The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ploychompu096, 2020-10-20 09:23:01

จังหวัดน่าน NAN 2

จังหวัดน่าน NAN 2

จงั หวดั น่าน NAN

จดั ทาโดย
นาย เรวตั แสนคา เลขที่22 ม.4/11

เสนอ
คุณครู สุวารีย์ ยภ่ี ู่

โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลยั จงั หวดั สุพรรณบุรี

คำนำ

โครงงานเลม่ น้ีเป็นส่วนหน่ึงของวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี4
โดยโครงงานเล่มน้ีจะมีเน้ือหาเก่ียวกบั การจดั ทาโครงงานเกี่ยวกบั จงั หวดั น่าน
จะบอกในเร่ืองสถานท่ีท่องเท่ียวและประวตั ิความเป็ นมาของจงั หวดั น้นั

หวงั เป็นอยา่ งยงิ่ วา่ โครงงานเลม่ น้ีจะมีประโยชน์สาหรับผอู้ ่านทกุ คนและจะช่วยส่งเสริม
ใหก้ ารทาโครงงานมีประสิทธภ์ าพเพ่มิ ข้ึน

นาย เรวตั แสนคา

สำรบญั หนา้
1-4
ประวตั ิความเป็นมา 5
ตราจงั หวดั และคาขวญั 6
เพลลงประจาจงั หวดั และดอกไม้ 7
ท่ีต้งั และอาณาเขต 8-9
ประเพณีของจงั หวดั น่าน 10
การแต่งกาย 11-15
ของดีประจาจงั หวดั 16-32
สถานท่ีท่องเท่ียว 33
ภาคผนวก

ประวตั คิ วำมเป็ นมำ

เมืองน่ำน ในอดีตเป็นนครรัฐเลก็ ๆ ก่อตวั ข้ึนราวกลางพุทธศตวรรษ
ที่ 18 บริเวณท่ีราบลุม่ แม่น้าน่าน และแมน่ ้าสาขา ในหุบเขา ทาง
ตะวนั ออกของภาคเหนือ
ประวัตศิ ำสตร์เมืองน่ำน เร่ิมปรากฏข้นึ ราว พ.ศ. 1825 ภายใตก้ ารนา
ของพญาภคู า ศูนยก์ ารปกครองอยทู่ ี่เมืองยา่ ง (เช่ือกนั วา่ คือบริเวณริม
ฝ่ังดา้ นใต้ ของแม่น้ายา่ ง ใกลเ้ ทือกเขาดอยภคู าในเขตบา้ นเส้ียว ตาบล
ยม อาเภอทา่ วงั ผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพท่ีเป็นคูน้า คนั ดิน กาแพงเมืองซอ้ นกนั อยู่ ต่อมา
พระยาภูคา ไดข้ ยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปใหก้ วา้ งขวางยง่ิ ข้นึ โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน
ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขนุ นุ่น ผพู้ ่ีไปสร้างเมืองจนั ทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขนุ ฟองผนู้ อ้ งสร้างเมือง
วรนครหรือเมืองปัว

ภายหลงั ขนุ ฟองถึงแก่พิราลยั เจา้ เกา้ เถ่ือนราชบุตรจึงไดข้ ้ึนครอง
เมืองปัวแทน ดา้ นพญาภูคา ครองเมืองยา่ งมานานและมีอายมุ ากข้นึ มี
ความประสงคจ์ ะใหเ้ จา้ เกา้ เถื่อนผหู้ ลานมาครองเมืองยา่ งแทน จึงให้
เสนาอามาตยไ์ ปเชิญ เจา้ เกา้ เถื่อนเกรงใจป่ ูจึงยอมไปอยู่เมืองยา่ งและ
มอบใหช้ ายา คือนางพญาแม่ทา้ วคาปิ น ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เม่ือ
พญาภคู าถึงแก่พริ าลยั เจา้ เกา้ เถื่อนจึงครองเมืองยา่ งแทน ในช่วงท่ีเมืองปัววา่ งจากผนู้ า เน่ืองจากเจา้ เกา้
เถื่อนไปครองเมืองยา่ งแทนป่ ูคือพญาภูคา พญางาเมืองเจา้ ผู้ ครองเมืองพะเยา จึงไดข้ ยายอิทธิพล เขา้
ครอบครองบา้ นเมืองในเขตเมืองน่านท้งั หมด นางพญาแม่เทา้ คาปิ น พร้อมดว้ ยบุตรในครรภ์ ไดห้ ลบหนี
ไปอยบู่ า้ นหว้ ยแร้ง จนคลอดไดบ้ ุตรชายชื่อวา่ เจา้ ขนุ ใส เติบใหญไ่ ดเ้ ป็นขนุ นาง รับใชพ้ ญาคาเมืองจนเป็น
ที่โปรดปราน พญางาเมืองจึงสถาปนาใหเ้ ป็น เจา้ ขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลงั มีกาลงั พลมากข้นึ จึงยก
ทพั มาต่อสู้ จนหลุดพน้ จากอานาจเมืองพะเยา และไดร้ ับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ข้ึนครองเมือง ปัว
อยา่ งอิสระระหวา่ งปี 1865 - 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลยั

ในสมยั ของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมือง
ปัว ไดม้ ีการขยายตวั มากข้ึน ตลอดจน มีความสัมพนั ธ์ กบั เมือง
สุโขทยั อยา่ งใกลช้ ิด พงศาวดารเมืองน่านกลา่ วถึงพญาการเมืองวา่
ไดร้ ับเชิญจากเจา้ เมืองสุโขทยั (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วม
สร้างวดั หลวงอภยั (วดั อมั พวนาราม) ขากลบั เจา้ เมืองสุโขทยั ได้
พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพท์ องคา 20 องค์ พระพิมพเ์ งิน 20 องค์ ใหก้ บั พญาการเมือง มาบูชา
ณ เมืองปัวดว้ ย พญาการเมือง ไดป้ รึกษาพระมหาเถรธรรมบาล จึงไดก้ ่อสร้างพระธาตแุ ช่แหง้ ข้นึ ท่ีบนภู
เพียงแช่แหง้ พร้อมท้งั ไดอ้ พยพผคู้ นจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหมท่ ี่บริเวณพระธาตุแช่แหง้ เรียกวา่ ภู
เพียงแช่แหง้ ในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตแุ ช่แหง้ เป็นศูนยก์ ลางเมือง

หลงั จากพญาการเมืองถึงแก่พริ าลยั โอรสคือ พญาผากองข้ึนครอง
แทนอยมู่ าเกิดปัญหาความแหง้ แลง้ จึงยา้ ยเมืองมาสร้างใหม่ที่ริม
แมน่ ้าน่านดา้ นตะวนั ตกบริเวณบา้ นหว้ ยไค้ คือบริเวณที่ต้งั ของ
จงั หวดั น่านในปัจจุบนั เม่ือปี พ.ศ. 1911 ในสมยั เจา้ ป่ ูเข่งครองเมือง
ระหวา่ งปี พ.ศ. 1950 - 1960 ไดส้ ร้างวดั พระธาตุชา้ งค้า วรวิหาร วดั
พระธาตเุ ขานอ้ ย วดั พญาภู แตส่ ร้างไมท่ นั เสร็จก็ถึงแก่พิราลยั
เสียก่อน พญางวั่ ฬารผาสุมผเู้ ป็นหลาน ไดส้ ร้างต่อจนแลว้ เสร็จและไดส้ ร้าง พระพทุ ธรูปทองคาปางลีลา
ปัจจุบนั คือ พระพุทธนนั ทบุรีศรีศากยมนุ ี ประดิษฐานอยใู่ นวิหารวดั พระธาตชุ า้ งค้าวรวิหาร

ในปี พ.ศ. 1993 พระเจา้ ติโลกราชกษตั ริษน์ ครเชียงใหม่ มีความประสงคจ์ ะครอบครองเมืองน่าน และ
แหลง่ เกลือ บอ่ มาง (ต.บอ่ เกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ท่ีมีอยา่ งอุดมสมบรู ณ์และหาไดย้ ากทางภาคเหนือ จึงไดจ้ ดั
กองทพั เขา้ ยดึ เมืองน่าน พญาอินตะ๊ แก่นทา้ ว ไม่อาจตา้ นทาน ไดจ้ ึงอพยพหนีไปอาศยั อยู่ ท่ีเมืองเชลียง
(ศรีสชั นาลยั ) เมืองน่านจึงถกู ผนวกเขา้ ไวใ้ นอาณาจกั รลา้ นนาต้งั แต่น้นั มา

ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ท่ีเมืองน่านอยใู่ นครอบครองของ
อาณาจกั รลา้ นนา ไดค้ ่อย ๆ ซึมชบั เอาศิลปวฒั นธรรมของลา้ นนา มา
ไวใ้ นวิถีชีวติ โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางดา้ นศาสนา ปรากฏ
ศิลปกรรมแบบลา้ นนาเขา้ มาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทยั อยา่ ง
ชดั เจน ดงั เช่น เจดียว์ ดั พระธาตุแช่แหง้ เจดียว์ ดั สวนตาล เจดียว์ ดั พระ
ธาตุชา้ งค้า แมจ้ ะเหลือส่วนฐานท่ีมีชา้ งลอ้ มรอบ ซ่ึงเป็นลกั ษณะศิลปะแบบสุโขทยั อยู่ แต่ส่วนองคเ์ จดียข์ ้ึน
ไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบลา้ นนาไปจนหมดสิ้น
ในระหวา่ งปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านไดต้ กเป็นเมืองข้ึนของพมา่ อยหู่ ลายคร้ังและตอ้ งเป็นเมืองร้าง ไร้
ผคู้ นถึง 2 ครา คือ คร้ังแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 คร้ังที่ 2 ปี พ.ศ 2321 - 2344

ปี พ.ศ. 2331 เจา้ อตั ถวรปัญโญ ไดล้ งมาเขา้ เฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี
1 เพอื่ ขอเป็น ขา้ ขอบขนั ทสีมา เจา้ อตั ถวรปัญโญ หลงั จากข้นึ ครองเมืองน่านยงั มิไดเ้ ขา้ ไปอยเู่ มืองน่านเสีย
ทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยงั รกร้างอยู่ ไดย้ า้ ยไปอาศยั อยตู่ ามที่ต่างๆ คือ บา้ นต๊ึดบญุ เรือง เมืองง้วั (บริเวณ
อาเภอนานอ้ ย) เมืองพอ้ (บริเวณอาเภอเวยี งสา) หลงั จากไดบ้ ูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแลว้ พร้อมท้งั ไดข้ อ
พระบรมราชานุญาตกลบั เขา้ มาอยใู่ นเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2344 ในยคุ สมยั กรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมี
ฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจา้ ผคู้ รองนครน่านในช้นั หลงั ทกุ องค์ ต่างปฏิบตั ิหนา้ ท่ีราชการ ดว้ ยความ
เท่ียงธรรม มีความซ่ือสัตย์ จงรักภกั ดีต่อพระมหากษตั ริยร์ าชวงศจ์ กั รี ไดช้ ่วยราชการบา้ นเมืองสาคญั หลาย
คร้ังหลายคราดว้ ยกนั นอกจากน้ีเจา้ ผคู้ รองนครน่าน ต่างไดท้ านุบารุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และ
อปุ ถมั ภค์ ้าจูนพระพทุ ธศาสนาเป็นสาคญั ไดส้ ร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิ ฎกลงในคมั ภีร์ใบ
ลาน นบั เป็นคมั ภีร์ได้ 335 คมั ภีร ์์นบั เป็นผกู ได้ 2,606 ผูก ไดน้ าไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลาปาง
เมืองลาพนู เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลางพระบาง

ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงมี
พระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ สถาปนาให้ เจา้ สุริยพงษผ์ ลิตเดชฯ เลือนยศ
ฐานนั ดรศกั ด์ิข้นึ เป็น "พระเจา้ นครน่าน" มีพระนามปรากฏตาม
สุพรรณปัฏวา่ "พระเจา้ สุริยพงษผ์ ลิตเดช กุลเชษฐมหนั ต์ ไชยนนั ทบุ
รมหาราชวงศา ธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วบิ ลู ยศกั ด์ิกิติไพศาล
ภบู าลบพิตรสถิตย์ ณ นนั ทราชวงษ"์ เป็นพระเจา้ นครน่านองคแ์ รก
และองคเ์ ดียวในประวตั ิศาสตร์น่าน ภายหลงั ไดร้ ับการสถาปนาเป็น
พระเจา้ น่าน พระเจา้ สุริยพงษผ์ ริตเดชฯ จึงไดส้ ร้าง หอคา (คมุ้ หลวง)
ข้ึนแทนหลงั เดิมซ่ึงสร้างในสมยั ของ เจา้ อนนั ตวรฤิทธิเดชฯ และ

