7 การวดั และประเมินผลอาชีวศกึ ษา 1
2 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
หลกั เกณฑ์และแนวปฏบิ ัตกิ ารจดั การอาชวี ศกึ ษา
ระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชพี
และระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพชนั้ สูง
7
การวัดและประเมินผลอาชวี ศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 3
หลกั เกณฑ์และแนวปฏบิ ัติการจัดการอาชีวศึกษา
ระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สูง
เร่อื งที่ 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ลขิ สทิ ธิ์ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวชิ าชพี
สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ
คณะที่ปรกึ ษา : ดร. ประชาคม จันทรชติ รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
นางสาววลั ลภา อยู่ทอง ผชู้ ำนาญการดา้ นการจดั การเรยี นการสอน
อาชวี ศกึ ษาและกระบวนการเรียนรู้
เรอื อากาศโทสมพร ปานดำ ผอู้ ำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชวี ศกึ ษา
และวิชาชีพ
ดร. ผ่องพรรณ จรสั จนิ ดารตั น์ หัวหนา้ หน่วยศกึ ษานเิ ทศก์
คณะทำงาน : นายพนมพร แฉล้มเขตต์ ผูท้ รงคุณวฒุ ิ
นางอโนทยา เรอื งศรี ศนู ย์สง่ เสริมและพัฒนาอาชวี ศกึ ษา
ภาคตะวนั ออกและกรุงเทพมหานคร
นายโชคอนนั ต์ รกั ษาภกั ดี สำนกั มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวชิ าชพี
นางสาวปณุ รส เชยสขุ จิตต์ สำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวชิ าชพี
บรรณาธิการและรปู เล่ม : อยทู่ อง ผ้ชู ำนาญการด้านการจดั การเรยี นการสอน
นางสาววัลลภา อาชวี ศึกษาและกระบวนการเรียนรู้
นางสาวพรรษชล ทองคยุ่ สำนกั มาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวิชาชพี
นางสาวอารี โอสถจนั ทร์ สำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวิชาชีพ
นายณัฐพงศ์ แดงหล้า สำนักมาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวิชาชพี
นายพศิ าล บญุ มาวาสนาส่ง สำนกั มาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวิชาชีพ
นายธนสาร รจุ ิรา หนว่ ยศึกษานิเทศก์
พิมพท์ ี่ วิทยาลยั เทคนคิ มีนบุรี เลขที่ 57 ถนนสหี บุรานุกจิ แขวงมนี บุรี เขตมนี บรุ ี
กรงุ เทพมหานคร 10510
4 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
คำนำ
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ตั เิ กย่ี วกับการจัดการอาชีวศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชัน้ สูง
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบคุณวุฒิอาชวี ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศ
คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี
พ.ศ. 2562 เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ. 2562 และ
เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ได้
กำหนดเป้าหมายการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับคุณวุฒิ ประเภทวิชาและ
สาขาวิชา มีคุณภาพอย่างน้อย 4 ด้าน คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ ด้าน
ความรู้ ดา้ นทกั ษะและดา้ นความสามารถในการประยกุ ต์ใชแ้ ละความรับผิดชอบ พร้อมทัง้ กำหนดให้การ
พฒั นาหลกั สูตรหรอื ปรับปรุงหลกั สูตร ฐานสมรรถนะ การพฒั นาการจดั การเรียนการสอนและการพฒั นา
คุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาในแต่ละระดับคุณวุฒิ ต้องเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐาน
อาชพี หรือตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน ทง้ั นี้ เพื่อประโยชนต์ อ่ การรับรอง
หลักสูตรและคุณวุฒิการศกึ ษาของผู้สำเร็จการศกึ ษา
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการจัดการอาชีวศึกษา
ทุกระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานที่สาขาวิชาและสาขางานกำหนด
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศกึ ษาและวชิ าชีพ ร่วมกับหน่วย
ศกึ ษานิเทศก์ จงึ ไดจ้ ัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตเิ กี่ยวกับการจดั การอาชีวศึกษาระดบั ประกาศนียบตั ร
วชิ าชพี และระดับประกาศนยี บัตรวิชาชีพชน้ั สูง ในลกั ษณะของชดุ เอกสารและเอกสารออนไลน์ จำนวน
10 เรื่อง ประกอบด้วย การจัดการอาชีวศึกษา การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ การพัฒนาหลักสูตร
เพม่ิ เติมและการขออนุมัตเิ ปิดสอน การนำหลกั สูตรไปใช้ การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพและการ
จัดโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
การจดั การอาชวี ศึกษาระบบทวิภาคี การเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และการประกันคุณภาพของหลักสูตร
และการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สถานศึกษาและหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้องนำไปใช้หรือปรับใช้ในการ
พฒั นาการจัดอาชีวศึกษาเพอื่ ใหผ้ ู้สำเรจ็ การศกึ ษามีคุณภาพตามมาตรฐานท่กี ำหนด
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอขอบคณุ ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานเิ ทศก์ ผ้บู รหิ าร ครู
นกั วิชาการศกึ ษาและผูม้ สี ่วนเก่ยี วข้องในการจดั ทำเอกสารฉบบั น้ี มา ณ โอกาสนี้
สำนักงานคณะการการการอาชวี ศึกษา
กรกฎาคม 2562
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 5
สำรบญั หน้า
ก
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตเิ กย่ี วกับการจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชัน้ สูง 1
2
• คำชี้แจงการนำไปใช้ 3
• แนวคิด 4
• ความรเู้ บ้ืองตน้ เก่ียวกบั การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 5
5
- การวัดผล (Measurement) 7
- การประเมินผล (Evaluation) 7
• ความร้เู บือ้ งตน้ เก่ยี วกับการประเมินตามสภาพจรงิ 7
- หลักของการประเมนิ ตามสภาพจริง 10
- ประโยชนแ์ ละความสำคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจริง 11
- วิธีการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 17
- การวางแผนการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 17
- ลักษณะของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 24
- การออกแบบการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 25
• การประเมนิ สมรรถนะ (Competency Assessment) 26
- สิ่งทตี่ ้องพิจารณาในการประเมินแบบสมรรถนะ 27
- หลกั ฐานของการประเมนิ สมรรถนะงาน 28
• การวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น 28
- การกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Rubric Assessment) 28
- การกำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน (Scoring Rubrics) 34
- ข้นั ตอนการสรา้ งเกณฑก์ ารให้คะแนน 35
- องคป์ ระกอบของเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 35
- การกำหนดลักษณะขององคป์ ระกอบ
• การประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพ
- เครอื่ งมอื ประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพ
- การสรา้ งเครื่องมอื ประเมินดา้ นความรู้ (ภาคทฤษฎี)
6 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
สำรบญั (ตอ่ ) หน้า
38
หลักเกณฑแ์ ละแนวปฏิบตั เิ กยี่ วกับการจดั การอาชีวศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชัน้ สงู 40
40
- การสรา้ งเครอ่ื งมือประเมินดา้ นทักษะ (ภาคปฏิบตั ิ) 41
- กรอบการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี 42
- ข้นั ตอนการดำเนนิ การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 43
- เกณฑ์การผ่านการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ 47
- การรายงานผลการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี
• บรรณานกุ รม
• คำส่ังสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ที่ 430/2562
ลงวันท่ี 14 มนี าคม พ.ศ. 2562
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา 7ก
คำชแ้ี จงกำรนำไปใช้
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบตั เิ กยี่ วกับการจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชนั้ สูง
หลักเกณฑ์และแนวปฏบิ ตั ิเกีย่ วกบั การจดั การอาชวี ศึกษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชีพ และ
ระดับประกาศนียบตั รวิชาชีพชั้นสูง นไ้ี ดเ้ รยี บเรียงขึน้ โดยยดึ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบ
คุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐาน
คุณวุฒิอาชีวศกึ ษาระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ พ.ศ. 2562 และประกาศคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
เรื่อง เกณฑม์ าตรฐานคุณวฒุ อิ าชวี ศึกษาระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชนั้ สูง พ.ศ. 2562 ซ่ึงสอดคล้องกบั
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ กรอบคุณวุฒิแหง่ ชาติ และมาตรฐาน
การศกึ ษาของชาติ นอกจากนี้ ยังได้พจิ ารณานำขอ้ มลู ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การจดั การอาชวี ศึกษาท้ังสองระดับ
ไดแ้ ก่ ระเบยี บ ประกาศ หลกั เกณฑ์ แนวปฏิบตั ิ ฯลฯ มาเรยี บเรียงนำเสนอ เพ่ือเผยแพรแ่ กส่ ถานศึกษา
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจได้ศึกษาและนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการจัดการ
อาชีวศึกษาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยชุดเอกสารและเอกสารออนไลน์นี้
ประกอบด้วย 10 เรอ่ื ง ดงั นี้
เรือ่ งที่ 1 การจัดการอาชีวศกึ ษา
เรื่องที่ 2 การพฒั นาหลักสูตรฐานสมรรถนะ
เรอ่ื งท่ี 3 การพฒั นาหลักสูตรเพ่มิ เติมและการขออนมุ ัติเปดิ สอน
เรอ่ื งท่ี 4 การนำหลกั สตู รไปใช้
เร่อื งท่ี 5 การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพและการจัดโครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ
เรอ่ื งท่ี 6 การจัดกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร
เร่อื งที่ 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
เรอ่ื งที่ 8 การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
เร่ืองที่ 9 การเทียบโอนผลการเรียนรู้
เรอ่ื งที่ 10 การประกนั คณุ ภาพของหลักสตู รและการจัดการเรียนการสอน
เอกสารแต่ละเรื่องจะประกอบดว้ ยแนวคิด นิยามศัพท์ รายละเอียดของเนอ้ื หาสาระและหรือ
แนวปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิอาชวี ศกึ ษาแห่งชาติ บรรณานุกรมและภาคผนวก ซึ่งแนะนำ
แบบฟอร์ม ตวั อยา่ ง และแหลง่ ข้อมูลทีส่ ามารถศึกษารายละเอยี ดเพ่ิมเติม ท้ังน้ี สถานศึกษา หน่วยงาน
หรือผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลหรือเนือ้ หาสาระทกุ เร่ืองตามที่ได้จัดเรียงลำดับเรื่องที่ควรรู้ก่อน-หลัง
หรือจะเลือกศกึ ษาเฉพาะเร่ืองทีส่ นใจก็ได้
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา 1
กำรวดั และประเมนิ ผลอำชวี ศกึ ษำ
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับการจดั การอาชีวศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี และระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
แนวคิด
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ได้กำหนดให้การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรียนทกุ คนมคี วามสามารถเรยี นร้แู ละพฒั นาตนเองได้ และถือวา่ ผูเ้ รียนมีความสำคัญท่ีสุด กระบวนการ
จัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยต้องเน้น
ความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรยี นรูแ้ ละบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดบั
การศึกษา ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความ
ประพฤติ การสงั เกตพฤติกรรมการเรียน การรว่ มกิจกรรมและการทดสอบควบคูไ่ ปในกระบวนการเรียน
การสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดบั และรูปแบบการศึกษา
กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 กำหนดให้การจัดการอาชีวศึกษาทุกระดับ
คุณวุฒิ ประเภทวชิ าและสาขาวิชาต้องเนน้ คณุ ภาพของผูส้ ำเรจ็ การศกึ ษา อย่างน้อย ๔ ด้าน คือ
1. ด้านคุณธรรม จริยธรรมและคณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ หมายถงึ ความเป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชพี เจตคติและกิจนิสัยท่ีดี ภูมิใจและรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทย เคารพ
กฎหมาย เคารพสิทธิของผู้อื่น มีความรบั ผดิ ชอบตามบทบาทหนา้ ทขี่ องตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
อนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข มจี ิตสาธารณะและมจี ิตสานึกรักษส์ ิ่งแวดล้อม
