The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทและองค์ประกอบของการแสดง ชุด ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jakkrit Sodarat, 2022-06-13 00:39:04

ชุดการแสดง ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)

ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทและองค์ประกอบของการแสดง ชุด ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)

คำนำ สำรบญั หนา้
1-13
เอกสารประกอบการแสดงชดุ ฟอ้ นสกั การะพระรตั นวงษา (ท้าวเชยี ง) จดั ทาขึ้น เร่ือง 14-17
เพ่ือใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในบริบทการราบวงสรวง หรือการศึกษา ประวตั คิ วามเป็นมาของพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง) 18-24
องค์ประกอบต่างๆ รวมไปถึงท่ารา ซึ่งผู้จัดทา ได้เล็งเห็นถึงวิถีทางวัฒนธรรม 25-26
ของอาเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่ีมีมานานผู้จัดทา จึงจะเผยแพร่วัฒนธรรม - ดา้ นวฒั นธรรม
ทอ้ งถน่ิ และทาใหม้ ีความสนใจ ทีจ่ ะศกึ ษาต่อในรูปแบบเอกสารประกอบการแสดงและ - ดา้ นความเชื่อ 27-47
เพอื่ ศกึ ษาบรบิ ทด้านวฒั นธรรม ดา้ นความเชอื่ ท้งั องคป์ ระกอบการแสดง ฟ้อนสักการะ การฟอ้ นสกั การะพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง) 48
พระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) จะมีเร่ืองประวัติความเป็นมา ท่าราหรือท่าสักการะ - ประวตั คิ วามเป็นมา 49-60
เคร่ืองดนตรี เน้ือร้อง เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ท่ีใช้ในการแสดง เพื่อให้ได้ข้อมูล กระบวนทา่ ราฟ้อนสกั การะพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง) 61-63
ที่ถูกต้องที่สุดแล้วชัดเจนมาเรียบเรียงในรูปแบบของเอกสารและการสัมภาษณ์ เนือ้ รอ้ ง 63
จากคุณครูบุสรินทร์ พาระแพน ผู้ประดิษฐ์การแสดงฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา เครอ่ื งดนตรี 64
(ทา้ วเชยี ง) ขนึ้ และเภสัชกรกาญจนพงษ์ เพญ็ ทองดี ผ้แู กะรอยประวตั ศิ าสตร์ท้องถ่ินที่ เครอื่ งแต่งกาย
กรุณาเสียสละเวลาให้ความรู้ คิวอาร์โค้ดและลงิ ค์ วีดโี อการแสดง
เอกสารอา้ งองิ
ศลิ ปวัฒนธรรมของชาวอาเภอสวุ รรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด อันเป็นมรดกทางภูมิ ประวัติย่อผ้ปู ระดิษฐก์ ารแสดง
ปัญญาของชนในชาติ การแสดงพื้นเมือง ชุดฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) ประวตั ิย่อผจู้ ดั ทา
จึงเป็นชุดการแสดงที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วม ในการราลึกถึงพระคุณของพระรัตนวงษา
(ท้าวเซียง) ผู้สร้างเมืองสุวรรณภูมิ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี
ท้องถิ่นอีสาน ให้คงอยู่คู่แผ่นดินอีสานต่อไป และรวมท้ังท่าราต่างๆ ที่บรรจุในเอกสาร
ประกอบการแสดงเล่มนี้ หวังวา่ จะเป็นประโยชนแ์ กผ่ ู้ศกึ ษาไม่มากก็น้อย

นายจกั รกฤษณ์ โสดารัตน์

1 2

ประวตั ิควำมเปน็ มำของพระรัตนวงษำ (ท้ำวเซยี ง) สืบแต่ พุทธศักราช 2315 เป็น ตันมา นั้น สืบสายเลือด จาก "เจ้าแก้ว

"232 ปี แห่งการถึงแก่พิราลัย พระรัตนวงษา (เชียง) พระประเทศราช มงคล" ผู้ เปน็ พระอยั กาของ "เจา้ เชยี ง" ผู้เป็น ทายาท หรือ พระนัดดา ของเจ้า
แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์" "พระรัตนวงษา" มิใช่นามบุคคล หากแต่เป็น ราชหินนาม
หมายถงึ นามอันท่พี ระมหากษัตรยิ ์โปรดเกล้าพระราชทานให้ ส่วน คาว่า "พระ" แก้วมงคล ที่ได้รับ พระราชทาน บรรดาศักดิ์ และราชทินนาม เป็น
นาหน้า นน้ั เปน็ ข้นั บรรดาศกั ด์ิ ของ เจา้ นาย ขุนนางในสมยั กอ่ น
"พระรตั นวงษา" ทา่ นแรก
พระรัตนวงษา เป็น บรรดาศักด์ิ พระประเทศราช แก่ ผู้ครองเมือง ทา่ มกลางความวนุ่ วายของ ยุคมืดแห่งราชอาณาจกั รล้านช้าง พุทธศักราช
สุวรรณภูมิ นับแต่ตันกรุงธนบุรี ท่ีได้รับโปรดเกล้าพระราชทานจาก
สมเด็จพระเจ้าตากสิน ในปี ที่ 5 ของการสถาปนาอาณาจักรกรุงธนบุรีศรี 2238 ภายหลงั การสวรรคตของสมเดจ็ พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช เจ้ามหาชีวิต
มหาสมุทร (ก่อนหน้า เมืองสุวรรณภูมิ หรือ นามเดิม คือ เมืองท่งศรีภูมิ ผู้ครองราชอาณาจักรลา้ นชา้ งเวียงจนั ทน์ พระยาแสน สุรินทรลือชีอไกรเสนาบดี
ใช้บรรดาศักด์ิ อันพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ศรีสรราชสงคราม (ทา้ วมละ) ตาแหนง่ เมืองแสน (อัครมหาเสนาบดีผู้ควบคุมด้าน
แหง่ ราชอาณาจกั รล้านขา้ งจาปาสัก) การทหาร) ทาการชงิ เอาราชสมบัติ เปน็ เหตใุ หเ้ จ้าแก้วมงคลและพระบรมวงศานุ
วงศ์หลายพระองค์ รวมท้ังพระนางสุมังคลา พระราชมารดา พระเจ้าสร้อยศรี
โดย ราชทินนาม "รัตนวงษา" น้ัน หมายถึง วงษาหรือสายตระกูล สุมทรพุทธางกรู ปฐมกษตั ริย์แหง่ ราชอาณาจกั จาปาสัก หนีราชภัยลงมาทางใต้
อันเกิดแต่ "ปฐมวงษ์เจ้าแก้วมงคล" ผู้เป็นเจ้าเมืองท่งตรีภูมิ องค์แรก เมืองที่ พร้อมด้วยเจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ด โดย ในห้วงเวลาน้ี เจ้าแก้วมงคลได้ทา
เปน็ รากฐานกาเนิดของเมืองสวุ รรณภมู ิ และให้เป็น ที่ระลึกและทราบไปถึงกาล การออกผนวช หนีราชภัย เพื่อบูรณปฏิสังชรณ์ องค์พระธาตุพนม โดยมี
ในอนาคต ว่า "พระ หรือพระยา ผู้ครองเมืองสุวรรณภูมิ" ในการดารงตาแหน่ง เจ้ามืดคาดล,เจ้าสุทนต์มณี ผู้เป็นราชบุตรทั้ง ๒ องค์ เสด็จติดตามมาด้วย ทั้งน้ี
"เจา้ เมอื งสวุ รรณภมู ิ" เจ้าเซียง และเจ้าสูน ผู้เป็นทายาท ของเจ้ามืดคาดล ได้ทรงผนวชเป็น สามเณร
ด้วย ภายหลงั พระเจ้าไขยองคเ์ ว้ ทรงปราบความไมส่ งบในกรงุ เวยี งจันทนได้แล้ว
จงึ ได้มคี วามพยายามทจ่ี ะกาจัด เชื้อพระวงศ์ท่ี ไม่สวามิภักด์ิ เจ้าแก้วมงคล และ
เจ้าเชยี ง จึงไดล้ าสิกขาบท เป็น "เจ้าจารย์แก้ว" (จารย์ ใช้เรียก บุคคลผู้ลาสิกขา
จากการเปน็ "พระ" และได้รับการ ฮดสรงแล้ว