ดา้ นหนา้ หอคา มีขว่ งไวท้ าหนา้ ท่ีคลา้ ยสนามหลวง สาหรับจดั งานพธิ ีตา่ งๆ ตลอดจนเป็นท่ีจดั ขบวนทพั
ออกสูศ้ ึก จดั ขบวนนาเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสาคญั และในปี พ.ศ. 2474 เจา้ มหาพรหมสุรธาดา เจา้ ผู้
ครองนครน่าน ถึงแก่พริ าลยั ตาแหน่งเจา้ ผคู้ รองนครก็ถกู ยบุ เลิกต้งั แตน่ ้นั มา ส่วนหอคาไดใ้ ชเ้ ป็น ศาลา
กลางจงั หวดั น่าน จนปี พ.ศ. 2511 จงั หวดั น่าน ไดม้ อบหอคาใหก้ รมศิลปากร ใชเ้ ป็นสถานที่จดั ต้งั
พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทง่ั ปัจจุบนั

ตรำประจำจงั หวดั

คำขวญั ประจำจงั หวดั

แข่งเรือลือเล่ือง เมืองงาชา้ งดา จิตรกรรมวดั ภมู ินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตแุ ช่แหง้

เพลงประจำจังหวดั น่ำน

แผ่นดินทองของไทยคือน่ำน แต่โบรำณชื่อนนั ทบรุ ี

ชำวประชำมีน้ำใจและไมตรี สำมคั คีรักกนั

เกลยี วกลม

แผ่นดินนมี้ ีวดั วำและอำรำม ทิวทศั น์งำมดอยภูผำ

น่ำชม แม่นำ้ น่ำนเป็ นสำยธำรอนั อดุ ม ช่ำงงำมสมห้วย
ละหำรธำรธำรำ

ชำวน่ำนเรื่อยมำ สิ่งศักด์ิสิทธ์ขิ องน่ำนมมี ำกมำย ครอบคลุมจิตใจของ
ไทย ชำวน่ำนร่มเย็นเป็ นสุขทุกเวลำ พฒั นำแผ่นดนิ ทองของ

เรำชำวน่ำนรักชำติ ศำสน์กษัตริย์ จังหวดั น่ำนเกียรติ

ประวตั ิเกริกไกร จังหวดั น่ำนพลเมืองดมี วี นิ ยั เรำชำวน่ำนเชิด
ชูไทยให้เจริญ

ดอกไม้ประจำจงั หวดั

ดอกกาลงั เสือโคร่ง

ทีต่ ้งั และอำณำเขต

ติดอยกู่ บั ชายแดนทางดา้ นทิศตะวนั ออกของภาคเหนือตอนบน ติดกบั สาธารณรัฐประชาชนลาวห่างจากโดย
ทางรถยนตร์ประมาณ668กิโลเมตร บริเวณเส้นรุ้งที่18ลิปดา 30 ฟิ ลิปดาเหนือ เสน้ แวงท่ี18 องศา 46 ลิปดา
44ฟิ ลิปดาตะวนั ออก ระดบั ความสูงของพ้นื 2,122 เมตร จากระดบั น้าทะเลปานกลาง มีพ้นื ทาง 11,4270.076
กิโลเมตร

ทิศเหนือ

ประกอบดว้ ย อาเภอเชียงกลาง อาเภอปัว มีอาเภอทุ่งชา้ ง อาเภอเฉลิมพระเกียรติอาเภอบ่อเกลือ ที่มีพ้ืนที่
ติดต่อกบั เขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงฮ่อน - หงสา (สปป.ลาว )

ทิศตะวนั ออก

ประกอบดว้ ย อาเภอภเู พยี ง อาเภอสนั ติสุข โดยมีอาเภอแม่จริม อาเภอเวยี งสา มีพ้ืนท่ีติดต่อกบั เขตส.ป.ป.ลาว

ทิศใต้

ประกอบดว้ ย อาเภอนานอ้ ย อาเภอนาหม่ืน มีพ้ืนที่ติดต่อกบั จงั หวดั อุตรดิตต์ อาเภอนานอ้ ย มีพ้ืนที่ติดต่อกบั
จงั หวดั แพร่ อาเภอเวยี งสา มีพ้นื ท่ีติดต่อกบั จงั หวดั แพร่

ทิศตะวนั ตก

ประกอบดว้ ย อาเภอบา้ นหลวง มีพ้ืนท่ีติดตอ่ กบั อาเภอเชียงม่วน จงั หวดั พะเยา อาเภอท่าวงั ผา มีพ้ืนท่ีติดกบั
อาเภอปง จงั หวดั พะเยา อาเภอสองแคว มีพ้นื ที่ติดต่อกบั อาเภอเชียงคา จงั หวดั พะเยา

ประเพณขี องจังหวดั

ประเพณีตานก๋วยสลาก

เป็นประเพณีที่มีมาต้งั แตค่ ร้ังพุทธกาลไดม้ ีการปฏิบตั ิสืบต่อกนั มาจนถึงรุ่นคณุ ป่ ู-ยา่ /ตา-ยาย/พอ่ -แม่ และ
ลูกหลานในปัจจุบนั เร่ืองมีอยวู่ า่ มีนางยกั ษณิ ีตนหน่ึงมกั จะเบียดเบียน ผคู้ นอยเู่ สมอ คร้ันไดฟ้ ังธรรมคาสอน
ของพระพุทธเจา้ แลว้ นางก็บงั เกิดความ เล่ือมใสศรัทธานิสยั ใจคอที่โหดร้ายก็กลบั เป็นผเู้ อ้ืออารีแก่คนทวั่ ไป
จนผคู้ นต่างพากนั ซาบซ้ึงในมิตรไมตรีของนางยกั ษณิ ีตนน้นั ถึงกบั นาสิ่ง ของมาแบ่งปันให้ แต่เน่ืองจาก
ส่ิงของท่ีไดร้ ับมีจานวนมาก นางยกั ษิณีจึงนาส่ิงของเหลา่ น้นั มาทาเป็นสลากภตั แลว้ ใหพ้ ระสงฆ/์
สามเณร จบั สลากดว้ ยหลกั อุปโลกนกรรม คอื ส่ิงของที่ถวาย มีท้งั ของของมีราคามากและมีราคานอ้ ย
แตกตา่ งกนั ไป ตามแต่โชคของผไู้ ดร้ ับ การถวายแบบจบั สลากของนางยกั ษิณีจึงนบั เป็นคร้ังแรกของ
ประเพณีทาบญุ สลากภตั ในพุทธศาสนา

ประเพณีการแขง่ เรือยาวของจงั หวดั น่าน

เป็นประเพณีท่ีเก่าแก่สืบเน่ืองกนั มาแตโ่ บราณกาล การจดั แขง่ จะจดั กนั เองในหนา้ น้าในเทศกาลตานก๋วย
สลาก (สลากภตั )แตล่ ะวดั ก็จะนาเรือของตนเขา้ แขง่ เพ่ือเปนการสมานสามคั คีกนั เอกลกั ษณ์ของเรือเมือง
น่าน ไม่เหมือนจงั หวดั ใดในประเทศไทยคือ เป็นเรือท่ีขดุ จากไม้ ตะเคยี นหรือตะเคียนทองท้งั ตน้ โดยเช่ือกนั
วา่ มีความทนทานและผนี างไมแ้ รง ก่อนจะถึงเวลาแขง่ เรือ เรือ แขง่ แตล่ ะลาจะแล่นเลาะ ข้นึ ลอ่ งอยกู่ ลางลา
น้าเพือ่ อวดฝีพายและความสวยงามใหประชาชนไดเ้ ห็นเสียก่อน ในเรือแข่งจะมีฆอ้ ง กลอง ฉ่ิง ฉาบ ตีกนั
เป็นจงั หวะดงั ไปทว่ั ทอ้ งน้าน่าน เป็นท่ีสนุกสนานและน่าดูยง่ิ นกั สถานท่ีสาหรับทาการแขง่ ขนั เรือ กใ็ นลา
น้าน่าน หนา้ จวนผวู้ า่ ราชการจงั หวดั น่านเป็น สนามแขง่ ขนั ปัจจุบนั การแข่งเรือเมืองน่าน ไดก้ ลายมาเป็น
วฒั นธรรมบง่ บอกถึงประเพณีของทอ้ งถิ่น ความสามคั คี ศิลปะ สุขภาพอนามยั ของชาวบา้ น หากหมบู่ า้ นใด
มีชาวบา้ นร่างกายแขง็ แรง เรือของหม่บู า้ นน้นั กม็ กั จะชนะ หากหมบู่ า้ นใดมีผมู้ ีความคิสร้างสรรค์ มี
ศิลปะ เรือของหมู่บา้ นน้นั ก็จะชนะประเภทสวยงามเช่นกนั การแขง่ ขนั ไมไ่ ดเ้ นน้ หนกั ในดา้ นการแพห้ รือ
ชนะ แต่เนน้ ดา้ นความสนุกสนานและความสามคั คี เป็นหลกั เมื่อมีการแข่งขนั กนั อยา่ ง กวา้ งขวางหลาย
สนามแข่งขนั ซ่ึงประพฤติปฏิบตั ิเป็นประจาทกุ ปี มาโดยตลอด จึงทาใหพ้ ฤติกรรมเหลา่ น้ีกลายมาเป็น
ประเพณีการแข่งขนั เรือของจงั หวดั น่านในปัจจุบนั เพราะตราบจนกระทง่ั วนั น้ี คนเมืองน่านทุกคน นบั แต่
ลกู เด็กเลก็ แดง จนกระทงั่ หนุ่มสาวแก่ชรา ตา่ งก็ทราบกนั ดีแลว้ วา่ ในการแขง่ เรือ ใครจะเป็นผแู้ พห้ รือผชู้ นะ
ไมส่ าคญั เพราะผชู้ นะที่แทจ้ ริง ของงานน้ีกค็ อื ชาวเมืองน่านนน่ั เองท่ีสามารถสืบทอดงานประเพณีอนั
สวยงามและยงิ่ ใหญข่ องตนไวไ้ ดเ้ ป็นอยา่ งดีนนั่ เอง

ประเพณีงานเทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจงั หวดั น่าน

จดั ข้นึ ในเดือนธนั วาคมของทุกปี บางปี อาจจดั ร่วมกบั เทศกาลของดีเมืองน่าน สม้ สีทองเป็นผลผลิตทาง
การเกษตร ที่มีช่ือเสียงของจงั หวดั น่าน พนั ธุ์เดียวกบั ส้มเขียวหวาน แต่สม้ สีทองจะมีเปลือกสีเหลืองทอง
สวยงาม และรสชาติหวานหอมอร่อยกวา่ เป็นเพราะอิทธิ พลของดินฟ้าอากาศ
คอื อณุ หภูมิระหวา่ งกลางวนั และกลางคืนต่างกนั 8 องศา เป็นเหตุใหส้ าร “คาร์ทีนอยพิคเมนท”์ ในเปลือก
สม้ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองดงั กล่าวกิจกรรมในงานท่ีน่าสนใจมีหลายอยา่ ง ไดแ้ ก่ การประกวดขบวนรถ
สม้ สีทอง การออกร้านนิทรรศการ การจาหน่ายสินคา้ หตั ถกรรมจากอาเภอตา่ ง ๆ และจากเมืองฮ่อน-หงสา
สปป.ลาว การแสดงพ้ืนเมืองและมหรสพต่าง ๆ อีกมากมาย

ประเพณีจิบอกไฟ

การจุดบอกไฟ หรือ บอ้ งไฟ จะจุดเพ่ือเป็นพทุ ธบชู าถวายกบั พระธาตุ วดั ท่ีสาคญั และช่วงเทศกาลปี ใหม่เมือง
และจุดเพื่อชิงรางวลั ตามความสามารถของคนทาบอกไฟในการจุดบอกไฟ หรือ บอ้ งไฟ เมืองน่านมีอยู่ 2
แบบคอื จุดเพอ่ื ความสวยงาม เรยกวา่ บอกไฟดอกหรือบอกไฟขว่ี จุดเฉพาะตอนกลางคืนเท่าน้นั เพื่อแสงอนั
สวยงาม บอกไฟข้ึน จะจุดในท่ีโลง่ แจง้ ไมเ่ ป็นอนั ตรายกบั ผชู้ ม ก่อนจะนาไปจุดจะตอ้ งแจง้ ต่อ
คณะกรรมการเพอ่ื
เอาลาดบั ที่จะจุดและมีชื่อเรียกวา่ "วาร" พร้อมมีขบวนแห่บอกไฟและคาฮ่าบอกไฟและพรรณาถึงความเป็น
เลิศของบอกไฟ ของคณะศรัทธาบา้ นตวั เองและสล่า (ช่าง) ผเู้ ป็นคนทาบอกไฟ แตถ่ า้ หากบอกไฟไม่ข้ึน เช่น
เกิดแตกหรือไมย่ อมพุ่งข้ึน สลา่ คนน้นั โดนท้งั ผงหมิ่นหมอ้ ผงถา่ นสีดากน้ หมอ้ แกงหรือข้ีเปอะ (โคลน)
จากกลางทุง่ นาละเลงไปท่ีใบหนา้ เรียกวา่ "ลุบหม่ิน