2. ดา้ นความรู้ หมายถงึ ความรู้เก่ยี วกบั ข้อเทจ็ จรงิ หลักการ ทฤษฎี และแนวปฏิบัติต่าง ๆ
ทีเ่ กย่ี วข้องกับสาขาวิชาทเี่ รยี นหรอื ทำงาน โดยเนน้ ความรเู้ ชิงทฤษฎีและหรือขอ้ เท็จจริงเปน็ หลกั
3. ดา้ นทกั ษะ หมายถึง ความสามารถปฏบิ ัตงิ านซึ่งบุคคลนัน้ ควรทำไดเ้ มื่อได้รับมอบหมาย
โดยสามารถเลือกใชว้ ธิ กี ารจดั การและแกป้ ญั หาการทำงานดว้ ยทกั ษะดา้ นกระบวนการคิดทเ่ี ก่ียวข้องกับ
การใช้ตรรกะ ทกั ษะการหยง่ั รูแ้ ละความคิดสรา้ งสรรค์ ทกั ษะการเรยี นร้ตู ลอดชวี ติ หรือทักษะการปฏิบัติ
หรือวธิ ปี ฏิบัติท่มี ีความคล่องแคลว่ และความชำนาญในการปฏบิ ัตติ ามเกณฑ์มาตรฐานคณุ วุฒอิ าชวี ศึกษา
แตล่ ะระดบั
4. ดา้ นความสามารถในการประยกุ ตใ์ ชแ้ ละความรับผดิ ชอบ หมายถงึ ความสามารถของ
บคุ คลทเ่ี กดิ จากกระบวนการเรยี นรู้ การใชค้ วามรู้ ทักษะทางสังคมในการทำงานหรือการศึกษาอบรมเพอ่ื
การพฒั นาวิชาชีพของบคุ คล ซึ่งประกอบไปดว้ ยความสามารถในการสือ่ สาร ภาวะผนู้ ำ ความรบั ผิดชอบ
2 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
และความเปน็ อิสระในการดำเนินการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เชน่ ความสามารถในการตัดสนิ ใจ และความ
รับผดิ ชอบต่อตนเองและผอู้ ่นื
ทั้งนี้ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวา่ ด้วยการจัดการศึกษาและประเมินผลการเรียนตาม
หลกั สตู ร” ได้กำหนดแนวปฏิบัติในการประเมนิ ผล ดงั นี้
1. ให้สถานศึกษามีหน้าที่และรับผิดชอบในการประเมินผลการเรียนรายวิชาที่เรียนและ
ฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา ส่วนรายวิชาที่เรียนและฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ให้สถานศึกษาและ
สถานประกอบการ โดยครูนเิ ทศกแ์ ละครูฝกึ มหี นา้ ท่แี ละรับผดิ ชอบร่วมกนั ในการประเมนิ ผลการเรียน
2. ให้ประเมินผลการเรียนเป็นรายวชิ าตามระบบหน่วยกิต โดยจำนวนหน่วยกิตของแต่ละ
รายวชิ าให้ถอื ตามทีก่ ำหนดไวใ้ นหลักสตู ร
3. ให้ดำเนินการประเมินตามสภาพจริงต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ทั้งด้านความรู้ ความ
สามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งครอบคลุมจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและ
เนื้อหาวิชาจากกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติ งานที่มอบหมายและพฤติกรรมลักษณะนิสัย
เพ่ือเป็นคะแนนระหวา่ งภาค
4. ใหม้ กี ารวัดประเมินผลรายวชิ าปลายภาคเรียน เมอื่ สน้ิ ภาคเรยี น หรอื เมือ่ ส้ินสุดการเรียน
หรือการฝึกปฏิบัติงานในทุกรายวิชา โดยพิจารณาตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและ
เนอื้ หาวิชา โดยใชเ้ คร่อื งมือและวธิ กี ารหลากหลายตามความเหมาะสม
5. ให้ดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพเพอ่ื การสำเร็จการศกึ ษา เมอื่ ผู้เรยี นไดล้ งทะเบียน
รายวิชาครบทุกรายวิชาตามหลักสูตรแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา หรือตามระยะเวลาท่ี
คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพกำหนด ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนกั งาน
คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษากำหนด
6. ให้หน่วยงานต้นสังกัดร่วมกับสถานศึกษา ดำเนินการส่งเสริมคุณภาพและควบคุม
มาตรฐานการจดั การเรยี นการสอน การวัดผลและการประเมินผลการเรียน
ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกบั การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
“การวดั และประเมินผล” เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการควบคูก่ บั การจดั การเรยี นการ
สอน เพ่อื ตรวจสอบวา่ ผู้เรยี นมคี วามรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ และใช้ในการ
เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะพิจารณาทั้ง 3
ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัยและจิตพิสัย ทั้งนี้ เครื่องมือวัดความสามารถของผู้เรียนจะใช้หลักทาง
วิทยาศาสตร์มาช่วยเพอื่ ใหไ้ ด้ผลความสามารถของผู้เรยี นแต่ละคน ส่วนการประเมนิ ผลคอื การนำผลท่ีได้
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 3
จากการวัดความสามารถของผู้เรียนมาเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนดไว้ เพื่อตัดสินว่าผู้เรียน
มีความสามารถแตล่ ะดา้ นทง้ั 3 ดา้ นอยูใ่ นระดับใด
ในการจดั การศกึ ษาดา้ นอาชวี ศกึ ษาหรอื การจัดการศึกษาดา้ นวชิ าชพี การวดั และประเมนิ ผล
การเรียนรู้จะใชส้ มรรถนะงานเปน็ ตวั กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้ โดยวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
4 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ พฤตกิ รรมแต่ละบคุ คล และความสามารถในการประยกุ ต์ใชห้ รอื ประสบการณ์
ในการทำงาน โดยวดั และประเมินผลการเรียนรู้ท้งั 4 ดา้ นไปพรอ้ มกับการเรียนรู้ แลว้ นำผลท่ีไดจ้ ากการ
วัดไปเทียบกับมาตรฐานงานทีก่ ำหนดไว้ ผู้ถูกวัดจะต้องมีความสามารถไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ
สมรรถนะงานในแต่ละสมรรถนะงาน และตอ้ งผา่ นตามเกณฑ์ของทุกสมรรถนะงาน ที่กำหนดไว้ใน
แต่ละสาขาวิชาหรือสาขางานของแต่ละกลุม่ อาชพี ทีก่ ำหนดไว้
ในการจัดการเรียนการสอนและวัดประเมินผลด้านอาชีวศึกษา ครูผู้สอนจะต้องศึกษาและ
ทำความเข้าใจเกยี่ วกับการวัดผล การประเมินผล การประเมินผลตามสภาพจริง การกำหนดกรอบการวัด
ประเมนิ ผล การเลือก สรา้ งและใชเ้ ครอื่ งมือวัดผล รวมท้งั การกำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนนเพ่อื การตัดสิน
ผลการประเมิน
• การวัดผล (Measurement)
“การวดั ผล” หมายถงึ กระบวนการท่นี ำตวั เลขมาใชแ้ ทนปริมาณความสามารถของคุณลักษณะ
ของผูเ้ รียนจากนามธรรมใหเ้ ปน็ รปู ธรรม โดยใช้เครอ่ื งมือทีห่ ลากหลายในการวดั ความสามารถของผ้เู รียน
และเทียบความแตกต่างระหว่างผู้เรียนแต่ละคนได้ โดยการวดั ผลการศึกษาจะประกอบไปด้วย 3 ด้าน
คือ
1. ดา้ นความรู้
2. ด้านทักษะ
3. ด้านจติ พสิ ยั
1. ด้านความรู้ เครื่องมือที่ใชส้ ่วนมากเป็นแบบทดสอบ เช่น แบบทดสอบแบบเลือกตอบ
แบบจับคู่ แบบเติมคำในช่องว่างและแบบความเรียง ซึ่งโดยทั่วไปจะนิยมใช้แบบเลือกตอบและแบบ
ความเรยี ง ท้ัง 2 แบบน้จี ะต้องแยกความสามารถของผตู้ อบไดต้ ามระดบั พฤตกิ รรมการเรียนรู้ทีก่ ำหนดไว้
ในหลกั สตู รรายวิชา ดงั นัน้ จึงตอ้ งมกี ารวเิ คราะหห์ ลกั สตู รกอ่ น แล้วนำผลท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์หลักสูตร
มากำหนดเปน็ ตารางวเิ คราะหข์ อ้ สอบ เพ่ือกำหนดวา่ จะวดั ความสามารถของผู้เรียนถึงระดบั ใดบ้าง และ
จำนวนข้อสอบทจี่ ะวดั ตามระดับพฤติกรรมการเรยี นรใู้ นแตร่ ะดบั จะมีระดับละก่ีขอ้
4 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
2. ด้านทักษะ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินเพื่อวัดความสามารถของผู้เรียนในการ
ปฏบิ ตั งิ าน การดำเนินงานและการพฒั นางาน รวมทั้งวัดผลผลิตทีไ่ ด้จากการปฏิบตั ิงานดว้ ย เช่น ช้ินงาน
รายงาน และหรือผลสำเร็จจากภาระงานที่ได้รับมอบหมาย แบบประเมินที่นิยมใช้มี 2 แบบ คือแบบ
มาตราส่วนประมาณคา่ และแบบตรวจสอบรายการ
2.1 แบบมาตราส่วนประมาณค่า ในการวัดทักษะตอ้ งกำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนนของ
แตล่ ะส่วนของการวดั แตถ่ ้าใชว้ ดั ความพึงพอใจ (แบบสอบถาม) ไม่ตอ้ งกำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนน
2.2 แบบตรวจสอบรายการ ในการวดั ทักษะจะตรวจสอบว่าทำได้หรอื ทำไมไ่ ด้ จำนวนขอ้
ทใี่ ชว้ ัดจะต้องมจี ำนวนมากเพ่ือใหค้ รอบคลมุ เนื้อหาท้งั หมดท่ตี อ้ งการวัด
3. ด้านจิตพิสัย เครื่องมือที่ใช้ส่วนมากจะเป็นแบบสงั เกตพฤติกรรมของผู้เรียน หรือแบบ
สมั ภาษณ์ ตัวเครื่องมือจะมีลกั ษณะเหมอื นแบบตรวจสอบรายการหรอื เป็นแบบบนั ทกึ
• การประเมนิ ผล (Evaluation)
“การประเมินผล” หมายถึง กระบวนการที่นำค่าที่ได้จากการวัดมาวินิจฉัยเพื่อตดั สินหรอื
สรุปผลจากตวั เลขท่ีได้จากการวัดว่าอย่ใู นระดับใดของเกณฑก์ ารประเมินตามมาตรฐานกำหนด ใช้ในการ
ตดั สินผเู้ รยี นว่าผ่านหรือไมผ่ า่ น ถ้าผ่านจะอยู่ในระดบั ใดของเกณฑ์ทก่ี ำหนด เช่น การประเมินผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียน
การประเมนิ ผลจงึ เป็นการประเมินเชิงเปรยี บเทียบเพ่ือตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียนตาม
มาตรฐานที่กำหนด หรือเป็นการประเมินแบบอิงเกณฑ์ ผู้เรียนแต่ละคนต้องปฏิบัติให้ได้ตามเกณฑ์ที่
กำหนด ซ่งึ ส่วนมากจะกำหนดเปน็ เกณฑ์ขน้ั ตำ่ ไว้ ผู้เรยี นคนใดไมผ่ ่านเกณฑ์กต็ อ้ งไปพฒั นาตนเองและมา
รบั การทดสอบใหม่จนกว่าจะผา่ นเกณฑ์ เชน่ การประเมนิ ตามสภาพจริง และการประเมนิ ตามสมรรถนะ
ตารางเปรยี บเทยี บการวดั ผลและการประเมินผล
การวดั ผล การประเมนิ ผล
1. เป็นการกำหนดรายละเอยี ดจำนวนหรือปริมาณ 1. เป็นการกำหนดระดบั คุณค่า ตัดสนิ ลงข้อสรปุ
2. เปน็ การกระทำอย่างละเอียดทีละดา้ น 2. เปน็ การสรุปรวม เป็นข้อช้ีขาด/ผลการตดั สิน
3. ใช้เครอื่ งมือเป็นหลัก 3. ใชผ้ ลจากการวดั เป็นหลกั โดยพิจารณาตาม
4. ผลท่ไี ดเ้ ป็นข้อมลู รายละเอียด เกณฑท์ ่กี ำหนดไว้แล้วล่วงหน้า
5. อาศัยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ 4. ผลที่ไดเ้ ปน็ การตดั สินใจ
5. ใช้ดลุ พนิ จิ ในการตดั สิน
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 5
ความร้เู บ้อื งตน้ เกย่ี วกับการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
“การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)” หมายถึง การประเมินความ
สามารถตามสภาพความเป็นจริงของผู้เรยี น โดยที่ผู้ประเมนิ จะหาวิธีการหรือเทคนคิ ในการประเมินให้
เหมาะสมกบั ผเู้ รยี นแต่ละคน ซึ่งการเรยี นรูข้ องมนุษย์นั้นจะมีการพฒั นาหรือการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม
ที่มีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่ผู้เรียนทำแบบทดสอบไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนไม่มีความรู้
ในรายวชิ าทที่ ำแบบทดสอบหรอื ไมม่ คี วามรู้เพ่ิมขนึ้ แต่ผู้เรียนอาจจะรใู้ นสิ่งทแ่ี บบทดสอบไม่ได้ถามก็ได้
การวดั และประเมินผลการอาชวี ศึกษา เนน้ การประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานตาม
สภาพความเป็นจรงิ ของผู้เรียน โดยดำเนินการประเมินอย่างต่อเนื่องด้วยเทคนิควิธีการและเครื่องมือ
ประเมนิ ทหี่ ลากหลายตามลักษณะของกิจกรรมการเรยี นรู้ เพือ่ พัฒนาการการเรยี นรู้รอบด้านของผู้เรียน
ทั้งด้านความรู้ ทักษะและพฤติกรรมลักษณะนิสัย ทั้งนี้ ในภาคทฤษฎีหรือด้านความรู้จะเน้นการ
ประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าและกระบวนการคิดที่นำไปใช้ในการทำงาน ส่วน
ภาคปฏิบัติหรือดา้ นทักษะ จะเน้นสมรรถนะหรือความสามารถในการทำงาน กระบวนการที่ใช้ในการ
ทำงาน และผลผลิตที่เกิดจากการทำงานทไี่ ด้มาตรฐานตามท่ีกำหนด รวมทั้งพฤติกรรมลกั ษณะนิสัยใน
การทำงานดว้ ย
• หลกั ของการประเมนิ ตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจริงนอกจากจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ยังช่วยพัฒนา
กระบวนการสอนและการประเมินผลของครูผู้สอนดว้ ย หลกั ของการประเมินผลตามสภาพจริงมดี งั น้ี
1. เป็นการประเมินความก้าวหน้าและการแสดงออกของผู้เรียนบนรากฐานของทฤษฎีทาง
พฤตกิ รรมการเรยี นรใู้ นแตล่ ะด้านของผู้เรียน โดยแตล่ ะดา้ นมีระดับของการเรยี นรู้ ดังน้ี
ระดบั พทุ ธพิ ิสยั ทกั ษะพสิ ัย จติ พสิ ยั
6 คดิ สร้างสรรค์
5 ประเมินค่า ทำเป็นธรรมชาติ สรา้ งบคุ ลกิ ภาพ
4 วิเคราะห์ ปฏบิ ตั ิถกู ตอ้ งทกุ ขัน้ ตอน จัดระบบตนเอง
3 การประยกุ ต์ใช้ ปฏิบตั ิมคี วามผดิ พลาดน้อย เหน็ คณุ คา่
2 ความเขา้ ใจ ปฏิบตั ติ ามคำสง่ั ตอบสนอง
1 ความจำ เลยี นแบบ ทำตาม การรับรู้
6 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศึกษา
2. มีรากฐานบนพัฒนาการและการเรียนรูข้ องผู้เรียนทีม่ ีความแตกตา่ งกัน ผู้เรียนแตล่ ะคนมี
ความสามารถในการเรียนรู้ทีต่ ่างกัน การประเมินความสามารถของผูเ้ รียนจงึ ควรมีการกำหนดมาตรฐาน
ขั้นต่ำท่ีผ้เู รยี นท่ัวไปสามารถเรยี นรู้ได้ในเวลาที่กำหนด
3. การประเมินตามสภาพจริงและการพัฒนาหลักสตู รที่เหมาะสมจะตอ้ งจัดให้สง่ เสริมซ่งึ กัน
และกัน หลักสูตรที่จัดให้ต้องมคี วามเป็นไปได้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ไม่ยากและง่ายจนเกินไป
และมกี ารประเมินตลอดเวลาที่มกี ิจกรรมการเรียนการสอน
4. การประเมินตามสภาพจริงและหลกั สูตรจะต้องพฒั นามาจากบรบิ ทรากฐานทางวัฒนธรรม
ที่ผู้เรียนอาศัยอยู่และต้องเรียนรู้ หลักสูตรควรจัดให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของท้องถิ่น ตามความ
ต้องการกำลงั คน และไมข่ ัดแย้งกับวฒั นธรรมของทอ้ งถิ่น