3 4

และ "เจ้าเชียง" (เชียง ใช้เรียก บุคคล ท่ีลาสิกขาบท จากการเป็น และ วงษานุวงศ์ อ่ืนๆ มา ตั้ง เมือง โดย ยกบ้าน "ผ้าขาวพันนา" เป็น
"สามเณร") เพ่อื นาพาพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จหนีลงทางใต้ โดยติดตามคณะ "เมืองท่งศรีภูมิ" โดยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ด เสด็จ มาประกอบพิธีวาง
ของเจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ด จนสามารถสถาปนา นครจาบากนาคบุรีศรี ศลิ าฤกษ์ เสาหลักเมือง ด้วยไม้ไชยพฤกษ์ ในปีพทุ ธศกั ราช 2256
เป็น "นครจาปาสัก" และสถาปนา "ราชอาณาจักรล้านช้างจาปาสัก" แยกตัว
เด็ดขาดจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ โดยมีพระเจ้าสร้อยศรีสมุทร ในการปกครองของเมืองในราชอาณาจกั รล้านช้าง รวมทั้ง ราชอาณาจักร
ลา้ นนา นน้ั ตามธรรมเนยี มจะใช้หลกั "อาญาสี่" อนั หมายถงึ ระบบการปกครอง
พุทธางกรู เปน็ ปฐมกษัตรยิ ์ นบั แต่ พุทธศกั ราช 2256 สืบมา ดง้ั เดิมท่ีถกู จารกึ อยูใ่ น คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวงหรือคัมภีร์กฎหมายโบราณ
ในการสถาปนาราชอาณาจักรล้านช้างจาปาสักนั้น พระเจ้าสร้อยศรี ของลาวในสมัยสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งเวียงจันทน์ ตลอดจน
กฎหมายท้าวพระยาโบราณของลาวและอีสานอีกหลายฉบับ ในวรรณกรรม
สมุทรพุทธางกูร ประสงค์ จะสร้างความมั่นคง ปีกแผ่นให้กับราชอาณาจักร โบราณเรียกระบบอาญาส่ีว่า เจ้าขันคาทั้งสี่ โดย ตาแหน่งข้าราชการบูราณ
ทแ่ี วดลอ้ มด้วย อาณาจักรท่เี ป็น อริ ทงั้ ล้านขา้ งเวยี งจันทนเหนอื , อาณาจักรได (โบราณ) นับจาก เจ้าแผ่นดิน หรือ เจ้าเมืองแล้ว แบ่ง เป็น ฝ่ายต่างๆ คือ
เวียต (กรุงเว้) ด้านทิศตะวันออก , ราชอาณาจักรกรุงกัมพูชา ด้านทิศใต้ ฝา่ ยแผน่ ดนิ มี 3 ตาแหน่ง ประกอบด้วย
ศรีอยุธยา ด้านทิศตะวันตก พระองค์ทรงโปรดเกล้าๆ ให้ ขั้นพระบรมวงศา
นุวงค์เดิม และเจ้านายที่ติดตาม สมัยก่อนกลุ่มเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ด เจ้าอุปฮาด (อุปฮาด,อัคฮาด หรือ วรราช ตามแต่เมืองใหญ่ เมืองเล็ก)
คอยคุ้มครองพระราชมารดา และพระองค์ จนสถาปนาราชอาณาจักรได้ ให้ไป แปลว่า เจ้าเมืองผนู้ ้อย คอื ผ้ทู ี่จะข้ึนเปน็ เจา้ เมืองในอนาคต เป็นตาแหน่งรองเจ้า
ต้ังเมือง และไปครองเมืองต่างๆ จานวน ด๑ เมือง (โดย มี ๓ เมือง อยู่ในเขต เมือง ทาหน้าท่ีเป็นท่ีปรึกษาราชการของเจ้าเมือง ปฏิบัติหน้าท่ีแทนเจ้าเมือง
ประเทศไทย ในยุคปัจจุบัน) โดยเจ้าแก้วมงคล ในขณะน้ัน มีพระชันษา ตลอดจนรับผิดชอบเกี่ยวกับบัญชีส่วยสาอากร การคลัง และการกะเกณฑ์
72 ชนั ษา และ เจ้ามดี คาดล, เจ้าสุทนต์มณี พร้อมด้วย พระนัดดาของเจ้าแก้ว กาลงั พลในยามมรี าชการสงคราม (ในศักดินาสยาม เรยี ก วงั หน้า)
มงคล ประกอบด้วย เจ้าเชียง, เจ้าสูน (บุตรของ เจ้ามืดคาดล), เจ้าสีลัง, เจ้าภู
(บุตร ของเจา้ สุทนตม์ ณี)

5 6

เจ้าราชวงศ์ (ราชวงศ์, อัควงษ์ หรือ วรวงษ์ ตามแต่เมืองใหญ่ ปี พทุ ธศักราช 2256 - 2268 เมอื งทง่ ศรภี ูมิ มี เจา้ แกว้ มงคล เปน็ เจา้ เมอื ง
เมืองเล็ก) แปลว่า ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าเมือง เป็นผู้แทนของอุปฮาด และ มีผงั ฝา่ ยแผ่นดิน เป็นดังนี้
รับผิดชอบเรื่องอรรถคดีและการตัดสินถ้อยความข้อพิพาททั้งปวง ตาแหน่งนี้
บางครั้งเรียกว่า เจ้าโฮงเหนือ หรือเจ้าเฮือนเหนือ (ในศักดินาสยาม เรียก เจ้ำเมือง
วังหลงั ) เจา้ แก้วมงคล

เจ้าราชบุตร (ราชบุตร, อัคบุตร หรือ วรบุตร ตามแต่เมืองใหญ่ รำชวงศ์ อุปฮำด รำชบตุ ร
เมืองเล็ก) แปลว่าโอรสของเจ้าเมือง โดยมากมักเป็นบุตรของเจ้าเมืองเอง เจ้าสทุ นต์มณี เจา้ มดื คาดล เจ้าเซยี ง
หรืออาจมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจ้าเมืองก็ได้ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับ
คาส่ังจากเมืองหลวง ราชบุตรหน้าท่ีช่วยราชการตามที่เจ้าเมืองมอบหมาย ภายหลังการถึงแก่พิราลัย ของเจ้าแก้วมงคล พระอัยกาของเจ้าเชียง
ตลอดจนการปฏิบัติกิจการ ด้านศาสนา เรือกสวนไร่นา ถนนหนทาง ที่ดารงตาแหน่งราชบุตร เมืองท่งศรีภูมิ ในขณะน้ัน พระเจ้าสร้อยศรีสมุทร
และการเก็บภาษีอากรต่างๆ ตาแหน่งน้ีบางครั้งเรียกว่า เจ้าโฮงใต้ หรือเจ้า พุทธางกูร ได้สถาปนา เจ้ามืดคาดล พระบิดาของ เจ้าเซียง และเจ้าสูน ขึ้น
เฮอื นใต้ ดารงแต่แหน่ง เจ้าเมือง และให้ เจ้าสุทนต์มณี ผู้เป็น อาว์ ของเจ้าเซียงข้ึน
เป็น อปุ ฮาด

ปพี ทุ ธศักราช 2268 - 2306 นับเปน็ ยุคทอง ของเมืองท่งศรีภูมิ นับเป็น
ยุคที่ราชอาณาจักรล้านช้างจาปาสัก เป็นปีกแผ่น และ เมืองท่งศรีภูมิ หรือ
ต่อมาเป็น เมืองสุวรรณภูมิ ภายหลัง มีเจ้าเมืองท่ีครองเมืองนานที่สุด ถึง 38
ปี โดย สมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร แห่งราชอาณาจักรล้านข้าง
จาปาสกั ได้สถาปนา ฝ่ายแผ่นดิน ในเมืองทงุ่ ศรภี ูมิ เปน็ ดงั น้ี

7 8

เจ้ำเมือง ท้ังน้ี ในช่วงปี พุทธศักราช 2306-2310 เป็นช่วงเดียวกันกับอาณาจักร
เจา้ มืดคาดล พม่า ของพระเจ้ามังระ กับ อาณาจักรอยุธยา ระหว่างการขัดแย้ง จนเกิดศึก
สงคราม และเสียกรุงใน ปีพุทธศักราช 2310 ภายหลังการแต่งตั้ง ราชบุตร
อุปฮำด รำชวงศ์ รำชบุตร มีข้อขัดแย้ง รวมท้ังกรมการเมืองบางส่วน ของเมืองท่งศรีภูมิเห็นต่างไป
เจ้าสทุ นต์มณี เจ้าเซยี ง เจา้ สลี งั เร่ือง การเป็นเจ้าเมืองของเจ้าสุทนต์มณี กับ เจ้าเซียง ผู้เป็นอุปฮาด รวมทั้ง
เจา้ สนู นอ้ งขายของเจ้าเซียง อาจจะมิได้รับการสถาปนา เป็น ราชบุตร เมืองท่ง
ปีพุทธศกั ราช 2306 - 2308 ภายหลงั การถงึ แก่พิราลยั ของ เจา้ มดื คาดล ศรีภูมิ เจ้าเชียง เจ้าสูน และกรมการเมืองบางส่วน จึงออกจากเมืองท่งศรีภูมิ
ผู้เป็น เชษฐา ของเจ้าสุทนต์มณี นั้น ก่อนหน้าในปี พุทธศักราช 2280 เข้าไปขอสวามิภักดิ์ กับ พระเจ้าเอกทัศน์ แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา รวมทั้ง
สมเด็จเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร เสด็จสวรรคตพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เหตุผลความขัดแย้งท้ังภายในเมืองทุ่งศรีภูมิ ความอ่อนแอ ของราชอาณาจักร
เจ้าราชบุตร เสด็จข้ึนครองราชย์ เป็น กษัตริย์ ลาดับที่ ๒ พระองค์ได้ทรง ล้านช้างจาปาสัก และอานาจของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ท่ีครอบคลุมมาถึง
สถาปนา เจ้าสุทนต์มณี ตาแหน่ง อุปฮาด เมืองท่งศรีภูมิ ข้ึนดารงตาแหน่ง เมอื งนครราชสมี า และตอนใต้ของแมน่ า้ มูล อนั เป็น เขตชายแดน เมืองทุ่งศรีภูมิ
เป็น เจา้ เมอื งทง่ ศรีภูมิลาดับท่ี 3 และ สถาปนา เจ้าเชียง เป็น อุปฮาด เมืองท่ง กับเมืองนครราชสีมา เมืองข้ึนของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยานั้น การเข้าเฝ้าพระ
ศรีภมู ิ ตามแผนผังฝ่ายแผ่นดิน ดังนี้ เจ้าเอกทัศน์ ของเจ้าเซียง และเจ้าสูน ส่งผลให้ กองทัพพระยานครราชสีมา
ยั้งทัพกดตัน เมืองท่งศรีภูมิ จนเจ้าสุทนต์มณี และบรมวงศานุวงศ์ล้านช้าง
เจ้ำเมอื ง กับไพร่ฟ้าประชาชนส่วนใหญ่ ของเมืองท่งศรีภูมิ ออกจากเมือง ไปต้ัง คูค่าย
เจา้ สทุ นต์มณี ย้งั รอการช่วยเหลือ ของนครหลวงจาปาสกั ณ บ้านดงเมืองจอก (รอยต่ออาเภอ
อาจสามารถและอาเภอเมืองสรวง ในปัจจุบัน )
อุปฮำด รำชวงศ์ รำชบตุ ร
เจ้าเชยี ง เจ้าสลี ัง (มีขอ้ ขดั แยง้ )

