัมผัสอากาศจะมีคิว
ทิน (cutin) ที่เป็นไขปกคลุมอยู่เป็นชั้นคิวติเคิล (cuticle) เป็นการป้องกันการสูญเสียน้ำแล้ว ยัง
ป้องกันการเข้าทำลายของจุลินทรีย์อีกด้วย แต่พืชก็ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วย
แสงดังนั้นเอพิเดอร์มิสของใบหรือส่วนที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้จะมีรูใบหรือปากใบ stomata) เป็นทาง
แลกเปลี่ยนแก๊ส CO2 และ O2 ระหว่างอากาศภายนอกกับภายในใบ แต่ปากใบก็เป็นทางให้น้ำระเหย
ออก โดยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์คุม (guard cell) ที่อยู่ข้าง ๆ ปากใบจะทำให้ปากใบปิดเพื่อ
ลดการสูญเสียน้ำ
2.การปรับตัวในการลำเลียง พืชบกยกเว้นไบรโอไฟต์ มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง และมีเนื้อเยื่อลำเลียง
คือ ไซเล็ม (xylem) ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุขึ้นมาทางราก กับโฟลเอ็ม (phloem) ลำเลียงอาหารไปทั่ว
ต้นพืช
ความหลากหลายของพืช
ตามสายวิวัฒนาการของพืชบกแบ่งพืชบกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มใบรโอไฟต์ (bryophytes) เทอริ
โดไฟต์ (pteridophytes) จิมในสเปิร์ม (gymnosperms) และแองจิโอสเปิร์ม (angiosperms) ไบรโอ
ไฟต์ส่วนใหญ่คือ พวกมอสส์ (mosses) ซึ่งไม่มีท่อลำเลียง (nonvascular) อีก 3 กลุ่มใหญ่ที่เหลือมีท่อ
ลำเลียงจึงเรียกว่า กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (vascular plant) ซึ่งมีพวกเฟินและเทอริโดไฟต์อื่น ๆ เป็นพวกพืช
ไม่มีเมล็ด ส่วนจิมโนสเปิร์มและแองจิโอสเปิร์ม จัดเป็นพืชมีเมล็ด
ภาพที่ 1 มอสส์
ที่มา: https://www.pxfuel.com/en/free-photo-jsspm
กลุ่มพืชไม่มีท่อลำเลียงหรือไบรโอไฟต์ (Nonvascular plants หรือ Bryophytes) ได้แก่
1.ไฟลัมเฮพาโทไฟตา (Hepatophyta) ได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ท
2.ไฟลัมแอนโทเซอไรไฟตา (Anthocerophyta) ได้แก่ ฮอร์นเวิร์ท
3.ไฟลัมไบรโอไฟตา (Bryophyta) ได้แก่ มอสส์ กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Vascular plants) แบ่งเป็นพืชที่
มีท่อลำเลียงที่ไม่มีเมล็ดหรือเทอริโดไฟต์ (Seedless vascular plant หรือ Pteridophytes)
4.ไฟลัมไลโคไฟตา (Lycophyta) ได้แก่ ไลโคโพเดียมซีแลกจิเนลลา
5.ไฟลัมเทอโรไฟตา (Pterophyta) ได้แก่ เฟินหญ้าถอดปล้องหวายทะนอย
6.ไฟลัมกิงโกไฟตา (Ginkgophyta) ได้แก่ แปะก๊วย
7.ไฟลัมไซแคโดไฟตา (Cycadophyta) ได้แก่ ปรง
8.ไฟลัมนีโทไฟตา (Gnetophyta) ได้แก่ มะเมื่อย
9.ไฟลัมโคนิเฟอโรไฟตา (Coniferophyta) ได้แก่ สนภูเขา
10.ไฟลัมแอนโทไฟตา (Anthophyta) ได้แก่ พืชดอก
พืชไม่มีท่อลำเลียง (Nonvascular plants) หรือพวกไบรโอไฟต์ (Bryophytes)
พืชไม่มีท่อลำเลียง เป็นพืชบกขนาดเล็กมีวิวัฒนาการขึ้นเมื่อราว 475 ล้านปีมาแล้ว พวกพืชไม่มี
ท่อลำเลียงจะมีระยะแกมีโทไฟต์เป็นระยะเด่นเห็นอยู่ทั่วไป แต่ระยะสปอโรไฟต์มีขนาดเล็กกว่าและมี
เพียงช่วงหนึ่งของวัฏจักรชีวิตและเจริญอยู่บนต้นแกมีโทไฟต์ พืชไม่มีท่อลำเลียงพบอยู่ในบริเวณที่มี
ความชื้นสูง จะยึดกับดิน ดูดน้ำและสารอาหารโดยโครงสร้างคล้ายรากเรียกว่า ไรซอยด์ (rhizoid) ส่วน
ที่เป็นแผ่นคล้ายใบมีชั้นคิวทิเคิลบางมากปกคลุมเรียกว่า ฟิลลิเดียม (phyllidium) การปฏิสนธิต้อง
อาศัยน้ำเป็นตัวกลางให้สเปิร์มเคลื่อนที่ไปผสมกับเซลล์ไข่ภายในโครงสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของแก
มีโทไฟต์ โครงสร้างของส่วนที่คล้ายต้นเรียกว่า ทัลลัส (thallus) การเจริญของสปอโรไฟต์ต้องอาศัย
อาหารจากแกมีโทไฟต์และมีอายุสั้น ดังนั้นจะพบสปอโรไฟต์อาศัยอยู่บนแกมีโทไฟต์เสมอ ตัวอย่างพืช
ไม่มีท่อลำเลียงได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ท (liverwort) ฮอร์นเวิร์ท (hornwort) และมอสส์ (moss) ไบรโอไฟต์
ประกอบด้วย 3 ไฟลัม คือ
1.ไฟลัมเฮพาโทไฟตา (Phylum Hepatophyta) ได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ท (liverwort) ระยะแกมี
โทไฟต์มีลักษณะต่างจากมอสส์ตรงที่ ลิเวอร์เวิร์ทมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่กว่าและบริเวณขอบมีแฉก
หรือหยัก แต่บางพวกของลิเวอร์เวิร์ทมีลักษณะคล้ายมอสส์ แผ่นที่มีลักษณะคล้ายใบเรียกว่า ทัลลัส
ด้านล่างมีรากเทียม (rhizoids) ดูดน้ำและใช้ยึดเกาะกับพื้น ส่วนที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ทั้งอาร์คีโกเนียม
(archegonium) และแอนเทอริเดียม (antheridium) ซูสูงขึ้น ส่วนที่ชูอวัยวะเพศเมียเรียกว่า อาร์คีโก
นิโอฟอร์ (archegoniophore) ส่วนที่ชูอวัยวะเพศผู้เรียกว่า แอนเทอริดิโอฟอร์ (antheridiophore)
บางพวกสามารถสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เพศด้วยการสร้างเจมมาคัพ (gemma cup) ซึ่งมีเซลล์ที่จะงอกเป็น
แกมีโทไฟต์ต้นใหม่อยู่ภายใน บางพวกอาจอยู่ในน้ำ
ตัวอย่างของลิเวอร์เวิร์ท ได้แก่ ริกเซีย (Riccia sp.) มาร์แคนเทีย (Marchantia sp.) เป็นต้น
2.ไฟลัมเอนโทเซอโรไฟตา(Phylum Anthocerophyta)ได้แก่ พวกฮอร์นเวิร์ท (hornwort)
พวกนี้ต่างจากมอสส์และลิเวอร์เวิร์ทตรงที่แผ่นแกมีโทไฟต์เป็นแผ่นหยักๆส่วนต้นสปอโรไฟต์ตั้งตรง
งอกจากต้นแกมีโทไฟต์ สปอโรไฟต์อยู่บนแกมีโทไฟต์ตลอดชีวิต โดยรับอาหารแร่ธาตุและน้ำผ่านต้นแก
มีโทไฟต์ พวกนี้มีความทนทานต่อภูมิอากาศได้หลายสภาพ สามารถเจริญเป็นทัลลัสใหม่จากทัลลัสเดิมที่
หักออก
ตัวอย่างได้แก่แอนโธเซอรอส (Anthoceros sp.) ฟีโอเซอรอส (Phaeoceros sp.)