5. ผู้สอนตอ้ งสามารถบูรณาการและปรับขยายหลกั สตู รให้ทันยคุ สมัยได้ เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นได้บรรลุ
เป้าหมาย และเสรมิ สร้างศักยภาพเพื่อสนองความตอ้ งการของผู้เรยี นอย่างเต็มท่ี มีการสอดแทรก เรื่อง
ต่าง ๆ เข้าไปในการเรียนการสอนของผ้สู อนได้ตลอดเวลา เชน่ สอดแทรกพิษภัยของยาเสพติด การปฏบิ ตั ิ
ตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นตน้
การประเมินตามสภาพจริงในการเรยี นการสอน ใชเ้ พียงการประเมินจากกจิ กรรมเดยี วในการ
ตัดสินวา่ ผู้เรยี นผูน้ ีส้ ำเร็จการศึกษาจะไม่มคี วามสมบรู ณ์ จึงควรต้องมกี ารประเมนิ จากบคุ คลภายนอก
และข้อสอบทเี่ ป็นมาตรฐาน ดงั แผนภาพตอ่ ไปน้ี
ชน้ิ งาน ผลงาน
(ผเู้ รยี น)
ผเู้ รยี น
การแสดงผลงาน ข้อสอบมาตรฐาน
(บคุ คลภายนอก) (คณะกรรมการ)
Triangulate Assessment
7 การวดั และประเมินผลอาชีวศึกษา 7
• ประโยชนและความสาํ คญั ของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ มปี ระโยชน์และความสำคญั ทงั้ ต่อผ้เู รยี นและผู้สอน ดังน้ี
1. ด้านผูเรียน การประเมินตามสภาพจรงิ ชวยพัฒนาการเรียนรูอยางรอบดานของผ้เู รียน
เนื่องจากการประเมินแบบเดิมท่ีนิยมใช คือ แบบทดสอบ ไมสามารถวัดลักษณะสําคัญของการเรียนรู
ทําใหจุดประสงคการสอนบางประการที่สําคัญไมประสบผลสําเร็จ โดยเฉพาะจุดประสงค์ดานจิตพิสัย
และทักษะพิสัย การประเมินตามสภาพจริงจึงเปนทางเลือกใหม เปนวิธีการที่จะทําใหครูใกลชิดและ
รอบคอบในการประเมินผูเรยี นมากย่ิงขึ้น โดยพิจารณาที่การเรียนรูและชิ้นงานท่ีผูเรียนสร้างสรรค์เป็น
สําคัญ วิธีการประเมินที่หลากหลายจะทําใหผูเรียนถูกสอนใหคิดและหาเหตุผลท่ีจะตอบคําถามให้ได
และขณะเดยี วกนั ผูสอนกจ็ ะรับฟงและเขาใจความคิดของผูเรียนดวย
2. ด้านผูสอน ผลการประเมินตามสภาพจริงนอกจากจะสะท้อนความสามารถของผู้เรยี น
ตามจุดประสงค์การเรยี นรู้แลว้ ยงั สะทอ้ นถึงความสำเรจ็ หรือขอ้ บกพร่องของเทคนคิ วิธีการจัดการเรียน
การสอนของครูผสู้ อนด้วย ดังนั้นครสู ามารถนำข้อมลู มาปรบั แผนการจดั การเรียนรู้ ปรบั กลยทุ ธการสอน
เพอื่ ตอบสนองความตองการที่แทจริงของผูเรียนได้
• วิธีการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
การประเมินตามสภาพจริงควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจนเข้าใจ โดยมีการวางแผนการ
ประเมนิ เพ่ือศึกษาผลสะทอ้ นกลบั และภาพรวมของการประเมินว่าเข้าถงึ เป้าหมายของจดุ ประสงค์ของ
การประเมินอยา่ งชดั เจนหรอื ไม่ โดยจะตอ้ งพจิ ารณาเก่ียวกับเรือ่ งต่อไปน้ี
1. จุดประสงคข์ องการประเมนิ ท่กี ำหนด
2. ขอบเขตทีต่ ้องการประเมิน
3. ยทุ ธวธิ หี รอื เทคนิคท่ใี ชป้ ระเมิน
4. การจดั เก็บขอ้ มูลและประมวลผลตามเกณฑท์ ่กี ำหนด
5. การจัดทำบันทึกและรายงาน
• การวางแผนการประเมนิ ตามสภาพจริง
ในการวางแผนการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ควรพจิ ารณาองค์ประกอบ ดังน้ี
1. จดุ ประสงค์และเปา้ หมายการประเมิน เพอื่
1.1 ประเมินพฒั นาการและผลการเรยี นรู้
8 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
1.2 ประเมนิ ให้สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1.3 สะทอ้ นให้เหน็ พฒั นาการในจดุ หลัก ๆ และหวั ขอ้ การเรยี นรู้ทงั้ หมด
2. สงิ่ ที่ประเมนิ ประกอบด้วย
2.1 พฒั นาการ ได้แก่
2.1.1 ดา้ นศลิ ปะและดนตรี
2.1.2 ดา้ นความสามารถทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา
2.1.3 ดา้ นสังคมและวฒั นธรรม
2.1.4 ด้านร่างกายและบคุ ลิกภาพ
2.2 หวั ขอ้ การเรียนรู้ ได้แก่
2.2.1 ดา้ นความรู้
2.2.2 ด้านทักษะ
2.2.3 ด้านความโน้มเอยี ง
2.2.4 ดา้ นเจตคติ
3. ความสามารถและพฒั นาการของผู้เรียน ไดแ้ ก่
3.1 รปู แบบการทำนายพฒั นาการและการเรียนรู้
3.2 ส่ิงท่ผี เู้ รยี นเรียนเลอื กทำ
3.3 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผเู้ รยี นกบั เพ่ือนร่วมช้ันเรยี น ครผู ู้สอน และสอื่ ตา่ ง ๆ
3.4 ผลของการปฏบิ ตั แิ ละผลผลติ ของผเู้ รียน
4. ยุทธศาสตร์เทคนคิ วธิ ี ไดแ้ ก่
4.1 การสงั เกต เป็นการเก็บข้อมูลพฤติกรรมดา้ นการใช้ความคิด การปฏบิ ตั ิงาน อารมณ์
ความรู้สึกและลักษณะนิสัย โดยสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรือใน
สถานการณอ์ ่นื นอกสถานศึกษา ซงึ่ มวี ธิ ีดำเนนิ การอยูส่ องลกั ษณะคอื การสงั เกตที่ทำโดยต้งั ใจ และการ
สังเกตที่ทำโดยไม่ตั้งใจ การสังเกตโดยตั้งใจหรือการสังเกตแบบมีโครงสรา้ งคือการที่ครูผู้สอนกำหนด
พฤตกิ รรมทต่ี ้องการสังเกต รวมถงึ ชว่ งเวลาและวธิ กี ารสังเกต สว่ นการสังเกตแบบไมต่ ัง้ ใจหรือแบบไม่มี
โครงสร้างนั้น คือการที่ครูผู้สอนไม่ได้มีการกำหนดรายการสังเกตไว้ล่วงหน้า ครูผู้สอนอาจมีกระดาษ
แผน่ เลก็ ๆ ตดิ ตวั ไวต้ ลอดเวลาเพอ่ื บันทึกเมือ่ พบพฤตกิ รรมการแสดงออกท่มี ีความหมาย
4.2 การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านความคิด
สติปัญญา ความรู้สึก กระบวนการข้ันตอนในการทำงาน และวิธีแกป้ ญั หาต่าง ๆ ได้ดี วิธีการสัมภาษณ์
อาจใช้ประกอบการสังเกตเพ่ือให้ได้ขอ้ มูลทม่ี ่ันใจมากยิง่ ข้นึ โดยกอ่ นทีค่ รูผสู้ อนจะสัมภาษณ์น้ัน ควรหา
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 9
ข้อมูลเกีย่ วกับภูมิหลังของผู้เรียนและเตรียมชุดคำถามลว่ งหน้า เพื่อให้การสมั ภาษณ์เจาะตรงประเด็น
และได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น โดยขณะสัมภาษณค์ รูผู้สอนควรใช้วาจา ท่าทาง น้ำเสียงที่อบอุ่นเป็นกันเอง
เพอ่ื ให้ผู้เรยี นรสู้ กึ ปลอดภยั และมแี นวโนม้ จะให้ข้อมูลตา่ ง ๆ นอกจากน้ีควรสมั ภาษณ์ผ้เู รียนด้วยคำถาม
ทเี่ ขา้ ใจง่าย และอาจใช้การสัมภาษณบ์ คุ คลใกลช้ ิดผ้เู รยี นร่วมด้วยเพื่อให้ไดข้ ้อมูลเก่ียวกบั ผู้เรียนเพมิ่ ขน้ึ
4.3 การตรวจงาน เป็นการวัดและประเมินผลที่เน้นการนำผลการประเมินไปใช้ทันที
ใน 2 ลักษณะ คือ เพื่อการช่วยเหลือผู้เรียนและเพื่อช่วยปรับปรุงการสอนของครูผู้สอน จึงเป็นการ
ประเมินที่ควรดำเนินการตลอดเวลา และควรมีลักษณะท่ีครูผู้สอนสามารถประเมนิ พฤติกรรมระดับสงู
ของผู้เรยี นได้ เชน่ การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบตั ิ โครงการ/โครงงานตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
4.4 การรายงานตนเอง เป็นการให้ผูเ้ รยี นเขียนบรรยายหรือตอบคำถามสัน้ ๆ หรือตอบ
แบบสอบถามที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น เพื่อสะท้อนถงึ การเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งความรู้ ความเข้าใจ วิธีคิด วิธี
ทำงาน ความพอใจในผลงาน ความตอ้ งการพัฒนาตนเองใหด้ ยี ิ่งข้ึน
4.5 การใช้บันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับ
ตัวผู้เรียน ผลงานผู้เรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผูเ้ รียนจากแหล่งตา่ ง ๆ เช่น จาก
เพอื่ น ครูผู้สอน หรอื ผู้ปกครอง เป็นต้น
4.6 การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏบิ ัติจรงิ คือการใช้แบบทดสอบเพื่อวดั สิ่งท่ีผู้เรียนได้
ปฏิบัติจริง ซึ่งข้อสอบนั้นจะต้องมีความหมายต่อผู้เรียน เลียนแบบสภาพความเป็นจริง ครอบคลุม
ความสามารถของผู้เรยี นและเนือ้ หาตามหลักสตู ร เน้นให้มีหลายคำตอบและหลายวิธีหาคำตอบ และมี
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนท่ีชัดเจน
4.7 การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ใช้สะสมผลงานของผู้เรียน
อย่างมีจุดประสงค์ อาจเป็นแฟ้ม กล่อง แผ่นดิสก์หรืออัลบั้มก็ได้ แฟ้มสะสมผลงานนี้จะเป็นหลักฐาน
สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความพยายาม ความก้าวหนา้ และผลสมั ฤทธิข์ องผเู้ รียน
4.8 เคร่อื งมอื วินิจฉยั อ่ืน ๆ
5. ผเู้ ก่ียวขอ้ ง ไดแ้ ก่
5.1 ผู้เรยี น
5.2 ครูผ้สู อน
5.3 อาจารย์ท่ีปรึกษา
5.4 ผูป้ กครอง และอ่นื ๆ
6. ระยะเวลาทปี่ ระเมนิ สามารถดำเนนิ การประเมินไดใ้ นชว่ งตา่ ง ๆ ดงั นี้
6.1 ระหวา่ งผ้เู รยี นทำกจิ กรรม
6.2 ระหว่างการทำงานกล่มุ หรือโครงการ ในและนอกเวลาเรยี น
10 7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศึกษา
6.3 การประชมุ สัมมนา
6.4 เหตุการณห์ รอื งานพเิ ศษ
6.5 เวลาใดเวลาหนง่ึ ของวนั หรือวนั ใดวนั หน่ึงของสปั ดาห์
7. การบนั ทึกขอ้ มูลในการประเมนิ และจดั การประมวลผล
7.1 การบนั ทึกขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ข้อมูลรายการกระบวนการปฏิบัติงานของผเู้ รียน ข้อมูลตาม
รายการในขอ้ ท่ี 3
7.2 การประมวลผล โดยการประมวลสถิตเิ บ้ืองต้นหรือสถิติวิเคราะห์ การประมวลด้วย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เชน่ โปรมแกรม SPSS
8. เกณฑท์ ใี่ ช้ในการประเมนิ โดยพิจารณาจาก
8.1 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้จากหลักสูตร
8.2 เกณฑ์มาตรฐานรายวชิ าหรือสมรรถนะรายวชิ า
• ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจรงิ แบง่ ตามลกั ษณะของกจิ กรรมได้ 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. การประเมินอย่างเป็นทางการ
เป็นการประเมินความสามารถภาคทฤษฎี เครอื่ งมือทใี่ ช้ส่วนมากเป็นแบบทดสอบที่สร้างขน้ึ
และได้มีการทดลองใช้จนเป็นที่เชื่อถือได้ เรียกว่า “ข้อสอบมาตรฐาน” เพื่อใช้ในการวัดความสามารถ
ทางวชิ าการ วดั ความถนัด วัดความพร้อมต่าง ๆ วัดกระบวนการคิด เป็นต้น
2. การประเมินอยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ
เป็นการประเมินความสามารถภาคปฏิบัติ ที่เน้นทักษะความสามารถในการทำงานของ
ผู้เรียนตามสภาพเป็นจริง เครื่องมอื ท่ีใช้ในการประเมินสว่ นใหญ่เป็นแบบประเมนิ แบบมาตรประมาณค่า
แบบตรวจสอบรายการ แบบประเมนิ รายบุคคล โดยจะดำเนนิ การประเมิน 3 ด้าน คือ
2.1 บคุ ลกิ ภาพ (Performance) แยกออกได้เปน็
2.1.1 ทกั ษะการทำงาน
2.1.2 จติ พิสัยและกิจนสิ ยั การทำงาน
2.2 กระบวนการ (Process) เปน็ การประเมนิ ขัน้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน
2.3 ผลผลติ (Products) เปน็ การประเมนิ ชิ้นงานทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิงานหรือผลสำเร็จจาก
การปฏิบัติงานตามภาระงานทไี่ ด้รบั มอบ
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 11
• การออกแบบการประเมินตามสภาพจรงิ
การออกแบบการประเมนิ ตามสภาพจริงของแตล่ ะรายวิชา มขี ั้นตอนในการดำเนินการดังนี้
ข้ันที่ 1 กำหนดส่งิ ที่ต้องการประเมิน
ข้นั ที่ 2 กำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอน
ขน้ั ท่ี 3 กำหนดชนดิ ของเครอื่ งมือในการประเมิน
ขน้ั ที่ 4 กำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนนของเคร่อื งมือแต่ละชนดิ
ขน้ั ท่ี 5 กำหนดเกณฑก์ ารประเมิน
ขัน้ ท่ี 1 กำหนดสง่ิ ที่ต้องการประเมนิ
การกำหนดสิ่งที่ต้องการประเมินในรายวิชา ครูผู้สอนต้องพิจารณาจากจุดประสงค์รายวิชา
สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชาว่าเมือ่ สิ้นการเรียนการสอนของแต่ละรายวชิ าผ้เู รยี นต้องมีความรู้
ความสามารถอะไรบ้าง รวมท้ังตอ้ งมีพฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงคอ์ ย่างไรบา้ ง
12 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
ตวั อยา่ ง
20101-2001 งานเครอื่ งยนตแ์ ก๊สโซลีน 1-6-
3
(Gasoline Engine Job)
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้เก่ยี วกบโครงสร้างและหลกั การทำงานของเครอื่ งยนตแ์ กส๊ โซลีน
2. ถอด ประกอบชิ้นสว่ นเครื่องยนตแ์ ก๊สโซลีนตามคมู่ ือ
3. ตรวจสภาพชิ้นสว่ นเคร่ืองยนต์แก๊สโซลนี ตามคมู่ ือ
4. ปรับแตง่ เครือ่ งยนตแ์ กส๊ โซลีนตามคู่มอื
5. บำรงุ รกั ษาชนิ้ ส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีนตามคู่มือ
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรเู้ กีย่ วกบั หลักการ ตรวจสอบบำรุงรักษา ปรับแต่งช้นิ ส่วนเคร่อื งยนตแ์ ก๊สโซลีน
2. ถอดประกอบชิ้นสว่ นเครือ่ งยนต์แก๊สลีนตามคู่มอื
3. ตรวจสภาพชิ้นส่วนเคร่อื งยนตแ์ ก๊สลีนตามคู่มอื
4. บำรงุ รกั ษาชิ้นส่วนเครื่องยนต์แก๊สลีนตามคมู่ ือ
5. ปรบั แตง่ เครอ่ื งยนต์แก๊สลีนตามคมู่ ือ
คำอธบิ ายรายวชิ า
ศึกษาและปฏบิ ัติเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทำงาน การใชเ้ คร่ืองมืออปุ กรณ์ชา่ งยนต์ หลักการ
ทำงาน การถอดประกอบตรวจสภาพชิ้นส่วน ระบบน้ำมนั เชือ้ เพลิง ระบบจุดระเบิด ระบบหล่อลื่น ระบบ
ระบายความร้อน ระบบไอดีและระบบไอเสีย การติดเครื่องยนต์ การปรับแต่งและบำรุงรักษาเครื่องยนต์
แก๊สโซลนี
จากคำอธบิ ายรายวชิ า “งานเครอ่ื งยนตแ์ กส๊ โซลีน” ข้างต้น มสี ง่ิ ที่ต้องประเมินดงั น้ี
1. ความรู้เก่ยี วกบั หลักการทำงาน ตรวจสอบบำรงุ รกั ษา ปรับแตง่ เครอ่ื งยนต์แกส๊ โซลีน
2. สมรรถนะงานถอดประกอบชิน้ สว่ นเครื่องยนต์แกส๊ โซลนี
3. สมรรถนะงานตรวจสภาพและบำรงุ รักษาชิน้ ส่วนเครือ่ งยนต์แก๊สโซลีน
4. สมรรถนะงานปรับแตง่ เคร่ืองยนตแ์ กส๊ โซลนี