9 10

ท้ังน้ี เจ้าสุทนต์มณี ได้ครองเมืองท่งศรีภูมิเป็นเจ้าเมืองลาดับที่ 3 พระเจ้าตากสิน ได้ทรงรวบรวมก๊กต่างโดย ได้ตียึด ก๊กพิมาย ของ
เพยี ง 2 ปี เทา่ นน้ั ต่อมา ในปี 2308 เจ้าเซยี ง ภายหลงั ได้รับการสนับสนุนจาก กรมหมื่นพิพิธได้ เป็น ก๊กแรก เมืองท่งศรีภูมิ จึงได้ เข้าสวามิภักดิ์ ต่อพระเจ้า
อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ให้ขึ้นเป็น เจ้าเมืองท่งศรีภูมิ ลาดับที่ 4 แล้ว กรุงธนบุรี นับแต่ น้ัน เป็น ต้นมา จนกระท่ังในปี พุทธศักราช 2315 หลัง
เมืองท่งศรภี มู ิ กเ็ ป็น อนั ขาดจากการปกครอง ของราชอาณาจกั รลา้ นช้างจาปา เจ้าเชียง เป็น เจ้าเมืองทุ่งศรีภูมิ ได้ 7 ปี พระยาพรหม และพระยากรมทาของ
สกั นบั แต่น้ัน โดยฝ่ายแผ่นดิน ในระบบอาญาสี่ ของเมืองท่งศรีภูมิ ระหว่างปี กรุงธนบุรี ภายหลงั เข้ามาจัดการความเรียบร้อย ในเมืองทุ่งศรีภูมิ และโดยรอบ
2308 - 2315 เป็นดงั น้ี (ทา้ วเพ และ ท้าวโอะ๊ เป็น บุตร ของ เจา้ เชียง) จงึ ไดข้ อให้ ย้ายทตี่ ั้งเมอื ง เปน็ ด้านตะวันตก บริเวณ เมืองเก่า บ้านดงเมืองหาง
เน่ืองจาก เห็น เป็นชัยภูมิท่ีดีกว่า สะดวกแก่การป้องกันและขยายเมืองใน
เจำ้ เมือง อนาคต เจ้าเขียง และกรมการเมืองท่งศรีภูมิ เห็นพ้องจึงขอพระราชทาน
เจ้าเชียง ย้ายทต่ี ั้งเมือง มายัง บ้านดงเมืองหาง ตาบลดงเทา้ สาร และเปล่ียน ชื่อเมืองเป็น
"เมอื งสวุ รรณภูมิ" ในปีพุทธศักราช 2315 โดย ยังคงมีชอบเขตเมืองและอานาจ
อปุ ฮำด รำชวงศ์ รำชบุตร ตามเขตแดน เมืองท่งศรีภูมิ เดิมทุกประการ ส่วนเจ้าเชียง ได้รับสถานปนา
เจา้ สูน ท้าวเพ ท้าวโอ๊ะ บรรดาศักด์ิ และพระราชทานทินนามตาแหน่ง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ เป็น
"พระรัตนวงษา" เชยี ง ในปี 2315 นบั แต่นนั้
ต่อมา หลังการเสียกรุง ครั้งที่ 2 ของ อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา
ในปี พุทธศักราช 2310 เมืองท่งศรีภูมิ อยู่ในสถานลาบาก เน่ืองจาก เมืองทุ่งศรีภูมิ หลังการย้ายท่ีต้ังเมือง พร้อมเปล่ียนช่ือเมือง
ไมส่ ามารถหนั กลบั ไปพึง่ ราชอาณาจักรล้านช้างจาปาสักได้และ มีกองทหาร เป็น "สวุ รรณภูมิ" แลว้ ยังคงใช้ระบบอาญาส่ี ในการปกครองเมือง และมีฐานะ
และกลุ่มของเจ้าสุทนต์มณี ตั้งคูค่าย ย้ัง ณ บริเวณ บ้านดงเมืองจอก เป็นประเทศราชของกรุงธนบุรี โดยมีฝ่ายแผ่นดินของเมืองสุวรรณภูมิ
แล้ว ส่วนเมืองพระยานครราชสีมา ที่มี กรมหมื่นเทพพิพิธ เป็น เจ้าเมืองนั้น ตามเดิมของฝา่ ยแผ่นดนิ เมืองทุ่งศรีภูมิ ทุกประการ ดงั น้ี
หลงั จากเสียกรุงแลว้ ได้กอ่ ตั้ง กึก เป็นอิสระ เรียก "ก็กพิมาย" เมืองท่งศรีภูมิ
จงึ ได้ รว่ มกนั กบั ก๊กพิมายแบบหลวมๆ จนกระทงั่ ในปพี ทุ ธศักราช 2311

11 12

เจ้ำเมือง การแบ่งอาณาเขตเมืองท่งศรีภูมิ เดิม ภายหลังเปลี่ยนช่ือ เป็น
เจ้าเชียง "สุวรรณภูมิ" น้ัน พระเจ้าตากสินได้ทรงแบ่งพื้นที่ เมืองสุวรรณภูมิ ยกให้เมือง
ร้อยเอ็ด ปกครอง ดังปรากฏ ในเอกสารของ "พระยาขัตติยวงษา"
อปุ ฮำด รำชวงศ์ รำชบตุ ร (เหลา ณ รอ้ ยเอ็ด) บันทึกเอาไว้ ดงั น้ี

เจ้าสูน ทา้ วเพ ทา้ วโอ๊ะ ต้ังแต่ปากห้วยดางเดีย ข้ึนไปภูดอกช้อน หินทอด ยอดยาง ตู่สามต้น
อันสามขวย สนามหมาดหญ้า ผ้าขาวพันนา ฝ่ายพญานาค ภูเม็ง
จนกระทั่ง พระยาพรหมและพระยากรมท่า ได้ทาการเจรจา ให้ ห น อ ง ก อ ง แ ก้ ว บึ ง กุ ย ท่ ง ล า ด ไ ถ ห้ ว ย ด า ง เ ดี ย บ ร ร จ บ แ ม่ น้ า ยั ง
"เจ้าสุทนต์มณี" และบรมวงศานุวงศ์ เมืองท่งศรีภูมิ และล้านช้างแต่เดิมได้ เป็นเขตเมืองรอ้ ยเอด็ "
เข้ามาสวามิภักด์ิ ด้วยให้ เกิดความสามัคคีปรองดอง ระหว่าง อาว์กับหลาน
หลังจากเกิดความขัดแย้ง นับแต่ยุคสมัยก่อนนั้น ( 2306 ) หลังจากเจ้าสุทนต์ "ปากลาพาชีตกลาน้ามูล มาตามลาพาชี จนถึงปากลาพาชีตกลาน้า
มณี ยอมสวามิภักด์ิ ต่ออาณาจักรกรุงธนบุรี แล้ว พระเจ้าตากสินมหาราช ยังปากห้วยดางเดีย ทุ่งลาดไถ บึงกุย หนองกองแก้ว ภูเม็ง หนองม่วงคุ้ม
ไดท้ รงโปรดเกล้าให้ เจ้าสุทนตม์ ณี ไปต้ังบ้านเมอื งข้ึน ใหม่ โดย ยก บ้านกุ่มชา้ ง กุ่มปัก ศาลาหัก มูลเค็ง ลากตามลาน้ามูล จนจรดปากลาพาชีตกลาน้ามูล
ข้ึนเป็น เมืองร้อยเอ็ด และ สถาปนาพระยศ และพระราชทาน ราชทินนาม เปน็ เขตเมอื งสุวรรณภมู ิ"
เป็น พระขตั ติยวงษา (ทนต)์ เจา้ เมืองร้อยเอด็ องค์แรก ในปีพุทธศักราช 2318
หลังการยา้ ยทตี่ ั้งเมืองและเปลยี่ นชือ่ เมืองทงุ่ ศรภี มู ิ เปน็ "สวุ รรณภูมิ" 3 ปี ในปี พุทธศักราช 2322 การขยายอาณาเขต ของอาณาจักรกรุงธนบุรี
ด้านตะวันออกนั้นราชอาณาจักรล้านช้างจาปาสัก ของ พระเจ้าองค์หลวงไชย
กุมาร ก็ตกเป็นเมืองข้ึนประเทศราชของอาณาจักรกรุงธนบุรี นับแต่ปี
พุทธศักราช 2322 เปน็ ต้นมา

13 ด้ำนวัฒนธรรม 14

ต่อมา หลัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรง ในอดตี ของหว้ งของพระรัตนวงษา (ท้าวเซยี ง) วฒั นธรรมประเพณี
สถาปนากรุงรตั นโกสินทรใ์ นปพี ุทธศักราช 2325 เมอื งสวุ รรณภมู ิ พระรัตนวงษา บญุ บงั้ ไฟทเี่ ดน่ ชัด ในอดตี เลา่ ถึงจงั หวดั ขอนแก่นเป็นที่ต้ังของการท่องเที่ยวแห่ง
(เซียง) จงึ ได้ถวายบรรณาการและเขา้ สวามิภักดิ์ตามจารีต เป็นเมืองประเทศราช ประเทศไทยในสมยั ก่อน ขอนแก่นไม่ไดต้ ้งั เป็นเมืองขึน้ ของบญุ บง้ั ไฟ ยโสธรจงึ ได้
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่นั้น จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2330 พระรัตนวงษา นาบุญบ้ังไฟมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ยโสธรจึงถูกประทับตาให้เป็นงาน
(เซียง) ได้ถึงแก่พริ าลัย ในช่วงตน้ รัชกาลท่ี ๑ แห่งกรงุ รัตนโกสินทร์ นบั มาจนถึงปี ประจาจังหวัดของยโสธรในปีพุทธศักราช 2522 คนในอาเภอสุวรรณภูมิ
พุทธศักราช 2562 เป็นเวลา 232 ปี ครบรอบแห่งการถึงแก่พิราลัย ของ คนอาเภอพนมไพรจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดของประเพณี ต่างก็มี
เจ้าเซียง เจ้าเมืองท่งศรีภูมิลาดับท่ี ๔ ผู้รับการสถาปนาและรับพระราชทานทิน ความเสียใจ และอาจจะเคืองกันทั้งเมือง เพราะ คนพนมไพรและคนอาเภอ
นาม เป็น "พระรัตนวงษา" ท่านแรก ของเมืองสุวรรณภูมิ จนเมืองสุวรรณภูมิ สุวรรณภมู ใิ นสมยั นั้นบอกวา่ บุญบ้งั ไฟของอาเภอสุวรรณภมู ิและอาเภอพนมไพร
มีพระรัตนวงษา ถึง 11 ท่าน (เจ้าเมืองนับ 14 ท่าน) โดย มี ๒ ท่าน ได้รับการ เกิดก่อนจังหวัดยโสธร ในเมืองสมัยก่อน ตัวเมืองของอาเภอยโสธรเล็กกว่า
สถาปนาบรรดาศักด์ิเป็น "พระยา" รัตนวงษา ท้ังนี้ เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ นับจาก อาเภอพนมไพรและอาเภอสวุ รรณภมู ิ ที่มาของ บุญบั้งไฟส่วนมากคนจะรู้จักแต่
ท้าวสาร หลานชายของเจ้าเขียง เป็นเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ลาดับท่ี 9 แล้ว บุญบัง้ ไฟทย่ี โสธร ทจี่ รงิ แลว้ บญุ บง้ั ไฟที่มมี านานและเก่าแกท่ ีส่ ดุ คอื บญุ บงั้ ไฟของ
ตาแหน่ง "พระรัตนวงษา" ระยารัตนวงษา" เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ลาดับท่ี 10-14 คนลาว ดังคากล่าวท่วี ่า “คนลาวอยไู่ สบงั้ ไฟมันแห่อยู่ห่ัน” เพียงแต่ถูกยกข้ึนมา
ล้วนเป็น ทายาทของ "เจ้าสุทนต์มณี" ผู้เป็น อาว์ ทั้งส้ิน รวมท้ัง ตันตระกูล เป็นงานประจาจังหวัดไมไ่ ด้แปลว่า คนทีค่ ดิ ค้นบ้ังไฟและแนวทางการจัดงานคน
สุวรรณธาดาและเครือข่ายทายาท เจ้าเมืองสุวรรณภูมิในยุคปัจจุบันด้วย แรกอยู่ท่ีเมืองยโสธร ในห้วงนั้นเมืองยโสธรต้ังเป็นเมืองในปีพุทธศักราช 2357
ส่วน ทายาทของเจ้าเขียงน้ัน เป็นต้นตระกูล "รักษาเมือง","พิทักษ์เขื่อนขันธ์ุ", การอพยพมาจากหนองบัวลาภูท่ีเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จึงได้อพยพออกมาในปี
"หนองหานพิทกั ษ์" ซึ่ง เปน็ สายตระกูล ทายาทสายตรงของ เจ้าเซียง ท่ีเป็นเจ้า พุทธศักราช 2315 แตต่ อนน้ันเป็นแค่หมู่บ้านสิงห์ท่า ไม่ได้มีความเป็นเมืองโดย
เมืองหนองหาน ท่านแรก ในปี พุทธศักราช 2330 คือ พระพิทักษ์เข่ือนขันธ์ แต่อย่างใด แต่ในส่วนอาเภอสุวรรณภูมิเป็นเมืองข้ึน เมืองประเทศราช
(ทา้ วเพ) บตุ รคนโต เจ้าเชยี งนั่นเอง (กาญจนพงษ์ เพญ็ ทองดี, 2564) ในพุทธศักราช 2315