3.ไฟลัมไบรโอไฟตา (Phylum Bryophyta) ได้แก่ มอสส์ชนิดต่าง ๆ มีส่วนคล้ายลำต้น คล้าย
รากและคล้ายใบ ส่วนที่คล้ายลำต้นของมอสส์ไม่มีท่อลำเลียงส่วนคล้ายลำต้นนี้งอกจากส่วนที่เป็นท่อน
ๆ เรียกว่าโปรโตนีมา (protonema) ซึ่งเจริญมาจากส่วนของสปอร์ที่ปลิวไปตกบริเวณที่เหมาะสมต่อไป
เริ่มมีลักษณะคล้ายใบงอกออกมา พร้อมกันนั้นส่วนที่คล้ายต้น (caulidium) งอกสูงขึ้น โดยมีส่วนคล้าย
รากยึดกับดินหรือซอกหินแฉะ ๆ เอาไว้ จากนั้นต้นตัวผู้จะสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ที่เรียกว่า แอนเทอริเดียม
(antheridium) สร้างสเปิร์มซึ่งมีแฟลเจลลา (flagella) ใช้สำหรับว่ายน้ำ ต้นตัวเมียจะสร้างอวัยวะ
สืบพันธุ์เพศเมียที่เรียกว่า อาร์คีโกเนียม (archegonium) ภายในมีไข่ (egg) สเปิร์มจะว่ายน้ำจากแอน
เทอริเดียมเข้าผสมกับไข่ ไข่จะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ (embryo) แล้วเป็นสปอโรไฟต์อยู่บนแกมีโทไฟต์
นั่นเอง ส่วนของสปอโรไฟต์ประกอบด้วย ฟุต (foot) ซึ่งยึดติดกับแกมีโทไฟต์ของต้นตัวเมีย ก้านชูอับส
ปอร์ (stalk หรือ seta) และอับสปอร์ (sporangium) หรือเรียกว่าแคปซูล (capsule) ภายในอับสปอร์มี
การสร้างสปอร์โดยการแบ่งเซลล์แบบลดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ งหรือเรียกว่าแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
(meiosis) เมื่อได้สปอร์มีโครโมโซม n สปอร์นั้นจะปลิวไปตกบนพื้นที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจึงจะ
งอกเป็นต้นแกมีโทไฟต์
ตัวอย่างของมอสส์พบมากตามน้ำตก เช่น ข้าวตอกฤาษีหรือสแฟกนั่ม (Sphagnum sp.) พบตามที่ชื้น
แฉะ เมื่อมีจำนวนมากและตายทับถมกันจะกลายเป็นสารอินทรีย์ที่ไม่ย่อยสลายเรียกว่า พีทมอสส์
(peat moss) ใช้ทำเครื่องปลูกพืช เช่น ปลูกแคคตัส (cactus) เพื่อรักษาความชื้นในดิน มอสส์พวกนี้
พบตามบริเวณภูเขาสูง เช่น แถบภูหลวง ภูกระดึง ดอยอินทนนท์ เป็นต้น
โดยปกติมอสส์เป็นตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแทนที่ (succession) ได้ ซึ่งเป็นตัวการ
เปลี่ยนหินให้เป็นดิน เนื่องจากมอสส์สามารถงอกงามได้ในบริเวณรอยแตกของหินที่มีความชื้นสูง เมื่อ
มอสส์ตายมันจะเป็นสารอาหารให้กับพืชชนิดอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในบริเวณนั้น
ดังนั้นมอสส์จึงมีความสำคัญในระบบนิเวศ ช่วยปกคลุมผิวหน้าดินเพื่อเก็บความชื้น นอกจากนี้
ยังทำให้หินผุกร่อนเปลี่ยนสภาพเป็นดิน
พืชทั้งสามไฟลัมนี้จะมีขนาดเล็ก เพราะยังไม่มีท่อลำเลียงจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในที่ชุ่มชื้น ถัดจากม
อสส์ขึ้นไปจะเป็นพืชที่มีท่อลำเลียง ซึ่งมีความแตกต่างและมีจำนวนมาก สามารถแบ่งออกเป็นหลายไฟ
ลัม
พืชมีท่อลำเลียงที่ไม่มีเมล็ดหรือเทอริโดไฟต์ (Pteridophytes)
พืชมีท่อลำเลียงกลุ่มแรกเริ่มมีวิวัฒนาการเมื่อราว 400 ล้านปีมาแล้วเนื่องจากการพบ
ซากดึกดำบรรพ์ของพืชชื่อ คุกโซเนีย (Cooksonia) ในหินยุคซิลูเรียน จึงสันนิษฐานว่าพืชมีท่อลำเลียง
กลุ่มแรกนี้ได้วิวัฒนาการต่อมาจนกลายเป็นพืชมีท่อลำเลียงอื่น ๆ
ภาพที่ 1 ลักษณะใบอ่อนม้วนงอของพืชตระกูลเฟิร์น
ที่มา: https://www.needpix.com/photo/38795/fern-green-frond-plant-leaf-foliage-
natural-growth
เทอริโดไฟต์จะมีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง และมีท่อลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหาร ในวัฏจักร
ชีวิตแบบสลับของเทอริโดไฟต์ จะมีต้นแกมีโทไฟต์และต้นสปอโรไฟต์เจริญแยกต้นกันหรืออยู่รวมกันใน
ช่วงสั้น ๆ โดยต้นแกมีโทไฟต์มีช่วงชีวิตสั้นกว่าต้นสปอโรไฟต์
พืชมีท่อลำเลียงที่ไม่มีเมล็ดหรือเทอริโดไฟต์ในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ไฟลัม คือ
4.ไฟลัมไลโคไฟตา (Phylum Lycophyta) บางกลุ่มสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนพวกที่เหลืออยู่ใน