การแต่งกาย

กำรแต่งกำยผู้หญิงเมืองน่ำน

ผูห้ ญิงสวมเส้ือปัดมีสายหน้าเฉียงมาผูกติดกัน หรือใช้กระดุม เงินขนาดใหญ่ เรียกว่า เส้ือป๊ัด มีสีดา
หรือคราม ตวั เส้ือรัดรูปเอวลอยชายเส้ือยกลอยข้ึน ๒ ขา้ ง สาบเส้ือขลิบด้วยแถบผา้ สีต่าง ๆประดับ
ดว้ ย กระดุมเงิน นุ่งผา้ ซ่ินลายขวางมีลวดลายสีต่าง ๆ ต่อเชิงด้วยผา้ สีดานิยมโพกศีรษะด้วยผา้ สีขาว
หรือชมพูหญิงนิยมเกลา้ ผมมวยตรงยอดมวยมีการมว้ นผมเป็ นวงกลมเรียก“มวยว้อง”นิยมเจาะหูใส่

ลานเงิน สวม กาไลเงิน

กำรแต่งกำยผู้ชำยเมืองน่ำน

ผูช้ ายมกั ใสชุดม่อฮ่อม หรือท้งั การนุ่งผา้ ตอ้ ยผืนเดียวเพื่อให้เห็นลาย สักแบบไทยวนสมยั ก่อน และชุด
เต็มยศ คือ สวมเตี่ยวสะดอสีดา หรือสีครามสวมเส้ือเอวลอยสีดาขลิบด้วยแถบผา้ สีต่าง ๆ แต่รูปทรง
เส้ือต่าง จากหญิง นิยมโพกศีรษะด้วยผา้ ขาว ชาวไทล้ือ นิยมสักหมึก คือสักลาย ผูห้ ญิงนิยมสักรูป

ดอกไมต้ รงขอ้ มือท้งั ๒ ขา้ ง

ผ้ำลำยนำ้ ไหล

เป็ นผา้ ทอท่ีมีความประณีตลวดลายสวยงามมีลกั ษณะโดดเด่นเฉพาะตวั เป็ นพิเศษที่แตกต่างจากลาย
ผา้ อื่นๆซ่ึงถือว่าเป็ นสุดยอดแห่งลายผา้ ท่ีสวยงามของเมืองน่านจนได้รับ การยกย่องว่าเป็ น“ราชินีแห่ง
ความงามของลายผา้ เมืองเหนือ”และ“ผา้ ลายน้าไหล”จะมีเฉพาะในจงั หวดั น่านเพียงแห่งเดียวเท่าน้ัน
และมีการทอผา้ ลายน้าไหลมากท่ีสุด คือ อาเภอท่าวงั ผามีรูปแบบลายผา้ ท่ีเลียนแบบดดั แปลงและ
พฒั นามาจากสายน้าน่าน ซ่ึงเป็ นสายน้าท่ีไหลลดเล้ียวมีเกลียวคล่ืนที่สวยงามตระการตาพลิ้วสดใสมี
พลงั และเยือก เย็นเป็ นมิตรมงคล

ของดีประจำจังหวดั น่ำน

สำหร่ำยน้ำจืด

สำหร่ำยน้ำจืด (ไก) “ไก” เป็นอาหารพ้นื บา้ นของชาวไทล้ือ มานาน นบั ร้อยปี เพราะเป็นวตั ถุดิบท่ี
เกิดข้นึ เองตามธรรม ชาติ พบไดเ้ ฉพาะในแม่น้าน่าน เป็นสาหร่ายขนาดใหญ่ข้ึนอยบู่ นกอ้ นหินที่พ้ืนทอ้ งน้า
มีลกั ษณะเป็นเสน้ ยาว สีเขียวสด ความยาวมากถึง 1-2 เมตร มกั จะอยใู่ นบริเวณที่เป็นหาดหิน ความลึกใต้
ทอ้ งน้าลงไป 30-50เซนติเมตร และจะพบบริเวณที่คุณภาพน้าดี ใสสะอาด และมีน้าไหลเอื่อยๆ โดยจะพบ
ในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึง พฤษภาคม จะมีมากที่สุดบริเวณ อาเภอท่าวงั ผา คนไทยล้ือ
ในอดีต นาไกมาปรุงอาหาร คือ การทาห่อน่ึงไก ไกยี และคว่ั ไก เทา่ น้นั ซ่ึงท้งั สองเมนูก็ยงั ไดร้ ับการสืบทอด
ทากนั มาจนปัจจุบนั เพราะมีความเชื่อวา่ ไกเป็นอาหารท่ีมีคณุ ค่าทางโภชนาการ คนในอดีตมีความเชื่อวา่ การ

บริโภคไกจะช่วยใหส้ ุขภาพแขง็ แรง และอายยุ นื ต่อมเม่ืมีการเขา้ ไปพฒั นาสาหร่ายไกออกจาหน่าย ใน
รูปแบบของผลิตภณั ฑแ์ ปรรูป โดยกลุม่ แมบ่ า้ นเกษตรกรบา้ นหนองบวั เช่น ไกแผน่ ขา้ วตงั หนา้ ไก น้าพริก
ไก คุกก้ีไก ฯลฯ เป็นรายไดเ้ สริมแก่ครอบครัว และอนุรักษอ์ าหารพ้ืนบา้ นใหเ้ ป็นท่ีรู้จกั กนั อยา่ งแพร่หลาย

เครื่องเงินชมพูภูคำ

เครื่องเงินชมพูภูคำ จดั เป็นของฝากที่ข้นึ ช่ือของ จ.น่าน โดยฝีมือชาวเขาเผ่าเม่ียน(เยา้ ) และมง้
(แมว้ ) ส่วนมากทาเป็นเคร่ืองประดบั เช่น กาไล สร้อยคอ สร้อยขอ้ มือตมุ้ หู แหวน ฯลฯ ซ่ึงไดร้ ิเริ่มทาเป็น
อาชีพต้งั แต่ พ.ศ.2515 แต่เน่ืองจากขาดความรู้และประสบการณ์ ในดา้ นการคา้ จึงถกู เอารัดเอาเปรียบจาก
พอ่ คา้ คนกลางมาโดยตลอดจากน้นั ในปี พ.ศ.2538 กลุม่ ผปู้ ระกอบอาชีพดา้ นหตั ถกรรมฝีมือ เครื่องประดบั
เงิน เยบ็ ปักประดิษฐแ์ ละสิ่งทอ ไดร้ วมตวั กนั เพอ่ื ดาเนินกิจกรรมในการผลิตและ การตลาดเก่ียวกบั งานดา้ น
หตั ถกรรมฝีมือ เคร่ืองประดบั เงิน และงานเยบ็ ปักประดิษฐข์ องชาวเขา ในนาม “ศนู ยเ์ ครื่องเงินชมพภู ูคาและ
หตั ถกรรมเมืองน่าน”ในปัจจุบนั “ศูนยเ์ ครื่องเงิมพูภูคาและหตั ถกรรมเมืองน่าน” เป็นสถานท่ีผลิต รับซ้ือและ
รับฝากขายสินคา้ งานดา้ นหตั ถกรรมฝีมือตา่ งๆ จากชาวเขาและชาวบา้ นทว่ั ท้งั จงั หวดั น่าน โดยมีสมาชิกหรือ
ช่างฝีมือ ท่ีรับงานของศูนยฯ์ ไปประกอบการ 50 ครอบครัว (จานวนช่างฯ 60 คน)เครื่องเงินชมพภู คู า เป็น
ภูมิปัญญาของชาวเขาชาวเผา่ มง้ ซ่ึงเช่ียวชาญงานเครื่องเงิน มาแตย่ คุ โบราณ ลายเงินที่สลกั ลงลายมีความเป็น
เฉพาะตวั ซ่ึงเม่ือคร้ัง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสดจ็ เยอื นเชียงใหม่และทอดพระเนตรเครื่องเงินไดท้ รงสน
พระทยั และเรียกใหช้ ่างเงินเขา้ ไปฝึกสอนช่างในศูนยศ์ ิลปาชีพในสวนจิตรลดา จนงานฝี มือไดร้ ับการพฒั นา

และสืบทอดมาจนถึงวนั น้ี

มะไฟจนี

มะไฟจนี เป็นผลไมท้ ี่มีอยเู่ ฉพาะถ่ินในจงั หวดั น่าน มะไฟจีนจดั เป็นพืชวงศเ์ ดียวกบั ส้ม มะนาว แต่
เม่ือออกผลจะติดเป็นพวงคลา้ ยมะไฟ ลกั ษณะของมะไฟจีนน้นั เป็นพืชก่ึงเม่ือหนาว เป็นไมผ้ ลยนื ตน้ ไม่ผลดั

ใบ สูง 10 – 15 เมตร ลาตน้ มีเปลือกสีน้า ตาลอมเทา ออกดอกเป็นช่อท่ีปลายก่ิง ดอกออกประมาณปลาย

เดือนธนั วาคมถึงกุมภาพนั ธ์ ผลมะไฟจีนดิบสามารถรับประทานได้ นิยมนาไปทาแยมหรือทาเหลา้ ผลไม้ ผล
อ่อน และรากสดนาไปหน่ั ตากแหง้ ใชร้ ักษาโรคหลอดลมอกั เสบ ผลสุกใชร้ ักษาโรคเกี่ยวกบั ทางเดินอาหาร
แกห้ วดั ใบนาไปตม้ แลว้ นามาใชส้ ระผม จะช่วยรักษาสีผมใหด้ าสนิทมะไฟจีนจดั เป็นสมนุ ไพรชนิดหน่ึง มี
คณุ สมบตั ิในการรักษาโรคกระเพาะ แกท้ อ้ งอืด ทอ้ งเฟ้อแกห้ ลอดลมอกั เสบ ช่วยเจริญอาหาร ใบนามาใชใ้ น
การกาจดั รังแค ผลนอกจากรับประทานสดแลว้ ยงั สามารถนามาแปรรูปไดเ้ ช่น ทาไวน์ น้ามะไฟจีนพร้อมดื่ม
แยมมะไฟจีนมะไฟจีนเช่ือมแหง้ แต่สา หรับคนน่านนิยมนามาเช่ือม การเชื่อมน้นั เริ่มดว้ ยการนามะไฟจีน มา
ลา้ งใหส้ ะอาด แลว้ บีบเอาเมล็ดออกดว้ ยมือ ตากแดด ทิง้ ไวจ้ นผลแหง้ หมาดๆ จากน้นั นาผลท่ีแหง้ แลว้ มา
คลุกกบั น้าเช่ือม หรือน้าตาลทราย เสร็จแลว้ นาไปตากแดดประมาณส่ีหา้ แดด ก็จะแหง้ ไดท้ ี่ จะบริโภคได้ ผล
ท่ีเชื่อมแลว้ จะมีสีน้าตาลเขม้ การ เลือกซ้ือผลมะไฟจีนมีอยดู่ ว้ ยกนั ท้งั หมด 2 แบบ คือแบบท่ีแหง้ สนิท จะมี
เกลด็ น้าตาลติดอยกู่ บั ผิวมะไฟจีน ผลไม่ติดกนั เวลาหยบิ กิน ไมเ่ หนียวมือ และแบบไมแ่ หง้ มากนกั บางคน
ชอบกินแบบท่ีแหง้ ๆ บางคนชอบแบบออกเปี ยกเลก็ นอ้ ย รสชาติใกลเ้ คยี งกนั แต่ไม่ควรเลือกผลท่ียงั ฉ่าน้า
และมีสีคล้าออกดา เพราะยงั ไม่แหง้ ดี รสจะเฝ่ือน ปัจจุบนั น้ีมะไฟจีนเชื่อมแหง้ เป็นสินคา้ ที่ข้ึนช่ือประจา

จงั หวดั น่านที่นกั ทอ่ งเที่ยวนิยมเลือกซ้ือเป็นของฝากติดมือกลบั บา้ น

ส้มสีทอง

ส้มสีทอง เป็นผลไมท้ ่ีข้ึนช่ือของจงั หวดั น่าน หากจะพูดถึงส้มสีทองเมืองน่าน ตอ้ งยอ้ นไปเมื่อ พ.ศ.
2468 หม่ืนระกา จงั หวดั น่านไดน้ าสม้ จีนเขา้ มาปลกู ก่อนเป็นคร้ังแรก แลว้ จึงมี ผูน้ าส้มพนั ธุต์ ่างๆ มาปลกู ท่ี
เมืองน่านดว้ ย ต่อมาพ.ศ.2480 อ.คารพ นุชนิยม อดีตศึกษาธิการจงั หวดั น่าน ไดร้ ิเริ่มการปลกู ส้มเขยี วหวาน
จากการก่ิงตอน แต่ผลสม้ ท่ีปลกู แทนท่ีเปลือกจะมีสีเขียวเหมือนทว่ั ไปกลบั กลายเป็นสีเหลืองทองสวยงาม
และมีรสชาติหวาน หอม อร่อยกวา่ พนั ธุด์ ้งั เดิม คือ หวานอมเปรียวนิดๆ เนื่องจากไดร้ ับอิทธิพลของอากาศ
คือ อุณหภมู ิระหวา่ งกลางวนั และกลางคืนที่ต่างกนั ถึง 8องศาเซลเซียส ทาใหส้ ารคาร์ทีนอยพกิ เมนต์ ใน
เปลือกส้มเปล่ียนจากสีเขียวเป็นสีทองสวยงาม จึงไดช้ ื่อใหม่วา่ ส้มสีทองและไดก้ ลายเป็นของดีควบค่เู มือง

