The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sittichai Sattaram, 2022-09-25 13:20:20

พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ความเป็นไ ทย วิถีชาติ และศาสต ร์พระราชา

พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาความเป็นไทย วิถีชาติ และศาสตร์พระราชา
นักศึกษาปีที่ 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องพระราชกรณียกิจ
ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้
จากพระราชกรณีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจและ
ต้องขอขอบคุณอาจารย์วีรพล วีรพลางกูรผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา เพื่อน
ๆ ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอดผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้
และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน

คณะผู้จัดทำ
นักศึกษามหาลัยราชภัฏพระนคร
สาขา เทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า

สารบัญ

หน้า พระราชกรณียกิจ
2 คำนำ
4 ด้านการไปรษณีย์โทรเลข
5 ด้านการศึกษา
6 ด้านการพยาบาลและสาธารณสุข
8 ด้านการขนส่งและสื่อสาร
9 ด้านการไฟฟ้ า
10 ด้านการกฎหมาย
12 ด้านการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

พระราชกรณียกิจด้านการ

ไปรษณีย์โทรเลข

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการสื่อสารเป็นเรื่อง

สำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อไปในอนาคต พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้

กระทรวงกลาโหมดำเนินการก่อสร้างวางสายโทรเลขสำหรับสายโทรเลข


สายแรกของประเทศเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2418 จากกรุงเทพฯ -

สมุทรปราการ ระยะทาง 45 กิโลเมตร และได้วางสายใต้น้ำต่อยาวออก

ไปจนถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับบอกข่าวเรือเข้า - ออก

ต่อมาได้วางสายโทรเลขขึ้นอีกสายหนึ่งจากกรุงเทพฯ - บางปะอิน และ


ขยายไปทั่วถึงในเวลาต่อมา

สำหรับกิจการไปรษณีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด

เกล้าฯ ให้จัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 2 กรกฎาคม


พ.ศ.2424 มีที่ทำการเรียกว่าไปรษณียาคาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 4 สิงหาคม


พ.ศ.2426 หลังจากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมโทรเลขรวมเข้ากับกรม

ไปรษณีย์ชื่อว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในการศึกษารูป

แบบใหม่โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับการ

ศึกษาทั่วกัน เพราะการศึกษาสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังศึกษาอยู่ในวัด เมื่อมีการ


สร้างโรงเรียนและการศึกษาเจริญก้าวหน้าขึ้นเท่ากับเป็นการบ่งบอกถึง

ความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียน


หลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ.2444

และ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบไล่สามัญศึกษาขึ้นอีกด้วย เพื่อเป็นการทดสอบ
ความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัด
สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นอีกหลายแห่ง กระจัดกระจายไปตามวัดต่าง ๆ ทั้งใน
ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัด คือ

โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ตั้งขึ้นมานี้เพื่อให้บุตรหลานของประชาชนทั่วไปได้มี
โอกาสศึกษาหาความรู้กัน

การศึกษาขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับด้วยความสนใจของประชาชนที่ต้องการ
มีความรู้มากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุม
ของกระทรวงศึกษาธิการ มีการพิมพ์ตำราพระราชทาน เพื่อเป็นตำราในการ

เรียนการสอนด้วย

พระราชกรณียกิจด้านการ

พยาบาลและสาธารณสุข

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะ

สร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาประชาชนด้วยวิธีการแพทย์แผนใหม่


เนื่องจากการรักษาแบบเดิมนั้นล้าสมัย ไม่สามารถช่วยคนได้

อย่างทันท่วงทีทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายเมื่อเกิดโรคระบาด


พระองค์จึงทรงจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นบริเวณริมคลอง

บางกอกน้อย อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังบวรสถาน
พิมุข หรือวังหลัง

โดยได้พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวน 16,000 บาท

เป็นทุนเริ่มแรกในการสร้างโรงพยาบาล ให้ใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล

วังหลัง เปิดทำการรักษาแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่


26 เมษายน พ.ศ. 2431

(ต่อ)พระราชกรณียกิจด้านการ

พยาบาลและสาธารณสุข

ต่อมาพระองค์ได้พระราชทานนามโรงพยาบาลแห่งนี้ใหม่ว่าโรง

พยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าลูกยาเธอ

เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสที่ประสูติในสมเด็จพระนาง

เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ที่สิ้นพระชนมายุเพียง 1 ปี


7 เดือน

ทั้งยังได้พระราชทานพระเมรุ พร้อมกับเครื่องใช้ เช่น เตียง เก้าอี้

ตู้โต๊ะ ฯลฯ ในงานพระศพให้กับโรงพยาบาลเพื่อใช้ประโยชน์ รวม

ทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ


เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ จำนวน 56,000 บาท ให้กับโรง

พยาบาลเป็นทุนในการใช้จ่าย

พระราชกรณียกิจด้านการขนส่ง

และสื่อสาร

ในปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง

โปรดเกล้าฯ ให้คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจเส้นทาง

เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ มี

การวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัดเข้าเมืองใหญ่ๆ ในบริเวณภาค

กลางของประเทศแล้วแยกเป็นชุมสายตัดเข้าสู่จังหวัดใหญ่ทาง

แถบภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นหัวลำโพงเมืองที่เป็น


ศูนย์กลางธุรกิจการค้า

การสำรวจเส้นทางในการวางเส้นทางรถไฟนี้เสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.

2434 และในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินขุดดินก่อพระฤกษ์

เพื่อสร้างทางรถไฟครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยโปรด


เกล้า ฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็นรถไฟหลวงแห่งแรกของไทย

พระราชกรณียกิจด้านการไฟฟ้า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่าไฟฟ้าเป็น
พลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก เมื่อมีโอกาสประพาส

ต่างประเทศ ได้ทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้า และทรงเห็นถึง
ประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้า ทรงมอบหมายให้กรม
หมื่นไวยวรนารถเป็นผู้ริเริ่มในการจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้นในปี พ.ศ.