15 16

ขนาดท่ียโสธรยังไม่ได้แต่งตั้งเป็นเมือง ความรู้สึกของคนสุวรรณภูมิใน ในด้านความเชื่อและวัฒนธรรมในปัจจุบันของเรื่องการราบวงสรวง
สมัยนน้ั และทายาทต่างกเ็ ลยไม่ค่อยชอบสกั เทา่ ไหร่ เพราะเปรียบเสมือนวา่ ถกู อนุสาวรีย์หรือการบวงสรวงเทพ,ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว บวงสรวงผีแถนน่าจะเก่ียว
เอาเปรียบทางวัฒนธรรมทั้งท่ีเมืองที่ตนอยู่ควรจะเป็นเมืองขึ้นของประเพณี เนือ่ งกันอย่างไร
บุญบ้ังไฟ แต่การที่ยโสธรเป็นเมืองขึ้นของบุญบั้งไฟ ผู้คนเริ่มที่จะรับรู้ในทาง
วิทยุเป็นส่วนมาก ในสมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ส่ือเทคโนโลยี จะมีแค่ทีวี การกล่าวถึงคนเมืองสุวรรณภูมิหรือคนเมืองศรีภูมิ คนล้านช้างใน
ไม่กชี่ อ่ งท่ีเผยแพรว่ ัฒนธรรมประเพณบี ญุ บง้ั ไฟท่ีจังหวัดยโสธร ผู้คนเลยจดจา สมัยก่อนเชื่อกันว่าการราบูชาบวงสรวงผีแถน,เทพ มีมาต่อเนื่องเรื่อยๆไม่ว่า
และรู้จักว่าบุญบ้ังไฟอยู่ที่ยโสธรเป็นที่แรกของการเกิดบุญบ้ังไฟ มาเกือบ จะเป็นบูชาหอม้วน ราถวายหอม้วน ราถวายศาลหลักเมืองหรือการบวงสรวง
30 ปีจนกระทง่ั เร่มิ มีสงิ่ ต่างๆเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงเลยเผยแพร่สู่สังคมมากขึ้นว่า สถานท่ีต่างๆ มีการราบวงสรวงอยู่ตามชุมชนต่างๆโดยทั่วไป ความเชื่อในอดีต
การจัดงานบุญบ้ังไฟในพ้ืนท่ีไหนของประเทศไทย ล้วนแล้วมาจากอาเภอ ถูกส่งต่อความเช่ือ คาว่าบวงสรวง มิติคาว่าบวงสรวงในปัจจุบันการเข้าใจ
สุวรรณภูมิและจังหวัดร้อยเอ็ด เกิดเป็นประเพณีในท่ีแรก รวมทั้งขบวนเซิ้ง ในเร่ืองบวงสรวงคนปัจจุบัน หนีไม่พ้นในความเชื่อส่ิงที่เราเช่ือว่าส่ิงเหล่านั้นคือ
ลว้ นแตน่ าวัฒนธรรมมาจากจังหวัดร้อยเอ็ดและสารคามเท่านน้ั ยโสธรแทบจะ หลักยึดถือจิตใจหรือส่ิงศักด์ิสิทธิ์ของบ้านเมือง ส่ิงท่ีสะท้อนถึงคุณค่าของคน
ไมม่ บี ุคคลจัดทาขบวนการแห่บั้งไฟเป็นท่รี จู้ ักในวงกว้าง วัฒนธรรมในหว้ งพระ ในชุมชนหรือสังคมท่ียอมรับกันว่าเทพบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองสุวรรณภูมิ คือ
รัตนวงษา (ทา้ วเซียง) ท่เี กิดขึน้ คอื บุญบ้งั ไฟ สิ่งศักด์ิสิทธ์ิที่ทาหน้าท่ีในการปกป้องรักษาผู้คนให้ปลอดภัยจากอันตราบ
ให้มีความเจริญรุ่งเรืองหรือบ้านเมืองที่ท่านปกป้องดูแลสามารถคุ้มครองได้
ปจั จบุ ันสว่ นใหญจ่ ะเป็นวฒั นธรรมในด้านการบวงสรวง ส่วนบุญบั้งไฟ กระท่ังคนติดตามของท่านลูกหลาน ที่ไม่ได้ต้ังถ่ินฐานอยู่ในอาเภอสุวรรณภูมิ
จดั ให้เปน็ ประเพณีประจาอาเภอสุวรรณภูมิ วัฒนธรรมท่ีถูกส่งต่อในความคิด หรอื ออกไปตง้ั ถ่นิ ฐานอย่นู อกอาเภอสุวรรณภมู ิส่ิงเหล่าน้ีหากมีการระลึกถึงก็จะ
ว่าในเรื่องการบวงสรวงทาไมถึงอยากจะจัดงานรับบวงสรวง การจัดงานรา ติดตามคุ้มครองไปในรูปแบบส่ิงของที่ระลึก พอให้นึกถึงว่าอย่างน้อยเจ้าปู่
บวงสรวงเคยเกิดข้นึ ที่ไหนหรอื ทาไมเขาถงึ อยากจะราวงสรวง เจา้ ย่า เทพหรือบรรพบุรุษทเี่ รานับถือตามปกป้องดูแลอยทู่ กุ แหง่

17 ด้ำนควำมเชือ่ 18

คือความเชื่อของคนในพ้ืนท่ีเหล่านี้ท่ีเขาเกิดมาและเขาก็มีความเช่ือว่า คว า มเช่ือ ในสมัย ก่อ นจ ะ เป็ นบุ ญแ ตก บ้ า นอ าเภ อ สุว รรณภูมิ
การเปน็ ลูกหลานบา้ นเมืองนจ้ี ะตอ้ งเคารพนับถืออะไรบ้างในอาเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีประเพณีแตกบ้าน โดยชาวบ้านจะหอบลูกจูงหลานออกจาก
เรื่องการมีความเชื่อเกี่ยวกับการบวงสรวงเจ้าเมืองย้อนหลัง 50 ปีไม่เคยมี บ้าน ไป รับประทานอาหาร ตามทุ่งนานอกหมู่บ้าน ทาพิธี นั่งนอน โดยมีแม่
ประวัตศิ าสตร์ในการราบวงสรวงเจ้าเมืองโดยตรงมาก่อนแต่มีการบวงสรวงรา หม้ายเป็นคนไปเรียกให้ออกจากหมู่บ้าน จากน้ันเวลาประมาณ 20.00 น.
ผีแถน เป็นการบูชาประจาปี การราบวงสรวงโดยตรงยังไม่มีแต่จะมีการบูชา จึงพากนั กลบั เข้าหมูบ่ า้ นอกี ครั้งหนึ่ง เปน็ การสร้างกล ให้เภทภัยหายไป
ประจาปีมเี ครอ่ื งบวงสรวงทุกๆ
คาว่า “แตกบ้าน” หมายถึงการอพยพเคลื่อนย้ายบ้านไปหาท่ีอยู่ใหม่
การบวงสรวงในห้วงงานบุญ เช่น บุญแตกบ้าน ซ่ึงเป็นเอกลักษณ์ของ เพราะบ้านเดิมมเี หตุเภทภัยตา่ งๆ นานา อาจเพราะเกิดโรคระบาดรนุ แรง มีผสี าง
อาเภอสวุ รรณภูมติ ามฮตี 12 คลอง 14 ตามการทาบุญ ตามฮีต ตามคุ้ม งานท่ี นางไม้อาละวาดในหมู่บ้าน มีผีห่าลงกินคนและสัตว์หรือเพราะความฝันและ
สาคญั ท่ีสุดท่ีบวงสรวงทกุ สถานที่ศักดส์ิ ิทธ์ิของเมอื งอยู่ประจา ณ สถานที่ต่างๆ ทานายของพ่อกะจ้า (ผู้นาทางจิตวิญญาณให้หนีจากท่ีเดิม) ตลอดจนกลัวสัตว์
จะเกิดข้นึ ในห้วงบญุ เดอื นหกหรือประเพณีบุญบ้ังไฟ (กาญจนพงษ์ เพ็ญทองดี, ร้ายตา่ งๆ จะมาทาอนั ตราย ฯลฯ น่นั คอื ความหมายของการแตกบ้านท่ีเกิดจาก
2564) สภาพจรงิ แตป่ ระเพณีการแตกบ้านในที่น้ีคือการทาพิธีแตกบ้านหรืออพยพย้าย
บ้านตามประเพณีความเช่ือเท่าน้ัน ซึ่งปัจจุบันยังมีการปฏิบัติอย่างมากมาย
ภาพบวงสรวง ท่ีมา : เพจทวี่ ่าการอาเภอสวุ รรณภูมิ จงั หวัดร้อยเอด็ และค่อนข้างจะเคร่งครัดในบางท้องถน่ิ ซึ่งมคี วามเปน็ มาการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