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา 13
รายละเอียด ตัวอยา่ งการออกแบบกจิ กรรม
ของรายวิชา
- สอนทฤษฎี
- สอนปฏิบตั ิ
- ผู้เรียนลงมือปฏิบัติตามใบช่วยสอน
- สอนทฤษฎี + ปฏบิ ัติ
- ผ้เู รยี นลงมอื ปฏบิ ัติตามใบช่วยสอน
- ผ้เู รยี นทดลองปฏิบัติ
- ผสู้ อน + ผเู้ รยี นร่วมสรุปทฤษฎี
- ผเู้ รียนลงมอื ปฏบิ ตั ิตามใบช่วยสอน
ขน้ั ที่ 2 กำหนดกิจกรรมการเรยี นการสอน
ผู้สอนต้องวางแผนการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยพิจารณาจากจุดประสงค์
รายวชิ า สมรรถนะรายวชิ าและคำอธิบายรายวชิ า รวมท้งั วสั ดุอปุ กรณ์ สถานท่ีและทอ้ งถนิ่ ที่สถานศึกษา
ต้ังอยู่ เพ่อื ตัดสินใจว่าจะสามารถจัดประสบการณก์ ารเรียนรใู้ หก้ ับผูเ้ รียนได้อยา่ งไร มภี าระงานอะไรบ้าง
ท่ีผู้เรียนต้องปฏิบัติ มีชิ้นงานก่ีช้ินที่ผูเ้ รียนต้องส่งให้กบั ผู้สอนเมื่อเสรจ็ สิ้นการเรยี นการสอน ทั้งน้ี ต้อง
ครอบคลมุ พฤติกรรมการเรยี นรทู้ ั้ง 3 ด้าน (ดา้ นพุทธพิ ิสัย ด้านทกั ษะพสิ ยั และดา้ นจติ พิสัย)
การกำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับสิ่งท่ีต้องการประเมินในรายวชิ านั้น
ซงึ่ จากตวั อยา่ ง มสี ่งิ ที่ต้องประเมิน 3 หัวข้อ กิจกรรมการเรยี นการสอนจึงควรเปน็ ดังนี้
- ดำเนินการสอนทฤษฎีก่อนทีละเร่ือง เมื่อจบทฤษฎีแล้วใหล้ งมือปฏิบัติสลับกันไปจนครบ
ตามหลกั สูตร หรือ
- จัดการเรียนการสอนทัง้ ทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมกัน โดยผู้สอนอาจใช้วิธีให้ความรู้ด้วย
ทฤษฎหี วั งาน และให้ผู้เรียนลงมอื ปฏิบตั ิทีละขน้ั ตอนตามใบชว่ ยสอนทีก่ ำหนด เมือ่ ผู้เรียนปฏบิ ตั ิครบตาม
ข้นั ตอนทกุ ขน้ั ตอนแลว้ ผู้สอนจึงสรปุ และเพมิ่ ความรเู้ รอื่ งทฤษฎีให้ครบทุกรายละเอียด หรอื
- ใหผ้ ูเ้ รยี นทดลองปฏบิ ตั เิ พื่อเรียนร้จู ากการลองผิดลองถูกในเร่ืองที่ไม่มีอันตราย จากน้ันจึง
นำผลการเรียนรู้มาสรุปร่วมกับผู้สอนในลักษณะของการปฏิบัตินำสู่ทฤษฎี จากนั้นจึงให้ผู้เรียนลงมอื
ปฏิบตั อิ กี ครัง้ ตามใบชว่ ยสอน
14 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
ขั้นท่ี 3 กำหนดชนดิ ของเคร่อื งมือในการประเมนิ
ผู้สอนต้องพจิ ารณาว่ากิจกรรมการเรยี นการสอนที่กำหนดควรใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด
เชน่ การสอนทฤษฎีตอ้ งใช้การทดสอบความรู้ และเมอ่ื มกี ารปฏิบัติงานต้องใช้การทดสอบความสามารถ
ในการปฏิบัติงานซึ่งต้องประกอบไปด้วย กระบวนการที่ได้มาของงาน กิจนิสัยและความใส่ใจในการ
ทำงาน และผลงานที่ไดจ้ ากการปฏบิ ัติงาน ดงั น้นั ผ้สู อนจึงควรศกึ ษาและทำความเขา้ ใจเกีย่ วกบั เครอื่ งมอื
ทใี่ ช้ในการประเมิน ดังน้ี
1. การทดสอบความรู้
การทดสอบความรู้ใชแ้ บบทดสอบในการประเมิน ซ่งึ แบ่งตามจุดประสงค์การประเมินได้
2 ลักษณะ คือ
1.1 แบบทดสอบที่ครูผู้สอนใชท้ ดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ โดยใช้ประเมินความรู้ของ
ผู้เรียนหลังเสรจ็ สิ้นการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยการเรยี นรู้ เพอ่ื วัดความรู้ ความจำและความเข้าใจ
ของผูเ้ รียน
1.2 แบบทดสอบทค่ี รผู ู้สอนใช้ประเมินเม่อื เสรจ็ สิน้ การเรยี นการสอนทกุ หนว่ ยการเรียนรู้
หรือปลายภาคเรียน เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน แบบทดสอบลักษณะนี้จะออก
ข้อสอบจากตารางวเิ คราะห์หลกั สูตร โดยแปลงตารางวิเคราะห์หลกั สตู รให้เป็นตารางวิเคราะห์ข้อสอบ
ทงั้ น้ี แบบทดสอบปลายภาคเรยี นจะตอ้ งเปน็ “แบบทดสอบมาตรฐาน” ทใ่ี ชว้ ัดความสามารถในการนำ
ความรูไ้ ปประยุกตใ์ ช้ของผเู้ รียน
2. การทดสอบความสามารถ
การทดสอบความสามารถในการฝกึ ปฏบิ ตั ิของผเู้ รยี น ใช้แบบประเมนิ ความสามารถดงั น้ี
2.1 ประเมินการปฏบิ ัติงานดว้ ยแบบตรวจสอบรายการ
2.2 ประเมนิ กระบวนการทำงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณคา่ ท่ีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน
2.3 ประเมนิ กิจนสิ ยั ในการทำงานดว้ ยแบบมาตราส่วนประมาณคา่ ท่ีกำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
2.4 ประเมนิ ความใส่ใจทำงาน (จติ พสิ ยั ) ดว้ ยแบบมาตราสว่ นประมาณคา่
2.5 ประเมนิ ผลงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณคา่ ทกี่ ำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ดงั นน้ั จากตวั อย่างรายวิชางานเคร่อื งยนตแ์ กส๊ โซลนี เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการประเมนิ มี
- แบบทดสอบ
- แบบตรวจสอบรายการ
- แบบมาตราสว่ นประมาณคา่
7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา 15
ขัน้ ที่ 4 กำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนนของเครื่องมอื แตล่ ะชนิด
เครื่องมือประเมนิ แตล่ ะชนิดต้องมีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ท่ีชัดเจน โดย
เกณฑก์ ารให้คะแนนจะขน้ึ อยูก่ บั องค์ประกอบของเนื้อหาในสว่ นท่ีเปน็ ความสำคญั ของเนื้อหาในรายวิชา
น้นั ๆ ซึง่ มขี อ้ พจิ ารณาดงั นี้
1. เครือ่ งมือทเี่ ป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (มีความเปน็ ปรนยั ) ส่วนใหญ่ให้คะแนนข้อละ
1 คะแนน
2. เครื่องมอื ทเี่ ป็นแบบทดสอบแบบความเรยี ง (อตั นยั ) คะแนนทใี่ ห้จะขน้ึ อย่กู บั ปริมาณของ
คำตอบ
3. เครื่องมือที่เป็นแบบประเมินการปฏิบัติงานและชิ้นงาน จำนวนคะแนนขึ้นอยู่กับ
องคป์ ระกอบของหวั ขอ้ ในแต่ละข้อของการประเมิน
จากตัวอย่างรายวิชางานเครือ่ งยนต์แก๊สโซลีน การประเมินจะทำการประเมินเป็นองค์รวม
ตามสมรรถนะงานของสมรถนะรายวชิ าทก่ี ำหนด โดยประเมนิ ดงั นี้
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จสิ้นการ
ปฏบิ ัติงานในการถอดประกอบชนิ้ สว่ นเครอ่ื งยนต์แกส๊ โซลีนดว้ ยแบบประเมิน
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จสิ้นการ
ปฏิบตั ิงานในการตรวจสภาพและบำรุงรักษาชิ้นสว่ นเคร่อื งยนต์แกส๊ โซลีนด้วยแบบประเมิน
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จสิ้นการ
ปฏิบตั ิงานในการปรับแตง่ เครอื่ งยนต์แกส๊ โซลนี ด้วยแบบประเมนิ
ข้นั ที่ 5 กำหนดเกณฑ์การประเมิน
การกำหนดเกณฑก์ ารประเมินข้ึนอย่กู ับลกั ษณะของวิชา รายวิชาทเี่ น้นทฤษฎี คะแนนท่ีใหจ้ ะ
เน้นไปที่เนื้อหาวิชา เกณฑ์ผ่านการประเมินจะไม่สูงมาก ส่วนใหญ่คะแนนไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 60 ของ
คะแนนรวมท้ังหมด แต่ถ้าเป็นรายวิชาทเี่ น้นปฏิบตั ิ เกณฑผ์ ่านการประเมินจะสูงกว่าทฤษฎีคือไมน่ ้อยกว่า
ร้อยละ 80 ของคะแนนทั้งหมด ทง้ั นี้ ผูเ้ รยี นตอ้ งมีความรู้และปฏิบัตไิ ดไ้ มต่ ำ่ กว่าที่เกณฑม์ าตรฐานกำหนด
การประเมินตามสมรรถนะรายวิชา ผู้เรียนต้องมีความรู้และปฏิบตั ิได้ตามสมรรถนะงานท่ี
รายวิชากำหนดท้งั หมดครบทกุ สมรรถนะ จึงถอื ว่าผ่านการประเมินในรายวชิ าน้ัน
16 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
เปรยี บเทียบการประเมินแบบดัง้ เดมิ (Tradition Assessment)
และการประเมินแบบตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment)
(Jonathan Mueller, 2006)
การประเมนิ แบบดงั้ เดมิ การประเมินแบบตามสภาพจริง
(Tradition Assessment) (Authentic Assessment)
การเลอื กคำตอบ (Selecting a Response) การปฏิบตั ิช้นิ งาน (Performing a Task)
วางแผน (Contrived) ปฏบิ ตั ใิ นสถานการณ์จรงิ (Real-life)
จำ ระลึก (Recall/recognition) สร้าง ประยกุ ต์ (Construction/Application)
ครทู ำ (Teacher/structured) ผู้เรียนทำ (Student-structured)
หลกั ฐานทางอ้อม (Indirect Evidence) หลกั ฐานทางตรง (Direct Evidence)
การวเิ คราะหส์ มรรถนะรายวชิ าเพ่อื การประเมินตามสภาพจรงิ
พุทธพิ สิ ยั ความรู้ - แบบทดสอบ
(Knowledge) - แบบสมั ภาษณ/์ แบบสอบถาม
- แบบทดสอบ
กระบวนการ - แบบสงั เกต
(Process)
สมรรถนะ ทกั ษะพิสยั ผลผลติ - แบบสมั ภาษณ์/แบบสอบถาม
รายวชิ า (Products)
- แฟม้ สะสมงาน (portfolio)
- แบบตรวจสอบรายการ
- - แบบประเมิน
- แบบบันทึก ฯลฯ
จิตพสิ ยั / บคุ ลิกภาพ - แบบสงั เกต
กิจนิสัย (Performance) - แบบประเมนิ
- แบบบันทึก ฯลฯ
ประเมิน/ เกณฑก์ าร - องคร์ วม (Holistic)
สรุปผล ให้คะแนน - องคป์ ระกอบย่อย (Analistic)
(Rubric)
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 17
การประเมนิ สมรรถนะ (Competency Assessment)
เป็นกระบวนการในการประเมินความสามารถของผู้เรียนตามเกณฑ์บ่งชี้คุณลักษณะการ
เรียนรู้และผลของการเรยี นรู้ ทั้งท่เี กิดข้นึ จากกระบวนการเรยี นรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร
ทีก่ ำหนดไวใ้ นแตล่ ะระดบั และประเภทวิชา และ/หรือประสบการณ์ท่เี กิดขน้ึ จากฝึกปฏิบตั ิ และ/หรอื จาก
การทำงาน ประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่
1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎี และแนว
ปฏิบตั ติ ่าง ๆ ทเี่ ก่ียวข้องกบั สาขาวชิ าท่ีเรียนหรือทำงาน โดยเนน้ ความรเู้ ชิงทฤษฎีและ/หรือข้อเท็จจริง
เปน็ หลกั (Theoretical and / or factual)
2. ทักษะ (Skills) หมายถึง ความสามารถปฏิบัติงานซึ่งบุคคลนั้นควรทำได้เมื่อได้รับ
มอบงาน โดยสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการและแก้ปัญหาการทำงานด้วยทักษะด้านกระบวนการคิด
(Cognitive Skills) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ตรรกะ ทักษะการหยั่งรู้และความคิดสร้างสรรค์ ( Logical,
Intuitive and Creative Thinking) หรือทักษะการปฏิบัติ/วิธีปฏิบัติที่มีความคล่องแคล่วและความ
ชำนาญในการปฏบิ ัตติ ามกรอบคณุ วุฒแิ ต่ละระดบั
3. ความสามารถในการประยกุ ต์ใชแ้ ละความรบั ผิดชอบ (Application and Responsibility)
หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ การใช้ความรู้ ทักษะทางสังคมในการ
ทำงาน/ศึกษาอบรมเพอ่ื การพัฒนาวชิ าชีพของบุคคล ซงึ่ ประกอบดว้ ยความสามารถในการสือ่ สาร ภาวะ
ผนู้ ำ ความรบั ผิดชอบ (Responsibility) และความเปน็ อสิ ระ (Autonomy) ในการดำเนินการตา่ ง ๆ ได้
ด้วยตนเอง เชน่ ความสามารถในการตดั สนิ ใจและความรบั ผิดชอบต่อตนเองและผอู้ น่ื
การประเมินแบบสมรรถนะจำเป็นตอ้ งนำสมรรถนะของสาขาวิชา สาขางานและสมรรถนะ
รายวชิ ามาวิเคราะห์เพอ่ื วางแผนการจัดการเรยี นการสอนและการวัดและประเมินผลผเู้ รยี น
การวเิ คราะห์สมรรถนะรายวิชา (พนมพร แฉลม้ เขตต์, 2556) เปน็ การวางแผนการประเมิน
เพือ่ ศกึ ษาผลสะทอ้ นกลับและภาพรวมของการประเมนิ วา่ เข้าถึงจดุ ประสงคข์ องการประเมนิ อยา่ งชดั เจน
โดยเน้นจุดประสงคจ์ ากทีก่ ำหนดไว้ในแผน กำหนดขอบเขตทต่ี ้องการประเมนิ วิธหี รอื เทคนิคท่ใี ช้ในการ
ประเมนิ จัดเกบ็ ข้อมลู และประมวลผลตามเกณฑ์ท่ีกำหนด
• สงิ่ ที่ตอ้ งพิจารณาในการประเมินแบบสมรรถนะ
ในการประเมินแบบสมรรถนะ ผู้ประเมินต้องเขา้ ใจเกี่ยวกบั สมรรถนะทีค่ าดหวัง การเขียน
มาตรฐานหรือเกณฑ์การปฏิบัติงาน การเขียนจุดประสงค์การปฏิบัติ การประเมินแบบสมรรถนะ และ
วธิ กี ารประเมินสมรรถนะ
18 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศึกษา
1. สมรรถนะทค่ี าดหวัง
สมรรถนะที่คาดหวังวา่ ผเู้ รยี นจะสามารถปฏิบตั ิได้ ประกอบด้วย
1.1 หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence/ Competency)เป็นขอบข่ายกว้าง ๆ (Broad
Area) ของงาน (Job) ในอาชีพหนึ่ง ๆ ทผ่ี ้เู รยี นต้องปฏิบตั โิ ดยใชค้ วามรู้ ทกั ษะและหรือเจตคติ
1.2 สมรรถนะย่อย (Element of Competence) เป็นภาระงานย่อย (Task) ทปี่ ระกอบ
ข้ึนภายใตง้ านในหน่วยสมรรถนะนนั้ ๆ
1.3 เกณฑ์การปฏิบตั ิ (Performance Criteria) เป็นกิจกรรมยอ่ ย ๆ (Sub-task) ภายใต้
สมรรถนะย่อย ซึ่งเป็นผลการเรยี นรู้ (Learning Outcomes) ที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถปฏิบตั ไิ ด้
เม่ือเรียนจบหลักสูตร ดงั น้นั การวางแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนในหน่วยสมรรถนะตอ้ งกำหนด
ในสว่ นของสมรรถนะแกนกลาง จะเป็น “ตัวบ่งช้กี ารปฏิบัติ”
จุดประสงค์การปฏิบัติ (Performance Objective) หรือจุดประสงค์การเรียนรู้
กำหนดให้มีความรู้และการฝกึ ปฏิบตั ิ เพอ่ื ให้ผู้เรียนเกิดทกั ษะ สามารถปฏบิ ัตงิ านได้ตามเกณฑ์ทก่ี ำหนด
การประเมินผลต้องสอดคลอ้ งกบั เกณฑ์การปฏิบัติจึงจะเกิดการเรียนการสอนและ
การประเมินผลแบบฐานสมรรถนะ เพราะใช้สมรรถนะเป็นตัวกำหนดตั้งแต่การจัดการเรียนการสอน
จนถงึ การประเมินผล การประเมินผลสามารถใชร้ ูปแบบท่หี ลากหลาย ไดแ้ ก่ การสังเกต (Observation)
การสาธติ และตัง้ คำถาม (Demonstration and questioning) แบบทดสอบ (Paper and Pencil Test) และ
แบบทดสอบอัตนัย (Essays Test) ใช้ประเมินด้านความรู้ การสอบปากเปล่า (Oral Test) การทำโครงงาน
(Projects) สถานการณ์จำลอง (Simulations) แฟ้มผลงาน (Portfolios) การประเมินผลโดยการใช้