น่านนบั แต่น้นั เป็นตน้ มา

ผ้ำทอลำยนำ้ ไหล ผา้ ทอท่ีเป็นเอกลกั ษณ์ของชาวไทล้ือ จงั หวดั น่าน เมืองเก่า ยงั คงรักษาประเพณี
วฒั นธรรมโบราณของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบนั ซ่ึงสนั นิฐานวา่ การออกแบบลายผา้ ทอชาวไทล้ือ สืบ
เช้ือสายมาจากชาวไทล้ือในดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน อพยพเขา้ มาอยใู่ นประเทศไทยต้งั แต่ปี พ.ศ.
2379 โดยต้งั ถิ่นฐานท่ีบา้ นลา้ หลวงอ.เชียงคา จ.พะเยา และต้งั ถิ่นฐานอยทู่ ี่บา้ นหนองบวั บา้ นตน้ ฮ่าง ต.ป่ าคา
อ.ท่าวงั ผา จ.น่าน และบา้ นดอนมลู อ.ท่าวงั ผา จ.น่าน โดยการนาของเจา้ หลวงเมืองลา้ ชาวไทล้ือ มีภาษาพดู

และประเพณีวฒั นธรรมเป็นของตนเอง และรักษาสืบทอดจนถึงปัจจุบนั น้ี ประวตั ิดงั กล่าวไดป้ รากฎใน
จิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทร์ ซ่ึงเป็นฝีมือช่างสกลุ ล้ือ ท่ีไดว้ าดลวดลายของผา้ ซ่ินของผูห้ ญิงในรูปเป็นลาย

ผา้ ซ่ินท้งั หมดดว้ ยผา้ ทอลายน้าไหลที่ดดั แปลงมาจากผา้ ลายชาวล้ือ สมยั แรกๆ นิยมใชไ้ หมเงิน และไหมคา
ดา้ นลายผา้ ตรงส่วนที่เป็นหยกั ของแส น้าจากน้นั ใชล้ ายมุกรูปสัตวแ์ ทรกเพอื่ แสดงวา่ ผูค้ ดิ ลายน้าไหล ไมไ่ ด้
ลอกแบบของชาวล้ือมาท้งั หมด ผา้ ทอลายน้าไหลไทล้ือเริ่มทอกนั คร้ังแรกที่บา้ นหนองบวั อ.ทา่ วงั ผา จ.น่าน
เป็นศิลปะการทอผา้ ดว้ ยมือ สาเหตทุ ี่เรียกผา้ ทอลายน้าไหล เพราะลวดลายที่อออกมามีลกั ษณะเหมือนลายน้า
ไหล จึงเรียกวา่ ผา้ ลายน้าไหล แตป่ ัจจุบนั ไดค้ ิดพลิกแพลงลวดลาย ต่างๆ เพมิ่ ข้ึนมาอีกมากมาย และไดข้ ยาย
พ้ืนที่การทอผา้ เพิ่มข้ึนเป็นจานวนมาก แตย่ งั คงเรียกช่ือเดิมวา่ ผา้ ลายน้าไหล ผา้ ทอลายน้าไหลจงั หวดั น่าน
ปัจจุบนั มีการทอลวดลายต่างๆมากมาย เช่น ลายน้าไหล มีลกั ษณะเป็นคลื่นเหมือนข้นั บนั ไดมองดูเหมือน

สายน้ากาลงั ไหลเป็นทางยาว นบั วา่ เป็นลายตน้ แบบ และด้งั เดิม จึงเรียกลายน้าไหล

วดั พระบรมธำตแุ ช่แห้ง

พระบรมธำตุแช่แห้ง พระธาตุค่บู า้ นคเู่ มืองของชาวน่าน วดั พระบรมธาตุแช่แหง้ ต้งั อยูท่ ่ีบา้ นหนองเต่า ตาบล
ม่วงต๊ึด ก่ิงอาเภอภเู พยี ง จงั หวดั น่าน อยหู่ ่างจากตวั เมืองไปราว 2กม. เส้นทางสายน่าน-แม่จริม สนั นิษฐานวา่
มี อายรุ าว 600 ปี พญาการเมืองโปรดใหส้ ร้างข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 1891 เพอื่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ไดม้ าจาก
กรุงสุโขทยั องคพ์ ระธาตมุ ีีความสูง55.5 เมตร ต้งั อยบู่ นฐานส่ีเหล่ียมจตั ุรัส กวา้ งดา้ นละ 22.5 เมตร บุดว้ ย
ทอง เหลืองหมดท้งั องค์ เป็นโบราณสถาน ท่ีงดงามที่สุดแห่งหน่ึงของลา้ นนา ทุกปี จะมีงานนมสั การ พระ
บรมธาตแุ ช่แหง้ ระหวา่ งวนั ข้ึน 11 ค่า ถึง 15 ค่าเดือน 6 ทางเหนือ ซ่ึงจะอยรู่ าวปลายเดือนกมุ ภาพนั ธ์หรือตน้
เดือนมีนาคมของทุกปี พระบรมธาตแุ ช่แหง้ ปชู นียสถานท่ีสาคญั ของเมืองน่าน มีอายกุ ว่า 600 ปี ตามพงศาว

ดาเมืองน่านกล่าววา่ พญาการเมืองโปรดเกลา้ ให้ สร้างข้นึ เพอื่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ไดม้ าจากเมือง
สุโขทยั ระหวา่ งปี พ.ศ.1891-1901 สถาปัตยกรรมดา้ นโบสถข์ องวดั พระธาตแุ ช่แหง้ ท่ีสาคญั และแสดงให้
เห็นถึงแบบอยา่ งสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสกลุ ช่างน่านพระบรมธำตแุ ช่แห้งเป็นศิลปะการก่อสร้าง ที่มี
ความวจิ ิตรงดงาม อีกแห่งหน่ึง ของภาคเหนือ ที่เป็นศิลปะ การก่อสร้าง ที่ไดร้ ับอิทธิพล การก่อสร้างมาจาก
เจดียพ์ ระธาตหุ ริภณุ ไชย โดยมีลกั ษณะโดยรอบๆ ของ องคพ์ ระธาตุ คือจะมี การบุรอบองค์ ดว้ ยทองจงั โก
ในส่วน ของทางเดิน ข้นึ สู่งองคพ์ ระธาตุน้นั จะเป็นตวั พญานาค หนา้ บนั เหนือประตทู างเขา้ ลกั ษณะของการ
ป้ัน จะเป็นลายนาคเก้ียวที่เป็น เอกลกั ษณ์เฉพาะของ ช่างฝีมือและของ ศิลปะ ของจงั หวดั น่านโดยแทจ้ ริง
ชาวเมืองลา้ นนามีความเช่ือกนั วา่ การ ไดเ้ ดินทางไปสักการบชู ากราบไหวน้ มสั การองคพ์ ระธาตแุ ซ่แหง้ หรือ
ชาวลา้ นนาจะเรียกกนั วา่ การชูธาตุ แลว้ น้นั จะทาไดร้ ับ อานิสงคอ์ ยา่ งแรงกลา้ ทาใหช้ ีวิตอยดู่ ี มีสุข ปราศจาก

โรคภยั ต่างๆ มาเบียดเบียน หนา้ ที่การงานเจริญกา้ วหนา้ เป็นตน้ และหากใครท่ีจะเดินทางไดน้ มสั การองค์
พระธาตุแซ่แหง้ น้นั สามารถเดินทางไปไดท้ กุ วนั ซ่ึงจะเปิ ดใหเ้ ขา้ นมสั การต้งั แต่เวลา 06.00-18.00 น.

วดั ภูมินทร์

ต้งั อยทู่ ่ีบา้ นภมู ินทร์ อาเภอเมืองน่าน จงั หวดั น่าน ใกลก้ บั พิพธิ ภณั ฑสถาน-แห่งชาติน่าน
เดิมชื่อวดั พรหมมินทร์" เป็นวดั ที่แปลกกวา่ วดั อ่ืน ๆ คือ โบสถแ์ ละวหิ ารสร้างเป็นอาคารหลงั เดียวกนั ประตู

ไมท้ ้งั ส่ีทิศ แกะสลกั ลวดลายโดยช่างฝีมือลา้ นนาสวยงามมาก นอกจากน้ีฝาผนงั ยงั แสดงถึงชีวิตและ
วฒั นธรรมของยคุ สมยั ท่ีผา่ นมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วดั ภมู ินทร์สร้างข้ึนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139
โดยพระเจา้ เจตบตุ รพรหมมินทร์ เจา้ ผคู้ รอง เมืองน่านไดส้ ร้างข้นึ หลงั จากท่ีครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏ
ในคมั ภีร์เมือง เหนือวา่ เดิมช่ือ "วดั พรหมมินทร์" ซ่ึงเป็นชื่อของเจา้ เจตบุตรพรหมมินทร์ ผสู้ ร้างวดั แต่ตอน

หลงั ชื่อวดั ไดเ้ พ้ียนไปจากเดิมเป็น วดั ภมู ินทร์

พพิ ธิ ภัณฑสถำนแห่งชำติน่ำน

พพิ ธิ ภัณฑสถำนแห่งชำติน่ำน เดิมเป็นที่ประทบั ของ เจา้ ผคู้ รองนครน่าน เรียกวา่ "หอคา" ภายในจดั แสดง
ศิลปะ โบราณวตั ถุ ตา่ งๆ ประวตั ิศาสตร์ และชีวติ ความเป็นอยู่ ของชาวพ้ืนเมืองภาคเหนือ และชาวเขาเผา่
ต่าง ๆ สิ่งสาคญั ที่สุดคือ "งาชา้ งดา" ซ่ึงไม่ทราบประวตั ิความเป็นมา สันนิษฐานวา่ เป็นงาขา้ งซา้ ย มีสีน้าตาล
เขม้ ไปทางดา มีรูปลกั ษณะเป็นงาปลียาว 94 เซนติเมตร หนกั 48 กิโลกรัม งาชา้ งดาน้ี ถือเป็นของ
คบู่ า้ นค่เู มืองของจงั หวดั น่าน ดา้ นหนา้ พพิ ิธภณั ฑ์ มี ซุม้ ตน้ ลีลาวดี ท่ีข้ึนเป็นแถวเรียงรายแผข่ ยายกิ่งกา้ นโคง้
โนม้ เอียงเขา้ หากนั กลายเป็นอุโมงคต์ น้ ไมย้ ง่ิ ใหญ่สวยงาม เรียกไดว้ า่ เป็นซิกเนอเจอร์อีก 1 จุดของ จงั หวดั
น่านท่ีเมื่อมาถึงแลว้ ตอ้ งมาถ่ายภาพ

ลกั ษณะตวั อาคารโอ่โถงงดงามก่ออิฐถือปูนแขง็ แรง แตต่ กแตง่ ใหอ้ ่อนชอ้ ยสวยงามดว้ ยลายลกู ไม้ นบั เป็น
สถาปัตยกรรมก่อสร้างที่ดีเด่นแห่งหน่ึงของ เมืองไทย ดา้ นหนา้ พพิ ธิ ภณั ฑเ์ ป็นที่ต้งั อนุสาวรียเ์ จา้ สุริยพงษ์
ผริตเดช ผูเ้ ป็นเจา้ ของหอคาแห่งน้ีดว้ ย กรมศิลปากรไดร้ ับมอบอาคารหอคาเพ่ือใชเ้ ป็น พิพธิ ภณั ฑสถาน
แห่งชาติจงั หวดั น่าน เมื่อปี พ.ศ. 2517 แลว้ จึงนาโบราณวตั ถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจเก่ียวกบั ประวตั ิศาสตร์
ศิลปะ โบราณคดี และชาติพนั ธุ์ วทิ ยาประจาทอ้ งถ่ินมาจดั แสดงใหช้ ม อยา่ งมีระบบและ ระเบียบสวยงาม
ส่วนที่เป็นหอ้ งจดั แสดงช้นั ล่าง จดั แสดงชาติพนั ธุ์วิทยาเกี่ยวกบั ลา้ นนา เช่น ลกั ษณะอาคาร บา้ นเรือนและ
เครื่องใชใ้ น ชีวิตประจาวนั การทอผา้ และผา้ พ้นื เมืองน่านแบบต่างๆ ที่สวยงามมาก การสาธิตงานประเพณี
และความเชื่อ ต่างๆ เช่น การแขง่ เรือ จุดบอ้ งไฟสงกรานต์ และพธิ ีสืบชะตา เป็นตน้ จดั แสดงหอ้ งโถง
ขา้ งลา่ งน้ี