19 20

ความเป็นมา การแตกบ้านไม่มีใครทาการศึกษาและมีหลักฐานอ้างอิง พิธีปฏิบัติกิจกรรม เม่ือรู้ว่าวันดังกล่าวมาบรรจบกันผู้นาทางพิธีซ่ึงส่วน
จึงไม่ทราบความเป็นมาท่ีชัดเจน ถามจากคนเฒ่าคนแก่ก็บอกทาตามประเพณี ใหญจ่ ะเป็นพ่อพราหมณก์ ็จะประกาศให้ลกู บา้ นร้วู า่ วนั นี้จะต้องมีการแตกบ้าน
เกี่ยวกับวันอุบาทว์ วันอัปมงคลที่พ่อพราหมณ์กล่าวไว้เท่านั้น เพราะเชื่อกันว่า ตามประเพณี ลกู บา้ นกจ็ ะบอกลูกหลานให้เตรียมตัว ขา้ วของอุปกรณ์ เคร่ืองใช้
วันที่จะต้องทาพิธีแตกบ้านน้ัน เป็นวันไม่ดี จะมีความเดือดร้อน อันตรายต่างๆ ต่างๆ ท่ีจาเป็นสาหรับการดารงชีพ มีข้าว น้า อาหาร เป็นต้น เม่ือเตรียม
จะตามมาหากไม่ทาพิธีแตกบ้านไปอยู่ท่ีอ่ืนเม่ือได้ปฏิบัติติดต่อกันมาเร่ือยๆ อุปกรณ์เครื่องใช้พร้อมแล้ว คนเฒ่าคนแก่ก็จะพาลูกหลานเดินทางออกจาก
จึงกลายเป็นประเพณีไปในท่ีสุดวันเดือนปีท่ีต้องแตกบ้าน พ่อพราหมณ์โบราณ หมบู่ ้านตั้งแตเ่ ชา้ โดยออกเดินทางไปทางทิศตะวันออก สว่ นใหญ่จะพกั อยใู่ กลๆ้
อีสานบอกวา่ วนั และเดือนที่จะตอ้ งทาพิธแี ตกบา้ นคือวนั และเดือนต่อไปนี้ แหล่งน้า หนองน้า เพ่ือความสะดวกในการทามาหากิน หลังจากได้ท่ีพัก
วางข้าวของเรียบร้อยแล้วพวกผู้ชายก็จะออกไปหาอาหารตามแหล่งน้าบ้างทุ่ง
วัน วันที่ถือว่าเป็นวันอุบาทว์ วันจัญไร วันโลกาวินาศ หรือวันโลกแตก นาบ้าง ส่วนพวกผู้หญิงก็จะพากันพักผ่อนพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกัน เด็กๆ
คือวันท่ีเลข 5 มาบรรจบกัน และตรงกับวันอังคาร คาว่า เลข 5 มาจบกันคือ กจ็ ะเลน่ ไลก่ นั ตามประสา เมอ่ื บรรดาพอ่ บ้าน คนหนมุ่ หาอาหารได้ พวกแม่บ้าน
วันขนึ้ หรือแรม 5 คา่ เดือน 5 และตรงกับวันอังคารด้วย ถ้าไม่ตรงกับวันอังคาร กจ็ ะพากนั ทาอาหาร รวมท้งั อาหารท่ีเตรยี มมาจากบา้ นเดมิ ทาเสรจ็ แล้วร่วมกนั
กไ็ มเ่ ป็นไร ส่วนปไี ม่สาคัญจะเปน็ ปีอะไรก็ได้ หากวนั (ทางจันทรคติ) ดังกล่าวมา รับประทานเป็นพาข้าววงใหญ่กลางทุ่งนาเป็นภาพเหตุการณ์ท่ีน่าประทับใจ
เจอกนั ตอ้ งทาพิธแี ตกบา้ น ยิ่ง บางท้องถิ่นจะมีพระสงฆ์เดินทางมาด้วย ดังนั้น จึงต้องมีการถวายอาหาร
เพลด้วย แต่ส่วนใหญ่พระสงฆ์จะไม่ร่วมในพิธีกรรมนี้ เพราะเป็นพิธีพราหมณ์
เดือน สาหรับเดือนท่ีจะต้องแตกบ้านคือ เดือน 5 ดังได้กล่าวแล้วแม้วัน ทช่ี ัดเจนมาก พอถึงตอนเย็นก็จะพากันเก็บข้าวของสัมภาระเครื่องใช้กลับบ้าน
ดังกล่าวจะมาบรรจบกันก็ไม่ถือปฏิบัติ การถือเอา เดือน 5 หรือเดือนเมษายน โดยมีพ่อพราหมณ์แต่งชุดพราหมณ์ (นุ่งขาวห่มขาวสะพายย่าม มือถือดาบ)
เป็นเดอื นแตกบ้าน อาจเป็นเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่แห้งแล้งอากาศร้อนความ เต็มยศเดินไปเรยี กลูกหลานกลบั บ้าน
ทุกข์ยากลาบากเขา้ ครอบคลุมแผน่ ดนิ อสี าน ปราชญอ์ สี านจึงกลัวความสูญเสีย
ตามความเช่ือทางหมอพราหมณ์จงึ ไดถ้ ือปฏบิ ัตอิ ยา่ งเคร่งครดั

21 22

พ่อพราหมณ์จะทาเป็นบอกว่า “มาเด้อลูกหลานเอ้ย บัดน้ีบ้านของเรา พ่อพราหมณ์ก็พาชาวบ้านเดินทางกลับบ้านต่อไปโดยต้องเดินทางเข้าไป
อยู่เป็นสุขแล้ว ไม่มีเสนียดจัญไร ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว จงกลับบ้านพวกเฮา วดั กอ่ นจะได้เป็นสริ มิ งคลแกต่ ัวเอง จึงแยกยา้ ยกลับบ้าน แต่ปัจจุบันจะแยกย้าย
เถอะ” ชาวอีสานเรียกว่า ผมู้ บี ุญมาเรียกกลับบา้ น แต่ก่อนจะเดินทางกลับมามี กลับใครกลับมันเลยเป็นส่วนใหญ่ และช่วงการสนทนากับพ่อพราหมณ์แต่ละ
การสนทนากนั กอ่ น คาสนทนาจะเป็นดงั น้ี แห่งก็แตกต่างกัน บางแห่งอาจดัดแปลงแต่งคาพูดไปต่างๆ นานาตามความ
เหมาะสมและคา่ นยิ มของแต่ละแหง่ เมือ่ ชาวบา้ นกลบั บา้ นก็เป็นเสรจ็ พธิ ี
ชาวบ้าน : พอ่ พราหมณ์มาจากไหน
พ่อพราหมณ์ : มาจากบา้ นเราโน่นแหละลูกหลานเอย้ ปัจจุบันบุญแตกบ้านได้เป็นเอกลักษณ์ของชาวอาเภอสุวรรณภูมิและยัง
ชาวบา้ น : หมบู่ า้ นเราเป็นอย่างไร เป็นประเพณีของชาวภาคอีสาน คนปัจจุบันเลยมีความเช่ือในการราบวงสรวง
พ่อพราหมณ์ : หมู่บ้านเราอยู่สุขสบาย หรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธ์ ย้อนกลับไป 15-20 ปีแนวคิดการสร้างความ
ชาวบา้ น : เหตุร้ายตา่ งๆ ท่ีเกดิ ขึ้นเปน็ อยา่ งไร ภาคภูมิใจหรือความรู้ในตัวตนประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ของคนเมืองสุวรรณภูมิ
พอ่ พราหมณ์ : เหตุรา้ ยต่างๆ พ่อพราหมณไ์ ด้ขับไล่ออกไปหมดแลว้ 0:0 ให้รู้จักประวัติศาสตร์ของตนมีการ มานั่งทบทวน ถกประเด็นกันพอสมควรว่า
ชาวบา้ น : ถา้ อยา่ งนั้นก็กลับบ้านไดใ้ ช่ไหมพอ่ พราหมณ์ เรื่องของการท่ีจะหยิบยกผู้ครองเมืองท่านใดข้ึนมาให้ผู้คนได้มีการเคารพ
พ่อพราหมณ์ : กลับบ้านได้แล้ว ท่ีมาน้ีก็มาบอกเพ่ือให้กลับบ้านน่ัน สกั การะในฐานะผทู้ ี่เปน็ บุคคลผรู้ ว่ มกอ่ ต้ังหรือเปน็ คนท่นี าพาให้มีการก่อตั้งเมือง
แหละ สุวรรณภูมิหรือเมืองศรีภูมิ ควรเลือกเจ้าแก้วมงคลหรือควรเลือกพระรัตนวงษา
ผู้ท่ีมาเรียกชาวบ้านกลับบ้านนั้น บางท้องถิ่นจะมีพระมาเรียกด้วย (ท้าวเซียง) หรือพ้ืนที่เขตเทศบาลอาเภอสุวรรณภูมิในสมัยน้ันมุมมองของ
เพราะพระคอื ท่พี ง่ึ คอื ขวญั และกาลังใจของชาวบ้าน และพระจะเป็นผู้ช่วยพูด ขอบเขตทีว่ า่ การเป็นเทศบาลตาบลสุวรรณภูมิ ไม่มีบทบาทในการเลียนแบบใน
กับพ่อพราหมณ์ แต่บางแห่งก็จะไม่มีพระมาเก่ียวข้อง เพราะพระท่านถือว่า พื้นที่ ที่รับผิดชอบในประชากร 9,000 คนหรือ 10,000 คน ใน 68 ตาราง
เป็นเรอื่ งของพราหมณ์ พระไม่เกย่ี ว เมอ่ื สนทนากนั ตามประเพณีความเชอ่ื เสรจ็ กิโลเมตร การดูแลออกนอกเขตจงึ ทาไม่ได้
แล้ว