คอมพิวเตอร์ (Computer-based assessment) ใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู เปน็ เคร่ืองมอื ในการสร้างแบบทดสอบ
และบนั ทึกผลได้
1.4 เงื่อนไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Conditions /Range of Variables) การปฏิบัติ
ภายใต้เงือ่ นไขทีก่ ำหนดรวมถึงวัสดุ (Materials) เครือ่ งมอื (Tools) หรอื อปุ กรณต์ า่ ง ๆ (Equipment) ที่
กำหนดให้ (หรือไมใ่ ห้) เพ่อื ให้การปฏบิ ัตงิ านนน้ั สำเรจ็
หน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อย เกณฑ์การปฏบิ ตั ิ การวางแผนกิจกรรมการเรยี นการสอน
และการประเมนิ ผล มคี วามสมั พนั ธ์สอดคลอ้ งกันอย่างตอ่ เน่ือง ผู้สอนสามารถศกึ ษาลักษณะเฉพาะของ
ภาระงาน (Task Characteristics) โดยการวิเคราะห์หนา้ ที่ในงาน/หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competency)
ซึ่งจะมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะและ/หรือเจตคติ และมีภาระงานย่อย (Element of
Competency) ทีก่ ำหนดให้ปฏบิ ัตเิ ป็นจุดประสงค์ของการปฏบิ ัติงาน (Performance Objective) เช่น
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 19
ตัวอย่างงานการประกอบอาหาร (Cookery) จะมีภาระงานและภาระงานย่อย ๆ ต้องสามารถปฏิบัติ
อะไรได้บ้าง ดงั ตัวอยา่ ง
ตัวอย่าง
1. งาน (Job): การประกอบอาหาร ประกอบด้วย
1.1 หนว่ ยสมรรถนะ (Unit of Competence): การประกอบอาหารเบือ้ งต้น (Duty)
1.2 สมรรถนะย่อย (Element of Competence): เลอื กและใช้อปุ กรณก์ ารทำอาหาร (Task)
1.3 เกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria): เลือกและใช้อปุ กรณ์การทำอาหารแต่ละชนิด
อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลกั วชิ าการและตามค่มู ือ ขอ้ แนะนำของผผู้ ลติ
1.4 เงอื่ นไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Range of Variables):
- อปุ กรณ์
- อาหารไทย อาหารญีป่ นุ่
- วิธกี ารทำอาหาร
- สถานที่
2. การเขียนมาตรฐานหรือเกณฑ์การปฏิบตั ิ
มาตรฐานหรอื เกณฑ์การปฏิบตั ริ ะบเุ กณฑ์ทีผ่ ้เู รยี นตอ้ งปฏิบตั เิ พอ่ื ให้งานน้ันเสร็จสมบูรณ์
ตวั อยา่ งเกณฑ์ที่กำหนดให้ ไดแ้ ก่
- ความเรว็ ท่ีตอ้ งการในการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์
- ความถกู ต้อง
- จำนวนความผดิ พลาดสงู สดุ ทย่ี อมให้เกิดข้นึ ได้
- อา้ งอิงเกณฑจ์ ากแหลง่ ท่กี ำหนด
3. การเขียนจดุ ประสงค์การปฏบิ ตั ิ ประกอบด้วย
3.1 ส่งิ ท่ีตอ้ งปฏบิ ตั ิ (the performance)
3.2 มาตรฐาน / เกณฑ์การปฏิบตั ิ (the Standard/Performance Criteria)
3.3 เง่ือนไข (the Conditions)
20 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
ตัวอย่างการเขยี นจดุ ประสงคก์ ารปฏิบตั งิ าน
จดุ ประสงค์ จดุ ประสงค์ตามเกณฑ/์ เงือ่ นไข
นำไฟล์ทีร่ ะบอุ อกมาวางบนหน้าจอ นำไฟล์ทีร่ ะบุออกมาวางบนหน้าจอใหป้ รากฏไดภ้ ายใน 10
วนิ าที
เขยี นรายการของกฎความปลอดภยั ระบุรายการของกฎความปลอดภยั ในโรงฝึกหดั อย่างถกู ต้อง
ในโรงฝึกหัด 3 ใน 5 ข้อหลกั
อธบิ ายเหตุผลของการใช้รองเทา้ บูท อธิบายเหตุผลของการใช้รองเทา้ บูทเพ่อื ความปลอดภัย
เพอื่ ความปลอดภยั ตามข้อกำหนดของ Bosch
4. การประเมนิ แบบสมรรถนะ (Competency Assessment)
การประเมนิ ผลเป็นการรวบรวมหลักฐานผลการเรียนรวู้ า่ ผู้เรยี นมีความกา้ วหน้าถึงเกณฑ์
หรอื ระดบั ทก่ี ำหนดในมาตรฐานหรอื ตามผลการเรียนรู้ที่กำหนดในหน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อย และ
ตวั ชี้วัด เพือ่ ตดั สินว่าผู้เรยี นสำเร็จตามสมรรถนะรายวชิ าที่กำหนดหรอื ไม่ การประเมินผลการจัดหลกั สตู ร
แบบฐานสมรรถนะควรทำควบคกู่ บั การเรยี นการสอน โดยวดั ทงั้ ความรู้ ทักษะและการนำไปประยกุ ต์ใช้
การประเมินแบบสมรรถนะเป็นการประเมินที่เน้นการปฏิบัติ (Performance Based
Assessment) เน้นทกี่ ระบวนการเรยี นรู้และการปฏิบัตงิ าน แยกสิ่งทีต่ ้องการประเมนิ เป็นทักษะ 4 ด้าน
คือ
4.1 ทกั ษะตามภาระงาน (Task Skills) ความสามารถในการปฏบิ ัตภิ าระงานแตล่ ะช้ิน
4.2 ทักษะการจดั การ (Task Management Skills) ความสามารถในการจดั การกบั ภาระ
งานและกิจกรรมที่ต้องปฏบิ ตั ิภายใต้งานนัน้ ๆ
4.3 ทักษะในคาดการณ์อุปสรรค ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น (Contingency Skills) การ
ประเมนิ ทักษะใชไ้ ด้ดีโดยกำหนดสถานการณ์จำลอง
4.4 ทักษะตามบทบาทและงานที่รับผิดชอบและสภาพแวดล้อม (Job/Role Environment)
รวมถึงการทำงานรว่ มกบั ผูอ้ นื่
5. วิธีการประเมินสมรรถนะ
5.1 เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) และมีการประเมินให้ความสำคัญกับ
การประเมินแบบย่อย (Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูความก้าวหน้า วินิจฉยั
จดุ ดอ้ ยจุดเดน่ ของผู้เรียน ให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับและเป็นการประเมินการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนของ
ผู้สอนไปด้วยในขณะเดียวกัน ต้องมีการสอบสรุป (Summative Assessment) เพื่อวัดและตัดสิน
กระบวนการเรียนรู้ (the end of learning process) ตอนเรยี นจบรายวิชา
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา 21
5.2 ประเมินด้วยการอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced) วัดความสำเร็จในการปฏิบัติ
ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพตามความสามารถโดยไม่ต้อง
เปรยี บเทยี บกบั ผูอ้ นื่ และตดั สนิ แบบอิงกล่มุ
5.3 ประเมินสมรรถนะที่สำคัญ (Crucial outcomes) ก่อน เพราะผลการเรียนรู้/การ
ปฏิบตั ิของทกุ สมรรถนะมีความสำคญั ไมเ่ ทา่ กนั บางสมรรถนะอาจมีความสำคัญกว่าอีกสมรรถนะหน่ึง ท่ี
ครผู สู้ อนจำเป็นต้องต้ังขอ้ จำกดั ในการเรยี นรแู้ ละการประเมนิ ผล
5.4 บูรณาการสมรรถนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ไม่ประเมินแยกตามหน่วย
สมรรถนะหรอื หนว่ ยสมรรถนะย่อยออกจากกันแม้วา่ กรอบมาตรฐานสมรรถนะจะกำหนดแยกเป็นหน่วย
สมรรถนะสมรรถนะย่อยและตัวบ่งชี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้สอนจะต้องสอนหรือประเมินผลแยกแต่ละ
สมรรถนะเพราะในการจัดเนื้อหาการสอนแต่ละหน่วยอาจต้องเกี่ยวข้องกับสมรรถนะต่าง ๆ ที่มี
ความสมั พันธ์เกี่ยวขอ้ งหรอื ตอ่ เนือ่ งกนั โดยใช้วิธกี ารประเมนิ ท่ีหลากหลาย เช่น
• การสังเกต (Observation) ใช้แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ซึ่งจะกำหนด
รายละเอียดในการสงั เกตไวใ้ นแบบ
• การสาธติ และตั้งคำถาม (Demonstration and questioning)
• แบบทดสอบที่มีความเป็นปรนัยและแบบทดสอบอัตนัย (Pen and Paper Test
and Essays test) ใชป้ ระเมินดา้ นความรู้
• การสอบปากเปลา่ (Oral Test)
• การทำโครงงาน (Projects)
• สถานการณ์จำลอง (Simulations)
• แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolios)
• การประเมินผลโดยการใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based assessment) เปน็
เครือ่ งมือในการสรา้ งแบบทดสอบและบนั ทกึ ผลได้
22 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
ตวั อยา่ งการวเิ คราะห์สมรรถนะรายวชิ า
หลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี พุทธศักราช 2562
20101-2001 งานเครอ่ื งยนตแ์ กส๊ โซลนี 1-6-3
(Gasoline Engine Job)
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรูเ้ ก่ียวกบโครงสร้างและหลกั การทำงานของเคร่ืองยนต์แกส๊ โซลีน
2. ถอด ประกอบชิน้ ส่วนเครอ่ื งยนตแ์ ก๊สโซลีนตามคู่มือ
3. ตรวจสภาพช้ินสว่ นเครอื่ งยนต์แก๊สโซลนี ตามคู่มือ
4. ปรบั แต่งเครื่องยนต์แก๊สโซลีนตามคู่มอื
5. บำรุงรักษาชน้ิ ส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีนตามคู่มือ
งาน (Job): งานเครอื่ งยนตแ์ กส๊ โซลนี
1. หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence): ตรวจสอบถอดประกอบตรวจสภาพชิ้นส่วน
บำรุงรักษา และปรับแตง่ เครือ่ งยนต์แกส๊ โซลีน
2. สมรรถนะย่อย (Element of Competence):
2.1 ถอดประกอบชิ้นสว่ นเคร่ืองยนต์แกส๊ โซลนี ตามคมู่ ือ
2.2 ตรวจสภาพช้ินสว่ นเครือ่ งยนตแ์ ก๊สโซลีนตามคมู่ ือ
2.3 ปรับแต่งเครือ่ งยนตแ์ ก๊สโซลีนตามคู่มอื
2.4 บำรงุ รกั ษาชนิ้ ส่วนเคร่ืองยนตแ์ ก๊สโซลีนตามคมู่ ือ
3. เกณฑก์ ารปฏิบตั ิ (Performance Criteria): ตรวจสอบ ถอดประกอบตรวจสภาพชิ้นส่วน
ปรับแตง่ และบำรุงรักษาเครอื่ งยนต์แกส๊ โซลีนได้ถูกต้อง
4. เง่ือนไข/ขอบเขตการปฏบิ ตั ิ (Range of Variables):
- ตามคมู่ อื งานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
หมายเหตุ สมรรถนะข้อแรกของสมรรถนะรายวิชางานเคร่อื งยนต์แก๊สโซลนี ไมใ่ ช่งาน จึงไม่นำมากำหนด
เป็นสรรถนะยอ่ ย
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 23
ตัวอย่างการวิเคราะหส์ มรรถนะรายวิชา
หลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี พุทธศักราช 2562
20000-1401 คณิตศาสตร์พื้นฐานอาชพี 2-0-
2
(Basic Mathematics for Careers)
สมรรถนะรายวิชา
1. ประยุกตค์ วามรเู้ ก่ียวกับสมการเชงิ เส้นตัวแปรเดยี ว ระบบสมการเชงิ เส้นสองตัวแปร ไปใชใ้ น
สถานการณห์ รือปญั หาท่ีกำหนด
2. สร้างตารางแจกแจงความถี่ กราฟ หรือแผนภูมิ และตีความหมายหรือวเิ คราะห์ขอ้ มลู จาก
ตาราง กราฟ หรอื แผนภูมิ
3. เลือกใชค้ ่าเฉล่ยี เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนยิ มให้เหมาะสมกบั ข้อมูล
4. วัดตำแหน่งทขี่ องข้อมูลโดยใชเ้ ปอร์เซ็นไทล์
5. วดั การกระจายของข้อมูลโดยใชพ้ สิ ัย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน สมั ประสิทธิ์ของพิสยั และสัม
ประสทิ ธ์ของการแปรผัน
งาน (Job): อัตราส่วน สดั สว่ น ร้อยละ และสถติ ิเบอื้ งต้น
1. หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence): ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับ สมการเชิงเส้นตัว
แปรเดียว ระบบสมการเชงิ เสน้ สองตวั แปร และสถิตเิ บอ้ื งต้นในงานอาชพี
2. สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competence):
2.1 ประยกุ ตใ์ ชค้ วามร้เู ก่ยี วกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว ระบบสมการเชงิ เส้นสองตัวแปร
ไปใชใ้ นสถานการณห์ รือปัญหาที่กำหนด
2.2 สร้างตารางแจกแจงความถ่ี กราฟหรือแผนภูมิ และตคี วามหมายหรอื วเิ คราะห์ข้อมลู จาก
ตารางกราฟ หรือแผนภมู ิ
2.3 เลือกใชค้ ่าเฉล่ยี เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนยิ มให้เหมาะสมกบั ข้อมูล
2.4 วัดตำแหนง่ ทีข่ องข้อมลู โดยใชเ้ ปอรเ์ ซ็นไทล์
2.5 วดั การกระจายของข้อมูลโดยใชพ้ สิ ัย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน สมั ประสิทธิ์ของพิสยั และ
สัมประสิทธิ์ของการแปรผนั
24 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
3. ตัวบ่งช้กี ารปฏบิ ตั ิ (Performance Indicator):
3.1 คำนวณคา่ ตัวแปรสมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียวและระบบสมการเชงิ เส้นสองตัวแปร ไปใช้ใน
สถานการณห์ รือปัญหาที่กำหนด
3.2 ดำเนนิ การทางสถิตใิ นการสรา้ งตาราง แผนภมู หิ รือกราฟ ตีความหมายจากแผนภูมิ หรือ
กราฟ และเลอื กใชค้ ่าเฉล่ยี เลขคณิต มธั ยฐานและฐานนิยมwได้เหมาะสมกับลักษณะงาน
3.3 ใช้เปอรเ์ ซน็ ไทลว์ ัดตำแหนง่ ทีข่ องข้อมลู และวัดการกระจายของข้อมูลในแบบตา่ ง ๆ ได้
4. เงอ่ื นไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Range of Variables):
- ตามแบบฝกึ ทกั ษะ /ใบงาน
หมายเหตุ สมรรถนะรายวชิ าไม่ใชง่ าน แตเ่ ปน็ ความสามารถในการนำวชิ าคณติ ศาสตร์ไปใชใ้ นงานอาชีพ
จึงกำหนดเปน็ ลักษณะของตวั บง่ ชีใ้ นความสามารถของการประยุกต์ใช้
• หลกั ฐานของการประเมินสรรถนะงาน
หลกั ฐานท่ีไดม้ าจากการประเมินสมรรถนะงานได้จาก
1. หลักฐานจากการศกึ ษา ไดแ้ ก่
1.1 จากความรู้และความเข้าใจ ได้จากการทดสอบขอ้ เขยี นหรอื การสอบปากเปลา่
1.2 จากทักษะการปฏิบตั งิ าน ได้จากการสอบภาคปฏบิ ตั ิและการประเมินพฤตกิ รรม
2. หลกั ฐานจากการปฏบิ ตงิ าน ไดแ้ ก่
2.1 จากงานท่มี อบใหป้ ฏบิ ตั ิ ได้จากสมดุ บนั ทึกการปฏบิ ตั งิ าน แฟ้มสะสมผลงาน
2.2 จากงานท่ปี ฏิบัตจิ ริง ไดจ้ ากชน้ิ งาน ผลงานทเ่ี กดิ จากภาระงาน
7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศกึ ษา 25
การวเิ คราะหส์ มรรถนะรายวชิ าเพอ่ื การประเมินแบบสมรรถนะ
สมรรถนะรายวิชา งาน ภาระงาน ตวั ชี้วัด (PC) / (PI)
(สมรรถนะย่อย) (Job) (Task)
- แบบทดสอบ
เคร่อื งมอื - แบบสงั เกต
(Tools) - แบบสมั ภาษณ์/แบบสอบถาม
- แฟ้มสะสมงาน (portfolio)
- แบบตรวจงาน
- แบบประเมนิ
- สมุดบันทกึ การปฏิบตั ิงาน ฯลฯ
เกณฑ์การ - องค์รวม (Holistic)
ให้คะแนน - องค์ประกอบยอ่ ย (Analistic)
(Rubric)
ประเมนิ /
สรปุ ผล
การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
“ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” คือผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรท่ีผูเ้ รียนไดร้ ับจากประสบการณ์