ปัจจุบันเป็นพืชต้นเล็ก ๆ และเป็นไม้เนื้ออ่อน เป็นพืชที่มีลำต้นและใบที่แท้จริง ลำต้นส่วนที่อยู่ใต้ดิน
เรียกว่า ไรโซม (rhizome) และมีรากที่แท้จริง ส่วนที่ชูขึ้นมาเหนือดินอาจมีทั้งชนิดตั้งตรงและชนิด
เลื้อยไปตามผิวหน้าดินหรืออาจเป็นพวกที่ขึ้นบนต้นไม้อื่นเรียกว่า เอพิไฟต์ (epiphyte) ใบขนาดเล็ก
เรียกว่า ไมโครฟิลล์ (microphyll) มีเส้นใบ 1 เส้นที่ไม่แตกแขนง เป็นใบที่แท้จริง เรียงตัวกันเป็นเกลียว
รอบต้นหรือรอบกิ่ง ทั้งรากและกิ่งมีการแตกแขนงแบบไดโคโตมัส (dichotomous) พืชในไฟลัมนี้มี
หลายสปีชีส์ ได้แก่
ไลโคโพเดียม (Lycopodium sp.) ซึ่งมีหลายสปีชีส์ มีชื่อสามัญว่า คลับมอส (club
mosses) ภาษาไทยเรียกว่า ช้องนางคลี่ สร้อยสุกรม สามร้อยยอด หางสิงห์ หญ้ารังไก่ หางกระรอก
สร้อยสีดา ส่วนยอดของสปอโรไฟต์ จะมีการสร้างที่รองรับอับสปอร์เรียกว่า สปอโรฟิลล์ (sporophyll)
ซึ่งอัดตัวกันแน่นเรียกว่า สโตรบิลัส (strobilus) มีการสร้างสปอร์ขนาดเท่ากัน (homosporous) เมื่อส
ปอร์หลุดร่วงไปเจริญเป็นแกมีโทไฟต์ ซึ่งบางพวกอาจอยู่ใต้ดินจะมีราเจริญร่วมอยู่ด้วย บางพวกเจริญ
เป็นอิสระอยู่เหนือดิน บนแกมีโทไฟต์ต้นเดียวกันจะมีทั้งแอนเทอริเดียมและอาร์คีโกเนียม การผสม
พันธุ์ยังใช้น้ำเป็นตัวช่วยให้สเปิร์มว่ายไปผสมกับเซลล์ไข่
ซีแลกจิเนลลา (Selaginella sp.) มีชื่อสามัญว่า spike mosses สปีชีส์ที่พบในประเทศไทย
ได้แก่ พวกที่มีชื่อภาษาไทยว่า เฟือยนก พ่อค้าตีเมีย หญ้าร้องไห้ ตีนตุ๊กแก ลำต้นมีขนาดเล็กและ
บอบบาง ลำต้นมีทั้งชนิดเป็นต้นตั้งตรงและพวกที่เลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นมีใบเรียงเป็น 4 แถวตาม
ความยาวของลำต้น มีการสร้างสปอร์ขนาดต่างกัน (heterosporous) บางกิ่งบริเวณยอดมีการสร้างส
โตรบิลัสซึ่งมีอับสปอร์แยกกันระหว่างอับสปอร์ขนาดใหญ่เรียกว่าเมกะสปอแรนเกียม
(megasporangium) มีใบรองรับอับสปอร์เรียกว่า เมกะสปอโรฟิลล์ (megasporophyll) มีสปอร์
ขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในเรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) ซึ่งต่อมาจะสร้างแกมีโทไฟต์ของเพศเมีย
(female gametophyte) ส่วนอับสปอร์ขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครสปอแรนเกียม (microsporangium)
ใบที่รองรับอับสปอร์ชนิดนี้เรียกว่า ไมโครสปอโรฟิลล์ (microsporophyll) อับสปอร์จะมีสปอร์ขนาดเล็ก
เรียกว่า ไมโครสปอร์ (microspore) ซึ่งต่อไปจะสร้างแกมีโทไฟต์ที่มีอวัยวะเพศผู้ (male
gametophyte) การเจริญของแกมีโทไฟต์ทั้งสองชนิดอยู่ภายในอับสปอร์
ในไฟลัมไลโคไฟตายังรวมถึงไอโซอีเทส (Isoetes sp.) ที่มีใบแคบยาวคล้ายก้านขนนก เช่น
กระเทียมน้ำ พวกนี้มีการสร้างสปอร์ 2 ชนิดที่มีขนาดต่างกันด้วย
5.ไฟลัมเทอโรไฟตา (Phylum Pterophyta) ประกอบด้วย
หวายทะนอย (whisk fern, Psilotum) เดิมนักพฤกษศาสตร์คิดว่าหวายทะนอยเป็น
ฟอสซิลที่ยังมีชีวิตอยู่ (living fossil) เพราะมีลักษณะคล้ายซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ของพืชคือไม่มีราก
และใบที่แท้จริงแต่ความจริงเป็นเพราะเกิดวิวัฒนาการครั้งที่สองหรือเกิดวิวัฒนาการภายหลังจึงทำให้
ไม่มีรากและใบที่แท้จริง
พืชกลุ่มนี้มีลำต้นขนาดเล็ก ไม่มีรากที่แท้จริง มีส่วนคล้ายรากเรียกว่า ไรซอยด์ (rhizoid) ทำ
หน้าที่ดูดน้ำและเกลือแร่สำหรับลำต้นเป็นเหลี่ยมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือดินและใต้ดินที่
เรียกว่า ไรโซม ส่วนที่อยู่เหนือดินมีสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงได้ด้วย ลำต้นมีการแตกกิ่งเป็นคู่ ๆ
(เรียก dichotomous branching) มีอับสปอร์อยู่ที่กิ่ง แต่ไม่มีใบ อับสปอร์มีลักษณะเป็นพู 3-5 พูอยู่ที่
ด้านข้างของกิ่งต้นที่พบทั่วไปเป็นระยะสปอโรไฟต์ ส่วนแกมีโทไฟต์มีขนาดเล็กและอายุสั้น