23 24

ดังนั้นกรมศิลปากรท้ังลูกหลานชาวสุวรรณภูมิ ได้ตกผลึกกันว่าเอาตาม นายกเทศบาลอาเภอสุวรรณภูมิ ได้มีการเสนอการจัดงานราบวงสรวง
พระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) อาเภอสุวรรณภูมิและเทศบาลอาเภอสุวรรณภูมิ
บุคคลที่มาต้ังเมืองและได้รับพระสุพรรณบัฏในพระราชนามให้เป็นเจ้าเมือง รว่ มกบั พอ่ ค้าสมาคมอาเภอสุวรรณภูมิจึงได้จัดงานราลึก 232 ปี แก่การพิราลัย
ของพระรัตนวงษา (ท้าวเซยี ง) ขบวนราบวงสรวงนางราจากทุกหม่บู า้ นในอาเภอ
สุวรรณภูมิคร้ังแรก ท้ังน้ีไม่ได้นับย้อนหลัง ในตอนที่เป็นเมืองศรีภูมิ นับในฮ้วง สวุ รรณภมู ิจานวน 6,232 คน ครบรอบ 306 ปี เมอื งศรภี มู ิ

พระรัตนวงษา (เทา้ เซียง) ได้พระราชนามเปน็ ผู้ครองเมอื งคนแรก (กาญจนพงษ์ เพ็ญทองดี, 2564)

คร้ังน้ันก็ได้มีการบวงสรวงเจ้าเมืองข้ึนมาเพ่ือเป็นการยกย่องหรือให้มี ภาพบวงสรวง ทมี่ า : เพจที่วา่ การอาเภอสุวรรณภมู ิ จังหวัดร้อยเอด็
คุณค่าในเชิงมิติประวัติศาสตร์ ให้ผู้คนสุวรรณภูมิได้รู้จักพระรัตนวงษา
(ทา้ วเซยี ง) คอื ผูน้ าพาผูค้ นในเมืองศรีภมู เิ ดิมมาต้ังบ้านเมือง ณ ที่ตั้งปัจจุบันเม่ือ
มีเจา้ เมืองขน้ึ แลว้ กจ็ ะมีการราบวงสรวงเมืองสุวรรณภูมิวันท่ีกาหนดของในการ
ทาพิธี ทาเครื่องบชู าเจา้ เมืองเพื่อความศกั ดิ์สิทธขิ์ องบา้ นเมอื ง ไมม่ กี าหนดการท่ี
แน่นอนในคร้ังอดีต แต่จะเลือกวันที่สะดวก คาว่าวันท่ีสะดวก หมายความว่า
“ข้อมูลจากนายกเทศบาลได้เลือกวันที่ 12 เมษายน ของทุกปี ให้จัดพิธี
บวงสรวงเพื่อใหเ้ ป็นวนั ทาบญุ ตักบาตรปีใหม่ ในปฏิทินเดิม ปฏิทินที่เคยยึดหลัก
ปฏิบัติกันมาในเทศสการสงกรานต์วันที่ 12 เมษายน เป็นวันทาพิธีเครื่องถวาย
บชู าสกั การะและตกั บาตรหนา้ อนุสาวรีย์ (ท้าวเซียง)” ทาต่อเน่ืองกันมาเรื่อย ๆ
ในห้วงต่อมาตั้งแต่มีการประดิษฐานอนุสาวรีย์พระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)
เป็ น ก า รถื อ ป ฏิบั ติข อ ง คน ใน เข ตเ ทศ บ า ลอ า เ ภ อ สุว รร ณภู มิ ใน ปี
พทุ ธศักราช 2562

25 26

กำรฟอ้ นสักกำระพระรัตนวงษำ (ทำ้ วเซยี ง) โดยผสมผสานท่าราแม่บทอีสานและภาษาท่ารา มาประยุกต์ใช้เพื่อ
ประวตั คิ วำมเปน็ มำ ให้เหมาะสมและกลมกลืน ก่อเกิดเป็นการแสดงนาฏศิลป์พ้ืนเมือง
ชดุ ใหม่ ที่มีลีลาทา่ ทางอ่อนช้อยสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ฟอ้ นสกั การะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) ถือกาเนิดขึ้นจากประเพณี โดยเฉพาะนบั วา่ เป็นชดุ การแสดงทคี่ งไว้ซงึ่ คุณค่าทางด้านวัฒนธรรม
และความเคารพความศรัทธาของชาว สุวรรณภูมิ ท่ีมีต่อพระรัตนวงษา ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและมีประโยชน์ต่อการศึกษาเป็น
หรือ ท้าวเชียง ซ่ึงเป็นเจ้าเมืองของเมืองสุวรรณภูมิ อาเภอสุวรรณภูมิ อยา่ งยิ่ง
ได้กาหนดจัดงานประเพณีบุญบ้ังไฟซ่ึงกาหนดข้ึนในเดือนหก และถือเอา
วันเสาร์ ท่ีสองของเดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นวันจัดงานและมีการ ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) พ.ศ.2562 อาเภอ
จัดเตรียม เคร่อื งเซ่นไหว้เพื่อบวงสรวงสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) สุวรรณภูมิและเทศบาลสุวรรณภูมิ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าอาเภอ
จึงมกี ารจดั ธปู เทียน ดอกไม้ ผลไมม้ าเป็นเคร่ืองบูชา เพื่อเป็นการราลึกถึง สุวรรณภูมิ จึงได้จัดงาน “ราลึก 232 ปี การพิราลัยพระรัตนวงษา
พระคณุ ของทา่ น อีกทง้ั ยังเป็นการอนุรักษข์ นบธรรมเนียม ประเพณีท้องถ่ิน (ท้าวเซียง) จึงเชิญท่านไปร่วมตักบาตรและขบวนฟ้อนรา
อีสานให้คงอยู่คู่แผ่นดินอีสานต่อไปในจุดนี้เองผู้ศึกษาจึงนาแนวคิดในการ แห่บวงสรวง สาวสาวสุภาพสตรี นางราจากทุกหมู่บ้านในอาเภอ
บวงสรวง สักการะ มาดัดแปลงพัฒนาท่าราประยุกต์ประกอบดนตรี สุวรรณภูมิ จานวนกว่า 6,232 คน บนเส้นทางความเป็นมาของ
พ้ืนเมืองอสี าน ชดุ ฟ้อนสกั การะพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง ) ขึ้น “ทุ่งศรีภูมิ” อาเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันพฤหัสบดี
ที่ 19 ธันวาคม 2562 (บสุ รินทร์ พาระแพน, 2564)
การแสดงพื้นบ้าน ชุดฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)
ซึ่งเป็นการฟ้อนแบบบวงสรวงบูชาได้พัฒนาขึ้นตามความสนใจ ที่เกี่ยวกับ
วัฒนธรรมประเพณีในการแสดงพ้ืนเมือง ชุด ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา
(ท้าวเซียง) ได้พฒั นาท่าราข้ึนมาจากกริ ิยาท่าทางการบวงสรวงสักการะ

27 28

กระบวนทำ่ รำฟอ้ นสักกำระพระรตั นวงษำ (ทำ้ วเซยี ง)

ท่าราของการแสดงฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) ต้ังแต่ปี
พ.ศ. 2555-2561 จะมที า่ ออก โดยจะถือพานหมากเบิงโดยใช้จะหวังหวะกลอง
ตมุ้ แบบโบราณ ปัจจบุ ันไดม้ ีการนาการแสดงนี้ มาราสกั การบชู า พระรัตนวงษา
(ท้าวเซียง) 232 ปีแห่งการถึงแก่พิราลัย พระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) ครบรอบ
306 ปี เมืองศรีเมือง นางราที่มาราสักการะ 6,232 คน จึงได้ปรับเปล่ียนท่ารา
หรือตัดบางท่าท่ีมีอุปกรณ์ออก เพ่ือให้ชาวบ้านราตามได้สะดวกและไม่ต้องหา
อุปกรณ์ในการแสดง

29 30

31 32

33 34

35 36

37 38

39 40



41 42

43 44

45 46

47 48
เนอ้ื รอ้ ง

ลำพื้น
สวยเอ้ย ศรๆี แลว้ เลศิ ล้นแม้นมง่ิ ยามดี ถงึ เวลาสมควรสิอวยแขนมาทวยไท้

วนั นีด้ ีเลิศแลว้ ลกู สขิ อสมมาพ่อ ขอสมมาพ่อเจา้ แง้นเหงา้ พ่อเมอื ง
ทุกสงิ่ เรื่องท้องท่ีบริบท ขจัดปวงโพยภัยให้อยูด่ เี จริญเทอญฯ
ดนตรอี อก (เตย้ เดอื นหำ้ )
สาธนุ ้อมกม้ กราบเกศรี อญั ชลวี ันทา ขอสมมาน้อพอ่ เจ้า
ลูกสขิ อวอนเวา้ ต่อองคพ์ ญาพ่อ โอละนอพอ่ เจา้ แงน้ เจ้าพ่อเมอื ง
ทุกสงิ่ เร่อื ง ฟา้ กระเดอ่ื งลือไกล ศวิ ไิ ลลอื นาม ทวั่ ดนิ อสี านพน้ื
ถึงกลางคนื วันแจ้ง งามดบี ่มีหล่าทา้ วพญาเซยี งไท้ เฮาไดส้ รรเสริญ
เชิญ เหลา่ ท่าน พากนั เฮเลไล ไปนากนั สิ ไว ไว ออ ละ อี ออย อ้อน
พวกผหู้ ญงิ เฮาฟ้อน นากนั ฟ้อนแอน่ แขนกรกรายฝ่ายฟ้อน
ถวายเจ้าพ่อเซยี ง เซียงชยั พญาเมืองเฮา เซียงชยั พญาเมืองเฮา
ชาวสวุ รรณภูมิ ขอสมมาน้อพอ่ ทา่ น ฟ้อนกะแม่นให้งาม
ยามเดนิ กะแมน่ ใหง้ าม แล้วสพิ าเหลา่ ท่านมาราฟอ้ นออ่ นแขน
อ่อนแขน ถวายเจ้าพอ่ เซยี งเอ๋ย อ่อนแขน ถวายเจา้ พอ่ เซียงเอย๋