นอกจากน้ียงั มีการจดั แสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยแู่ ละเครื่องใชข้ องชนกลมุ่ นอ้ ยในเมืองน่าน รวม 5 เผา่
ดว้ ยกนั คอื ไทยล้ือ แมว้ เยา้ ถิ่น และผีตองเหลือง ส่วนบริเวณหอ้ งจดั แสดงช้นั บน เป็นการจดั แสดงเร่ืองราว
เก่ียวกบั ประวตั ิศาสตร์ของเมืองน่าน การสร้างเมือง และ โบราณสถานท่ีสาคญั รูปถ่ายโบราณ งานประณีต
ศิลป์ เครื่องใช้ เงินตรา อาวธุ ศิลาจารึก และเครื่องถว้ ยชามที่คน้ พบในเมืองน่าน ท่ีสาคญั ท่ีสุดได้แก่ ห้องเกบ็
"งาชา้ งดา" ซ่ึงเป็นปชู นียวตั ถุ คเู่ มืองน่าน ตามประวตั ิกลา่ วไวว้ า่ ไดม้ าจากเมืองเชียงตงุ ต้งั แตค่ ร้ังโบราณ เม่ือ
เจา้ มหาพรหมสุรธาดา เจา้ ผคู้ รองนครน่านองคส์ ุดทา้ ยถึงแก่พิราลยั เจา้ นายบุตรหลานจึงมอบใหเ้ ป็นสมบตั ิ
ของแผน่ ดินพร้อม หอคอย ลกั ษณะของงาชา้ งดาน้ีเป็นงาปลีเปลือกสีน้าตาลเขา้ ขนาดความยาว 97
เซนติเมตร วดั โดยรอบ 47 เซนติเมตร มีน้าหนกั ประมาณ 18 กิโลกรัม ส่วนปลายมนมีจารึกอกั ษรธรรม
ลา้ นนา ภาษาไทยกากบั ไวว้ า่ "ก่ิงน้ีหนกั หน่ึง หม่ืนหา้ พนั " หรือประมาณ 18 กิโลกรัม

ภายในพพิ ิธภณั ฑ์ เป็นท่ีต้งั ของวดั นอ้ ย วดั ที่ไดช้ ื่อวา่ เป็นวดั ที่เลก็ ท่ีสุดในประเทศไทย จากคาบอกเล่าท่ีสืบ
ทอดต่อกนั มาเชื่อวา่ พระเจา้ สุริยพงษผ์ ริตเดชฯ เจา้ ผคู้ รองนครน่านองคท์ ี่ 63 เป็นผสู้ ร้างข้นึ โดยสาเหตุมา
จากคร้ังหน่ึงที่พระเจา้ สุริยพงษผ์ ริตเดชฯ ไดม้ ีโอกาสเขา้ เฝ้าและกราบบงั คมทลู ถึงจานวนวดั ท้งั หมดในเมือง
น่านแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 5 แต่ปรากฏวา่ ในกราบบงั คมทูล คราวน้นั พระ

เจา้ สุริยพงษผ์ ริตเดชฯไดน้ บั จานวนวดั เกินไปหน่ึงวดั จึงไดห้ าทางทาการสร้างวดั นอ้ ย แห่งน้ีข้นึ มา เพอ่ื ให้
ครบตามจานวนท่ีกราบบงั คมทลู ไป ซ่ึงการเขา้ เฝ้ารัชกาลท่ี 5 น้นั จากหลกั ฐานปรากฏวา่ มีเพียงคร้ังเดียวคอื
ในพ.ศ.2416 จึงสนั นิษฐานกนั วา่ วดั นอ้ ยแห่งน้ีคงไดท้ าการสร้างหลงั จากน้นั รูปทรงของวดั เป็นวหิ ารก่ออิฐ
ถือปูน ขนาดกวา้ ง 1.98 เมตร ยาว 2.34 เมตร สูง 3.35 เมตร แบบศิลปะลา้ นนา สกลุ ช่างน่านมีพระพทุ ธรูป

และแผงพระพิมพไ์ มป้ ระดิษฐานอยภู่ ายใน วดั นอ้ ยแห่งน้ี

วดั พระธำตชุ ้ำงคำ้ วรวหิ ำร

วัดพระธำตุช้ำงคำ้ วรวิหำร อยตู่ รงขา้ มพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติน่าน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
ไวภ้ ายใน นบั เป็น ปชู นียสถานสาคญั เป็นเจดียท์ ี่ไดร้ ับอิทธิพลทางดา้ นศิลปะสุโขทยั ภายในวดั
ประดิษฐาน เจดีย์ช้ำงคำ้ ซ่ึงเป็นศิลปสมยั สุโขทยั อายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษที่ 20 รอบเจดียม์ ีรูปป้ันชา้ งปูน
ป้ันเพียงคร่ึงตวั ประดบั อยโู่ ดยรอบ พระธาตุเจดียส์ ร้าง ดว้ ยอิฐถือปนู มีสณั ฐานเป็นรูปส่ีเหล่ียมจตั รุ ัสซอ้ น
กนั 3 ช้นั กวา้ งดา้ นละ 9 วา ฐานจากช้นั แรกสูงถึงช้นั สองมีรูปชา้ งค้าอยใู่ นลกั ษณะ เหมือนฐาน รองรับไว้
ดา้ นละ 6 เชือก รวมท้งั หมด 24 เชือก ชา้ งแตล่ ะตวั โผล่ส่วนหวั ลอย ออกมาคร่ึงตวั ขาหนา้ ท้งั ค่ยู นื่ พน้ ออกมา
จาก เหล่ียมฐาน เหนือข้นึ ไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบวั ) ซอ้ นกนั 3 ช้นั และเป็น องคร์ ะฆงั แบบลงั กา ตอ่ จาก
องคร์ ะฆงั ทาเป็นฐานเขยี งรองรับ มาลยั ลูกแกว้ ลดหลนั่ กนั ไปเป็นส่วนยอด ปัจจุบนั พระธาตเุ จดียช์ า้ งค้า
ไดร้ ับการบูรณะซ่อมแซม และหุน้ ดว้ ยแผน่ ทองเหลืองท้งั องคม์ ีความสวยงาม มาก
นอกจากน้ียงั มีพระพุทธรูปทองคา ปางลีลา คือ พระพทุ ธนนั ทบรุ ี ศรีศากยมนุ ี ซ่ึงเป็นทองคา 65 % สูง 145
เซ็นติเมตร ยอดพระโมฬี ทาเสริมเม่ือ พ.ศ. 2442 หนกั 69 บาท เจา้ งว่ั ฬารผาสุม เจา้ ผคู้ รองนครน่านองคท์ ่ี 14
แห่งราชวงคภ์ คู า เป็นผสู้ ร้างเม่ือวนั พธุ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 เป็นศิลปะสุโขทยั ประดิษฐานอยทู่ ่ีหอ
พระไตรปิ ฎกใหญท่ ี่สุดในประเทศ

พระวหิ ารหลวงวดั พระธาตุชา้ งค้าวรวหิ าร เป็นวหิ ารขนาด ใหญ่รูปทรงสร้างตามสถาปัตยกรรมทาง
ภาคเหนือ ลกั ษณะภายในโอ่โถง ดา้ นหนา้ มีสิงห์คยู่ นื ตรงเชิงบนั ใดดา้ นละตวั มีทางเขา้ 3 ทาง ประตกู ลางทา
เป็นประตใู หญ่ และประตูเล็กอยดู่ า้ นซา้ ย และดา้ นขวามีทาง ข้ึนเป็นประตเู ลก็ ๆ ตรงขา้ มพระประธานดา้ น
ทิศตะวนั ออกและตะวนั ตกอีก 2 ขา้ ง ทาหลงั คาซอ้ นกนั 2 ช้นั มขุ ลดดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั หนา้ บนั ตีดว้ ย
แผน่ กระดานเรียงตอ่ กนั แลว้ ประดบั ท่ีขอบเสาดา้ นหนา้ ทุกตน้ ตามลกั ษณะสถาปัตยกรรม ลา้ นนาไทย
ภายในพระวหิ าร กวา้ งขวาง มีเสาปูนกลมขนาดใหญ่ ขนาด 2 คนโอบรอบจาหลกั ลวดลายปูนป้ันนูนสูงไว้
เหนือจากระดบั พ้ืนพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลายกนอกระยา้ ยอ้ ยเหมือน ลวดลายที่เสาในวิหารวดั
ภมู ินทร์

วดั ม่งิ เมือง

วัดมิ่งเมือง ต้งั อยทู่ ี่ถนนสุริยพงศ์ เป็น เป็นท่ีประดิษฐานเสาหลกั เมืองของจงั หวดั น่าน ประวตั ิของวัดมิง่
เมือง คือ เดิมเป็นวดั ร้าง มีเสาหลกั เมืองท่ีเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่สองคนโอบ พบท่ีซากวิหาร ในราวปี 2400
เจา้ อนนั ตวรฤทธิเดช เจา้ ครองนครน่านสถาปนาวดั ใหม่ ต้งั ช่ือวา่ วดั ม่ิงเมือง ตามชื่อที่เรียกเสาหลกั เมืองวา่
เสาม่ิงเมือง ต่อมาปี 2527ไดม้ ีการร้ือถอนและสร้างอุโบสถหลงั ใหม่เป็น แบบลา้ นนาร่วมสมยั แบบใน
ปัจจุบนั

ลกั ษณะเด่นคอื ลายปูนป้ันที่ผนงั ดา้ นนอกของพระอุโบสถ มีความสวยงามวจิ ิตรบรรจงมาก เป็นฝีมือตระกลู
ช่างเชียงแสน มีความวิจิตร งดงามมาก ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนงั แสดงให้เห็นวิถีชีวติ ของชาวเมืองน่าน
ฝีมือช่างทอ้ งถิ่นยคุ ปัจจุบนั และในบริเวณวดั ยงั เป็นที่ ประดิษฐานเสาหลกั เมือง ซ่ึงอยใู่ นศาลาจตุรมุข
ดา้ นหนา้ พระอุโบสถ เสาหลกั เมืองสูงประมาณ 3 เมตร ฐานประดบั ดว้ ยไมแ้ กะลวดลาย ลงรักปิ ดทอง ยอด
เสาแกะสลกั เป็นรูปพรหมพกั ตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มทุ ิตา อเุ บกขา

เสำหลกั เมืองน่ำน ซ่ึงแต่เดิมเรียกวา่ “เสาม่ิงเมือง” เดิมเป็น ไมส้ ักทองขนาดใหญ่ มีเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
ประมาณ ๓ ฟุต สูง ประมาณ ๓ เมตร ลกั ษณะเป็นเสาทรงกลมส่วนหวั เสาเกลาเป็น ดอกบวั ตูมฝังไวก้ บั พ้ืน
ท่ีดินโดยตรง ไม่มีศาลหรืออาคารครอบ แตอ่ ยา่ งใด สนั นิษฐานวา่ อาจจะสร้างข้ึนในสมยั เจา้ อตั ถวรปัญโญ

เป็นเจา้ ผคู้ รองนครน่าน เหตุเพราะแตก่ ่อนมาน้นั เมืองน่านไมม่ ีคติการสร้าง เสาหลกั เมือง

วดั ศรีพนั ต้น

วดั ศรีพนั ต้น ต้งั อยทู่ ่ี ถนนเจา้ ฟ้า ตาบลในเวียง อาเภอเมืองน่าน จงั หวดั น่าน ดา้ นทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ ของ
เขตเทศบาลเมืองน่าน สร้างโดยพญาพนั ตน้ เจา้ ผคู้ รองนครน่าน แห่งราชวงศภ์ คู า (ครองนครน่าน ระหวา่ ง