จากการศึกษาในระดับโมเลกุลโดยเปรียบเทียบนิวคลีโอไทด์ของไรโบโซมัลอาร์เอ็นเอ
(rRNA) DNA ในคลอโรพลาสต์และ DNA ในไมโทคอนเดรียของหวายทะนอยปัจจุบันแสดงว่าหวายทะ
นอยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเฟิน
หญ้าถอดปล้องหรืออีควิเซตัม (Equisetum sp.) ภาษาไทยอาจเรียกชื่ออื่น ๆ เช่น หญ้าเงือกสนหางม้า
จีนัสอื่น ๆ สูญพันธุ์หมดแล้ว เป็นพวกที่มีรากลำต้นและใบที่แท้จริงลำต้นมีทั้งอยู่ใต้ดิน (rhizome) และตั้ง
ตรงขึ้นเหนือดิน บางชนิดลำต้นมีขนาดเล็ก สีเขียว ทำการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ลำต้นมีข้อและปล้องต่อ
กัน มองเห็นได้ชัดเจนและยังสามารถดึงแยกออกจากกันได้ รอบ ๆ ข้อมีใบคล้ายใบเกล็ดแตกออกโดยรอบ
แต่ละใบมีเส้นใบ 1 เส้น ลำต้นค่อนข้างแข็งหยาบ เพราะมีสารพวกซิลิกาเคลือบ ภายในลำต้นกลวงคล้าย
ต้นไผ่ สโตรบิลัสอยู่สุดยอดของลำต้น โดยมีอับสปอร์อยู่ภายในสร้างสปอร์ชนิดเดียว เมื่อสปอร์หลุดออกจะ
งอกเป็นแกมีโทไฟต์ มีขนาดเล็กสีเขียวเป็นแผ่นเรียกว่า ทัลลัส (thallus) มีไรซอยด์ แอนเทอริเดียม และ
อาร์คีโกเนียมอยู่บนแผ่นทัลลัสเดียวกัน สเปิร์มว่ายน้ำเข้าไปผสมกับไข่เหมือนกับพวกอื่น ๆ
เฟิน (Ferns) เป็นพืชที่มีรากลำต้นและใบที่แท้จริง เฟินเป็นสมาชิกในไฟลัมเทอโรไฟตามีจำนวน
มากถึง 12,000 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน เช่น เริ่มจากพวกที่อยู่บนพืชอื่นคือ เป็นเอพิไฟต์
(epiphyte) เช่น ชายผ้าสีดา (Platycerium) บางพวกอยู่ในที่แห้ง เช่น ต้นกูดแต้ม บางชนิดอยู่ในบริเวณ
ที่มีความชื้นแฉะมาก เช่น ปรงทะเล ย่านลิเภา บางชนิดขึ้นอยู่ในน้ำ เช่น ผักกูดน้ำ ผักแว่น บางชนิดลอยอยู่
ในน้ำ เช่น แหนแดง
ใบเฟินไม่ว่าใบใหญ่หรือใบเล็กที่เรียกว่าฟรอนด์ (frond) นั้นคือตอนเป็นใบอ่อนจะม้วนตัวจาก
ปลายใบมายังโคนใบเมื่อเจริญเติบโตต่อไป ส่วนที่ม้วนนี้จะคลายออกลักษณะเช่นนี้จะมีเฉพาะในเฟิน การที่
ใบอ่อนม้วนเช่นนี้เรียกว่าเซอซิเนตเวอร์เนชั้น (circinate vernation)
ภาพที่ 2 ลักษณะใบอ่อนม้วนของเฟิน
ที่มา: https://www.pxfuel.com/en/free-photo-ekvma
ต้นสปอโรไฟต์มีขนาดใหญ่กว่าต้นแกมีโทไฟต์ หากเป็นต้นที่อยู่บนดิน มักมีไรโซมอยู่ใต้ดินเมื่อส
ปอโรไฟต์เจริญเต็มที่จะสร้างอับสปอร์ไว้เป็นกลุ่ม ๆ เรียกว่า ซอรัส (Sorus) ซอรัสนี้จะอยู่ทางด้านล่างของ
ใบหากซอรัสมีเยื่อหุ้มเยื่อหุ้มนั้นเรียกว่า อินดูเซียม (indusium) ในพวกเฟินที่อยู่ในน้ำจะสร้างอวัยวะพิเศษ
ขึ้นมาป้องกันหากเกิดความแห้งแล้งโดยมีเปลือกนอกแข็งอวัยวะนั้นคือ สปอโรคาร์ป (sporocarp) ซึ่ง
เปลี่ยนแปลงมาจากใบ
แกมีโทไฟต์มีรูปร่างเป็นแผ่นสีเขียว ๆ คล้ายหัวใจเรียกโปรทัลลัส (prothallus) แผ่นนี้แยก
ออกจากสปอโรไฟต์ แต่มีขนาดเล็กกว่าสปอโรไฟต์ เมื่อแกมีโทไฟต์สร้างอาร์คีโกเนียมและแอนเทอริเดียม
และเจริญเต็มที่แล้ว สเปิร์มว่ายน้ำเข้าผสมกับไข่ต้นอ่อนจะเจริญอยู่ในอาร์คีโกเนียม จนกระทั่งได้ต้นสปอโร
ไฟต์ใหม่ (young sporophyte) ส่วนโปรทัลลัสหรือแกมีโทไฟต์จะสลายไป
ดังนั้นส่วนใหญ่ของพวกเฟินยังต้องอาศัยน้ำเพื่อใช้ในการผสมพันธุ์
ต่อมาจะกล่าวถึงพืชมีท่อลำเลียงที่มีเมล็ด ซึ่งจากผลการศึกษาได้จัดแบ่งพืชมีท่อลำเลียงที่มีเมล็ดออกเป็น
2 กลุ่ม คือ พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm; Gr. gymnos = เปลือย + Gr. sperma = เมล็ด) และพืช
ดอก (Angiosperm) โดยพืชมีเมล็ดเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในปลายยุคดีโวเนียน (Devonian period)
เมื่อประมาณ 360 ล้านปีมาแล้วแล้วกระจายมากขึ้นในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous Period) และ
ตอนต้นของยุคเพอร์เมียน (Permian Period)
ภาพที่ 1 พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Norway_Spruce_cones_(Picea_abies).jpg,
MrPanyGoff.