จากกระบวนการเรียนการสอนจากครูผู้สอน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการวั ดผลและ
ประเมินผลตามหลักการวัดผลและประเมนิ ผลที่ครอบคลมุ การเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้าน
ทักษะ ด้านเจตคติและกิจนิสัย ที่ผู้สอนกำหนดไว้แล้วในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะวัดและประเมินผล
หลังจากเสรจ็ สิ้นการเรยี นการสอนในแต่ละวชิ า แต่ละภาคเรียน หรือวัดภาพรวมท้ังหมดหลังจากเรียน
ครบทั้งหลักสูตร เปน็ การวดั ความสามารถในการประมวลความรขู้ องผเู้ รียนท้ัง 3 ด้าน
26 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
ดา้ นความรู้ เคร่ืองมือที่ใชว้ ัดจะเปน็ แบบทดสอบที่ครสู รา้ งขน้ึ เองหรอื แบบทดสอบมาตรฐาน
(Standardized test) ที่วัดในระดับความรู้ความจำ ความเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินค่าและ
ความคิดสรา้ งสรรค์ ในส่วนของการวัดความรูค้ วามจำ เครื่องมอื ทดสอบจะมีจำนวนข้อทดสอบไม่ควร
เกินร้อยละ 20 ของจำนวนข้อทดสอบทั้งหมด แบบทดสอบมาตรฐานเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดย
ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเรื่องที่ต้องการวัด และมีความสามารถในการสร้างแบบทดสอบ โดยมีการ
วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบก่อนที่จะนำไปใช้จริงและจัดเก็บไว้ในคลังข้อสอบของแต่ละ
สถานศกึ ษา แบบทดสอบมาตรฐานจะทำการปรบั ปรงุ หรือสร้างใหม่ก็ต่อเม่ือมกี ารเปล่ยี นแปลงหลักสูตร
เปลี่ยนเนือ้ หาในบทเรียนของหลกั สตู ร
ด้านทักษะ เป็นการทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ใช้วัดเป็นแบบ
ประเมินความสามารถในการปฏิบัตงิ าน หรือทักษะกระบวนการคิดของผู้เรยี น ในการวัดความสามารถ
ในการปฏิบตั งิ าน ต้องมีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนของการทำงานตามลักษณะเง่อื นไขของงาน ถ้า
เปน็ ทกั ษะกระบวนคดิ ต้องกำหนดขั้นตอนการให้คะแนนอย่างชดั เจน
ด้านจิตพสิ ยั เครอื่ งมอื ที่ใชว้ ัดเปน็ แบบสังเกต แบบประเมนิ พฤติกรรมของผู้เรียนในการวัด
ทำการวัดตลอดที่มีการเรียนการสอนระหว่างศึกษาในชั้นเรียนของแต่ละภาคเรียน ปีการศึกษา หรือ
ตลอดจนกว่าจบหลักสูตร และนำผลที่ได้จากการวัดมาประเมินผลปลายภาคเรียน ปลายปีการศึกษา
หรือเมอื่ เรยี นจบหลักสตู ร
นำคะแนนทไี่ ด้จากการวัดท้ัง 3 ดา้ นมารวมกนั จงึ ตัดสินตามเกณฑ์กำหนดว่าผา่ นหรอื ไมผ่ า่ น
โดยคดิ คะแนนเป็นร้อยละ หรือเป็นเกรดท่ัวไปมีอยู่ 4 ระดับอาจแบ่งยอ่ ยเป็น 8 ระดับก็ได้
สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดความสามารถในการเรียนรู้ของผูเ้ รียน
และนำความรมู้ าประมวลและนำไปประยกุ ต์ใช้ในการศึกษาตอ่ ในระดับทีส่ งู ข้นึ หรือนำไปใช้ในการทำงาน
• การกำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ (Rubric Assessment)
เป็นแนวทางการให้คะแนนการปฏิบัติงาน ผลงานหรือช้ินงาน และภาระงานทีผ่ ู้เรียนได้รับ
มอบให้ปฏบิ ัติ การกำหนดเกณฑก์ ารประเมิน ผูส้ อนและผ้เู รยี นต้องรับร้ดู ้วยกนั ท้ังสองฝา่ ย อาจกำหนด
เกณฑ์การประเมินไปด้วยกันและเป็นขอ้ ตกลงระหว่างผู้สอนและผู้เรียน หรือผู้สอนกำหนดและแจ้งให้
ผู้เรยี นไดร้ ับร้แู ละตอ้ งยอมรบั เกณฑก์ ารประเมินที่ผสู้ อนกำหนด หรอื จะเป็นเกณฑ์การประเมินที่กำหนด
มาแล้วจากส่วนกลาง เกณฑ์การประเมินยังใช้เป็นแนวทางในการสอนของผู้สอน เปรียบเสมือนเป็น
จุดหมายของการเรยี นการสอน
7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา 27
ในการเรียนการสอนทางสายอาชีพ เกณฑ์การประเมินต้องกำหนดตามสมรรถนะงานของ
แต่ละสาขาอาชีพ โดยนำสมรรถนะงานมากำหนดมาตรฐานงานและกำหนดเกณฑผ์ ่าน วา่ ตอ้ งปฏบิ ตั งิ าน
มากน้อยเพียงใดจงึ จะถือว่าผ่านการประเมินและเป็นไปตามทส่ี มรรถนะงานกำหนด งานในแต่ละอาชีพ
จะมีความแตกต่างกัน บางอาชีพเกณฑ์มาตรฐานงานต้องปฏิบัตไิ ด้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติสมรรถนะ
งานและมาตรฐานงานถูกกำหนดโดยเจ้าของอาชพี ว่าผู้ปฏบิ ตั ิ (ผู้เรียน) ตอ้ งปฏิบตั งิ านได้ปริมาณเท่าไร
จึงถือว่าผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นไปตามสมรรถนะงาน การเรียนการสอนในชั้นเรียนผู้สอนจะ
เป็นผู้กำหนดเกณฑ์การประเมินเองในแต่ละรายวิชา แต่ในการประเมินมาตรฐานวิชาชีพเกณฑ์การ
ประเมินจะกำหนดมาจากส่วนกลาง มคี ณะกรรมการการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี ในระดับชาติเป็น ผู้
กำหนด การประเมินสมรรถนะจะมีเงือ่ นไขในการประเมิน และตอ้ งมกี ารกำหนดปริมาณงานให้ออกมา
ในรูปของคะแนนเพื่อใชเ้ ป็นเกณฑ์ตัดสิน จงึ จำเป็นต้องมกี ารกำหนดคะแนน ซึง่ เรียกวา่ “เกณฑ์การให้
คะแนน (Scoring Rubrics)”
• การกำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนน (Scoring Rubrics)
การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนเป็นการกำหนดค่าตัวเลขให้กับผลการปฏิบัติงาน หรือ
ผลงาน หรือชิ้นงานของผูถ้ ูกประเมนิ แต่ละบุคคลที่มคี วามสามารถทแ่ี ตกตา่ งกัน จึงจำเป็นทตี่ ้องแยกแยะ
ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนโดยใช้องค์ประกอบ คุณลักษณะสำคัญของชิ้นงานหรือสมรรถนะงานที่
ผเู้ ขา้ รับการประเมินจำเปน็ ต้องรู้ ต้องมีสำหรับการปฏบิ ตั งิ าน
เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการประเมินต้องมเี กณฑ์การให้คะแนน สว่ นใหญ่เปน็ แบบตรวจสอบรายการ
(Checklist) และแบบมาตรประมาณค่า (Rating scale) ซงึ่ ใช้พิจารณาคณุ ลกั ษณะหรอื พฤตกิ รรม การ
กระทำในการตดั สินความสามารถ
1. แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ใชร้ ายละเอยี ดขององคป์ ระกอบ คณุ ลกั ษณะสำคัญ
ของช้ินงานหรอื สมรรถนะงานในการกำหนดคะแนน
2. แบบมาตรประมาณค่า (Rating scale) ใช้องค์ประกอบ คุณลักษณะสำคัญของชิ้นงาน
หรือสมรรถนะงานในการกำหนดคะแนน โดยใช้รายละเอียดขององค์ประกอบเป็นเงื่อนไขของการ
ประเมิน ถ้าทำได้ครบทกุ เงื่อนไขจะได้คะแนนเต็ม และคะแนนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง (ลดลงครั้งละ 1
คะแนนต่อ 1 เง่อื นไข) ตามเง่อื นไขทกี่ ำหนด
28 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
• ขัน้ ตอนการสรา้ งเกณฑ์การให้คะแนน
1. กำหนดประเดน็ สำคัญในการตรวจให้คะแนน และจัดลำดับความสำคัญหรือน้ำหนกั ของ
แตล่ ะประเด็น
2. กำหนดระดับหรือคุณภาพที่ต้องการให้คะแนน เช่น 5 ระดับ ดีมาก (5 คะแนน) ดี (4
คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) พอใช้ (2 คะแนน) และ ปรับปรุง (1 คะแนน)
3. กำหนดรูปแบบของ Rubric คือ แบบภาพรวม (Holistic Rubric) หรือแบบแยกส่วน
(Analytic Rubric)
4. ตรวจสอบโดยคณะผมู้ ีส่วนร่วมหรือผู้เชี่ยวชาญทางการวดั ผล
5. ทดลองใช้เกณฑใ์ นการตรวจผลงานที่มีมาตรฐาน/คณุ ลกั ษณะตามเกณฑ์ทก่ี ำหนด
6. หาความสอดคล้องในการตรวจของกรรมการ 3 ทา่ น ในลกั ษณะของ inter rater reliability
7. ปรับปรงุ เกณฑท์ ่ีไมไ่ ดม้ าตรฐาน
8. กำหนดประเด็นและขอบขา่ ยการประเมนิ ในแบบทดสอบอัตนัย (การเขยี นตอบ)
• องคป์ ระกอบของเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. มีอย่างนอ้ ย 1 องค์ประกอบ 1 คณุ ลกั ษณะหรอื 1 สมรรถนะ ทเี่ ปน็ พ้ืนฐานในการตัดสิน
ผูเ้ รียน
2. มีความชดั เจนในรายละเอยี ดของแต่ละองค์ประกอบ คุณลกั ษณะหรอื สมรรถนะงาน
3. การกำหนดค่าคะแนนจะต้องเป็นอัตราส่วนกันในแต่ละองค์ประกอบ คุณลักษณะหรือ
สมรรถนะงาน
4. มีมาตรฐานและความแตกตา่ งทีเ่ ดน่ ชัดในแต่ละระดบั ของการให้คะแนน
5. การกำหนดเกณฑ์ตอ้ งเป็นรปู ธรรม แยกความสามารถไดช้ ัดเจน
• การกำหนดลักษณะขององคป์ ระกอบ
องค์ประกอบของการประเมินเป็นตัวกำหนดค่าของคะแนน การจัดลำดับความสำคัญของ
องค์ประกอบจึงเป็นตัวกำหนดให้คะแนนมีความแตกต่างกัน ถ้ามีองค์ประกอบของการประเมินมาก
คะแนนที่กำหนดจะมีคา่ คะแนนมาก ฉะน้นั การจัดลำดบั ความสำคัญขององคป์ ระกอบจงึ เป็นตัวกำหนด
คะแนนของเกณฑ์การให้คะแนน การจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบและลักษณะของ
องค์ประกอบ แยกเป็นองคป์ ระกอบเชงิ ปริมาณและองค์ประกอบเชงิ คุณภาพ ดงั น้ี
7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา 29
1. องค์ประกอบเชิงปริมาณ
เกณฑ์การใหค้ ะแนนจะขึ้นอยกู่ บั ปรมิ าณของวัตถุ ส่งิ ของ เปน็ จำนวนนับและเปรียบเทียบ
ความแตกตา่ งไดช้ ัดเจน
ตัวอยา่ ง การตดั สินการทำงานของพนักงานในบริษทั แหง่ หนง่ึ
ดมี าก ทำคะแนนได้ ร้อยละ 80 ขนึ้ ไป
ทำคะแนนได้ ร้อยละ 70 - 79.99
(5 คะแนน) ทำคะแนนได้ ร้อยละ 60 - 69.99
ทำคะแนนได้ ร้อยละ 50 - 59.99
ดี ทำคะแนนได้ ต่ำกว่าร้อยละ 50
(4 คะแนน)
ดมี าก
(3 คะแนน)
ปรับปรงุ
(2 คะแนน)
ปรับปรงุ เรง่ ดว่ น
(1 คะแนน)
2. องคป์ ระกอบเชิงคณุ ภาพ
เกณฑ์การให้คะแนนจะขึ้นอยู่กับความสำคัญขององค์ประกอบในการประเมิน ใช้
องคป์ ระกอบเป็นตัวเปรยี บเทียบความแตกต่างของการกำหนดคะแนน ดงั นี้
กรณีที่ 1 องค์ประกอบทกุ ตวั มคี วามสำคัญเท่ากนั
องค์ประกอบแต่ละตัวจะมีค่าของคะแนนเท่ากันทุกองค์ประกอบ มี 5 องค์ประกอบ
คะแนนเทา่ กับ 5 คะแนน ตัดออก 1 องคป์ ระกอบใดก็ได้ คะแนนจะลดลง 1 คะแนน
ตวั อยา่ ง แบบประเมินการทำงานแบบภาพรวม (Holistic Rubric) หวั ขอ้ การประเมิน
คือ ขนั้ ตอนการทำงาน
ขน้ั ตอนการทำงานมีองค์ประกอบของการประเมนิ ดงั นี้
- คัดเลอื กและเตรยี มข้อมูล
- วางแผนการทำงาน
- เตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์
- ปฏิบตั ติ ามแผนและพฒั นา
30 7 การวดั และประเมินผลอาชีวศึกษา
ตวั อยา่ ง แบบประเมินผลการทำงาน
ประเดน็ การประเมิน คะแนน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ขนั้ ตอนการทำงาน 4 - คัดเลือกและเตรียมข้อมูลไดเ้ หมาะสมกบั งาน
- วางแผนการทำงานชัดเจน เป็นไปตามลำดบั ข้ันตอน
3 - เตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ครบถ้วน ถูกต้องตามลักษณะงาน
2 - ปฏบิ ัติงานตามแผนและพัฒนางาน
1 - ไม่ได้ปฏิบัติ 1 ขนั้ ตอน หรือปฏบิ ตั ิไมถ่ ูกตอ้ ง
- ไม่ไดป้ ฏิบัติ 2 ขน้ั ตอน หรอื ปฏิบัติไมถ่ กู ตอ้ ง 1 ขน้ั ตอน
- ไม่ไดป้ ฏบิ ัติมากกวา่ 2 ขนั้ ตอนข้นึ ไป
กรณที ี่ 2 องค์ประกอบแต่ละตัวมคี วามสำคัญไม่เทา่ กนั
องค์ประกอบแต่ละตวั จะมคี า่ ของคะแนนเท่ากนั องคป์ ระกอบละ 1 คะแนน องค์ประกอบ
ใดมีความสำคัญลำดับหลงั จะโดนตัดออกก่อน และไล่ตัดออกทลี ะตัวจนเหลอื องค์ประกอบสุดท้ายท่มี ี
ความสำคัญในลำดับที่ 1 และค่าของคะแนนจะลดลงทีละคะแนนจนเหลือ 1 คะแนน องค์ประกอบ
ในลำดบั ทจ่ี ะปรากฏในเกณฑ์การให้คะแนนทุกระดบั
ตัวอย่าง แบบประเมินการประเมินผลชิ้นงาน (แบบแยกส่วน Analytic Rubric) มี
หัวข้อการประเมนิ ประกอบด้วย
- รูปแบบชนิ้ งาน
- ภาษา
- เนอื้ หา
ตวั อยา่ ง องค์ประกอบการประเมนิ ผลชิ้นงาน
ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลำดบั ความสำคญั
รปู แบบชน้ิ งาน • รูปแบบสมั พันธ์กบั เนื้อหา 1
• รูปแบบมสี ีสันสวยงาม 2
• รูปแบบมขี นาดเหมาะสม 3
• รปู แบบแปลกใหม่น่าสนใจ 4
• รูปแบบชน้ิ งานถูกตอ้ งตามที่กำหนด 5
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 31
ประเด็นการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน ลำดับความสำคญั
ภาษา • ใชภ้ าษาอยา่ งสรา้ งสรรค์ 1
• เวน้ วรรคถูกต้อง ไมฉ่ ีกคำ 2
เนอ้ื หา • สะกดคำถกู ต้อง 3
• ใชป้ ระโยคสอดคล้องกับเนือ้ หา 4
• ใช้ภาษาอยา่ งถกู ตอ้ งตามหลักภาษา 5
• เน้ือหาสอดคล้องกบั รูปภาพ 1
• เนื้อหามีรายละเอยี ดครอบคลุม 2
• เนอ้ื หาเป็นไปตามที่กำหนด 3
• เน้อื หาตรงตามหัวข้อเรอ่ื ง 4
• เนื้อหาถูกต้อง 5
รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินผลชิน้ งาน
ประเด็นการประเมิน คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
รูปแบบชิน้ งาน 5 • รูปแบบชิ้นงานถูกต้องตามที่กำหนด
• รูปแบบแปลกใหมน่ ่าสนใจ
4 • รูปแบบมขี นาดเหมาะสม
• รปู แบบมสี สี นั สวยงาม
3 • รปู แบบสัมพนั ธ์กับเนื้อหา
2 • รูปแบบแปลกใหมน่ ่าสนใจ
1 • รูปแบบมขี นาดเหมาะสม
• รปู แบบมสี ีสันสวยงาม
• รปู แบบสัมพนั ธ์กบั เนื้อหา
• รปู แบบมขี นาดเหมาะสม
• รูปแบบมีสีสันสวยงาม
• รปู แบบสัมพนั ธ์กับเนื้อหา
• รูปแบบมีสีสนั สวยงาม
• รปู แบบสมั พันธ์กับเนื้อหา
• รูปแบบสมั พันธ์กับเนื้อหา
32 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา
ประเด็นการประเมนิ คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ภาษา 5 • ใชภ้ าษาถูกต้องตามหลักภาษา
• ใช้ประโยคสอดคล้องกบั เนอ้ื หา
เน้อื หา 4 • สะกดคำถูกต้อง
• เว้นวรรคถกู ต้อง ไม่ฉีกคำ
3 • ใช้ภาษาอยา่ งสรา้ งสรรค์
2 • ใช้ประโยคสอดคล้องกับเนอ้ื หา
1 • สะกดคำถูกต้อง
5 • เวน้ วรรคถกู ต้อง ไมฉ่ ีกคำ
• ใชภ้ าษาอย่างสรา้ งสรรค์
4 • สะกดคำถูกต้อง
• เว้นวรรคถกู ต้อง ไม่ฉีกคำ
3 • ใชภ้ าษาอย่างสรา้ งสรรค์
2 • เวน้ วรรคถูกต้อง ไมฉ่ ีกคำ