พ.ศ. 1960 - 1969 ) ช่ือวดั ตรงกบั นามผสู้ ร้าง คอื พญาพนั ตน้ บางสมยั เรียกวา่ วดั สลีพนั ตน้ (คาวา่ สลี
หมายถึง ตน้ โพธ์ิ) ซ่ึงในอดีตมีตน้ โพธ์ิใหญอ่ ยดู่ า้ นทิศเหนือและทิศใตข้ องวดั ปัจจุบนั ถกู โคน่ เพ่ือตดั เป็น
ถนนแลว้ วดั ศรีพนั ตน้ ไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสีมาเม่ือ พ.ศ. 2505 ภายในวดั มีวิหารท่ีสวยงาม ต้งั เด่นเป็น
สง่ามีสีทองระยบิ ระยบั เป็นอีกวดั หน่ึงในจงั หวดั น่านท่ีมีจิตรกรรมปูนป้ันท่ีสวยงามโดยเฉพาะพญานาคเจ็ด
เศียร เฝ้าบนั ได หนา้ วิหารวดั สีทองเหลืองอร่ามสวยงามตระการตา มีความสวยงามมาก ดูออ่ นโยนมี
ชีวติ ชีวา ซ่ึงป้ันแตง่ โดยช่าง ชาวน่านชื่อ นายอนุรักษ์ สมศกั ด์ิ หรือ "สล่ารง" และภายในวิหารไดม้ ีการเขียน
ภาพลายเสน้ ประวตั ิของพระพุทธเจา้ และประวตั ิ การกาเนิด เมืองน่าน โดยช่างชาวน่าน เป็นภาพ เขียน
ลายเส้นลงสีธรรมชาติสวยงามและทรงคุณคา่ อยา่ งยงิ่ วดั ศรีพนั ตน้ เคยเป็นที่พานกั ของหลวงป่ คู รูชนั ทะ อดีต
เจา้ อาวาสวดั ศรีพนั ตน้ ซ่ึงเป็นพระสงฆผ์ ปู้ ฎิบตั ิดี ปฎิบตั ิชอบ มีวชิ ารักษาคนป่ วย ดว้ ยการเป่ าคาถาเสก
น้ามนตแ์ ละการใชส้ มุนไพรพ้ืนบา้ นรักษาไดผ้ ลดีมาก โดยเฉพาะโรคกระดูกและแผลอกั เสบจากตมุ่ ฝีหนอง
ตลอดชีวิต ของหลวงป่ คู รูบาชนั ทะ ท่านไดเ้ มตาไปรักษาคนป่ วยในโรงพยาบาลน่าน เป็นประจาทกุ วนั จนถึง

แก่มรณะภาพ

วดั หัวข่วง

วัดหวั ข่วง ตงั้ อย่บู นถนนมหาพรหม ตาบลในเวียง อาเภอเมอื งนา่ น เป็นวดั ท่มี ีความสาคญั ในเขตหวั แหวน
เมืองน่าตงั้ อยใู่ กลห้ อคา หรือพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาตนิ ่าน มวี หิ าร และเจดีย์ มีลกั ษณะศลิ ปกรรมแบบ
ทอ้ งถ่ินลา้ นนา สกลุ ชา่ งเมืองนา่ นฝีมือประณีตงดงาม วดั นไี้ ม่ปรากฏว่าสรา้ งมาตงั้ แต่สมยั ใด มีเพียง
หลกั ฐานวา่ ไดร้ บั การบรู ณะในราว พ.ศ. 2425โดยเจา้ อนนั ตวรฤทธิเดช เจา้ เมืองนา่ น และตอ่ มาราวปี พ.ศ.
2472 ในสมยั เจา้ มหาพรหมสรุ ธาดา เจา้ ผคู้ รองนา่ น องคส์ ดุ ทา้ ย ซง่ึ ต่อมาเม่อื เดอื นกรกฎาคม พ.ศ.2533
กรมศิลปากรไดส้ ง่ เจา้ หนา้ ท่ีมาบรู ณะเจดยี ว์ ดั หวั ข่วงและไดป้ ระกาศเป็นโบราณสถานของชาติวหิ าร
ปัจจบุ นั เป็นอาคารทรงจ่วั เด่นท่หี นา้ บนั ประดบั ลวดลายไมจ้ าหลกั รูปพรรณพฤกษา อย่างประณีต และ
สวยงาม ซุม้ ประตหู นา้ ตา่ ง ประดบั ลายปนู ป้ันรูปใบผกั กาด อนั เป็นศลิ ปะแบบตะวนั ตก เป็นวิหารผมี อื
ช่างเมืองนา่ น ท่มี ีเอกลกั ษณ์ เป็นของตนเอง นอกจากนใี้ นวดั ยงั มหี อไตรเก่าลกั ษณะนา่ ชม คลา้ ยวิหารแต่
มขี นาดเล็กและทรงสงู หนา้ บนั และฝาชนั้ บน ประดบั ลายแกะสลกั สวยงาม ตงั้ อย่ใู กลอ้ งคเ์ จดีย์

เจดียว์ ดั หวั ข่วง
ลกั ษณะเป็นเจดยี ท์ รงประสาท หรือเรือนทอง อิทธิพล ศลิ ปะลา้ นนา ฐานลา่ งทาเป็นหนา้ กระดานสีเ่ หลี่ยม
รบั ฐานบวั ลกู แกว้ 2 ชนั้ มชี นั้ หนา้ กระดานค่นั กลาง ฐานบวั ลกู แกว้ ชนั้ บน ย่อเก็จรบั กบั เรอื นธาต ไปจรดชนั้
บวั ถลาใตอ้ งคร์ ะฆงั สว่ นเรือนธาตมุ ีซมุ้ จรนมั ดา้ นละซุม้ ประดิษฐานพระพทุ ธรูปปางมารวิชยั สารดิ ท่มี มุ
ผนงั ทงั้ สองขา้ ง ปั้นเป็นรูปแทวดาทรงเครื่องยนื พนมมอื เหนือชนั้ อสั ดงตอนสดุ เรือนธาตุ เป็นชนั้ บวั ถลาซอ้ น
กนั 3 ชนั้ องคร์ ะฆงั มขี นาดเล็กไมม่ บี ลั ลงั ก์ ลกั ษณะของรูปทรง โดยสว่ นรวมคลา้ ยกบั เจดียว์ ดั โลกโมลี
อาเภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม่ ซ่งึ สรา้ งขนึ้ ระหวา่ ง รชั กาลพระเมืองเกษเกลา้ รวม พ.ศ. 2071 แตส่ วนฐาน
ลา่ ง และชนั้ บวั ถลาของเจดียน์ ยี้ ดึ สงู ขึน้ ทาใหม้ ลี กั ษณะเรียวสงู กวา่ แสดงถึง พฒั นาการ ทรงรูปแบบท่ีชา่ ง
เมืองนา่ น ดดั แปลงนามาใชใ้ นระยะหลงั ซ่งึ คงมอี ายไุ มเ่ กา่ ไปกว่า ครง่ึ แรกของพทุ ธศตวรรณท่ี 22

หอไตรวดั หัวข่วง หอไตร
เป็นอาคารทรงสเี่ หล่ยี มจตรุ มขุ ใตถ้ ุนก่อทบึ และธรรมาสนท์ รงส่เี หลีย่ มยอดเป็นรูปนา้ เตา้ สลกั ลายลงรกั ปิด
ทองประดบั กระจกเป็นสถานท่เี ก็บ พระไตรปิฏก และคาภีรโ์ บราณ ท่มี ีอายหุ ลายปี ตงั้ แตส่ มยั ก่อสรา้ งวดั

โฮงเจ้าฟองคา

โฮงเจ้ำฟองคำ ต้งั อยทู่ ี่ถนน สุมนเทวราช ซอย 2 อาเภอเมืองน่าน จงั หวดั น่าน สร้างจากไมส้ ักหลงั ใหญ่
สไตลล์ า้ นนา บา้ นเก่าอายเุ กือบ200ปี โฮงเจา้ ฟองคาเป็นบา้ นของเจา้ ฟองคา เช้ือสายของเจา้ อนนั ตวรฤทธิ
เดชเจา้ ผคู้ รองนครองคท์ ี่ 62 คาวา่ “ โฮง ” เป็นคาพ้ืนเมืองลา้ นนา หมายถึง คุม้ หรือที่อยอู่ าศยั ของเจา้ นาย
ลา้ นนาไท โฮงเจา้ ฟองคาเป็นบา้ นไมส้ ักยกใตถ้ นุ สูง รูปแบบลา้ นนาโบราณ หลงั คาทรงจว่ั มงุ ดว้ ยกระเบ้ือง
ดินขอ ประกอบดว้ ยเรือน 4 หลงั แบง่ เป็นห้องตา่ งๆ ท้งั นอน หอ้ งรับแขก หอ้ งครัว ท้งั หมดเชื่อมต่อกนั ดว้ ย
นอกชานและทางเดิน บนั ไดทางข้ึนบา้ นอยดู่ า้ นหนา้ มีหลงั คาคลมุ สาหรับไมส้ กั ท่ีใชส้ ร้างบา้ นน้นั ใชว้ ธิ ีการ
ผา่ และซอ้ มถากดว้ ยขวานและมีด การประกอบตวั บา้ นจึงไม่ไดใ้ ชต้ ะปู แตจ่ ะใชว้ ธิ ีเจาะไมแ้ ละเขา้ ไมโ้ ดยใช้
สลกั ไม้ บริเวณหนา้ บา้ นมีบ่อน้า โดยรอบบา้ นร่มร่ืนดว้ ยตน้ ไมน้ านาชนิด

ประวตั ิโฮงเจ้ำฟองคำ
ต้งั อยใู่ นพ้นื ที่ซ่ึงแต่เดิม คือ คุม้ ของเจา้ ศรีตมุ มา (หลานเจา้ มหาวงศเ์ จา้ ผคู้ รองนครน่านองคท์ ี่ 6) และอยตู่ ิด
กบั คุม้ แกว้ ซ่ึงเป็นท่ีพานกั ของเจา้ ผคู้ รองนครน่านในเวียงเหนือ เม่ือเจา้ อนนั ตวรฤทธิเดชฯ (เจา้ ผคู้ รองนคร
น่าน องคท์ ี่ 12) ยา้ ยกลบั มายงั เมืองน่านปัจจุบนั คมุ้ แกว้ จึงถกู ทิ้งร้างไป หลงั จากน้นั เจา้ บญุ ยนื (ธิดาคน
สุดทา้ ยของเจา้ ศรีตุมมากบั เจา้ มะโน (หลานของเจา้ อนนั ตวรฤทธิเดชฯ) ไดย้ า้ ยตวั โฮงลงมาสร้างในพ้นื ท่ีคมุ้
ของเจา้ ศรีตุมมา หลงั จากน้นั บา้ นหลงั น้ีไดต้ กทอดมายงั เจา้ ฟองคา (ธิดาของเจา้ บุญยนื กบั เจา้ อินตะ๊ ) นางวสิ ิฐ
ศรี (ธิดาคนสุดทอ้ งของเจา้ ฟองคา) และนายมณฑล คงกระจ่าง ตามลาดบั ตวั โฮงน้ี เม่ือยา้ ยมาจากคมุ้ แกว้
หลงั คามงุ ดว้ ยแป้นเกลด็ (หรือไมเ้ กลด็ ) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ไดม้ ีการร้ือและสร้างข้นึ ใหม่ โดยใช้
กระเบ้ืองดินขอแทนแป้นเกลด็ และใชว้ สั ดุเดิมเป็นส่วนใหญ่ แตเ่ ดิมน้นั ไมท้ ี่ถูกนามาเป็นวสั ดุสร้างตวั บา้ น
น้นั เป็นไมส้ กั ที่ทาการผา่ และซอ้ มถากดว้ ยขวานและมีด เพราะในสมยั น้นั ยงั ไม่มีเล่ือยขนาดใหญ่ ดงั น้นั การ
ประกอบตวั เรือนจึงไมไ่ ดใ้ ชต้ ะปู แตจ่ ะใชว้ ธิ ีเจาะไมแ้ ละเขา้ ไม้ โดยใชส้ ลกั ไม้ ซ่ึงจะสามารถมองเห็น
ร่องรอยที่มีเหลืออยใู่ นส่วนต่าง ๆ ของตวั บา้ น

พ้ืนที่ช้นั บนเป็นท่ีพกั อาศยั และพิพธิ ภณั ฑท์ อ้ งถ่ินจดั แสดงวิถีชีวิตในอดีตและของโบราณท่ีมีคุณค่า เช่น
เครื่องเงิน และผา้ ทอ เป็นตน้ โฮงเจา้ ฟองคาเป็นตวั อยา่ งของการอนุรักษบ์ า้ นไมเ้ ก่าดว้ ยการปรับเปล่ียนการ
ใชส้ อยใหเ้ หมาะสมกบั สภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบนั อีกท้งั เป็นท้งั พพิ ิธภณั ฑท์ อ้ งถิ่นท่ีมีชีวิตซ่ึงมี
ส่วนช่วยรักษามรดกวฒั นธรรมของชาวน่านโดยเฉพาะการทอผา้ พ้ืนเมืองไวไ้ ดอ้ ยา่ งน่าช่ืนชม จนไดร้ ับ
รางวลั อาคารอนุรักษส์ ถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทบา้ นพกั อาศยั (คมุ้ เจา้ ) ประจาปี 2555 จากสมาคมสถาปนิค
สยาม