ในวัฏจักรชีวิตของพืชพวกไบรโอไฟต์ซึ่งยังไม่มีท่อลำเลียงจะมีระยะแกมีโทไฟต์ขนาดใหญ่กว่าหรือมี
วงชีวิตของแกมีโทไฟต์ที่เด่นชัดกว่าสปอโรไฟต์ ในพืชมีท่อลำเลียงที่ไม่มีเมล็ดเริ่มมีระยะสปอโรไฟต์ที่เด่น
ชัดขึ้นและระยะสปอโรไฟต์เด่นชัดที่สุดในพวกพืชที่มีเมล็ด โดยมีระยะแกมีโทไฟต์ลดขนาดลงมากที่สุด แก
มีโทไฟต์เพศเมียที่ลดขนาดลงนั้นเจริญมาจากเมกะสปอร์ ซึ่งเป็นสปอร์ขนาดใหญ่และแกมีโทไฟต์นั้นจะอยู่
ในสปอแรนเจียมที่อยู่บนต้นสปอโรไฟต์จึงช่วยป้องกันเอ็มบริโอจากอันตรายและได้รับอาหารจากต้นสปอโร
ไฟต์
พืชมีเมล็ด มีสปอร์ 2 แบบ (Heterosporous) คือ เมกะสปอแรนเจียมสร้างเมกะสปอร์
(Megaspore) ซึ่งเจริญเป็นแกมีโทไฟต์เพศเมีย กับไมโครสปอแรนเจียมสร้างไมโครสปอร์ (Microspore)
ซึ่งเจริญเป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ และมีเนื้อเยื่อของสปอโรไฟต์ที่เรียกว่า ผนังออวุล (Integument) มาล้อม
รอบเมกะสปอร์แรนเกียม ทั้งอินเทกิวเมนต์, เมกะสปอแรนเจียม และเมกะสปอร์รวมกันเป็นออวุล (Ovule)
ภายในเมกะสปอร์จะสร้างไข่ซึ่งถูกปฏิสนธิโดยสเปิร์มนิวเคลียสได้ไซโกตและเจริญเป็นเอ็มบริโออยู่ในต้นส
ปอโรไฟต์ออวุลจึงกลายเป็นเมล็ด(Seed) ซึ่งมีเปลือกหุ้มเมล็ดเจริญจากอินเทกเมนต์ทำให้เมล็ดทนทานต่อ
สภาพที่ไม่เหมาะสมได้
ภาพที่ 2 เมล็ดของพืชเมล็ดเปลือย
ที่มา: https://pxhere.com/th/photo/925676
พืชมีเมล็ดแบ่งเป็นพืชเมล็ดเปลือยและพืชดอก
พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) หมายถึง พืชที่ไม่มีดอก ไม่มีรังไข่ เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ด
จึงไม่มีผลหุ้มเมล็ด แบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม คือ ไฟลัมไซแคโดไฟตา ไฟลัมกิงโกไฟตา ไฟลัมโคนิเฟอโรไฟ
ตา และไฟลัมนีโทไฟตา
6.ไฟลัมไซแคโดไฟตา (Phylum Cycadophyta) พืชในไฟลัมนี้ เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์
ในบริเวณที่แห้งแล้งได้ดี ในประเทศไทยพบเพียง 10 สปีชีส์ อยู่ในจีนัส Cycas sp. เช่น ปรง ปรงป่า ปรง
ญี่ปุ่น (ปรงจีน) ปรงเขา ปรงหนู ปรงเหลี่ยม ปรงหิน เป็นต้น พบได้ตั้งแต่บริเวณป่าชายเลน บริเวณเกาะ
ที่มีภูเขาหินปูน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา ซึ่งมีรูปร่างลำต้นคล้ายกับต้นปาล์มขนาดเล็ก
เติบโตช้า ใบจึงแตกต่างกับต้นสน อีกทั้งไม่มีกิ่งก้าน ใบแตกออกบริเวณยอด ใบคล้ายทางมะพร้าว เป็น
ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว แผ่นใบย่อยเมื่อเป็นใบอ่อนมีการม้วนจากปลายใบไปสู่โคนใบ มีการสร้าง
โคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน (Dioecious) โดยโนเพศเมียมีออวุลหลายออวุลติดอยู่บนแผ่นใบ
ซึ่งเรียงซ้อนกันแน่นแต่มักไม่เป็นสตรอบิลัส ประโยชน์ของปรงนำไปใช้ตกแต่งสถานที่ให้ดูสวยงาม
male cone female cone
ภาพที่ 3 แสดงโคนเพศผู้ (male cone) กับโคนเพศเมีย (female cone)
ที่มา:https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8e/Cycas_revoluta_male.jpg,
Danorton (male cone)
ที่มา: https://www.flickr.com/photos/brewbooks/2439644319/in/photostream,
brewbooks (female cone)
7.ไฟลัมกิงโกไฟตา (Phylum Ginkgophyta) เป็นพืชโบราณที่มีวิวัฒนาการน้อยมากพบ
ตามธรรมชาติในเขตอบอุ่น เช่น ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ลักษณะทั่วไปของพืชในไฟลัมนี้ คือ มีลำต้น
ขนาดใหญ่ มีใบเดี่ยวคล้ายพัดสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในฤดูใบไม้ร่วง ลำต้นขนาดใหญ่
คล้ายพืชดอกใบเป็นแผ่นกว้างคล้ายพัดมีรอยเว้าตรงกลางจึงเห็นเป็น 2 หยัก (Lobe) ต้นเพศเมียสร้าง