1 • ใช้ภาษาอย่างสรา้ งสรรค์
• ใชภ้ าษาอยา่ งสรา้ งสรรค์
• เนื้อหาถูกต้อง
• เน้อื หาตรงตามหัวข้อเร่ือง
• เนอ้ื หาเป็นไปตามท่ีกำหนด
• เนื้อหามีรายละเอียดครอบคลมุ
• เน้ือหาสอดคล้องกบั รปู ภาพ
• เนือ้ หาตรงตามหัวข้อเรื่อง
• เนอ้ื หาเป็นไปตามที่กำหนด
• เนื้อหามีรายละเอียดครอบคลมุ
• เนอ้ื หาสอดคล้องกับรปู ภาพ
• เนือ้ หาเป็นไปตามที่กำหนด
• เนื้อหามีรายละเอียดครอบคลุม
• เนอ้ื หาสอดคล้องกับรูปภาพ
• เนื้อหามีรายละเอยี ดครอบคลมุ
• เนื้อหาสอดคล้องกบั รปู ภาพ
• เนื้อหาสอดคล้องกบั รปู ภาพ
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 33
3. องค์ประกอบไม่สมบูรณ์แตท่ ำให้เกิดงานได้
องค์ประกอบของการประเมนิ ไมจ่ ำเป็นตอ้ งกำหนดคะแนนองคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบละ
1 คะแนนเสมอ องค์ประกอบมเี พียง 3 องคป์ ระกอบ สามารถกำหนดคะแนนได้สูงสดุ 4 คะแนน หรอื 5
คะแนน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข องค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์แต่สามารถทำให้เกิดงาน และสามารถแยกความ
แตกต่างในการกำหนดคะแนนแต่ละระดับคะแนนอย่างชดั เจน
ตวั อย่าง แบบประเมินงานเช่อื มโลหะ หวั ข้อในการประเมินตามสรรถนะงานประกอบดว้ ย
- เตรียมงานประกอบติดต้งั (เครอื่ งมือ อุปกรณ์ วสั ด)ุ
- ตดั วสั ดตุ ามแบบ
ในแต่ละหัวเรื่องที่ต้องประเมินมีองค์ประกอบและรายละเอียดขององค์ประกอบที่ใช้
ในการกำหนดคะแนน ดังนี้
1. เตรยี มงานประกอบติดต้งั (เครอ่ื งมือ อุปกรณ์ วสั ด)ุ
1.1 เคร่ืองมือ
1.2 อปุ กรณ์
1.3 วสั ดุ
2. ตดั วัสดุตามแบบ
2.1 เลือกใช้วสั ดุ
2.2 ตัดวัสดุตรงตามแบบ
2.3 นำวัสดปุ ระกอบตามแบบ
รายละเอียดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมนิ ผลชิน้ งาน
ประเดน็ การประเมิน คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
เตรียมงาน 5 มีเครื่องมอื อุปกรณ์ วสั ดคุ รบทกุ รายการที่กำหนดและปฏิบตั ิงานได้
ประกอบตดิ ต้ัง 4 มเี ครื่องมอื อุปกรณ์ แต่วสั ดไุ ม่ครบทกุ รายการ แตย่ งั ปฏบิ ัติงานได้
3 มีเครอ่ื งมอื วัสดุ แต่อปุ กรณไ์ มค่ รบทุกรายการ แตย่ ังปฏิบตั ิงานได้
2 มเี คร่อื งมือ แต่วัสดุและอุปกรณไ์ มค่ รบทุกรายการ แตย่ งั ปฏบิ ตั งิ านได้
1 มเี ครอ่ื งมอื วสั ดุ อุปกรณ์ไมค่ รบทุกรายการ แตย่ งั ปฏิบัตงิ านได้
34 7 การวดั และประเมินผลอาชีวศกึ ษา
ประเด็นการประเมิน คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
ตัดวัสดุตามแบบ 4 ใชว้ ัสดุถกู ต้อง ตดั ตรงตามแบบ ประกอบติดตง้ั ได้
3 ใชว้ ัสดุถกู ตอ้ ง ตดั ไม่ตรงตามแบบ แต่ประกอบติดตั้งได้
2 ใชว้ สั ดุทดแทน ตดั ตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งได้
1 ใชว้ ัสดุทดแทน ตดั ไมต่ รงตามแบบ แต่ประกอบตดิ ตงั้ ได้
0 ใชว้ ัสดถุ ูกต้องหรือวัสดทุ ดแทน ตดั ไมต่ รงตามแบบ และประกอบ
ติดตัง้ ไมไ่ ด้
การประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตาม
หลักสูตรอาชีวศึกษาระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชัน้ สูง กำหนดให้
ผสู้ ำเร็จการศกึ ษาตามหลกั สูตรทั้งสองระดับตอ้ งเขา้ รับการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี เมื่อลงทะเบยี นเรยี น
รายวิชาครบทุกรายวิชาตามหลักสูตรแตล่ ะประเภทวชิ า สาขาวิชาและสาขางาน หรือตามระยะเวลาที่
คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพกำหนด ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑแ์ ละวธิ ใี นการประเมนิ
มาตรฐานวชิ าชีพ นอกจากนใี้ นระเบยี บดังกลา่ วยังกำหนดให้การผ่านเกณฑ์การประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี
ในสาขาวชิ าและสาขางานท่เี รยี นเปน็ เง่ือนไขหนง่ึ ของการสำเรจ็ การศกึ ษาของผู้เรียนด้วย
“การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ” เป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถและทักษะ
ตลอดจนพฤติกรรมลักษณะนิสยั ในการปฏิบัตงิ านตามมาตรฐานสมรรถนะที่กำหนด โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ที่
เหมาะสม ซึ่งกำหนดเกณฑ์การตัดสินไว้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดดำเนินการประเมินภายใต้เงื่อนไขที่เป็น
มาตรฐาน
การวัดความสามารถในการปฏิบัติงานของแต่ละสมรรถนะนั้น ในด้านความรู้จะวัดจาก
ความรู้ที่ผู้เรียนนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ด้านทักษะจะวัดจากการปฏิบัติงานตาม
สมรรถนะของแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางาน ซึ่งต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด
รวมถึงการประเมินพฤติกรรมหรอื กจิ นสิ ยั ในการปฏิบตั งิ าน และผลสำเรจ็ ของงานตามเงื่อนไขที่กำหนด
ด้วย ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการประเมิน
มาตรฐานวิชาชีพตามหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง เพ่ือ
เป็นแนวปฏบิ ตั สิ ำหรบั สถานศึกษาทกุ แหง่ ดว้ ย ซ่งึ ขอนำเสนอโดยสงั เขป ดงั นี้
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 35
• เครอื่ งมือประเมินมาตรฐานวิชาชพี
เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ ต้องเปน็ เครอื่ งมอื ทีว่ ัดความสามารถของผู้เข้า
รับการประเมินได้ครบทุกพฤติกรรม ทั้งด้านความรู้ ทักษะและพฤติกรรมลักษณะนิสัย จึงต้องมีการ
ทดสอบทัง้ ภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ โดยใช้เครือ่ งมือที่หลากหลายตามลักษณะของวิชาชีพแต่ละประเภท
วิชา สาขาวิชาและสาขางาน โดยจะเป็นการประเมนิ ในลักษณะการประมวลความรู้ที่เรียนรู้มาทั้งหมด
ในภาพรวมตามระดบั คณุ วฒุ ิการศกึ ษาวิชาชีพ ดังนี้
1. การทดสอบภาคทฤษฎี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินควรเป็นเครื่องมือที่วัดความ-
สามารถในแต่ละระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการประเมินได้อย่างชัดเจน ซึ่งประกอบด้วย
ความรู้-ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประมาณคา่ และการคดิ สรา้ งสรรค์ เครอื่ งมอื
ทีน่ ิยมใช้ ไดแ้ ก่ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ และแบบทดสอบความเรียง
เคร่อื งมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคทฤษฎนี ี้ ควรวัดในระดับพฤติกรรมการเรยี นรู้ ไม่
ต่ำกว่าระดับความเขา้ ใจ และตัวเครอื่ งมือตอ้ งสามารถเร้าให้ผูเ้ ขา้ รบั การประเมินใช้ความคิดในการตอบ
ข้อปัญหาให้มากทีส่ ุด
2. การทดสอบภาคปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินควรเป็นเครื่องมือที่วัดความ-
สามารถหรือทักษะในการทำงานของผู้เข้ารบั การประเมิน ลักษณะเครือ่ งมือที่ใชส้ ่วนใหญ่จะเป็นแบบ
ประเมินการปฏิบัตงิ าน โดยมีการกำหนดเกณฑ์การประเมนิ และเกณฑผ์ ่านการประเมินไวช้ ดั เจน ทั้งน้ี
เครอ่ื งมือประเมินภาคปฏบิ ัตจิ ะมคี วามแตกตา่ งกันในแตล่ ะประเภทวิชา สาขาวชิ าและสาขางาน
เครือ่ งมือทีใ่ ช้ประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคปฏิบัติ ควรวดั ในระดบั พฤติกรรมการเรียนรู้
ไม่ตำ่ กว่าระดบั การนำไปใช้ ผเู้ ขา้ รับการประเมนิ สามารถรลู้ ว่ งหน้าได้ โดยไมจ่ ำเป็นต้องเปน็ ความลับ
• การสรา้ งเครื่องมอื ประเมนิ ดา้ นความรู้ (ภาคทฤษฎ)ี
การสร้างเครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพในหลักสูตรแต่ละระดับ จะสอดคล้องกับ
มาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางาน ซึ่งประกอบด้วยความรู้
ทกั ษะ และความสามารถในการประยกุ ต์ใช้และความรบั ผิดชอบ การสร้างเคร่ืองมือควรคำนงึ ถงึ หลกั การ
วัดผลการศึกษา เพื่อให้ได้เครื่องมือท่ีสามารถวดั ไดจ้ ริงและยุติธรรมสำหรับผู้รับการประเมนิ และเพ่ือ
ให้ผลคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการประเมนิ ถกู ต้องเชื่อถอื ได้ ซ่ึงมีหลกั การสำคญั ทีต่ อ้ งพจิ ารณา ดงั น้ี
1. ลักษณะของแบบทดสอบ ควรมีลักษณะดงั น้ี
1.1 ความตรงหรือความเชื่อมั่น (Validity) เป็นลักษณะสำคัญที่สุดของแบบทดสอบ
อธิบายระดับคะแนนทไี่ ด้จากการทดสอบโดยใช้เคร่อื งมือแต่ละประเภท ความตรงของคะแนนขึ้นอยู่กับ
36 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
ความพอเพยี งของตัวอยา่ งซงึ่ เปน็ ตัวแทนความรู้เป็นสำคัญ เครือ่ งมอื ท่ีดคี วรจะให้คะแนนตามงานท่ีเป็น
ตัวแทน เครื่องมือที่มีความตรงสูงจะต้องพัฒนาตามกระบวนการที่เปน็ ระบบของการพัฒนาเครื่องมอื
ได้แก่ นิยามขอบเขตงานที่จะวัดให้ชัดเจน เตรียมการกำหนดงานเขยี นข้อสอบ พิจารณาสร้างตัวแทน
ข้อกระทงหรืองานในแบบทดสอบทสี่ ัมพันธ์กับคุณลักษณะท่ีเป็นมาตรฐานวชิ าชพี เม่ือใช้เครอื่ งมอื วัดน้ัน
ทดสอบผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสตู ร ผลการประเมนิ จึงจะเชอ่ื ถอื ไดจ้ ริง
1.2 ความเทยี่ งหรอื ความเทย่ี งตรง (Reliability) เปน็ ความคงที่หรอื ความคงเส้นคงวา
ในการวัดของเครื่องมือวัด ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนได้คะแนนจากการทดสอบของเครื่องมือชุดหนึ่ง 80
คะแนน จากคะแนนเตม็ 100 คะแนน หมายความว่า 80 เปน็ ตัวแทนการปฏบิ ัติการสอบได้ถูกต้องของ
ผู้เรียน ถ้าเคร่ืองมือมคี วามเที่ยงสงู เม่อื ทดสอบผ้เู รยี นดว้ ยเครอื่ งมือชดุ เดิมในระยะเวลาตา่ งกนั พอสมควร
หรอื นำเคร่อื งมอื ท่มี ลี กั ษณะคขู่ นานมคี วามตรงเทา่ เทยี มกันมาทดสอบผู้เรยี นคนเดิมหรอื กล่มุ เดมิ คาดวา่
ผลการสอบวัดของผูเ้ รยี นจะใกลเ้ คยี งกัน ความคงเส้นคงวาในการวัดของเครือ่ งมือตอ้ งชี้ให้เห็นวา่ คะแนน
ท่เี ปน็ ผลการวดั เปน็ อสิ ระจากความคลาดเคล่ือนในการวัด ความเท่ียงจึงสามารถเชอ่ื ถือได้
1.3 ความเป็นปรนัย (Objectivity) เครื่องมือที่ดีควรมีความเป็นปรนัย เพื่อให้ผู้เรียน
หรือผู้เข้ารับการประเมินทุกคนได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน คะแนนผลการทดสอบแสดง
ความสามารถของแต่ละคนถกู ต้อง ชัดเจน เปรียบเทยี บกันได้ ดังนั้นการสร้างเครื่องมือจะต้องกำหนด
โจทย์คำถามหรือปัญหาที่ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน ผู้เรียนตอบคำถามหรือแก้ปัญหาตรงจุดท่ี
ต้องการ ไม่ให้คะแนนตามใจผู้ใหค้ ะแนน ดังน้ันในการสร้างเครื่องมอื แต่ละประเภทต้องมีการกำหนด
เกณฑ์และวิธกี ารให้คะแนนให้ชัดเจน
1.4 สามารถนำไปใชไ้ ด้จรงิ (Practicality) เครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพนอกจาก
ใช้แล้วตอ้ งใหผ้ ลทม่ี ีความตรงและความเทย่ี งท่ีน่าพอใจแลว้ กระบวนการประเมินต้องสามารถปฏิบัติได้
จริง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย กระบวนการบริหารการประเมินและการให้คะแนนต้องทำได้ง่าย
รวดเร็ว สามารถตคี วามผลคะแนนได้ถูกต้อง
2. ลักษณะของข้อคำถามหรอื โจทย์
การสร้างข้อคำถามหรือโจทย์ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบภาคทฤษฏีหรือแบบทดสอบ
ภาคปฏิบัติจะมีลักษณะเดียวกัน คือต้องเป็นข้อคำถามท่ีสามารถวัดได้ตามจุดประสงค์หรือระดับ
พฤตกิ รรมการเรียนรู้ทีต่ ้องการ ข้อคำถามหรอื โจทย์ควรมีลักษณะ ดังน้ี
2.1 แบบทดสอบวัดความรู้-ความจำ เป็นการวัดความสามารถของผเู้ ข้ารบั การประเมิน
ที่ไดเ้ รียนผ่านมาแลว้ เพอ่ื ทดสอบวา่ จำอะไรได้บ้าง แบ่งเป็น 2 แบบ คอื
7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา 37
2.1.1 ถามความจำในเน้ือเรอ่ื ง ไดแ้ ก่ ถามเก่ยี วกบั ศัพท์และนยิ าม ถามเกี่ยวกับกฎ
และความจริง
2.1.2 ถามความรใู้ นวธิ ีดำเนนิ การ ได้แก่ ถามเกยี่ วกบั ระเบยี บแบบแผนทต่ี ้องปฏบิ ตั ิ
ถามเกยี่ วกับแนวโนม้ และลำดบั ขน้ั ถามเก่ียวกบั การจัดประเภท ถามเกี่ยวกับเกณฑ์ ถามเกยี่ วกบั วิธกี าร
2.1.3 ถามความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ถามเก่ียวกับหลักวิชาและขยายความ
ถามเกีย่ วกบั ทฤษฎแี ละโครงสร้าง
2.2 แบบทดสอบวัดความเข้าใจ เป็นการวัดความสามารถในการแปลความ การ
ตคี วามหมาย และการขยายความในเรอ่ื งต่าง ๆ
2.3 แบบทดสอบวัดการนำไปใช้ เป็นการวัดพฤตกิ รรมในการนำความรู้และความเขา้ ใจ
ในเรอ่ื งตา่ ง ๆ ทีส่ ร้างสมไว้มาใชแ้ กป้ ญั หา หรือประยุกตใ์ ช้กบั งานและและชวี ิตประจำวนั
2.4 แบบทดสอบวัดการวิเคราะห์ เป็นการวัดความสามารถในการแยกแยะสิ่งใหญ่ ๆ
ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ตามหลักและกฎเกณฑ์ ส่วนย่อยแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต้องใช้เหตุ
และผลตามความจรงิ ในการตอบปญั หา โดยนำเอาพฤติกรรมการเรียนรู้ท่ผี ่านมาเปน็ องค์ประกอบชว่ ยใน
การพิจารณาดว้ ย ได้แก่ การวเิ คราะหค์ วามสำคัญ การวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ การวเิ คราะห์หลักการ
2.5 แบบทดสอบวดั การประเมนิ ค่า เป็นการวัดความสามารถขัน้ สูงของการวัดตามระดบั
พฤติกรรมการเรยี นรู้ เปน็ ความสามารถในการตัดสนิ ใจเก่ียวกบั คณุ ค่า โดยเทยี บกับเกณฑท์ ่กี ำหนดหรือ
มาตรฐานทม่ี อี ยู่แลว้