หอศิลป์ ริมน่ำน

หอศิลป์ ริมน่ำน เป็นหอแสดงงานศิลปะขนาดใหญบ่ นพ้ืนท่ีกวา่ 13 ไร่ ต้งั อยรู่ ิมแมน่ ้าน่าน เป็นแหล่งรวม
ศิลปะและวฒั นธรรมของจงั หวดั น่าน ก่อต้งั และดาเนินการโดยศิลปิ นชาวน่าน วินยั ปราบริปู ศิลปิ นชาว
น่านช่ือดงั ท่ีรักใน ศิลปะที่ตอ้ งการสร้างหอศิลป์ เพื่อรวบรวมงานศิลปะจากมนั สมองของศิลปิ นไทยร่วมสมยั
ที่มีผลงานการสร้างสรรคแ์ ละมีเอกลกั ษณ์โดดเด่นเป็นที่ยอมรับโดยทวั่ ไป อีกท้งั ยงั มีการแสดงผลงาน
จิตรกรรมและประติมากรรมของคณุ วนิ ยั ในรูปแบบก่ึงนิทรรศการถาวรใหไ้ ดช้ มเกือบตลอดปี ข้นึ ในสภาพ
ภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติ เพอ่ื ใหค้ นที่มาเสพศิลปะน้นั ไดค้ วามรู้สึกสบายใจและพกั ผอ่ นไปดว้ ยภายใน
พ้ืนท่ีหอศิลป์ มีอาคาร 2 หลงั หลงั แรกเป็นอาคาร 2 ช้นั อาคารหลงั แรกเป็นอาคารขนาดใหญ่ภายในจดั

แสดงภาพวาด และงานศิลปะตา่ งๆ ที่จะหมนุ เวยี นผลดั เปล่ียนกนั ไปตามวาระตา่ งๆ ภาพท่ีจดั แสดง
ส่วนมากมกั จะจดั แสดงเพยี งเพอ่ื ใหผ้ ชู้ มไดเ้ ขา้ ถึงศิลปะ เหมือนไดไ้ ปพบปะเพอ่ื นใหมท่ ่ีช่ือศิลปะ ใหม้ ากข้ึน
ส่วนอีกอาคารหน่ึงท่ีต้งั อย่รู ิมแมน่ ้าน่าน เป็นอาคารช่ือ เฮือนหนานบวั ผนั เป็นท่ีจดั แสดงนิทรรศการถาวร
ภาพถ่ายจิตรกรรมฝาผนงั ฝีมือของหนานบวั ผนั ศิลปิ นผเู้ ขียนภาพจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทร์ วดั หนองบวั

รวมถึงภาพจากวดั ต่างๆ ที่สาคญั ในเมืองน่าน ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ช่างจิตรกรรมฝาผนงั เมืองน่านเฮือนศรี
นวล ร้านกาแฟและสถานที่จดั จาหน่ายสินคา้ ที่ระลึก งานฝีมือพ้ืนเมือง รวมไปถึงของตกแต่งบา้ นที่น่าสนใจ

นกั ทอ่ งเท่ียวสามารถเดินชม และเลือกซ้ือสินคา้ กลบั ไปเป็นของฝากได้ สามารถนง่ั พกั ผอ่ น จิบเครื่องด่ืม
พร้อมชมทิวทศั นข์ องแม่น้าน่าน และชมงานศิลปะและขา้ วของเครื่องใชโ้ บราณตา่ งๆ ท่ีจดั แสดงอยภู่ ายใน

ดอยเสมอดำว อทุ ยำนแห่งชำติศรีน่ำน

อทุ ยำนแห่งชำติศรีน่ำน มีพ้ืนที่ประมาณ 583,750 ไร่ หรือ 934 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพ้นื ท่ีอาเภอเวยี ง
สา อาเภอนานอ้ ย และอาเภอนาหม่ืน เทือกเขาสลบั ซบั ซอ้ นท่ีวางตวั ในแนวเหนือ-ใต้ ขนานกนั ท้งั ทางทิศ
ตะวนั ตก และตะวนั ออกแบง่ พ้นื ท่ีออกเป็น ฝ่ังตะวนั ตกและฝ่ังตะวนั ออก สองฝ่ังแมน่ ้าเป็นป่ าเบญจพรรณ
และป่ าเตง็ รังใน เขตเทือกเขาประกอบดว้ ยป่ าดิบเขา ป่ าดิบแลง้ ป่ าสนเขา พบสตั วป์ ่ าหายากหลายชนิด เช่น
นกยงู ซ่ึงมี อยหู่ ลายฝงู เสือดาว เสือดา หมี กวาง หมาป่ า และหมาในมีสัตวป์ ่ าหลายชนิดที่สาคญั คือ ชา้ งป่ า
ววั แดง และกระทิง ซ่ึงจะอพยพไปมาระหวา่ งเขตติดต่อประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน

ลาว1. ดอยเสมอดำวและผำหัวสิงห์
ดอยเสมอดาว

เป็นพ้นื ที่ท่ีมีลานกวา้ งโคง้ ไปตามสันเขาเหมาะสาหรับการพกั ผอ่ นชมพระอาทิตยข์ ้ึนและพระอาทิตยต์ กใน
เวลาเดียวกนั และยงั สามารถ ชมทะเลหมอกในยามเชา้ ชมดาวและแสงไฟจากตวั อาเภอนานอ้ ยในยามค้าคืน

ไดอ้ ยา่ งสวยงาม
ผาหวั สิงห์

เป็นหนา้ ผามีรูปร่างหมือนสิโตนอนหมอบหนั หนา้ ไปทางทิศตะวนั ออกสามารถมองเห็นทิวทศั น์ ได้ 360
องศา ทิศเหนือมอง เห็นตวั อาเภอเวียงสา ทิศใตม้ องเห็นทิวเขาเป็นแนวยาว ทิศตะวนั ออกมองเห็นผาชู้
แมน่ ้าน่าน ทิศตะวนั ตกมองเห็นตวั อาเภอนานอ้ ย เกือบท้งั หมด และเป็นจุดชมพระอาทิตยต์ กที่สวยงามอีก

จุดหน่ึง มีเส้นทาง เดินสารวจธรรมชาติให้ผรู้ ักการปี นป่ ายและการผจญภยั ได2้ .ผำชู้
มีลกั ษณะเป็นผาหินขนาดใหญต่ ้งั ตระหงา่ นกลางขนุ เขาเขียวขจีหลายแสนไร่ บริเวณเชิงผาชูเ้ ป็นท่ีต้งั ท่ีทา
การ อุทยานฯ ในฤดูหนาว สามารถมอง เห็นทะเลหมอกไดจ้ ากยอดผาชู้ และเม่ือหมอกจางลง จะมองเห็นลา
น้าน่าน ทอดตวั คดเค้ียวอยทู่ ี่ปลายผืนป่ าผาชูเ้ ป็นสถานที่ ต้งั เสาธงที่ยาวท่ีสุด ในประเทศไทย ตอ้ งร้องเพลง
ชาติ 12 จบกวา่ จะเชิญธงชาติข้นึ สู่ ยอดเขา ซ่ึงสายเสาธงมีความยาวกวา่ 200 เมตร จากพ้นื ถึงยอดผาชูเ้ ป็นจุด
ชมพระอาทิตย์ ข้นึ ระยะทางประมาณ 2 ก.ม.ช่วงใกลข้ ้นึ ถึงยอดจะเป็นหินแหลมคมจึงตอ้ ง เตรียมรองเทา้ ให้
กระชบั ไปดว้ ยเพอื่ ความสะดวกในการปี นป่ าใชเ้ วลาใน การเดินไป-กลบั ประมาณ 1 ชวั่ โมง ผทู้ ่ีประสงค์ จะ

เดินข้นึ ยอดผาชูต้ อ้ งติดต่อเจา้ หนา้ ที่นาทางที่อุทยานฯ

ตำนำนผำชู้
กล่าววา่ เจา้ เอ้ืองผ้งึ ซ่ึงเป็นคู่รักกบั เจา้ จนั ทนผ์ า จาใจตอ้ งแต่งงานกบั เจา้ จ๋วง เจา้ เอ้ืองผ้ึงเสียใจท่ีไมไ่ ดแ้ ต่งงาน
กบั คนท่ีตวั เองรักจึงตดั สินใจ ฆ่าตวั ตาย ดว้ ยการกระโดดจากหนา้ ผา เจา้ จนั ทนผ์ าตามมาพบวา่ เจา้ เอ้ืองผ้งึ
ไดก้ ระโดด หนา้ ผาไป้แลว้ จึงกระโดดหนา้ ผาฆา่ ตวั ตายตาม คนรักตกไปอยใู่ กลก้ นั และ เจา้ จ๋วงไดเ้ ห็นหญิงที่
ตนรักกระโดด หนา้ ผาไป จึงรู้สึก เสียใจและตดั สินใจ กระโดดหนา้ ผาตามลงไปดว้ ย แตก่ ระเด็นห่างออกไป
ดว้ ยความรักแท้ ระหวา่ ง เจา้ เอ้ืองผ้งึ และเจา้ จนั ทนผ์ า ในชาติต่อมาเจา้ เอ้ืองผ้งึ จึงเกิดเป็นดอกกลว้ ยไมเ้ กาะ

อยู่ ใตต้ น้ จนั ทน์ผา และเจา้ จ๋วงก็เกิดเป็นตน้ สนณ จุดที่ตกไปน้นั เอง ( “จ๋วง” เป็นภาษาเหนือแปลวา่ ตน้ สน
“เอ้ืองผ้งึ ” แปลวา่ กลว้ ยไม)้ หนา้ ผาแห่งน้ีจึงไดช้ ่ือวา่ “ผาชู”้ นบั แตบ่ ดั น้นั เป็นตน้ มา

เสำดนิ นำน้อย คอกเสือ

เสำดินนำน้อย และคอกเสือ ต้งั อยทู่ ี่ตาบลเชียงของ ทางดา้ นทิศตะวนั ตกของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีระยะ
ทางห่างจากท่ีทาการอทุ ยานแห่งชาติ ประมาณ 24 กิโลเมตร ท้งั สองแห่งต้งั อยไู่ ม่ไกลกนั เป็นปรากฎการณ์
ธรรมชาติท่ีสวยงามท่ีเกิดจากการทบั ถมของดินและเกิดน้ากดั เซาะจนกลายเป็นริ้วรายที่แปลกตาเสาดินนา
นอ้ ยมีลกั ษณะเป็นหุบผาและแทง่ ดินผสมหินลูกรังสีแดงปนสม้ รูปทรงตา่ ง ๆ กนั ไป บา้ งเป็นแท่งแหลม
บา้ งเป็นแทง่ มนกลม แลว้ แต่จะจินตนาการใหเ้ ป็นรูปอะไร กระจายอยใู่ นพ้ืนท่ีประมาณ 20 ไร่คลา้ ยกบั แพะ
เมืองผีที่ จ. แพร่ โดยมีป่ าเตง็ รังข้ึนอยกู่ ระจดั กระจาย สันนิษฐานวา่ เสาดินนานอ้ ยมี อายปุ ระมาณ 30,000-
10,000 ปี และเคยเป็นกน้ ทะเลมาก่อน นอกจากน้ียงั คน้ พบกาไลหินและขวานโบราณท่ีน่ี (ปัจจุบนั เก็บรักษา
อยทู่ ่ีพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติน่าน) แสดงใหเ้ ห็นวา่ บริเวณน้ีอาจเคยเป็น แหลง่ อาศยั ของ มนุษยย์ คุ หินเก่า
จากเสาดินนานอ้ ยประมาณ 300 ม. จะพบกบั คอกเสือ ซ่ึงมีลกั ษณะเป็นแอง่ ลึกจากเนินดินดา้ นบนประมาณ
10 ม.มีทางลงไปชมปฎิมากรรมดินท่ีอยดู่ า้ นล่าง เม่ือลงไปจะพบวา่ บริเวณรอบ ๆ มีลกั ษณะเป็นหุบผาเป็น
ฉากม่านขนาดใหญม่ ีริ้วลายเป็นร่องยาว รวมถึงมีแทง่ ดินรูปร่างตา่ งๆ กระจดั กระจายอยภู่ ายในเหมือนกบั ที่
เสาดินนานอ้ ย ในสมยั ก่อนชาวบา้ นเลา่ วา่ บริเวณน้ีมีเสืออาศยั อยเู่ ป็นจานวนมาก และจะมาขโมยเอาววั
ควาย และหมขู องชาวบา้ นท่ีเล้ียงไวก้ ินเป็นอาหาร ชาวบา้ นจึงรวมกาลงั ไลต่ อ้ นเสือให้ตกลงไปในบอ่ ดิน
ดงั กลา่ ว แลว้ ใชก้ อ้ นหินและไมแ้ หลมขวา้ งและทิ่มแทงเสือจนตาย เขาจึงเรียกบริเวณน้ีวา่ “คอกเสือ”แมว้ า่ จะ
มีพ้นื ที่นอ้ ยกวา่ ประมาณ 10 ไร่ แตก่ ม็ ีความงดงามเฉพาะตวั แตกต่างไปจากที่เสาดินนานอ้ ย จึงไม่ควรพลาด