ออวุลที่ปลายกิ่งพิเศษ โดยมีก้านชูออวุลก้านหนึ่งมี 2 ออวุลแต่มีเพียง 1 ออวุลที่เจริญเป็นเมล็ด เมล็ดมี
อาหารสะสมจึงนิยมนำมารับประทาน เปลือกหุ้มเมล็ดจะมีกลิ่นเหม็น ปัจจุบันพบพืชในไฟลัมนี้เพียงชนิด
เดียว คือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba L.) สารสกัดจากแป๊ะก๊วยมีสมบัติช่วยปรับระบบหมุนเวียนเลือด
และช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบประสาทช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสมองได้ดีขึ้น
และอาจช่วยเพิ่มความจำในผู้ป่วยชราจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer 's disease) จึงนิยมใช้แป๊ะก๊วย
เป็นสมุนไพรบำบัด นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในเมืองใหญ่ เพราะทนทานต่อสภาพอากาศเสียได้ดี
ก. ต้นแป๊ะก๊วย ข. โคนเพศผู้
ค. ใบและออวุล ง. เมล็ด
ภาพที่ 4 ต้นแป๊ะก๊วยและส่วนประกอบต่าง ๆ
ที่มา: ก. https://www.flickr.com/photos/ginkgocz/7199064946, Ginkgo CZ
ข. https://no.wikipedia.org/wiki/Fil:Ginkgo_biloba_-_male_flower.JPG
ค. https://www.flickr.com/photos/koalie/10350757235, Coralie Mercier
ง. https://pxhere.com/th/photo/925676
8.ไฟลัมโคนิเฟอโรไฟตา (Phylum Coniferophyta) เป็นพืชเมล็ดเปลือยที่มีความหลาก
หลายมากที่สุด มีลักษณะสำคัญคือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ รูปทรงของลำต้นและใบคล้ายพีระมิด ใบมี
ขนาดเล็กคล้ายเข็ม (ซึ่งต่างจากสนทะเลสนปฏิพัทธ์ซึ่งเป็นพืชดอก) อยู่เป็นกลุ่มบนกิ่งสั้น ๆ ลำต้นมีการ
แตกกิ่งก้านได้มาก ปลายยอดมีเนื้อเยื่อเจริญ (Apical Meristem) มีการสร้างเนื้อเยื่อทุติยภูมิจากการ
แบ่งเซลล์ของแคมเบียม (cambium) และคอร์กแคมเบียม (Cork Cambium) ไซเล็มไม่มีเวสเซล
(Vessel) มีเฉพาะเทรคีด (tracheid) และในโฟลเอ็มไม่มีเซลล์คอมพาเนียน ยังไม่มีดอก ไม่มีรังไข่ มีแต่
ออวุล (Ovule) ดังนั้นเมื่อไข่ถูกผสมออวุลจึงกลายเป็นเมล็ดที่ไม่มีผลหุ้ม อวัยวะสืบพันธุ์แทนที่จะเป็น
ดอกกลับเป็นแผ่นแข็ง ๆ สีน้ำตาลหรือใบที่เรียก สปอโรฟิลล์ (sporophyll) รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่า สต
รอบิลัส (Strobilus) หรือโคน (Cone) ซึ่งแยกออกเป็นโคนตัวผู้ (staminate cone) ซึ่งภายในมีไมโครส
ปอร์มาเทอร์เซลล์ (Microspore mother cell ซึ่งมี 2n) เมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสแล้วจะได้ไมโครส
ปอร์ (Microspore) 4 เซลล์ซึ่งต่อไปเจริญเป็นละอองเรณู (pollen grain) มีปีก มีเจเนอเรทีฟเซลล์
และทิวบ์เซลล์ เวลาถ่ายละอองเรณูนี้ จะปลิวไปเนื่องจากมีปีก (wing) และจะไปตกลงบนแกมีโทไฟต์
เพศเมีย โดยโคนเพศผู้และโคนเพศเมียอาจเกิดอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยกต้นกันก็ได้ พืชในไฟลัมโคนิ
เฟอโรไฟตามีประมาณ 550 ชนิด เช่น สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh. & de Vriese) สนสามใบ
(Pinus kesiya Royle ex Gordon) ซึ่งพบอยู่ตามแหล่งที่มีอากาศเย็นในประเทศไทยมีอยู่ตามภูเขาสูง
เช่น ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ดอยขุนตาน จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง ภูกระดึง จ.เลย วนอุทยานป่าสน
หนองคู จ.สุรินทร์ เป็นต้น
ภาพที่ 1 เมล็ดสน (Gymnosperm)
ที่มา: https://www.pickpik.com/pine-pine-cone-essential-oil-coniferous-needles-63181
ภาพที่ 2 การผสมระหว่างโคนเพศผู้กับโคนเพศเมียก่อนงอกไปเป็นเมล็ด
ที่มา: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/4d/Figure_32_01_08.png,
CNX OpenStax
ภาพที่ 3 ป่าสน
ที่มา: https://www.geograph.org.uk/photo/5580555, Trevor Littlewood.