2.6 แบบทดสอบวดั กระบวนการคดิ เปน็ การวดั ความสามารถในการนำองค์ความรู้ท่ีมี
อยู่มาปรับให้เกดิ สิ่งใหม่ ๆ เกดิ ขึ้น หรือรวมองค์ความรยู้ อ่ ย ๆ ทำใหเ้ กดิ กฎ วธิ ีการ โครงสรา้ ง และหนา้ ท่ี
ใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม ได้แก่ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน การสังเคราะห์
ความสัมพนั ธ์
38 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
3. การเขยี นแบบทดสอบแบบความเรยี ง
3.1 เขียนคำชแี้ จงเก่ยี วกับวิธกี ารตอบใหช้ ัดเจน ระบจุ ำนวนข้อคำถาม เวลาทีใ่ ช้สอบและ
คะแนนเตม็ ของแตล่ ะขอ้ เพ่ือให้ผูต้ อบสามารถวางแผนการตอบได้ถูกตอ้ ง
3.2 ขอ้ คำถามต้องพิจารณาใหเ้ หมาะสมกบั พืน้ ความรขู้ องผู้ตอบ
3.3 ควรถามเฉพาะเรอื่ งท่สี ำคัญและเปน็ เรือ่ งท่แี บบทดสอบปรนยั วดั ได้ ควรถามเกี่ยวกบั
การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์
วจิ ารณ์ เปน็ ตน้
3.4 สถานการณ์ในข้อคำถามจะต้องมีข้อมูลเพียงพอและจำเป็นต่อการตอบคำถาม
รวมทัง้ มีความชดั เจน และเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน
3.5 ข้อคำถามต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ มีความชัดเจน และสอดคล้องกับตัวชี้วัด
และพฤตกิ รรมที่ตอ้ งการวัด
3.6 ข้อคำถามต้องเปิดโอกาสให้อธิบายวิธคี ิด แสดงวิธีทำ หรือให้เหตุผลเพื่อสนับสนนุ
คำตอบ
3.7 กำหนดขอบเขตหรือประเด็นของคำถามใหช้ ดั เจนเพื่อให้ผตู้ อบทราบถึงจุดมุ่งหมาย
ในการวดั สามารถตอบได้ตรงประเดน็
3.8 เขียนคำถามให้มีจำนวนมากข้อ โดยจำกัดให้ตอบสั้น ๆ เพื่อจะได้วัดได้ครอบคลมุ
เนอื้ หา ซ่ึงจะทำให้แบบทดสอบมีความเช่อื มัน่ สงู
3.9 ไม่ควรมีข้อสอบไว้ใหเ้ ลือกตอบเป็นบางข้อ เพราะอาจมีการได้เปรียบเสยี เปรียบกัน
เนื่องจากแต่ละข้อคำถามจะมีความยากง่ายไม่เท่ากัน และวัดเนื้อหาแตกต่างกัน จะไม่ยุติธรรมกับผ้ทู ่ี
สามารถตอบได้ทุกขอ้
3.10 ควรเตรียมเฉลยคำตอบและกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตามขั้นตอนและน้ำหนัก
ที่ตอ้ งการเน้นไว้ดว้ ย
3.11 ถ้าแบบทดสอบมหี ลายข้อ ควรเรียงลำดบั จากขอ้ ง่ายไปหายาก
3.12 การกำหนดเวลาในการสอบ จะต้องสอดคล้องกับความยาวและลักษณะคำตอบ
ที่ตอ้ งการ ระดบั ความยากงา่ ยและจำนวนข้อสอบ
• การสรา้ งเครื่องมือประเมนิ ด้านทกั ษะ (ภาคปฏิบัติ)
การวัดความสามารถในการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละประเภทวิชา แบ่งเป็น
ลักษณะต่าง ๆ ได้ 5 ลกั ษณะ คอื
7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศึกษา 39
1. การปฏิบัตงิ านท่ีแสดงออกดว้ ยการเขยี น โดยให้ผ้รู ับการประเมินแสดงออกดว้ ยการเขียน
บรรยายขน้ั ตอนในการปฏิบตั งิ าน การเขยี นลวดลาย หรอื การออกแบบ
2. การวินิจฉัยปัญหาและกระบวนการปฏิบตั ิ โดยกำหนดสถานการณ์จำลอง หรือกำหนด
เป็นเรอื่ งจริงและให้ผเู้ ข้ารับการประเมนิ วนิ จิ ฉัยส่งิ ทเี่ กิดข้นึ
3. การปฏิบัตงิ านตามทีก่ ำหนด โดยกำหนดสิ่งต่าง ๆ ลงในใบงานหรือใบมอบหมายงานให้
ผเู้ ขา้ รับการประเมนิ ปฏบิ ตั ิตามคำสัง่
4. ตัวอย่างงาน (ชิ้นงาน) โดยกำหนดชิน้ งาน (ภาระงาน) ให้ผู้เข้ารับการประเมินปฏบิ ตั ิให้
เกดิ ชิ้นงานและเขียนรายงานข้ันตอนการปฏบิ ตั ิงานประกอบชิน้ งาน
5. การปฏิบัติงานตามสถานการณ์จริง โดยกำหนดสถานการณ์จำลอง หรือเหตุการณ์ท่ี
ใกลเ้ คยี งจรงิ หรอื เหมือนจริง ให้ผู้เข้ารับการประเมินปฏบิ ตั ิตามคำส่ังท่ีระบุในใบงานหรือใบมอบหมาย
งาน
แบบทดสอบภาคปฏิบัติในลักษณะที่ 1 และ 2 เป็นลักษณะข้อคำถามที่ให้ผู้เข้ารับการ
ประเมนิ เขยี นตอบ โดยเคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการทดสอบ แบ่งได้เปน็
1. แบบทดสอบเพ่ือวดั ความรใู้ นเนอ้ื หาทเี่ กี่ยวกบั การปฏบิ ตั ิ
2. แบบทดสอบที่ใหอ้ ธิบายกระบวนการทำงานหรือแกป้ ญั หา
ทั้งนี้ ข้อคำถามของแบบทดสอบควรวัดความสามารถในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ ข้ัน
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าและหรือการคิดสร้างสรรค์ และต้องกำหนดคะแนนในแตล่ ะขั้นของ
การตรวจไวก้ อ่ น เพื่อเปน็ เกณฑใ์ นการตรวจใหค้ ะแนนในแตล่ ะข้อของแบบทดสอบ
แบบทดสอบภาคปฏิบัติในลักษณะที่ 3, 4 และ 5 เป็นแบบทดสอบที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง
ฉะนั้นต้องมีแบบประเมินในการปฏิบัติงาน สำหรับใช้ในการประเมินความสามารถของผู้เข้ารับการ
ประเมิน แบบประเมินการปฏิบตั ิงานท่ีใชใ้ นการประเมิน มีดังน้ี
1. มาตรประมาณค่า (แบบกำหนดตัวเลข) เป็นแบบประเมนิ ทใี่ ช้ตัวเลขเปน็ ตวั แทนในการวดั
ความสามารถของการทำงาน ทัง้ น้ี สิ่งทต่ี ้องคำนงึ ถึงคือ
- การกำหนดคะแนนต้องมีความต่อเนื่องกัน เช่น 5 4 3 2 1 หรือ 0 (กรณีทีไ่ ม่สามารถ
ปฏบิ ัติงานได)้
- กำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนน (Rubric) ต้องแยกความแตกตา่ งของความสามารถของผทู้ ี่
ไดค้ ะแนน 5 4 3 2 1 อยา่ งชดั เจน
2. แบบบันทึกพฤติกรรม เป็นแบบประเมินพฤติกรรมในการปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการ
ทดสอบ (กจิ นิสยั ) โดยกำหนดเป็นมากทสี่ ุดไปจนถึงนอ้ ยทสี่ ดุ หรอื ตอ้ งปรับปรงุ สำหรับพฤตกิ รรมทปี่ ฏิบตั ิ
40 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
ได้ถูกต้อง เหมาะสม หรอื ประเมนิ ความถี่ในการปฏิบตั พิ ฤตกิ รรมน้นั หรอื ประเมินวา่ ผ้เู ข้ารับการประเมนิ
ได้ปฏบิ ัติพฤติกรรมน้ันหรอื ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิ
• กรอบการประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ
กรอบการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ และเกณฑ์การผ่านการประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพ ตาม
หลักสตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี และหลกั สูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชนั้ สงู มแี นวทางดำเนนิ การ ดงั น้ี
1. ให้ใช้เครื่องมอื ประเมินมาตรฐานวิชาชีพที่คณะกรรมการอำนวยการประเมินมาตรฐาน
วิชาชีพกำหนดในการประเมินมาตรฐานวิชาชพี ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
2. ให้การประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพเปน็ การประเมินในระดับสาขางาน
3. ให้การประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพเป็นการประเมินความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถ
ในสมรรถนะงานแต่ละสมรรถนะงาน ตามทค่ี ณะกรรมการอำนวยการประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพประกาศ
กำหนด
4. ให้ประเมินแต่ละสมรรถนะงานทั้งภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) และภาคปฏบิ ัติของแต่ละ
สมรรถนะงานนัน้
5. ให้สถานศกึ ษาจัดให้ผเู้ รียนเขา้ รับการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี ได้ เม่อื ผเู้ รียนได้เรยี นและ
ฝึกปฏิบัติ หรือผ่านการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์รายวิชาครบทุกรายวิชาที่เป็นพื้นฐานของ
สมรรถนะงานน้นั
ทั้งนี้ ผู้เรียนที่ได้เรียนและฝึกปฏิบัติหรือผ่านการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์
รายวิชาพื้นฐานของสมรรถนะงานใด ๆ ครบแล้ว สถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนเขา้ รับการประเมิน
มาตรฐานวิชาชพี สมรรถนะงานนน้ั ๆ ได้ โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเรยี นจนครบทุกรายวชิ าตามหลกั สตู ร
6. ในกรณีทผ่ี เู้ รียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในสมรรถนะงานใด ใหส้ ถานศกึ ษาจดั ให้ผู้เรียน
ลงทะเบียนและเข้ารับการประเมินสมรรถนะงานน้ันใหม่ ทั้งภาคทฤษฎี (สอบข้อเขยี น) และภาคปฏิบัติ
หรืออยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ เฉพาะท่ีผู้เรยี นไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินแลว้ แตก่ รณี ท้งั ในภาคเรียนเดียวกนั หรอื
ในภาคเรยี นต่อไป หรอื ในภาคเรียนฤดรู อ้ น จนกว่าผู้เรยี นจะผา่ นเกณฑก์ ารประเมินท้ังภาคทฤษฎี (สอบ
ขอ้ เขยี น) และภาคปฏบิ ัตขิ องสมรรถนะงานนัน้ ครบสมบรู ณ์
• ขน้ั ตอนการดำเนินการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
ในการดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ หัวหน้าสถานศึกษาต้องแต่งตั้งคณะกรรมการ
ประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสถานศึกษาตามหลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา 41
กำหนด และให้คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสาขาวิชา/สาขางาน ดำเนินการก่อน
ระหว่างและหลังการประเมิน ดงั นี้
กอ่ นการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
ให้คณะกรรมการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี ดำเนินการดังนี้
1. รับเครือ่ งมอื ประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี ระดับสาขาวิชา/สาขางาน จากคณะกรรมการคลัง
เครอ่ื งมอื ประเมินมาตรฐานวิชาชพี ระดับสถานศึกษา
2. จัดเตรยี มการประเมนิ ทงั้ สถานท่ี เครือ่ งมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพ วัสดุ อปุ กรณ์ และ
อ่ืน ๆ ท่ีใช้ในการประเมินมาตรฐานวชิ าชีพระดบั สาขาวิชา/สาขางาน และแต่ละสมรรถนะงาน
3. ศึกษาขอ้ มลู การประเมินมาตรฐานวิชาชีพจากเคร่ืองมือการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี
ระหว่างการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
1. ดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคทฤษฎีตามวัน เวลา และสถานท่ีที่สถานศึกษา
กำหนด
2. ดำเนินการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี ภาคปฏบิ ัติ ตามวัน เวลา และสถานทที่ ี่สถานศึกษา
กำหนด โดยคณะกรรมการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี สังเกตการณ์ประเมนิ และพิจารณาใหค้ ะแนน
หลงั การประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ
1. เสนอผลการตดั สินการประเมินให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาอนมุ ตั ิภายใน 10 วัน นับ
จากวนั สดุ ทา้ ยของการประเมิน
2. สรุปและรายงานผลการประเมินมาตรฐานวิชาชีพให้คณะกรรมการประเมินมาตรฐาน
วชิ าชพี ระดบั สถานศกึ ษาทราบ
3. เกบ็ รกั ษาเอกสารหลักฐานในการจดั การประเมินมาตรฐานวิชาชพี ระดับสาขาวิชา/สาขา
งาน และแตล่ ะสมรรถนะงาน เปน็ เวลา 1 ปี นับจากวนั สดุ ท้ายของการประเมิน
• เกณฑก์ ารผา่ นการประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพ
1. เกณฑ์การผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ คือ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินแต่ละ
สมรรถนะงานทง้ั ภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) และภาคปฏบิ ตั คิ รบทุกสมรรถนะงาน
2. เกณฑ์การผ่านการประเมินสมรรถนะงาน สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ คือ
ภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และภาคปฏิบัติต้องได้คะแนนไมต่ ่ำกวา่
ร้อยละ 80 ส่วนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชัน้ สูง คือ ภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) ต้องได้คะแนน
ไม่ตำ่ กว่ารอ้ ยละ 70 และภาคปฏบิ ตั ิตอ้ งไดค้ ะแนนไมต่ ่ำกว่าร้อยละ 80
42 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
3. คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสาขาวิชา/สาขางาน รายงานผลการ
ประเมินมาตรฐานวิชาชีพ (สาขาวิชา/สาขางาน) ให้คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับ
สถานศกึ ษาทราบ
• การรายงานผลการประเมินมาตรฐานวิชาชพี
1. คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชพี ระดับสาขาวชิ า สาขางานรายงานผลการประเมนิ
มาตรฐานวชิ าชพี ส่งใหค้ ณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชพี ระดับสถานศกึ ษา
2. คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี ระดบั สถานศึกษา รายงานผลการประเมิน
มาตรฐานวิชาชีพ สง่ ให้คณะกรรมการอาชีวศึกษาจงั หวดั และสำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและ
วิชาชพี
3. คณะกรรมการอาชีวศึกษาจงั หวดั รวบรวมผลการประเมินมาตรฐานวิชาชพี ของ
สถานศกึ ษาในจงั หวดั
4. สำนกั มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวชิ าชพี รวบรวม และสรปุ ผลการประเมินมาตรฐาน
วิชาชีพเสนอผู้บรหิ ารสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา
ท้ังน้ี การประเมินมาตรฐานวิชาชีพต้องดำเนินการตามหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการในการประเมิน
มาตรฐานวิชาชีพ ตามหลักสูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพและหลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชน้ั สูง และ
คู่มือการดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตร
ประกาศนียบตั รวิชาชพี ช้ันสงู