ชมท้งั สองแห่ง

วดั ภูเกต็

วัดภูเกต็ ต้งั อยใู่ น ตาบลวรนคร อาเภอปัว จงั หวดั น่าน เห็นชื่อแลว้ อาจจะแปลกใจกนั เลก็ นอ้ ยวา่ ชื่อวดั
น่าจะอยใู่ นจงั หวดั ภูเก็ต มากกวา่ ท่ีจะอยใู่ น จงั หวดั น่าน ซ่ึงตามจริงแลว้ วดั ภเู ก็ต ต้งั ชื่อตามหม่บู า้ นที่ช่ือวา่
หมูบา้ นเกต็ แต่ดว้ ยวดั ต้งั อย่บู นเนินเขา ซ่ึงทางเหนือ เรียกวา่ "ดอย" หรือ "ภ"ู จึงต้งั ช่ือวา่ "วดั ภูเก็ต" หมายถึง
วดั บา้ นเก็ตท่ีอยบู่ นภู หรือ ดอย วดั ภเู ก็ต ถือวา่ เป็นวดั ท่ีมีภมู ิทศั นแ์ ละววิ ท่ีสวยงาม โดยจุดเด่นของวดั คอื มี
ระเบียงชมวิวดา้ นหลงั วดั ติด กบั ท่งุ นาท่ีกวา้ ง ไกลพร้อมดว้ ยฉากหลงั เป็นภเู ขาวนอุทยานดอยภคู า ในยาม
เชา้ วดั ภูเกต็ เป็ นจุดชมวิวพระอาทิตยข์ ้ึนท่ีงดงามอีกแห่งหน่ึง ดา้ นลา่ งวดั มี แม่น้าไหลผา่ น ซ่ึงเป็นน้าซบั ซึม
มาจากใตด้ ินไหลรินรวมกนั เป็นลาธารใหฝ้ งู ปลาและสัตวน์ ้าอยอู่ าศยั ทางวดั ไดจ้ ดั ใหเ้ ป็นเขตอภยั ทานให้
นกั ท่องเท่ียว สามารถใหอ้ าหารจากลานขา้ งบน ผา่ นทอ่ ไหลลงไปใหก้ บั ฝงู ปลาได้ และสามารถมองเห็นฝงู
ปลาที่อยดู่ า้ นลา่ งไดอ้ ยา่ งชดั เจน มีอุโบสถทรงลา้ นนาประยกุ ต์ จิตรกรรม ฝาผนงั สามมิติ เป็นที่ประดิษฐาน
"หลวงพอ่ แสนปัว หรือ หลวงพอ่ พุทธเมตตา" ท่ีศกั ด์ิสิทธ์ิ หนั พระพกั ตร์ไปทางทิศตะวนั ออกนอกจากน้ี
ภายในวดั ยงั มี เทมเพลิ สเตย์ ชื่อวา่ ภเู ก็ต สนธยา เทมเพิลสเตย์ หรือเรียกใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยๆคือเป็นลกั ษณะของ
โรงแรมธรรมะ เป็นอาคารท่ีพกั สาหรับผทู้ ี่มาปฎิบตั ิธรรมหรือนกั นกั ท่องเที่ยวที่สนใจ อาคารซ่ึงต้งั อยตู่ รง
จุดชมววิ สามารถเห็นวิวทงุ่ นาเขยี วขจีไดจ้ ากหอ้ งพกั โดยสร้างเป็นอาคารขนาด 4 ช้นั มี 8 หอ้ งนอน โดยใน
ช้นั ท่ี 4 จะเป็นหอ้ งปฏิบตั ิธรรม และที่น่าสนใจคอื ตวั โรงแรมจะสร้างอยใู่ ตโ้ บสถข์ องวดั ภูเก็ต เนื่องจากวดั
ภเู กต็ สร้างอยบู่ นเนินเขา และมีการสร้างโรงแรมข้นึ บริเวณเชิงเขาดา้ นล่าง ของโบสถ์ ทาใหบ้ ริเวณลาน
โบสถก์ ลายเป็นดาดฟ้าของโรงแรม และการที่เรียกวา่ โรงแรมธรรมะ เพราะมี การจดั ห้องพกั ในลกั ษณะ
เดียวกบั โรงแรม ซ่ึงผทู้ ี่เขา้ มาพกั จะไดม้ ีโอกาสปฏิบตั ิธรรมร่วมกบั ทางวดั รวมท้งั จะไดศ้ ึกษาวิถีชีวิตของ
พระ เณรภายในวดั ไดท้ าบุญ ตกั บาตร ที่สาคญั ท่ีโรงแรมแห่งน้ีจะไมม่ ีการจาหน่ายเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์
อยา่ งเด็ดขาด โรงแรมธรรมะของวดั ภูเก็ตถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซ่ึงไม่ใช่การเปิ ดศาลาวดั ใหค้ นเขา้

ไปนอนแลว้ มาต้งั ชื่อวา่ เป็นโรงแรม แต่ที่วดั ภูเก็ตมีการสร้างอาคารและห้องพกั ท่ีมีลกั ษณะเหมือนกบั
โรงแรมทว่ั ไป ประมาณโรงแรมระดบั 3 ดาว เพียงแต่ผทู้ ี่จะเขา้ มาพกั หากมาเพอ่ื ปฏิบตั ิธรรมไม่ตอ้ งเสียค่าท่ี
พกั ซ่ึงแนวทางน้ีวดั ตา่ งๆสามารถนาไปพฒั นาต่อไดเ้ พราะถือ วา่ เป็นอีกแนวทางหน่ึงท่ีจะช่วยใหค้ นเขา้ วดั
เพ่ือปฏิบตั ิธรรมมากข้นึ ท้งั ยงั ช่วยใหผ้ ทู้ ่ีเขา้ พกั ไดม้ ีโอกาสศึกษาวิถีชีวิต องผคู้ นท่ีพกั อาศยั อยรู่ อบวดั ดว้ ย

ดอยสกำด

ดอยสกำด ต้งั อยใู่ นอาเภอปัว จงั หวดั น่าน บนเทือกเขาดอยภคู า ห่างจากตวั เมืองปัวประมาณ 22 กม. ใชเ้ วลา
เดินทางคร่ึงชวั่ โมง ผา่ นเส้นทางของถนนที่โคง้ ไปมามีชนั บา้ งในช่วงสุดทา้ ย ถนนข้ึนดอยเป็นถนนลาดยาง
ตลอดท้งั เส้น รถทกุ ชนิดสามารถสญั จรได้ ถา้ ขบั ข้นึ ดอยเขา้ โคง้ ไดก้ ไ็ ม่ยากเกินไปท่ีจะมาถึงดอยแห่งน้ี เม่ือ
เขา้ สู่ดอยสกาดจะเห็นบา้ นเรือนของชาวบา้ นปลูกแทรกตามไหลเ่ ขา บางหลงั มีตน้ ชาหรือเมี่ยงปลกู อยใู่ น
บริเวณบา้ นดว้ ย พนั ธุ์ท่ีนิยมปลูกบนดอยสกาด คือ ชาอสั สัมซ่ึงมีปลกู ท้งั แบบเพาะเมลด็ พนั ธุ์เอง และข้นึ เอง
ตามธรรมชาติ จึงทาใหการปลูกชาไม่เป็นแถวแตล่ กั ษณะการปลกู เป็นการปลกู ใตร้ ่มเงาของไมใ้ หญห่ รือไม้
ร่มเงาดอยสกาด มีที่พกั แบบโฮมสเตยป์ ระมาณ 3 แห่ง แตท่ ี่พกั ท่ีเรียกไดว้ า่ เปิ ดตวั ดอยสกาดใหเ้ ป็นท่ีรู้จกั
ของนกั ทอ่ งเที่ยว คือ สกาดดีโฮมสเตย์ ท่ีพกั แบบบา้ นไมเ้ รียบงา่ ยท่ีต้งั อยบู่ นท่ีสูงสามารถมองเห็นวิวของ
เทือกเขาดอยภคู าไดแ้ บบพาโนรามาจากระเบียงหนา้ บา้ น นอกจากเปิ ดเป็นที่พกั แลว้ ยงั เปิ ดใหน้ กั ท่องเท่ียว
ไดแ้ วะเวยี นเขา้ มาเยย่ี มชม จิบชา ดริฟกาแฟ ชมวิวถ่ายภาพสวยๆ ไดต้ ลอดท้งั วนั ถึงแมไ้ มไ่ ดม้ าพกั ก็แวะมา
จิบบรรยากาศไดช้ ุดชา กาแฟ ที่ยกมาเสริฟ์ สาหรับแขกที่มาเขา้ พกั จะใหบ้ ริการโดยไม่มีคา่ ใชจ้ ่าย แตถ่ า้ เป็น
นกั ทอ่ งเที่ยวท่ีแวะมาเยย่ี มเยอื นจะคิดราคาชุดละ 150 บาท มีชากาแฟประมาณ 3 แบบใหล้ องดื่มพร้มค๊กุ ก้ี
รสชาติดี ชาของดอยสกาด ผลิตจากใบเม่ียงท่ีจดั อยใู่ นกลุ่มของชาอสั สัม ใชว้ ิธีการปลูกแบบออแกนิค บนท่ี

ราบสูง ผสมพชื สมุนไพรทอ้ งถ่ินใหส้ ีชมพู และสีส้ม เพม่ิ ความหวานจากธรรมชาติโดยใชห้ ญา้ หวาน
นุ่มนวล ใหร้ สชาติอมหวานนิดๆ ทาใหม้ ีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั มีความหอมของสมนุ ไพรรสชาติ จิบแลว้ สด

ช่ืน ชุ่มคอ ใครถกู ใจกซ็ ้ือกลบั บา้ นได้ ในส่วนของกาแฟน้นั รสชาติจะไมข่ มจนเกินไป ชยั ยนิ ด์ิ อธิบาย
วา่ กาแฟของแทจ้ ะไมม่ ีรสขมมาก แต่กาแฟขมน้นั อยทู่ ่ีข้นั ตอนการคว่ั ซ่ึงจะมีวธิ ีการจะแตกตา่ งกนั ไปตามแต่
ละท่ี ถา้ อยากใหข้ มหรือเขม้ มากก็คว่ั นานจนไหม้ ถา้ เขม้ นอ้ ยก็ควั่ แป๊ บเดียว หลายคนมีความเช่ือวา่ กาแฟที่ดี

ตอ้ งขม พอขมกท็ านกนั ไมไ่ ดต้ อ้ งมีการเติมนม คอฟฟ่ี แมท น้าตาล ซ่ึงทาใหไ้ มไ่ ดล้ ิ้มรสชาติของกาแฟที่
แทจ้ ริง ถา้ เป็นคอกาแฟจะสังเกตวา่ เขาจะนิยมดื่มกาแฟดริปแบบที่ไม่ผสมอะไรเลย เราลองจิบกาแฟดริ
ปดอยงสกาดดี มีท้งั แบบคว่ั เขม้ และแบบออ่ น คาแรกที่ด่ืมเขา้ ไป คอื รสชาติจะไม่เขม้ มากออกเปร้ียวนิดๆ
หากใครลองชิมเมลด็ กาแฟจากตน้ จะรู้วา่ เมลด็ กาแฟที่แทจ้ ริงจะมีรสชาติหวานแบบผลไม้ ปกติเราไมด่ ื่ม
กาแฟเพราะไมช่ อบรสขมและกล่ินเขม้ แต่พอไดท้ านกาแฟบนดอยสกาดความรู้สึกท่ีทีตอ่ กาแฟดีข้ึนกวา่ เดิม

มาก มีความละมนุ ไดก้ ลิ่นกาแฟเบาๆ รสชาติเหมือนจิบน้าผลไม้

บ้ำนสะปัน

บ้ำนสะปัน ต้งั อยใู่ นอาเภอบ่อเกลือ จงั หวดั น่าน ห่างจากบ่อเกลือภูเขาประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นชุมชน
เลก็ ๆ แสนสงบ ที่ต้งั อยทู่ า่ มกลางธรรมชาติของขนุ เขา มีลาธารไหลผา่ น และในช่วงหนา้ ฝนฤดูทานา ยงั
สามารถชมวิวทิวทศั น์ของนาขา้ วเขยี วขจีไดอ้ ีกดว้ ย เรียกไดว้ า่ หากแวะมาเท่ียวบ่อเกลือภูเขาขบั รถเลยไปอีก

เพยี งไมก่ ่ีนาทีก็จะถึงหมู่บา้ นสะปัน เหมาะสาหรับมาพกั ผอ่ น ปล่อยชีวิตใหเ้ ดินไปอยา่ งชา้ ๆ

ภำคผนวก

https://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%
88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%

E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99

https://sites.google.com/site/sirinyaroonjai/nan-phu-pheiyng/phelng-praca-
canghwad-nan


Click to View FlipBook Version