49 50

เครอื่ งดนตรี แคน ทว่ งทานองของคนอีสาน เป็นช่อื เครอื่ งดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่
เก่าแก่มีมาแตโ่ บราณ แคนเป็น เคร่อื งดนตรี ที่ใช้ปากเป่าใหเ้ ป็นเพลงใครเป็น
เครือ่ งดนตรที ้ังหมดจะเป็นเครื่องดนตรีของภาคอีสานท่พี บเจอได้ทว่ั ไป โดนเดน่ ผคู้ ดิ ประดิษฐ์เคร่อื งดนตรที เ่ี รยี กว่า "แคน" เป็น คนแรก และทาไม จึงเรยี กว่า
"แคน" นัน้ ยงั ไม่มีหลกั ฐานท่ีแนน่ อนยืนยนั ได้
ก็จะเปน็ พณิ แคน กลองโปงลาง โปงลาง ฉ่ิง แตจ่ ะมบี างชนิดที่ปจั จุบันไม่ค่อย
ลกั ษณะของแคน มสี องชนิด คอื แคนนอ้ ย (ยาวศอก คืบ ยาวสองศอก
เหน็ ดนตรีชนิดน้ีแล้วเน่อื งจากไมม่ ีคนอนุรักษห์ รือเครอ่ื งดนตรอี ื่นสามารถ ยาวสองศอกคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกคืบ สี่ศอก ส่ีศอก
คืบ) ที่เคยใช้ในปัจจุบัน แต่ที่เคยมี ยาวถึงหกศอก แคนสองขนาดน้ีแบ่งเป็น
ทดแทนได้ เชน่ ขอลอ โหวดแผง เป็นตน้ สองอยา่ งคือ แคนเจ็ด และแคนแปด แคนเจด็ น้ันมลี กู เจ็ดคู่ ส่วนแคนแปดน้ันมี
1. แคน ลูกแปดคู่

2. พิณ

ภาพแคน ทมี่ า : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กล่มุ สาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ ภาพพิณ ท่ีมา : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ
(สาระนาฏศลิ ป์) เรื่อง การแสดงพนื้ เมอื ง ชดุ ฟ้อนสกั การะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง) (สาระนาฏศิลป์) เรื่อง การแสดงพ้นื เมือง ชดุ ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ทา้ วเซยี ง)

51 52

พิณ เป็นเครื่องดนตรีอีสานท่ีนิยมของชาวอีสานอีกชนิดหน่ึง พิณเป็น 3. โปงลำง
เคร่ืองดีด มี 2, 3 หรือ 4 สาย จะนาเขาควายขัดบางๆ มาใช้ดีดพิณ พิณใช้ดีด
หรือเดี่ยว ประกอบเพลงลาเพลิน พิณเป็นไม้ท่อนเดียวทาจากไม้เนื้อแข็ง ภาพโปงลาง ท่มี า : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ
ในสมยั กอ่ นนิยมใช้ไม้ขนุนเพราะมีเน้ือไม้ท่ีละเอียด จะนามาเหลาถาก เป็นคอ (สาระนาฏศิลป์) เรือ่ ง การแสดงพื้นเมือง ชุดฟอ้ นสักการะพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง)
พิณและเจาะเปน็ เตา้ พณิ ใหบ้ างที่สดุ เพอื่ รองรบั สายพิณเวลาดีดจะเกิดเสียงท่ี
กังวานไพเราะ ปัจจุบันมีการประดิษฐ์ท้ังพิณ โปร่งและพิณไฟฟ้า สามารถ โปงลำง เป็นเคร่ืองดนตรีอีสานท่ีนิยมกันมากอีกชนิดหน่ึง เกิดขึ้นแถบ
เลอื กใช้ไดท้ กุ สถานการณ์ พิณปัจจุบันใช้บรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีอีสานชนิด เทือกเขาภูพาน เป็นเครื่องดนตรีประจาจังหวัดกาฬสินธ์ุ ปัจจุบันบรรเลงได้ทุก
อื่นๆ ได้เป็นอย่างดีและเป็นเครื่องดนตรีอีสานท่ีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จังหวัดในภาคอีสาน โปงลางมีวิวัฒนาการมาจากเกราะแขวนคอวัว ควาย และ
เฉพาะตัวอกี ชนิดหนงึ่ เกราะขอลอ ซง่ึ เปน็ สัญญาณเสียงบอกเหตุการณต์ ่างๆ ประจาหมู่บ้าน

พิณในปัจจุบันจะติดขั้นเสียงให้มากข้ึน เพ่ือให้ได้เสียงหลายระดับตรี โปงลางเป็นเครื่องดนตรี เครื่องตี ทาจากแก่นไม้ขนาดใหญ่ นามาเหลา
อีสานชนิดอ่ืน ลงร่วมกับเคร่ืองใช้ได้ทุกสถาณการณ์มากย่ิงขึ้นและเพื่อท่ี หรือถาก ให้มีขนาดที่แตกต่างกันและให้ได้เสียงท่ีแตกต่างกันไปด้วยแล้วเจาะรู
จะสามารถบรรเลงเพลงไดแ้ ทบทุกชนิด แตจ่ ะมปี ัญหาอยู่บา้ งกต็ รงท่เี มื่อเปลี่ยน ทงั่ 2 ข้าง ของไม้เพื่อร้อยเชือกมัดให้ได้ระยะไม้ที่นามาทาเป็นโปงลางจะต้องแห้ง
ระดับเสียงของเพลงจะต้องปรับหมุนสายพิณให้ตึงหรือหย่อนตามระดับเสียง สนทิ ไม้ทีน่ ยิ มนามาทา เป็นโปงลางท่สี ุดคอื แกน่ ไม้มะหาด เพราะไม้ชนิดนี้พอแห้ง
ทตี่ อ้ งการก่อนทกุ คร้ัง สนิท เสยี งจะอยตู่ ัว เสียงกงั วานไพเราะเปน็ ทป่ี ระทับใจยง่ิ นัก

ในสมัยก่อนบรรเลงหรือดีดพิณ เพราะในวงหรือคณะเดียวกัน วงดนตรี
อสี านจะใช้ระดับเสียงเดยี วกนั ตลอด ฉะนน้ั นกั รอ้ งหรอื หมอลาจะต้องปรับเสียง
ของตนเองใหเ้ ข้า กับเครื่องดนตรี ของวงหรอื คณะให้ได้
( ชชั วาล วงษ์ประเสริฐ : 2535 : 37 – 38 )

53 54

เวลาจะตีโปงลางจะต้องแขวนโปงลางไว้กับต้นเสา แล้วตีหรือเคาะก็ เดิมเป็นเครื่องเล่นชนิดหน่ึงของชาวอีสานมาแต่โบราณ ไม่ทราบว่าท่าน
จะเกิดเสียง ปัจจุบันโปงลางแตกต่างในอดีตเป็นอย่างมากทางด้านรูปทรง ผู้ใดประดิษฐ์คิดข้ึนแต่ชาวอีสานรู้ว่าจะเก่ียวข้าวจะต้องมีการแกว่งโหวดหรือปา
และเสียง โปงลางปัจจุบันจะมี 11 ถึง 15 ลูก ท้ังน้ีอยู่ที่แต่ละวงและแต่ละ โหวดกัน เพื่อให้เกิดเสียง ซ่ึงเสียงนี้จะบอกไปถึงพญาแถนให้ทราบว่า ชาวไร่
คณะจะมีจุดประสงค์ในการบรรเลงอย่างไร หมายความว่าถ้าต้องการให้ได้ ชาวนา จะเกบ็ เกยี่ วข้าวแล้วขออยา่ ใหฝ้ นตก เพราะจะเก็บเกยี่ วพืชผลลาบากและ
เสียงตามทต่ี อ้ งการกจ็ ะทาจานวนลูกโปงลางใหม้ ากข้นึ ดว้ ย เสียงของโปงลาง ไม่สะดวก โหวดทาจากไม้ไผ่ นามาเหลาให้บางทาเป็นลูกโหวดเพ่ือติด
จะมีเสียงท่ีตายตัว เป็นเสียงที่เข้ากับแคนโหวดในวงหรือคณะเดียวกัน กั บ แ ก น ก ล า ง ท่ี เ ป็ น ไ ส้ โ ห ว ด แ ล ะ แ ก น ก ล า ง น้ี จ ะ นู น ขึ้ น เ รี ย ก ว่ า จ มู ก โ ห ว ด
เวลาเปล่ียนเสียงแคน เสยี งโหวด กต็ ้องเปลี่ยนเสียงโปงลางด้วยน้ีคือข้อจากัด และปรับแต่งให้สะดวกต่อการเป่าลมเพอื่ ใหเ้ กิดเสียง ส่วนลูกโหวดดา้ นใต้สุดจะดัง
ของเคร่อื งดนตรอี ีสานข้อหน่งึ (ชชั วาล วงษ์ประเสรฐิ : 2535 : 38-39 ) สั้นยาวตา่ งกนั ตดิ ลกู โหวดด้วย ข้สี ดู เขา้ กบั แกนกลาง
4. โหวด
ปัจจุบันโหวดทาจากไม้ไผ่ป่า ไม้ไผ่เฮี้ย ไม้กู่แคน เพราะไม้เหล่าน้ีจะบาง
ภาพโหวด ท่ีมา : เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรียนร้ศู ิลปะ มากปรับแต่งงา่ ย และปรับแต่งด้านบนให้สะดวกต่อการเป่าลม ส่วนด้านล้างปิด
(สาระนาฏศิลป์) เร่ือง การแสดงพื้นเมอื ง ชดุ ฟอ้ นสักการะพระรัตนวงษา (ทา้ วเซยี ง) ด้วยขี้สูด เพื่อปรับให้ได้ระดับเสียงตามท่ีต้องการ และสามารถทาลูกโหวดให้ได้
จานวนมากข้ึนเพื่อให้ได้เสียงครบตามท่ีต้องการโหวดเป่าเป็นเพลงรวมกับเครื่อง
ดนตรอี สี านชนดิ อืน่ ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

จังหวัดร้อยเอ็ดมีการทา 11 ลูก แล้วโหวดเคร่ืองดนตรีประจาจังหวัด
ร้อยเอ็ด โหวดจะมีเสียงท่ีไพเราะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ถ้าได้ฟังเสียงโหวด
แม้เพยี งครงั้ เดยี วกจ็ ะประทับใจไม่รู้ลมื (ชัชวาล วงษป์ ระเสรฐิ , 2535, น. 40)