ภาพที่ 4 เมล็ดสน
ที่มา: https://pxhere.com/en/photo/488354
สำหรับแกมีโทไฟต์เพศเมีย (Female Gametophyte) เกิดอยู่ในแผ่นแข็งสีน้ำตาลที่เรียกส
ปอโรฟิลล์ (Sporophyll) คล้ายกับของเพศผู้แผ่นนี้เรียงซ้อนกันเป็นสโตรบิลัสเรียกว่าเมกะสโตรบิลัส
(Megastrobilus) หรือโคนตัวเมีย (Female Cone หรือ Ovulate Cone) ในแผ่นสีน้ำตาล (สปอโร
ฟิลล์) มีเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Megaspore Mother Cell) เมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสจะได้เมกะส
ปอร์และเนื้อเยื่ออินเทกเมนต์ (Integument) 1 ชั้นหรือ 2 ชั้นภายในจะมีไข่อยู่ภายในอาร์คีโกเนียม
(Archegonium เตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิ
ต้นสนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการเช่นนำไปทำเชื้อเพลิงหรือนำเยื่อมาทำ
กระดาษทำไม้อัดน้ำมันสนนำไปทำน้ำมันชักเงาการปลูกป่าสนจะให้เจริญเร็วต้องผสมราไมคอร์ไรซา
(Mycorrhiza) กับดินที่เพาะต้นอ่อนจะทำให้ต้นสนโตเร็วเพราะราเป็นตัวช่วยดึงฟอสฟอรัสจากดินมา
ให้ต้นสนใช้ได้
9.ไฟลัมนีโทไฟตา (Phylum Gnetophyta) นีโทไฟต์เป็นพืชที่มีลักษณะพัฒนากว่าพืชเมล็ด
เปลือยกลุ่มอื่น ๆ คือ มีเซลล์ลำเลียงน้ำเรียกว่า เวสเซลอีลีเมนต์ (vessel element) อยู่ในไซเล็ม
นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่คล้ายกับของพืชดอก คือ การปฏิสนธิกล่าวคือ เมื่อสเปิร์มเซลล์หนึ่งจากแกมีโท
ไฟต์เพศผู้เข้าปฏิสนธิกับไข่แล้วสเปิร์มเซลล์ที่สองจะเข้าปฏิสนธิกับอีกเซลล์หนึ่ งในแกมีโทไฟต์เพศเมีย
เดียวกันจึงเกิดการปฏิสนธิซ้อนซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดในพืชดอกแต่การปฏิสนธิของนีโทไฟต์จะไม่ได้
เอนโดสเปิร์มและเซลล์ดิพลอยด์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของสเปิร์มเซลล์ที่สองจะสลายไป นีโทไฟต์มีทั้ง
ต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย จึงสร้างสตรอบิลัสเพศผู้และเพศเมียแยกกัน พืชในไฟลัมนีโทไฟตาบางชนิดเป็น
ไม้ยืนต้นหรือไม้เถาขนาดใหญ่ที่มีเนื้อไม้ ปัจจุบันเหลือเพียง 3 จีนัส คือ มะเมื่อย (Gnetum sp.) พบใน
ป่าเขตร้อน บางชนิดเป็นไม้พุ่ม เช่น มั่วอึ่ง (Ephedra sp.) พบในทะเลทรายของอเมริกา ลักษณะลำต้น
คล้ายไม่มีใบเนื่องจากใบเล็กมากและไม่ทำการสังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายกับลำต้นของหญ้าถอดปล้อง ใน
จีนใช้เป็นสมุนไพรแก้ไอ แก้หืดหอบ หรือขับปัสาวะ ต่อมามีการศึกษาพบว่ารากและลำต้นมีสารอีเฟรดีน
(ephedrine) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบประสาท ออกฤทธิ์
ต่อระบบประสาทส่วนกลางให้เกิดความดันโลหิตสูง ระบบหัวใจ และระบบประสาททำงานผิดปกติ สา
มารทำให้เกิดอาการวิตกกังวล สั่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ชัก หัวใจวาย และถึงแก่ความ
ตายได้ บางชนิดพบเฉพาะในทะเลทรายของแอฟริกา เช่น ปีศาจทะเลทราย (Welwitschia sp.) เป็นพืช
โบราณไร้ดอก เป็นไม้ประหลาด เพราะมีแค่ 2 ใบตลอดชีวิต และอาจมีอายุถึงพันปีหรือมากกว่านั้น จะ
อาศัยอยู่ตามชายทะเล และสามารถอยู่ในที่แห้งแล้วที่สุดได้ ในประเทศไทยพบจีนัสเดียว คือ จีนัสนีตัม
(Gnetum sp.) เช่น มะเมื่อย ผักเหลียง
ก. มะเมื่อย (Gnetum sp.) ข. มั่วอึ่ง (Ephedra sp.)
ค. ปีศาลทะเลทราย (Welwitschia sp.)
ภาพที่ 6 ตัวอย่างพืชในไฟลัมนีโทไฟตา
ที่มา:
(ก.)http://www.plantsystematics.org/imgs/dws/r/Gnetaceae_Gnetum_urens_26875.ht
ml
(ข.)https://ku.m.wikipedia.org/wiki/W%C3%AAne:Ephedra_distachya_(cones)_2011_1.j
pg
(ค.) http://southafrica.co.za/ve/welwitschia.html, Thomas Schoch
พืชดอก (Angiosperm) คือพืชมีดอกมีรังไข่เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ดจึงมีผลหุ้มเมล็ด ได้แก่
10.ไฟลัมแอนโทไฟตา (Phylum Anthophyta) (Gr. anthos = ดอกไม้) ได้แก่ กลุ่มพืชดอก
มีอยู่ในปริมาณมากกว่าพืชทุกชนิดรวมกันถึง 3 เท่าคือราว 250,000 ชนิด เป็นพืชที่มีลำต้น ราก ใบ
เจริญดีลักษณะเด่นของพืชกลุ่มนี้คือ มีดอก เมล็ดอยู่ภายในผลหรือเมล็ดมีรังไข่หุ้ม พืชดอกบางชนิดอาจ
เห็นดอกได้ยากหรือไม่เคยพบดอกเลย เช่น ไข่น้ำ หรือผำ ซึ่งเป็นพืชดอกขนาดเล็กที่สุด สนทะเล
สาหร่ายหางกระรอก จอก แหน พลูด่าง ตะไคร้ ไผ่ เป็นต้น
พืชดอกมีการแพร่กระจายในระบบนิเวศที่แตกต่างกันมาก เช่น อยู่ในน้ำ ได้แก่ สาหร่ายหางกระรอก บัว
จอก แหน ผักตบชวา ในทะเลมีพืชดอกพวกหญ้าทะเล พืชดอกบางพวกเกาะอยู่ตามต้นไม้อื่น เช่น
กล้วยไม้บางชนิด เถาวัลย์ ฝอยทอง
ภาพที่ 1 สวนดอกไม้นานาพันธุ์ (Angiosperm)
ที่มา: https://www.pxfuel.com/en/free-photo-enrjs
ในราวปี ค.ศ. 1990 มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่เชื่อว่ามีสายสัมพันธ์กับพืชดอก
ซากดึกดำบรรพ์นี้มีชื่อว่า Archaefructus liaoningensis และ Archaefructus sinensis มีอายุราว
125 ล้านปีมาแล้วหลักฐานของอาคีฟรักทุส เช่น มีอับเรณู (anther) และมีเมล็ดอยู่ในคาร์เพล
(carpel) แต่ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจนในปีค. ศ. 2002 หลังจากที่ศึกษาเปรียบเทียบสายสัมพันธ์
ทางวิวัฒนาการของ Archaefructus sinensis กับพืชปัจจุบันจำนวนมากจึงสรุปได้ว่า
Archaefructus มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุดกับพืชดอกในปัจจุบัน
ภาพที่ 2 ซากฟอสซิลของ Archaefructus liaoningensis
ที่มา: https://www.researchgate.net/figure/Fossils-of-Archaefructus-liaoningensis-A-
and-B-The-holotype-specimen-A-Whole_fig1_269992078, Kazuo Terada
ภาพที่ 3 ซากฟอสซิลของ Archaefructus sinensis
ที่มา: http://ongzi-secretgarden.blogspot.com/2012/05/archaefructus-sinensis.html,
Ongzi
จากหลักฐานการวิเคราะห์ลำดับเบสของ DNA ในพืชดอกพบว่าพืชดอกในกลุ่มแรก ๆ ที่ยัง
เหลือรอดชีวิตมาถึงปัจจุบันและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในปัจจุบันเหลือเพียงสปีชีส์เดียวคือ Amborella
trichopoda ส่วนสายวิวัฒนาการที่แยกออกไปอีก 2 สายและเหลือรอดมาถึงปัจจุบันคือสายของบัว
และสายของโบ๊ยกั๊ก (Star Anise) ทั้ง 3 สายวิวัฒนาการนี้ถือว่าเป็นสายวิวัฒนาการที่เก่าแก่จึงรวม
เรียกว่า Basal Angiosperms สายวิวัฒนาการต่อมาคือสายที่วิวัฒนาการของจำปีจำปา (Magnolid)
ซึ่งมีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
ภาพที่ 4 Amborella trichopoda
ที่มา:
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Amborella_trichopoda_(3065968016)_fragm
ent.jpg, Scott Zona
พืชดอก เรียกว่า แองจิโอสเปิร์ม (Angiosperm) ส่วนใหญ่ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเด่น
ๆ คือ พืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledonous Plant) ปัจจุบันพบประมาณ 165,000 ชนิด กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
(Monocotyledonous Plant) ปัจจุบันพบประมาณ 65,000 ชนิด ซึ่งมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน คือ
จำนวนใบเลี้ยง โครงร่าง - เส้นใบ ระบบลำเลียงราก - ลำต้น และจำนวนกลีบดอก
ภาพที่ 5 การเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวกับพืชใบเลี้ยงคู่
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Monocot_vs_Dicot.svg,
Flowerpower207
การสืบพันธุ์ของพืชมีดอกพบว่ามีการปฏิสนธิซ้อน (Double Fertilization) คือการปฏิสนธิระ
หว่างสเปิร์ม 2 เซลล์ เซลล์หนึ่งผสมกับเซลล์ไข่ได้เป็นไซโกต ซึ่งเจริญพัฒนาไปเป็นต้นอ่อน (Embryo)
ส่วนอีกเซลล์หนึ่งผสมกับโพลาร์นิวคลีโอ ได้เป็นเอนโดสเปิร์ม ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารไว้เลี้ยงต้นอ่อน
สปอโรไฟต์ของพืชมีดอกมีขนาดใหญ่เด่นชัด ประกอบด้วย ราก ลำต้น และใบที่แท้จริง แต่แกมีโทไฟต์มี
ขนาดเล็ก เจริญอยู่บนสปอโรไฟต์
รากของพืชมีดอกบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่อื่น ๆ เช่น รากสะสมอาหาร พบในแครอต
กระชาย มันเทศ มันแกว มันสำปะหลัง รากหายใจ เช่น รากกล้วยไม้ ลำพู โกงกาง ผักกระเฉด รากค้ำจุน
เช่นรากต้นโกงกาง ไทรย้อย ยางอินเดีย ข้าวโพด ลำเจียก
ก. แครอท (รากสะสมอาหาร) ข. กล้วยไม้ (รากหายใจ) ค. โกงกาง (รากค้ำจุน)
ภาพที่ 6 แสดงรากสะสมอาหาร รากหายใจ และรากค้ำจุนของพืชดอกบางชนิด
ที่มา: (ก.) https://www.flickr.com/photos/sunrise/35819369, color line
(ข.) https://www.flickr.com/photos/smintboyuk/330588089,%20SmintBoyUK
(ค.) https://pxhere.com/en/photo/820934
นอกจากนี้ส่วนของลำต้นและใบของพืชมีดอกบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่หลายอย่าง
เช่น ลำต้นสะสมอาหาร ลำต้นปีนป่าย ลำต้นหนาม ใบสะสมอาหาร ใบมือเกาะ ใบดักจับแมลง และใบ
ดอก
ก. มันฝรั่ง ข. เผือก ค. แห้วจีน
ภาพที่ 7 แสดงลำต้นสะสมอาหารของมันฝรั่ง เผือก แห้วจีน
ที่มา: (ก.) https://en.wikipedia.org/wiki/Potato#/media/File:Patates.jpg, Scott Bauer
(ข.) https://www.needpix.com/photo/download/1159030/taro-root-tuber-caladium-
root-tropical-plant-harvest-food-agriculture, pisauikan
(ค.) https://vi.m.wikipedia.org/wiki/T%E1%BA%ADp_tin:Wasserkastanien.jpg, Joscha
Feth
ประโยชน์ของพืชดอก พืชดอกนับว่ามีประโยชน์อย่างมากในแง่การดำรงชีวิต นับตั้งแต่ใช้เป็น
อาหารไม่ว่าเป็นพืชตระกูลหญ้าหรือผักต่าง ๆ รวมทั้งผลไม้ชนิดต่าง ๆ พืชที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่
ป่าน ปอศรนารายณ์ ต้นไม้ใหญ่หลายชนิดนำไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัยบ้านหรือโรงเรือนต่าง ๆ เช่น ไม้สัก
ไม้ตะเคียน เต็ง รัง นอกจากนั้นยังนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ พืชสมุนไพรมากมายหลายชนิดถูกนำไปทำ
ยารักษาโรค ทั้งยาไทยและต่างประเทศนอกจากนั้นพืชที่มีดอกสวยงาม เช่น กล้วยไม้ กุหลาบ พืชใบสวย
เช่น ทองไหลมา สาวน้อยประแป้ง โกสนล้วนนำไปปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งอาคารสถานที่ ในแง่สิ่ง
แวดล้อมพืชดอกเป็นที่อาศัยของสัตว์ต่าง ๆ เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน ป้องกันการพังทลายของดิน ดูด
ซับน้ำฝนทำให้เกิดป่าที่ชุ่มชื้น
ขณะเดียวกันพืชก็ถูกทำลายลงอย่างมากมายและรวดเร็วเพื่อนำพื้นที่ป่ามาใช้ในการเพาะปลูก
และสร้างที่อยู่อาศัยจนเกินกำลังที่ป่าจะฟื้ นตัวได้ทัน ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของพืชพรรณมากมาย เรา
จึงควรช่วยกันรณรงค์ป้องกันการทำลายป่า ปลูกป่าทดแทน ให้ความรู้ประชาชน ปลุกจิตสำนึกให้รักและ
หวงแหนป่าเพื่อรักษาความหลากหลายของพืชให้คงอยู่ต่อไป