2433 ซึ่งเป็นการเปิดใช้ไฟฟ้าครั้งแรกของไทย

และปีเดียวกัน (พ.ศ. 2433) มีการก่อตั้งโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ หรือ

วัดราชบูรณะ จนกระทั่งถึงพ.ศ. 2436 ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้า


ก้าวหน้ายิ่งขึ้น รัฐบาลได้โอนกิจการให้ผู้ชำนาญด้านนี้ ได้แก่

บริษัทอเมริกัน ชื่อ แบงค็อค อิเลคตริกซิตี้ ซิดิแคท เข้ามาดำเนิน

งานต่อ และในปี พ.ศ. 2437 บริษัทเดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงาน

ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเดินรถรางที่บริษัทได้รับสัมปทาน

การเดินรถในเขตพระนคร ต่อมาบริษัทต่างชาติทั้ง 2 บริษัทได้

ร่วมกันรับช่วงงานจากกรมหมื่นไวยวรนาถ และก่อตั้งเป็นบริษัท


ไฟฟ้าสยาม ขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้าครั้ง

สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก

พระราชกรณียกิจด้านการ

กฎหมาย

กฎหมายในขณะนั้นมีความล้าสมัยอย่างมาก เนื่องจากใช้มาตั้งแต่สมัย

รัชกาลที่ 1 และยังไม่เคยมีการชำระขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ทำให้

ต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการเอาเปรียบไทยเรื่องการทำสนธิสัญญาเกี่ยว

กับการขึ้นศาลตัดสินคดีที่ไม่ให้ชาวต่างชาติขึ้นศาลไทย โดยตั้งศาลกงสุล

พิจารณาคดีคนในบังคับต่างชาติเอง แม้ว่าจะมีคดีความกับชาวไทยก็ตาม

ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ สร้าง

ประมวลกฎหมายอาญาขึ้นใหม่เพื่อให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ


ในปี พ.ศ.2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด

เกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเป็น

สถานที่สำคัญที่ผลิตนักกฎหมายที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนา


ประเทศ

ต่อมาในปี พ.ศ.2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด

เกล้าฯให้ตรากฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 อันเป็นลักษณะกฎหมาย

อาญาฉบับแรกที่นำขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งกรรมการ


ขึ้นมาชุดหนึ่ง พิจารณาทำกฎหมายประมวลอาญาแผ่นดินและการ

พาณิชย์ ประมวลกฎหมายว่าด้วยพิจารณาความแพ่ง และพระธรรมนูญ


แห่งศาลยุติธรรม

(ต่อ)พระราชกรณียกิจด้านการ

กฎหมาย

แต่ยังไม่ทันสำเร็จดีก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน เมื่อสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมา
ใช้แล้ว บทลงโทษแบบจารีตดั้งเดิมจึงถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงในรัชกาล
ของพระองค์เอง เพราะมีกฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษ ที่เป็นหลักการ

พิจารณาที่ดีและทันสมัยกว่าเดิมด้วย

พระราชกรณียกิจด้านการ

เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด

เกล้าฯ ให้ทำธนบัตรขึ้นเรียกว่า อัฐ เป็นกระดาษมีมูลค่าเท่ากับเหรียญ

ทองแดง 1 อัฐ แต่ใช้ได้เพียง 1 ปีก็เลิกไป เพราะประชาชนไม่นิยมใช้ ต่อ

มาทรงตั้งกรมธนบัตรขึ้นมา เพื่อจัดทำเป็นตั๋วสัญญาขึ้นใช้แทนเงินกรม

ธนบัตรได้เริ่มใช้ตั๋วสัญญาเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2445 เป็นครั้งแรก

เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า


เจ้าอยู่หัว

ในปี พ.ศ. 2441 ได้มีการผลิตธนบัตรรุ่นแรกออกมา 5 ชนิด คือ 1,000

บาท 100 บาท 20 บาท 10 บาท 5 บาท ภายหลังมีธนบัตรใบละ 1

บาทออกมาด้วย รวมถึงพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดหน่วยเงินตรา

โดยให้หน่วยทศนิยมเรียกว่า สตางค์ กำหนดให้ 100 สตางค์ เท่ากับ 1

บาท พร้อมกับผลิตเหรียญสตางค์ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกเรียกว่าเบี้ย

สตางค์ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ ราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ 4

สตางค์ 2 สตางค์ครึ่ง ใช้ปนกับเหรียญเสี้ยว และอัฐ

(ต่อ)พระราชกรณียกิจด้านการ
เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

ต่อมาในปี พ.ศ.2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออก

ประกาศยกเลิกใช้เงินพดด้วงและทรงออกพระราชบัญญัติมาตราทองคำ

ร.ศ.127 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 ว่าด้วยเรื่องให้ใช้

แร่ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแทนแร่เงิน เพื่อให้เสถียรภาพเงินตรา

ของไทยสอดคล้องกับหลักสากล และในปีต่อมาทรงออกประกาศเลิกใช้


เหรียญเฟื้ อง และเบี้ยทองแดง

แหล่งอ้างอิง

https://www.sanook
.com/news/2088350/

สมาชิก

นาย เอกพันธ์ พึ่งเผ่าพันธุ์ 002



นาย ณัฐนันท์ วุฒิพงค์ 008



นาย นิธิพัฒิน์ สนสมบัติ 009



นาย ชลศักดิ์ อินจำปา 012



นาย สิทธิชัย สัตตารัมย์ 014



นาย วีระพงษ์ ไวยพูศรี 017



นาย ณัฐดนัย ใจดี 020


Click to View FlipBook Version