55 56

5. กลอง 6. ฉำบ

ภาพกลอง ท่มี า : เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ภาพฉาบ ท่มี า : เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ
(สาระนาฏศลิ ป์) เรอื่ ง การแสดงพ้นื เมือง ชดุ ฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ทา้ วเซียง) (สาระนาฏศลิ ป์) เรอื่ ง การแสดงพืน้ เมอื ง ชุดฟอ้ นสักการะพระรัตนวงษา (ทา้ วเซยี ง)

เป็นเครอ่ื งดนตรปี ระเภทตี ทาด้วยไม้ท่อนยาวประมาณ 120 เซนติเมตร เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีทาด้วยโลหะ หล่อบางกว่าฉิ่งแต่มีชาน
กรึงใหไ้ ดร้ ูปและสัดสว่ นภายในเปน็ โพรงข้ึนหน้าด้วยหนังวัวหรือหนังควายให้ตึง ต่อออกไป รอบตวั มีรปู ตรงกลางสาหรบั รอ้ ยเชือกสาหรับหนงึ่ มี 2 อัน เรียกว่า
ขนาดกลองเส้นผา่ ศูนยก์ ลางขนาด ประมาน 25 เซนตเิ มตร ใชต้ ดี ว้ ยมือ “ค”ู่ ขนาดเสน้ ผ่าศูนย์กลางประมาน 20-25 เซนตเิ มตร

57 58

7. รำมะนำกลองยำวอสี ำน 8. กรับคู่

ภาพรามะนากลองยาวอีสาน ท่ีมา : เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาพกรับคู่ ทม่ี า : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
ศิลปะ (สาระนาฏศลิ ป์) เรอื่ ง การแสดงพนื้ เมือง ชดุ ฟ้อนสกั การะพระรตั นวงษา (ท้าวเซียง) (สาระนาฏศลิ ป์) เรือ่ ง การแสดงพืน้ เมอื ง ชุดฟ้อนสกั การะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)

เป็นเคร่ืองกากับจังหวะที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว ลักษณะคล้ายกลอง กรบั คู่ ทาดว้ ยไม้ไผซ่ กี 2 อนั เหลาใหเ้ รียบและเกลี้ยง หนาตามขนาดของ
พาเหรด เบสดรัมของวงดุริยางค์แต่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว หุ้นกลองทาด้วย เน้ือไม้ หวั และท้ายกว่าใหญ่ลดหล่ันกันเล็กน้อย ตีด้วยมือทั้งสองข้าง โดยจับ
ไม้ขนุน หรือไม้เนื้อแข็งเช่นกล้ามปูหนังกลองใช้หนังวัวขึงด้วยเชือกไนล่อนทา ข้างละอันให้ด้านท่ีเป็นผิวไม้กระทบกัน ตีลงบริเวณใกล้กับตอนหัว มีเสียงดัง
หน้าท่ีดาเนินจังหวะ ในวงดนตรีพื้นบ้านอีสาน เวลานิยมใช้มือเดียว “ปะ” กรับ กรบั โดยมากจะใช้ตีกากับจังหวะในวง ป่ีพาทย์ชาตรี ประกอบการแสดง
ใชฝ้ ่ามือ ตีลงบนหน้ากลอง พร้อมกับกดไว้ตีเสียง “ตุ้ม” โดยใช้ฝ่ามือตีบริเวณ ละครชาตรีโดยเฉพาะในเพลงร่ายต่างๆ ในวงกลองยาวก็นิยมใช้กรับคู่ไปตี
ตรงกลาง หนา้ กลองแล้วยกข้ึนทนั ที กากับจังหวะหนกั ทีเ่ รยี กวา่ กรบั คู่ คงเป็นเพราะมีเป็นคู่ 2 อัน บางทีก็เรียกว่า
“กรับไม้”

59 60

9. ฉง่ิ หมำกขอลอ หรือ เกราะ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบ
จงั หวะในวงดนตรพี ืน้ เมอื งของอสี าน
ภาพฉง่ิ ทีม่ า : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ 11. โหวดแผง
(สาระนาฏศลิ ป์) เรือ่ ง การแสดงพื้นเมอื ง ชุดฟ้อนสักการะพระรัตนวงษา (ท้าวเซียง)
ภาพโหวดแผง ท่มี า : เอกสารประกอบการเรยี นการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ
ฉ่งิ เปน็ เครื่องตีประเภทเครือ่ งกากับจังหวะซึ่งมีบทบาทสาคัญมากในวง (สาระนาฏศลิ ป์) เรอื่ ง การแสดงพื้นเมอื ง ชดุ ฟ้อนสกั การะพระรัตนวงษา (ทา้ วเซียง)
ดนตรีประเภทตา่ งๆ ทาจากโลหะเช่นทองเหลือง หรอื สารดิ หล่อหนากว่าฉาบ
เว้ากลาง ปากผายออกเปน็ ทรงกลม โหวดแผง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองเป่า ทาจากไม้กู่แคน หรือ
ไม้ไผ่ปล้องเล็กๆ จานวนประมาณ 7-12 ชิ้น นามาตัดให้ได้ขนาดลดหลั่น
10. ขอลอ กนั ไป (บสุ รินทร์ พาระแพน, ม.ป.ป.)

ภาพขอลอ ท่ีมา : เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ
(สาระนาฏศลิ ป์) เรอ่ื ง การแสดงพน้ื เมอื ง ชุดฟ้อนสักการะพระรตั นวงษา (ทา้ วเซียง)

61 62

เคร่อื งแตง่ กำย

ภาพเครอ่ื งแตง่ กายของผู้แสดง ทมี่ า : จกั รกฤษณ์ โสดารตั น์
ถ่ายเม่อื วนั ท่ี 23 เมษายน พ.ศ.2565

63 64

ภาพผแู้ สดงและการแต่งกาย ที่มา : จกั รกฤษณ์ โสดารตั น์ เอกสำรอ้ำงองิ
ถ่ายเมอื่ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2565
กาญจนพงษ์ เพ็ญทองดี. (เภสัชกร). สมั ภาษณ์, 19 ธันวาคม 2564
ควิ อำร์โคด้ และลงิ ค์ วีดีโอกำรแสดงชดุ ฟ้อนสกั กำระพระรัตนวงษำ (ทำ้ วเซยี ง) บสุ รินทร์ พาระแพน. (2561). การพฒั นาชุดการเรยี นรู้การแสดงนาฏศลิ ป์พนื้ บา้ น

https://www.youtube.com/watch?v=rPn3Sb6e6i8&t=18s ตามแนวคดิ ทักษะปฏบิ ตั ขิ องซมิ พ์ซัน ทีส่ ง่ เสริมบคุ ลกิ ภาพและ
ความคดิ สรา้ งสรรค์การปฏบิ ตั ิทา่ รา นกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษา ปีที่๓.
[วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั มหาสารคาม].
บสุ รนิ ทร์ พาระแพน. (ม.ป.ป.). การแสดงพนื้ เมือง ชุดฟ้อนสกั การะพระรัตนวงษา
(ทา้ วเซยี ง)เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุม่ สาระการเรยี นร้ศู ิลปะ
(สาระนาฏศิลป์,) โรงเรียนสวุ รรณภมู ิพทิ ยไพศาล อาเภอสุวรรณภมู ิ
จงั หวดั ร้อยเอด็
บสุ รินทร์ พาระแพน. (คุณครูโรงเรียนสุวรรณภมู ิพิทยไพศาล). สมั ภาษณ์, 21 ธันวาคม 2564
พชั รา เดชโฮม. (อาจารย์). สมั ภาษณ์, 8 มนี าคม 2565
สมศักด์ิ เศรษโฐ, อัสนี กลางคาร, สภุ าพร สาตราวาหะ, สชุ าติ ทมุ แสน,
และ นพรตั น์ ธรรมวเิ ศษ. (ม.ป.ป.) ประวัติพระรัตนวงษา (เซยี ง)
ผู้สรา้ งและครองเมอื งสวุ รรณภูมคิ นแรก(พ.ศ.2315-2330). กองวชิ าการและ
แผนงาน งานบรกิ ารและเผยแพรว่ ิชาการ.
สมโภชน์ เอ่ียมสภุ าษิต. (2019). ทฤษฎีและเทคนคิ การปรบั พฤตกิ รรม. (ม.ป.ป.).
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย,สนพ.แห่ง.
Bandura, Albert. (1986). Social foundations of thought and action: A social
cognitive theory. Englewood Cliff, New Jersey: Prentice-Hall.

ประวตั ยิ อ่ ผปู้ ระดิษฐ์กำรแสดง ประวัตยิ อ่ ผูจ้ ดั ทำ

ขอ้ มูลส่วนตัว ข้อมลู ส่วนตัว
ชือ่ -นำมสกลุ นายบสุ รนิ ทร์ พาระแพน ชอ่ื -นำมสกลุ นายจกั รกฤษณ์ โสดารัตน์ ช่ือเลน่ โย
อำยุ 45 ปี อำยุ 21 ปี
วนั /เดือน/ปีเกดิ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2519 วัน/เดอื น/ปเี กิด 16 เมษายน พ.ศ. 2544
ภมู ิลำเนำ 559 หมู่ 5 ตาบลสระคู อาเภอสวุ รรณภูมิ จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด ภมู ลิ ำเนำ 85 หมู่ 11 บา้ นหวั ดง ตาบลจาปาขนั อาเภอสวุ รรณภมู ิ

รหสั ไปรษณีย์ 45130 จังหวดั รอ้ ยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45130
กำรศึกษำ ระดับประถมศึกษา : โรงเรยี นเมอื งใหม่สุวรรณภมู ิ กำรศกึ ษำ ระดบั ประถมศกึ ษา : โรงเรียนเมอื งใหมส่ วุ รรณภูมิ

ระดับมธั ยมศกึ ษา : โรงเรียนสุวรรณภมู พิ ทิ ยไพศาล ระดบั มธั ยมศึกษา : โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล
ระดับปริญญาตรี : สาขานาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ ปัจจบุ นั กาลงั ศกึ ษา : ชน้ั ปีที่ 3 สาขานาฏยศลิ ป์ศึกษา
มหาวิทยาลยั ราชภัฏบุรีรัมย์ (ค.บ. 4ปี)
ระดบั ปรญิ ญาโท : สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏบา้ นสมเด็จเจ้าพระยา


Click to View FlipBook Version